“อุโมงค์รถไฟที่ยาวที่สุดในประเทศไทยมีชื่อว่าอะไรครับ?”

ติ๊กต่อก ติ๊กต่อก

เชื่อว่าหลายคนนึกได้หนึ่งคำตอบ นั่นคืออุโมงค์ขุนตาน

ใช่ครับ ถูกต้องแล้ว อุโมงค์ขุนตานคืออุโมงค์รถไฟที่ยาวที่สุดในประเทศไทย มีความยาว 1.3 กิโลเมตร ยาวเป็นอันดับที่ 1 จากจำนวน 7 อุโมงค์รถไฟในประเทศไทยที่มีอยู่ในปัจจุบัน และเรียกได้ว่าเป็นพื้นที่ปราบเซียนของรถไฟทุกขบวนที่ย่างกรายมาถึงเชียงใหม่ ด้วยการตั้งอยู่จุดที่สูงที่สุดของเส้นทางรถไฟในประเทศไทยด้วยเช่นกัน

แต่อุโมงค์นี้จะเป็นอุโมงค์ที่ยาวที่สุดใประเทศไทยอีกเพียงแค่ 2 – 3 ปีจากวันที่ผมเขียนเท่านั้น เพราะหลังจากนี้ไปจะมีอุโมงค์รถไฟที่ยาวกว่าขุนตานด้วยความยาว 5.7 กิโลเมตร

จากตรงนี้ไป เราขอให้ทุกคนที่อ่านจินตนาการว่ากำลังยืนอยู่บนทางรถไฟ ด้านหลังของคุณคือสถานีรถไฟขุนตาน ด้านซ้ายและขวาคือภูเขาสูงที่มีต้นไม้เขียวครึ้มห้อมล้อมบ้านไม้หลังเล็กๆ ที่มีกลิ่นไหม้จางๆ ของเตาถ่าน ส่วนข้างหน้าของคุณคืออุโมงค์รถไฟสีแดงอิฐขนาดใหญ่ มีลมเย็นๆ ไล้ไปบนผิวกายและผิวหน้าของคุณพร้อมกับความชื้นของป่าเขา

เอาล่ะ เรามาทำความรู้จักกับขุนตานกันเถอะ

อุโมงค์ขุนตาน

ถ้ำขุนตาน

อุโมงค์ขุนตาน หรือที่เรียกกันเป็นภาษาปากว่า ถ้ำขุนตาน ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติดอยขุนตาลบนทางรถไฟสายเหนือที่ กม. 682 – 683 ระหว่างสถานีแม่ตานน้อย อำเภอห้างฉัตร จังหวัดลำปาง และสถานีขุนตาน อำเภอแม่ทา จังหวัดลำพูน มีความยาว 1,352 เมตร ปากอุโมงค์ก่อด้วยอิฐสีแดงและมีตราครุฑสีแดงบนพื้นเหลืองประดิษฐานอยู่เหนือปากอุโมงค์ บริเวณปากถ้ำมีศาลเจ้าพ่อขุนตาน ด้านบนมีศาลพระยาเบิก และด้านซ้ายมือของอุโมงค์มีบันไดเล็กๆ เพื่อเป็นทางเดินเท้าไปสู่ที่ทำการอุทยานแห่งชาติดอยขุนตาล

ห่างจากปากอุโมงค์ด้านทิศเหนือไปไม่กี่ร้อยเมตรคือสถานีรถไฟขุนตาน สถานีรถไฟที่ตั้งอยู่สูงที่สุดในประเทศไทยด้วยความสูง 578 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง สภาพภูมิประเทศของสถานีและอุโมงค์โอบล้อมไปด้วยเขาทั้ง 3 ด้าน โดยมีบ้านเรือนของชาวบ้านในหมู่บ้านขุนตานรายล้อมอยู่ลดหลั่นไปตามความชันของลาดเชิงเขา ทำให้ที่นี่เหมือนเมืองเล็กๆ ที่มีความเย็นฉ่ำของอากาศอยู่ตลอดเวลา แถมมีกลิ่นไหม้ของเตาถ่านที่ลอยมาเป็นระยะๆ

อุโมงค์ขุนตาน อุโมงค์ขุนตาน อุโมงค์ขุนตาน

นอกจากองค์ประกอบที่กล่าวไปข้างต้นแล้ว บริเวณหน้าอุโมงค์ขุนตานยังมีศาลเจ้าพ่อขุนตาน บ่อน้ำบาดาล รวมถึงสถูปกระดูกของมิสเตอร์อีมิลล์ ไอเซ่น โฮเฟอร์ วิศวกรชาวเยอรมันผู้คุมงานก่อสร้างอุโมงค์และภรรยาตั้งอยู่บนสนามหญ้าเล็กๆ ที่นั่นด้วย

อุโมงค์ขุนตาน

สถานที่แห่งนี้เรียกได้ว่าเป็นที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์และธรรมชาติที่ผสานกันอย่างลงตัว นอกจากเราจะได้มาทำความรู้จักกับอุโมงค์รถไฟแล้ว ยังเดินศึกษาธรรมชาติในอุทยานแห่งชาติดอยขุนตาลกันได้แบบ One Day Trip หรือจะค้างคืนบนบ้านพักของอุทยานก็ย่อมได้ จึงทำให้ทุกๆ วันหยุดมีนักท่องเที่ยวมากมายเดินทางมาจากทั้งเชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง หรือจังหวัดอื่นๆ มาเยี่ยมขุนตานกันอย่างไม่ขาดสาย

เคยตั้งคำถามไหมว่า ในยุคที่เทคโนโลยีด้านวิศวกรรมไม่ได้เจริญมาก ในยุคที่ไม่มีดาวเทียม ไม่มีคอมพิวเตอร์ ไม่มีเครื่องทุ่นแรงอะไรแบบปัจจุบัน บรรพบุรุษของเราเจาะภูเขาได้ยังไง?

เราจะเล่าให้ฟัง

อุโมงค์ขุนตาน

ขุนเขามิอาจกั้น

การสำรวจเส้นทางเพื่อก่อสร้างทางรถไฟสายเหนือดำเนินมาเรื่อยจนถึงนครลำปาง ด้านหน้าที่ทางรถไฟจะมุ่งไปนั้นมีพืดเขาเป็นกำแพงขวางนครลำปางกับนครพิงค์เอาไว้

การเซอร์เวย์ทางรถไฟต้องวางแผนทุกวิถีทางเพื่อเลาะแนวเขาพืดนั้นข้ามไปลำพูนให้ได้ แต่ก็ไม่มีทางไหนจะเหมาะสม จึงจำเป็นต้องวางทางรถไฟเข้าไปในหุบเขาและผ่านกำแพงเขาที่หนาที่สุดราวๆ 1 กิโลเมตร การเจาะถ้ำจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่จะทำให้รถไฟผ่านไปถึงนครพิงค์เชียงใหม่ได้

การสร้างทางรถไฟในสมัยก่อนของไทยนั้นเน้นการลัดตามไหล่เขา ไม่เน้นเจาะอุโมงค์ถ้าไม่จำเป็น นั่นเป็นเพราะเทคโนโลยีในการสร้างยังไม่ทันสมัยมาก แม้จะใช้องค์ความรู้และการคุมการก่อสร้างโดยชาวเยอรมัน อีกปัจจัยหนึ่งที่สำคัญมากพอๆ กันคืองบประมาณและเวลาที่จำกัด ยิ่งถ้าเจาะอุโมงค์มากเท่าไหร่ต้องใช้งบประมาณ กำลังคน และเวลา ในการสร้างที่มากขึ้น

อุโมงค์ขุนตาน

การก่อสร้างทางรถไฟสายเหนือ
ภาพ : หอจดหมายเหตุแห่งชาติ

จากอุตรดิตถ์ผ่านมาถึงลำปางมีอุโมงค์ระหว่างทางถึง 3 แห่งด้วยกัน นั่นคือปางตูมขอบ เขาพลึง และห้วยแม่ลาน โดยอุโมงค์เขาพลึงนับเป็นอุโมงค์ที่ยาวที่สุดในตอนนั้นด้วยความยาว 362 เมตร แต่ใครจะคิดล่ะว่าถ้ำที่ต้องเจาะใหม่บนดอยขุนตาลนั้นมีความยาวชนะเลิศไปเลยทีเดียว

การสำรวจแนวทางรถไฟจากนครลำปางไปอุโมงค์ขุนตานเริ่มขึ้นในปี 2448 ตอนนั้นการเปิดเดินรถไฟสายเหนือมาถึงสถานีปากน้ำโพแล้ว ซึ่งดูเหมือนว่ายังห่างไกลจากขุนตานพอสมควร แต่ด้วยความหนาของชั้นหินบวกกับก่อนมาถึงจุดเจาะถ้ำมีหุบเขา 3 แห่งที่ต้องทำสะพานหอสูง (Viaduct Bridge) ข้ามหุบนั้นด้วยความสูงพอๆ กับตึก 8 ชั้น ทำให้เกิดโจทย์ว่าอุโมงค์ต้องเสร็จในเวลาพอๆ กับที่การเปิดเดินรถไฟมาถึงนครลำปาง

อุโมงค์ขุนตาน

สะพานหอสูงข้ามหุบเขาระหว่างทางจากสถานีแม่ตานน้อย-อุโมงค์ขุนตาน

ปี 2450 หลังการสำรวจได้ 2 ปี การก่อสร้างอุโมงค์ขุนตานจึงเริ่มขึ้นโดยมีนายช่างชาวเยอรมันชื่ออีมิลล์ ไอเซ่นโฮเฟอร์ เป็นผู้ควบคุม กระบวนการทำงานให้เริ่มต้นที่การตั้งหมุดหลักฐานตำแหน่งของเขาสองฝั่งที่จะเป็นปากอุโมงค์ทั้งด้านเหนือกับใต้ให้ตรงกันและมีระดับที่แน่นอนก่อนจะลงมือเจาะภูเขาต่อไป

ระเบิดเขา ไม่เผากระท่อม

มิสเตอร์ อีมิลล์ ไอเซ่น โฮเฟอร์ ได้เข้ารับราชการในกรมรถไฟหลวงในสมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งสมัยนั้นทางกรมรถไฟหลวงได้จ้างชาวเยอรมันทำงานเป็นช่างเทคนิคและงานในหน้าที่อื่นๆ เป็นจำนวนเกือบถึง 250 ชีวิต เขาคือวิศวกรรุ่นใหม่ไฟแรง การคุมงานขุดอุโมงค์ขุนตานก็เป็นหนึ่งในความท้าทายของชีวิตราชการของเขา

อุโมงค์ขุนตาน

การขุดเจาะเริ่มต้นจากการทำช่องเล็กๆ เพื่อให้เป็นแนวในการขยายอุโมงค์

การขุดเจาะอุโมงค์ขุนตานใช้วิธีเจาะเข้าไปในภูเขาพร้อมกันทั้งสองด้านเหมือนกับอุโมงค์ขนาดสั้นที่ทำมาแล้วทั้ง 3 แห่ง การสร้างทางรถไฟสายเหนือนี้ได้มีอุปสรรคและปัญหาต่างๆ หลายอย่าง เพราะคนงานไม่เคยทำงานสร้างทางรถไฟมาก่อน แม้แต่การใช้ระเบิดไดนาไมต์เพื่อระเบิดเขาก็ไม่เคย แถมเครื่องมือก็มีไม่พร้อม ในระหว่างทำการก่อสร้างรถไฟช่วงนครลำปางไปเชียงใหม่ได้เกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 ขึ้น ทำให้เหล็กสะพานที่สั่งซื้อจากเยอรมนีไม่สามารถส่งเข้าได้

ในอุโมงค์ลึกๆ ทั้งกลางวันและกลางคืนไม่มีแสงสว่างในขณะ การทำงานจึงมีการใช้ตะเกียงชนิดหนึ่งที่เรียกว่า ‘โคมเป็ด’ เป็นตะเกียงที่มีรูปร่างคล้ายเป็ดโตอายุ 2 เดือน ไม่มีหัวไม่มีขา ตรงคอเป็นมีรูให้ใส่ตะเกียงยื่นออกมา บนหลังมีห่วงให้เอาลวดหรือเชือกร้อยหิ้วได้แขวนได้ โดยมีน้ำมันก๊าดผสมน้ำมันมะพร้าวเป็นเชื้อเพลิงให้ไฟติดอยู่ตลอดเวลา

กลวิธีในการเจาะได้แบ่งอุโมงค์ออกเป็น 3 ส่วน เมื่อเจาะส่วนบนไปประมาณ 15 เมตรจึงเริ่มเจาะส่วนล่างและทิ้งตรงกลางเอาไว้ ซึ่งเนื้อหินตรงกลางนั้นมีความหนาประมาณเมตรครึ่ง ที่ต้องทำแบบนี้เพื่อความสะดวกในภายหลัง เนื้อหินตรงกลางจะถูกค้ำยันไว้ก่อนและมีการขุดรูเอาไว้เป็นระยะเพื่อระบายหินจากช่องบนลงมาที่ช่องล่าง ซึ่งช่องล่างนั้นมีทางรถรางขนาดเล็กไว้เพื่อลำเลียงอุปกรณ์ต่างๆ รวมถึงหินที่ขุดแล้วออกจากตัวถ้ำ เมื่อผ่านไประยะหนึ่งส่วนกลางก็จะทลายลงมาทำให้กลายเป็นช่องถ้ำขนาดใหญ่

อุโมงค์ขุนตาน

ลักษณะการเจาะอุโมงค์ขุนตาน กลวิธีคือแบ่งอุโมงค์ออกเป็น 3 ส่วน ขุดส่วนบนและส่วนล่าง เมื่อผ่านไประยะหนึ่งส่วนกลางก็จะทลายลงมา อุโมงค์ขุนตาน

การขุดเจาะช่วงต้นนั้นเป็นหินที่เนื้อไม่แข็งมาก สามารถขุดเจาะด้วยอุปกรณ์ง่ายๆ เช่น ค้อน สิ่ว แต่พอลึกเข้าไปเนื้อหินเริ่มแข็งขึ้นอุปกรณ์เหล่านั้นก็เริ่มเอาไม่อยู่ จึงต้องอาศัยเครื่องทุ่นแรงที่เรียกว่า ‘ระเบิด’

คนงานจะกำหนดจุดที่เป็นโพรงหินสำหรับใส่ระเบิดไดนาไมต์ การเจาะรูเพื่อใส่ระเบิดนั้นคนงานจะทำเป็นคู่ คนหนึ่งถือเหล็กสกัด อีกคนหนึ่งใช้ค้อนปอนด์กระแทกลงไปเพื่อให้เกิดรู โดยแต่ละรูนั้นเอียงเข้าหากันห่างกันรูละ 1 เมตร เมื่อครบจุดแล้วจึงยัดระเบิดเข้าไปและระเบิดพร้อมๆ กัน ในขณะที่ทำการจุดระเบิดหัวหน้าคนงานจะคอยนับจำนวนระเบิดที่เกิดขึ้นว่าจำนวนเท่ากับจำนวนที่ยัดลงไปหรือไม่เพื่อความแน่ใจว่าไม่มีสิ่งใดผิดพลาด ถ้าระเบิดไม่ครบจำนวนก็จะแจ้งให้คนงานผลัดต่อไประมัดระวังระเบิดที่ไม่ทำงาน โดยการระเบิดหนึ่งครั้งจะกินเนื้อหินไปประมาณ 60 เซนติเมตร

นอกจากวิธีการใช้มือและระเบิดแล้ว อีกวิธีหนึ่งในการเจาะอุโมงค์คือการสุมไฟให้หินร้อนจัดแล้วเอาน้ำในลำธารที่เย็นจัดสาดให้หินแตก ช่วงต้นๆ ก็ยังพอทำได้ แต่พอลึกเข้าลึกเข้ายังไงก็ต้องใช้ระเบิด

กรรมกรที่ขุดเจาะนั้นทำงานกันตลอด 24 ชั่วโมง โดยแบ่งกะเป็นผลัดๆ ประชากรคนงานส่วนใหญ่เป็นชาวอีสานและไทยใหญ่ ในแต่ละผลัดนั้นมีคนงานประมาณ 120 คนขุดเจาะอุโมงค์ทั้ง 2 ฝั่ง ทั้งด้านเหนือและใต้ จากวันเป็นเดือน จากเดือนเป็นปี ในที่สุดอุโมงค์ช่องบนก็ทะลุถึงกันในปี 2458 รวมระยะเวลา 8 ปี หลังจากนั้นไม่นานช่องล่างก็บรรจบถึงกัน

งานต่อไปคือการเทคอนกรีตเสริมเพดานถ้ำที่ตะปุ่มตะป่ำจากแรงระเบิดให้แข็งแรงและเรียบขึ้น คนงานทั้งหมดเริ่มเจาะขยายผนังถ้ำให้กว้างขึ้นให้เป็นรูปโค้ง ช่วงไหนที่เข้าที่เข้าทางแล้วก็เริ่มทลายช่วงกลางและเสริมคอนกรีตควบคู่กันไปจนกลายเป็นรูปร่างอุโมงค์เกือกม้าอย่างชัดเจนแล้วเสร็จสมบูรณ์ทั้งอุโมงค์ในปี 2461

อุโมงค์ขุนตาน

อุโมงค์ขุนตานที่เสร็จสมบูรณ์ในปี 2461 และเริ่มวางรางจากลำปางไปเชียงใหม่

ยุทธการวางราง

เมื่ออุโมงค์ถูกเจาะทะลุถึงกันเป็นที่เรียบร้อย ทางรถไฟจากลำปางก็เริ่มวางมาเป็นระยะๆ แต่ด้วยภูมิประเทศจากสถานีแม่ตานน้อยขึ้นมาถึงปากอุโมงค์ด้านทิศใต้นั้นเป็นทางลาดชันไปบนไหล่เขา มีหลายจุดที่ต้องถมคันดินเพื่อให้ผ่านร่องเขา และบางจุดถึงขนาดต้องสร้างสะพานสูงเกือบเท่าตึก 8 ชั้นข้ามหุบเขาไปถึง 3 หุบ ลักษณะของภูมิประเทศช่วงนี้เป็นเหมือนหุบเขาขนาดย่อมๆ ที่มีที่ราบอยู่ตรงกลางแล้วขนาบด้วยเขาสูงทั้งสองฝั่ง

อุโมงค์ขุนตาน

สะพานปางหละ เป็น 1 ใน 3 สะพานเหล็กหอสูง (Viaduct Bridge) ข้ามหุบเขาบนดอยขุนตาล

ยุทธการวางรางนั้นจึงต้องสร้างทางรถไฟเป็น 2 สาย

ทางสายบน คือแนวทางรถไฟที่มุ่งหน้าไปอุโมงค์ขุนตาน เป็นทางรถไฟเส้นถาวรที่ไปปลายทางที่เชียงใหม่เลาะไหล่เขาขึ้นไปเรื่อยๆ ทั้งสูงทั้งลาดชันทอดยาวไปถึงปากอุโมงค์ มีสถานีรถไฟชั่วคราวระหว่างทาง 2 แห่ง คือสถานีปางยาง และสถานีปางหัวพง

ทางสายล่างคือแนวทางรถไฟสำหรับลำเลียงอุปกรณ์ในการก่อสร้าง มันวางตัวอยู่บนพื้นราบระหว่างสันเขาสองลูก พื้นที่แห่งนี้เรียกว่า ‘เวิ้งปางยาง’

เมื่อการก่อสร้างทางสายบนสำเร็จเป็นช่วงๆ พอถึงเดือนกรกฎาคม 2460 ทางช่วงนครลำปาง-ขุนตาน และขุนตา-เชียงใหม่ ก็สร้างเสร็จเรียบร้อย การเดินรถอย่างเป็นทางการเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2464 (นับตามปีปัจจุบันคือ 2465) ทางสายล่างก็ถูกรื้อถอนออกจนไม่เหลือร่องรอยให้เห็น แต่ถ้านั่งรถไฟไปเชียงใหม่ ระหว่างทางเมื่อรถไฟออกจากสถานีแม่ตานน้อย ให้มองไปด้านขวามือเมื่อทางรถไฟเริ่มสูงจากพื้นขึ้นเรื่อยๆ ที่ราบที่อยู่ระหว่างภูเขาทั้งสองลูกนั่นแหละคือทางสายล่าง

อุโมงค์ขุนตาน

มุมมองจากบนสะพานหอสูง เวิ้งปางยางคือที่ราบตรงกลาง ซึ่งเป็นตำแหน่งของทางสายล่าง ปัจจุบันไม่มีร่องรอยเหลืออยู่แล้ว

ในยุคนั้นการเจาะภูเขาที่เป็นหินแกร่งให้เป็นอุโมงค์กว้างจนรถไฟเข้าไปได้เป็นระยะทางไกลถึงกิโลเมตรเศษนับว่าเป็นเรื่องที่ยากจนเกือบเป็นสิ่งที่ไม่น่าจะเป็นไปได้แต่ก็เป็นไปแล้ว อย่างที่มีคำกล่าวไว้ว่า ‘แม้แต่แม่น้ำยังหลีกทาง ภูเขาต้องโค้งคำนับ’

ความเชื่อ สัตว์ร้าย และชีวิตที่สูญเสีย

การสร้างทางรถไฟในช่วงดอยขุนตาลนี้ได้ใช้คนงานจีนทำงานเกี่ยวกับดิน ส่วนการขุดเจาะอุโมงค์ภูเขาใช้คนงานจากภาคอีสานของไทย เนื่องจากคนงานจีนไม่ยอมเข้าไปทำงานในอุโมงค์ เพราะมีเชื่อว่าในอุโมงค์มีภูตผีปีศาจสิงอยู่ จึงเกิดความกลัว นอกจากอุปสรรคดังกล่าวแล้วยังมีอุปสรรคอื่นๆ อย่างสัตว์ร้ายเช่นเสือมาคาบเอาคนงานไปกินเป็นอาหาร ตลอดจนกระทั่งม้าที่เอามาไว้ใช้งานซึ่งขังไว้ในคอกเวลากลางคืนก็ได้ถูกเสือเอาไปกิน ถึงกับต้องทำห้างบนต้นไม้ดักยิงเสือในเวลากลางคืน เพื่อดูแลความปลอดภัยไม่ให้มีใครโดนคาบไปกินอีก

นอกจากนั้น สถานที่แห่งนี้คร่าชีวิตคนงานไปก็ไม่น้อย ทั้งเสียชีวิตจากโรคภัยไข้เจ็บ โดยเฉพาะมาลาเรีย ถึงขนาดมิสเตอร์อีมิลล์เองก็ติดเชื้อมาลาเรียไปด้วย แต่โดยส่วนใหญ่คนงานถูกคร่าชีวิตด้วยสาเหตุจากโรคปอด สาเหตุหลักๆ ก็มาจากควันพิษจากระเบิดรวมถึงการถ่ายเทของอากาศที่ไม่สะดวก ทุกคนที่ทำงานอยู่ในถ้ำมีสภาพเหมือนกันคือเหงื่อไหลโซมกาย หายใจอึดอัดจากควัน ฝุ่นจากหิน และอากาศที่ไม่ถ่ายเท ส่วนมากมีแค่ผ้าน้อยชิ้นปิดร่างกาย พอทำงานไปสักระยะก็ต้องวิ่งมาที่ปากอุโมงค์เพื่อหายใจเอาอากาศบริสุทธิ์เข้าไปก่อนที่จะไปทำงานต่อ เมื่อเวลานานเข้าปอดที่เริ่มเสียก็ทนไม่ไหวจึงพรากชีวิตของคนงานเหล่านั้นที่ไม่ทันได้เห็นผลงานของตัวเอง

อุโมงค์ขุนตาน

รถไฟหลวงสายเหนือขณะที่เปิดเดินรถถึงสถานีนครลำปาง

อุโมงค์ขุนตานและการเดินรถไฟสายเหนือตลอดถึงเชียงใหม่เกิดขึ้นอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2464 (นับตามปีปัจจุบันคือ 2465) ซึ่งเป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 แต่เป็นที่น่าเสียดายที่พระองค์สวรรคตก่อน จึงไม่ได้ทอดพระเนตรความสำเร็จที่เกิดขึ้นในรัชสมัยของพระองค์ท่าน

ขุนตานปัจจุบัน

อุโมงค์ขุนตานใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 11 ปี ค่าใช้จ่ายรวมทั้งสิ้น 1,362,050 บาท ผู้ควบคุมคือมิสเตอร์ อีมิลล์ ไอเซน โฮเฟอร์ ตัวอุโมงค์มีขนาดกว้าง 5.20 เมตร สูง 5.40 เมตร ยาว 1,352.10 เมตร เพดานผนังอุโมงค์โค้งรัศมี 2.50 เมตรเป็นคอนกรีตเสริมเหล็กมีช่องให้หลบรถไฟได้เป็นระยะๆ ด้านบนมีครุฑประดิษฐานอยู่เพียงอุโมงค์เดียวในประเทศไทย

อุโมงค์ขุนตาน

ตราครุฑพ่าห์เหนือปากอุโมงค์ ระบุปี 2461 ซึ่งเป็นปีที่อุโมงค์แล้วเสร็จสมบูรณ์

เดิมสถานีรถไฟขุนตานเป็นอาคารไม้เล็กๆ กะทัดรัด ทางรถไฟพุ่งออกมาจากอุโมงค์ปั๊บก็เป็นสถานีปุ๊บ ไม่มีทางหลีก ไม่มีทางตัน รถไฟสวนกันไม่ได้ ต่อมาในปี 2502 ได้มีการย้ายที่ตั้งอาคารสถานีใหม่และสร้างทางรถไฟเพิ่มขึ้นมาอีก 3 ทางกลายเป็นย่านสถานีขุนตานอย่างที่เห็นในปัจจุบัน นอกจากนั้น อาคารใหม่สร้างให้มีรูปแบบคล้ายกับใช้ท่อนซุงสร้างสถานีแบบกระท่อมในป่า โอบล้อมด้วยชุมชนหมู่บ้านสถานีรถไฟขุนตานลดหลั่นไปตามเชิงเขา

อุโมงค์ขุนตาน

สถานีขุนตานหลังเดิม

อุโมงค์ขุนตาน

สถานีขุนตานหลังปัจจุบัน

อุโมงค์ขุนตาน

อาคารสถานีขุนตานปัจจุบัน

อุโมงค์ขุนตาน

สถานีขุนตานหลังเดิมและสถูปของมิสเตอร์ อีมิลล์ วิศวกรชาวเยอรมันคุมงานก่อสร้างอุโมงค์ (ขวา) และสถานีขุนตานปัจจุบัน (ซ้าย)

ถ้าเรายืนอยู่ที่สถานี ก่อนที่รถไฟจะมาถึง เสียงดังกิ๊ง กิ๊ง กิ๊ง กิ๊ง ของเครื่องทางสะดวกจะดังขึ้น จากนั้นจะได้ยินเสียงเจ้าหน้าที่สถานีจัดการกับเครื่องทางสะดวกเพื่ออนุญาตให้รถไฟที่ออกมาจากสถานีแม่ตานน้อยเดินทางมาสถานีขุนตานได้ เมื่อเวลาผ่านไปเกือบ 10 นาที เสียงอุปกรณ์ในสถานีก็ดังขึ้นอีกครั้งเหมือนเสียงนกหวีด นั่นหมายถึงรถไฟได้เข้ามาในอุโมงค์แล้ว ภาพที่เห็นคือต้นไม้หน้าอุโมงค์ไหวลู่ไปตามแรงลมของรถไฟ เสียงหวีดรถจักรดังก้องมาจากในอุโมงค์ ชั่วอึดใจเดียวแสงไฟหน้ารถก็ทาบบนผนังก่อนที่รถไฟขบวนจริงจะโผล่ออกมาจากความมืดสู่แสงสว่างและจอดสนิทหน้าสถานีรถไฟขุนตาน

อุโมงค์ขุนตาน

ในแต่ละวันมีรถไฟผ่านสถานีขุนตานหลายขบวน เป็นรถโดยสาร 12 ขบวน รถสินค้ามากที่สุด 6 ขบวน และอาจมีขบวนรถพิเศษหรือรถสินค้าพิเศษผ่านบ้างเป็นครั้งคราว เพราะว่าสถานีนี้คือจุดสูงสุดของเส้นทางสายเหนือ

รถไฟทุกขบวนต้องหยุดที่สถานีแห่งนี้เพื่อทดสอบห้ามล้อให้แน่ใจว่าลงจากเขาได้โดยเบรกไม่แตก

สิ่งหนึ่งที่เห็นจนคุ้นตาระหว่างที่รถไฟจอดนิ่งคือฝูงสุนัขนับสิบตัวที่วิ่งกรูกันเข้ามาเมื่อรถไฟมาถึง พวกมันรอคอยของฝากเล็กๆ น้อยๆ จากหน้าต่างรถไฟ และเหมือนนักเดินทางแต่ละคนก็จะรู้ด้วยว่าต้องทำยังไง ทั้งไก่ ไส้อั่ว หมูทอด ถูกโยนลงมาจากหน้าต่างเป็นเหมือนค่าผ่านทางให้กับบรรดาเจ้าถิ่น นอกเหนือจากนั้นแล้ว ยังมีภารกิจของแม่ค้าที่นำของมาขายริมหน้าต่างให้เลือกซื้อได้กันถึงที่

อุโมงค์ขุนตาน อุโมงค์ขุนตาน

ไม่ว่าจะยุคสมัยไหนการค้าขายริมหน้าต่างรถไฟก็ยังคงเป็นภาพที่ชินตา

ในปี 2562 อุโมงค์ขุนตานยังถือว่าเป็นอุโมงค์ที่ยาวที่สุดในประเทศไทย แต่ในอีก 3 ปีข้างหน้าเขาจะยาวเป็นอันดับที่ 3 ซึ่งแชมป์ใหม่ทั้งสองอยู่ในเส้นทางสายอีสาน

อันดับ 1 คืออุโมงค์ระหว่างสถานีมาบกะเบา-มวกเหล็กใหม่ ความยาว 5.7 กิโลเมตร

อันดับที่ 2 คืออุโมงค์ระหว่างสถานีคลองขนานจิตร-คลองไผ่ ความยาว 1.4 กิโลเมตร

อันดับที่ 3 คืออุโมงค์ขุนตาน ความยาว 1.3 กม.

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าขุนตานจะไม่ได้เป็นอุโมงค์รถไฟที่ยาวที่สุดในประเทศไทยแล้ว แต่ในแง่ของประวัติศาสตร์ ความยากลำบากในการก่อสร้าง และเรื่องราวต่างๆ ก็ยังคงทำให้อุโมงค์ขุนตานแห่งนี้มีเสน่ห์และทรงพลังอย่างไม่เสื่อมคลาย

อุโมงค์ขุนตาน อุโมงค์ขุนตาน

ภาพ : หอจดหมายเหตุแห่งชาติ และโรงเรียนวิศวกรรมรถไฟ

อีกนิดอีกหน่อย

  1. เราจะพบการสะกดชื่อของขุนตานทั้ง 2 แบบ คือ ‘ตานที่สะกดด้วย น หนู และ ‘ตาลที่สะกดด้วย ล ลิง  ความแตกต่างกันที่สามารถแยกได้ด้วยการสังเกตคือ สถานีรถไฟกับอุโมงค์สะกดด้วย น หนู ส่วนชื่ออุทยานแห่งชาติและชื่อดอยสะกดด้วย ล ลิง แต่ในช่วงแรกนั้นใช้การสะกดอย่างเดียวว่า ‘ขุนตาล’
  2. อุโมงค์ขุนตานเป็นทางตรง มีโค้งบริเวณปากอุโมงค์ทิศเหนือเล็กน้อย ปากอุโมงค์ด้านเหนือสูงกว่าปากอุโมงค์ด้านใต้ ซึ่งถ้าหากเรายืนอยู่ปากอุโมงค์จะมองเห็นแสงสว่างของปากอุโมงค์อีกฝั่งเล็กๆ อยู่ในความมืดนั้น
  3. หากคุณอยู่กรุงเทพฯ และอยากมาเที่ยวที่อุโมงค์นี้ เราแนะนำให้เดินทางกับขบวนรถด่วนพิเศษ 13 ออกจากกรุงเทพ 19.35 น. ถึงขุนตานประมาณ 07.00 น.
  4. หากคุณอยู่เชียงใหม่ เราแนะนำให้เดินทางด้วยรถเร็ว 102 ออกจากเชียงใหม่ 06.30 น. หรือรถด่วนพิเศษ 8 ออกเชียงใหม่ 08.45 น. ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมงก็ถึงสถานีขุนตานแล้ว สามารถตรวจสอบเวลารถไฟได้ที่ www.railway.co.th

Writer

วันวิสข์ เนียมปาน

มนุษย์ผู้มีรถไฟไทยเป็นเพื่อนสนิท และอยากแนะนำเพื่อนให้ชาวบ้านสนิทด้วย รักการเดินทางและชอบเดินเป็นชีวิตจิตใจ

Along the Railroad

เรื่องราวและเรื่องเล่าเกี่ยวกับรถไฟจากชายผู้ใช้ชีวิตอยู่กับรถไฟมาตลอด 30 ปี

ถ้าพูดถึงสะพานรถไฟ หลายคนคงจินตนาการถึงภาพสะพานเหล็กขนาดมหึมาดูน่าเกรงขาม ซึ่งมักเรียกแบบฮิตติดปากว่า ‘สะพานดำ’ อาจเป็นเพราะสะพานเหล็กมักทาสีดำเพื่อกันสนิม จึงดูน่าเกรงขามกึ่งน่าเกรงกลัวในสายตาของคนทั่วไป

โดยส่วนใหญ่แล้ว สะพานรถไฟในประเทศไทยกว่าร้อยละ 80 สร้างด้วยเหล็ก หากเป็นสะพานข้ามแม่น้ำที่กว้างมากๆ มักเป็นโครงสร้างเหล็กถักร้อยต่อกันไปเพื่อรับน้ำหนักของรถไฟ เวลาวิ่งผ่านก็จะดัง กึงกึง กึงกึง เป็นจังหวะ จึงเป็นสิ่งที่มองแล้วน่าสนใจ

วันนี้เราจะพาไปรู้จักสะพานเหล็กที่ดูเหมือนธรรมดาแต่ไม่ธรรมดา เพราะนอกจากจะเป็นสะพานข้ามแม่น้ำสำคัญแล้ว ชื่อของสะพานเหล่านี้ยังเป็นชื่อ ‘พระราชทาน’ โดยพระมหากษัตริย์อีกด้วย

รวมสะพานรถไฟสุดสวยที่เต็มไปด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์

สะพานพระราม 6

ที่ตั้ง: เขตบางซื่อและเขตบางพลัด กรุงเทพฯ ระหว่างสถานีบางซ่อน-บางบำหรุ ในเส้นทางสายใต้

ความยาว: 441 เมตร

แม่น้ำที่ข้าม: แม่น้ำเจ้าพระยา

ปีที่สร้าง: พ.ศ. 2465 – 2469 l ซ่อมสร้าง พ.ศ. 2496

ที่มาของชื่อ: พระราม 6 หมายถึง พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (Rama VI)

สะพานพระราม 6 สร้างขึ้นเพราะพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเห็นว่าการรวมกิจการรถไฟทั้งสองหน่วย คือกรมรถไฟหลวงสายเหนือและกรมรถไฟหลวงสายใต้เข้าด้วยกัน จะทำให้การคมนาคมทางรถไฟสะดวกขึ้น เพราะแต่เดิมทางรถไฟสายเหนือและสายใต้ไม่ได้เชื่อมกัน แถมใช้ขนาดทางรถไฟไม่เท่ากันไปอีก

รวมสะพานรถไฟสุดสวยที่เต็มไปด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์

สะพานพระราม 6 เดิมเป็นสะพานเหล็กที่มีรูปร่างคล้ายสะพานแขวน

อุปสรรคสำคัญในการเชื่อมทางรถไฟทั้งสองสายเข้าหากันคือ การข้ามแม่น้ำขนาดใหญ่ยักษ์ จึงต้องสร้างสะพานแห่งนี้ขึ้น ใช้เวลาก่อสร้าง 4 ปี กว่าจะเสร็จสมบูรณ์ก็ข้ามแผ่นดินมาอีกรัชกาล พิธีเปิดสะพานเกิดขึ้นใน พ.ศ. 2469 โดยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานชื่อว่า ‘สะพานพระราม 6’ เพื่อเป็นเกียรติแก่พระเชษฐา

ตัวสะพานมีรูปร่างคล้ายสะพานแขวน สัญจรได้ทั้งรถไฟและรถยนต์ ถือเป็นสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาแห่งแรกของประเทศไทย

สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 สะพานพระราม 6 เป็นเป้าระเบิดจนได้รับความเสียหายหนักมาก ต้องบูรณะกันยกใหญ่ การซ่อมสร้างได้เปลี่ยนรูปแบบของสะพานให้กลายเป็นโครงเหล็กรูปสี่เหลี่ยมคางหมูสีเทาจำนวน 5 ช่วงตอน และยังคงรูปแบบที่รถไฟวิ่งกับรถยนต์บนสะพานเหมือนเดิม

รวมสะพานรถไฟสุดสวยที่เต็มไปด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์

สะพานพระราม 6 ในสมัยที่ยังไม่สร้างสะพานพระราม 7

ในปี 2533 เมื่อการจราจรบนสะพานพระราม 6 เริ่มหนาแน่น ก็มีแนวคิดแยกถนนออกจากสะพานรถไฟ จึงเกิดสะพานพระราม 7 ขึ้นมาข้างๆ กันเป็นสะพานพี่สะพานน้อง พื้นถนนบนสะพานพระราม 6 เดิมถูกปรับปรุงโครงสร้างให้รองรับทางรถไฟเพิ่มอีก 1 ทาง ในปี 2546 รถไฟก็เลยวิ่งสวนกันได้อย่างเก๋ๆ บนสะพาน

รวมสะพานรถไฟสุดสวยที่เต็มไปด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์

สะพานพระราม 6 ในปัจจุบันถูกขนาบข้างด้วยทางรถไฟสายสีแดงและทางด่วน

ถึงแม้ว่าชื่อของสะพานพระราม 6 อาจจะเลือนหายไปจากความทรงจำของคนกรุงเทพฯ ตั้งแต่มีสะพานพระราม 7 มาทำหน้าที่แทน แต่สำหรับคนนั่งรถไฟ สะพานพระราม 6 ยังเป็นส่วนหนึ่งของเขาเสมอ จะว่าไปก็เหมือนสัญลักษณ์ว่า รถไฟจากปักษ์ใต้กำลังจะถึงปลายทางแล้ว

รวมสะพานรถไฟสุดสวยที่เต็มไปด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์

สะพานเสาวภา

ที่ตั้ง: อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม ตั้งอยู่ระหว่างสถานีวัดงิ้วราย-นครชัยศรี ในเส้นทางสายใต้

ความยาว: 132 เมตร

แม่น้ำที่ข้าม: แม่น้ำนครชัยศรี (แม่น้ำท่าจีน)

ปีที่สร้าง: พ.ศ. 2446 l ซ่อมสร้าง พ.ศ. 2492

ที่มาของชื่อ: ‘เสาวภาผ่องศรี’ เป็นพระนามเดิมของ สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

เรายังคงอยู่บนทางรถไฟสายใต้ ถ้าใครยังไม่ส่งวิชาภูมิศาสตร์คืนอาจารย์ไป คงจำได้ว่ามีแม่น้ำอีกสายหนึ่งอยู่ไม่ไกลจากเจ้าพระยา นั่นคือแม่น้ำท่าจีน ถ้าไหลผ่านนครปฐมจะเรียกว่า แม่น้ำนครชัยศรี ทางรถไฟสายใต้ต้องข้ามแม่น้ำแห่งนี้ นับเป็นสะพานเหล็กใหญ่ (มาก) แห่งที่ 2 ซึ่งสร้างขึ้นพร้อมทางรถไฟหลวงสายใต้ช่วง ‘บางกอกน้อย-เพชรบุรี’ ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 โน่น ชื่อว่า ‘สะพานเสาวภา’

รวมสะพานรถไฟสุดสวยที่เต็มไปด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์

สะพานเสาวภาเดิมก่อนจะถูกระเบิด

สะพานเสาวภาไม่ได้เกี่ยวอะไรกับสวนงูเสาวภาของสภากาชาดไทยแต่อย่างใด ชื่อสะพานแห่งนี้ได้รับพระราชทานจากรัชกาลที่ 5 ‘เสาวภาผ่องศรี’ เป็นพระนามเดิมของ ‘สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ’ พระบรมราชินีนาถของพระองค์ อีกทั้งสมเด็จพระนางเธอทรงเป็นประธานร่วมในการเปิดทางรถไฟหลวงสายแรกของสยามด้วย

รวมสะพานรถไฟสุดสวยที่เต็มไปด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์

สะพานเสาวภาในปัจจุบัน (ซ้าย) และสะพานใหม่ที่สร้างขึ้นเพื่อใช้ควบคู่กัน (ขวา)

สะพานเสาวภาผ่านร้อนผ่านหนาวมาไม่ต่างจากสะพานอื่นๆ ถึงขนาดโดนระเบิดถล่มทำลาย จนกระทั่งปี 2546 เมื่อมีการสร้างรถไฟทางคู่ไปนครปฐม สะพานเสาวภาก็ไม่เหงาอีกต่อไป เพราะมีสะพานน้องใหม่ที่ใหญ่กว่า (มาก) ประทับกายอยู่ข้างๆ เป็นสะพานคู่ขวัญของตลาดนครชัยศรีให้ช่างภาพชักภาพความงามจากคุ้งน้ำอยู่จนถึงปัจจุบัน

รวมสะพานรถไฟสุดสวยที่เต็มไปด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์

สะพานจุฬาลงกรณ์

ที่ตั้ง: อำเภอเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี ระหว่างสถานีบ้านกล้วยและราชบุรี ในเส้นทางสายใต้

ความยาว: 150 เมตร

แม่น้ำที่ข้าม: แม่น้ำแม่กลอง

ปีที่สร้าง: พ.ศ. 2444 l ซ่อมสร้าง พ.ศ. 2503

ที่มาของชื่อ: สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ พระนามเดิมของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5

ราชบุรีก็เหมือนอีกหลายจังหวัดที่มีแม่น้ำไหลผ่าน จึงต้องสร้างสะพานรถไฟข้ามแม่น้ำ

สะพานจุฬาลงกรณ์ มีชื่อเรียกลำลองว่า ‘สะพานราชบุรี’ ทอดยาวข้ามแม่น้ำแม่กลองกลางเมืองราชบุรี หนทางสัญจรหลักที่เชื่อมฝั่งตลาดและค่ายทหารเข้าหากัน สะพานเดิมสร้างไว้แบบไฮบริด มีทั้งทางรถไฟและถนนอยู่บนสะพาน ส่วนใต้สะพานคือแม่น้ำแม่กลองซึ่งในหน้าแล้งจะมีหาดทรายทอดยาวเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของชาวราชบุรี (ในยุคนั้น) ถ้าย้อนเวลากลับไปเราคงเห็นชาวบ้านลงเล่นน้ำกันแถวสะพานประหนึ่งเที่ยวชายทะเลกันเลย

รวมสะพานรถไฟสุดสวยที่เต็มไปด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์

สะพานจุฬาลงกรณ์เดิมเป็นสะพานขนาดกว้าง รองรับทั้งถนนและทางรถไฟ

สะพานจุฬาลงกรณ์เป็นหนึ่งในสะพานที่เป็นเป้าทิ้งระเบิด เพราะเป็นเส้นทางหลักสู่ภาคใต้ การซ่อมสร้างได้ปรับเปลี่ยนให้ใช้งานเฉพาะรถไฟเท่านั้น ส่วนสะพานสำหรับรถยนต์สร้างขึ้นต่างหากข้างๆ กันชื่อว่า ‘สะพานธนะรัชต์’ สะพานทั้งสองถือเป็นสะพานหลักที่ใช้สัญจรข้ามไปมาระหว่างสองฝั่งแม่น้ำในเมืองราชบุรี และ Street Food ใต้สะพานจุฬาลงกรณ์นั้น ‘อร่อยอย่าบอกใคร’

รวมสะพานรถไฟสุดสวยที่เต็มไปด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ รวมสะพานรถไฟสุดสวยที่เต็มไปด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์

สะพานจุฬาลงกรณ์ในปัจจุบัน ข้างๆ คือสะพานธนะรัชต์ซึ่งสร้างสำหรับถนนโดยเฉพาะ

สะพานจุลจอมเกล้า

ที่ตั้ง: อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ระหว่างสถานีชุมทางบ้านทุ่งโพธิ์-สุราษฎร์ธานี ในเส้นทางสายใต้

ความยาว: 200 เมตร

แม่น้ำที่ข้าม: แม่น้ำตาปี

ปีที่สร้าง: พ.ศ. 2456 l ซ่อมสร้าง พ.ศ. 2496

ที่มาของชื่อ: พระนามของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5

เรามาถึงสะพานชื่อพระราชทานสะพานสุดท้ายของสายใต้ เป็นสะพานเหล็กขนาดใหญ่ข้ามแม่น้ำตาปีที่หน้าตาเหมือนสะพานพระราม 6 ในกรุงเทพฯ แบบไม่มีผิดเพี้ยน หากย้อนกลับไปเมื่อปี 2486 สะพานแห่งนี้มีลักษณะเหมือนสะพานใหญ่ๆ ทั่วไปที่มีโครงสร้างแบบหลังอูฐ (โครงเหล็กผสมระหว่างโค้งและเหลี่ยม) ชาวบ้านเรียกสะพานแห่งนี้ติดปากว่า ‘สะพานโค้ง’

สะพานข้ามแม่น้ำตาปีถูกทิ้งระเบิดลงกลางสะพานจนหักกลางลำ เพื่อตัดตอนการขนส่งเสบียงและอาวุธของทหารญี่ปุ่น เมื่อสงครามสงบต้องบูรณะสะพานขึ้นมาใหม่ โครงสร้างหลักของสะพานเสียหายมาก บริษัท Cormanlong จึงเปลี่ยนรูปร่างสะพานโดยถอดแบบจากสะพานพระราม 6 ในกรุงเทพฯ

รวมสะพานรถไฟสุดสวยที่เต็มไปด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์

โครงสะพานเดิมที่ถูกทำลาย บางโครงยังมีสภาพดีใช้งานได้ จึงนำไปติดตั้งเป็นสะพานข้ามคลองยัน ในทางรถไฟสายสุราษฎร์ธานี-คีรีรัฐนิคม ซึ่งยังใช้งานจนถึงปัจจุบัน

รวมสะพานรถไฟสุดสวยที่เต็มไปด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์

โครงสร้างของสะพานจุลจอมเกล้าเดิมที่ไม่เสียหายได้ถูกใช้งานเป็นสะพานคลองยันในทางรถไฟสายคีรีรัฐนิคม

‘สะพานโค้งพุนพิน’ แห่งนี้ได้ทำพิธีเปิดใช้หลังซ่อมเสร็จเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2496 เป็นสะพานที่วิ่งร่วมระหว่างรถไฟและรถยนต์ ชื่อ ‘สะพานจุลจอมเกล้า’ นั้น พระราชทานโดยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช นับเป็นสะพานเดียวที่ได้ชื่อพระราชทานหลังถูกทำลาย

รวมสะพานรถไฟสุดสวยที่เต็มไปด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์

ถึงแม้ว่าในปัจจุบันจะมีการสร้างสะพานสำหรับรถยนต์แยกออกจากสะพานจุลจอมเกล้า แต่ผิวถนนเดิมยังคงอยู่ เราจะเห็นวิถีชีวิตของคนท่าข้ามที่ใช้สะพานสัญจรไปมา วิ่งออกกำลังกาย หรือทำกิจกรรมต่างๆ บนสะพาน เหมือนสะพานรถไฟแห่งนี้ได้เชื่อมรถไฟกับชุมชนให้เข้าถึงกัน

รวมสะพานรถไฟสุดสวยที่เต็มไปด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์

สะพานจักรี

ที่ตั้ง: อำเภอท่าเรือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ระหว่างสถานีหนองวิวัฒน์-ท่าเรือ ในเส้นทางสายเหนือ

ความยาว:  103 เมตร

แม่น้ำที่ข้าม: แม่น้ำป่าสัก

ปีที่สร้าง: พ.ศ. 2444 l ซ่อมสร้าง พ.ศ. 2497

ที่มาของชื่อ: ราชวงศ์จักรี

ที่ราบลุ่มภาคกลางเป็นพื้นที่ไหลผ่านของแม่น้ำหลายสาย หนึ่งในนั้นคือแม่น้ำป่าสัก หนึ่งในแม่น้ำที่มารวมกับเจ้าพระยา และมุ่งหน้าไปทางเหนือจากชุมทางบ้านภาชีประมาณ 12 กิโลเมตร มีสะพานขนาดใหญ่ทอดข้ามแม่น้ำแห่งนี้

รวมสะพานรถไฟสุดสวยที่เต็มไปด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์

สะพานดำขนาดใหญ่ที่ตั้งตระหง่านในอำเภอท่าเรือมีชื่อว่า ‘สะพานจักรี’ เป็นสะพานชื่อพระราชทานแห่งแรกในเส้นทางรถไฟสายเหนือ เดิมตัวสะพานมีโครงสร้างโค้งเป็นแบบหลังอูฐ รองรับทางรถไฟขนาดความกว้าง 1.435 เมตร อยู่ใกล้สถานีรถไฟท่าเรือ

รวมสะพานรถไฟสุดสวยที่เต็มไปด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์

สะพานจักรีมีชะตากรรมไม่ต่างจากสะพานอื่นๆ ที่ถูกระเบิดทิ้งทำลาย ในสงครามโลกครั้งที่ 2 การรถไฟฯ การซ่อมสร้างสะพาน ได้ถูกเริ่มต้นขึ้นพร้อมกันทุกสายที่เกิดความเสียหาย และแทบทุกสะพานได้เปลี่ยนรูปร่างไปจากเดิม สะพานจักรีก็เช่นกัน จากโครงสร้างเหล็กรูปโค้งได้ถูกเปลี่ยนเป็นโครงเหล็กรูปสี่เหลี่ยมคางหมูแบบที่คุ้นตาในปัจจุบัน เปิดใช้งานให้รถไฟวิ่งผ่านได้ในปี 2491

รวมสะพานรถไฟสุดสวยที่เต็มไปด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์

ในปี 2555 สะพานจักรีได้รับการเสริมความแข็งแรงเพื่อรองรับน้ำหนักของรถไฟที่นับวันยิ่งเพิ่มมากขึ้น โดยยังคงรูปร่างแบบเดิมไม่ผิดเพี้ยน และข้างๆ กันนั้นเป็นสะพานใหม่ที่สร้างขนานกันไปเพื่อให้รถไฟวิ่งสวนทางกันได้

รวมสะพานรถไฟสุดสวยที่เต็มไปด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์

สะพานปรมินทร์

ที่ตั้ง: อำเภอพิชัย จังหวัดอุตรดิตถ์ ระหว่างสถานีไร่อ้อย-ชุมทางบ้านดารา ในเส้นทางสายเหนือ

ความยาว: 263 เมตร

แม่น้ำที่ข้าม: แม่น้ำน่าน

ปีที่สร้าง: พ.ศ. 2452 l ซ่อมสร้าง พ.ศ. 2491

ที่มาของชื่อ: ปรมินทร์ เป็นคำหนึ่งในพระนามของพระเจ้าแผ่นดินรัชกาลเลขคี่ ซึ่งหมายถึงพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเอง

สะพานใหญ่สีขาวทอดข้ามแม่น้ำสีแดงอิฐ โอบล้อมด้วยความร่มรื่นเขียวชอุ่มของต้นไม้ใหญ่ บนยอดสุดของโครงเหล็กสูงลิ่วมีป้ายจารึกว่า ‘สะพานปรมินทร์’

สะพานปรมินทร์สร้างเมื่อปี 2449 แล้วเสร็จในปี 2452 เป็นสะพานเหล็กขนาดใหญ่แบบคานยื่น รูปร่างคล้ายสะพานแขวน ได้รับการพระราชทานชื่อโดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พร้อมสถานีรถไฟแห่งหนึ่งซึ่งเดิมไม่มีชื่อและอยู่ไม่ไกลจากสะพานแห่งนี้

รวมสะพานรถไฟสุดสวยที่เต็มไปด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์

สะพานปรมินทร์เดิมมีรูปร่างหน้าตาคล้ายกับสะพานแขวน

รัชกาลที่ 5 พระราชทานชื่อสะพานแห่งนี้ว่า ‘ปรมินทร์’ หมายถึงพระเจ้าแผ่นดินรัชกาลเลขคี่ ส่วนสถานีรถไฟที่คู่กับสะพาน พระองค์พระราชทานชื่อว่า ‘บ้านดารา’ หมายถึงเจ้าดารารัศมี พระราชชายา

รวมสะพานรถไฟสุดสวยที่เต็มไปด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์

หากใครเคยเห็นภาพเก่าๆ คงรู้สึกเสียดายรูปร่างที่งดงามของสะพานปรมินทร์ เหตุผลที่สะพานต้องเปลี่ยนรูปร่าง เพราะได้รับความเสียหายจากการเป็นเป้าระเบิดนั่นเอง ซึ่งต้องทิ้งระเบิดกว่า 20 ครั้ง สะพานปรมินทร์จึงจะขาด

รวมสะพานรถไฟสุดสวยที่เต็มไปด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์

ปัจจุบันสะพานปรมินทร์เป็นสถานที่สำคัญของตำบลบ้านดารา มีการสร้างสวนสาธารณะขึ้นใต้สะพานเพื่อเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจและออกกำลังกาย สถานีรถไฟชุมทางบ้านดารานั้นมีการนำป้ายชื่อสะพานเดิมมาตั้งไว้เป็นอนุสรณ์พร้อมลูกระเบิดลูกหนึ่งซึ่งคาดว่าเป็นหนึ่งในกลุ่มระเบิดที่หักสะพานปรมินทร์ (เดิม) ออกเป็นเสี่ยงๆ

ภาพ
พยุงศักดิ์ คุ้มแถว
กิติพงษ์​ ธารปราบ
การรถไฟแห่งประเทศไทย
หอจดหมายเหตุแห่งชาติ
โรงเรียนวิศวกรรมรถไฟ

Save

อีกนิดอีกหน่อย

  1. สะพานชื่อพระราชทานทุกแห่งถูกระเบิดทำลายในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เพราะเป็นสะพานขนาดใหญ่ที่สามารถตัดตอนการเดินทางของกองทัพญี่ปุ่นในสมัยนั้นได้
  2. หากใครอยากไปดูสะพานแบบใกล้ชิด ลองอ่านคำแนะนำนี้

– สะพานพระราม 6 เดินขึ้นไปได้ ทางขึ้นอยู่ฝั่งพระนครใต้ทางพิเศษศรีรัช แต่ไม่ควรอยู่บนสะพานหลังพระอาทิตย์ตกดิน เพราะสะพานไม่มีไฟส่องสว่าง

– สะพานเสาวภา อยู่ใกล้สถานีนครชัยศรีที่สุด แต่รถไฟจอดน้อย ถ้าขับรถไปจะดีกว่า และมุมที่เห็นสะพานเสาวภาสวยที่สุดคือมองจากตลาดนครชัยศรี

– สะพานจุฬาลงกรณ์ อยู่ใกล้ตลาดโต้รุ่งริมน้ำแม่กลองราชบุรี แถวๆ โรงเรียนเบญจมราชูทิศ แถวนั้นของกินเยอะมาก กินไปนั่งดูรถไฟไปก็เพลินไปอีกแบบ

– สะพานจุลจอมเกล้า อยู่ใกล้สถานีสุราษฎร์ธานี สามารถเดินได้ (ถ้าอึดพอ) ตอนเย็นมีคนมาวิ่งออกกำลังกายบนสะพานเยอะมาก แถมถ่ายรูปสวยด้วย เพราะทางรถไฟตรงเชิงสะพานเป็นโค้งพอดี

– สะพานจักรี อยู่ติดสถานีท่าเรือ เดินไปที่สะพานได้ ตอนปรับปรุงสะพานมีการทำทางเดินให้พร้อมและปลอดภัย

– สะพานปรมินทร์ อยู่ใกล้สถานีบ้านดารา เดินไปได้ ใต้สะพานมีสวนสาธารณะ มุมที่ถ่ายรูปสะพานสวยที่สุดอยู่ในเขตฌาปนสถานวัดบ้านดารา

  1. สะพานทั้ง 6 แห่ง มีป้ายชื่อติดอยู่บนโครงสะพาน พร้อมปีที่สร้าง หรือปีที่ซ่อมสร้าง
  2. สะพานจักรีและสะพานเสาวภา อยู่ในเขตทางคู่ แต่เป็นสะพานที่มีขนาดสำหรับทางรถไฟ 1 ทาง จึงต้องสร้างสะพานใหม่ขนานกันไป สะพานที่สร้างขึ้นข้างๆ ไม่ได้ถูกตั้งชื่อตามสะพานเดิม
  3. สะพานจุลจอมเกล้า เป็นสะพานเดียวใน 6 สะพาน ที่ได้รับพระราชทานชื่อหลังจากถูกระเบิดแล้ว

Writer & Photographer

วันวิสข์ เนียมปาน

มนุษย์ผู้มีรถไฟไทยเป็นเพื่อนสนิท และอยากแนะนำเพื่อนให้ชาวบ้านสนิทด้วย รักการเดินทางและชอบเดินเป็นชีวิตจิตใจ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load