คอสโรวกับชิรีน (Khosrow and Shirin) เป็นหนึ่งในวรรณกรรมชิ้นเอกของอิหร่าน ประพันธ์โดย นีซามี (Nizami) ซึ่งมีชีวิตอยู่ในช่วง ค.ศ. 1141 – 1209 ความรักที่มีอุปสรรค คำสัญญา การรอคอย การถูกหักหลัง และถูกกลั่นแกล้ง มีฉากให้ผู้อ่านลุ้นเป็นระยะ แล้วจบลงด้วยโศกนาฏกรรมดังที่ปรากฏในตำนานรักของคอสโรวกับชิรีนนั้น จับหัวใจผู้อ่านจนวรรณกรรมเรื่องนี้ถูกเล่าขานไปทั่วอิหร่าน ตุรกี และอินเดีย และน่าจะเป็นแรงบันดาลใจให้แก่โรมิโอกับจูเลียตของ วิลเลียม เชกสเปียร์ (William Shakespeare) ซึ่งแต่งขึ้นหลังจากวรรณกรรมเปอร์เซียเรื่องนี้ถึงเกือบ 400 ปี

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในอาณาจักรเปอร์เซีย มีกษัตริย์ผู้หนึ่งพระนามว่าพระเจ้าฮอร์มุซ พระองค์มีโอรสองค์หนึ่งนามว่าคอสโรว เจ้าชายคอสโรวทรงมีพระปรีชาสามารถทั้งด้านบุ๋นและบู๊ เสียแต่ชอบดื่มสุราจนขาดสติ สร้างความเดือดร้อนให้คนอื่นอยู่บ่อยๆ จนพระราชบิดาขู่ว่าถ้ายังไม่เลิกประพฤติตัวเหลวไหล จะยกบัลลังก์ให้ผู้อื่น

โรมิโอ-จูเลียต ฉบับเปอร์เซีย : ตำนานรักของคอสโรวกับชิรีน
คอสโรท่ามกลางข้าราชบริพาร 
ภาพ : The Metropolitan Museum of Art

คืนหนึ่งคอสโรวฝันถึงพระอัยกาคือพระเจ้าอนุชิรวาน พะองค์ตรัสแก่คอสโรวว่าคอสโรวจะได้ครอบครองของล้ำค่า 4 อย่าง ได้แก่ อาณาจักรเปอร์เซีย ม้าเร็วชื่อชับดิส นักดนตรีฝีมือดีชื่อบัรบัด และสาวงามนามว่าชิรีน รุ่งขึ้นองค์ชายเล่าความฝันให้ชาปูร์ (Shapur) สหายคนสนิทฟัง 

ชาปูร์เป็นจิตรกรและนักผจญภัย เขาเคยเดินทางไปอาร์เมเนียและรู้เรื่องราวของที่นั่นดี ชาปูร์กล่าวว่าชิรีนคือเจ้าหญิงรัชทายาทของราชินีแห่งอาร์เมเนีย ทรงงดงามเหมือนกุหลาบป่า ริมผีปากอวบอิ่ม วาจาอ่อนหวานสมกับพระนาม (ชิรีน ในภาษาฟาร์ซีแปลว่าหวาน) ทั้งยังเชี่ยวชาญการยิงธนูไม่แพ้บุรุษ เป็นสตรีที่งดงามและน่ายำเกรงเหมือนสิงห์สาว

เพราะชาปูร์บรรยายเก่ง หรือเพราะคอสโรวใจง่ายก็ไม่ทราบ เพราะเพียงได้ฟังเท่านี้ พระเอกของเราก็ตกหลุมรักชิรีนทันที ใคร่จะได้นางมาเป็นชายา ชาปูร์จึงอาสาเดินทางไปอาร์เมเนียเพื่อสู่ขอเจ้าหญิง แต่เพื่อให้งานนี้สำเร็จลุล่วงก็ต้องมีเทคนิคกันหน่อย เมื่อชาปูร์ไปถึงอาร์เมเนียจึงวาดภาพเหมือนของคอสโรว แล้วแอบนำไปแขวนที่กิ่งไม้ในสวนของพระราชวัง เมื่อเจ้าหญิงชิรีนออกมาชมดอกไม้แล้วเห็นภาพวาดขององค์ชายเข้า ศรรักก็ปักอกทันที (ชวนให้นึกถึงจรกาในเรื่อง อิเหนา ที่เห็นภาพวาดของนางบุษบาแล้วเกิดความดันขึ้น เอ๊ย! เกิดแรงพิศวาสขึ้นเฉียบพลันจนเป็นลม) 

โรมิโอ-จูเลียต ฉบับเปอร์เซีย : ตำนานรักของคอสโรวกับชิรีน
ชิรีนชมภาพวาดของคอสโรว 
ภาพ : The Stage Hermitage Museum

เมื่อทราบว่าชายในภาพคือเจ้าชายคอสโรวแห่งเปอร์เซีย ชิรีนจึงปลอมตัวเป็นชายแล้วควบม้าคู่ใจ ‘ชับดิส’ (ม้าตัวนี้ก็คือ 1 ใน 4 ของดีที่คอสโรวจะได้ครอบครอง) ออกจากวังไปตามหาคนรัก มั่นแท้! สมัยก่อนจะมีผู้หญิงสักกี่คนที่ออกจากบ้านไปตามหาเนื้อคู่ 

โรมิโอ-จูเลียต ฉบับเปอร์เซีย : ตำนานรักของคอสโรวกับชิรีน
คอสโรพบชิรีนระหว่างทางขณะที่ชิรินกำลังอาบน้ำในลำธาร 
ภาพ : The Metropolitan Museum of Art

บังเอิญว่าขณะนั้นคอสโรวมีเรื่องหมางใจกับพระราชบิดา จึงออกมาใช้ชีวิตนอกวังและมุ่งหน้าไปยังอาร์เมเนียเพื่อตามหานางในฝัน จึงสวนทางกับชิรีนที่กำลังเดินทางมายังเปอร์เซีย และก็เหมือนสวรรค์แกล้ง (หรือกล่าวคือผู้เขียนแกล้งผู้อ่าน) ที่ลิขิตให้เมื่อคอสโรวควบม้ามาถึงกลางป่าแห่งหนึ่ง ก็พบชิรีนกำลังอาบน้ำอยู่ในลำธารท่ามกลางแสงจันทร์ ทั้งสองสบตากันชั่วระยะหนึ่ง โดยที่ต่างก็ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายคือคนที่ตัวเองกำลังตามหา เพราะความมืดในยามราตรีบดบังใบหน้า แถมชิรีนก็ปลอมตัวเป็นชาย คอสโรวก็คงไม่สนไม้ป่าเดียวกันจึงควบม้าจากไปอย่างน่าเสียดาย ฉากนี้เป็นตอนที่กินใจที่สุดของเรื่อง และเป็นฉากที่จิตรกรอิหร่านนำไปวาดมากที่สุด

เมื่อชิรีนมาถึงเมืองมะดาอิน เมืองหลวงของเปอร์เซีย ก็พบว่าคอสโรวไม่ได้อยู่ที่วัง ขณะที่คอสโรวเมื่อไปถึงอาร์เมเนีย ก็พบว่าชิรีนออกไปตามหาตนเองถึงมะดาอิน คอสโรวจึงพักอยู่ที่อาร์เมเนียแล้วส่งชาปูร์ไปรับชิรีนกลับมา แต่ชะตาก็เล่นตลกอีกครั้ง เพราะก่อนที่ชิรีนจะมาถึงอาร์เมเนียได้ไม่นาน คอสโรวก็ต้องกลับเปอร์เซียด่วนเพราะพระเจ้าฮอร์มุซสวรรคต พระเอกกับนางเอกของเราจึงคลาดกันอีกครั้ง

คอสโรวขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์แห่งเปอร์เซียได้ไม่นาน ก็ถูกขุนพลที่หวังชิงบัลลังก์ใส่ร้ายว่าพระองค์เป็นผู้ปลงพระชนม์พระราชบิดา ไม่เหมาะสมที่จะเป็นกษัตริย์ เหล่าทหารจึงบุกเข้ายึดอำนาจ คอสโรวลี้ภัยไปยังอาร์เมเนียและได้พบกับชิรีนในที่สุด วินาทีแรกที่ทั้งสองพบกันหลังจากที่คลาดกันมานานแสนนาน เป็นความรู้สึกที่ยิ่งใหญ่เกินบรรยาย ซึ่งนีซามีเขียนเล่าเอาไว้อย่างหวานซึ้ง

คอสโรวขอชิรีนแต่งงานทันที แต่ชิรีนขอให้คอสโรวนำบัลลังก์แห่งเปอร์เซียกลับคืนมาให้ได้ก่อนแล้วค่อยว่ากัน คอสโรวจึงเดินทางไปคอนสแตนติโนเปิล เพื่อขอพึ่งกำลังพลของจักรพรรดิไบแซนไทน์ และจำใจต้องอภิเษกสมรสกับเจ้าหญิงมาเรียม ธิดาของจักรพรรดิเพื่อกระชับสัมพันธ์ และด้วยความช่วยเหลือของไบแซนไทน์ คอสโรวจึงกู้ราชบัลลังก์ได้สำเร็จ 

โรมิโอ-จูเลียต ฉบับเปอร์เซีย : ตำนานรักของคอสโรวกับชิรีน
คอสโรวมาง้อชิรีนที่หน้าวัง ฉากนี้คล้ายในเรื่องโรมิโอกับจูเลียต 
ภาพ : The Metropolitan Museum of Art

ฝ่ายชิรีนเมื่อรู้ว่าคนรักที่ตนเฝ้ารอไปลงเอยกับหญิงอื่นเสียแล้ว ก็ชอกช้ำสุดแสน แม้คอสโรวจะมาตามง้อและอธิบายว่าเป็นการแต่งงานเพื่อการเมือง ในใจไม่เคยคิดถึงใครเลยนอกจากชิรีน แต่หญิงใดเล่าจะทำใจยอมรับได้ มาเรียมก็กีดกันทุกวิถีทางไม่ให้คอสโรวกลับไปหาถ่านไฟเก่า สัมพันธ์รักระหว่างคอสโรวกับชิรีนจึงดูเหมือนจะขาดสะบั้นลงเสียแล้ว

โรมิโอ-จูเลียต ฉบับเปอร์เซีย : ตำนานรักของคอสโรวกับชิรีน
ฟาฮัดแบกชิรีนข้ามภูเขาไปด้วยอานุภาพแห่งรัก 
ภาพ : Pinterest

ระหว่างนั้นเจ้าหญิงผู้ช้ำรักก็มีหนุ่มคนหนึ่งมาดามหัวใจ เป็นประติมากรและวิศวกรนามว่าฟาฮัด (Farhad) นายช่างหนุ่มรักและเทิดทูนชิรีนอย่างสุดซึ้งจนฝ่ายหญิงเริ่มหวั่นไหว คอสโรวเมื่อเห็นดังนั้นจึงวางแผนกำจัดศัตรูหัวใจ โดยสั่งให้ฟาฮัดสร้างถนนขนาดใหญ่ตัดผ่านช่องภูเขา หากทำสำเร็จจะยกชิรีนให้ คอสโรวคิดว่าฟาฮัดไม่มีทางทำงานช้างนี้ได้สำเร็จ แต่เมื่อมีเจ้าหญิงชิรีนเป็นรางวัล ทำให้เขามีแรงตัดถนนทั้งวันทั้งคืนจนใกล้จะเสร็จสมบูรณ์ คอสโรวกลัวจะต้องเสียชิรีนให้ฟาฮัด จึงใช้ไม้ตายสุดท้าย โดยโกหกฟาฮัดว่าชิรีนป่วยกะทันหันและเสียชีวิตลงแล้ว นายช่างหนุ่มจึงกระโดดหน้าผาฆ่าตัวตาย คอสโรวส่งสาส์นแสดงความเสียใจไปถึงชิรีนเรื่องการตายของฟาฮัด หลังจากนั้นไม่นานมาเรียมก็สิ้นพระชนม์ บางสำนวนเล่าว่าเพราะถูกชิรีนวางยาพิษ

โรมิโอ-จูเลียต ฉบับเปอร์เซีย : ตำนานรักของคอสโรวกับชิรีน
คืนวันแต่งงานของคอสโรวและชีรีน 
ภาพ : The Metropolitan Museum of Art

หลังจากผ่านอุปสรรคนานับปการและมือที่สามหมดไป คอสโรวกับชิรีนก็กลับมาปลูกต้นรักกันใหม่และแต่งงานกันในที่สุด แต่ผู้เขียนก็ยังไม่หยุดบีบหัวใจคนอ่าน โดยกำหนดให้ซีรูเย โอรสของมาเรียม เกิดหลงรักพระมารดาเลี้ยงเข้า คืนหนึ่งซีรูเยลอบเข้าไปในห้องบรรทมของทั้งสอง แล้วปักมีดลงกลางอกของพระบิดาจนสิ้นพระชนม์ 

ซีรูเยบังคับให้ชิรีนอภิเษกกับตน ชิรีนยอมรับโดยมีข้อแม้ว่าขอให้เธอได้ไว้ทุกข์ให้อดีตสวามี ซีรูเยอนุญาตโดยหารู้ไม่ว่าชิรีนมีแผนในใจ เธอบริจาคทรัพย์สินทั้งหมดให้ผู้ยากไร้แล้วไปที่หลุมศพของคอสโรว ดื่มยาพิษแล้วทอดร่างอันไร้ลมหายใจลงบนหลุมศพของคนรัก ตำนานรักของคอสโรวกับชิรีนก็เอวังลงด้วยประการฉะนี้ 

โรมิโอ-จูเลียต ฉบับเปอร์เซีย : ตำนานรักของคอสโรวกับชิรีน
ซีรูเยสังหารคอสโรว 
ภาพ : goodtimes
โรมิโอ-จูเลียต ฉบับเปอร์เซีย : ตำนานรักของคอสโรวกับชิรีน
ชิรีนฆ่าตัวตายเหนือหลุมศพของคอสโรว 
ภาพ : The Metropolitan Museum of Art

ดูจากเนื้อเรื่องแล้วอาจดูเหมือนนิยายน้ำเน่าเงาจันทร์ทั่วไป แต่ถ้าพิจารณาดูให้ดีจะพบว่าผู้เขียนสอดแทรกข้อคิดไว้ไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องพลานุภาพของความรัก ความไม่แน่นอนของชีวิตคู่ ความหายนะจากการขาดสติ ความน่ากลัวของความอิจฉาริษยา การฆ่าตัวตายด้วยความเขลา และท้ายที่สุด คือความรักคือสิ่งสวยงามแต่จงรักอย่างมีสติ ไม่อย่างนั้น… ที่ใดมีรัก ที่นั่นมีทุกข์

สุขสันต์วันแห่งความรัก

*หมายเหตุ : ภาพประกอบเป็นภาพที่วาดขึ้นต่างยุคสมัยและต่างพื้นที่ จึงมีสไตล์การเขียนต่างกัน เพราะวรรณกรรมเรื่อง คอสโรวกับชิรีน แพร่หลายในหลายดินแดนนับตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 12 เป็นต้นมา

ข้อมูลอ้างอิง

  • Peter J. Chelkowski, Mirror of The Invisible World: Tales from Kamseh of Nizami, New York: The Metropolitan Museum of Art, 1975.
  • Sheila R. Canby, Persian Painting, London: Trustees of the British Museum, 1993.

Writer

วสมน สาณะเสน

นักวิชาการด้านศิลปะอิสลาม เจ้าของเพจ It’s Turkish Delight รีวิวศิลปวัฒนธรรมในตุรกี ชอบเที่ยวชิม Street Food และเล่นกับแมว

สลัดแขก

ถอดเกร็ดประวัติศาสตร์ชาวไทย-มุสลิม

 ‘คริสต์มาส’ คือวันสำคัญทางศาสนาของผู้ที่นับถือศาสนาคริสต์ เป็นวันระลึกถึงการบังเกิดของพระเยซู พระบุตรของพระเจ้าที่ทรงบังเกิดมาเพื่อไถ่บาปให้แก่มวลมนุษย์ ในช่วงเทศกาลคริสต์มาส ตามโบสถ์ของชาวคริสต์จะตกแต่งด้วยต้นสนและถ้ำพระกุมารที่จำลองฉากการบังเกิดของพระเยซู เป็นฉากอันแสนอบอุ่นที่มีพระผู้ไถ่องค์น้อยนอนอยู่บนรางหญ้า มีพระแม่มารีย์และคู่หมั้นคือนักบุญโยเซฟอยู่เคียงข้าง ครอบครัวศักดิ์สิทธิ์นี้ห้อมล้อมด้วยโหราจารย์และฝูงสัตว์ที่มาชื่นชมพระบารมี

คริสต์มาสในมุมมองมุสลิม : อีซา (เยซู) ศาสดาผู้ถือกำเนิดกลางทะเลทราย
ภาพมัรยัมให้กำเนิดนบีอีซา จิตรกรรมอิหร่าน ค.ศ. 1595 
ภาพ : Bibliothèque nationale de France

แต่รู้หรือไม่ว่า ในคัมภีร์อัลกุรอ่านของศาสนาอิสลามก็มีเรื่องการกำเนิดของอีซา (เยซู ในสำเนียงภาษาอาหรับ) เหมือนกัน แต่มีพล็อตเรื่องคนละแบบ ขอสปอยล์ก่อนจะเล่าเรื่องเต็มนิดว่า ในศาสนาอิสลามนั้น พระนางมัรยัม (มารีย์ ในสำเนียงภาษาอาหรับ) คลอดอีซาเพียงลำพังกลางทะเลทราย และมุสลิมก็ไม่ได้จัดงานใดๆ เพื่อระลึกถึงการกำเนิดของท่านเหมือนอย่างที่ชาวคริสต์ฉลองกันในวันที่ 25 ธันวาคมของทุกปี 

แต่มูลเหตุการเกิดของพระเยซูในศาสนาคริสต์และอีซาในศาสนาอิสลามก็มีสิ่งที่เหมือนกันอยู่บ้าง เพราะทั้งสองศาสนามีที่มาจากศาสนาเดียวกันคือศาสนายูดาห์ มาดูกันว่าศาสนาคริสต์และศาสนาอิสลามเล่าเรื่องการกำเนิดของพระเยซูหรืออีซาไว้ว่าอย่างไร

บุตรพระเจ้าผู้ทรงบังเกิดในคอกสัตว์

คริสต์มาสในมุมมองมุสลิม : อีซา (เยซู) ศาสดาผู้ถือกำเนิดกลางทะเลทราย
ภาพการกำเนิดพระเยซู จิตรกรรมอิตาลี ค.ศ. 1640 โดยกุยโด เรนี 
ภาพ : Chester Beatty Collection
คริสต์มาสในมุมมองมุสลิม : อีซา (เยซู) ศาสดาผู้ถือกำเนิดกลางทะเลทราย
ตัวอย่างถ้ำพระกุมาร 
ภาพ : วัดเซนต์จอห์น

ตามเนื้อความในคัมภีร์ไบเบิล พระเจ้าทรงเลือกพระนางมารีย์ให้เป็นมารดาของพระผู้ไถ่ ทรงบันดาลให้พระนางตั้งครรภ์โดยปราศจากมลทินจากชายใด เมื่อโยเซฟคู่หมั้นของพระนางมารีย์รู้ว่านี่คือพระประสงค์ของพระเจ้าก็ยอมรับและดูแลพระนางอย่างดี ระหว่างที่ทั้งสองเดินทางไปขึ้นทะเบียนราษฎรตามพระราชโองการของจักรพรรดิออกุสตุส ได้แวะค้างแรมที่เมืองเบธเลเฮม แต่คืนนั้นที่พักทุกแห่งเต็มหมด ทั้งสองจึงจำต้องพักในคอกสัตว์ของโรงแรมแห่งหนึ่ง คืนนั้นเองพระนางมารีย์ได้ให้กำเนิดพระเยซู ท่านใช้ผ้าอ้อมพันพระกุมารและให้นอนในรางหญ้า คืนนั้นท้องฟ้ามีดาวสุกสกาว โหราจารย์ทั้งสามจากแดนไกลเดินทางตามดาวนั้นมาสักการะบุตรของพระเจ้า พร้อมถวายทองคำ กำยาน และมดยอบเป็นเครื่องสักการะ 

การกำเนิดของพระเยซูเป็นการแสดงถึงความรักของพระเจ้าต่อมนุษย์ ที่ทรงกรุณาส่งพระบุตรของพระองค์มาบังเกิดและให้พระบุตรรับทรมานแทนเหล่ามนุษยชาติเพื่อปลดบาปให้แก่มวลมนุษย์

ศาสดาผู้ถือกำเนิดกลางทะเลทราย

คริสต์มาสในมุมมองมุสลิม : อีซา (เยซู) ศาสดาผู้ถือกำเนิดกลางทะเลทราย
ภาพมัรยัมให้กำเนิดนบีอีซา จิตรกรรมอิหร่าน ค.ศ. 1570 โดยอิสฮาก อิบนิ อิบรอฮิม 
ภาพ : Chester Beatty Collection

ในคัมภีร์อัลกุรอ่านเล่าไว้ว่า พระเจ้าทรงเลือกพระนางมัรยัมให้เป็นมารดาของนบี (ศาสดา, ศาสนทูต) อีซา พระองค์ทรงเป่าวิญญาณจากพระองค์เข้าไปในร่างพระนางของมัรยัมทำให้ท่านตั้งครรภ์ พระนางมัรยัมกลัวจะถูกผู้คนประณามว่าตั้งท้องทั้งที่ยังไม่แต่งงาน 

เมื่อใกล้ถึงกำหนดคลอดท่านจึงหลบผู้คนไปยังที่ห่างไกล และให้กำเนิดนบีอีซาภายใต้ต้นอินทผลัมกลางทะเลทรายแห่งหนึ่งเพียงลำพัง ทันใดนั้นพระเจ้าก็ทรงบันดาลให้ผลอินทผลัมสุก และบันดาลให้เกิดลำธารขึ้นที่นั่นเพื่อให้ท่านและลูกได้ทานดับกระหาย แล้วพระนางมัรยัมก็พาอีซากลับบ้าน แน่นอนว่าญาติพี่น้องต่างแตกตื่นและตั้งคำถาม พระเจ้าจึงทรงบันดาลให้ทารกอีซาตอบข้อข้องใจของทุกคนว่า 

“แท้จริงฉันเป็นบ่าวของอัลลอฮ์ พระองค์ทรงประทานคัมภีร์แก่ฉันและทรงให้ฉันเป็นนบี” (คัมภีร์อัลกุรอ่าน 19:30)

การที่พระนางมัรยัมให้กำเนิดนบีอีซาโดยที่ยังเป็นหญิงพรหมจรรย์ เป็นสิ่งหนึ่งที่ยืนยันถึงพระอานุภาพของพระเจ้าที่อยู่เหนือกฎเกณฑ์ใดๆ ทุกสิ่งเกิดขึ้นได้หากพระองค์ทรงประสงค์

ความเชื่อที่ต่างกันระหว่าง ‘บุตรพระเจ้าผู้ทรงบังเกิดในคอกสัตว์’ ของชาวคริสต์ กับ ‘ศาสดาผู้ถือกำเนิดกลางทะเลทราย’ ของมุสลิม ทำให้ศิลปินทั้งสองวัฒนธรรมถ่ายทอดภาพการกำเนิดของเยซูและอีซาแตกต่างกัน ชาวคริสต์มักจะวาดฉากพระคริสตสมภพเป็นเหตุการณ์ที่ยิ่งใหญ่ มีแสงจากสวรรค์ส่องลงมา เบื้องล่างมีพระเยซูองค์น้อยอยู่ท่ามกลางพระแม่มารีย์ นักบุญโยเซฟ พร้อมด้วยผู้คนและฝูงสัตว์ห้อมล้อมอย่างอบอุ่น ต่างกับศิลปินมุสลิมที่วาดภาพการกำเนิดนบีอีซาอย่างเรียบง่าย เป็นฉากกลางทะเลทรายอันเวิ้งว้างที่มีเพียงพระนางมัรยัมกับลูก

ไหนๆ พูดถึงการกำเนิดของพระเยซูหรือนบีอีซาแล้ว ก็ขออธิบายเกี่ยวกับเรื่องของพระเยซู (อีซา) และพระแม่มารีย์ (พระนางมัรยัม) ในความเชื่อของศาสนาคริสต์และศาสนาอิสลามอีกนิดเพื่อสร้างความเข้าใจความเหมือนในความต่าง (หรือความต่างในความเหมือน) ของศาสนาทั้งสองนี้ให้มากยิ่งขึ้น

พระเยซู-นบีอีซา

ในศาสนาคริสต์ พระเยซูคือพระบุตรของพระเจ้าที่ทรงลงมาบังเกิดเป็นผู้ไถ่บาปให้แก่มวลมนุษย์ และทรงเป็นพระเจ้าด้วย เพราะพระองค์ทรงเป็นพระบุคคลหนึ่งในพระตรีเอกภาพ (พระบิดา พระบุตร และพระจิต) พระเยซูถูกทรมานและถูกตรึงกางเขนจนสิ้นชีวิต การพลีชีพของพระองค์คือการไถ่บาปให้แก่มนุษยชาติ 

แต่ในศาสนาอิสลาม อีซาเป็นเพียงมนุษย์ เป็นคนดีที่ถูกเลือกให้เป็นนบีหรือศาสนทูตที่คอยชี้นำผู้คนไปในทางที่ถูกต้อง มีฐานะเทียบเท่าศาสดามุฮัมมัดและศาสดาท่านอื่นๆ อีซายังมีอีกชื่อหนึ่งว่า ‘รูฮุลลอฮ์’ แปลว่า วิญญาณจากพระเจ้า เพราะท่านเกิดจากวิญญาณจากพระเจ้าที่ถูกเป่าเข้าไปในร่างของมัรยัม และที่น่าสนใจกว่านั้นคือคัมภีร์อัลกุรอ่านกล่าวว่านบีอีซาไม่ได้ตาย แต่พระเจ้ารับท่านไปอยู่กับพระองค์แล้วทรงบันดาลให้มีคนหน้าคล้ายท่านถูกจับไปตรึงกางเขนแทน 

ถึงแม้ฐานะและเรื่องราวของพระเยซูของชาวคริสต์และนบีอีซาของมุสลิมจะต่างกันไปบ้าง แต่ศาสนาทั้งสองเชื่อตรงกันว่า พระเยซูหรือนบีอีซาจะกลับมาอีกครั้งในวันสิ้นโลก

พระแม่มารีย์-นางมัรยัม

คริสต์มาสในมุมมองมุสลิม : อีซา (เยซู) ศาสดาผู้ถือกำเนิดกลางทะเลทราย
ภาพเทวทูตญีบริล (กาเบรียล) แจ้งนางมัรยัมว่าพระเจ้าจะทรงให้นางตั้งครรภ์โดยนิรมล จิตรกรรมอิหร่าน ค.ศ. 1307 โดยอัลบิรูนี 
ภาพ : University of Edinburgh

ในศาสนาคริสต์ พระแม่มารีย์คือสตรีผู้มีใจศรัทธาที่พระเจ้าทรงเลือกให้เป็นผู้ให้กำเนิดบุตรของพระเจ้าโดยนิรมล เมื่อท่านสิ้นชีวิตลงก็ได้ถูกยกขึ้นสู่สวรรค์ทั้งกายและวิญญาณ คริสตชนนิยมขอพรจากพระเจ้าผ่านทางพระแม่มารีย์ เพราะเชื่อว่าท่านจะช่วยเหลือผู้ศรัทธาโดยเป็นตัวแทนวอนขอพรจากพระเจ้าให้ มุสลิมก็นับถือพระนางมัรยัมในฐานะสตรีผู้อุทิศตัวเพื่อศาสนา เป็นผู้บริสุทธิ์และทรงคุณธรรม แต่ต่างกันนิดที่ว่าท่านไม่ใช่ ‘มารดาของบุตรพระเจ้า’ แต่เป็น ‘มารดาของนบีอีซา’

พระเจ้าทรงเลี้ยงดูพระนางมัรยัมอย่างดีตั้งแต่เด็ก ทุกครั้งที่ท่านภาวนาอยู่ในวิหาร พระองค์จะประทานอาหารให้ท่านเสมอ ศาสนาอิสลามให้ความสำคัญกับพระนางมัรยัมถึงขั้นที่ว่ามีบทหนึ่งในคัมภีร์อัลกุรอ่านเป็นชื่อของท่าน คือบทที่ 19 ซูเราะห์มัรยัม ประวัติของท่านและการกำเนิดของนบีอีซาก็ถูกเล่าไว้ในบทนี้

คริสต์มาสในมุมมองมุสลิม : อีซา (เยซู) ศาสดาผู้ถือกำเนิดกลางทะเลทราย
http://www.metmuseum.org/art/collection/search/452704

แม้ว่าชาวคริสต์กับมุสลิมจะมีความเชื่อที่ไม่ตรงกันบ้างในเรื่องของพระเยซูหรือนบีอีซา และพระแม่มารีย์หรือพระนางมัรยัม แต่ความแตกต่างในเรื่องนี้ไม่ได้เป็นสิ่งสำคัญเท่ากับการที่ทั้งศาสนาคริสต์และศาสนาอิสลามต่างก็มีจุดประสงค์เดียวกันคือสอนให้ผู้คนยึดมั่นในพระเจ้าและพากเพียรทำความดี

หมายเหตุ : คำว่า Christmas ในภาษาอังกฤษมาจากคำว่า Cristes Maesse ในภาษาละติน หมายถึง ‘มิสซา (พิธีบูชาขอบพระคุณ) ของพระคริสต์’ คำนี้ปรากฏใช้ครั้งแรกเมื่อ ค.ศ. 1038 ในภาษาไทยใช้ทับศัพท์ว่า คริสต์มาส พจนานุกรมราชบัณฑิตยสถานให้ความหมายของคำนี้ว่าวันสมภพของพระเยซู และก็ช่างบังเอิญว่าคำว่า ‘มาส’ ในภาษาไทยแปลว่าเดือน ดังนั้นคำว่าคริสต์มาสจึงอาจหมายถึง เดือนแห่งการรำลึกถึง (การบังเกิดของ) พระเยซู ก็ได้เหมือนกัน

คริสต์มาสในมุมมองมุสลิม : อีซา (เยซู) ศาสดาผู้ถือกำเนิดกลางทะเลทราย
ภาพ : โมเสกพระเยซูในมหาวิหาร Hagia Sophia โดย Günther Simmermacher จาก Pixabay

ข้อมูลอ้างอิง

วัดเซนต์จอห์น กรุงเทพมหานคร.

บรรจง บินกาซัน, สารานุกรมอิสลาม ฉบับเยาวชนและผู้เริ่มสนใจ, กรุงเทพฯ: อัลอะมีน, 2542.สมาคมนักเรียนเก่าอาหรับประเทศไทย, ผู้แปล, พระมหาคัมภีร์อัลกุรอาน พร้อมความหมายภาษาไทย, มะดีนะฮ์: ศูนย์กษัตริย์ฟะฮัดเพื่อการพิมพ์อัลกุรอาน, 2553.

Writer

วสมน สาณะเสน

นักวิชาการด้านศิลปะอิสลาม เจ้าของเพจ It’s Turkish Delight รีวิวศิลปวัฒนธรรมในตุรกี ชอบเที่ยวชิม Street Food และเล่นกับแมว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load