คอสโรวกับชิรีน (Khosrow and Shirin) เป็นหนึ่งในวรรณกรรมชิ้นเอกของอิหร่าน ประพันธ์โดย นีซามี (Nizami) ซึ่งมีชีวิตอยู่ในช่วง ค.ศ. 1141 – 1209 ความรักที่มีอุปสรรค คำสัญญา การรอคอย การถูกหักหลัง และถูกกลั่นแกล้ง มีฉากให้ผู้อ่านลุ้นเป็นระยะ แล้วจบลงด้วยโศกนาฏกรรมดังที่ปรากฏในตำนานรักของคอสโรวกับชิรีนนั้น จับหัวใจผู้อ่านจนวรรณกรรมเรื่องนี้ถูกเล่าขานไปทั่วอิหร่าน ตุรกี และอินเดีย และน่าจะเป็นแรงบันดาลใจให้แก่โรมิโอกับจูเลียตของ วิลเลียม เชกสเปียร์ (William Shakespeare) ซึ่งแต่งขึ้นหลังจากวรรณกรรมเปอร์เซียเรื่องนี้ถึงเกือบ 400 ปี

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในอาณาจักรเปอร์เซีย มีกษัตริย์ผู้หนึ่งพระนามว่าพระเจ้าฮอร์มุซ พระองค์มีโอรสองค์หนึ่งนามว่าคอสโรว เจ้าชายคอสโรวทรงมีพระปรีชาสามารถทั้งด้านบุ๋นและบู๊ เสียแต่ชอบดื่มสุราจนขาดสติ สร้างความเดือดร้อนให้คนอื่นอยู่บ่อยๆ จนพระราชบิดาขู่ว่าถ้ายังไม่เลิกประพฤติตัวเหลวไหล จะยกบัลลังก์ให้ผู้อื่น

โรมิโอ-จูเลียต ฉบับเปอร์เซีย : ตำนานรักของคอสโรวกับชิรีน
คอสโรท่ามกลางข้าราชบริพาร 
ภาพ : The Metropolitan Museum of Art

คืนหนึ่งคอสโรวฝันถึงพระอัยกาคือพระเจ้าอนุชิรวาน พะองค์ตรัสแก่คอสโรวว่าคอสโรวจะได้ครอบครองของล้ำค่า 4 อย่าง ได้แก่ อาณาจักรเปอร์เซีย ม้าเร็วชื่อชับดิส นักดนตรีฝีมือดีชื่อบัรบัด และสาวงามนามว่าชิรีน รุ่งขึ้นองค์ชายเล่าความฝันให้ชาปูร์ (Shapur) สหายคนสนิทฟัง 

ชาปูร์เป็นจิตรกรและนักผจญภัย เขาเคยเดินทางไปอาร์เมเนียและรู้เรื่องราวของที่นั่นดี ชาปูร์กล่าวว่าชิรีนคือเจ้าหญิงรัชทายาทของราชินีแห่งอาร์เมเนีย ทรงงดงามเหมือนกุหลาบป่า ริมผีปากอวบอิ่ม วาจาอ่อนหวานสมกับพระนาม (ชิรีน ในภาษาฟาร์ซีแปลว่าหวาน) ทั้งยังเชี่ยวชาญการยิงธนูไม่แพ้บุรุษ เป็นสตรีที่งดงามและน่ายำเกรงเหมือนสิงห์สาว

เพราะชาปูร์บรรยายเก่ง หรือเพราะคอสโรวใจง่ายก็ไม่ทราบ เพราะเพียงได้ฟังเท่านี้ พระเอกของเราก็ตกหลุมรักชิรีนทันที ใคร่จะได้นางมาเป็นชายา ชาปูร์จึงอาสาเดินทางไปอาร์เมเนียเพื่อสู่ขอเจ้าหญิง แต่เพื่อให้งานนี้สำเร็จลุล่วงก็ต้องมีเทคนิคกันหน่อย เมื่อชาปูร์ไปถึงอาร์เมเนียจึงวาดภาพเหมือนของคอสโรว แล้วแอบนำไปแขวนที่กิ่งไม้ในสวนของพระราชวัง เมื่อเจ้าหญิงชิรีนออกมาชมดอกไม้แล้วเห็นภาพวาดขององค์ชายเข้า ศรรักก็ปักอกทันที (ชวนให้นึกถึงจรกาในเรื่อง อิเหนา ที่เห็นภาพวาดของนางบุษบาแล้วเกิดความดันขึ้น เอ๊ย! เกิดแรงพิศวาสขึ้นเฉียบพลันจนเป็นลม) 

โรมิโอ-จูเลียต ฉบับเปอร์เซีย : ตำนานรักของคอสโรวกับชิรีน
ชิรีนชมภาพวาดของคอสโรว 
ภาพ : The Stage Hermitage Museum

เมื่อทราบว่าชายในภาพคือเจ้าชายคอสโรวแห่งเปอร์เซีย ชิรีนจึงปลอมตัวเป็นชายแล้วควบม้าคู่ใจ ‘ชับดิส’ (ม้าตัวนี้ก็คือ 1 ใน 4 ของดีที่คอสโรวจะได้ครอบครอง) ออกจากวังไปตามหาคนรัก มั่นแท้! สมัยก่อนจะมีผู้หญิงสักกี่คนที่ออกจากบ้านไปตามหาเนื้อคู่ 

โรมิโอ-จูเลียต ฉบับเปอร์เซีย : ตำนานรักของคอสโรวกับชิรีน
คอสโรพบชิรีนระหว่างทางขณะที่ชิรินกำลังอาบน้ำในลำธาร 
ภาพ : The Metropolitan Museum of Art

บังเอิญว่าขณะนั้นคอสโรวมีเรื่องหมางใจกับพระราชบิดา จึงออกมาใช้ชีวิตนอกวังและมุ่งหน้าไปยังอาร์เมเนียเพื่อตามหานางในฝัน จึงสวนทางกับชิรีนที่กำลังเดินทางมายังเปอร์เซีย และก็เหมือนสวรรค์แกล้ง (หรือกล่าวคือผู้เขียนแกล้งผู้อ่าน) ที่ลิขิตให้เมื่อคอสโรวควบม้ามาถึงกลางป่าแห่งหนึ่ง ก็พบชิรีนกำลังอาบน้ำอยู่ในลำธารท่ามกลางแสงจันทร์ ทั้งสองสบตากันชั่วระยะหนึ่ง โดยที่ต่างก็ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายคือคนที่ตัวเองกำลังตามหา เพราะความมืดในยามราตรีบดบังใบหน้า แถมชิรีนก็ปลอมตัวเป็นชาย คอสโรวก็คงไม่สนไม้ป่าเดียวกันจึงควบม้าจากไปอย่างน่าเสียดาย ฉากนี้เป็นตอนที่กินใจที่สุดของเรื่อง และเป็นฉากที่จิตรกรอิหร่านนำไปวาดมากที่สุด

เมื่อชิรีนมาถึงเมืองมะดาอิน เมืองหลวงของเปอร์เซีย ก็พบว่าคอสโรวไม่ได้อยู่ที่วัง ขณะที่คอสโรวเมื่อไปถึงอาร์เมเนีย ก็พบว่าชิรีนออกไปตามหาตนเองถึงมะดาอิน คอสโรวจึงพักอยู่ที่อาร์เมเนียแล้วส่งชาปูร์ไปรับชิรีนกลับมา แต่ชะตาก็เล่นตลกอีกครั้ง เพราะก่อนที่ชิรีนจะมาถึงอาร์เมเนียได้ไม่นาน คอสโรวก็ต้องกลับเปอร์เซียด่วนเพราะพระเจ้าฮอร์มุซสวรรคต พระเอกกับนางเอกของเราจึงคลาดกันอีกครั้ง

คอสโรวขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์แห่งเปอร์เซียได้ไม่นาน ก็ถูกขุนพลที่หวังชิงบัลลังก์ใส่ร้ายว่าพระองค์เป็นผู้ปลงพระชนม์พระราชบิดา ไม่เหมาะสมที่จะเป็นกษัตริย์ เหล่าทหารจึงบุกเข้ายึดอำนาจ คอสโรวลี้ภัยไปยังอาร์เมเนียและได้พบกับชิรีนในที่สุด วินาทีแรกที่ทั้งสองพบกันหลังจากที่คลาดกันมานานแสนนาน เป็นความรู้สึกที่ยิ่งใหญ่เกินบรรยาย ซึ่งนีซามีเขียนเล่าเอาไว้อย่างหวานซึ้ง

คอสโรวขอชิรีนแต่งงานทันที แต่ชิรีนขอให้คอสโรวนำบัลลังก์แห่งเปอร์เซียกลับคืนมาให้ได้ก่อนแล้วค่อยว่ากัน คอสโรวจึงเดินทางไปคอนสแตนติโนเปิล เพื่อขอพึ่งกำลังพลของจักรพรรดิไบแซนไทน์ และจำใจต้องอภิเษกสมรสกับเจ้าหญิงมาเรียม ธิดาของจักรพรรดิเพื่อกระชับสัมพันธ์ และด้วยความช่วยเหลือของไบแซนไทน์ คอสโรวจึงกู้ราชบัลลังก์ได้สำเร็จ 

โรมิโอ-จูเลียต ฉบับเปอร์เซีย : ตำนานรักของคอสโรวกับชิรีน
คอสโรวมาง้อชิรีนที่หน้าวัง ฉากนี้คล้ายในเรื่องโรมิโอกับจูเลียต 
ภาพ : The Metropolitan Museum of Art

ฝ่ายชิรีนเมื่อรู้ว่าคนรักที่ตนเฝ้ารอไปลงเอยกับหญิงอื่นเสียแล้ว ก็ชอกช้ำสุดแสน แม้คอสโรวจะมาตามง้อและอธิบายว่าเป็นการแต่งงานเพื่อการเมือง ในใจไม่เคยคิดถึงใครเลยนอกจากชิรีน แต่หญิงใดเล่าจะทำใจยอมรับได้ มาเรียมก็กีดกันทุกวิถีทางไม่ให้คอสโรวกลับไปหาถ่านไฟเก่า สัมพันธ์รักระหว่างคอสโรวกับชิรีนจึงดูเหมือนจะขาดสะบั้นลงเสียแล้ว

โรมิโอ-จูเลียต ฉบับเปอร์เซีย : ตำนานรักของคอสโรวกับชิรีน
ฟาฮัดแบกชิรีนข้ามภูเขาไปด้วยอานุภาพแห่งรัก 
ภาพ : Pinterest

ระหว่างนั้นเจ้าหญิงผู้ช้ำรักก็มีหนุ่มคนหนึ่งมาดามหัวใจ เป็นประติมากรและวิศวกรนามว่าฟาฮัด (Farhad) นายช่างหนุ่มรักและเทิดทูนชิรีนอย่างสุดซึ้งจนฝ่ายหญิงเริ่มหวั่นไหว คอสโรวเมื่อเห็นดังนั้นจึงวางแผนกำจัดศัตรูหัวใจ โดยสั่งให้ฟาฮัดสร้างถนนขนาดใหญ่ตัดผ่านช่องภูเขา หากทำสำเร็จจะยกชิรีนให้ คอสโรวคิดว่าฟาฮัดไม่มีทางทำงานช้างนี้ได้สำเร็จ แต่เมื่อมีเจ้าหญิงชิรีนเป็นรางวัล ทำให้เขามีแรงตัดถนนทั้งวันทั้งคืนจนใกล้จะเสร็จสมบูรณ์ คอสโรวกลัวจะต้องเสียชิรีนให้ฟาฮัด จึงใช้ไม้ตายสุดท้าย โดยโกหกฟาฮัดว่าชิรีนป่วยกะทันหันและเสียชีวิตลงแล้ว นายช่างหนุ่มจึงกระโดดหน้าผาฆ่าตัวตาย คอสโรวส่งสาส์นแสดงความเสียใจไปถึงชิรีนเรื่องการตายของฟาฮัด หลังจากนั้นไม่นานมาเรียมก็สิ้นพระชนม์ บางสำนวนเล่าว่าเพราะถูกชิรีนวางยาพิษ

โรมิโอ-จูเลียต ฉบับเปอร์เซีย : ตำนานรักของคอสโรวกับชิรีน
คืนวันแต่งงานของคอสโรวและชีรีน 
ภาพ : The Metropolitan Museum of Art

หลังจากผ่านอุปสรรคนานับปการและมือที่สามหมดไป คอสโรวกับชิรีนก็กลับมาปลูกต้นรักกันใหม่และแต่งงานกันในที่สุด แต่ผู้เขียนก็ยังไม่หยุดบีบหัวใจคนอ่าน โดยกำหนดให้ซีรูเย โอรสของมาเรียม เกิดหลงรักพระมารดาเลี้ยงเข้า คืนหนึ่งซีรูเยลอบเข้าไปในห้องบรรทมของทั้งสอง แล้วปักมีดลงกลางอกของพระบิดาจนสิ้นพระชนม์ 

ซีรูเยบังคับให้ชิรีนอภิเษกกับตน ชิรีนยอมรับโดยมีข้อแม้ว่าขอให้เธอได้ไว้ทุกข์ให้อดีตสวามี ซีรูเยอนุญาตโดยหารู้ไม่ว่าชิรีนมีแผนในใจ เธอบริจาคทรัพย์สินทั้งหมดให้ผู้ยากไร้แล้วไปที่หลุมศพของคอสโรว ดื่มยาพิษแล้วทอดร่างอันไร้ลมหายใจลงบนหลุมศพของคนรัก ตำนานรักของคอสโรวกับชิรีนก็เอวังลงด้วยประการฉะนี้ 

โรมิโอ-จูเลียต ฉบับเปอร์เซีย : ตำนานรักของคอสโรวกับชิรีน
ซีรูเยสังหารคอสโรว 
ภาพ : goodtimes
โรมิโอ-จูเลียต ฉบับเปอร์เซีย : ตำนานรักของคอสโรวกับชิรีน
ชิรีนฆ่าตัวตายเหนือหลุมศพของคอสโรว 
ภาพ : The Metropolitan Museum of Art

ดูจากเนื้อเรื่องแล้วอาจดูเหมือนนิยายน้ำเน่าเงาจันทร์ทั่วไป แต่ถ้าพิจารณาดูให้ดีจะพบว่าผู้เขียนสอดแทรกข้อคิดไว้ไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องพลานุภาพของความรัก ความไม่แน่นอนของชีวิตคู่ ความหายนะจากการขาดสติ ความน่ากลัวของความอิจฉาริษยา การฆ่าตัวตายด้วยความเขลา และท้ายที่สุด คือความรักคือสิ่งสวยงามแต่จงรักอย่างมีสติ ไม่อย่างนั้น… ที่ใดมีรัก ที่นั่นมีทุกข์

สุขสันต์วันแห่งความรัก

*หมายเหตุ : ภาพประกอบเป็นภาพที่วาดขึ้นต่างยุคสมัยและต่างพื้นที่ จึงมีสไตล์การเขียนต่างกัน เพราะวรรณกรรมเรื่อง คอสโรวกับชิรีน แพร่หลายในหลายดินแดนนับตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 12 เป็นต้นมา

ข้อมูลอ้างอิง

  • Peter J. Chelkowski, Mirror of The Invisible World: Tales from Kamseh of Nizami, New York: The Metropolitan Museum of Art, 1975.
  • Sheila R. Canby, Persian Painting, London: Trustees of the British Museum, 1993.

Writer

Avatar

วสมน สาณะเสน

นักวิชาการด้านศิลปะอิสลาม เจ้าของเพจ It’s Turkish Delight รีวิวศิลปวัฒนธรรมในตุรกี ชอบเที่ยวชิม Street Food และเล่นกับแมว

สลัดแขก

ถอดเกร็ดประวัติศาสตร์ชาวไทย-มุสลิม

The Cloud x สถาบันศิลปะอิสลามแห่งประเทศไทย

เสน่ห์ของริมฝั่งน้ำเจ้าพระยาผ่านเขตเมืองเก่าทั้งฝั่งพระนครและฝั่งธนบุรีของกรุงเทพฯ คือสีสันและวิถีชีวิตของชุมชนเก่าแก่ที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม ผู้เขียนได้มีโอกาสไปร่วมงาน ‘งานอาหารสานใจ ชิม ช็อป ล่องเรือ’ ของชุมชนมัสยิดบางอ้อ ที่จัดไปเมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565 โดยงานนี้ถือว่าคนในชุมชนเป็นผู้ริเริ่มเปิดบ้านต้อนรับผู้สนใจและอยากสัมผัสชาวมุสลิมในมิติต่าง ๆ ได้รับฟังบรรยายประวัติศาสตร์ชุมชน เดินชมมัสยิด และได้ลิ้มรสอาหารทั้งคาวหวานอีกด้วย นับได้ว่าเป็นกิจกรรมดี ๆ และช่วยให้เราได้ทำความรู้จักชุมชนมุสลิม ‘แขกแพ’ ที่มีประวัติความเป็นมาเก่าแก่แห่งนี้ได้ดียิ่งขึ้น จึงขอเก็บเรื่องราวของชาวแขกแพและมัสยิดบางอ้อมาเล่าให้ฟัง 

มัสยิดบางอ้อ สำรวจมัสยิดริมน้ำของชาวแขกแพ และแหล่งชิมอาหารมุสลิมแสนอร่อย ย่านจรัญฯ
มัสยิดบางอ้อ สำรวจมัสยิดริมน้ำของชาวแขกแพ และแหล่งชิมอาหารมุสลิมแสนอร่อย ย่านจรัญฯ
มัสยิดบางอ้อ สำรวจมัสยิดริมน้ำของชาวแขกแพ และแหล่งชิมอาหารมุสลิมแสนอร่อย ย่านจรัญฯ

ความเป็นมาของชุมชนแขกแพและมัสยิดบางอ้อ

ตามประวัติคำบอกเล่าของคนในชุมชนกล่าวว่า ‘แขกแพ’ คือกลุ่มชาวมุสลิมที่อาศัยอยู่บนเรือนแพซึ่งจอดอยู่ตามริมฝั่งแม่น้ำและคลองในอยุธยามาแต่เดิม โดยส่วนใหญ่เป็นมุสลิมนิกายซุนนี (Sunni) อีกทั้งยังประกอบขึ้นจากผู้คนหลากหลายกลุ่มชาติพันธุ์ ไม่ว่าจะเป็นชาวอาหรับ ชาวมลายู และชาวจาม ฯลฯ ส่วนมากประกอบอาชีพค้าขายหรือรับราชการเป็นขุนนาง อีกทั้งการที่พวกเขาลงหลักปักฐานในอยุธยาเป็นเวลานาน ทำให้เกิดการแต่งงานกับคนท้องถิ่น ผสมกลมกลืนจนเรียกได้ว่าเป็น ‘มุสลิมท้องถิ่น’ (Localized Muslim) กลุ่มหนึ่งของลุ่มน้ำภาคกลาง

มัสยิดบางอ้อ สำรวจมัสยิดริมน้ำของชาวแขกแพ และแหล่งชิมอาหารมุสลิมแสนอร่อย ย่านจรัญฯ
จิตรกรรมรูปแขกแพในพระอุโบสถวัดกัลยาณมิตร

เมื่อถึงคราวกรุงศรีอยุธยาแตกใน พ.ศ. 2310 บรรดาแขกแพเหล่านี้อพยพหนีสงคราม ถอนเรือนแพล่องตามลำน้ำเจ้าพระยาลงมาหาทำเลปลอดภัย บ้างเข้าไปสมทบกับชุมชนชาวมุสลิมที่ตั้งถิ่นฐานอยู่บริเวณตลาดแก้ว-ตลาดขวัญ (จังหวัดนนทบุรี) แต่ส่วนใหญ่จะล่องแพต่อลงมาจนถึงราชธานีใหม่ที่เมืองบางกอก โดยจะไปรวมตัวกันอยู่ที่กุฎีใหญ่ (มัสยิดต้นสน) ใกล้ปากคลองบางหลวง (บางกอกใหญ่) เพื่อประกอบศาสนกิจและกิจกรรมต่าง ๆ ในขณะที่แขกแพบางกลุ่มไปตั้งชุมชนบริเวณปากคลองบางกอกน้อย (มัสยิดหลวงอันซอริซซุนนะฮ์) หรือลงใต้ไปจนไปถึงย่านคลองสานและย่านบางลำพูล่าง (เจริญนคร) เหล่าลูกหลานของแขกแพเหล่านี้ยังคงสืบสายสกุล และมีสายสัมพันธ์เครือญาติโยงใยตลอดสายน้ำเจ้าพระยาตั้งแต่อยุธยาจนถึงกรุงเทพฯ จวบจนถึงปัจจุบัน

สำหรับชุมชนมัสยิดบางอ้อ แขกแพกลุ่มหนึ่งได้มารวมตัวกันผูกแพริมตลิ่งย่านบางอ้อ ซึ่งในอดีตเป็นพื้นที่เรือกสวนเพาะปลูกผลไม้ จากคำบอกเล่าของบรรพบุรุษว่า มัสยิดบางอ้อหลังแรกเป็นเรือนไม้บนแพสำหรับใช้ประกอบพิธีละหมาด แต่เมื่อชุมชนขยายจนมีจำนวนคนมาละหมาดมากขึ้น จึงได้ยกมัสยิดเรือนแพขึ้นมาบนฝั่งและขยายต่อเติมให้กว้างขึ้น จนกระทั่งใน พ.ศ. 2462 ตรงกับรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ผู้หลักผู้ใหญ่ในชุมชนจึงได้อุทิศที่ดินเพื่อเป็นมัสยิด และร่วมกับออกทุนทรัพย์สร้างมัสยิดก่ออิฐถือปูนอย่างดงงามหลังปัจจุบันขึ้น

มัสยิดบางอ้อ สำรวจมัสยิดริมน้ำของชาวแขกแพ และแหล่งชิมอาหารมุสลิมแสนอร่อย ย่านจรัญฯ

ยิ่งไปกว่านั้น ชาวชุมชนมัสยิดบางอ้อยังมีประวัติด้านการประกอบอาชีพที่น่าสนใจ อย่างการได้รับสัมปทานค้าไม้ซุงจากภาคเหนือ และนำเรือไปลากซุงมาจากปากน้ำโพธิ์ นอกจากนี้ยังมีกิจการโรงเลื่อยไม้และเรือเมล์วิ่งระหว่างกรุงเทพฯ-ปากน้ำโพอีกด้วย จากภาพถ่ายทางอากาศภาพหนึ่งของ ปีเตอร์ วิลเลียม-ฮันต์ ใน พ.ศ. 2489 แสดงให้เห็นแพซุงผูกรวมกันทอดยาวอยู่ด้านหน้ามัสยิดบางอ้อและอู่ซุงขนาดใหญ่ เป็นหลักฐานแสดงถึงอดีตกิจการอันรุ่งเรืองและเป็นรากฐานสำคัญให้กับคนชุมชนแห่งนี้ 

หากสังเกตภูมินามย่านบางอ้อ-บางพลัด ในแนวถนนจรัญสนิทวงศ์ ยังคงปรากฏการใช้นามสกุลของนายห้างมุสลิมค้าซุงจากชุมชนมัสยิดบางอ้อเป็นชื่อเรียก อาทิ ซอยมุขตารี ซอยโยธาสมุทร ซอยสิทธิวณิช ซอยดำรงผล ซอยมานะจิตต์ เป็นต้น

มัสยิดบางอ้อ สำรวจมัสยิดริมน้ำของชาวแขกแพ และแหล่งชิมอาหารมุสลิมแสนอร่อย ย่านจรัญฯ
รูปถ่ายทางอากาศ

ความงามของสถาปัตย์-ศิลปะอิสลาม

มัสยิดบางอ้อ สำรวจมัสยิดริมน้ำของชาวแขกแพ และแหล่งชิมอาหารมุสลิมแสนอร่อย ย่านจรัญฯ
มัสยิดบางอ้อ สำรวจมัสยิดริมน้ำของชาวแขกแพ และแหล่งชิมอาหารมุสลิมแสนอร่อย ย่านจรัญฯ

เมื่อเดินเข้ามาด้านในชุมชน จะสะดุดตากับมัสยิดบางอ้อสีเหลืองอร่ามตั้งตระหง่านอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา มัสยิดหลังนี้สร้างด้วยสถาปัตยกรรมผสมผสานแบบตะวันตกสมัยนิยมช่วงรัชกาลที่ 6 ผสานกับส่วนประกอบอาคารของศิลปะอิสลามอย่างหออะซานคู่ได้อย่างลงตัว 

บริเวณตรงกลางเหนือประตูทางเข้ามัสยิด มีคำจารึกภาษาอาหรับเขียนว่า “ลาอิลาฮะอิลลัลลอฮ์ มุฮัมมัด เราะซูลลุลลอฮ์” แปลว่า “ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮ์ และมุฮัมมัดคือศาสนทูตของพระองค์” คือคำปฏิญญาณตนของชาวมุสลิม 

ถัดลงมาคือจารึกคำว่า “อัลมัสยิด อัลอุบูดียะฮ์” แปลว่า “สถานที่ก้มกราบของบ่าวผู้ภักดี” ยามแหงนขึ้นไปมองจะได้ตั้งจิตระลึกก่อนที่จะเดินเข้าไปนมัสการพระเจ้าภายใน ส่วนด้านข้างขนาบด้วยจารึกคำว่า “เยามุลอะฮัด 7 ฟี ชะฮ์ริ เศาะฟัร อัลมุบาร็อก 1339” แปลว่า “วันอาทิตย์ที่ 7 เดือนเศาะฟัร อันประเสริฐ (เดือนที่สองตามปฏิทินอิสลาม) ฮิจเราะฮ์ศักราช 1339” ซึ่งก็คือปีที่สร้างมัสยิดบางอ้อหลังนี้นั่นเอง ตรงกับ พ.ศ. 2462 ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 นั่นเอง 

มัสยิดบางอ้อ สำรวจมัสยิดริมน้ำของชาวแขกแพ และแหล่งชิมอาหารมุสลิมแสนอร่อย ย่านจรัญฯ
มัสยิดบางอ้อ สำรวจมัสยิดริมน้ำของชาวแขกแพ และแหล่งชิมอาหารมุสลิมแสนอร่อย ย่านจรัญฯ

เมื่อเข้าไปด้านมัสยิด บางคนอาจจะสงสัยว่าทำไมประตูทางเข้ามัสยิดจึงไม่ตรงแกนอาคารโถงละหมาด ต้องอธิบายก่อนว่า ในการละหมาดหรือการนมัสการพระผู้เป็นเจ้าของชาวมุสลิมนั้นจะต้องหันหน้าไปยัง ‘ทิศกิบละฮ์’ (Qiblah) ที่ตั้งของวิหารอัลกะอ์บะฮ์ ในมัสยิดอัลฮะรอม นครมักกะฮ์ ประเทศซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเป็นชุมทิศและเอกภาพในการนมัสการของชาวมุสลิมทั่วโลก ดังนั้น ไม่ว่ามัสยิดจะตั้งอยู่ ณ ที่ใดบนโลก ผู้ออกแบบจะต้องคำนวณตำแหน่งและวางแกนให้มัสยิดหันหน้ายังทิศกิบละฮ์ (สำหรับกรุงเทพฯ จะหันไปทางตะวันตกเฉียงเหนือเล็กน้อย หรือประมาณ 287.5°) 

อย่างไรก็ดี นอกจากสถาปนิกผู้ออกแบบมัสยิดบางอ้อจะสร้างให้ถูกต้องตามแกนทิศกิบละฮ์แล้ว ยังใส่ใจรายละเอียดโดยคำนึงถึงความสวยงามด้านภูมิสถาปัตยกรรมด้วย มัสยิดบางอ้อจึงได้รับการออกแบบให้ด้านหน้าของมัสยิดตั้งหันหน้าตรงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา ทำให้ใครที่ล่องเรือผ่านไปมาต่างเห็นมัสยิดบางอ้อหันหน้าออกสู่แม่น้ำแลดูสง่างาม

มัสยิดบางอ้อ สำรวจมัสยิดริมน้ำของชาวแขกแพ และแหล่งชิมอาหารมุสลิมแสนอร่อย ย่านจรัญฯ

ภายในโถงละหมาดมัสยิดมีการประดับตกแต่งแบบเรียบง่าย สร้างบรรยากาศสงบนิ่งมีสมาธิ ในส่วนที่สะดุดตาที่สุดคงจะเป็น ‘มิห์รอบ’ (Mihrab) หรือช่องในกำแพงทิศกิบละฮ์ เป็นจุดบอกทิศทางในการหันหน้าละหมาด อีกทั้งยังเป็นที่ยืนของอิหม่ามและที่ตั้งมินบัร (ธรรมาสน์) สำหรับใช้คุฏบะฮ์ (เทศนาธรรม) ในวันศุกร์ซึ่งเป็นวันสำคัญในรอบสัปดาห์ของชาวมุสลิม สำหรับมิห์รอบถูกออกแบบเป็นวงโค้ง ด้านบนตรงกลางมี Keystone ประดับปูนปั้นสัญลักษณ์รูปดาวเดือน เหนือขึ้นไปมีปูนปั้นอักษรวิจิตรภาษาอาหรับ (Arabic Calligraphy) ที่คัดมาจากพระมหาคัมภีร์อัลกุรอานวรรคหนึ่ง มีความว่า “แท้จริงบรรดาผู้ศรัทธาและปฏิบัติความดีสำหรับพวกเขานั้นคือสวนสวรรค์ชั้นฟิรเดาส์เป็นที่พำนัก” (อัลกุรอาน 18:107)

มัสยิดบางอ้อ สำรวจมัสยิดริมน้ำของชาวแขกแพ และแหล่งชิมอาหารมุสลิมแสนอร่อย ย่านจรัญฯ

ข้อสังเกตที่ผู้เขียนเห็นจากสถาปัตยกรรมและการตกแต่งศิลปกรรมของมัสยิดบางอ้อ ทำให้ชวนนึกถึงมัสยิดดารุ้ลอาบิดีน ตรอกจันทน์ ที่ออกแบบสถาปนิกชาวมุสลิมเชื้อสายยะหวา (ชวา) นามว่า รองอำมาตย์ตรีเอ็ม.เอ กาเซ็ม หรือ กาเซ็ม แปลน (ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็นไทยว่า นายเกษม อิทธิเกษม) ผู้มีความสามารถออกแบบมัสยิดสำคัญ ๆ ในกรุงเทพฯ และปริมณฑลในสมัยนั้น อีกทั้งยังสองมัสยิดยังสร้างขึ้นในยุคสมัยไล่เลี่ยกัน มีความเป็นไปได้ว่ามัสยิดบางอ้ออาจจะได้รับการออกแบบจากสถาปนิกคนเดียวกันหรือไม่ ก็เป็นประเด็นน่าสนใจที่จะสืบประวัติต่อไป

มัสยิดบางอ้อนับว่าเป็นมัสยิดที่มีสถาปัตยกรรมโดดเด่น และอนุรักษ์ความดั้งเดิมไว้ได้ดีที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย โดยการบูรณะอาคารมัสยิดครั้งล่าสุดเกิดขึ้นหลังอุทกภัยครั้งใหญ่เมื่อ พ.ศ. 2554 จึงจำเป็นต้องดีดยกอาคารและปรับปรุงซ่อมแซมส่วนประกอบต่าง ๆ ต้องขอบคุณวิสัยทัศน์ของกรรมการมัสยิดและคนในชุมชนที่เห็นความสำคัญ และช่วยกันอนุรักษ์อาคารประวัติศาสตร์หลังนี้ไว้ได้อย่างดี ตลอดจนความช่วยเหลือด้านงบประมาณจากสำนักโบราณคดี กรมศิลปากร ปัจจุบันอาคารมัสยิดได้รับรางวัลจากสมาคมสถาปนิกสยาม เป็นอาคารที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์

มัสยิดบางอ้อ สำรวจมัสยิดริมน้ำของชาวแขกแพ และแหล่งชิมอาหารมุสลิมแสนอร่อย ย่านจรัญฯ
มัสยิดบางอ้อ สำรวจมัสยิดริมน้ำของชาวแขกแพ และแหล่งชิมอาหารมุสลิมแสนอร่อย ย่านจรัญฯ

ด้านข้างมัสยิดบางอ้อมีอาคารน่าสนใจอีกหลังอีกคือ อาคารเจริญวิทยาคาร เป็นเรือนไม้ขนมปังขิงแบบตะวันตก ฉลุลายไม้และประดับกระจกสีอย่างสวยงาม แต่เดิมใช้เป็นอาคารโรงเรียน ปัจจุบันใช้เป็นอาคารอเนกประสงค์ที่ใช้สำหรับการนมัสการ (ละหมาด) หรือที่เรียกว่า ‘บาแล’ ในกรณีที่มีผู้มานมัสการในมัสยิดจนเต็ม ตลอดจนใช้ในการเรียนการสอนพระคัมภีร์อัลกุรอานและกิจกรรมอื่น ๆ ของชุมชน 

นอกจากความสวยงามของอาคารแล้ว จุดเด่นอีกจุดหนึ่งคือ ตราลวดลายอักษรภาษาอาหรับดูอ่อนช้อยบนจั่วของอาคาร ซึ่งเป็นรูปแบบที่เรียกว่า ‘ทูรา’ (Tughra) ซึ่งน้อยคนจะทราบว่ามันคือ พระปรมาภิไธยของสุลต่านแห่งจักรวรรดิอุษมานียะฮ์ หรือ ออตโตมันตุรกี (Ottoman Empire) ผู้เขียนแกะคำอ่านออกมาได้ว่า “อับดุลมะญีด คาน” ซึ่งดูเหมือนว่าจะเป็นพระนามของสุลต่านอับดุลมะญีดที่ 1 (ดำรงตำแหน่ง ค.ศ.1839 – 1861) หรืออาจหมายถึง เคาะลีฟะฮ์อับดุลมะญีดที่สอง (ดำรงตำแหน่ง ค.ศ. 1922 – 1924) เคาะลีฟะฮ์องค์สุดท้ายของชาวมุสลิมจากราชวงศ์ออตโตมันหรือไม่ ขอไม่ยืนยัน อย่างไรก็ดี ผู้เขียนเชื่อว่าตราทูรานี้น่าจะเป็นการเลียนแบบโดย Simplify หรือได้รับแรงบันดาลใจมาจากต้นฉบับอีกทีหนึ่ง

พินิจศิลปะอิสลามและชิมอาหารรสโอชาของชุมชนมัสยิดบางอ้อ ย่านจรัญสนิทวงศ์ของกรุงเทพฯ
พินิจศิลปะอิสลามและชิมอาหารรสโอชาของชุมชนมัสยิดบางอ้อ ย่านจรัญสนิทวงศ์ของกรุงเทพฯ
ซุ้มประตูพระราชวังโทพคาปึ กรุงอิสตันบูล ประเทศตุรกี

เยื้อง ๆ กับมัสยิดบางอ้อยังมีอาคาร 100 ปีมัสยิดบางอ้อ ที่ใช้เป็นอาคารอเนกประสงค์ อาคารหลังนี้สร้างขึ้นใหม่โดยคุมโทนให้เข้ากับหมู่อาคารเก่าแก่ที่อยู่ใกล้กัน ทั้งนี้ ได้มีการเลือกใช้รูปแบบการตกแต่งด้วยลวดลายเรขาคณิตอิสลาม (Islamic Geometry) และลายประเบื้องเคลือบที่ถ่ายทอดลวดลายจากรูปศิลปะอิสลามแบบจารีตมาปรับใช้เพื่อสื่อถึงความเป็นมุสลิมร่วมสมัยอีกด้วย บริเวณนี้จึงกลายเป็นไฮไลต์ของคนที่ชอบถ่ายรูปอาคารอีกจุดหนึ่งนั่นเอง

อาหารสานใจ อาหารสำรับบางอ้อ

พินิจศิลปะอิสลามและชิมอาหารรสโอชาของชุมชนมัสยิดบางอ้อ ย่านจรัญสนิทวงศ์ของกรุงเทพฯ
พินิจศิลปะอิสลามและชิมอาหารรสโอชาของชุมชนมัสยิดบางอ้อ ย่านจรัญสนิทวงศ์ของกรุงเทพฯ
พินิจศิลปะอิสลามและชิมอาหารรสโอชาของชุมชนมัสยิดบางอ้อ ย่านจรัญสนิทวงศ์ของกรุงเทพฯ

อีกสิ่งที่ผู้เขียนตั้งใจไปสัมผัสจากงานนี้ คือวัฒนธรรมอาหารของชุมชมมัสยิดบางอ้อ โชคไม่ดีที่ผู้เขียนไปถึงช้าและอาหารขายเกือบหมดแล้ว ถึงกระนั้น ยังโชคดีที่ยังทันชิม ‘หรุ่ม’ จากฝีมือของ คุณป้าไร-อุไร มุฮำหมัด และ คุณกุ้ง-ซารีนา นุ่มจำนงค์ หรุ่มเป็นเมนูอาหารชาววังที่ปรากฏอยู่ใน กาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน ของรัชกาลที่ 2 ซึ่งกลายมาเป็นของว่างแกล้มน้ำชาของชาวบางอ้อที่ปัจจุบันนับว่าหาทานได้ยากยิ่ง

 ยิ่งไปกว่านั้น สองท่านนี้นับว่าเป็นผู้ริเริ่ม ‘โครงการอาหารสานใจ’ เกิดจากการที่สมาชิกในชุมชนเองต้องการสืบทอดมรดกวัฒนธรรมอาหารเก่าแก่ โดยหยิบเอาอาหารมาเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างผู้สูงอายุและเยาวชน เป็นการสร้างกิจกรรมให้ผู้ใหญ่ได้เปิดใจถ่ายทอดสูตรอาหารดั้งเดิมของชุมชนไปสู่เด็กรุ่นใหม่ เพื่อรักษาตำรับอาหารชาวบางอ้อให้ยังคงอยู่สืบไป 

เป็นเรื่องน่ายินดีที่อาหารต่าง ๆ ของสมาชิกในชุมชนได้รับความสนใจ และงานอาหารสานใจครั้งนี้นับว่าเป็นครั้งที่ 8 แล้ว และหวังว่าจะคงมีต่อไปเรื่อย ๆ ผู้เขียนขอเป็นกำลังใจให้ชาวมัสยิดบางอ้อได้สานต่อกิจกรรมดี ๆ ต่อไป หากใครอยากสัมผัสวิถีวัฒนธรรมชุมชนมัสยิดบางอ้อ ชมความงามของมัสยิด และได้ลิ้มรสอาหารอร่อย ๆ ในบรรยากาศน่ารัก ก็แวะเวียนไปได้

ติดตามข่าวประชาสัมพันธ์ได้ที่ Facebook : อาหารสานใจ 

พินิจศิลปะอิสลามและชิมอาหารรสโอชาของชุมชนมัสยิดบางอ้อ ย่านจรัญสนิทวงศ์ของกรุงเทพฯ

ข้อมูลอ้างอิง

สรยุทธ ชื่นภักดี, (บรรณาธิการ). (2544). มุสลิมมัสยิดต้นสนกับบรรพชนสามสมัย. กรุงเทพฯ: จิรรัชการพิมพ์ หจก.

สมาน อรุณโอษฐ์, ประมาณ ฮะกีมี, ดิเรก ฮะกีมี. (2543) สายสกุลสัมพันธ์ 2543

communityarchive.sac.or.th/community/MatsayitBangO

Writer

Avatar

สุนิติ จุฑามาศ

มุสลิมบางกอกย่านเจริญกรุง-สาทร จบการศึกษาด้านโบราณคดี สนใจค้นคว้าด้านประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรมและอาหาร

Photographer

Avatar

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load