Haute Couture ภาษาฝรั่งเศสแปลว่า เครื่องแต่งกายชั้นสูง

บ้านหลังเล็กประตูสีน้ำเงินสุดตรอกเขียนนิวาสน์ มีสตูดิโอปักผ้าไทยที่เลอค่าจนอยากมอบฐานะ  Haute Couture Master แห่งเมืองไทยให้

ผู้ที่ออกมาต้อนรับเราพร้อมแมวจำนวนโหลครึ่งคือ แม่เปี๊ยก-สมคิด หลาวทอง ช่างปักและตัดชุดโขนมือเก่าแก่ที่สุดรายหนึ่งของประเทศ แกเป็นส่วนหนึ่งของเบื้องหลัง ‘โขนสมเด็จฯ’ หรือการแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ที่จัดทุกปีเพื่อให้คนได้มีโอกาสลิ้มรสความงดงามของโขน

ในบ้านมีผ้าตัดชุดโขนพับอยู่ในกล่องซ้อนกันหลายชั้น บนกล่องบางกล่องมีหัวโขนวางอยู่ และตามฝาผนังก็มีรูปของคนในครอบครัวที่แสดงโขนตามงานต่างๆ แปะอยู่ทั่วบริเวณ

ชุดโขน, เปี๊ยก สมคิด หลาวทอง

เมื่อคิดว่า นี่คือที่ที่ทำให้ชุดโขนเปล่งประกายภายใต้แสงไฟของโรงละคร ก็ตื่นเต้นขึ้นมา

แม่เปี๊ยกนั่งลงที่ตั่ง กดเปิดพัดลม เธอเป็นผู้หญิงสูงอายุตัวเล็กๆ ที่ใช้ชีวิตเรียบง่าย รอบตัวมีข้าวของไม่กี่อย่าง หัวเราะเสียงดัง และไม่ชวนให้นึกถึงเลยว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังชุดโขนที่ระยับแวววาวเหล่านั้น

แต่เรื่องราวของเธอ ทำให้เราเชื่อว่า นี่คือปรมาจารย์ตัวจริง

ชุดโขน, เปี๊ยก สมคิด หลาวทอง ชุดโขน, เปี๊ยก สมคิด หลาวทอง

วัยเด็กที่ผูกพันกับโขน

ชีวิตของแม่เปี๊ยกเหมือนถูกกำหนดให้ต้องรับหน้าที่นี้

การเติบโตมาในบ้านที่ทุกคนทำงานเกี่ยวข้องกับศิลปวัฒนธรรมของชาติ ตั้งแต่ลุงที่อยู่ในกองโบราณคดี พ่อที่ทำงานแผนกนาฏศิลป์ของกรมศิลปากร ทำให้แม่เปี๊ยกและพี่น้องใช้ชีวิตวัยเด็กในโรงละคร และได้มีโอกาสดูโขนตั้งแต่เล็กๆ

“เวลามีโขนกลางแปลงเขาก็อุ้มเราไปดูด้วย เราก็ไม่ได้ดูเท่าไรหรอก ยังเด็กอยู่ หรือสมัยที่โรงละครเก่ายังไม่ไฟไหม้ เราก็ใช้ชีวิตอยู่ในนั้น วิ่งขึ้นวิ่งลงไปมาในโรง” แม่เปี๊ยกในอายุ 80 เล่าย้อนกลับไปถึงครั้งตัวเองยังเยาว์ ตอนที่กรมศิลปากรยังอายุน้อยๆ และโรงละครหลักสำหรับการแสดงโขนยังเป็นโรงละคอนศิลปากร ก่อนจะเกิดเพลิงไหม้ในปี 2503

เธอใช้ชีวิตผูกพันกับโขนมาตลอด จนไม่อาจเข้าใจได้ว่าทำไมจะต้องไม่รักศิลปะชนิดนี้

ชุดโขน, เปี๊ยก สมคิด หลาวทอง

ตลอดชีวิตในวงการ

เมื่อมาถึงวัยที่เริ่มเรียนรู้ได้ ที่บ้านก็ส่งต่อความรู้ด้านศิลปะไทยให้ลูกแต่ละคน ทำให้พี่ชายได้โอกาสเล่นโขนเป็นตัวพระ น้องชายได้เล่นเป็นตัวยักษ์ ส่วนแม่เปี๊ยก แม้จะฝึกงานเบื้องหน้าด้วย แต่งานแบบที่แม่ชอบอยู่เบื้องหลังมากกว่า

“แม่ชอบงานฝีมือทุกอย่าง งานถัก งานปัก งานอะไร แม้แต่การทำกับข้าวก็ชอบ” แม่เปี๊ยกบอกด้วยรอยยิ้ม

เราถามแม่ถึงครั้งแรกที่เริ่มปักชุดโขน แม่นิ่งคิดสักพัก ก่อนส่ายหัวว่าตนจำไม่ได้แล้ว เพราะกว่าจะได้เป็นนักปักชุดโขน จะต้องเริ่มจากการฝึกฝีมือบนผ้าผืนเล็กๆ และลวดลายที่เรียบง่ายกว่าก่อน แล้วจึงพัฒนามาเรื่อยๆ จนได้รับผิดชอบชุดโขนทั้งชุดในที่สุด

ชุดโขนของกรมศิลปากรได้มาจากการจ้างช่างทำชุดโขนสำนักต่างๆ โดยกรมจะเลือกจ้างคนที่กรมไว้ใจ แม่เปี๊ยกเล่าให้เราฟังอย่างรู้ดี เพราะเธอเองก็ทำงานอยู่ในกรมตั้งแต่ พ.ศ. 2505 โดยรับหน้าที่ทั้งจัดเครื่องโขน เตรียมการแสดง และช่วยเป็นกองหนุนให้งานแสดงโขนของกรม

ตลอดชีวิตในกรมศิลปากร แม่ไม่เคยห่างจากโขน

เมื่อถึงยามเกษียณ แต่ยังไม่อาจทิ้งโอกาสรับใช้ศิลปะชั้นสูงนี้ไปเฉยๆ ได้ แม่เลยผันตัวไปเป็นช่างรับจ้างปักและตัดชุดโขนให้กรมศิลปากร และทำงานที่ตัวเองถนัดที่สุด

นั่นคือการปักผ้า

ชุดโขน, เปี๊ยก สมคิด หลาวทอง ชุดโขน, เปี๊ยก สมคิด หลาวทอง ชุดโขน, เปี๊ยก สมคิด หลาวทอง

เคล็ดลับที่ทำให้โขนเปล่งประกาย

กระบวนการทำลวดลายชุดโขนนั้นซับซ้อน

ก่อนจะปัก ผ้าต้องผ่านการลอกลาย กรมศิลปากรมีออร์เดอร์มาว่าให้ทำชุดของตัวละครไหน แม่ก็เลือกลายตามตัวละครนั้น เช่น ตัวยักษ์ก็เป็นลายหน้ายักษ์ ตัวลิงก็เป็นลายกลมๆ เป็นต้น ลวดลายเหล่านี้ได้ เอ๋-ธนะชัย รุ่งแจ้งศรี หลานแม่เปี๊ยก คอยเป็นกำลังเสริมช่วยลอกให้

เมื่อลอกลายเสร็จแล้วจึงนำผ้าไปขึงขึ้นสะดึงเพื่อปัก โดยถ้าไม่ปักลายหนุนก็ปักลายเลื่อม

ชุดโขน, เปี๊ยก สมคิด หลาวทอง ชุดโขน, เปี๊ยก สมคิด หลาวทอง

ถ้าเป็นลายหนุนจะเริ่มต้นจากการปักดิ้นข้อเพื่อตัดเส้นลวดลาย ก่อนจะปักเชือกหนุนลายให้นูนขึ้นมา โดยเชือกก็ต้องผ่านการรูดกาวและตากแดดเพื่อให้เหนียวด้วย เมื่อได้ลวดลายเป็นนูนๆ แล้วจึงค่อยถมให้เกิดความระยิบระยับด้วยการปักดิ้นโปร่ง ดิ้นลักษณะคล้ายสปริงที่ต้องตัดให้เป็นชิ้นสั้นๆ พอดีช่อง แล้วร้อยใส่ด้ายเพื่อปักทับคลุมชั้นเชือกไว้

ส่วนอีกแบบหนึ่งคือลายเลื่อม จะเริ่มด้วยการปักเลื่อมหรือแผ่นบางกลมขนาดเล็กลงไปรองเป็นพื้นแทนเชือกหนุนก่อนปักดิ้นโปร่ง เทคนิคนี้จะใช้ปักลำตัวของชุดลิงเป็นหลัก

ไม่ว่าจะแบบหนุนหรือแบบเลื่อม ก็ต้องปักซ้ำ 2 ครั้งเหมือนกัน

ยังไม่นับว่าผ้าแต่ละส่วนของชุดจะต้องปักต่างแบบกันอีกนะ

กระบวนการทำชุดโขนที่บ้านหลังนี้ไม่ได้จบแค่ที่การปักชุดโขน แม่เปี๊ยกยังรับหน้าที่ตัดเย็บผ้าจนออกมาเป็นชุดพร้อมใส่ด้วย แต่ขั้นตอนที่ใช้ทั้งเวลาและความสามารถที่สุด ก็คือขั้นตอนการปักลวดลายนี่เอง

ชุดโขน, เปี๊ยก สมคิด หลาวทอง ชุดโขน, เปี๊ยก สมคิด หลาวทอง

รอยปักระดับครู

แม่นั่งลงที่สะดึง แล้วลงมือปักลวดลายบนชุดหนุมานให้ดู

ความเชี่ยวชาญระดับแม่เปี๊ยกคือการเงยหน้าขึ้นมาคุยกับเรา พร้อมขยับมือทำไปด้วย โดยงานไม่สะดุดแม้แต่น้อย และลายปักที่ออกมาก็ได้คุณภาพตามมาตรฐานด้วย

จุดวัดความสามารถในการปักชุดโขนคือการเรียงตัวของดิ้นโปร่งที่ต้องสวยเนี้ยบ เวลาดูไกลก็ระยิบระยับ เวลาดูใกล้ก็สวยงามเป็นระเบียบ ผู้ปักต้องค่อยๆ ตัดดิ้นโปร่งให้พอดีกับช่องที่จะปัก แล้วปักทีละเส้น ทีละเส้นให้แน่นเต็มช่อง

“หาวัสดุน่ะไม่ยาก แต่พอมีวัสดุเครื่องมือแล้ว จะเอามาทำได้สวยหรือเปล่าต่างหาก” แม่เปี๊ยกพูดถึงความสำคัญของการปักผ้าด้วยมือ “หลายคนปักเร็ว ขอให้มันเสร็จ แต่ความละเอียดอ่อนมันไม่มี”

ความละเอียดอ่อนนี่เองที่เพิ่มเสน่ห์ลับๆ ให้กับโขน

ชุดโขน, เปี๊ยก สมคิด หลาวทอง ชุดโขน, เปี๊ยก สมคิด หลาวทอง

แต่งองค์ทรงเครื่องโขน

เดี๋ยวนี้ยังดูโขนอยู่หรือไม่ เราถามแม่

แม่ตอบว่าไม่ได้ดูแล้ว โดยเฉพาะโขนสมเด็จฯ ที่เวลาจัดแสดงทีไรแม่ต้องไปขลุกทำงานอยู่แต่ในห้องเครื่องหรือห้องจัดเสื้อผ้าโขนทุกที

ปรมาจารย์ระดับแม่เปี๊ยกหมายความว่างานไม่ได้จบแค่ที่การปักหรือตัดเย็บชุดโขน แต่รวมไปถึงการแต่งองค์ทรงเครื่องให้นักแสดงแต่ละคนก่อนขึ้นแสดงด้วย

การแต่งชุดโขนมีรายละเอียดมากมาย แต่ละชุดต้องแต่งตัวแตกต่างกันไป หากทำไม่เป็น อาจใช้เวลาจัดการแค่เรื่องแต่งตัวได้นานเป็นชั่วโมง ส่วนแม่ใช้เวลานุ่งแค่ 15 นาทีต่อตัวก็เสร็จแล้ว

จะยังหาคนที่เชี่ยวชาญจนทำงานได้รวดเร็วขนาดนี้ได้อีกสักกี่คน

ชีวิตสั้น ศิลปะยืนยาว

แม้วงการชุดโขนจะยังมีช่างซ่อนอยู่อีกหลายสำนัก แต่สิ่งที่ทำให้แม่โดดเด่นและน่านับถือ คือความใจดีที่เปิดให้วิชาฟรีๆ ทั้งที่น่าจะหาเงินเข้าตัวได้อีกมากมาย

ในตรอกเขียนนิวาสน์ นอกจากแม่แล้ว ก็มี แม่โต่ง-วรรณา นิ่มประเสริฐ และ แม่ต้อย-วิลาภ ช่วงจันทร์ ที่มาช่วยปักเป็นครั้งคราว และยังมีนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยต่างๆ แวะเวียนกันมาเพื่อเรียนวิชา ด้วยความหวังว่าจะสืบทอดศาสตร์การปักผ้าต่อไป แม้คนเหล่านี้ยังต้องฝึกอีกมากกว่าจะเก่งอย่างแม่ แต่ก็นับเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี

ชุดโขน, เปี๊ยก สมคิด หลาวทอง

“แม่สอนหมด ใครอยากเรียนมาเลย เราตายเราก็เอาติดตัวไปไม่ได้ เราก็ถ่ายทอดให้คนอื่นเขา” แม่เปี๊ยกพูด น้ำเสียงแสดงถึงความเชื่อมั่น

แม่ไม่ได้คิดว่าเป็นวิชาของตัวเอง แต่เป็นของชาติ ที่ไม่ว่าอย่างไรก็จะต้องมีคนสืบต่อไป

การปักผ้าอันระยิบระยับเปลี่ยนผ้าผืนธรรมดาให้กลายเป็นเครื่องแต่งกายชั้นสูง ยิ่งเมื่อผนวกกับท่วงท่ารำและแสงสีเสียงบนเวที ก็ขับเน้นคุณค่าของชุดโขนจนสู้กับชุด Haute Couture บนรันเวย์ได้อย่างสูสี

หวังว่า Haute Couture แบบไทยๆ นี้จะอยู่ต่อจากแม่เปี๊ยกไปอีกหลายรุ่น

ถ้าอยากเป็นส่วนหนึ่งในการสืบสานวัฒนธรรมชั้นสูงนี้ เข้าไปเรียนได้กับแม่ได้เลยฟรีๆ ที่สุดซอยเขียนนิวาสน์ แขวงชนะสงคราม เขตพระนคร กรุงเทพฯ หรือโทรไปบอกแม่ก่อนได้ที่ 081-889-2524

Writer

อลิษา ลิ้มไพบูลย์

นักอยากเขียนผู้เรียนปรัชญาเพื่อเยียวยาอาการคิดมาก เวลาว่างใช้ไปกับการร้องคอรัสเล่นๆ แบบจริงจัง และดูหนังอย่างจริงจังไปเล่นๆ

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

The Master

เรื่องราวเบื้องหลังความเชี่ยวชาญของคนทำงานระดับมืออาชีพ

1 มิถุนายน 2565
751

ก่อนหน้าที่จะได้รับปริญญาเอก เธอเรียนจบเพียงชั้นป. 4 

เรื่องของ ดร.วันดี พลทองสถิตย์ ไม่ใช่ข่าวที่ทุกคนเคยเห็นผ่านหน้าหนังสือพิมพ์ต่างประเทศเกี่ยวกับเด็กอัจฉริยะ หากแต่เล่าถึงดอกเตอร์หญิงวัยย่างเข้า 72 ปี เธอได้ปริญญาชีวิตจากการเป็นหมอลำมาหลายต่อหลายเวที แต่ยังไม่เคยได้ใบปริญญาจริง ๆ จนกระทั่งจุดพลิกผันของชีวิต

เธอเลือกลงจากฮ้านหมอลำ เข้าสู่การเป็น ‘คนชั้นครู’ ในระดับมหาวิทยาลัย นั่นทำให้หมอลำพื้นซึ่งจางหายไปตามเสียงวิทยุ กลับมามีชีวิตและหวนสู่อ้อมอกของพี่น้องชาวขอนแก่นอีกครั้ง

เราขอชวนทำความเข้าใจคำสองคำในเรื่องนี้ให้ถ่องแท้ คำว่า หมอ หมายถึง ผู้มีความชำนาญ ส่วน ลำ หมายถึง การบรรยายเรื่องราวต่าง ๆ ด้วยทำนองอันไพเราะ นำมารวมกันเป็นคำว่า ‘หมอลำ’ ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในการเล่าเรื่องด้วยทำนองเพลง รากมาจากประเทศลาวและภาคอีสานของประเทศไทย

ส่วนอีกคำหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน คือ ลำพื้น หรือ ลำเรื่อง เป็นลำทำนองยาว มีการเอื้อนเสียง ลำมีเนื้อหาสาระเกี่ยวกับประวัติต่าง ๆ เน้นสอนศีลธรรม การลำพื้นพัฒนาจากการเล่านิทานพื้นบ้าน ผู้เล่านั่งกลาง ผู้ฟังนั่งล้อมวง ต่อมารับอิทธิพลจากลิเก ทำให้เพิ่มจำนวนของผู้แสดงให้ครบตามจำนวนตัวละครในเรื่อง จากที่เคยใช้ผ้าขาวม้าเป็นตัวแสดงแทน ก็มีดนตรี แสง สี เสียง จนเรียกว่า ลำเรื่อง นั่นเอง

วันดี พลทองสถิตย์ : หมอลำป. 4 สู่ ‘หมอลำชั้นครู’ และเจ้าของคณะหมอลำอุดมศิลป์ จ.ขอนแก่น

ลูกหล้าวันดี

65 ปีที่แล้ว ในวันที่เด็กหญิงวันดีอายุเพียง 7 ขวบเท่านั้น เธอได้ยินเสียงกลอนลำจากบั้งลำหรือเครื่องเล่นแผ่นเสียง วันนั้นเธอรู้ทันทีว่าเธอรักในการฟังลำพื้นเล่าเรื่องนิทานพื้นบ้านเข้าแล้ว เธอเริ่มท่องจำเนื้อเรื่อง นางประกายแก้ว เป็นเรื่องแรก ถ้าเทียบสมัยนี้เธอคงไม่พ้นตำแหน่งแรปเปอร์สาวของชั้นเรียน 

“อายุ 7 ปี คือมักแล้ว ได้ยินเขาเปิดหมอลำแผ่นเสียงใส่บั้งลำ ในงานโฮมบุญ มักเลย!” 

แกบอกเล่าด้วยน้ำเสียงวัยชราว่าไปเล่นงานวัดตามประสาเด็ก ยามได้ยินเสียงเขาเปิดเพลงหมอลำก็อาศัยจำเอา ไม่นานนักชีวิตที่กำลังสดใสก็ชะงัก วันดีต้องย้ายออกจากบ้านเกิดของตนไปเป็นบุตรบุญธรรมของญาติฝ่ายแม่ ด้วยปัญหาทางการเงินของครอบครัวที่มีบุตรถึง 10 คน 

แต่ไม่ว่าพบมรสุมใด เธอก็ยังปักใจชอบเสียงแคน 

“ชวนเพื่อนตั้งวงหมอลำ ผู้ใด๋คุยได้ก็เอา คุยบ่ได้ก็บ่คุยนำ เขามาเล่นที่งานวัดก็จำเรื่องเอาไว้ เรื่อง นางประกายแก้ว เพื่อนก็จำ แล้วก็มาเล่นด้วยกันตามประสาเด็ก” อายุ 8 ขวบเธอตั้งวงหมอลำโดยรวบรวมเพื่อนกลุ่มเพื่อนในโรงเรียน ยามว่างมักหัดร้องกลอนลำที่จดจำมาจากงานวัดและแผ่นเสียง 

นี่นับว่าเป็นก้าวแรกของชีวิตหมอลำ

วันดี พลทองสถิตย์ : หมอลำป. 4 สู่ ‘หมอลำชั้นครู’ และเจ้าของคณะหมอลำอุดมศิลป์ จ.ขอนแก่น

คลื่นลูกใหม่

พ.ศ. 2510 หลังจากที่ได้เป็นนางเอกหมอลำเรื่อง ปลาบู่ทอง จากการเป็นศิษย์ของ พ่ออินตา บุตรทา ผู้ริเริ่มหมอลำพื้น ไม่ว่าจะเป็นคณะหมอลำระเบียบวาทะศิลป์ หรือประถมบันเทิงศิลป์ ผู้ก่อตั้งคณะล้วนเป็นลูกศิษย์ของพ่ออินตา บุตรทา ทั้งนั้น ซึ่งพัฒนาจากหมอลำพื้น มาเป็นหมอลำอย่างที่เห็นทุกวันนี้ 

“ยุคนั้นบ่รุ่งเรืองดอก แต่ยุคนั้นเขาเอิ้นว่าเป็นมหรสพสมโภชน์ ให้งานนั้นมันสมบูรณ์ คั่นผู้ใด๋ทรงฐานะดีเพิ่นก็จ้างแพง จ้างคณะที่เพิ่นมัก” การที่หมอลำถูกจ้างให้ไปแสดงงานต่าง ๆ คล้ายกับวงดนตรีรับจ้างทั่วไป ไม่ได้มีการเข้าไปสู่ตลาดใหญ่เหมือนทุกวันนี้ การเป็นศิลปินหมอลำในสมัยก่อนจึงแตกต่างกับการเป็นศิลปินหมอลำสมัยนี้ ที่พ่วงความเป็นดาราหรือคนของประชาชนเข้าไปด้วย 

“ศิลปินนี่บ่มีสมบูรณ์ ครูบาเพิ่นสอนว่า ‘ศิลปินบ่เคยมีสิ้นสุดกับการค้นคว้า’ แต่งานเฮาเบิ่งว่าเจ้าภาพเพิ่นจ้างหลายคือสิแม่นเฮาสมบูรณ์” ยุคที่แม่วันดีพร้อมทำการแสดงอย่างสมบูรณ์ที่สุดคือ ไม่มี 

ไม่มี หมายถึง ไม่ได้ทำตนเป็นน้ำเต็มแก้ว ไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองสมบูรณ์ หากต้องเตรียมพร้อมเรียนรู้ตลอดเวลา สิ่งที่ต้องเตรียมพร้อมคือเรื่องการรักษาเส้นเสียง ฝึกซ้อมลำ ค้นคว้าเนื้อเรื่องใหม่ ๆ ส่วนช่วงที่สมบูรณ์รุ่งเรืองจริง ๆ ขึ้นอยู่กับรายได้ที่เจ้าภาพจะจ้าง ถ้าจ้างน้อยก็สมบูรณ์น้อย จ้างมากก็สมบูรณ์มาก 

“พ่อใหญ่ธรรมขันธ์โอสถ พ่อแกมีห้องอัด ก็ไปขอห้องอัดเพิ่น อัดแล้วส่งไปให้วิทยุ โทรทัศน์ไม่มี มีแต่วิทยุ กระแสอยู่กับวิทยุ เฮาได้ออกอากาศเวลาคนฟังบ่ คนมีเวลาฟังยามกินข้าวแลง ประมาณหนึ่งทุ่มคนพากันเปิดวิทยุฟังลำ คณะแม่นี่ส่งวิทยุไป เขาว่าคณะนี้มีแต่เสียงดี ๆ” หมอลำวัย 72 เล่า

วันดี พลทองสถิตย์ : หมอลำป. 4 สู่ ‘หมอลำชั้นครู’ และเจ้าของคณะหมอลำอุดมศิลป์ จ.ขอนแก่น

เมื่อเริ่มมีวิทยุ แม่วันดีก็เริ่มจับทางที่จะทำให้คณะตนเองโด่งดังมากขึ้นได้ โดยการส่งเพลงลำให้ผู้ดำเนินรายการวิทยุเปิดช่วงทานข้าวเย็น ด้วยเหตุผลว่า นั่นเป็นเวลาที่คนเปิดฟังมากที่สุด

“แม่ยกนี่ หมู่แม่บ่เอิ้นว่าแม่ยก เอิ้นแม่ฮัก คั่นไปลำแล้วเพิ่นมักเฮาหลาย เพิ่นก็ผูกข้อต่อแขน ผูกเอาเป็นลูก บ่ได้ออกจากบ้านเพิ่นง่ายเด้ คั่นสูว่าจ้างได้ไผ จ้างได้อีนั่นบักนั่น เลาทำผ้าโสร่งไหมไว้แต่ต้อน ทำซิ่นไหมไว้แต่ให้ แล้วก็ผูกเอาเป็นลูก บาดนี้คั่นว่าลูกสาวข่อยก็ชื่อคือเจ้า ผูกเป็นเสี่ยวลูกสาวลูกชายจังซี่แหม เลาอายุได้ 80 ปีแล้ว บ่ได้ฮักแบบหนุ่มสาว ฮักแบบพ่อฮัก” เธอกล่าวถึงความผูกพันระหว่างตนเองกับพ่อฮักแม่ฮัก สมัยนี้เรียกว่าพ่อยก แม่ยก แฟนคลับ หรือด้อม ที่ผูกพันยาวนานเหมือนญาติพี่น้อง

แม่วันดีมีชื่อเสียงทางด้านหมอลำในภาคอีสานมากขึ้นภายใต้ชื่อ ‘หมอลำอุดมศิลป์’ 

เมื่อได้แสดงเป็นนางเอกหมอลำเรื่อง ขูลู – นางอั้ว แม่วันดีจึงตัดสินใจแยกตัวออกจากคณะสามัคคีรุ่งนคร มาตั้งคณะหมอลำอุดมศิลป์ของตัวเองในวันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 

ถือเป็นคลื่นลูกใหม่ในวงการหมอลำทำนองแก้วแก่นหล้า หรือทำนองขอนแก่นนั่นเอง

วันดี พลทองสถิตย์ : หมอลำป. 4 สู่ ‘หมอลำชั้นครู’ และเจ้าของคณะหมอลำอุดมศิลป์ จ.ขอนแก่น

คลื่นลูกใหญ่

‘ทำไมถึงมาเป็นครูสอนหมอลำ’ 

คำถามนี้สื่อทุกสำนักต้องเอ่ยปากถามแม่วันดี เจ้าของคณะหมอลำอุดมศิลป์ โดยไม่รู้เลยว่าคำตอบนั้นแฝงไปด้วยเรื่องที่ไม่มีใครอยากให้เกิด 

“ไฟไหม้บ้าน ไฟไหม้เบิด” แม่วันดีย้ำ “พ.ศ. 2538 บาดนี้ยุคนั้นเด็กน้อยก็เรียนเบิด หางเครื่องก็บ่มี หมอลำก็บ่เกิด เฮ้อ เบิดแท้ ๆ ล่ะหมอลำ เลยเข้าไปหาสอนนำโรงเรียน คือสิได้เด็กน้อยไปลำอยู่หลาย เพราะเด็กน้อยเข้าไปในโรงเรียนกันหมด ผู้ปกครองก็บ่ให้เป็นหมอลำ เขาว่าเต้นกินรำกิน ไม่เป็นที่ยอมรับ ตอนนั้นงานลำคณะเราก็น้อยลง หมดลงเรื่อย ๆ คนนิยมน้อย เฮาเห็นว่าบ่ได้แล้ว เลยเกิดความเสียดาย ความพื้นบ้านหมดแท้ ๆ หมอลำหมดอีหลี” เธอตอบคำถามเรื่องจุดเริ่มต้นการเป็นครู 

พ.ศ. 2538 เป็นยุคที่มีเทคโนโลยีใหม่ ๆ อย่างโทรทัศน์เข้ามาเป็นสื่อกระแสหลักมากขึ้น ความเป็นไทยจากส่วนกลางก็เริ่มเข้ามาสู่ภาคอีสาน ประเพณี ศิลปวัฒนธรรมของคนอีสานเองก็เริ่มเปลี่ยน มหรสพหรือการแสดงเก่า ๆ จึงค่อย ๆ หดหายไปตามกาลเวลา

“ไฟไหม้บ้านเกลี้ยงแม่นแล่น งานลำก็น้อย คนก็บ่นิยมเราแล้ว สิ้นเนื้อประดาตัวแล้ว” เธอเล่าพร้อมกับชี้ให้ดูว่าบ้านที่ไฟไหม้อยู่ข้างหลังแคร่ที่เธอนั่งแค่เพียงไม่กี่เมตร ชีวิตหมอลำหญิงหัวหน้าคณะในวันที่ไม่เหลือแม้แต่บ้านและสมาชิกในวง แต่เธอก็ยังมุ่งมั่นขับเคลื่อนชีวิตต่อด้วยวิชาชีพเดิม

“มันเบิดนำผู้ฟังดอก อย่าโทษหมอลำ โทษผู้จ่ายเงิน มันกลับมาบ่ได้แล้วล่ะ”

“เพราะผู้ฟังบ่ฟังแล้ว ฟังบ่เป็น เราลำแบบเก่า ๆ ให้ฟัง ก็จะว่าลำหยังบุ แม้กระทั่งลูกเราจบปริญญาโทฯ ‘โอ้ยอย่าว่าจังซี่เถอะแม่ เวียนหัว’ ว่าที่ผู้ฟังพุ้นเพราะลูกเราก็เป็น สิให้หวนกลับ บ่กลับ ถ้าหมดรุ่นนี้แล้วของเก่าก็คือสิบ่ยัง นอกจากนักศึกษาที่ค้นคว้าจะมาดึงขึ้น แต่คนไม่บริโภค เขาก็ลืมไปตั๋วบาดนิ” แม่วันดีเล่าเหตุการณ์และเหตุผลที่หมอลำค่อย ๆ จางหายไปตามกาลเวลา 

เว้านำกับ ดร.วันดี พลทองสถิตย์ อาจารย์หมอลำรั้วมข. และเจ้าของคณะหมอลำอุดมศิลป์ ที่ทำให้ลำพื้นอยู่กับลูกหลานชาวอีสาน

ลูกหมอลำยังอยู่

แม่ครูเห็นถึงความสำคัญของหมอลำอันเป็นสิ่งเดียวที่เธอรักมากที่สุด จึงออกเดินทางขอสอนตามโรงเรียนต่าง ๆ อย่างไม่ลดละ ด้วยหวังว่าหมอลำพื้นจะไม่เลือนหายไปจากขอนแก่น

“ไปขอสอน บางโรงเรียนก็บอกว่าตารางเรียนเต็มแล้ว โรงเรียนที่เคยสอนมีสนามบิน หนองคู วัดกลาง แก่นนครวิทยาลัย ขอนแก่นวิทยาคม กัลยาณวัตร บ่ให้สอนปีนี้ ปีหน้าไปอีก บ่มีค่าตอบแทน บ่เรียกร้อง สียอดข้าวไปให้เพิ่นกิน ย่านบ่ได้สอน ครูอยากกาแฟร้านไหน ลงรถโดยสารซื้อไปให้เพิ่นกิน เวลาครูไปห้องน้ำ เข้าไปสอนแทรกแค่ 5 นาที เฮ็ดจังซี่จนถึงพ.ศ. 2547” 

แม่ครูหมอลำเล่าถึงความอุตสาหะที่ต้องทุ่มเทเป็นครูอาสากับโรงเรียนต่าง ๆ เพื่อหวังถ่ายทอดความรู้ให้แก่เด็กรุ่นใหม่ เธอต้องใส่เสื้อผ้าตามครูคนอื่นในโรงเรียน และเปลี่ยนแปลงตัวเองให้เข้ากับยุคเพื่อที่จะเข้ากับเด็กวัยต่าง ๆ ได้

“ความสุขที่สุดของการเป็นหมอลำก็คือการได้บรรจุอยู่ในมหาวิทยาลัย คือว่าชีวิตนี้สำเร็จแล้วการที่เกิดเป็นมนุษย์ แม่ว่าบุญหลาย เฮา ป.4 ให้แม่เป็นบุคคลสำคัญ ให้เฮาอยู่จน 70 กว่าปี ก็คิดว่าสุดยอดแล้ว บ่อึดหมอลำ ตายแล้วก็หลาย ยังก็หลาย เพิ่นก็บ่ฮอดหม่องนี้จักคน แม่ก็เลยคึดว่าชีวิตนี้แม่ถึงแล้ว เป็นชีวิตที่เกิดมาสมบูรณ์ แต่ก็ใฝ่อยู่ อยากเป็นศิลปินแห่งชาติอยู่ (หัวเราะ)” แม่ครูเล่าต่อถึงสมัยเป็นสาว เธอมีแฟนเรียนครู ทางบ้านของแฟนไม่ชอบที่เธอเป็นหมอลำ ไม่ยอมรับอาชีพศิลปิน แต่คำดูถูกผลักดันให้เธออยากเป็นครูด้วยส่วนหนึ่ง เพื่อพิสูจน์ตัวเองว่าหมอลำก็มีความสามารถที่จะเป็นครูได้

“พอมาสอนมหาวิทยาลัย ภูมิใจว่าบ่เบิดแล้วล่ะเนาะ” แม่วันดีเล่าพร้อมรอยยิ้ม

“ขนาดเรียนปริญญาตรี ลูกหลานยังอยากเรียนอยู่ แม่นเขาบ่ได้เต็มร้อยอย่างที่เขาตั้งใจจะมาเรียนสายนี้ ไม่ว่าเขาได้ไปเท่าไหน เขาก็ต้องซึมซับ นี่คือความภูมิใจของพื้นบ้าน” ความฝันของแม่ครูวันดีก็ถูกเติมเต็มผ่านนักศึกษาทั้งปริญญาตรี โท เอก ที่สนใจสืบสานหมอลำพื้นให้ไม่หายไปได้สำเร็จ

“ไม่ใช่อนุรักษ์หมอลำ แต่จริงใจ เว้าอย่างตรง ๆ เลย” แม่วันดีพูดทิ้งท้าย

เว้านำกับ ดร.วันดี พลทองสถิตย์ อาจารย์หมอลำรั้วมข. และเจ้าของคณะหมอลำอุดมศิลป์ ที่ทำให้ลำพื้นอยู่กับลูกหลานชาวอีสาน

หมอลำจงเจริญ

ไม่ว่าจะเป็นหมอลำพื้น ลำเพลิน ลำเต้ย ลำกลอน ลำพวน ฯลฯ ทุกศาสตร์แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ด้วยสภาพทางภูมิศาสตร์ของแต่ละจังหวัด และมีเอกลักษณ์เพลงลำที่ต่างกันไป ถ้าจะให้ตัดสินว่าหมอลำแบบไหนดีที่สุด หรือดีกว่ากัน คงตัดสินไม่ได้ ทุกศาสตร์มีคุณค่ากับชาวอีสานอย่างเท่าเทียมกัน 

ถึงหมอลำที่เรารู้จักในปัจจุบันจะแตกต่างกับหมอลำเมื่อ 70 ปีที่แล้วเป็นอย่างมาก แต่เป้าหมายเดียวกันของคนฟังทุกยุคทุกสมัยคือความม่วนที่เกิดขึ้นหน่าฮ่าน และสิ่งที่หมอลำทุกคนอยากเห็น ก็คือภาพของคนที่ออกมาม่วน ใบหน้าที่เปื้อนยิ้มอย่างมีความสุขของแฟน ๆ 

นั่นคือสิ่งที่ทำให้หมอลำทุกยุคชื่นใจ เพราะเป็นหน้าที่มอบความสุขของหมอลำ

หมอลำคือจิตวิญญาณอันยิ่งใหญ่ของคนอีสาน หมอลำรุ่นเยาว์ที่กำลังก้าวเข้าสู่ฮ้านหมอลำไม่ใช่เรื่องง่าย กว่าจะถึงวันที่ขึ้นแสดงได้ ต้องเรียนรู้ว่าหมอลำที่ดีนอกจากเสียงดี มีเสน่ห์ ต้องมีความรอบรู้เรื่องสังคม การเมือง รวมถึงมารยาทอ่อนโยน ต้องอาศัยการฝึกซ้อม มีระเบียบวินัยไม่ต่างจากวิชาชีพอื่น 

หมอลำต้องอยู่คู่กับหมอแคน จึงทำให้การแสดงสมบูรณ์ซาบซึ้งได้ 

อย่างหมอแคนที่เล่นคู่กับแม่วันดีคือ อาจารย์อาทิตย์ กระจ่างศรี จนมีคำกล่าวหนึ่งคือ 

แคนดวงเดียวหมอลำพอฮ้อย หมอแคนคนหนึ่งเป่าแคนกับหมอลำได้นับร้อย’

การเป็นหมอแคนก็ไม่ง่ายไปกว่าหมอลำ หมอแคนต้องหัดเป่าลายแคนพื้นฐานถึง 6 ลาย คือ ลายน้อย ลายเซ ลายใหญ่ ลายสุดสะแนน ลายโป้ซ้าย และลายสร้อย เป็นลายแคนที่เลียนจากเสียงของหมอลำ

ถ้าถามว่าเสน่ห์ของหมอลำคืออะไร คนที่ตอบได้มีเพียงผู้ที่ฟังหมอลำเท่านั้น นอกจากความไพเราะและสนุกสนาน เนื้อหาของหมอลำจะให้ประโยชน์แก่ผู้ฟัง เช่น ภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ การทำมาหากิน ขนบธรรมเนียมของศาสนาพุทธ หลักการครองเรือน รวมถึงนิทานต่าง ๆ เหมือนกับการดูละครที่เมื่อเนื้อตรงกับชีวิตก็จะทำให้ผู้ชมคิดถึงความหลังของตัวเอง จนบางคนน้ำหูน้ำตาไหลโดยไม่รู้ตัว

จวบจนวันนี้หมอลำที่เคยถูกดูถูกดูแคลน กำลังเฉิดฉายขึ้นเรื่อย ๆ อย่างมีรากฐานที่มั่นคง หากเชื่อมั่นว่าโขนจะไม่มีวันสูญหายไปจากประเทศไทยฉันใด หมอลำก็ไม่มีวันสูญหายไปจากวิถีชีวิตของคนอีสานฉันนั้น

เว้านำกับ ดร.วันดี พลทองสถิตย์ อาจารย์หมอลำรั้วมข. และเจ้าของคณะหมอลำอุดมศิลป์ ที่ทำให้ลำพื้นอยู่กับลูกหลานชาวอีสาน

Photographer

ณาฌารัฐ ภักดีอาสา

นักเรียนวารสารศาสตร์จากมอน้ำชี ที่เชื่อว่าชีวิตต้องผ่านน้ำ เบื่อการเรียนออนไลน์ อยากเรียนจบแล้ว รักใครรักจริง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load