ในช่วงสองสามเดือนที่ผ่านมา เราเห็นโลเคชันท่องเที่ยวและถ่ายรูปใหม่เกิดขึ้นมาแบบงงๆ ว่าทำไมอยู่ๆ สถานที่นี้ถึงฮิตขึ้นมาได้ จนกระทั่งได้ความมาว่า เพราะอินสตาแกรมของ ใหม่ ดาวิกา ไปถ่ายรูปที่โลเคชันนี้ คนก็เลยแห่แหนไปตามรอย เพราะถ่ายออกมาแล้วสวยเหมือนต่างประเทศ และก็มีบล็อกเกอร์สายท่องเที่ยวอีกมากมายออกมารีวิวกันจนแชร์โพสต์แทบไม่ทัน

รถไฟลอยฟ้าลพบุรีและของดีสถานีโคกสลุง เที่ยวรอบเขื่อนป่าสักฯ อย่างคนรักรถไฟและชุมชน

ที่นี่คือทางรถไฟลอยน้ำเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ลพบุรี ประเทศไทย

อ้าว มันไม่ได้ฮิตอยู่แล้วหรอ ใครๆ ก็รู้จักนี่ ขนาดตั๋วรถไฟนำเที่ยวก็ยังมียอดจองถล่มทลายจนเต็มไปหลายอาทิตย์

แต่เดี๋ยวก่อน มันไม่ใช่หน้าน้ำหน้าท่องเที่ยวน่ะสิ แต่เป็นช่วง Low Season ของเขื่อนที่มันไม่มีน้ำต่างหาก ปกติแทบไม่ค่อยมีใครสนใจ ไม่ค่อยมีคนมาทำกิจกรรม หรือไม่ค่อยมีคนรู้ด้วยซ้ำ เพราะส่วนใหญ่แล้วคนมักเข้าใจว่าน้ำจะอยู่ในเขื่อนยาวๆ ไม่มีช่วงพร่องจนเห็นทุ่งหญ้าสุดลูกหูลูกตา เมื่อภาพแบบ Unseen (จริงๆ) ถูกเผยแพร่ออกมาปั๊บ ที่นี่ก็กลายเป็นอีกหมุดหมายการเดินทางไปเยือนแบบถล่มทลายอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน (ใช่ เราก็สงสัยอยู่พักใหญ่เลยว่าทำไมอยู่ๆ มีแต่คนแห่ไป) 

ภาพของทุ่งหญ้ากว้าง มีแอ่งน้ำประปราย ท้องฟ้าโล่งสดใสกับแสงสีทองของพระอาทิตย์อัสดง ชักชวนให้อยากไปเห็นด้วยตาตัวเองสักครั้งจริงๆ

รถไฟลอยฟ้าลพบุรีและของดีสถานีโคกสลุง เที่ยวรอบเขื่อนป่าสักฯ อย่างคนรักรถไฟและชุมชน

ในฐานะคนชอบรถไฟระดับแพลตินัม เราอาจจะไม่รู้สึกแปลกกับการเห็นรถไฟที่เขื่อนป่าสักฯ ทั้งหน้าน้ำและหน้าแล้ง แต่สำหรับคนทั่วไปนั้น ภาพจำเขื่อนป่าสักฯ ของเขาคือรถไฟที่วิ่งผ่านท้องน้ำกว้างใหญ่ ปกติแล้วเดอะแก๊งรถไฟก็จะชอบออกไปถ่ายรูปรถไฟเล่นอยู่แล้ว เขื่อนป่าสักก็เป็นอีกสถานที่หนึ่งที่ไปกันประจำ ไปกันจนชาวบ้านน่าจะจำหน้าได้แล้ว 

มุมประจำจริงๆ จะมีไม่กี่มุมที่มองเห็นรถไฟเต็มขบวนได้ชัดที่สุด แต่ถ้าจุดที่แฟนรถไฟระดับเดนตายลงความเห็นกันแล้วว่า ‘เหมาะสมที่สุดและลงตัวที่สุด’ กับการตั้งป้อมยิงภาพรถไฟ นั่นคือคันกั้นน้ำตรงสถานีรถไฟโคกสลุง ซึ่งต่อมากลายเป็นสถานที่ยอดฮิตนี้นี่แหละ ด้วยชัยภูมิของมันที่ลมโกรกมากกกก ตัวบางๆ คือปลิวได้ บวกกับความโล่งของพื้นที่ที่มองเห็นภูเขาเป็นฉากหลัง ยามน้ำเต็มก็ดูยิ่งใหญ่สวยงาม พอน้ำแห้งก็แปลกตาไปอีกแบบ

รถไฟลอยฟ้าลพบุรีและของดีสถานีโคกสลุง เที่ยวรอบเขื่อนป่าสักฯ อย่างคนรักรถไฟและชุมชน
เขื่อนป่าสักตอนน้ำเต็ม 
ภาพ : สิริพร เชื้อทอง
รถไฟลอยฟ้าลพบุรีและของดีสถานีโคกสลุง เที่ยวรอบเขื่อนป่าสักฯ อย่างคนรักรถไฟและชุมชน
เขื่อนป่าสักตอนน้ำแห้งและเป็นทุ่งเลี้ยงวัว 
ภาพ : กิตติธัช กีรตินิจกาล

หากใครที่จะนั่งรถไฟมาเพื่อมาดูทุ่งรถไฟลอยฟ้านั้นคุณคิด… ผิด

อย่ามารถไฟ ขับรถมาเถอะ เพราะเส้นทางนี้มีรถไฟวิ่งผ่านค่อนข้างน้อย การเดินทางไป-กลับ ที่มีโจทย์ว่าต้องซึมซับกับบรรยากาศให้มากที่สุดขอให้ตัดชอยส์รถไฟออกได้เลย การนั่งรถไฟนั้นควรกระทำแค่การมาเที่ยวรถไฟลอยน้ำเท่านั้น 

เราและเพื่อนขับรถจากกรุงเทพฯ ผ่านสระบุรี และมาตามถนนหมายเลข 21 ผ่านพัฒนานิคม ตั้งจุดหมายเอาไว้ที่ตำบลโคกสลุง ซึ่งเป็นจุดใกล้กับสะพานรถไฟมากที่สุด สิ่งแรกที่อยากให้ทำคือ มาแวะเที่ยวสถานีรถไฟโคกสลุงและชุมชน ก่อนจะไปทุ่งหญ้าใต้สะพานรถไฟในช่วงเย็น 

ก่อนจะไปถึงที่หมาย มารู้จักกับโคกสลุงกันก่อนในฐานะชุมชนเจ้าบ้าน 

รถไฟลอยฟ้าลพบุรีและของดีสถานีโคกสลุง เที่ยวรอบเขื่อนป่าสักฯ อย่างคนรักรถไฟและชุมชน

ย้อนกลับไปหลายปีก่อนเขื่อนป่าสักฯ จะเกิด ชุมชนหลายแห่งตั้งอยู่ในพื้นที่ราบอันกว้างใหญ่ริมแม่น้ำป่าสัก ส่วนหนึ่งของอำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี ที่เรียกได้ว่าไกลจากตัวเมืองพอสมควร พื้นที่บริเวณนี้ค่อนข้างแห้งแล้ง มีแม่น้ำสายเดียวที่ไหลผ่านนั่นคือแม่น้ำป่าสัก จนกระทั่งโครงการพัฒนาลุ่มน้ำป่าสักเกิดขึ้น มีการสร้างเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ทำให้พื้นที่ราบบางส่วนซึ่งเป็นที่ต่ำต้องกลายเป็นอ่างเก็บน้ำ ชุมชนที่กระจายไปทั่วก็มารวมกลุ่มตั้งหมู่บ้านใหม่บริเวณตำบลโคกสลุงนอกเขตคันกั้นน้ำ

โคกสลุงเป็นชุมชนเก่าแก่ที่อยู่ในย่านนี้มานานมาก จากการค้นพบโบราณวัตถุและหลักฐานทางประวัติศาสตร์อื่นๆ บอกได้ว่าบริเวณเขื่อนป่าสักเป็นแหล่งชุมชนโบราณหลายยุค ไม่ว่าจะเป็นภาชนะดินเผาบริเวณบ้านเกาะพระแก้ว หรือศิลาแลงและหินทรายที่ตัดเป็นแท่งสี่เหลี่ยม เพื่อใช้ประกอบเป็นอาคารตามสถาปัตยกรรมแบบเขมรในยุคอิทธิพลวัฒนธรรมเขมร-ลพบุรี 

ที่มาของชื่อโคกสลุงนั้นสันนิษฐานว่ามาจากคำว่า ‘ถลุง’ เนื่องจากมีการค้นพบโบราณวัตถุสำคัญในละแวกนี้ รวมถึงก้อนเศษเหล็กที่สันนิษฐานว่าเป็นสถานที่ถลุงแร่ของชาวบ้านในสมัยก่อน จึงมีชื่อเรียกว่า ‘โคกถลุง’ ก่อนจะเพี้ยนเป็น ‘โคกสลุง’

เยือนเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์หน้าแล้ง ชมรถไฟลอยฟ้า กินข้าวแต๋นน้ำแตงโม และสัมผัสเสน่ห์เรียบง่ายน่ารักของลพบุรี
การแต่งตัวที่เป็นเอกลักษณ์ของชาวไทยเบิ้ง 
ภาพ : ชุมชนไทยเบิ้งโคกสลุง – Khoksalung (thaibuengkhoksalung.com)

ในแง่วัฒนธรรม ชาวชุมชนโคกสลุงเป็นชาวไทยเบิ้งที่เคลื่อนย้ายมาจากโคราช มีลักษณะเด่นทางภาษาที่พูดคล้ายไทยภาคกลาง แต่มีเอกลักษณ์ตรงเสียงเหน่อแบบโคราชที่หลงเหลืออยู่ รวมถึงคำลงท้ายเช่น เบิ้ง เหว่ย เด้อ ฯลฯ และถ้าเป็นคนโคกสลุงดั้งเดิมเลยก็จะมีนามสกุลลงท้ายด้วย ‘สลุง’ 

อาชีพหลักของชาวโคกสลุงคือการทำเกษตรกรรม ประมง หาของป่า และที่เรียกว่าเป็นเอกลักษณ์จริงๆ คือการทอผ้า โดยเฉพาะผ้าขาวม้าที่เป็นหนึ่งในเอกลักษณ์ของการแต่งตัว ซึ่งหลงเหลือให้เห็นในคนเฒ่าคนแก่ 

เยือนเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์หน้าแล้ง ชมรถไฟลอยฟ้า กินข้าวแต๋นน้ำแตงโม และสัมผัสเสน่ห์เรียบง่ายน่ารักของลพบุรี
เยือนเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์หน้าแล้ง ชมรถไฟลอยฟ้า กินข้าวแต๋นน้ำแตงโม และสัมผัสเสน่ห์เรียบง่ายน่ารักของลพบุรี
ชุมชนโคกสลุงหลังการสร้างเขื่อนเสร็จ 
ภาพ : ชุมชนไทยเบิ้งโคกสลุง – Khoksalung (thaibuengkhoksalung.com)

ปัจจุบันโคกสลุงเปลี่ยนไปมากหลังจากที่เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์สร้างเสร็จ หมู่บ้านที่กระจัดกระจายไปทั่วได้มารวมกลุ่มกันนอกคันกั้นน้ำจนเป็นชุมชนขนาดใหญ่ ความเป็นอยู่ก็เริ่มเปลี่ยนไป รวมถึงอาชีพที่มีการประมงเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต การแปรรูปปลา การปลูกพืชผักสวนครัว รวมถึงการทำนา ทำขนมซึ่งมีข้าวแต๋นน้ำแตงโมเป็นอาหารขึ้นชื่อ ที่เมื่อไหร่รถไฟนำเที่ยวเดินทางมาถึงสถานีรถไฟโคกสลุงก็จะต้องซื้อติดมือกลับกรุงเทพฯ ไปทุกครั้ง รวมถึงผ้าขาวม้าทอมือซึ่งเป็นสินค้าขึ้นชื่อของชุมชนโคกสลุงอีกด้วย

เยือนเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์หน้าแล้ง ชมรถไฟลอยฟ้า กินข้าวแต๋นน้ำแตงโม และสัมผัสเสน่ห์เรียบง่ายน่ารักของลพบุรี

ถ้ามาถึงที่นี่แล้วไม่พูดถึงทางรถไฟกับสถานีก็คงไม่ได้ เพราะพระเอกคือทางรถไฟ!

ทางรถไฟเส้นที่ก่อให้เกิดภูมิทัศน์ที่สวยงามนี้ คือทางรถไฟสายแก่งคอย-บัวใหญ่ หนึ่งในเส้นทางรถไฟที่สร้างขึ้นในยุคหลัง โดยหลักๆ แล้วรถไฟที่ผ่านสายนี้จะเป็นรถทางไกลที่วิ่งระหว่างกรุงเทพฯ- หนองคาย และรถท้องถิ่นระยะสั้นที่วิ่งในสายนั้นจากแก่งคอยไปบัวใหญ่ หรือแก่งคอยไปลำนารายณ์ แล้วก็มีรถสินค้าวิ่งผ่านประปราย โดยทางรถไฟเดิมก็พาดผ่านพื้นที่บนพื้นราบน่ะแหละ รอบๆ ก็เป็นไร่บ้าง ป่าบ้าง ทุ่งบ้าง แล้วพอจะสร้างเขื่อนนั้นเอง ด้วยความที่มันอยู่ในพื้นที่ที่น้ำต้องท่วม ก็เลยต้องปรับให้ทางรถไฟยกสูงขึ้นกว่าน้ำ บางช่วงเป็นคันดิน บางช่วงเป็นสะพานยาวลัดเลาะไปตามขอบของอ่างเก็บน้ำ ก็เลยกลายเป็นหนึ่งในเส้นทางรถไฟที่สวยที่สุดในประเทศไทยอย่างที่เรารู้จักกัน

เยือนเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์หน้าแล้ง ชมรถไฟลอยฟ้า กินข้าวแต๋นน้ำแตงโม และสัมผัสเสน่ห์เรียบง่ายน่ารักของลพบุรี

สถานีนี้เป็นส่วนหนึ่งของทางรถไฟสายแก่งคอย-บัวใหญ่ ตัวสถานีดั้งเดิมตั้งอยู่บนพื้นในชุมชนโคกสลุงเลย แต่พอมีการปรับแนวทางรถไฟเพื่อยกหนีน้ำ ทางรถไฟเดิมที่ยกสูงแล้วคงไม่สามารถโฉบลงมาระดับพื้นเพื่อมาจอดสถานีโคกสลุงได้ ไม่งั้นจะกลายเป็นรถไฟเหาะแน่ๆ สถานีโคกสลุงเลยต้องปรับตัวตามทางรถไฟ ย้ายจากที่เดิมเขยิบมานิดหน่อย แล้วยกสูงขึ้นในระดับเดียวกับแนวสะพาน จนกลายเป็นสถานีรถไฟยกระดับบนคันดินที่เรียกว่าเป็นจุดสูงสุดของตำบลนี้ เอาเป็นว่าถ้าอยู่บนสถานีมองไปรอบๆ จะเห็นบ้านทุกหลังต่ำกว่าสถานีแน่นอน

เยือนเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์หน้าแล้ง ชมรถไฟลอยฟ้า กินข้าวแต๋นน้ำแตงโม และสัมผัสเสน่ห์เรียบง่ายน่ารักของลพบุรี

วันที่มาถึงอากาศค่อนข้างร้อน แดดก็แรงซะเหลือเกิน พอรถมาจอดปั๊บ พี่นายสถานีที่กำลังรดน้ำต้นไม้อยู่ก็กุลีกุจอมาหาและทักทายในฐานะคนคุ้นเคย เพราะในช่วงเวลาที่รถไฟนำเที่ยวเขื่อนป่าสักฯ ยังวิ่งอยู่ เรามากับขบวนนี้บ่อยมาก 

สถานีในวันนี้ค่อนข้างเงียบ แตกต่างจากช่วงมีรถไฟนำเที่ยว เพราะถ้าเป็นฤดูท่องเที่ยวนั้น สถานีโคกสลุงจะทำหน้าที่เป็นตลาดนัดปลายทางระหว่างที่รถไฟกลับทิศทางหัวรถจักร หลังจากพาผู้โดยสารชมวิวบนรถไฟลอยน้ำเรียบร้อยแล้ว เกิดจากการที่ว่าการกลับทิศหัวรถจักรในแต่ละครั้งใช้เวลาประมาณหนึ่ง บวกกับต้องรอหลีกให้รถไฟอีกขบวนวิ่งผ่านไป ไอ้ครั้นจะให้ผู้โดยสารนั่งรอเฉยๆ ก็ไม่ได้ประโยชน์ การรถไฟกับชาวบ้านเลยออกไอเดียปิ๊งปั๊งว่า วันไหนที่มีรถไฟนำเที่ยวก็มาตั้งตลาดให้คนช้อปปิ้งกันบนชานชาลาไปเลยสิ นอกจากจะให้นักท่องเที่ยวได้ซื้อของกินที่หาในเมืองยากๆ ยังกระจายรายได้ให้กับชาวบ้านอีกต่างหาก 

สถานีรถไฟโคกสลุงก็เลยมีภาพจำเป็นตลาดนัดสถานีรถไฟไปโดยทันที

แต่สำหรับในวันที่ไม่มีรถไฟนำเที่ยว สถานีนี้ก็เงียบเชียบแบบนี้นี่แหละ ไม่อึกทึก ไม่วุ่นวาย และยังเป็นที่นั่งชมวิวตอนเย็นๆ ได้สบายอกสบายใจ

เยือนเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์หน้าแล้ง ชมรถไฟลอยฟ้า กินข้าวแต๋นน้ำแตงโม และสัมผัสเสน่ห์เรียบง่ายน่ารักของลพบุรี
เยือนเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์หน้าแล้ง ชมรถไฟลอยฟ้า กินข้าวแต๋นน้ำแตงโม และสัมผัสเสน่ห์เรียบง่ายน่ารักของลพบุรี
เยือนเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์หน้าแล้ง ชมรถไฟลอยฟ้า กินข้าวแต๋นน้ำแตงโม และสัมผัสเสน่ห์เรียบง่ายน่ารักของลพบุรี

พวกเราคุยกับพี่นายสถานีอยู่นานจนรู้สึกว่าแดดเริ่มร่ม พี่เขาเลยแนะนำว่าให้ขับรถผ่านไปทางวัดโคกสลุง แล้วเลาะชายขอบอ่างเก็บน้ำไปเรื่อยๆ บรรยากาศจะดีมาก ถนนตรงนั้นจะพาวกกลับมาตรงจุดที่เขานิยมไปถ่ายรูปกัน

ก่อนจากกันไป พี่เขายังแซวเลยว่า “มาตามคุณใหม่หรอ” 

เราขับรถชมวิวมาเรื่อยๆ จนถึงจุดที่เขาฮิตกัน ภาพแรกที่เห็นคือ คน คน คน และคน 

เออ มันแมสกว่าที่คิดแฮะ และเราก็ไม่อยากอยู่ตรงคนเยอะๆ นี้ด้วย เลยเลือกที่จะขับลงไปข้างล่างโดยทันที เพื่อหามุมที่มองเห็นทางรถไฟชัดที่สุดจากพื้นล่าง (คนชอบรถไฟก็ต้องดูรถไฟสิ จริงไหม) 

ปกติแล้วถ้าในช่วงหน้าแล้งไม่มีน้ำ คนโคกสลุงจะขับรถลงมาตรงทุ่งใต้สะพานรถไฟ ส่วนใหญ่เขาไม่ได้มาปิกนิกกันหรอก แต่จะขับต่อไปจนถึงจุดที่ยังมีน้ำขังอยู่ บ้างมาเล่นน้ำ บ้างมาตกปลา บ้างเอาวัวมากินหญ้า บรรยากาศที่ดีที่สุดคงเป็นเวลาประมาณ 4 โมงเย็นเป็นต้นไป จนกว่าพระอาทิตย์จะลับขอบฟ้า

เยือนเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์หน้าแล้ง ชมรถไฟลอยฟ้า กินข้าวแต๋นน้ำแตงโม และสัมผัสเสน่ห์เรียบง่ายน่ารักของลพบุรี
เยือนเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์หน้าแล้ง ชมรถไฟลอยฟ้า กินข้าวแต๋นน้ำแตงโม และสัมผัสเสน่ห์เรียบง่ายน่ารักของลพบุรี

เมื่อเราลงมาถึงพื้นดินแล้ว ภาพที่เห็นจะค่อนข้างแปลกตาและไม่ค่อยคุ้นเคยเท่าไหร่ 

เป็นทุ่งกว้างมีหญ้าสีเขียวอ่อน มีแอ่งน้ำบ้างประปรายตามสภาพภูมิประเทศ ด้านหน้าเป็นสะพานรถไฟทอดยาวข้ามจากด้านขวาไปด้านซ้าย 

ต้นไม้ใหญ่ที่ขึ้นอยู่ประปราย ทำให้ภาพของทุ่งดูไม่แห้งแล้งและโดดเด่นดูมีมิติขึ้นมา ไกลๆ นั้นคือแนวเทือกเขาที่กั้นภาคกลางกับภาคอีสานเอาไว้ มีแอ่งน้ำในเขื่อนที่กว้างสุดลูกหูลูกตาส่องประกายวิบวับล้อกับแสงแดดยามอาทิตย์อัสดง เหมือนประกายของเพชรที่ธรรมชาติรังสรรค์ไว้

สวยขนาดนี้ ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมคนถึงแห่กันมา

บ้างก็ว่านี่เป็นสวิตเซอร์แลนด์เมืองไทย (คงเพราะทุ่ง ไม่ใช่อากาศ)

บ้างก็ว่าทางรถไฟสายนี้เหมือนแถบทิเบต (ก็เป็นเพราะทุ่งโล่งเช่นกัน)

จริงๆ ไม่ต้องไปเปรียบกับที่ไหนหรอก เพราะยังไงโคกสลุงก็คือโคกสลุง ที่นี่มีคุณค่าในตัวของมันเองอยู่แล้ว

เยือนเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์หน้าแล้ง ชมรถไฟลอยฟ้า กินข้าวแต๋นน้ำแตงโม และสัมผัสเสน่ห์เรียบง่ายน่ารักของลพบุรี
เยือนเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์หน้าแล้ง ชมรถไฟลอยฟ้า กินข้าวแต๋นน้ำแตงโม และสัมผัสเสน่ห์เรียบง่ายน่ารักของลพบุรี
เยือนเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์หน้าแล้ง ชมรถไฟลอยฟ้า กินข้าวแต๋นน้ำแตงโม และสัมผัสเสน่ห์เรียบง่ายน่ารักของลพบุรี
เยือนเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์หน้าแล้ง ชมรถไฟลอยฟ้า กินข้าวแต๋นน้ำแตงโม และสัมผัสเสน่ห์เรียบง่ายน่ารักของลพบุรี

กิจกรรมหลักๆ คงไม่พ้นการนั่งละเลียดกินของอร่อยไปเรื่อยๆ แล้วมองบรรยากาศท้องฟ้าที่ค่อยๆ เปลี่ยนสีจากฟ้าสดไปสู่สีส้ม มองนกบินผ่าน มองพระอาทิตย์ที่กำลังจะลับขอบฟ้า บ้างก็เดินลงไปเล่นน้ำในเขื่อนที่ไม่ได้ลึกมาก หรือขับรถเลาะไปตามทางที่พอสังเกตเห็นได้บ้าง ออกไปถ่ายรูปอาทิตย์อัสดง ตากลมเย็นๆ ที่พัดมาตลอดอย่างไม่ขาดสาย 

และกิจกรรมหนึ่งที่ทุกคนแทบจะตั้งตารอเลย คือการได้เห็นรถไฟขบวนยาวที่นานๆ จะโผล่มาที วิ่งผ่านบนสะพานเหนือทุ่งหญ้านั้น และโบกมือให้กับคนบนรถไฟ เสียงคำรามของเครื่องยนต์รถไฟและเสียงล้อกระทบรางดัง ควบคู่ไปกับเสียงคนจากในทุ่งที่ส่งเสียงแข่งกลับไปเพื่อทักทายรถไฟขบวนนั้น

เยือนเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์หน้าแล้ง ชมรถไฟลอยฟ้า กินข้าวแต๋นน้ำแตงโม และสัมผัสเสน่ห์เรียบง่ายน่ารักของลพบุรี
เยือนเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์หน้าแล้ง ชมรถไฟลอยฟ้า กินข้าวแต๋นน้ำแตงโม และสัมผัสเสน่ห์เรียบง่ายน่ารักของลพบุรี
เยือนเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์หน้าแล้ง ชมรถไฟลอยฟ้า กินข้าวแต๋นน้ำแตงโม และสัมผัสเสน่ห์เรียบง่ายน่ารักของลพบุรี

เราขอไม่แนะนำเป็นพิเศษว่ามาที่นี่แล้วต้องทำอะไร แต่ขอให้ทุกคนทำตามความรู้สึกของตัวเองในการซึมซับบรรยากาศแบบนี้ บรรยากาศที่หาไม่ได้เลยในเมืองหลวง บรรยากาศที่เอื้อกับการนอนรับลมชมวิวและดูพระอาทิตย์ค่อยๆ ตกลับขอบฟ้า

พวกเราออกจากที่นี่ตอนประมาณ 2 ทุ่ม ตามความตั้งใจที่จะรอรถไฟสินค้าขบวน 555 แหลมฉบัง-หนองคาย ที่จะผ่านราวๆ ทุ่มครึ่ง พวกเราไม่สามารถถ่ายรูปได้เพราะไม่เหลือแสงแล้ว เราเลือกมองดูมันวิ่งผ่านหัวไป แล้วใช้สมองจดจำภาพรถไฟคอนเทนเนอร์ความยาว 10 กว่าตู้วิ่งบนสะพาน โดยมีฉากหลังคือท้องฟ้าสีดำ มีดาวระยิบระยับกระจายเต็มไปหมด ซึ่งเป็นอะไรที่วิเศษมาก และรู้สึกว่าอยากกลับมาที่นี่อีกครั้ง พร้อมกับความหวังที่ว่ามันจะพัฒนาเป็นสถานที่ท่องเที่ยวต่อไป โดยที่สภาพแวดล้อมไม่เพี้ยนไปจากเดิม

เยือนเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์หน้าแล้ง ชมรถไฟลอยฟ้า กินข้าวแต๋นน้ำแตงโม และสัมผัสเสน่ห์เรียบง่ายน่ารักของลพบุรี

เกร็ดท้ายขบวน

  1. ช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดของการมานั่งปิกนิกที่ทุ่งกว้างนี้ คือช่วงตั้งแต่ 4 โมงเย็นไปจนถึงราวๆ 2 ทุ่ม และเดือนที่น้ำแห้งให้พอทำกิจกรรมได้ คือช่วงตั้งแต่เมษายนจนถึงราวๆ สิงหาคม
  2. ช่วงเวลาที่รถไฟผ่านที่นี่สามารถตรวจสอบได้กับสถานีโคกสลุง เนื่องจากรถสินค้าก็มีกำหนดเวลาไม่แน่นอน
  3. ที่นี่ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีห้องน้ำ จึงไม่เหมาะกับการพักค้างคืน
  4. ผู้มาเยือนอย่าลืมรักษาความสะอาด เก็บขยะและสิ่งแปลกปลอมให้หมดทุกชิ้น 
  5. ข้าวแต๋นน้ำแตงโมที่โคกสลุง อร่อยมากกกกกกกกก

Writer & Photographer

วันวิสข์ เนียมปาน

มนุษย์ผู้มีรถไฟไทยเป็นเพื่อนสนิท และอยากแนะนำเพื่อนให้ชาวบ้านสนิทด้วย รักการเดินทางและชอบเดินเป็นชีวิตจิตใจ

Along the Railroad

เรื่องราวและเรื่องเล่าเกี่ยวกับรถไฟจากชายผู้ใช้ชีวิตอยู่กับรถไฟมาตลอด 30 ปี

ขับรถยนต์ก็ต้องขับตามป้าย แล้วขับรถไฟมีป้ายให้ขับตามเหมือนรถยนต์หรือเปล่า

คำถามนี้เป็นจดหมายจากทางบ้านที่ถามเยอะพอ ๆ กับรถไฟติดไฟแดงหรือเปล่า (แน่นอนมันมีติดไฟแดง) ผนวกกับมีหลายต่อหลายคนที่นั่งรถไฟแล้วไม่ได้หลับ ชอบดูวิวนอกหน้าต่างแล้วสายตาไปป๊ะเข้ากับสารพัดป้ายที่ปักอยู่ข้างทางรถไฟ บางก็เป็นตัวเลข บ้างก็เป็นตัวอักษร แต่ไม่มีใครตอบได้ว่านั่นคือป้ายที่เกี่ยวกับการเดินรถไฟหรือไม่

ตามความเข้าใจของคนทั่วไปหรือเปล่าเราไม่แน่ใจ เคยมีคนบอกว่ารถไฟก็แค่วิ่งไปตามทางของมัน ถึงสถานีแล้วก็จอด พอคนขึ้นลงเสร็จมันก็ไป แล้วก็ขับไปเรื่อย ๆ เหยียบไปเท่าไหร่ก็ได้คล้ายคลึงกับการขับรถบนท้องถนน

เฉลยความหมาย 20 ป้ายจราจรของชาวรถไฟ ที่คนทั่วไปไม่มีทางเดาถูก

เอาล่ะ รีเซ็ตกันใหม่

รถไฟต้องขับตามความเร็วที่กำหนดไว้ (Speed Limit) เพราะมีผลต่อการคำนวณเวลาเดินรถ ความปลอดภัย และภูมิประเทศ

รถไฟต้องปฏิบัติตามป้ายข้างทาง ทั้งรูปแบบของตัวเลขและตัวอักษร ซึ่งมีความหมายที่เข้าใจเฉพาะคนขับรถไฟ (และคนชอบรถไฟ)

รถไฟต้องขับตามสัญญาณไฟจราจร ซึ่งแตกต่างจากไฟจราจรของรถยนต์ตรงที่ รถยนต์จะบอกแค่ ไฟเขียวไปได้ ไฟเหลืองเตรียมตัวหยุด ไฟแดงหยุด เพื่อจัดการความคล่องตัวของการจราจร แต่สำหรับรถไฟแล้ว เหมือนกันตรงคอนเซ็ปต์เขียวไป แดงหยุด เหลืองระวัง 

แต่มีนอกเหนือกว่านั้นคือ ทางรถไฟถูกแบ่งไว้เป็นตอน ๆ (Block) แต่ละตอนมีสัญญาณไฟจราจรทำหน้าที่เป็นตัวบอก ว่าตอนนั้นหรือช่วงนั้นเป็นทางปิดหรือทางเปิด ถ้าหากเป็นทางเปิดโล่งสะดวก สัญญาณไฟจะโชว์สีเขียวออกมาให้รถไฟวิ่งต่อไปได้ หากทางข้างหน้าไม่สะดวก ไฟแดงจะส่องสว่างกระจ่างจิต ให้รถไฟต้องหยุด ก่อนจะได้รับสัญญาณอนุญาตให้เดินทางต่อไปได้

เฉลยความหมาย 20 ป้ายจราจรของชาวรถไฟ ที่คนทั่วไปไม่มีทางเดาถูก
ป้ายจราจรรถไฟไทย
เฉลยความหมาย 20 ป้ายจราจรของชาวรถไฟ ที่คนทั่วไปไม่มีทางเดาถูก
ป้ายจราจรรถไฟมาเลเซีย

ป้ายนั้นมีเยอะมาก ทั้งเจอได้ทั่วไปและเป็นป้ายแบบพิเศษที่นาน ๆ ทีจะเจอที งั้นวันนี้เรามารู้จักป้ายข้างทางที่เป็นตัวบังคับและกำหนดให้รถไฟที่เรากำลังนั่งอยู่เดินทางได้ปลอดภัยจนถึงปลายทาง และเป็นป้ายที่เจอบ่อยชนิดไปที่ไหนก็เจอ ไหน ๆ ก็เจอก็เห็นแล้วมารู้ความหมายของมันกัน

ป้ายพิกัดความเร็วสูงสุดในทางประธาน

เฉลยความหมาย 20 ป้ายจราจรของชาวรถไฟ ที่คนทั่วไปไม่มีทางเดาถูก
ป้ายบอกว่าพิกัดความเร็วสูงสุด รถดีเซลราง 120 กม./ชม. รถจักรลาก 100 กม./ชม.
เฉลยความหมาย 20 ป้ายจราจรของชาวรถไฟ ที่คนทั่วไปไม่มีทางเดาถูก
แบบความเร็วเท่ากันทั้ง 2 ประเภทรถ ด้วยสภาพภูมิประเทศจำกัด

เอาแบบเข้าใจง่ายคือ ป้ายที่บอกว่าทางรถไฟตรงนี้ กำหนดความเร็วสูงสุดเอาไว้เท่าไหร่ วิ่งได้สูงสุดเท่านี้นะ หน้าตาของป้ายเป็นรูปแปดเหลี่ยมอันเดียวหรือซ้อนกัน 2 อัน ซึ่งตัวเลขเท่ากันหรือต่างกันตามประเภทรถ

ถ้าขอบป้ายเป็นสีดำ นั่นคือความเร็วสูงสุดที่รถดีเซลราง รถไฟที่ไม่ต้องใช้หัวรถจักรลากวิ่งได้

ถ้าขอบป้ายเป็นสีเหลือง นั่นคือความเร็วสูงสุดที่รถไฟที่ใช้หัวรถจักรลากจะวิ่งได้

รถดีเซลรางใช้ความเร็วสูงสุดได้มากกว่ารถไฟที่ใช้รถจักรลาก เนื่องจากน้ำหนักของรถเบากว่า ความคล่องตัวสูงกว่า และการเบรกที่มีระยะสั้นกว่า จึงทำให้ใช้ความเร็วสูงสุดได้มากกว่าตาม

ความเร็วสูงสุดนั้นปัจจุบันอยู่ที่ รถดีเซลราง 120 กม./ชม. และรถจักรลาก 100 กม./ชม. แต่หากเป็นทางภูเขาที่มีโค้งเยอะหรือลาดชัน ความเร็วก็จะลดลงมาให้สัมพันธ์กับความปลอดภัย เพราะว่าจะมีผลกับการเบรกเมื่อลงเขาให้ปลอดภัย และการเข้าโค้งที่รถจะไม่หลุดออกนอกรางด้วย

ถ้าเห็นป้ายนี้เมื่อไหร่ ให้รู้โดยอัตโนมัติได้เลยว่า นี่คือความเร็วสูงสุดที่รถไฟจะวิ่งได้ในช่วงทางนั้น

ป้ายอนุญาตให้ใช้ความเร็วผ่านประแจ

เฉลยความหมาย 20 ป้ายจราจรของชาวรถไฟ ที่คนทั่วไปไม่มีทางเดาถูก
ป้ายบอกว่าความเร็ววิ่งทางตรง 70 กม./ชม. ความเร็วเข้าประแจ (สับราง) 15 กม./ชม.

อ่านแล้วงงไหม อะใช่ ถ้าคุณไม่ใช่ Geek รถไฟคุณงงแน่

ประแจ หมายความว่าจุดที่เปลี่ยนทิศทางรถไฟได้ หากว่ากันง่าย ๆ มันคือจุดสับราง

ความหมายคือป้ายที่บอกความเร็วเวลาคุณเจอจุดสับราง ถ้าจุดสับกำหนดให้วิ่งตรงไปจะใช้ความเร็วได้เท่าไหร่ หากตัวสับรางนั้นสับให้รถไฟเปลี่ยนทิศทางวิ่งต้องใช้ความเร็วเท่าไหร่

หน้าตาของมันเป็นป้ายรูปแปดเหลี่ยมถูกผ่าซีก เลขด้านบนคือความเร็วที่วิ่งทางตรง ส่วนเลขด้านล่างคือความเร็วที่ต้องเปลี่ยนทางวิ่ง ซึ่งเราจะพบป้ายนี้ก่อนถึงจุดสับรางนั่นเอง

มีหลักในการจำอย่างหนึ่ง ถ้าสถานีนั้นมีจุดสับรางเพียงอันเดียว ความเร็วในการสับรางจะอยู่ที่ 40 – 30 กม./ชม. แต่ถ้ามีตัวสับรางหลายตัวก็จะลดเหลือ 15 กม./ชม. เพราะถ้าวิ่งเร็ว ๆ ตอนเปลี่ยนทางวิ่งคนในรถคือเซเทกระจาดแน่นอน

ป้ายจำกัดความเร็ว

เฉลยความหมาย 20 ป้ายจราจรของชาวรถไฟ ที่คนทั่วไปไม่มีทางเดาถูก
ป้ายบอกว่าจำกัดความเร็ว 45 กม./ชม.

ป้ายรูปสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัดพื้นสีขาว มีตัวเลขสีดำกำหนดเอาไว้ ซึ่งตัวเลขความเร็วจะต่ำกว่าป้ายความเร็วสูงสุด และป้ายชนิดนี้เป็นป้ายถาวร ใช้กับพื้นที่ที่ต้องการให้รถไฟลดความเร็วในช่วงระยะทางสั้น ๆ และเป็นการลดความเร็วแบบถาวรด้วยข้อจำกัดด้านสถานที่และภูมิประเทศ เช่น เป็นโค้งรัศมีแคบที่ใช้ความเร็วสูงสุดไม่ได้ วิ่งเร็วตามพิกัดสูงสุดไม่ได้ หรือแม้กระทั่งเป็นพื้นที่ชุมชนที่ต้องลดความเร็ว

ระยะทางที่ยาวที่สุดของป้ายนี้ที่เคยเห็นคือโค้งด้านทิศใต้ของสถานีเพชรบุรี ที่ลดความเร็วเหลือ 70 กม./ชม. กับการวิ่งผ่านโค้งแคบจำนวน 4 โค้ง รวมถึงทางรถไฟสายใต้ที่มีโค้งรัศมีแคบหลายจุดก็พบป้ายนี้ประปรายเช่นกัน

ป้ายลดความเร็ว

เฉลยความหมาย 20 ป้ายจราจรของชาวรถไฟ ที่คนทั่วไปไม่มีทางเดาถูก
ป้ายบอกว่าให้ลดความเร็วเหลือ 50 กม./ชม. ระยะทาง 700 เมตร
เฉลยความหมาย 20 ป้ายจราจรของชาวรถไฟ ที่คนทั่วไปไม่มีทางเดาถูก
ป้ายบอกว่าให้ลดความเร็วเหลือ 20 กม./ชม. ระยะทาง 400 เมตร จากการเบี่ยงทางวิ่ง

เรียกกันภาษาชาวบ้านว่า ‘ป้ายเบาทาง’

ป้ายนี้เป็นป้ายที่คนขับรถไฟไม่ชอบ คนนั่งรถไฟที่รู้ความหมายก็ไม่ชอบ มันเป็นป้ายวงกลมพื้นสีเขียวตัวเลขสีขาวกำหนดเอาไว้ เป็นป้ายชั่วคราว (แต่บางป้ายก็อยู่ชั่วนาตาปี จนสงสัยว่าชั่วคราวของเราน่าจะไม่เท่ากัน)

ป้ายเบาทางใช้สำหรับเส้นทางที่ชำรุด กำลังอยู่ระหว่างการซ่อมบำรุง หรือแม้กระทั่งช่วงหลังซ่อมบำรุงที่รอทางเซ็ตตัวให้กลับไปสู่สภาพใช้งานได้ตามปกติ ตัวเลขบนป้ายเบาทางเป็นตัวเลขที่ใช้คำว่าคลานมากกว่าวิ่ง ช่วงนี้จะเห็นป้ายนี้ได้บ่อยตรงพื้นที่การสร้างทางคู่ที่มีการเบี่ยงแนวเส้นทางวิ่งไปมา หรือการก่อสร้างที่ทำให้โครงสร้างทางไม่แข็งแรงมากพอที่จะรับความเร็วได้มาก ซึ่งมีระยะทางได้ตั้งแต่ไม่กี่เมตรจนถึงหลักกิโลเมตร บางป้ายก็มีกำกับไว้ด้วยว่า ระยะทางที่ต้องลดความเร็วนั้นมีความยาวเท่าไหร่

ป้ายเตือนระบุความเร็ว

เฉลยความหมาย 20 ป้ายจราจรของชาวรถไฟ ที่คนทั่วไปไม่มีทางเดาถูก
ป้ายเตือนบอกว่าพิกัดสูงสุดของทางวิ่งได้ 80 กม./ชม. ของสายตะวันออก
เฉลยความหมาย 20 ป้ายจราจรของชาวรถไฟ ที่คนทั่วไปไม่มีทางเดาถูก
ป้ายเตือนบอกว่าด้านหน้ามีลดความเร็ว 35 กม./ชม.

ป้ายนี้เป็นป้ายที่บอกให้ทราบล่วงหน้า หน้าตาจะเหมือนกับป้ายความเร็วชนิดต่าง ๆ ที่จะต้องควบคุมให้ลดความเร็ว แต่จะต่างกันที่มันจะมีสีเหลืองขอบดำ มีตัวอักษร ‘ต’ กำกับ พร้อมป้ายความเร็วสีเหลืองขอบดำระบุตัวเลขที่ต้องให้ลดความเร็วลง

เนื่องจากรถไฟหยุดทันทีไม่ได้ ต้องมีการเตือนก่อนล่วงหน้าประมาณ 800 เมตร ซึ่งเป็นระยะเบรกปกติ ป้ายเตือนเหล่านี้จึงทำหน้าที่บอกคนขับว่า เตรียมชะลอได้แล้ว ข้างหน้าอีกประมาณ 800 เมตร เธอต้องใช้ความเร็วเท่านี้นะ ห้ามเกิน ห้ามฝ่า โดยก่อนหน้าที่จะเจอป้ายนี้ก็มีป้ายรูปสามเหลี่ยมสีเหลืองพร้อมตัวอักษร ต คอยเตือนก่อนเช่นกัน

ป้ายปกติ

ความหมายป้ายสัญลักษณ์จราจรรถไฟทั้งบนทางประธาน จุดผ่านประแจ บนเสาโทรเลข บนรางที่เสมอถนน ซึ่งเราเคยเห็น แต่ไม่เคยรู้ความหมาย
ป้ายบอกว่าด้านหน้าใช้ความเร็วได้ปกติหลังจากลดความเร็วมาแล้ว

มาถึงป้ายนี้กันบ้าง ป้ายที่จะเป็นตัวบอกระยะสิ้นสุดของการลดความเร็ว ไม่ว่าจะเป็นการลดความเร็วที่เกิดจากป้ายจำกัดความเร็ว (ป้ายรูปข้าวหลามตัด) หรือป้ายเบาทาง (ป้ายวงกลมสีเขียว) โดยหน้าตาของมันจะเหมือนกับป้ายที่ถูกบังคับใช้ตอนแรกเป๊ะ ๆ แล้วมีตัวอักษรเขียนกำกับไว้บนป้ายตัวเบ้อเริ่มว่า ‘ปกติ’

หน้าที่ของมันคือบอกสถานะว่าจุดลดความเร็วสิ้นสุดแล้ว และหลังจากที่ท้ายขบวนผ่านป้ายนี้ไปก็ใช้ความเร็วปกติตามพิกัดทางได้เลย

ป้ายหยุด

ความหมายป้ายสัญลักษณ์จราจรรถไฟทั้งบนทางประธาน จุดผ่านประแจ บนเสาโทรเลข บนรางที่เสมอถนน ซึ่งเราเคยเห็น แต่ไม่เคยรู้ความหมาย

ป้ายบอกให้หยุด บังคับใช้เฉพาะขบวนรถที่ระบุในกรอบล่าง เช่น รถพิเศษโดยสาร รถจักรดีเซลตัวเปล่า รถยนต์ราง

ป้ายนี้นาน ๆ จะเจอที แต่ทางภูเขาจะเจอบ่อยมาก เป็นป้ายรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสพื้นสีขาวมีคำว่า ‘หยุด’ หราอยู่บนนั้น หน้าที่ของมันคือสั่งให้รถไฟหยุด ใช่ ฉันสั่งให้เธอหยุด เธอต้องหยุด

แต่ก็มีเงื่อนไขย่อยลงไปอีก คือ

ขอบป้ายสีแดง เรียกว่าป้ายหยุดรถขอบแดง รถทุกขบวนต้องหยุดที่ป้ายนี้ เมื่อได้รับสัญญาณธงเขียวก็ให้เคลื่อนที่ต่อไปได้

ขอบป้ายสีดำ เรียกว่าป้ายหยุดรถขอบดำ ต่างกับขอบแดงคือจะมีป้ายเล็ก ๆ กำหนดไว้ว่าขบวนไหนที่ต้องหยุดที่ป้ายนี้บ้าง เช่น รถสินค้า รถจักรที่วิ่งมาคันเดียว ขบวนรถงาน หรือรถบำรุงทาง ด้วยเหตุผลคือเป็นทางลงเขาลาดชัน เพื่อความปลอดภัยและป้องกันการเบรกไม่อยู่ ต้องให้รถที่มีน้ำหนักมากหยุดที่ป้ายนี้ก่อน เพื่อเซ็ตความเร็วให้เป็น 0 ก่อนจะเดินทางต่อหลังจากหยุดสนิทแล้วเป็นระยะเวลาหนึ่ง

ป้ายทางลาดชัน

ความหมายป้ายสัญลักษณ์จราจรรถไฟทั้งบนทางประธาน จุดผ่านประแจ บนเสาโทรเลข บนรางที่เสมอถนน ซึ่งเราเคยเห็น แต่ไม่เคยรู้ความหมาย
ความหมายป้ายสัญลักษณ์จราจรรถไฟทั้งบนทางประธาน จุดผ่านประแจ บนเสาโทรเลข บนรางที่เสมอถนน ซึ่งเราเคยเห็น แต่ไม่เคยรู้ความหมาย
ป้ายบอกว่าด้านหน้ามีทางลาดชัน ทั้งเป็นทางขึ้นและทางลง

ป้ายรูปแปดเหลี่ยมสีขาว มีไอคอนรถจักรไอน้ำหน้าตาน่ารักเชิดขึ้น 45 องศา หรือหัวทิ่มลง 45 องศา เป็นป้ายแบบเดียวที่ใช้ Pictogram ในการสื่อความหมาย มีหน้าที่บอกว่าทางข้างหน้าหลังจากเลยป้ายนี้จะเป็นทางรถไฟที่เป็นทางลงหรือทางขึ้นที่มีความลาดชัน ซึ่งเราพบเห็นป้ายนี้ได้มากที่สุดคือสายเหนือ รองลงมาคือสายอีสาน และสายใต้ ตามลำดับ

อารมณ์เดียวกับรูปรถบรรทุกของป้ายจราจรทางถนนนั่นแหละ

ตัวเลขบนเสาโทรเลข

ความหมายป้ายสัญลักษณ์จราจรรถไฟทั้งบนทางประธาน จุดผ่านประแจ บนเสาโทรเลข บนรางที่เสมอถนน ซึ่งเราเคยเห็น แต่ไม่เคยรู้ความหมาย
พิกัด กม.ที่ 513 (จากกรุงเทพ) เสาต้นที่ 16 ของ กม. นั้น

อันนี้ไม่เชิงว่าเป็นป้าย แต่มันคือตัวเลขที่อยู่บนเสาโทรเลขข้างทางรถไฟ ซึ่งตีตัวคู่ขนานไปตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง แม้ว่าในปัจจุบันจะเป็นการโยงสายสื่อสาร สายโทรศัพท์ สายไฟเบอร์ออปติกแล้ว เจ้าเสาโทรเลขก็ยังมีอีกหน้าที่หนึ่งที่สื่อสารกับคนขับรถไฟได้

ลองมองไปที่เสา คุณจะเห็นตัวเลขเรียงลงมา แล้วมีขีดคั่น และต่อด้วยตัวเลขอีกตัวหนึ่ง เช่น 123/5 123/6 123/7

เลขก่อนเส้นคั่น คือหลักกิโลเมตรจากสถานีกรุงเทพ ด้านหลังเส้นคั่นคือลำดับเสาโทรเลขที่อยู่ใน กม.นั้น เช่น 123/5 คือ กม.ที่ 123 เสาต้นที่ 5 ไล่ไปเรื่อย ๆ และสิ้นสุดที่เสาต้นที่ 16 แล้วจึงขึ้น กม. ใหม่พร้อมเลขลำดับที่ 1

ใน 1 กิโลเมตรบนทางราบมีเสาโทรเลข 16 ต้น ส่วนทางภูเขาก็จะมากขึ้นไปอีกตามแต่สภาพแวดล้อม อาจได้ถึง 20 – 30 ต้นเลยทีเดียว ทีนี้เจ้าตัวเลขนี้ช่วยเรายังไง มันก็ไม่ได้ต่างอะไรกับหลักกิโลเมตร แต่เป็นเวอร์ชันที่ละเอียดขึ้นมาหน่อย ใช้ประโยชน์ได้ในเวลาที่เกิดเหตุแล้วต้องแจ้งพิกัด

ป้ายหวีดรถจักร

ความหมายป้ายสัญลักษณ์จราจรรถไฟทั้งบนทางประธาน จุดผ่านประแจ บนเสาโทรเลข บนรางที่เสมอถนน ซึ่งเราเคยเห็น แต่ไม่เคยรู้ความหมาย

เป็นป้ายที่เชื่อว่าหลายคนมีคำถามมาโดยตลอด และที่สำคัญคือเป็นป้ายที่เจอบ่อยที่สุดแล้วในบรรดาป้ายทั้งหมด แถมเดายากด้วยว่าหมายถึงอะไร เพราะเป็นป้ายรูปวงกลมสีขาว มีตัวอักษร ‘ว’ ประทับ

ว หมายถึงอะไร วัดหรือเปล่า หรือว่าให้ส่งเสียงออกมาว่า “ว้าววววว”

อันนั้นก็แฟนตาซีไป จริง ๆ แล้ว ว ตัวนี้ย่อมาจาก ‘หวีดรถจักร’ ซึ่งก็คือหวูดที่เราคุ้นเคยนั่นแหละ แต่ในภาษารถไฟจะใช้คำว่า หวีด ซึ่งมีที่มาจากเสียงที่แหลมสูงตั้งแต่สมัยรถจักรไอน้ำ แถมก็คล้องกับของต่างประเทศที่ใช้คำว่า Whistle โดยป้ายลักษณะนี้ในต่างประเทศก็จะใช้คำเต็มมั่ง หรือหากย่อก็จะเป็นตัวอักษร W

ป้ายหวีดรถจักรมีสปีชีส์ย่อยลงมาอีก และแต่ละแบบก็จะบอกใบ้ให้เราทราบแตกต่างกันไป เริ่มจาก

‘ป้ายหวีดรถจักรทั่วไป’ หน้าตาก็เบสิกเลยคือเป็นป้ายวงกลมสีขาว ตัวอักษร ว เต็มวงกลมนั้น หมายถึงเป็นการเตือนทั่วไป เมื่อคนขับขับมาถึงตรงนี้และเห็นป้าย ก็เปิดหวีดรถจักร ปู๊น ๆ เข้าไปเป็นเสร็จพิธี

ความหมายป้ายสัญลักษณ์จราจรรถไฟทั้งบนทางประธาน จุดผ่านประแจ บนเสาโทรเลข บนรางที่เสมอถนน ซึ่งเราเคยเห็น แต่ไม่เคยรู้ความหมาย

‘ป้ายหวีดรถจักรสำหรับถนนผ่านเสมอระดับทางรถไฟ ไม่มีเครื่องกั้นถนน’ อันนี้คล้ายเมื่อกี้ ต่างกันแค่มีเส้นใต้ตัวอักษร ว พาดยาวจนเหมือน ว แหวน ขีดเส้นใต้ หมายถึงด้านหน้ามีถนนตัดผ่าน และตรงนั้นไม่มีเครื่องกั้นหรืออุปกรณ์กั้นถนนใด ๆ ให้เพิ่มความระมัดระวังเข้าไป

ความหมายป้ายสัญลักษณ์จราจรรถไฟทั้งบนทางประธาน จุดผ่านประแจ บนเสาโทรเลข บนรางที่เสมอถนน ซึ่งเราเคยเห็น แต่ไม่เคยรู้ความหมาย

‘ป้ายหวีดรถจักรสำหรับถนนผ่านเสมอระดับทางรถไฟมีเครื่องกั้นถนน แต่ไม่มีสัญญาณผ่านเสมอระดับทาง’ โอ้โหชื่อยาวมาก แต่จำง่าย ๆ ว่า ข้างหน้ามีถนน มีที่กั้นด้วยนะ แต่ไม่มีสัญญาณบอกให้ผ่าน คืออาจจะเป็นถนนที่ตัดผ่านและกั้นด้วยคน ต้องอาศัยดูสัญญาณธงหรือสัญญาณไฟจากคนกั้นถนนเอง อันนี้มีไม่ค่อยเยอะเท่าไหร่ เดี๋ยวนี้เจอได้น้อยแล้ว

หน้าตาของมันคือป้ายวงกลม ว แหวน เหมือนทุกป้าย พร้อมออปชันเสริมด้านล่างเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าพร้อมกากบาทเต็มใบ

ความหมายป้ายสัญลักษณ์จราจรรถไฟทั้งบนทางประธาน จุดผ่านประแจ บนเสาโทรเลข บนรางที่เสมอถนน ซึ่งเราเคยเห็น แต่ไม่เคยรู้ความหมาย

ป้ายหวีดรถจักรสำหรับถนนผ่านเสมอระดับทางรถไฟมีเครื่องกั้นถนน และมีสัญญาณผ่านเสมอระดับทาง’ อันนี้เจอบ่อยมาก ไม่ว่าจะเป็นที่กั้นมีคนกั้นหรือที่กั้นอัตโนมัติ ถ้าตัวกั้นนั้นเป็นระบบไฟฟ้าจะเชื่อมกับสัญญาณบอกรถไฟว่า ถนนกั้นเรียบร้อยแล้ว เป็นสัญญาณไฟสีขาวจำนวน 5 ดวง ซึ่งเจ้าป้ายนี้ก็จะมีรูปวงกลม 5 วง บอกไว้ว่าข้างหน้ามีเจ้าสัญญาณหน้าตาแบบนี้เลย ให้สังเกตไว้ ถ้ามันไม่ติด ไม่สว่าง ไม่กะพริบ จงชะลอและหยุดรถบัดเดี๋ยวนี้ เพราะที่กั้นยังไม่ลง

ถ้าหากเครื่องกั้นทำงานเรียบร้อย เจ้าไฟ 5 ดวงนั้นก็จะกะพริบวาบ ๆ เป็นกระสือให้รถไฟรู้ว่า ถนนกั้นแล้ว ผ่านเลยลูกพี่

ความหมายป้ายสัญลักษณ์จราจรรถไฟทั้งบนทางประธาน จุดผ่านประแจ บนเสาโทรเลข บนรางที่เสมอถนน ซึ่งเราเคยเห็น แต่ไม่เคยรู้ความหมาย

สุดท้าย ‘ป้ายหวีดรถจักรสำหรับถนนผ่านเสมอระดับทางรถไฟมีเครื่องกั้น ถนนสัมพันธ์กับสัญญาณประจำที่ไม่มีสัญญาณผ่านถนนเสมอระดับทาง’ ยกให้อันนี้ชื่อยาวสุด มันมีรูปสัญญาณไฟจราจรเพิ่มเข้ามา ซึ่งหมายความว่า เจ้าถนนข้างหน้าน่ะมันมีเครื่องกั้นนะ แต่เจ้าเครื่องกั้นนี้มันสัมพันธ์กับสัญญาณไฟ ถ้าหากไฟไม่เขียวก็ห้ามวิ่งต่อล่ะ แต่ถ้าไฟเขียวเมื่อไหร่ก็คือผ่านได้เลย เครื่องกั้นทำงานเรียบร้อยแล้ว

ความหมายป้ายสัญลักษณ์จราจรรถไฟทั้งบนทางประธาน จุดผ่านประแจ บนเสาโทรเลข บนรางที่เสมอถนน ซึ่งเราเคยเห็น แต่ไม่เคยรู้ความหมาย

รถไฟก็เช่นเดียวกันกับรถยนต์ที่ต้องขับตามป้ายจราจรกำหนด ซึ่งแม้ว่าป้ายรถไฟนั้นจะดูเป็นป้ายเฉพาะความหมายจริง ๆ เราก็สนุกไปกับการนั่งรถไฟและดูป้ายคำสั่งนั้นได้ และที่สำคัญที่สุด ไม่ว่าจะเป็นรถไฟหรือรถยนต์ การขับขี่ตามป้ายจราจรและป้ายสัญญาณคือสิ่งที่ต้องปฏิบัติเพื่อความปลอดภัย

Writer & Photographer

วันวิสข์ เนียมปาน

มนุษย์ผู้มีรถไฟไทยเป็นเพื่อนสนิท และอยากแนะนำเพื่อนให้ชาวบ้านสนิทด้วย รักการเดินทางและชอบเดินเป็นชีวิตจิตใจ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load