ชุมชนแออัดคลองเตยตั้งอยู่บนที่ดินของการท่าเรือแห่งประเทศไทย เนื้อที่กว่า 2,000 ไร่ มีชุมชนแออัดอยู่ถึง 26 ชุมชน และมีผู้อยู่อาศัยอยู่มากกว่า 60,000 คนหรือราว 12,000 ครัวเรือน นั่นทำให้คลองเตยเป็นชุมชนแออัดที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทยในปัจุบัน

คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ภาพจำของชุมชนแออัดคลองเตยที่มีมาอย่างยาวนาน คือการเป็นแหล่งรวมปัญหาสังคม โดยเฉพาะเรื่องเยาวชน ยาเสพติด และการเป็นแหล่งซ่อมสุมในทางที่ไม่ดีนัก ทำให้คนภายนอกมักตัดสินด้วยสายตาที่มองมาจากที่ไกลๆ ว่าที่นี่ไร้ซึ่งหนทางพัฒนา

ทว่าแท้จริงแล้ว ตลอดหลายปีที่ผ่านมากล้าต้นเล็กแห่งความหวังค่อยๆ เติบโตขึ้นที่ใจกลางชุมชนแออัดแห่งนี้

เมื่อปีที่แล้วเรามีโอกาสได้ไปคอนเสิร์ตเล็กๆ งานหนึ่ง ซึ่งจัดขึ้นในโรงฆ่าสัตว์เก่ากลางชุมชนโรงหมู หนึ่งใน 26 ชุมชนแออัดคลองเตย งานนี้มีชื่อว่า คลองเตยดีจัง จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีติดต่อกันมากว่า 5 ปีแล้ว ไลน์อัพศิลปินมีทั้งวงดนตรีมีชื่อเสียงที่อาสามามอบเสียงเพลงให้แบบฟรีๆ ไม่มีค่าตัว และวงสมัครเล่นของเด็กๆ ในชุมชนที่ซุ่มฝึกซ้อมกันอย่างแข็งขันมาตลอดทั้งปี

คลองเตยดีจัง คลองเตยดีจัง

เมื่อเดินตามเสียงดนตรีไปตามตรอกซอยซอย เราก็พบว่างานคลองเตยดีจังมีลักษณะคล้าย Open House ที่ชวนคนนอกเข้ามาเยี่ยมคนในชุมชน พร้อมชมงานศิลปะและการแสดงดนตรีจากเยาวชนในชุมชน

งานเล็ก เรียบง่าย และสนุกมาก เพราะคลองเตยดีจังจัดโดยเด็กๆ เราจึงได้เห็นมุมมองซนๆ แต่สร้างสรรค์กระจัดกระจายอยู่ตามมุมนั้นมุมมนี้ของงานเต็มไปหมด ความประทับใจหลังกลับจากงานในวันนั้น ทำให้เราตั้งใจว่าจะต้องชวนคนไปงานคลองเตยดีจังในครั้งหน้าให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

ไม่นานหลังจากนั้นเราก็ได้พบกับ พี่แอ๋ม-ศิริพร พรมวงศ์ ผู้ก่อตั้ง ‘Music Sharing กลุ่มครูดนตรีอาสาที่ทำงานพัฒนาสังคมในพื้นที่คลองเตยมากว่า 7 ปี และเป็นผู้ผลักดันให้งานคลองเตยดีจังเกิดขึ้น บทสนทนากับพี่แอ๋มทำให้เราได้รู้ว่าดนตรีทำให้เด็กๆ ในชุมชนแออัดมีอนาคตที่กว้างไกลขึ้น เพราะเขาได้เห็นและเรียนรู้ว่าชีวิตมีเส้นทางมากมายให้เดินได้โดยไม่เป็นปัญหาของสังคม

ดนตรี ทำให้โรงฆ่าสัตว์เก่า พื้นที่รกร้างเสื่อมโทรม แหล่งซ่องสุมของผู้ติดยาเสพติด กลายเป็นพื้นที่สร้างสรรค์และเรียนรู้ให้กับชุมชม

ดนตรี ทำให้คนในชุมชนแออัดอยากร่วมกันพัฒนาบ้านของเขาให้ดีขึ้น สะอาดขึ้น น่าอยู่ขึ้น เพราะไม่อยากให้คนภายนอกมองเข้ามาแล้วเห็นแค่ปัญหาอย่างที่ผ่านๆ มา

และเหนือสิ่งอื่นใด ‘ดนตรี’ สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงได้ แม้จะในซอกมุมที่เล็กที่สุดของสังคมก็ตาม

คลองเตยดีจัง

ทำไมต้อง ‘ดนตรี’

ดนตรีเป็นเครื่องมือที่เข้าถึงเด็กและวัยรุ่นได้ง่าย ช่วยให้เด็กพัฒนาทักษะชีวิตในหลายด้านถ้าเขามีเวลาอยู่กับมันมากพอ

คลองเตยมีปัญหาเรื่องเด็กและเยาวชนหลายๆ อย่างที่เราได้ยินข่าวกัน ทั้งปัญหายาเสพติด ทะเลาะวิวาท จากการทำงานในชุมชนมาหลายปี ทำให้เราเห็นเลยว่าดนตรีเป็นหนึ่งในส่วนสำคัญที่ช่วยพัฒนาเด็กในพื้นที่ได้จริงๆ

เมื่อเด็กมีกลุ่มเพื่อนที่สนใจอะไรคล้ายๆ กัน อย่างดนตรีหรือศิลปะ งานอดิเรกพวกนี้แหละที่จะเป็นตัวดึงความสนใจให้เขาออกห่างจากสิ่งไม่ดีพวกนั้น

ช่วยเล่าให้ฟังหน่อยว่า Music Sharing เกิดขึ้นได้ยังไง

Music Sharing คือกลุ่มคนที่อาสาไปเป็นครูสอนดนตรีให้เด็กๆ ที่ไม่มีหรืออาจจะมีโอกาสน้อยกว่าคนอื่น เพราะเราคิดว่าเด็กจำนวนไม่น้อยในสังคมอยากเรียนดนตรี แต่ครอบครัวไม่มีเงินมากพอที่จะส่งเสีย หรือบางครอบครัวอาจก็ไม่สนับสนุนในจุดนี้

อย่างเราเองก็ชอบดนตรีมาตั้งแต่เด็ก แต่ครอบครัวไม่คิดว่าการเรียนดนตรี จะช่วยให้เรามีชีวิตรอดในเรื่องการเลี้ยงชีพได้ เราเลยอาศัยฝึกฝน เรียนเอง หัดเล่นเองมาตั้งแต่เด็ก แต่ก็ไม่ได้เล่นเก่งอะไรขนาดนั้นนะ (ยิ้ม)

ซึ่งจุดเริ่มต้นจริงๆ มันเล็กมาก เราแค่รับบริจาคเครื่องดนตรี เพื่อนำไปมอบให้พื้นที่ต่างๆ ตั้งแต่ชุนชนชาติพันธุ์บนดอยตามจังหวัดต่างๆ มาจนถึงชุมชนคลองเตย เพราะเครื่องดนตรีส่วนใหญ่ราคาแพง หลักพันไปจนถึงหลักหมื่น

คำว่า Music Sharing ที่ต่อมากลายเป็นชื่อกลุ่ม ก็มาจากเฮดไลน์บนโปสเตอร์ที่เราทำกันง่ายๆ เพื่อโพสกระจายข่าวรับบริจาคบนเฟซบุ๊ก ปรากฏว่ามีคนแชร์โปสเตอร์ออกไปเยอะมาก แชร์เป็นพัน ออกไปไกลจนเราตกใจ เพราะจริงๆ ตอนนั้นเราต้องการแค่เครื่องดนตรีไม่กี่ชิ้น หลังจากนั้นก็มีคนติดต่อเข้ามา โทรเข้ามาขอบริจาคเยอะแยะมากมายเลย

คลองเตยดีจัง

คนที่บริจาคส่วนใหญ่เป็นใครมาจากไหน แล้วเขาบริจาคอะไรกันบ้าง

เป็นใครก็ไม่รู้จากโซเชียลมีเดียทั้งนั้นเลย (ยิ้ม) คือโปสเตอร์มันถูกแชร์ออกไปไกลจนหลุดออกไปจากสังคมรอบตัว ตอนหลังเราเริ่มรับสมัครครูสอนดนตรีอาสา หลายคนก็สมัครมาเพราะเห็นโพสรับสมัครบนเฟซบุ๊กนี่แหละ

เป็นพลังของโซเชียลมีเดียที่ทำให้เราทึ่งมาก เพราะเมื่อก่อนงานเชิงสังคม งานจิตอาสา พวกนี้มันเป็นงานเฉพาะกลุ่ม รู้กันแค่วงแคบๆ แต่ตอนนี้กลายเป็นว่าช่องทางในการพูดคุย แลกเปลี่ยนกันมันขยายขึ้นแบบไร้ขอบเขต

เครื่องดนตรีที่รับบริจาคมีตั้งแต่กีต้าร์ เบส กลอง คีร์บอร์ด ไปจนถึงเครื่องเล็กๆ อย่างอูคูเลเล่หรือเมโลเดี้ยน จริงๆ เรารับบริจาคเครื่องดนตรีแทบจะทุกประเภทอยู่แล้ว เพื่อให้เด็กๆ ในชุมชนที่ได้รับบริจาค ได้ทดลองเล่นเครื่องดนตรีแต่ละประเภท เพราะตอนแรกเด็กยังไม่รู้หรอกว่าเขาชอบอะไร หรือมีทักษะทางดนตรีที่ดีในด้านไหน

คุณนำเครื่องดนตรีที่ได้รับบริจาคมา ไปต่อยอดเป็นการพัฒนาเด็กในชุมชนแออัดยังไง

เราเริ่มเข้าไปสอนดนตรีให้เด็กๆ ในชุมชนคลองเตยทุกวันเสาร์ พร้อมกับรับสมัครครูดนตรีอาสาไปด้วย จนถึงตอนนี้ก็สอนต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 7 แล้ว แต่เนื่องจากมันเป็นกิจกรรมแบบอาสาสมัคร แต่ละคนที่มาช่วยเขาก็จะไม่ได้อยู่นานมาก ส่วนใหญ่จะทยอยเข้าๆ ออกๆ โดยเราเป็นตัวยืนหลัก

เราเริ่มจัดคลองเตยดีจังครั้งที่ 1 เมื่อ 5 ปีที่แล้ว ตอนนั้นยังเป็นงานเล็ก จัดกันง่ายๆ ภายในชุมชน เพราะอยากให้เด็กๆ ที่เรียนดนตรีมีเวทีแสดงผลงาน เขาจะได้กล้าแสดงออกและมีกำลังใจที่จะฝึกฝนต่อไป  

เราไม่ได้สอนแค่การใช้เครื่องดนตรี การอ่านโน้ต แต่เราใช้ดนตรีเป็นเครื่องมือในการสอนและสื่อสารกับเด็ก อาจเพราะเรามีพื้นฐานมาจากกลุ่ม ‘สลึง’ สมัยเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งใช้กระบวนการเพลงทำงานกับนักศึกษาในมหาวิทยาลัยอยู่แล้ว มันเลยมีทั้งเรื่องดนตรีและการพัฒนาสังคมผสมผสานอยู่ด้วยกัน

เมื่อกิจกรรมอาสาสมัครมันใหญ่ขึ้น เราจึงเริ่มขอทุนจาก สสส. (สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ) และขยายเรื่องกระบวนการดนตรีในการพัฒนาเด็กออกไปอีกหลายพื้นที่ จากเด็กในชุมชนแออัดคลองเตย สู่เด็กไร้สัญชาติ ลูกหลานแรงงานข้ามชาติ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเด็กที่มีฐานะค่อนข้างยากจน

จนทุกวันนี้ Music Sharing มีพื้นที่ในเครือข่ายอยู่ประมาณ 30 พื้นที่ สิ่งที่เราทำคือการนำเครื่องดนตรีที่ได้รับบริจาคไปให้ เวิร์กช็อปและสอนกระบวนการ รวมถึงให้ทุนสนับสนุนตามความเหมาะสม เพื่อให้แต่ละพื้นที่รันกระบวนการต่อไปได้

พื้นที่ต้นแบบที่เราทำงานหลักๆ ยังคงเป็นที่ชุมชนคลองเตย มีหลายภาคส่วนเข้ามาร่วมด้วยช่วยกัน ทั้งภาคประชาชนอย่างชุมชน ภาครัฐอย่างสำนักงานเขต และภาคเอกชนที่เข้ามาสนับสนุนเงินทุนให้

เราทำงานกับเด็กและเยาวชนที่นี่มา 7 ปี แล้วตอนนี้เราก็ให้เด็กที่เคยอยู่ในกระบวนการมาเป็นครูสอนรุ่นน้องในชุมชนของเขาต่อ

คลองเตยดีจัง คลองเตยดีจัง

โรงฆ่าสัตว์เก่ากลางชุมชนคลองเตยถูกเปลี่ยนมาเป็นพื้นที่ศิลปะได้ยังไง

เมื่อก่อนเวลาเราไปทำกระบวนการดนตรีกับเด็กในชุมชน เราก็ไปขอใช้พื้นที่บ้านนู้น บ้านนี้ หลังๆ ก็เริ่มเริ่มเช่าห้องแถวเพื่อใช้เป็นสถานที่จัดการสอน เวลาสอนเด็กเสร็จ เราพาเด็กเดินมาส่งตามบ้าน ก็จะได้ยินเสียงหมูร้องโอดโอยอยู่ตลอดเวลา

โรงฆ่าสัตว์แห่งนี้ใหญ่มาก พื้นที่ประมาณ 2 – 3 ไร่ มีตึกด้านในอยู่หลายตึก ต่อมาเมื่อ 2 ปีที่แล้วถูกสั่งปิด เพราะเจ้าของติดหนี้การท่าเรือแห่งประเทศไทย และดำเนินการอย่างไม่ถูกสุขอนามัย

เมื่อถูกปิดกิจการไป มันก็กลายเป็นแหล่งมั่วสุม ส่วนใหญ่ก็จะเป็นพวกคนจรจัด คนที่ติดยาเสพติด เข้าไปอาศัยอยู่

กลายเป็นพื้นที่เปลี่ยวที่คนในชุมชนไม่กล้าเข้า แค่เด็กเดินเฉียดๆ เข้าไปผู้ปกครองก็จะรีบดึงเด็กออกมาเลย เพราะกลัวอันตราย

เราเลยเริ่มจากการนำศิลปะเข้าไปก่อน พาเด็กเข้าไปเรียนศิลปะในพื้นที่โรงหมูทุกเย็นวันอาทิตย์ จากนั้นจึงเกิดเป็นโครงการปรับปรุงพื้นที่โดยกลุ่มอาสาสมัคร เราก็ค่อยๆ ทำไปทีละเล็กทีละน้อย โดยมีภาคส่วนอื่นๆ เข้ามาช่วยด้วยทั้งภาคเอกชนอย่าง Allianz Ayudhya และภาคสังคมอย่างกลุ่มจิตอาสาพลังแผ่นดิน  

คลองเตยดีจัง คลองเตยดีจัง

เราเริ่มพาศิลปินเข้าไปเพ้นท์ผนังตึก เพื่อให้บรรยากาศเป็นมิตรมากขึ้น รวมถึงสร้างสนามเด็กเล่นและซ่อมแซมพื้นที่บางส่วน ตอนนี้พื้นที่โรงหมูเลยไม่น่ากลัวอีกต่อไป เพราะมีชาวบ้านเข้าไปใช้งานอยู่ตลอด กลายเป็น Community Space สำหรับชุมชน และถูกใช้เป็นสถานที่จัดงานคลองเตยดีจังเมื่อปีที่แล้ว ที่เราได้ไปร่วมงานมานั่นเอง

คลองเตยดีจัง คลองเตยดีจัง

ตอนนี้มีกองทุนคลองเตยดีจังเกิดขึ้นด้วย เพื่อใช้เป็นทุนในการจัดกิจกรรมให้เด็กๆ ในชุมชน และนำมาบริหารจัดการค่าน้ำค่าไฟในพื้นที่โรงหมู โดยเงินจะมาจากการระดมทุนด้วยการเปิดหมวกเล่นดนตรีของเด็กๆ ในชุมชน ไปจนถึงการขายสินค้ามือสองของคนในชุมชนและการรับบริจาค

คลองเตยดีจัง คลองเตยดีจัง

งาน ‘คลองเตยดีจัง’ มีที่มาที่ไปยังไง

ปีนี้เป็นปีที่ 5 แล้ว จากที่เมื่อก่อนเป็นงานเล็กๆ ใช้พื้นที่แค่สนามบาส ตอนนี้เป็นเทศกาลดนตรีและศิลปะที่แทบจะเรียกได้ว่าปิดชุมชนจัดงาน คนมาร่วมงานเป็นพันคน ปกติจะจัด 2 ครั้งต่อปี คืองานใหญ่เดือนเมษายนและงานย่อยเดือนตุลาคม

คนจัดงานคือคนในชุมชน ไม่ใช่แค่เฉพาะเด็กๆ ที่เรียนดนตรีกับ Music Sharing แต่รวมถึงพ่อแม่พี่น้องที่มาช่วยกันคนละไม้คนละมือ ตอนแรกผู้ปกครองเขารู้สึกประหลาดใจมาก เพราะไม่คิดว่าเด็กๆ ในชุมชนจะทำได้ขนาดนี้ เขาไม่คิดว่าลูกหลานจะประสานงาน จัดการนั่นนี่ได้ เราก็ใช้วิธีคือให้เด็กทำงานประกบคู่กับเรา เราทำ เด็กทำ เป็นทีมเดียวกัน และมี Reflection กันตลอด

ทุกวันนี้ คลองเตยดีจังเลยกลายเป็นงานใหญ่ประจำคลองเตยไปเลย (ยิ้ม)

คุณสามารถทำให้เยาวชนที่อยู่ในพื้นที่ๆ เคยเต็มไปด้วยปัญหาหันมาฟังคุณได้ยังไง

จริงๆ การสื่อสารกับเด็กมีหลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับว่าจะใช้เครื่องมืออะไร อย่าง Music Sharing เราใช้ดนตรี แต่ไม่ว่าจะเป็นเครื่องมืออะไรก็ตาม สิ่งที่ต้องพึงมีไม่ต่างกันมีอยู่ 3 ข้อคือ

อย่างแรกคือ ความเคารพ ไม่ได้หมายความว่าให้เด็กเคารพเราอย่างเดียวนะ เราเองต้องเคารพเขาด้วย แม้ว่าเขาจะเคยเกเรมาก่อนก็ตาม เด็กที่เราเจอบางกลุ่มเป็นพวก Drop Off คือเด็กที่ออกมาจากระบบการศึกษา เพราะเขารู้สึกไม่ Fit in กับรูปแบบการศึกษาไปจนถึงสภาพสังคมในสถานศึกษา บางคนถูกครอบครัวกดดัน ดังนั้นถ้าจะทำความเข้าใจพวกเขา เราต้องเริ่มจากการเคารพในความแตกต่างของเขา

ต่อมาคือการให้อิสระอย่างมีขอบเขต ทุกคนมีอิสระในการเป็นตัวของตัวเอง ในการทำสิ่งที่ตัวเองชอบ แต่ก็ต้องมีขอบเขต เช่น ความรับผิดชอบต่อหน้าที่ การตรงต่อเวลา การเคารพผู้อื่น ขอบเขตเหล่านั้นจะต้องเกิดจากการวางกติการ่วมกันระหว่างเราและเด็ก

และสุดท้ายคือสิ่งที่เรียกว่า Reflection หรือการสะท้อนความคิดเห็นผ่านการตั้งวงคุยกัน เมื่อเราทำกระบวนการใดไปแล้วก็ตาม เราจะไป Reflect ต่อเสมอว่าเด็กเขาคิดเห็นยังไง เป็นการส่งเสริมให้เด็กกล้าแสดงความคิดเห็น กล้าพูดสิ่งที่ตัวเองคิดออกมาอย่างไม่ถูกตัดสินจากผู้ใหญ่

คลองเตยดีจัง คลองเตยดีจัง คลองเตยดีจัง

คุณอยู่กับเด็กๆ ในคลองเตยมานานกว่า 7 ปี คุณเห็นความเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง

หลักๆ เราคิดว่าเขามีทักษะชีวิตที่มากขึ้น สามารถเอาตัวรอดได้ รอดในทีนี้คือรอดพ้นจากปัญหายาเสพติด การท้องก่อนวัย เรื่องทะเลาะวิวาท และอีกหลายๆ ปัญหาสังคม ตั้งแต่วันที่เราลาออกจากการเป็นพยาบาลวิชาชีพ เราตั้งปณิธานว่าอยากจะทำเรื่องการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงเด็ก กระบวนการใดๆ ก็ตาม มันต้องมีอยู่นานพอที่จะวัดผลได้ว่ากระบวนการนั้นสร้างผลที่เปลี่ยนแปลงไปจริงไหม

ตั้งแต่สมัยเรียน เราเป็นเด็กค่าย ขึ้นค่ายอาสาตลอด ทำโปรเจกต์ค่ายพัฒนาเด็กปีละ 2 ครั้ง แม้จะมีความสุข รู้สึกอิ่มเอม แต่ก็รู้สึกว่ามันพิสูจน์อะไรไม่ได้เลย เพราะเราไม่ได้อยู่สร้างกระบวนการนานพอที่จะวัดผลได้ แต่ 7 ปีที่คลองเตย เราว่ามันนานพอที่จะพิสูจน์ได้ว่าสิ่งที่เรานั้นมันสร้างการเปลี่ยนแปลงจริงๆ

เด็กมีภูมิต้านทาน มีความรับผิดชอบต่อตัวเองและผู้อื่น มีแรงบันดาลใจในการเติบโตและใช้ชีวิต เพราะเขาได้ออกไปเห็นอะไรที่มากกว่าโลกของตัวเองในชุมชนแออัดคลองเตย

พอโลกที่เขาเห็นมันกว้างขึ้น เขาก็จะเห็นว่าอนาคตที่ดีกว่ามันเป็นยังไง แม้ชีวิตและครอบครัวจะมีข้อจำกัดมากมายทั้งเรื่องการเงิน ฐานะเศรษฐกิจ ความรู้การศึกษา การที่เขาจะพาตัวเองให้ไปอยู่อีกระดับของสังคมไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เขาก็มีแรงบันดาลใจที่อยากจะสู้กับมัน

คลองเตยดีจัง

ภาพ : Music Sharing

ชวนทุกคนมาเล่นและเรียนรู้ในงาน คลองเตยดีจังปี 5 ตอน PLAY&LEARN

ชมการแสดงจากเยาวชนในคลองเตย วงดนตรีอาสา และศิลปิน อาทิเช่น YENA, Stoondio, Alyn, ละไมหรรษา, นนนท์และน้องแพร The Voice พร้อมชิมอาหารอร่อยๆ จากชุมชน

วันที่ 6-7 เมษายน 2562 เวลา 17.00 – 21.00 น. ณ ชุมชนโรงหมู สำนักงานเขตตลองเตย

รายละเอียดเพิ่มเติมที่ คลองเตยดีจัง

Writer

มิ่งขวัญ รัตนคช

อดีต Urban Designer ผู้รักการเดินทางสำรวจโลกกว้าง สนใจงานออกแบบเชิงพฤติกรรมมนุษย์ และยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ เชื่อว่าทุกการเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นจากน้ำหยดเล็กที่ไหลมารวมกัน

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

“ภาพยนตร์สารคดีที่ทรงพลังที่สุดในยุคนี้คืออะไรรู้ไหม มันคือกล้องวงจรปิด”

“สมมติคุณเป็น รปภ. เห็นคนคู่หนึ่งเดินเข้าไป แล้วผู้หญิงเข้าไปท่าทางเมาๆ ผู้ชายเดินออก คุณก็นั่งจ้องมันได้เรื่อยๆ สักพักผู้ชายคนนี้พาผู้ชายคนหนึ่งเข้าไปในห้อง แป๊บหนึ่งผู้หญิงคนนั้นวิ่งออกมา 

“คุณคิดอะไรในหัวบ้าง คิดได้เยอะเลย” 

ชายหน้าตายิ้มแย้ม มีผมขาวแซม รู้ได้ว่าผ่านวัยกลางคนมาแล้ว ยกตัวอย่างให้ผมเข้าใจเรื่องพลังของความจริงในงานภาพยนตร์สารคดี 

เชิดพงษ์ เหล่ายนตร์ ผกก.สารคดี 'เรื่องเล่ามีชีวิต' ของผู้คนที่ยังไม่เกษียณในวัย 60

เชิด-เชิดพงษ์ เหล่ายนตร์ เป็นผู้ช่วยผู้กำกับภาพยนตร์และภาพยนตร์โฆษณาทั้งในประเทศและต่างประเทศมาตลอดชีวิตการทำงาน 

ตำแหน่งที่น้อยคนนักใฝ่ฝันว่าตัวเองจะเป็น ตำแหน่งผู้ช่วยผู้กำกับแตกต่างกับหน้าที่อาชีพในฝันอย่างผู้กำกับแทบจะคนละเรื่อง อาชีพที่ต้องใช้ทักษะการจัดการและวางแผนอย่างมาก ในการทำอย่างไรก็ได้ให้กองถ่ายภาพยนตร์เดินหน้าไปอย่างราบรื่นที่สุด และให้ผู้กำกับได้มีพื้นที่การทำงานด้วยความสร้างสรรค์อย่างเต็มที่

เชิดถูกพูดถึงกันในวงการว่าเป็นผู้ช่วยผู้กำกับที่เก่งของผู้กำกับมือดีหลายท่าน เป็นเอก รัตนเรือง เคยบอกว่า เชิดพงษ์คือผู้ช่วยผู้กำกับที่ดีที่สุดของเขา

ในวัยปัจจุบันของเขา ถ้าหากรับข้าราชการ ก็เรียกว่าเข้าโค้งสุดท้ายก่อนจะเกษียณอายุราชการแล้ว แต่เชิดกลับไม่คิดว่าตัวเองจะต้องหยุดทำงานในวงการภาพยนตร์ เขาขยับบทบาทจากผู้ช่วย ขึ้นมาเป็นผู้กำกับภาพยนตร์แทนบ้าง และไม่ใช่หนังโฆษณาหรือหนังต่างประเทศอย่างที่เขาคลุกคลีมาตลอดชีวิตการทำงาน แต่เป็นหนังสารคดี ศาสตร์การเล่าเรื่องด้วยความจริงของภาพยนตร์ที่เขาสนใจส่วนตัวมาตั้งแต่วัยหนุ่ม 

เขาบอกว่างานสารคดีเป็นงานที่ไม่ได้เป็นที่นิยมมากนัก ในบรรดาการเล่าเรื่องด้วยภาพเคลื่อนไหว

สารคดีที่เชิดเลือกทำ คือสารคดีแนววัฒนธรรม ซึ่งเขาพบว่าคนสนใจน้อยที่สุดในบรรดาสารคดีด้วยกันเองด้วย 

ยิ่งไปกว่านั้น หัวข้อเรื่องที่เขาสนใจ ก็เป็นหัวข้อที่คนส่วนใหญ่อาจจะไม่ค่อยให้ความสำคัญด้วยซ้ำ 

นั่นคือเรื่อง ‘ผู้สูงอายุและสังคมผู้สูงวัย’ 

น่าสนใจตรงปัจจัยต่างๆ ที่เขาเลือกทำ ล้วนสวนทางกับสิ่งที่ยุคสมัยกำลังให้ความนิยมและสนใจ อะไรที่ยังทำให้เขาเชื่อมั่นในพลังของงานสารคดี และเลือกนำมาใช้เพื่อเล่าเรื่องคนแก่กับสังคมบ้านเราที่กำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยในเร็ววันนี้

เชิดพงษ์ เหล่ายนตร์ ผกก.สารคดี 'เรื่องเล่ามีชีวิต' ของผู้คนที่ยังไม่เกษียณในวัย 60

สังคมผู้สูงวัย

“ในช่วง พ.ศ. 2554 – 2555 ผมทำรายการทีวีชื่อ ลุยไม่รู้โรย รายการเกี่ยวกับผู้สูงอายุที่ใช้ชีวิตในบั้นปลายได้อย่างสวยงาม ทำแล้วก็ได้เรียนรู้อะไรจากผู้สูงอายุมาเยอะ สมัยนั้นเราอาจจะยังไม่มีวิกฤตสังคมสูงวัยสมบูรณ์แบบนะ แต่รายการนี้เปลี่ยนชีวิตผมไปเยอะเหมือนกัน จากการที่ได้ไปคุยกับผู้ใหญ่ คนแก่ๆ 

“ผมอาจจะเป็นคนหัวโบราณที่บอกว่า เราจำเป็นต้องมีครู แต่ผมรู้สึกว่าคนแก่เขาสอนเราเยอะมาก เราได้ศึกษาในฐานะที่เขาคนนั้นเป็นครูของเราคนหนึ่ง ผมคิดว่านี่คือข้อสำคัญในการเจริญเติบโต โชคดีตรงที่ผมมีครูที่ดีเยอะมากจากการทำรายการนี้ จากการได้ไปพูดคุยกับผู้สูงวัย ประสบการณ์ตอนนั้นมันเลยเป็นแบบฉบับที่เราอยากทำอะไรเกี่ยวกับคนแก่”

ผ่านมา 9 ปีนับตั้งแต่เชิดทำรายการ ลุยไม่รู้โรย สังคมยังพูดถึงเรื่องผู้สูงวัยกันอยู่ และในตอนนี้ก็เริ่มเห็นชัดขึ้นแล้วว่าเรากำลังจะเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยจริงๆ 

“สังคมผู้สูงอายุเป็นคลื่นสึนามิขนาดใหญ่ที่ถาโถมเข้ามาสู่สังคม นี่คือคำพูดเชิงวิชาการที่เขาชอบพูดกัน เพื่อให้เราตระหนักว่ามันกำลังจะฉิบหาย เพราะว่าต่อไปนี้ พวกคนรุ่นใหม่ต้องดูแลคนรุ่นผมนะ ก็คือวัยทำงานทุกวันนี้ จะทางตรงหรือทางอ้อมก็แล้วแต่ คุณต้องทำงานหนักมากเพื่อดูแลคนแก่ที่ไม่ยอมตาย ผมไม่ยอมตายง่ายๆ เพราะว่าผมมีประกัน ผมมีสุขภาพที่ดี แล้วผมดูแลสุขภาพตัวเอง จะอยู่ไปอีกหลายปี 

“แล้วคุณจัดการอะไรกับคนเหล่านี้ล่ะ นี่คือสิ่งที่น่าคิดว่าเราต้องทำอย่างไร เป็นสาเหตุว่าทำไมในระยะหลังนี่เรื่องสูงวัยถึงได้บูมนัก ผมทำเรื่องคนแก่มาก่อน ประเด็นมันก็อยู่ในหัว พยายามตอบตัวเองว่าวันหนึ่งเราจะใช้ชีวิตอยู่ยังไงโดยไม่ให้ลูกเหนื่อยมาก มันก็ต้องมีอาชีพสิ เลยมีคำถามขึ้นมาว่า อาชีพอะไรที่คนหกสิบปีทำได้บ้าง ผมคิดง่ายมาก แค่เดินทางตระเวนไปหาคนที่ดูแลตัวเองได้ทั่วประเทศ” 

ผู้กำกับวัยเกือบ 60 ปีเล่าถึงประเด็นที่จุดประกายให้เขาลุกขึ้นมาทำสารคดี

“สองอย่างที่ผมค้นพบในระหว่างทำงาน หนึ่งก็คือ คำว่าเกษียณนี่ไม่มีจริง เกษียณใช้กับข้าราชการเมื่อคุณหกสิบปี เกษียณแล้วก็กินบำนาญอยู่บ้าน มันเป็นการจัดหมวดหมู่ที่ไม่ได้เรื่องเลย ไม่ได้หมายความว่าเขาหมดประโยชน์เลยนะ เผลอๆ กำลังเริ่มต้นใหม่ด้วยซ้ำ 

เชิดพงษ์ เหล่ายนตร์ ผกก.สารคดี 'เรื่องเล่ามีชีวิต' ของผู้คนที่ยังไม่เกษียณในวัย 60

“ในขณะเดียวกัน คนที่ไม่รู้จักคำว่าเกษียณเลยก็มี คนพวกนี้ไม่รู้จักหรอกเกษียณแปลว่าอะไร เช่น ชาวนาคนเลี้ยงควายที่เขาไม่ได้อยู่ในระบบของราชการ เขารู้แค่ว่าเขาหยุดทำงานต่อเมื่อเขาทำไม่ได้ ผมไปตามหาคนที่อายุเกินหกสิบที่ทำงานตามปกติ ดูว่าอะไรที่เขายังทำได้บ้าง มีอะไรที่เราควรสนใจและควรศึกษาจากเขา”

“สองคือ เวลาไปคุยกับคนแก่คนเฒ่า เขาสนใจแค่ว่าเขามีความสุขยังไง เขาไม่เครียด เกิดมาไม่เคยเครียด ไม่มีวันเครียด มีแต่วันสนุกสนาน เข้าไปมัสยิด เข้าวัด เขาตอบแบบนั้น มันเป็นเรื่องพลังของคนสูงวัย พอเริ่มเข้าไปสู่สังคมสูงวัย เหมือนว่าคนมองเห็นแต่ข้อเสีย แต่จริงๆ มันมีข้อดีอยู่”

เมื่อพูดถึงหัวเรื่องว่าคนแก่ หลายคนอาจจะคิดว่าจะต้องเป็นเรื่องราวที่ชวนหดหู่หรือน่าสงสาร เชิดไม่ปฏิเสธว่าอาจจะต้องมีความดราม่าผสมอยู่บ้าง แต่เขากลับมองความดราม่านั้นเป็นความจริงบางอย่าง​ ซึ่งไม่ได้ชวนหดหู่อย่างที่คนเข้าใจไปก่อน

“เรื่องคนแก่ดราม่าอยู่แล้ว ความสูงวัยมันดราม่าในตัวของมันเอง ถามว่าหดหู่ไหม ไม่ได้หดหู่นะ มันถ่ายทอดคนคนนั้นจริง เห็นชีวิตของคนคนนั้นจริง แต่พอเรื่องของเขากลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับใครได้ มันเป็นความสุขนะครับ สิ่งที่ผมถ่ายทอดมีเสียงหัวเราะ มีความสุขอยู่ในนั้น มันคือชีวิตธรรมดา” 

เชิดเล่าว่ากลุ่มเป้าหมายที่ตั้งไว้ว่าอยากให้ดูสารคดีนี้ก็คือวัยเดียวกันกับเขา เป็นกลุ่มคนในวัยทำงานช่วงปลาย อายุราว 40 – 50 ปี เพื่อให้คนเหล่านี้พร้อมคิดถึงตัวเองว่าพวกเขาจะเจออะไรบ้าง 

“หนังของผมอาจจะไม่เหมาะกับกลุ่มเป้าหมายวัยรุ่นหรือวัยทำงาน แต่ถามว่าเราอยากจะได้วัยทำงานมาดูไหม เราอยากได้มาก เรื่องนี้ไม่มีดารามาดึงดูดแน่ๆ เพราะฉะนั้น เนื้อหาต้องนำ มันเป็นการบันทึกเรื่องราวไว้ประเภทหนึ่ง 

สารคดีชิ้นนี้มันชื่อว่า เรื่องเล่ามีชีวิต เพราะว่าเรื่องเล่าแบบนี้มันไม่ตาย เล่าได้เรื่อยๆ มันมีชีวิตคนที่น่าสนใจอีกตั้งเยอะตั้งแยะ”

เชิดพงษ์ เหล่ายนตร์ ผกก.สารคดี 'เรื่องเล่ามีชีวิต' ของผู้คนที่ยังไม่เกษียณในวัย 60
เชิดพงษ์ เหล่ายนตร์ ผกก.สารคดี เรื่องเล่ามีชีวิต ของผู้คนที่ยังไม่เกษียณในวัย 60

คนทำสารคดี

เชิดเลือกใช้ภาพยนตร์สารคดีในการเล่าเรื่อง เขาเรียนมาด้านภาพยนตร์โดยตรง และหลงใหลในการเล่าเรื่องผ่านสารคดีมากเป็นพิเศษ 

จากอาชีพผู้ช่วยผู้กำกับภาพยนตร์โฆษณาและกองถ่ายระดับต่างประเทศที่ใช้ทักษะการจัดการสูง เพื่อให้ทุกอย่างในกองถ่ายราบรื่น แต่เมื่อต้องทำหนังของตัวเองบ้าง เขากลับเลือกใช้งานสารคดี ศาสตร์ที่การวางแผนให้เป็นไปตามใจแทบจะใช้ไม่ได้เลย

เขาเลือกใช้เพราะเชื่อในพลังว่า สารคดีคือความจริงและความเรียบง่ายในการถ่ายทอด

“ภาพยนตร์สารคดีที่ทรงพลังที่สุดในยุคนี้คือกล้องวงจรปิด ความทรงพลังของมันก็คือความจริง คุณนั่งจ้องอย่างนั้นได้เรื่อยๆ สนุกกว่าดู Netflix อีก มันเป็นพลังของสารคดี ตามหลักภาพยนตร์มีสองทฤษฎีใหญ่ที่กำลังปะทะกันตลอดเวลา คือ ทฤษฎีที่เรียกว่า Realism หรือสัจนิยม กับที่เรียกว่า Formalism หรือรูปแบบนิยม สารคดีเป็นสัจนิยม เนื้อหามาก่อนรูปแบบแน่ๆ 

“อย่างที่บอกว่าสิ่งที่ทรงพลังที่สุดคือกล้องวงจรปิด เพราะว่าเราต้องการเห็นความจริง แล้วเราก็ชอบความจริงเท่านั้นเอง เวลาคุณเห็นคนที่โดนรถชนช็อตเดียว กับคุณเห็นคนที่โดนรถชนด้วยสี่ห้าช็อตเนี่ย คุณเชื่ออะไร”

เราอาจจะคุ้นเคยกับสารคดีในปัจจุบันที่เล่าเรื่องชวนติดตาม มีภาพสวย เพลงประกอบเร้าใจ มีมุมกล้องแปลกตา และสร้างความยิ่งใหญ่ให้ได้กับบางเรื่อง แต่ภาพยนตร์สารคดีของเชิดกลับเรียบง่าย เป็นมุมมองที่เราเห็นในชีวิตปกติ เรียบง่ายจนบางคนอาจคิดว่าสิ่งนี้เชยไปเสียแล้วในยุคนี้

เชิดพงษ์ เหล่ายนตร์ ผกก.สารคดี เรื่องเล่ามีชีวิต ของผู้คนที่ยังไม่เกษียณในวัย 60
เชิดพงษ์ เหล่ายนตร์ ผกก.สารคดี เรื่องเล่ามีชีวิต ของผู้คนที่ยังไม่เกษียณในวัย 60

“คนดูเขาต้องการอะไรที่ทันยุค ทันสมัย ไอ้คำว่าทันยุค ทันสมัย ในสมัยนี้แปลว่าอะไรล่ะ แปลว่าคุณต้องเปรี้ยงปร้าง ไว ตีหัวเข้าบ้าน แต่สิ่งที่ผมกำลังทำมันแค่ตอบโจทย์ผมเองว่า ผมอยากให้ประทับใจ ผมต้องการเวลาในการเล่า พอต้องการเวลาในการเล่า แล้วสื่อไหนล่ะที่รองรับความตั้งใจแบบนี้ ก็มีแห่งเดียวคือโรงภาพยนตร์ เพราะว่าพอเข้าไปต้องปิดทุกอย่างให้มืดแล้วทุกคนมานั่งดู

“แล้วถามว่าสมัยนี้ใครจะเข้าไปนั่งดูสารคดีโรงภาพยนตร์บ้าง มันเป็นปัญหาอยู่ คนทำสารคดีก็ต้องปรับตัว คิดว่าจะทำอย่างไรให้ตรึงคนดูได้ในสมัยนี้ อย่างที่มีคนชอบบอกว่าเดี๋ยวนี้คนดูสามนาทีเขาก็ไปแล้ว เพราะฉะนั้น สิ่งที่เป็นสารคดีมันเลยยากขึ้น ยิ่งถ้าเราต้องการทำให้คนดูประทับใจก็ยิ่งยากขึ้น

“สารคดีบางเรื่องที่เห็นตามสื่อออนไลน์เขาเล่าเรื่องเร็ว สวย แล้วจบ แต่ประเด็นคือเราต้องถามต่อว่าเขาพูดว่าอะไร เขาพยายามบอกว่าอะไร แล้วเราได้สิ่งนั้นไหม 

“จะบอกว่าผมเป็นคนทำสิ่งที่เรียกว่าเชยก็ได้ แต่ผมทำในสิ่งที่ตัวเองทำเป็น เพียงแต่เรารู้สึกว่า ความรวดเร็วหรืออาจเรียกว่าความฉาบฉวยมันครอบคลุมไปทุกแห่ง 

“แม้กระทั่งทุกวันนี้ ผมก็ทำงานมาเยอะ ความมั่นใจยังหายได้เลยนะ ระหว่างทำอยู่แล้วคุณเห็นของคนอื่น โอ้โห เขามีโดรนเว้ย เขามีนู่นมีนี่เว้ย เขามีอะไรเต็มไปหมดเลย โอ้โห เขาถ่ายสวยมากอย่างนั้นอย่างนี้ เราดู เราก็อยากได้ แต่ว่าเราก็ต้องกลับมาในโลกของเราว่า เออ จริงๆ เราต้องการเล่าเรื่องนะ เราต้องการพูดคอนเทนต์ รูปแบบเป็นอีกเรื่องหนึ่งนะ”

ความพิเศษอีกอย่างที่เราเห็นในสารคดีของเชิดพงษ์ คือการได้เรื่องเล่าที่เป็นชีวิตจริงของคนต้นเรื่อง ในบางสถานการณ์ การได้ฟุตเทจที่ดีมา เชิดบอกว่าต้องเดินทางไปหา และถ่ายเก็บไว้หลายต่อหลายครั้ง จนได้เรื่องเล่าที่ไม่ใช่ว่าใครก็ได้ที่จะได้มา

“มีสารคดีอันหนึ่งที่ดี เป็นสารคดีของต่างประเทศว่าด้วยเรื่องของผู้ชายคนหนึ่งที่อายุแปดสิบ ดูแลเมียตัวเองที่เป็นอัลไซเมอร์ ง่ายๆ แค่นี้เลย แต่เรานั่งดูแล้วเรา โอ้โห ประทับใจ เขาก็แค่ดูแลไปวันๆ แต่ว่ามันคือความรักแน่ๆ เห็นเลยว่าความรักของคุณตาคนนี้ที่ไม่ไปไหนเลย ดูแลเมียตลอด พอดูหนังจบก็จะมี Q&A ผู้กำกับบอกว่าสิ่งหนึ่งที่เราใช้ในการทำงานของสารคดีคือความเป็นเพื่อน 

“ถ้าคุณไม่เป็นเพื่อนกับเขา คุณไม่มีทางได้สิ่งที่พิเศษ เข้าไปในห้องนอนได้ เข้าไปดูเขาอาบน้ำได้ เข้าไปอยู่ใกล้ๆ เขาได้ เอากล้องไปจ่อหน้าเขาขนาดนั้นได้ คุณคิดว่ามันคืออะไรล่ะ ไม่ใช่เงินแน่ๆ ที่คุณไปจ่ายให้เขา แล้วเอาเขาไปตั้ง 

“การทำงานสารคดี สิ่งแรกที่เป็นเครื่องมือสำคัญเลยคือความเป็นเพื่อน ถ้าคุณสร้างความเป็นเพื่อนกับคนที่คุณคุยไม่ได้ มันก็พาคุณเข้าไปลึกกว่านี้ไม่ได้ เพราะฉะนั้น การทำงานสารคดีไม่ใช่การถ่ายทำ

“เรื่องความหวือหวาของสไตล์ไม่ตรงกับความคิดผมเลย ผมรู้สึกว่าไม่ควรจะหวือหวา เพราะมันเป็นปฏิปักษ์ต่อสัจนิยม รูปแบบมันทำลายความจริง ตัดต่อเยอะขนาดนั้น คุณเห็นความจริงอะไรบ้าง อันนี้คือมันเป็นตัวตนของสารคดีจริงๆ นะ 

“แล้วไม่ได้หมายความว่าสิ่งที่ผมพูดจะไม่มีคนดู อาจจะมีคนอีกแบบหนึ่งสนใจ”

เชิดพงษ์ เหล่ายนตร์ ผกก.สารคดี เรื่องเล่ามีชีวิต ของผู้คนที่ยังไม่เกษียณในวัย 60

เรื่องเล่ามีชีวิต

เรื่องเล่ามีชีวิต คือสารคดีสั้น 6 ตอน เล่าเรื่องประสบการณ์ที่เรียนรู้ในชีวิตของคนแก่ 6 คน และความสุขในสิ่งที่พวกเขาทำในปัจจุบัน 

สารคดีทั้ง 6 ตอน เชิดใช้วิธีเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายโดยการตระเวนฉายให้กับชาวบ้านตามจังหวัดต่างๆ เหมือนวิธีการฉายหนังกลางแปลง เพื่ออยากรู้ผลตอบรับของผู้ชมจริงๆ 

แต่ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ทำให้ต้องหยุดฉายเป็นการชั่วคราว และเลือกใช้วิธีเผยแพร่รูปแบบออนไลน์ โดยเขาเล่าเรื่องย่อๆ ไว้ดังนี้

เรื่องแรกชื่อว่า ‘ให้อาชีพนำทาง’ เป็นเรื่องของคุณลุงธนา ทำงานในธุรกิจที่เกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์แล้วโดนโกงเงินนับ 10 ล้าน เขานอนเศร้าแล้วก็ร้องไห้ คิดอยากจะตายในทุกๆ วัน ไม่รู้จะทำยังไงแล้ว 

สิ่งที่ทำให้เขาหลุดพ้นมาจากภวังค์นั้นได้ คือ ครอบครัว เมีย และอาชีพ 

ลุงธนาคิดว่าเขาจะนอนติดเตียงอยู่แล้วป่วยอย่างนี้ไม่ได้ ต้องลุกมาช่วยครอบครัว ทำให้เห็นว่าที่สุดแล้วอะไรก็ไม่สำคัญเท่าครอบครัว 

เขาสู้ชีวิตใช้หนี้ไป บ้านโดนยึดก็หาใหม่ เริ่มต้นชีวิตใหม่ ทุกวันนี้เขามีความสุขมากที่ได้อยู่กับเมีย เขามีอาชีพใหม่ในวัยสูงอายุ คือไปสมัครเป็นพนักงานขายหนังสือ ในร้านหนังสือที่มีโครงการรับสมัครคนสูงอายุที่ยังทำงานได้ งานช่วยเหลือให้เขาหลุดจากภวังค์ที่พยายามฆ่าตัวตายวันละหลายๆ ครั้งได้

เรื่องที่ 2 ชื่อว่า ‘เสียงแว่วจากชายป่า’ เป็นเรื่องของปราชญ์ชาวปกาเกอะญอ พูดถึงการมีชีวิตอยู่ด้วยธรรมชาติ ด้วยป่า บอกว่าป่านั้นช่วยเหลือชีวิตคน อย่างคนที่คิดฆ่าตัวตายด้วยโรคซึมเศร้า ปีนี้เขาช่วยไปได้ 2 คนแล้ว ถามว่าทำยังไง ไม่มีอะไรเลย พาเขาเข้าไปเดินป่า ไปดูใบไม้ร่วง ไปดูมด ดูนู่นนี่ ให้ธรรมชาติบำบัด

เขาพูดว่าโลกใบนี้ไม่ได้มีอยู่เพื่อความสุขนะ มันเป็นดินแดนแห่งการร้องไห้ ภาษาเขาแปลว่าที่ที่สำหรับร้องไห้ มีใครไม่เคยร้องไห้บ้าง เขาเดินทางไปรอบโลก ไม่เห็นไม่มีใครไม่ร้องไห้เลย ก่อนตายคุณก็ร้องไห้ เพราะฉะนั้น ที่แห่งนี้คือที่สำหรับร้องไห้ คุณไม่ต้องกลัวความทุกข์ ถ้าคุณเข้าใจตรงนี้ได้ คุณไม่มีความทุกข์แล้ว

เรื่องที่ 3 ‘ควายเงินล้าน’ เรื่องชาวอีสานเกิดขึ้นที่นครพนม ลุ่มน้ำสงคราม อาชีพคนเลี้ยงควายไม่มีเกษียณ เลี้ยงไปกระทั่งคนเลี้ยงเดินจะไม่ได้ ควายหรือวัวเป็นเหมือนกระปุกออมสิน สิ่งหนึ่งที่ลืมไม่ได้เลยคือการเก็บออม เชิดบอกว่าคนสูงวัยอย่างเขาเองต้องมีพลาดแน่ๆ เพราะใช้จ่ายเงินเยอะ แต่ไม่เคยมีการเก็บออม การซื้อวัวควายก็เป็นการเก็บออมประเภทหนึ่ง 

เรื่องที่ 4 ชื่อ ‘แพรอาภรณ์’ เรื่องของ แม่คำสอน สระทอง อาศัยอยู่ที่บ้านโพน อำเภอคำม่วง จังหวัดกาฬสินธุ์ อายุ 80 แล้วแต่ยังทอผ้าทั้งวัน ทอผ้าแพรอาภรณ์เพื่อให้มันคงอยู่ไปเรื่อยๆ รักษาไว้ ความสุขเขาคือความภูมิใจของเขาเอง ที่ได้เป็นครูสอนทอผ้าให้ส่วนในพระองค์ของ พระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระพันปีหลวง 

หนังจะพูดถึงการมีชีวิตอยู่ของเขาว่าใช้ชีวิตอย่างไร การดูแลตัวเอง การที่เราได้เรียนรู้จากเขา คือการมีชีวิตอยู่ด้วยสิ่งที่ตัวเองทำ มันเป็นการเรียนรู้ชีวิตคน ความสุขที่จะใช้ชีวิตอยู่ด้วยความภูมิใจ

เรื่องที่ 5 ชื่อว่า ‘ตาลโตนด’ เป็นเรื่องราวของคุณลุงคนหนึ่งกับครอบครัวที่ใช้ชีวิตอยู่กับการปีนตาลที่จังหวัดสงขลา เชิดมองว่าเป็นความน่าสนใจทางวัฒนธรรม ต้นตาลก็เป็นลมหายใจสุดท้ายแล้ว เพราะคนที่ปีนโตนดทุกวันนี้เป็นคนแก่ ไม่มีรุ่นใหม่เข้ามา เพราะทั้งเสี่ยง ไม่สบาย และเหนื่อย คุณลุงเองก็จะทำจนทำไม่ไหว เป็นเรื่องที่พูดถึงความเกษียณด้วยวัย 

เรื่องสุดท้ายก็เป็นเรื่อง ‘เฒ่าทะเล’ เป็นเรื่องของการหากินในทะเลสาบสงขลาของชายชรา 2 คนที่ยังคงออกไป เขาเล่าถึง ‘โมระ’ อุปกรณ์ทำจากไม้ไผ่อันหนึ่งซึ่งเหมือนลอบดักปลา คลาสสิกตรงที่ต้องไปเหลาไผ่ ตัดต้นไผ่มา เราต้องเลือกต้นไผ่เป็นเพื่อมาทำ แต่ตอนนี้มันไม่มีแล้ว ในพิพิธภัณฑ์ไม่มีให้เห็นอีก 

เขาบอกว่าพอวิธีการดักปลาของคนฉลาดขึ้น ดักปลาได้ทีละมากขึ้น ตอนหลังเราจะดักปลาได้น้อยลง เพราะว่ามีปลาน้อยลง เป็นเรื่องสวนทางของอะไรบางอย่าง และเรื่องปกติของโลกซึ่งเปลี่ยนแปลงไป 

เขายังมีความสุขกับชีวิตชาวประมง แล้วก็มีความสุขในการเลี้ยงลูก เพื่อสืบสานการทำประมงในลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา

Writer

จิรณรงค์ วงษ์สุนทร

Art Director และนักวาดภาพประกอบ สนใจเรียนรู้เรื่องราวเบื่องหน้าเบื้องหลังของอาหารกับกาแฟ รวบรวมทั้งร้านที่คิดว่าอร่อย และความรู้เรื่องอาหารไว้ที่เพจถนัดหมี และรวมร้านกาแฟที่ชอบไปไว้ใน IG : jiranarong2

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load