กรุงเทพมหานครเป็นเมืองน้ำ

วิถีชีวิตชาวกรุงผูกพันกับสายน้ำมาแต่ไหนแต่ไร โดยเฉพาะคลอง ซึ่งขุดลอกขึ้นเพื่อใช้ในการเกษตร ใช้ขนส่งผลผลิต ค้าขาย และใช้สัญจรเพื่อย่นระยะการเดินทาง จนได้ชื่อว่าเป็นเวนิสตะวันออก

ปัจจุบันกรุงเทพมหานครมีคลองนับพันเส้น เมื่อเมืองพัฒนา คลอง หนึ่งในสาธารณูปโภคซึ่งใช้ประโยชน์ในการดำรงชีพกลายเป็นที่ระบายน้ำเสียและรองรับน้ำฝน

ในวันที่โลกหมุนไปข้างหน้า การพลิกฟื้นคลองระบายน้ำให้กลับมาเป็นคลองระบบธรรมชาติ และใช้คลองช่วยให้พื้นที่มีชีวิต เชื่อมโยงความสัมพันธ์ของคน คลอง เมือง อย่างที่ควรจะเป็น บนความเป็นไปได้ใหม่ ๆ จึงน่าสนใจมาก

ติดตามโปรเจกต์ที่กรุงเทพมหานคร ริเริ่มพัฒนาเมืองบนฐานความคิด ‘Regenerative Bangkok : ฟื้นเมืองเชื่อมย่าน สานอนาคต’ ซึ่งเน้นเรื่องการจัดการน้ำ โครงข่ายคลอง ถนน ทางเท้า พื้นที่สีเขียว โดยมี 5 โครงการนำร่อง ได้แก่ คลองผดุงกรุงเกษม ถนนพระราม 1 ถนนสีลม สวนสาธารณะคลองช่องนนทรี และสวนลุมพินีกับสะพานเขียว มาหลักปี นี่เป็นอีกครั้งที่เราจะได้เห็นหนึ่งใน 5 โครงการนี้เป็นรูปเป็นร่างและเข้าไปใช้งานได้จริง

คลองผดุงกรุงเกษม เป็นคลองเส้นสําคัญตั้งแต่สมัย ร.4 ซึ่งก่อนหน้านี้ถูกละเลย เป็นพื้นที่ที่ไม่ได้ใช้งาน เมื่อมีโครงการปรับปรุงภูมิทัศน์เกิดขึ้น ทำให้ที่ริมคลองแห่งนี้กำลังจะมีบทบาทใหม่ เป็นพื้นที่สาธารณะให้แก่เมืองและผู้คนได้กลับมาใช้อย่างเสรีเต็มที่

เบื้องหลังการเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างไร คอลัมน์ Public Space ได้รับเกียรติจาก พลตำรวจเอก อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ผู้ริเริ่มแนวคิดฟื้นเมืองกรุงด้วย Blue-Green Infrastructure มาเล่าให้ฟังด้วยตัวเอง

คลองผดุงกรุงเกษม พื้นที่สาธารณะแห่งใหม่ ที่ทำให้คนและคลองได้กลับมาใกล้ชิดกัน
ภาพ : กรุงเทพมหานคร

ต่อไปนี้คือเมืองที่กำลังจะมีสุขภาวะ (Healthy City) และมีความยืดหยุ่น (Urban Resilience) พร้อมรับมือกับความท้าทายใหม่ ๆ ในอนาคต

เชื่อมพื้นที่ เชื่อมประวัติศาสตร์

ในอดีต คลองผดุงกรุงเกษมขุดสร้างขึ้นเพื่อการขยายเมืองชั้นที่ 3 ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 เชื่อมจากย่านค้าขายปากคลองเทเวศร์ หัวลำโพง ไปถึงแม่น้ำเจ้าพระยาทั้งสองฟาก รวมถึงเป็นเส้นทางสำคัญในการขนส่งสินค้า เกิดถนนเส้นสำคัญ กลายเป็นย่านเศรษฐกิจและการเมืองที่มีทั้งประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมในตัวเอง เช่น นางเลิ้ง เยาวราช สี่พระยา

ปัจจุบันยังเป็นคลองกลางเมืองที่เชื่อมต่อ ล้อ-ราง-เรือ ได้ (การสัญจรทางรถ รถไฟฟ้า และเรือโดยสาร) แต่พื้นที่รองรับการเดินเท้ากลับไม่เอื้อต่อการสัญจร อีกทั้งยังไม่มีทางจักรยานที่เอื้อต่อการสร้างโครงข่ายเส้นทางจักรยาน และยังคล้ายเป็นคลองที่ถูกลืม แม้ว่ามีชุมชนตลอดจนบริบทของพื้นที่ที่น่าสนใจ

“วิถีชีวิตของคนกับคลองผูกพันกันมาตั้งแต่อดีต ใช้สัญจร ติดต่อค้าขาย กรุงเทพฯ มีคลองอยู่ 1,682 คลอง เมื่อการเดินทางทางบกเจริญขึ้น ชีวิตคนกับน้ำก็เริ่มเลือนหายไป ผมอยากฟื้นวิถีชีวิตริมคลองขึ้นมา และช่วยระบายการจราจร รถติดปุ๊บ ลงเรือ ไปขึ้นรถไฟฟ้า ด้วยระบบ ล้อ-ราง-เรือ” ผู้ว่าฯ อัศวิน เกริ่นถึงแนวคิดของโครงการ

การจะพลิกฟื้นเรื่องเหล่านี้ขึ้นมาได้จึงต้องปรับพื้นที่ใหม่ทั้งหมด คลองที่ยาวกว่า 5.5 เมตร แบ่งเป็น 6 โซน เพื่อดําเนินงานเป็นช่วง ๆ โดยอิงตามแนวถนนหลักสําคัญที่ตัดผ่านแนวคลอง และอิงกับย่านต่าง ๆ ที่สัมพันธ์กับคลองผดุงกรุงเกษม

ช่วงที่ 1 ย่านตลาดน้อย-เจริญกรุง ความยาวประมาณ 680 เมตร ช่วงที่ 2 ย่านหัวลําโพง 1,250 เมตร ช่วงที่ 3 ย่านโบ๊เบ๊ 650 เมตร ช่วงที่ 4 ย่านนางเลิ้ง 1,000 เมตร ช่วงที่ 5 ย่านสถานที่ราชการ 700 เมตร และช่วงที่ 6 ย่านเทเวศร์ ราว 700 เมตร

ช่วงแรกที่มีการปรับภูมิทัศน์นี้ เป็นช่วงที่ 2 ย่านหัวลำโพง จากสะพานเจริญสวัสดิ์ ถึงสะพานกษัตริย์ศึก และการมองคลองในหลายมิติ ทั้งการเป็นพื้นที่สาธารณะ ประวัติศาสตร์เชื่อมโยงเมือง แหล่งชุมชน และเชิงนิเวศวิทยาคลอง (Ecology) นี้เอง ทำให้เกิดแนวคิดพัฒนาและการจัดการพื้นที่เชิงกายภาพอย่างไร้รอยต่อ

คลองผดุงกรุงเกษม พื้นที่สาธารณะแห่งใหม่ ที่ทำให้คนและคลองได้กลับมาใกล้ชิดกัน

พื้นที่สาธารณะเลียบคลอง

การฟื้นฟูพัฒนาเกิดขึ้นพร้อมกับการอนุรักษ์ ด้วยตัวพื้นที่มีสะพานต่าง ๆ ที่เป็นโบราณสถาน สำนักการวางผังและพัฒนาเมืองจึงทำหนังสือถึงกรมศิลปากร เพื่อขออนุญาตปรับปรุงคลองผดุงกรุงเกษม ซึ่งกรมศิลปากรอนุญาตและแนะนำแนวทางว่า ควรปรับทางเท้าให้กว้างขึ้น เพื่อรองรับทางจักรยานและการเดินที่ไม่เป็นอันตราย ทั้งนี้ต้องไม่ล้ำแนวสะพาน สำหรับการออกแบบภูมิทัศน์มี อาจารย์กชกร วรอาคม ภูมิสถาปนิกเป็นที่ปรึกษาโครงการ

คลองผดุงกรุงเกษม พื้นที่สาธารณะแห่งใหม่ ที่ทำให้คนและคลองได้กลับมาใกล้ชิดกัน

“เมื่อไม่ได้ใช้งานนาน คลองผดุงกรุงเกษมก็ตื้นเขินขึ้น ดินเลน ดินโคลนนอนอยู่ก้นคลอง ถมขึ้นมาประมาณ 50 เซนติเมตร ถึง 1 เมตร การเดินทางของน้ำก็ไม่สะดวก นอกจากการปรับภูมิทัศน์ให้สวยงาม จึงต้องลอกคลองใหม่ เพื่อให้ใช้สัญจรได้ ขณะเดียวกันที่นี่ก็เป็นทั้งแก้มลิงเก็บน้ำและระบายน้ำลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาได้ ซึ่งคลองมีระบบแยกน้ำดีและน้ำเสียชัดเจนอยู่แล้ว มีการวางท่อระบายน้ำลึกลงไปกว่าท้องคลองอีก 4 เมตร แยกน้ำเสียออกไปเพื่อผันไปสู่โรงบำบัดน้ำ แต่ที่ผ่านมามีเป็นบางที่ เราจึงจะวางระบบเพิ่มตั้งแต่หัวลำโพงถึงวัดเทวราชกุญชรฯ”

หลังเริ่มจากลอกคลอง ปรับคุณภาพ และแก้ไขปัญหาน้ำเสีย โจทย์ใหญ่ต่อมาคือการสร้างพื้นที่สาธารณะควบคู่กับความเป็นคลอง สิ่งแรกที่ได้เห็นจึงเป็นการรื้อราวกันตก และย้ายแนวไม้พุ่มตกแต่งที่กั้นเดิมออก ซึ่งการทำเช่นนี้ช่วยขยายพื้นที่ทางเดินริมคลองได้มากสุดถึง 2 เมตร

หลายคนอาจกังวลว่าเมื่อไม่มีราวกันตก อาจก่อให้เกิดอันตราย สิ่งนี้ทั้งท่านผู้ว่าฯ และผู้ออกแบบ ให้เหตุผลว่า จะทำให้ความสัมพันธ์ระหว่าง คน-คลอง-ชีวิตริมตลิ่ง กลับมาใกล้ชิดเฉกเช่นในอดีต ลดความห่างเหินและความหวาดกลัวของผู้คนที่มีต่อน้ำ

“ราวกั้นจะแยกคนกับน้ำออกไปชัดเจน แต่วิถีชีวิตของมนุษย์กับน้ำผูกพันกันมาตลอด สมัยเด็กผมก็ว่ายน้ำในลำคลอง ทอดแห จับกุ้งได้หมด เราอยากฟื้นวิถีชีวิตตรงนี้ขึ้นมาควบคู่กับการพัฒนาสมัยใหม่ เลยเอาราวกันตกออกและปรับพื้นลงมาให้คนเข้าถึงน้ำได้ ซึ่งต่อไปก็ไม่ต้องกลัวว่าน้ำจะเหม็น เพราะเราทำสะอาด ลงไปเดินเล่นริมน้ำได้ และไม่ต้องกลัวตก”

ขณะเดียวกันก็ใช้การออกแบบแนวขอบถนนสูง 10 เซนติเมตร และกว้างถึง 30 เซนติเมตร เพื่อเตือนและแบ่งแนวเขตการรับรู้ระหว่างพื้นกับคลอง มีสเต็ปบันไดลดหลั่นก่อนถึงพื้นที่ริมตลิ่ง รวมถึงใช้แนวกระบะไม้พุ่มวางริมคลองช่วยกั้นอีกทาง

คลองผดุงกรุงเกษม พื้นที่สาธารณะแห่งใหม่ ที่ทำให้คนและคลองได้กลับมาใกล้ชิดกัน
คลองผดุงกรุงเกษม พื้นที่สาธารณะแห่งใหม่ ที่ทำให้คนและคลองได้กลับมาใกล้ชิดกัน

การมีราวกันตกที่ทำให้เข้าไม่ถึงคลอง เรื่องนี้แหละที่บางทีเราอาจทำตกหล่นไปในการออกแบบพื้นที่สาธารณะ เพราะเกิดจากการคิดโจทย์แล้วก็ตอบโจทย์อันเดียวนั้น อย่างเช่นเรื่องความปลอดภัย สำหรับบางพื้นที่เป็นเรื่องที่ดี แต่หลายพื้นที่ไม่ได้มองในมิติว่าคนจะอยู่อย่างไร จะใช้อย่างไร ประสบการณ์ที่จะเกิดขึ้นเป็นแบบไหน ซึ่งหากในอนาคตคุณภาพของน้ำดีขึ้นจนเราสัมผัสน้ำได้ก็เป็นเรื่องที่ดีไม่น้อย หรือเกิดกิจกรรมตลาดน้ำก็ไม่ต้องมีราวมาขวางกั้น

คลองผดุงกรุงเกษม พื้นที่สาธารณะแห่งใหม่ ที่ทำให้คนและคลองได้กลับมาใกล้ชิดกัน

ต่อมาเป็นการขยายทางเดินเท้าและลดการกีดขวางพื้นที่ เมื่อไม่มีราวกันตกกับจัดระเบียบสาธารณูปโภคให้รวบอยู่ในแนวเดียวกันและอยู่ในแนวพื้นที่สีเขียวให้มากที่สุด ทำให้ทางเท้ากว้างขึ้น 5 – 9.5 เมตร ใช้งานได้ทั้งการเดิน ออกกำลังกาย และยังออกแบบอย่าง Universal Design รองรับการใช้งานของผู้ใช้วีลแชร์ด้วย

คลองผดุงกรุงเกษม พื้นที่สาธารณะแห่งใหม่ ที่ทำให้คนและคลองได้กลับมาใกล้ชิดกัน
คลองผดุงกรุงเกษม พื้นที่สาธารณะแห่งใหม่ ที่ทำให้คนและคลองได้กลับมาใกล้ชิดกัน

ในขณะที่ปัญหาเรื่องการกลายเป็นที่จอดรถ มีซอกหลืบเสี่ยงต่อการเกิดอาชญากรรม ถูกขจัดด้วยการการรวบแนวเลนจอดรถ (Pocket Lane) ที่มีอยู่ในบางช่วงเข้าด้วยกัน เพื่อลดกิจกรรมส่วนบุคคลบางอย่างที่ก่อให้เกิดมุมอับ สร้างความสกปรก และกีดขวางการใช้งาน สำหรับอิสระชนที่เคยอยู่ เคยนอนตรงนั้น ท่านผู้ว่าฯ ก็เล่าให้ฟังว่า ได้เข้าไปทำความเข้าใจ รวมถึงจัดหาที่พักพิงให้

ส่วนที่เชื่อมต่อกับแหล่งชุมชน มีการปรับปรุงทางลาดที่เป็นมิตรกับผู้ใช้ และเพิ่มจุดทางข้ามทางม้าลาย รวมถึงทำทางเดินลอดใต้สะพานกษัตริย์ศึก มีทางเดินข้ามไปฝั่งโบ๊เบ๊ได้ ช่วยเชื่อมคนเข้ากับคลองได้ง่ายและปลอดภัยขึ้น

โฉมใหม่พื้นที่สาธารณะเลียบสองฝั่งคลองผดุงกรุงเกษม ที่เชื่อมการสัญจรทางเท้า ต่อล้อ-ราง-เรือ เพื่อผู้คนและเมือง

นิเวศวิทยาคลอง

ที่ขาดไม่ได้คือนิเวศวิทยาคลอง (Ecology) การสร้างแนวพื้นที่สีเขียวริมถนนขนาดใหญ่ ช่วยรองรับน้ำฝนตก หน่วงและกรองสิ่งสกปรกก่อนระบายน้ำฝนที่มีคุณภาพดีลงคลองอีกทาง

สำหรับคุณปู่คุณย่าต้นหางนกยูงฝรั่งที่ปลูกขนาบข้างคลองมานาน สุขภาพย่อมเสื่อมโทรมไปตามกาลเวลา พื้นที่หลุมปลูกเดิมคับแคบ ทำให้ระบบรากต้นไม้อ่อนแอลง อีกทั้งรากยังงัดพื้นทางเดินเสียหาย กรุงเทพมหานครและทีมงานสำนักสิ่งแวดล้อม ร่วมมือกับ กลุ่ม BIG Trees และรุกขกรผู้เชี่ยวชาญ ทำการประเมินสภาพและรักษาฟื้นฟูสุขภาพต้นไม้ทุกต้น บางต้นที่สภาพไม่สมบูรณ์ เป็นรู ได้ให้ แม็ค-พงษ์พิพัฒน์ เขตบุญไสย์ ศิลปินผู้เคยฝากผลงานกราฟฟิตี้ไว้ที่ริมคลองโอ่งอ่าง มาสร้างสรรค์ภาพวาดเพื่อเพิ่มคุณค่าให้กับต้นไม้ต้นเดิมนั้น ส่วนต้นไหนที่รื้อย้ายออกไป ก็จะได้รับการอนุบาลตามหลักวิชาการ และนำไปปลูกในพื้นที่อื่นที่เหมาะสมต่อไป

โฉมใหม่พื้นที่สาธารณะเลียบสองฝั่งคลองผดุงกรุงเกษม ที่เชื่อมการสัญจรทางเท้า ต่อล้อ-ราง-เรือ เพื่อผู้คนและเมือง

โครงข่ายการสัญจรสีเขียว

นอกจากการปรับปรุงภูมิทัศน์สองฝั่งคลอง ทางเท้า ตลอดจนระบบไฟฟ้าแสงสว่างแล้ว ยังสร้างพื้นที่ให้สะดวกต่อการเชื่อมโยงการสัญจรทางน้ำและทางบกเป็นโครงข่าย ล้อ-ราง-เรือ ที่เป็นมิตรทั้งกับผู้ใช้และสิ่งแวดล้อม ยังส่งเสริมการท่องเที่ยวในเขตเมืองเก่าอย่างย่านเทเวศร์ ย่านนางเลิ้ง ย่านเยาวราช-ตลาดน้อยได้ด้วย

ที่ท่านผู้ว่าฯ เล่าถึงอีกอย่างคือ เรือพลังงานไฟฟ้า 100 เปอร์เซ็นต์ ทั้ง 8 ลำ ใน ‘เส้นทางเดินเรือสีเขียว’ สายแรกของไทย ในระยะทางตลอดเส้นคลองผดุงกรุงเกษม 11 สถานี ตั้งแต่ท่าเรือสถานีรถไฟหัวลำโพง จนถึงท่าเรือเทวราช เปลี่ยนสายการเดินทางไปรถไฟฟ้าใต้ดิน รถไฟชานเมือง เรือแสนแสบ และเรือด่วนเจ้าพระยาได้ถึง 4 สถานี

โฉมใหม่พื้นที่สาธารณะเลียบสองฝั่งคลองผดุงกรุงเกษม ที่เชื่อมการสัญจรทางเท้า ต่อล้อ-ราง-เรือ เพื่อผู้คนและเมือง

เรือไฟฟ้าลำนี้ใช้พลังงานสะอาดจากการชาร์จไฟฟ้าและติดแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคา แถมยังไม่ก่อมลภาวะทางเสียง หนึ่งลำนั่งได้ 30 คน รองรับวีลแชร์ได้ 1 ที่นั่ง นอกจากนี้ยังทยอยปรับปรุงท่าเรือให้รองรับการใช้งานที่สะดวกขึ้น และปรับปรุงท่าน้ำให้มีขนาดใหญ่ขึ้น มีที่นั่งพักผ่อนหย่อนใจด้วย

“เราปรับปรุงซ่อมแซมท่าเรือตั้งแต่หัวลำโพงถึงวัดเทวราชกุญชรฯ ทั้ง 11 ท่า ให้ไม่มีอันตรายในการขึ้นลงเรือ รวมถึงทางลาดชันสำหรับผู้ใช้วีลแชร์ มีที่จอดให้ และมีที่แขวนจักรยานในเรือให้ด้วย ซึ่งช่วงนี้มีผู้ใช้งาน 800 – 1,000 คนต่อวัน โดยเรือแต่ละลำใช้เวลาเดินทางตลอดสายประมาณ 20 นาที” ผู้ว่าฯ อัศวินเล่าพร้อมยืนว่าให้ไปลองนั่ง พร้อมพิสูจน์ว่าน้ำในคลองสะอาดไร้กลิ่น

โฉมใหม่พื้นที่สาธารณะเลียบสองฝั่งคลองผดุงกรุงเกษม ที่เชื่อมการสัญจรทางเท้า ต่อล้อ-ราง-เรือ เพื่อผู้คนและเมือง
โฉมใหม่พื้นที่สาธารณะเลียบสองฝั่งคลองผดุงกรุงเกษม ที่เชื่อมการสัญจรทางเท้า ต่อล้อ-ราง-เรือ เพื่อผู้คนและเมือง

ผดุงศิลป์

ในระยะนำร่องโครงการปรับปรุงภูมิทัศน์คลองผดุงกรุงเกษม โซนที่ 2 หัวลำโพง นอกจากการมอบพื้นที่สาธารณะให้กับชาวเมืองแล้ว กรุงเทพมหานครยังตั้งใจจัดกิจกรรมแรกเพื่อค้นหาศักยภาพใหม่ ๆ ในการใช้พื้นที่ เปิดพื้นที่กระตุ้นการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจ อย่างตลาดนัดผดุงศิลป์ Art Market ที่มีคอนเซ็ปต์กิ๊บเก๋ว่า อยากช่วยผดุงและส่งเสริมแวดวงศิลปะร่วมสมัยให้กับศิลปิน นักออกแบบ และผู้คนในวงการสร้างสรรค์ทุกแขนง 

งานนี้ เราจะได้พบกับร้านค้านับ 100 ทั้งงานศิลปะ ดีไซน์ สินค้าชุมชน และอาหารพร้อมกับกิจกรรมสนุกในยามค่ำคืน ฟื้นวัฒนธรรมอันหลากหลายในอดีตกลับมา อย่างการฉายหนังกลางแปลงแบบ ‘ข้ามคลอง’ ให้ชมหนังนักศึกษา หนังรางวัล และหนังในดวงใจ มี ‘มินิคอนเสิร์ตท่าน้ำ’ และดนตรีเปิดหมวกแนวอะคูสติกฟังสบาย รวมทั้งเวิร์กชอปต่าง ๆ ให้เลือกสรร

ช่วงแรกตลาดนัดผดุงศิลป์จะจัดขึ้นใน 3 สุดสัปดาห์ ตั้งแต่วันที่ 18 – 20 มีนาคม 2565 25 – 27 มีนาคม 2565 และ 1 – 3 เมษายน 2565 เวลา 16.00 – 22.00 น.

ฟังแล้วก็ใจชื้น นี่เรากำลังจะมีพื้นที่ดี ๆ เพิ่มขึ้นอีกหนึ่งแห่ง

โครงการปรับปรุงภูมิทัศน์คลองผดุงกรุงเกษมยังดำเนินการต่อในระยะอื่น ๆ และพร้อมเปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน

ท่านผู้ว่าฯ ปิดท้ายบทสนทนาว่า “ในอนาคตเราจะปรับปรุงทุกคลองใหญ่ ๆ ในกรุงเทพฯ และวางแผนไว้ว่าอยากทำให้ได้มากและดีที่สุด ตรงไหนที่พี่น้องประชาชนเห็นว่าต้องปรับปรุงแก้ไข เรายินดีรับฟังข้อแนะนำต่าง ๆ เพื่อนำไปแก้ไขให้เป็นที่พึงพอใจ ติเพื่อก่อ บอกมาได้เลยทุกอย่าง เราจะสานต่อให้”

Writer

ปาริฉัตร คำวาส

อดีตบรรณาธิการสื่อสังคมและบทความศิลปวัฒนธรรม ผู้เชื่อว่าบ้านคือตัวตนของคนอยู่ เชื่อว่าความเรียบง่ายคือสิ่งซับซ้อนที่สุด และสนใจงานออกแบบเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี (กับเธอ)

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

Public Space

ตัวอย่างพื้นที่สาธารณะที่น่าเรียนรู้

ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปแค่ไหน สยามสแควร์ก็ยังคงเป็นศูนย์กลางความเคลื่อนไหวของวัยรุ่น

บนที่ดินทั้งหมดของจุฬาฯ ตั้งแต่สามย่าน-สวนหลวง มาจนถึงสี่แยกปทุมวัน และจากถนนบรรทัดทองมาถึงถนนอังรีดูนังต์ แบ่งการใช้งานออกเป็น 3 ประเภทคือ หนึ่ง พื้นที่สำหรับการศึกษา สอง พื้นที่ให้หน่วยงานราชการมาใช้ และ สาม พื้นที่สำหรับจัดหาผลประโยชน์บำรุงมหาวิทยาลัย พื้นที่ประเภทหลังมีทั้งหมด 3 แปลง คือ บริเวณสามย่าน-สวนหลวง บริเวณจามจุรีสแควร์ และพื้นที่ 63 ไร่ครึ่งของสยามสแควร์ ที่เริ่มต้นจากอาคารพาณิชย์สูง 3 ชั้นครึ่ง จำนวน 596 คูหา เมื่อ พ.ศ. 2507

เวลาเปลี่ยน วัยรุ่นเปลี่ยน สยามสแควร์ก็เปลี่ยน

เมื่อคนนิยมเดินห้างติดแอร์มากขึ้น เปลี่ยนไปซื้อของออนไลน์ และเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 จนต้องเรียนและทำงานออนไลน์ สยามสแควร์ซบเซาลงถนัดตา จนหลายคนสงสัยว่า สยามฯ จะกลับมาทวงสถานะพื้นที่อันดับหนึ่งของวัยรุ่นคืนได้จริงหรือ

แต่เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา สยามฯ มีการเปลี่ยนแปลงเชิงกายภาพครั้งใหญ่ มีการนำสายไฟลงดิน ปรับพื้นที่ใหม่ เปิดตึก SiamScape ตามด้วย Walking Street และตึกที่ดูโฉบเฉี่ยวมากมาย รวมถึงทุกสุดสัปดาห์จะมีคนจำนวนมหาศาลมายืนรอดูวงดนตรีของน้อง ๆ ที่กระจายตัวเล่นอยู่ทั่ว

คนกลับคืนสู่สยามฯ และชื่อของสยามฯ ถูกพูดถึงอีกครั้ง

58 ปี สยามสแควร์ ความเป็นวัยรุ่นตลอดกาล เหตุผลที่คนกลับมา และตึกที่หน้าตาเปลี่ยนไป

น่าสนใจว่า ตอนนี้สยามฯ มองตัวเองว่าเป็นพื้นที่ประเภทไหน พื้นที่พาณิชย์หรือพื้นที่สาธารณะ สยามฯ โกงความตายกลับมาได้อย่างไร แล้วเราจะได้เห็นอะไรต่อไปอีก

รวมถึงคำถามที่หลายคนยังคาใจ ทำไมต้องทุบสกาล่า

The Cloud นัดคุยกับ รศ.ดร.จิตติศักดิ์ ธรรมาภรณ์พิลาศ รองอธิการบดี ด้านการจัดการทรัพย์สินและกายภาพ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (PMCU) ผู้รับผิดชอบดูแลสยามสแควร์โดยตรง

แต่ก่อนจะเริ่มบทสนทนา ดร.จิตติศักดิ์ ออกตัวว่า ภาพสยามฯ โฉมใหม่ที่เราเห็นในวันนี้ต้องให้เครดิตกับ รศ.ดร.วิศณุ ทรัพย์สมพล อดีตรองอธิการบดี ที่ปลุกปั้นมาก่อนจะลาออกไปรับตำแหน่งรองผู้ว่าฯ กทม.

58 ปี สยามสแควร์ ความเป็นวัยรุ่นตลอดกาล เหตุผลที่คนกลับมา และตึกที่หน้าตาเปลี่ยนไป

01
บ้านเพื่อนผมอยู่ในสยามสแควร์

“ตึกแถวในพื้นที่จุฬาฯ เติบโตมาแบบผสมผสาน คือเป็นที่อยู่อาศัยข้างบน เป็นร้านค้าข้างล่าง สยามสแควร์ก็เป็นแบบนั้น สมัยเรียนเพื่อนผมพ่อเขาเปิดร้านขายแอร์ในสยามฯ ชั้นล่างเป็นร้าน ชั้นสามชั้นสี่เขาอยู่เป็นบ้านเลย จุดเริ่มต้นของสยามสแควร์คือพื้นที่พาณิชยกรรม มีลักษณะที่ชัดเจนตรงเป็นร้านตึกแถวแบบ Shophouse เทียบกับพื้นที่ยุคเดียวกันก็เพลินจิตอาเขต ยุคก่อนก็นางเลิ้ง เวิ้งนาครเกษม หรือในเยาวราช หลังสยามฯ ก็ไม่มีพื้นที่แบบนี้แล้ว เพราะต้องการพื้นที่ขนาดใหญ่ และเข้าสู่ยุคห้างติดแอร์”

02
สยามสแควร์ไม่ใช่พื้นที่ที่แพงที่สุด

“ยุคปัจจุบัน สี่แยกปทุมวันถือเป็นย่านสำนักงาน CBD (Central Business District) ที่เริ่มบางลง แล้วมีความเป็น Commercial มากขึ้นทั้งสี่ด้าน ทำเลของสยามสแควร์ไม่ใช่พื้นที่ที่มีราคาแพงที่สุด ที่แพงคือฝั่งที่ไหล ๆ ไปทางราชประสงค์ สยามฯ แพงเพราะไดนามิกของกิจกรรมที่เปลี่ยนแปลงเติบโตตลอดเวลา พื้นที่ CBD ทั่วไปพอเต็มแล้ว แสดงคาแรกเตอร์ของมันแล้ว จะนิ่งแบบนั้น แต่สยามฯ ไม่ใช่ เริ่มจากตึกแถว มีอาคารขนาดกลาง จนขึ้นเป็นตึกสูง มีการปรับคาแรกเตอร์ตลอด อาจจะเป็นเสน่ห์หนึ่งที่ทำให้ตัวสยามยังอยู่ได้”

58 ปี สยามสแควร์ ความเป็นวัยรุ่นตลอดกาล เหตุผลที่คนกลับมา และตึกที่หน้าตาเปลี่ยนไป

03
สยามฯ เป็นตึกแถว 3 ชั้นยุคแรก

สยามฯ ยุคแรกจุฬาฯ ใช้วิธีสร้างตึกแถวแล้วปล่อยเช่า เป็นตึกแถวยุคแรกที่สร้าง 3 ชั้น ถือว่าเก๋ไก๋มาก เพราะมีอาจารย์คณะวิศวะ สถาปัตย์ ช่วยออกแบบ ตึกหน้าตาแบบดั้งเดิมอยู่ตรงซอยมารีน่า ด้านหน้ามีแผ่นปูนรูปสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัดเป็นแถบ ๆ กั้นอยู่ ช่วงแรกจุฬาฯ ไม่ได้จริงจังกับการหารายได้ จนกระทั่งรัฐลดงบประมาณสนับสนุนลง ตอนนี้ช่วยไม่ถึง 30 เปอร์เซ็นต์ เราก็ต้องให้ความสำคัญกับการหาเงินมาช่วยในการบริหารจัดการมหาวิทยาลัย

58 ปี สยามสแควร์ ความเป็นวัยรุ่นตลอดกาล เหตุผลที่คนกลับมา และตึกที่หน้าตาเปลี่ยนไป
อาคารยุคแรก

04
เลิกเก็บค่าเช่าแบบคาดกระเป๋าหน้าท้อง

“พอต้องเน้นการหารายได้ บทบาทของการเป็นคนเก็บค่าเช่าแบบคาดกระเป๋าหน้าท้องต้องเปลี่ยนไป จุฬาฯ เริ่มก้าวมาเป็น Developer โครงการแรกคือ จัตุรัสจามจุรี เมื่อลักษณะของย่านเปลี่ยนไป มีห้างเกิดขึ้นโดยรอบ พื้นที่สยามฯ ดูค่อนข้างโทรมเมื่อเทียบกับรอบข้าง จึงเกิดการสร้างอาคารสยามกิตติ์ ข้างล่างเป็นร้านค้า ข้างบนเป็นโรงแรม ทำให้เกิด Business Unit ใหม่ที่ไม่ใช่การบริหารพื้นที่ทางราบ แต่เป็นการบริหารอาคารทางตั้ง ก็ต้องการความรู้ความสามารถในการบริหารอีกรูปแบบหนึ่ง

“จากการที่เคยเคาะประตูบ้านเก็บค่าเช่า ต้องเปลี่ยนมาวิ่งหาคนที่จะมาอยู่กับเรา คัดเลือกประเภทกิจการที่จะทำให้โครงการมีชีวิตชีวา รวมถึงคิดภาพที่จะสะท้อนถึงตัวย่าน และสะท้อนไปถึงตัวมหาวิทยาลัย เริ่มมีรายละเอียดมากกว่าเดิม แต่สยามกิตติ์ไม่ซับซ้อนมาก เพราะจบลงตรงเปิดให้เช่าเป็นโรงเรียนติว คลินิกความงาม ข้างล่างก็เป็นร้านอาหาร ที่ยากคือ SQ1”

05
ถ้าย้อนกลับไปทำใหม่ได้ SQ1 อาจไม่เป็นแบบนี้

จุดเปลี่ยนแรง ๆ ครั้งหนึ่งของสยามฯ คือช่วงที่ไฟไหม้โรงหนังสยาม จุฬาฯ สร้างเป็น SQ1 ขึ้นมา หลายคนถามว่า พื้นที่ติด BTS ริมถนนพระรามหนึ่ง ทำตึก 4 – 5 ชั้นเองเหรอ คือเราไม่มีทางเลือก เราต้องรีบสร้าง รีบเปิดให้เร็วที่สุด เพื่อรับผิดชอบต่อผู้เช่าเดิมที่ได้รับผลกระทบ เราไม่สามารถให้เขารอ 3 – 4 ปีเพื่อขึ้นตึกสูงได้ ถ้ามีเวลา เราคงทำเป็นอาคาร Mixed-use ความสูงเต็มที่เท่าที่กฎหมายอนุญาต

58 ปี สยามสแควร์ ความเป็นวัยรุ่นตลอดกาล เหตุผลที่คนกลับมา และตึกที่หน้าตาเปลี่ยนไป

06
โรงเรียนกวดวิชาที่หายไป

“โบนันซ่าเป็นตึกของเรา สร้างคล้ายตึกแถวซ้อนไปซ้อนมา ปรับปรุงซ่อมแซมมาหลายครั้ง ถึงจุดหนึ่งเราก็ไม่เอาแล้ว จะทุบเขาลง ช่วงนั้นมีความต้องการพื้นที่สำนักงานและร้านค้าอยู่ เราคิดว่าระหว่างที่สยามกิตติ์สร้างทาวเวอร์ที่เป็นโรงแรม ผู้เช่าที่เป็นโรงเรียนติวในอาคารเดิมจะทำอย่างไร ก็จะย้ายเขามาที่ SiamScape

“เมื่อก่อนในสยามฯ มีโรงเรียนกวดวิชากระจายอยู่ตามตึกแถว แต่พอมีระเบียบเรื่องจำนวนขนาดพื้นที่ต่อคน บางโรงเรียนก็อยู่ไม่ได้ บางโรงเรียนก็ต้องไปอยู่บนตึก และอีกหลาย ๆ ปัจจัย เราก็เลยตัดสินใจสร้าง SiamScape ขึ้นมาเพื่อรองรับโรงเรียนกวดวิชาด้วย”

58 ปี สยามสแควร์ ความเป็นวัยรุ่นตลอดกาล เหตุผลที่คนกลับมา และตึกที่หน้าตาเปลี่ยนไป
58 ปี สยามสแควร์ ความเป็นวัยรุ่นตลอดกาล เหตุผลที่คนกลับมา และตึกที่หน้าตาเปลี่ยนไป

07
ไม่อยากให้รถเข้า ก็ต้องสร้างตึกจอดรถตั้งแต่ทางเข้า

“ตึกสยามกิตติ์มีฟังก์ชันหลักอีกอย่างคือเป็นที่จอดรถ ถ้าคุณเข้ามาทางถนนอังรีดูนังต์ ไม่คิดอะไรมากก็เลี้ยวขึ้นตึกไปจอด ถ้าอยากใกล้เข้ามาหน่อยก็ขับมาจอดที่วิทยกิตติ์ ซึ่งเป็นตึกสำนักงานของฝั่งมหาวิทยาลัย ส่วนฝั่งพญาไทไม่มีตึกจอดรถ ถ้าจะทำให้สยามสแควร์เป็น Walking Street ฝั่งนี้ก็ควรมีที่จอดรถด้วย SiamScape จึงเกิดขึ้นมาเพื่อเป็นออฟฟิศ รองรับผู้เช่าที่เป็นโรงเรียนกวดวิชา คลินิกเสริมความงาม ชั้น 8 ชั้น 9 ก็ยืดหยุ่นให้อาจารย์นิสิตมาใช้จัดเลกเชอร์ ทำกิจกรรมเรียนรู้ได้ แล้วก็เป็นที่จอดรถในอีกมุมของสยามฯ ด้วย”

58 ปี สยามสแควร์ ความเป็นวัยรุ่นตลอดกาล เหตุผลที่คนกลับมา และตึกที่หน้าตาเปลี่ยนไป

08
เราไม่ได้เล็งตาเป็นมันว่า อยากได้สกาล่าคืน

“เราไม่ได้เล็งตาเป็นมันว่าอยากได้สกาล่าคืน เราไม่ได้ขึ้นค่าเช่า แต่กิจกรรมที่เขาทำมันไม่สร้างรายได้มาตั้งนานแล้ว สุดท้ายเขาก็ชำระค่าเช่าที่ค้างอยู่ไม่ได้ ช่วงที่ใกล้จะหมดสัญญาเช่า เราก็ช่วยเจรจาหาหลายคนมาช่วยเขา ทั้งนายกสมาคมภาพยนตร์ไทย ชมรมคนรักสกาล่า สมาคมสถาปนิกสยามฯ นายทุนต่าง ๆ เราคุยหมด แนะนำให้รู้จักเจ้าของ ให้ลองไปหารือกันว่าจะทำอย่างไร แต่สุดท้ายมันก็ไปไม่ไหวด้วยสเกล จำนวนพนักงาน ค่าใช้จ่าย รวมถึงค่าเช่าของเราด้วย ก็เลยไปต่อไม่ได้”

09
ถ้าจะเก็บสกาล่าไว้ ก็ต้องมีการใช้งานที่ชัดเจน

“เราไม่ได้ต้องการเก็บสกาล่าไว้แบบโบราณสถาน ถ้าจะเก็บก็ต้องมีการใช้งานที่ชัดเจน ไม่อย่างนั้นก็จะเป็นพื้นที่รกร้าง ไม่ได้ใช้งาน ถ้าจะใช้เป็นหอประชุม คณะศิลปกรรม คณะนิเทศ ก็หากิจกรรมมาลงต่อเนื่องไม่ได้ เพราะเรามีหอประชุมสเกลนี้อยู่ในหลายคณะ สกาล่าจึงเป็นอาคารที่เกินจากการความต้องการใช้งาน แล้วมันก็ไปไม่ไหวจริง ๆ ในแง่การดูแล มันติดที่ค่าดำเนินการ เมื่อก่อนเรามีบ้านหลังคาสูง ๆ ไม่ติดแอร์เพราะอยากได้ลม ก็ใช้เสาสูง เพดานสูง อะไรก็ใหญ่โตไปหมด แต่ยุคนี้คุณต้องเสียค่าแอร์เยอะมาก มันไม่ไหวในเชิงค่าดูแลบำรุงรักษาในระยะยาว เราอยากหาเจ้าภาพมาดูแลต่อ แต่ทุกคนปฏิเสธ เราก็ไม่อาจหาญจะรับมาดูแล เพราะเราไม่เก่งขนาดนั้น ก็เลยถึงจุดที่เรายอมแล้ว จึงเปิดประมูลพื้นที่ ซึ่งทาง CPN ได้ไป เขาจะทำเป็น Mixed-use มีทั้งรีเทล ออฟฟิศ แล้วก็น่าจะมีโรงแรมด้วย”

10
โควิด-19 มา จนสยามฯ เกือบไป

“ประตูหลักที่เราใช้นับจำนวนคนมาสยามฯ คือ SQ1 ช่วงก่อนโควิด เคยมีคนมาวันละ 2 แสน

“พอมีโควิด พร้อมกับกระแสซื้อสินค้าออนไลน์ เหลือคนมาไม่ถึง 2 หมื่น เราไม่ลังเลเลยที่จะลดค่าเช่า เพราะเห็นว่าเขาเดือดร้อนจริง ๆ กิจการที่โดนประกาศห้ามจากรัฐตรง ๆ อย่างร้านตัดผม ร้านนวด เราไม่เก็บค่าเช่าพักหนึ่ง เรากลัวกันมากว่าสยามฯ จะไม่กลับมาแล้ว แต่ในที่สุดมันก็กลับมา ไม่ใช่เพราะการซื้อของ แต่เป็นการมาใช้พื้นที่ มาเจอคน มาเดินเล่น”

รศ.ดร.จิตติศักดิ์ เล่าประวัติศาสตร์สยามสแควร์ จากตึกแถวสู่ย่านวัยรุ่น การปิดถนนให้คนเดิน และทำไมถึงไม่เก็บสกาล่า

11
ขับรถเข้ามาไม่สะดวกเลย ใช่ครับ ผมไม่ต้องการให้คุณขับรถเข้ามา

“ช่วงโควิดสยามฯ นิ่งอยู่พักหนึ่ง เราเองก็มีปัญหาน้ำท่วมในสยามฯ มาโดยตลอด แล้วก็มีความฝันในเชิงมาสเตอร์แปลนว่า อยากปรับอะไรหลาย ๆ อย่าง ก็เลยใช้จังหวะนี้สังคายนาใหญ่ วางระบบท่อใหม่ ต้องทำผิวถนนใหม่ เลยคุยกับคนออกแบบให้ปรับถนนเส้นกลางตั้งแต่ซอยสองถึง SQ1 ให้การจราจรที่วุ่นวายดีขึ้น รถที่อยู่ในสยามคือรถที่จะมาสยามฯ ไม่ใช่มาผ่านสยามฯ แล้วก็ไม่ให้มีรถสาธารณะจอดแช่

“เลยเกิดเป็นถนนคนเดินที่รถทำความเร็วไม่ได้ เป็นถนนที่คนไม่ได้มาเพื่อเรียกรถสาธารณะ รถเหล่านี้ก็ไม่เข้ามาโดยปริยาย ทำเสร็จคนก็บ่นว่า ตัวชะลอรถแหลมมาก ขับแล้วรถจะพัง ใช่ครับ ถ้าคุณขับไม่ถึง 20 กิโลเมตรต่อชั่วโมง รถคุณจะไม่สะเทือนเลย รถติดมากเลยครับอาจารย์ ใช่ครับ ผมไม่ต้องการให้รถเข้ามา”

รศ.ดร.จิตติศักดิ์ เล่าประวัติศาสตร์สยามสแควร์ จากตึกแถวสู่ย่านวัยรุ่น การปิดถนนให้คนเดิน และทำไมถึงไม่เก็บสกาล่า

12
ลานหน้าฮาร์ดร็อก

“ช่วงใกล้ ๆ SiamScape จะเปิดตัว ที่เรากำลังทำ Walking Street Hard Rock Cafe ก็หมดสัญญาเช่าพอดี ด้วยพิษโควิดเขาเลยไม่ต่อสัญญา เราก็เลยรื้อตัวตึกแถวเซ็ตนี้ออก ทำเป็นลานโล่งเชื่อมกับ SiamScape แล้วทำโปรเจกต์ Block I ที่ล้อคาแรกเตอร์ของตึกแถว ตามมาสเตอร์แปลนตึกสูงจะเกาะอยู่ที่ขอบถนนใหญ่เพื่อไม่ให้เกิดความหนาแน่นของจราจร ข้างในพยายามทำให้เป็นพื้นที่ของคนเดิน จึงเป็นสเกลไล่เลี่ยกับตึกแถว แต่การเช่าจะมีลีลามากขึ้น เราพยายามเลือก Flagship Store แบรนด์ไทย หรือเติบโตมาในพื้นที่ของเรา ถ้าเป็นแบรนด์นอกก็ต้องมีอะไรพิเศษไม่ซ้ำกับสาขาอื่น Block I จึงเป็นเหมือนแลนด์มาร์กหัวถนนเริ่มต้นถนนคนเดิน”

รศ.ดร.จิตติศักดิ์ เล่าประวัติศาสตร์สยามสแควร์ จากตึกแถวสู่ย่านวัยรุ่น การปิดถนนให้คนเดิน และทำไมถึงไม่เก็บสกาล่า
รศ.ดร.จิตติศักดิ์ เล่าประวัติศาสตร์สยามสแควร์ จากตึกแถวสู่ย่านวัยรุ่น การปิดถนนให้คนเดิน และทำไมถึงไม่เก็บสกาล่า

13
ถ้าคุณไม่ปรับ หมดสัญญาผมไม่ต่อนะ

“เราให้โจทย์ตึกที่จะสร้างในฝั่งสยามฯ และฝั่งมหาวิทยาลัยต่อไปว่า ต้องอยู่ในธีม Smart City ต้องได้ Green Certificate ในตึกต้องมีเรื่องประหยัดพลังงาน มี EV Charger มีเรื่องแอร์ เรื่องการรีไซเคิล อย่าง KLOUD by KBank เขาก็เปลี่ยนพื้นที่ธนาคารให้กลายเป็นพื้นที่สาธารณะที่เด็กเข้ามาใช้ประโยชน์ได้ มีคอนเซ็ปต์ที่เป็น Smart และยั่งยืน

“ส่วนร้านริมถนน Walking Street เราเน้นความเป็นอนาคต เพราะพื้นที่บางส่วนของ SiamScape เราให้เด็กมานั่งทำงานได้จนรถไฟฟ้าหยุดวิ่ง ก็เลยเป็นคอนเซ็ปต์สยามไม่หลับ พอเป็นชีวิตภาคกลางคืน อาคารทั้งหลายเลยตกแต่งด้วยแสงสีจัดเต็มไม่ให้น้อยหน้ากัน ก็ยิ่งสวยขึ้นเรื่อย ๆ เราบอกทุกร้านว่า ถ้าคุณไม่ปรับปรุง หมดสัญญาผมไม่ต่อนะ ผมจะเอาเจ้าใหม่มาลง เราไม่ได้ไล่คุณออกจากสยาม แต่คุณต้องไปอยู่ตึกนู้นตึกนี้แทน เราคุยกันแบบนั้น วันนี้คนบอกว่าสยามฯ สวยเหมือนอยู่เมืองนอก เราก็ไม่คิดเหมือนกันว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ ต้องตบตีกันเยอะมากกว่าจะเห็นภาพเดียวกัน”

รศ.ดร.จิตติศักดิ์ เล่าประวัติศาสตร์สยามสแควร์ จากตึกแถวสู่ย่านวัยรุ่น การปิดถนนให้คนเดิน และทำไมถึงไม่เก็บสกาล่า

14
สยามฯ เปลี่ยนไปแล้ว

“วันที่ 27 พ.ค. 65 เราอยากทำอีเวนต์เปิดตัวสยามฯ โฉมใหม่ซะหน่อย อยากปิดถนนให้คนได้เดินเล่นกันวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ มีการแสดงเปิดหมวกเล็ก ๆ น้อย ๆ วันนั้นคนไม่เยอะนะ แต่แรงกระเพื่อมจริง ๆ คือมีเด็กเข้ามาถ่ายรูปโพสต์ลงไอจีว่าสยามฯ เป็นแบบนี้แล้ว เป็นจังหวะที่ SiamScape เสร็จแล้ว เปิดสวนดาดฟ้าด้วย คนเห็นก็เริ่มมากันเยอะขึ้น เป็นอิทธิพลของโซเชียลจริง ๆ ที่ช่วยเรา

58 ปี สยามสแควร์ ความเป็นวัยรุ่นตลอดกาล เหตุผลที่คนกลับมา และตึกที่หน้าตาเปลี่ยนไป

15
Yes Indeed

“Yes Indeed เป็นวงที่มาเล่นกับเราตั้งแต่งานสวนหลวงสแควร์ เราอยากปลุกพื้นที่สวนหลวงสแควร์ที่ค่อนข้างเงียบให้มีชีวิตชีวิต ก็จัดตลาดนัด Flea Market ให้น้องๆ นิสิตจุฬาฯ มาขายของโดยไม่คิดค่าเช่า เราอยากหาวงดนตรีมาเล่น แต่ไม่มีเงินจ้าง Yes Indeed เป็นหนึ่งในวงที่ยินดีมาเล่น วันนั้นมีคนดูเขาไม่ถึง 10 คน พอมีงานวันเปิดสยามฯ เราก็ติดต่อเขาไป คราวนี้คนตามมาดูเขาเป็นร้อยเลย เพราะเขาไปเล่นมาหลายเวที สะสมฐานแฟนคลับมาเรื่อย ๆ

“ตอนนี้เขาไม่ได้เล่นแล้ว เพราะเราไม่อยากให้ใครเป็นเจ้าของเวที อยากให้หลาย ๆ คนมีโอกาสได้เล่น มีคนรอเล่นอยู่ 300 กว่าวง ถ้าเราเลือกแต่วงดัง ๆ อีก 200 กว่าวงที่เหลือ เมื่อไหร่จะได้เล่นล่ะ”

58 ปี สยามสแควร์ ความเป็นวัยรุ่นตลอดกาล เหตุผลที่คนกลับมา และตึกที่หน้าตาเปลี่ยนไป

16
เราเป็นพื้นที่ให้วงดนตรีทุกประเภท

“ที่สยามฯ เรามีเวที 4 จุด แต่ละเวทีเล่นวันละ 3 วง เล่นสัปดาห์ละ 3 วัน เท่ากับเล่นได้สัปดาห์ละ 36 วง เรามีลิสต์วงที่สมัครมา 300 กว่าวง ได้เล่นไปแล้ว 50 กว่าวง ตั้งแต่เด็กน้อยมาเล่นขำ ๆ พ่อแม่มานั่งตบมือ ร้องผิด ๆ ถูก ๆ จนถึงมืออาชีพมาก ๆ ทุกวงเล่นฟรีหมด เราเตรียมไฟให้ แต่เขาต้องเอาอุปกรณ์มาเอง เราพยายามจัดโปรแกรมช่วยน้อง ๆ วงที่ยังไม่มั่นใจก็ให้เล่นก่อนช่วง 5 – 6 โมง คนยังไม่เยอะ จะได้ไม่ตื่นเวที ช่วงที่คนเยอะก็เอาวงที่มีประสบการณ์หน่อย พอศิลปินอาชีพเห็นว่าสยามฯ มีอะไรแบบนี้ เขาก็ขอมาแจม วงที่จะเล่นกันศิลปินก็ต้องเตี๊ยมกันก่อนซะหน่อย ป้องกันไม่ให้หน้าแหก”

58 ปี สยามสแควร์ ความเป็นวัยรุ่นตลอดกาล เหตุผลที่คนกลับมา และตึกที่หน้าตาเปลี่ยนไป
58 ปี สยามสแควร์ ความเป็นวัยรุ่นตลอดกาล เหตุผลที่คนกลับมา และตึกที่หน้าตาเปลี่ยนไป

17
ถ้าชมรมเพาะกายอยากมาโชว์ ก็ยินดีต้อนรับ

ผมไม่ได้มองว่าประสบความสำเร็จแล้ว คนติดแล้วก็จัดต่อไปเรื่อย ๆ ผมเฉย ๆ กับการจัดกิจกรรมที่ทำซ้ำไปเรื่อย ๆ คาดเดาได้ โอเคมันอาจจะการันตีว่า ถ้าคุณมา คุณจะเอนจอยกับสิ่งนี้ แต่มันต้องหลากหลายกว่านั้น เพราะมีอีกหลายคนที่อยากแสดงออก แต่เขาไม่ถนัดเล่นดนตรี เขาอยากเต้น เล่นมายากล มีชมรมเพาะกายในจุฬาฯ ติดต่อมาขอโชว์ ถ้าคุณรู้สึกว่าวงการเพาะกายของคุณยังแคบอยู่ แล้วพื้นที่ของผมช่วยคุณได้ คุณกล้ามาถอดเสื้อโชว์ที่นี่ก็มา ผมยินดีต้อนรับ สิ่งที่ผมคาดหวังคือความหลากหลายและการเปิดโอกาสให้หลาย ๆ กิจกรรม”

รศ.ดร.จิตติศักดิ์ เล่าประวัติศาสตร์สยามสแควร์ จากตึกแถวสู่ย่านวัยรุ่น การปิดถนนให้คนเดิน และทำไมถึงไม่เก็บสกาล่า

18
ถ้าจัดการดี ๆ มันจะนำมาซึ่งกิจกรรมที่ให้คุณค่ามากกว่าเงิน

“พอเราปิดถนนแล้วคนมาเยอะ ก็มีออแกไนเซอร์ติดต่อมาว่า คิดค่าเช่ายังไง มีพื้นที่ไหนบ้าง ตอนนี้ผมพยายามทำให้คนเห็นว่า ถ้าคุณมีพื้นที่กลางแจ้งในเมือง โดยเฉพาะพื้นที่พาณิชย์ คุณไม่จำเป็นต้องทำให้มันเป็น Commercial แบบฮาร์ดคอร์ก็ได้ แบบปล่อยเช่าเก็บเงินอย่างเดียว แต่ถ้าจัดการดี ๆ มันจะนำมาซึ่งกิจกรรมที่ให้คุณค่ามากกว่าเงิน นั่นคือสิ่งที่ทีมผมพยายามคิดทุกสัปดาห์ 

“ถ้าคุณอยากเช่าก็มาได้ แต่ต้องคุยกันก่อนว่าจะมาทำอะไร ไม่ใช่มาเปิดตัวน้ำ แล้วมีขวดม็อกอัปอันเบ้อเริ่มมาตั้งกลางถนน หรือมีโลโก้ใหญ่ ๆ มาแปะ ผมไม่เอา คุณทำธีมให้ทั้งสยามฯ กลายเป็นน้ำได้ไหม ทำให้คนพูดถึงอีเวนต์ที่คุณจัดไม่ใช่แบรนด์ของคุณ แต่เมื่อคนเข้ามาในพื้นที่แล้วเขาจะนึกถึงอย่างอื่นไม่ได้นอกจากแบรนด์คุณ คุณมีกึ๋นพอไหม มันเป็นงานที่เหนื่อยหลายต่อมากนะ แต่ผมว่าคุ้ม”

รศ.ดร.จิตติศักดิ์ เล่าประวัติศาสตร์สยามสแควร์ จากตึกแถวสู่ย่านวัยรุ่น การปิดถนนให้คนเดิน และทำไมถึงไม่เก็บสกาล่า

19
เราหวังว่าจะได้ปิดถนนในสยามฯ ทุกวันเร็ว ๆ นี้

“พอมี Walking Street ทุกทิศก็เป็นหน้าบ้านหมด ตอนนี้คนมองว่าฝั่งอังรีดูนังต์เป็นหลังบ้าน ซึ่งจะไม่ใช่แล้ว ทุกส่วนสำคัญ และมีบทบาทที่ไม่เหมือนกัน SiamScape เป็นตัวเริ่มต้นฝั่งพญาไท สยามกิตติ์เป็นตัวปิดที่สง่างามก่อนที่จะจากพื้นที่ไป สยามกิตติ์กำลังจะมีการปรับเปลี่ยนหน้าตาตึกด้านนอก เสริมพื้นที่การค้าด้านใน แล้วก็มีการสร้างโรงแรมแบบฮิป ๆ ด้านบนที่ตอบโจทย์คนที่อยู่ในพื้นที่ย่านเรา

“เราหวังว่าจะได้ปิดถนนในสยามทุกวันเร็ว ๆ นี้ โจทย์ใหญ่คงกลับมาที่ทีมผม คงไม่ใช่การปิดเพื่อเดินเล่น เพราะเราเลยจุดนั้นมาแล้ว คำถามใหญ่คือ ถ้าเราปิดถนนอีก 4 วัน คุณจะทำอะไรกับมัน เราพยายามจะเปลี่ยนพฤติกรรมของคน และความเข้าใจในการใช้พื้นที่ ไม่งั้นเราก็จะอวยแต่ต่างประเทศตลอดเวลา สิงคโปร์ดีจัง ญี่ปุ่นดีจัง เมืองไทยแย่ เราหวังว่าสยามฯ จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี”

20
ผู้เช่าในอนาคตต้องพัฒนาไปด้วยกันกับเรา

“ผู้เช่าสยามฯ ในอนาคตต้องพัฒนาไปด้วยกันกับเรา ต่อไปคงมีกติกาการใช้พื้นที่ในแต่ละซอย สำนักงานจัดการทรัพย์สินฯ ไม่อยากบอกให้คุณออกไป แต่ด้วยการเปลี่ยนแปลงวัฏจักรของการค้า ของสังคม บางครั้งสิ่งที่คุณเป็นมันก็ไปต่อไม่ได้ เมื่อเกิดเหตุการณ์นั้นเราก็จะเข้าไปคุย ไปหารือกัน เราจะหาทางช่วย 

“จุฬาฯ ไม่ได้ใจร้าย จุฬาฯ ไม่ได้ยิ่งใหญ่ขนาดชี้ว่าคุณต้องออกไป ในการจะทำอะไรก็แล้วแต่ เราต้องผ่านบอร์ด ผ่านกรรมการ ผ่านขั้นตอนมากมาย เราไม่ได้ชี้เป็นชี้ตายคนง่ายขนาดนั้น เราใจร้ายกับใครไม่ได้เลย เพราะเรามีตราพระเกี้ยวค้ำอยู่ข้างหลังเสมอ”

รศ.ดร.จิตติศักดิ์ เล่าประวัติศาสตร์สยามสแควร์ จากตึกแถวสู่ย่านวัยรุ่น การปิดถนนให้คนเดิน และทำไมถึงไม่เก็บสกาล่า

21
คำพูดหล่อ ๆ มันจับต้องไม่ได้

“ถ้าพูดแบบหล่อ ๆ สยามฯ คือพื้นที่แห่งโอกาส แต่คำพูดหล่อ ๆ มันจับต้องไม่ได้ สยามฯ คือพื้นที่ Commercial Public ที่เราอยากให้เป็นตัวแทนการใช้พื้นที่สาธารณะเชิงพาณิชย์ที่ชี้นำสังคมในบ้านเรา ไม่ต้องยัดเยียด Commercial แบบฮาร์ดเซลล์ก็ได้ มันควรมีอิสรภาพให้คนที่เข้ามา ไม่เสียเงินซื้อของ คุณก็มาเจอคนที่ใช่ก็ได้

“จุฬาฯ ถูกมองว่ารวย หน้าเลือด เราอยากจะตอบกลับด้วยการทำพื้นที่แบบนี้ นี่ไงพื้นที่ Commercial ที่ฉันไม่ Commercial อะไรทั้งนั้น ไม่ใช่ว่าต้องตอบแทนสังคมด้วยการทำสวนเสมอไป ที่ที่ฉันให้ทำมาหากินนี่แหละ ที่จะให้โอกาสเด็กๆ มาใช้ ให้คนมาใช้ แล้วไม่คิดเงิน แล้วก็ไม่ใช่ CSR เราไม่ต้องการประชาสัมพันธ์ ไม่มีวาระแอบแฝง แล้วจุฬาฯ ได้อะไรจากสิ่งนี้ เราฉลาดขึ้น เราเรียนรู้จากน้องที่เข้ามาใช้พื้นที่ คนที่มาใช้พื้นที่ เราเปิดพื้นที่ คนมาแสดงออก เราจะเห็นเทรนด์ตลอดเวลา แล้วจะค่อย ๆ พัฒนาตัวเองขึ้น”

Writer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load