กรุงเทพมหานครเป็นเมืองน้ำ

วิถีชีวิตชาวกรุงผูกพันกับสายน้ำมาแต่ไหนแต่ไร โดยเฉพาะคลอง ซึ่งขุดลอกขึ้นเพื่อใช้ในการเกษตร ใช้ขนส่งผลผลิต ค้าขาย และใช้สัญจรเพื่อย่นระยะการเดินทาง จนได้ชื่อว่าเป็นเวนิสตะวันออก

ปัจจุบันกรุงเทพมหานครมีคลองนับพันเส้น เมื่อเมืองพัฒนา คลอง หนึ่งในสาธารณูปโภคซึ่งใช้ประโยชน์ในการดำรงชีพกลายเป็นที่ระบายน้ำเสียและรองรับน้ำฝน

ในวันที่โลกหมุนไปข้างหน้า การพลิกฟื้นคลองระบายน้ำให้กลับมาเป็นคลองระบบธรรมชาติ และใช้คลองช่วยให้พื้นที่มีชีวิต เชื่อมโยงความสัมพันธ์ของคน คลอง เมือง อย่างที่ควรจะเป็น บนความเป็นไปได้ใหม่ ๆ จึงน่าสนใจมาก

ติดตามโปรเจกต์ที่กรุงเทพมหานคร ริเริ่มพัฒนาเมืองบนฐานความคิด ‘Regenerative Bangkok : ฟื้นเมืองเชื่อมย่าน สานอนาคต’ ซึ่งเน้นเรื่องการจัดการน้ำ โครงข่ายคลอง ถนน ทางเท้า พื้นที่สีเขียว โดยมี 5 โครงการนำร่อง ได้แก่ คลองผดุงกรุงเกษม ถนนพระราม 1 ถนนสีลม สวนสาธารณะคลองช่องนนทรี และสวนลุมพินีกับสะพานเขียว มาหลักปี นี่เป็นอีกครั้งที่เราจะได้เห็นหนึ่งใน 5 โครงการนี้เป็นรูปเป็นร่างและเข้าไปใช้งานได้จริง

คลองผดุงกรุงเกษม เป็นคลองเส้นสําคัญตั้งแต่สมัย ร.4 ซึ่งก่อนหน้านี้ถูกละเลย เป็นพื้นที่ที่ไม่ได้ใช้งาน เมื่อมีโครงการปรับปรุงภูมิทัศน์เกิดขึ้น ทำให้ที่ริมคลองแห่งนี้กำลังจะมีบทบาทใหม่ เป็นพื้นที่สาธารณะให้แก่เมืองและผู้คนได้กลับมาใช้อย่างเสรีเต็มที่

เบื้องหลังการเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างไร คอลัมน์ Public Space ได้รับเกียรติจาก พลตำรวจเอก อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ผู้ริเริ่มแนวคิดฟื้นเมืองกรุงด้วย Blue-Green Infrastructure มาเล่าให้ฟังด้วยตัวเอง

คลองผดุงกรุงเกษม พื้นที่สาธารณะแห่งใหม่ ที่ทำให้คนและคลองได้กลับมาใกล้ชิดกัน
ภาพ : กรุงเทพมหานคร

ต่อไปนี้คือเมืองที่กำลังจะมีสุขภาวะ (Healthy City) และมีความยืดหยุ่น (Urban Resilience) พร้อมรับมือกับความท้าทายใหม่ ๆ ในอนาคต

เชื่อมพื้นที่ เชื่อมประวัติศาสตร์

ในอดีต คลองผดุงกรุงเกษมขุดสร้างขึ้นเพื่อการขยายเมืองชั้นที่ 3 ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 เชื่อมจากย่านค้าขายปากคลองเทเวศร์ หัวลำโพง ไปถึงแม่น้ำเจ้าพระยาทั้งสองฟาก รวมถึงเป็นเส้นทางสำคัญในการขนส่งสินค้า เกิดถนนเส้นสำคัญ กลายเป็นย่านเศรษฐกิจและการเมืองที่มีทั้งประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมในตัวเอง เช่น นางเลิ้ง เยาวราช สี่พระยา

ปัจจุบันยังเป็นคลองกลางเมืองที่เชื่อมต่อ ล้อ-ราง-เรือ ได้ (การสัญจรทางรถ รถไฟฟ้า และเรือโดยสาร) แต่พื้นที่รองรับการเดินเท้ากลับไม่เอื้อต่อการสัญจร อีกทั้งยังไม่มีทางจักรยานที่เอื้อต่อการสร้างโครงข่ายเส้นทางจักรยาน และยังคล้ายเป็นคลองที่ถูกลืม แม้ว่ามีชุมชนตลอดจนบริบทของพื้นที่ที่น่าสนใจ

“วิถีชีวิตของคนกับคลองผูกพันกันมาตั้งแต่อดีต ใช้สัญจร ติดต่อค้าขาย กรุงเทพฯ มีคลองอยู่ 1,682 คลอง เมื่อการเดินทางทางบกเจริญขึ้น ชีวิตคนกับน้ำก็เริ่มเลือนหายไป ผมอยากฟื้นวิถีชีวิตริมคลองขึ้นมา และช่วยระบายการจราจร รถติดปุ๊บ ลงเรือ ไปขึ้นรถไฟฟ้า ด้วยระบบ ล้อ-ราง-เรือ” ผู้ว่าฯ อัศวิน เกริ่นถึงแนวคิดของโครงการ

การจะพลิกฟื้นเรื่องเหล่านี้ขึ้นมาได้จึงต้องปรับพื้นที่ใหม่ทั้งหมด คลองที่ยาวกว่า 5.5 เมตร แบ่งเป็น 6 โซน เพื่อดําเนินงานเป็นช่วง ๆ โดยอิงตามแนวถนนหลักสําคัญที่ตัดผ่านแนวคลอง และอิงกับย่านต่าง ๆ ที่สัมพันธ์กับคลองผดุงกรุงเกษม

ช่วงที่ 1 ย่านตลาดน้อย-เจริญกรุง ความยาวประมาณ 680 เมตร ช่วงที่ 2 ย่านหัวลําโพง 1,250 เมตร ช่วงที่ 3 ย่านโบ๊เบ๊ 650 เมตร ช่วงที่ 4 ย่านนางเลิ้ง 1,000 เมตร ช่วงที่ 5 ย่านสถานที่ราชการ 700 เมตร และช่วงที่ 6 ย่านเทเวศร์ ราว 700 เมตร

ช่วงแรกที่มีการปรับภูมิทัศน์นี้ เป็นช่วงที่ 2 ย่านหัวลำโพง จากสะพานเจริญสวัสดิ์ ถึงสะพานกษัตริย์ศึก และการมองคลองในหลายมิติ ทั้งการเป็นพื้นที่สาธารณะ ประวัติศาสตร์เชื่อมโยงเมือง แหล่งชุมชน และเชิงนิเวศวิทยาคลอง (Ecology) นี้เอง ทำให้เกิดแนวคิดพัฒนาและการจัดการพื้นที่เชิงกายภาพอย่างไร้รอยต่อ

คลองผดุงกรุงเกษม พื้นที่สาธารณะแห่งใหม่ ที่ทำให้คนและคลองได้กลับมาใกล้ชิดกัน

พื้นที่สาธารณะเลียบคลอง

การฟื้นฟูพัฒนาเกิดขึ้นพร้อมกับการอนุรักษ์ ด้วยตัวพื้นที่มีสะพานต่าง ๆ ที่เป็นโบราณสถาน สำนักการวางผังและพัฒนาเมืองจึงทำหนังสือถึงกรมศิลปากร เพื่อขออนุญาตปรับปรุงคลองผดุงกรุงเกษม ซึ่งกรมศิลปากรอนุญาตและแนะนำแนวทางว่า ควรปรับทางเท้าให้กว้างขึ้น เพื่อรองรับทางจักรยานและการเดินที่ไม่เป็นอันตราย ทั้งนี้ต้องไม่ล้ำแนวสะพาน สำหรับการออกแบบภูมิทัศน์มี อาจารย์กชกร วรอาคม ภูมิสถาปนิกเป็นที่ปรึกษาโครงการ

คลองผดุงกรุงเกษม พื้นที่สาธารณะแห่งใหม่ ที่ทำให้คนและคลองได้กลับมาใกล้ชิดกัน

“เมื่อไม่ได้ใช้งานนาน คลองผดุงกรุงเกษมก็ตื้นเขินขึ้น ดินเลน ดินโคลนนอนอยู่ก้นคลอง ถมขึ้นมาประมาณ 50 เซนติเมตร ถึง 1 เมตร การเดินทางของน้ำก็ไม่สะดวก นอกจากการปรับภูมิทัศน์ให้สวยงาม จึงต้องลอกคลองใหม่ เพื่อให้ใช้สัญจรได้ ขณะเดียวกันที่นี่ก็เป็นทั้งแก้มลิงเก็บน้ำและระบายน้ำลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาได้ ซึ่งคลองมีระบบแยกน้ำดีและน้ำเสียชัดเจนอยู่แล้ว มีการวางท่อระบายน้ำลึกลงไปกว่าท้องคลองอีก 4 เมตร แยกน้ำเสียออกไปเพื่อผันไปสู่โรงบำบัดน้ำ แต่ที่ผ่านมามีเป็นบางที่ เราจึงจะวางระบบเพิ่มตั้งแต่หัวลำโพงถึงวัดเทวราชกุญชรฯ”

หลังเริ่มจากลอกคลอง ปรับคุณภาพ และแก้ไขปัญหาน้ำเสีย โจทย์ใหญ่ต่อมาคือการสร้างพื้นที่สาธารณะควบคู่กับความเป็นคลอง สิ่งแรกที่ได้เห็นจึงเป็นการรื้อราวกันตก และย้ายแนวไม้พุ่มตกแต่งที่กั้นเดิมออก ซึ่งการทำเช่นนี้ช่วยขยายพื้นที่ทางเดินริมคลองได้มากสุดถึง 2 เมตร

หลายคนอาจกังวลว่าเมื่อไม่มีราวกันตก อาจก่อให้เกิดอันตราย สิ่งนี้ทั้งท่านผู้ว่าฯ และผู้ออกแบบ ให้เหตุผลว่า จะทำให้ความสัมพันธ์ระหว่าง คน-คลอง-ชีวิตริมตลิ่ง กลับมาใกล้ชิดเฉกเช่นในอดีต ลดความห่างเหินและความหวาดกลัวของผู้คนที่มีต่อน้ำ

“ราวกั้นจะแยกคนกับน้ำออกไปชัดเจน แต่วิถีชีวิตของมนุษย์กับน้ำผูกพันกันมาตลอด สมัยเด็กผมก็ว่ายน้ำในลำคลอง ทอดแห จับกุ้งได้หมด เราอยากฟื้นวิถีชีวิตตรงนี้ขึ้นมาควบคู่กับการพัฒนาสมัยใหม่ เลยเอาราวกันตกออกและปรับพื้นลงมาให้คนเข้าถึงน้ำได้ ซึ่งต่อไปก็ไม่ต้องกลัวว่าน้ำจะเหม็น เพราะเราทำสะอาด ลงไปเดินเล่นริมน้ำได้ และไม่ต้องกลัวตก”

ขณะเดียวกันก็ใช้การออกแบบแนวขอบถนนสูง 10 เซนติเมตร และกว้างถึง 30 เซนติเมตร เพื่อเตือนและแบ่งแนวเขตการรับรู้ระหว่างพื้นกับคลอง มีสเต็ปบันไดลดหลั่นก่อนถึงพื้นที่ริมตลิ่ง รวมถึงใช้แนวกระบะไม้พุ่มวางริมคลองช่วยกั้นอีกทาง

คลองผดุงกรุงเกษม พื้นที่สาธารณะแห่งใหม่ ที่ทำให้คนและคลองได้กลับมาใกล้ชิดกัน
คลองผดุงกรุงเกษม พื้นที่สาธารณะแห่งใหม่ ที่ทำให้คนและคลองได้กลับมาใกล้ชิดกัน

การมีราวกันตกที่ทำให้เข้าไม่ถึงคลอง เรื่องนี้แหละที่บางทีเราอาจทำตกหล่นไปในการออกแบบพื้นที่สาธารณะ เพราะเกิดจากการคิดโจทย์แล้วก็ตอบโจทย์อันเดียวนั้น อย่างเช่นเรื่องความปลอดภัย สำหรับบางพื้นที่เป็นเรื่องที่ดี แต่หลายพื้นที่ไม่ได้มองในมิติว่าคนจะอยู่อย่างไร จะใช้อย่างไร ประสบการณ์ที่จะเกิดขึ้นเป็นแบบไหน ซึ่งหากในอนาคตคุณภาพของน้ำดีขึ้นจนเราสัมผัสน้ำได้ก็เป็นเรื่องที่ดีไม่น้อย หรือเกิดกิจกรรมตลาดน้ำก็ไม่ต้องมีราวมาขวางกั้น

คลองผดุงกรุงเกษม พื้นที่สาธารณะแห่งใหม่ ที่ทำให้คนและคลองได้กลับมาใกล้ชิดกัน

ต่อมาเป็นการขยายทางเดินเท้าและลดการกีดขวางพื้นที่ เมื่อไม่มีราวกันตกกับจัดระเบียบสาธารณูปโภคให้รวบอยู่ในแนวเดียวกันและอยู่ในแนวพื้นที่สีเขียวให้มากที่สุด ทำให้ทางเท้ากว้างขึ้น 5 – 9.5 เมตร ใช้งานได้ทั้งการเดิน ออกกำลังกาย และยังออกแบบอย่าง Universal Design รองรับการใช้งานของผู้ใช้วีลแชร์ด้วย

คลองผดุงกรุงเกษม พื้นที่สาธารณะแห่งใหม่ ที่ทำให้คนและคลองได้กลับมาใกล้ชิดกัน
คลองผดุงกรุงเกษม พื้นที่สาธารณะแห่งใหม่ ที่ทำให้คนและคลองได้กลับมาใกล้ชิดกัน

ในขณะที่ปัญหาเรื่องการกลายเป็นที่จอดรถ มีซอกหลืบเสี่ยงต่อการเกิดอาชญากรรม ถูกขจัดด้วยการการรวบแนวเลนจอดรถ (Pocket Lane) ที่มีอยู่ในบางช่วงเข้าด้วยกัน เพื่อลดกิจกรรมส่วนบุคคลบางอย่างที่ก่อให้เกิดมุมอับ สร้างความสกปรก และกีดขวางการใช้งาน สำหรับอิสระชนที่เคยอยู่ เคยนอนตรงนั้น ท่านผู้ว่าฯ ก็เล่าให้ฟังว่า ได้เข้าไปทำความเข้าใจ รวมถึงจัดหาที่พักพิงให้

ส่วนที่เชื่อมต่อกับแหล่งชุมชน มีการปรับปรุงทางลาดที่เป็นมิตรกับผู้ใช้ และเพิ่มจุดทางข้ามทางม้าลาย รวมถึงทำทางเดินลอดใต้สะพานกษัตริย์ศึก มีทางเดินข้ามไปฝั่งโบ๊เบ๊ได้ ช่วยเชื่อมคนเข้ากับคลองได้ง่ายและปลอดภัยขึ้น

โฉมใหม่พื้นที่สาธารณะเลียบสองฝั่งคลองผดุงกรุงเกษม ที่เชื่อมการสัญจรทางเท้า ต่อล้อ-ราง-เรือ เพื่อผู้คนและเมือง

นิเวศวิทยาคลอง

ที่ขาดไม่ได้คือนิเวศวิทยาคลอง (Ecology) การสร้างแนวพื้นที่สีเขียวริมถนนขนาดใหญ่ ช่วยรองรับน้ำฝนตก หน่วงและกรองสิ่งสกปรกก่อนระบายน้ำฝนที่มีคุณภาพดีลงคลองอีกทาง

สำหรับคุณปู่คุณย่าต้นหางนกยูงฝรั่งที่ปลูกขนาบข้างคลองมานาน สุขภาพย่อมเสื่อมโทรมไปตามกาลเวลา พื้นที่หลุมปลูกเดิมคับแคบ ทำให้ระบบรากต้นไม้อ่อนแอลง อีกทั้งรากยังงัดพื้นทางเดินเสียหาย กรุงเทพมหานครและทีมงานสำนักสิ่งแวดล้อม ร่วมมือกับ กลุ่ม BIG Trees และรุกขกรผู้เชี่ยวชาญ ทำการประเมินสภาพและรักษาฟื้นฟูสุขภาพต้นไม้ทุกต้น บางต้นที่สภาพไม่สมบูรณ์ เป็นรู ได้ให้ แม็ค-พงษ์พิพัฒน์ เขตบุญไสย์ ศิลปินผู้เคยฝากผลงานกราฟฟิตี้ไว้ที่ริมคลองโอ่งอ่าง มาสร้างสรรค์ภาพวาดเพื่อเพิ่มคุณค่าให้กับต้นไม้ต้นเดิมนั้น ส่วนต้นไหนที่รื้อย้ายออกไป ก็จะได้รับการอนุบาลตามหลักวิชาการ และนำไปปลูกในพื้นที่อื่นที่เหมาะสมต่อไป

โฉมใหม่พื้นที่สาธารณะเลียบสองฝั่งคลองผดุงกรุงเกษม ที่เชื่อมการสัญจรทางเท้า ต่อล้อ-ราง-เรือ เพื่อผู้คนและเมือง

โครงข่ายการสัญจรสีเขียว

นอกจากการปรับปรุงภูมิทัศน์สองฝั่งคลอง ทางเท้า ตลอดจนระบบไฟฟ้าแสงสว่างแล้ว ยังสร้างพื้นที่ให้สะดวกต่อการเชื่อมโยงการสัญจรทางน้ำและทางบกเป็นโครงข่าย ล้อ-ราง-เรือ ที่เป็นมิตรทั้งกับผู้ใช้และสิ่งแวดล้อม ยังส่งเสริมการท่องเที่ยวในเขตเมืองเก่าอย่างย่านเทเวศร์ ย่านนางเลิ้ง ย่านเยาวราช-ตลาดน้อยได้ด้วย

ที่ท่านผู้ว่าฯ เล่าถึงอีกอย่างคือ เรือพลังงานไฟฟ้า 100 เปอร์เซ็นต์ ทั้ง 8 ลำ ใน ‘เส้นทางเดินเรือสีเขียว’ สายแรกของไทย ในระยะทางตลอดเส้นคลองผดุงกรุงเกษม 11 สถานี ตั้งแต่ท่าเรือสถานีรถไฟหัวลำโพง จนถึงท่าเรือเทวราช เปลี่ยนสายการเดินทางไปรถไฟฟ้าใต้ดิน รถไฟชานเมือง เรือแสนแสบ และเรือด่วนเจ้าพระยาได้ถึง 4 สถานี

โฉมใหม่พื้นที่สาธารณะเลียบสองฝั่งคลองผดุงกรุงเกษม ที่เชื่อมการสัญจรทางเท้า ต่อล้อ-ราง-เรือ เพื่อผู้คนและเมือง

เรือไฟฟ้าลำนี้ใช้พลังงานสะอาดจากการชาร์จไฟฟ้าและติดแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคา แถมยังไม่ก่อมลภาวะทางเสียง หนึ่งลำนั่งได้ 30 คน รองรับวีลแชร์ได้ 1 ที่นั่ง นอกจากนี้ยังทยอยปรับปรุงท่าเรือให้รองรับการใช้งานที่สะดวกขึ้น และปรับปรุงท่าน้ำให้มีขนาดใหญ่ขึ้น มีที่นั่งพักผ่อนหย่อนใจด้วย

“เราปรับปรุงซ่อมแซมท่าเรือตั้งแต่หัวลำโพงถึงวัดเทวราชกุญชรฯ ทั้ง 11 ท่า ให้ไม่มีอันตรายในการขึ้นลงเรือ รวมถึงทางลาดชันสำหรับผู้ใช้วีลแชร์ มีที่จอดให้ และมีที่แขวนจักรยานในเรือให้ด้วย ซึ่งช่วงนี้มีผู้ใช้งาน 800 – 1,000 คนต่อวัน โดยเรือแต่ละลำใช้เวลาเดินทางตลอดสายประมาณ 20 นาที” ผู้ว่าฯ อัศวินเล่าพร้อมยืนว่าให้ไปลองนั่ง พร้อมพิสูจน์ว่าน้ำในคลองสะอาดไร้กลิ่น

โฉมใหม่พื้นที่สาธารณะเลียบสองฝั่งคลองผดุงกรุงเกษม ที่เชื่อมการสัญจรทางเท้า ต่อล้อ-ราง-เรือ เพื่อผู้คนและเมือง
โฉมใหม่พื้นที่สาธารณะเลียบสองฝั่งคลองผดุงกรุงเกษม ที่เชื่อมการสัญจรทางเท้า ต่อล้อ-ราง-เรือ เพื่อผู้คนและเมือง

ผดุงศิลป์

ในระยะนำร่องโครงการปรับปรุงภูมิทัศน์คลองผดุงกรุงเกษม โซนที่ 2 หัวลำโพง นอกจากการมอบพื้นที่สาธารณะให้กับชาวเมืองแล้ว กรุงเทพมหานครยังตั้งใจจัดกิจกรรมแรกเพื่อค้นหาศักยภาพใหม่ ๆ ในการใช้พื้นที่ เปิดพื้นที่กระตุ้นการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจ อย่างตลาดนัดผดุงศิลป์ Art Market ที่มีคอนเซ็ปต์กิ๊บเก๋ว่า อยากช่วยผดุงและส่งเสริมแวดวงศิลปะร่วมสมัยให้กับศิลปิน นักออกแบบ และผู้คนในวงการสร้างสรรค์ทุกแขนง 

งานนี้ เราจะได้พบกับร้านค้านับ 100 ทั้งงานศิลปะ ดีไซน์ สินค้าชุมชน และอาหารพร้อมกับกิจกรรมสนุกในยามค่ำคืน ฟื้นวัฒนธรรมอันหลากหลายในอดีตกลับมา อย่างการฉายหนังกลางแปลงแบบ ‘ข้ามคลอง’ ให้ชมหนังนักศึกษา หนังรางวัล และหนังในดวงใจ มี ‘มินิคอนเสิร์ตท่าน้ำ’ และดนตรีเปิดหมวกแนวอะคูสติกฟังสบาย รวมทั้งเวิร์กชอปต่าง ๆ ให้เลือกสรร

ช่วงแรกตลาดนัดผดุงศิลป์จะจัดขึ้นใน 3 สุดสัปดาห์ ตั้งแต่วันที่ 18 – 20 มีนาคม 2565 25 – 27 มีนาคม 2565 และ 1 – 3 เมษายน 2565 เวลา 16.00 – 22.00 น.

ฟังแล้วก็ใจชื้น นี่เรากำลังจะมีพื้นที่ดี ๆ เพิ่มขึ้นอีกหนึ่งแห่ง

โครงการปรับปรุงภูมิทัศน์คลองผดุงกรุงเกษมยังดำเนินการต่อในระยะอื่น ๆ และพร้อมเปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน

ท่านผู้ว่าฯ ปิดท้ายบทสนทนาว่า “ในอนาคตเราจะปรับปรุงทุกคลองใหญ่ ๆ ในกรุงเทพฯ และวางแผนไว้ว่าอยากทำให้ได้มากและดีที่สุด ตรงไหนที่พี่น้องประชาชนเห็นว่าต้องปรับปรุงแก้ไข เรายินดีรับฟังข้อแนะนำต่าง ๆ เพื่อนำไปแก้ไขให้เป็นที่พึงพอใจ ติเพื่อก่อ บอกมาได้เลยทุกอย่าง เราจะสานต่อให้”

Writer

ปาริฉัตร คำวาส

อดีตบรรณาธิการสื่อสังคมและบทความศิลปวัฒนธรรม ผู้เชื่อว่าบ้านคือตัวตนของคนอยู่ เชื่อว่าความเรียบง่ายคือสิ่งซับซ้อนที่สุด และสนใจงานออกแบบเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี (กับเธอ)

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

Public Space

ตัวอย่างพื้นที่สาธารณะที่น่าเรียนรู้

สารภาพตามตรงเสียเนิ่น ๆ ผู้เขียนไม่ได้ทำการบ้านเรื่อง Englischer Garten หรือ English Garden ก่อนเดินทางไปมิวนิก และไม่คิดว่าจะเขียนอะไรทั้งสิ้นระหว่างการเดินทางไปพักร้อนในช่วงฤดูใบไม้ผลิที่เยอรมนี แต่เจ้าสวนเขียวใจกลางเมืองนี้มันงดงามตราตรึงใจนัก ลองนึกภาพอากาศปลอดโปร่ง ดอกไม้บานสะพรั่ง เป็ดเตาะแตะข้างลำธาร หนุ่มสาวออกมาปิกนิก ครอบครัวจูงลูกเล็กเด็กแดงและสุนัขมาเที่ยวเล่นหย่อนใจ มองไปทางไหนก็มีชีวิตชีวา พูดได้เต็มปากว่าชีพจรของเมืองเต้นตุบ ๆ อยู่ที่นี่

ตลอดช่วงเวลาที่อยู่เมืองหลวงของแคว้นบาวาเรีย ผู้เขียนไปเดินเล่นที่ Englischer Garten ทุกวี่วัน พลังงานของพื้นที่สีเขียวดีงามเหลือล้นจนอดใจไม่ไหว คันไม้คันมือ ขอกลั่นเรื่องสวนอังกฤษแห่งมิวนิกมาเล่าสู่กันฟัง

Englischer Garten สวนสาธารณะกลางเมืองมิวนิก ใหญ่กว่า Central Park และมีมานานกว่า 200 ปี

สวนอังกฤษ

Englischer Garten ได้ชื่อ ‘สวนอังกฤษ’ จากสไตล์การออกแบบภูมิทัศน์ของสวน ตามแบบที่นิยมในอังกฤษช่วงศตวรรษที่ 18 – 19 และกลายเป็นแฟชั่นไปทั่วยุโรป

ตัวสวนมีขนาด 3.73 ตารางกิโลเมตร เป็นหนึ่งในสวนสาธารณะใจกลางเมืองที่ใหญ่ที่สุดในโลก กว้างใหญ่กว่า Central Park ในนิวยอร์ก หรือ Hyde Park ในลอนดอนเสียอีก Englischer Garten เชื่อมต่อเมืองเก่ากับแม่น้ำอีซาร์ (Isar) ด้วยอาณาเขตตั้งแต่กลางเมืองไปจรดทิศตะวันออกเฉียงเหนือของมิวนิก เส้นทางในสวนทั้งถนน ทางม้า และทางเท้า ความยาวรวมกันกว่า 78 กิโลเมตร มีลำธารใสไหลเย็นเชี่ยวยาว 15 กิโลเมตรตัดผ่าน และมีสะพานกว่า 100 แห่ง เล่าให้เห็นภาพคือใหญ่กว่าสวนลุมพินีมากกว่า 7 เท่า 

Englischer Garten สวนสาธารณะกลางเมืองมิวนิก ใหญ่กว่า Central Park และมีมานานกว่า 200 ปี

การปันพื้นที่ในเมืองใหญ่มาสร้างพื้นที่สีเขียวเบิ้ม ๆ ขนาดนี้คงแทบจะเป็นไปไม่ได้ในปัจจุบัน เจ้าสวนอังกฤษนี้เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 1789 ปีเดียวกับการปฏิวัติฝรั่งเศส ซึ่งเยอรมนียังไม่ได้มีขอบเขตประเทศเช่นทุกวันนี้ เวลานั้นแคว้นบาวาเรียปกครองโดยเจ้านครรัฐผู้คัดเลือก (Prince-elector) ชื่อ Charles Theodore ผู้รับชาวอังกฤษ Sir Benjamin Thompson มาเป็นเสนาธิการ (aide-de-camp) ของตน ท่านเซอร์ธอมป์สันอยู่บาวาเรีย 11 ปี ได้ทำนุบำรุงการทหารและบ้านเมืองหลายอย่าง จนภายหลังได้เลื่อนยศกลายเป็น Imperial Count Rumford หนึ่งในผลงานสำคัญของขุนนางชาวอังกฤษคนนี้คือการสร้าง Englischer Garten ถวายเจ้าชายผู้ปกครองเมือง 

สวนนี้ได้รับการออกแบบบนแนวคิดว่า เป็นสวนของชาวเมืองทั้งหมด ไม่ใช่ของสงวนสำหรับคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งในสังคม เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของประชากรชาวมิวนิก ซึ่งในเวลานั้นมีจำนวนกว่า 40,000 คน พื้นที่กว้างมหาศาลได้รับการจัดการอย่างรวดเร็วน่าทึ่ง มีการตัดเส้นทาง สร้างสะพาน ปลูกต้นไม้สารพัด รวมถึงมีทำนบรองรับน้ำท่วมด้วย เป็นไปได้ว่าไอเดียพื้นที่สาธารณะสำหรับประชาชนอาจจะอยู่ในความสนใจของสังคม เพราะในช่วงเวลาเดียวกัน ดินแดนเพื่อนบ้านอย่างฝรั่งเศสมีกระแสความไม่พอใจระบอบชนชั้นสูงรุนแรง และส่งผลกระเพื่อมไปทั่วยุโรป 

สวนที่เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ 

ผู้รับช่วงดูแลโครงการคนต่อ ๆ มา ได้แก่ Reinhard von Werneck และ Friedrich Ludwig von Sckell ได้ปรับปรุงและขยายพื้นที่สวนจนสวยงามใหญ่โต จากสิ่งก่อสร้างช่วงในปี 1790 ที่มีแค่ Chinese Tower และ Rumford Hall บารอน Reinhard von Werneck ขยายพื้นที่สวนไปอีก 100 เฮกตาร์ เพิ่มพื้นที่ทำการเกษตร และขุดทะเลสาบ Kleinhesseloher See สุดขอบทางตอนเหนือของสวน ล้อมรอบด้วยอาคารสำหรับพักผ่อนหย่อนใจบริเวณทางเข้า มีบริการเบียร์ นม และอาหาร ตามแบบฉบับ Beer Garden ให้คนงานในสวนและคนผ่านไปผ่านมา แถมมีฟลอร์เต้นรำเสียด้วย ท่านบารอนทุ่มเทให้กับการพัฒนาสวนนี้มาก ๆ แต่เนื่องจากปัญหางบประมาณที่แพงระยับ ในที่สุดขุนนางท่านนี้จำใจต้องวางมือจากสวนนี้ไป

Englischer Garten สวนสาธารณะกลางเมืองมิวนิก ใหญ่กว่า Central Park และมีมานานกว่า 200 ปี

ต่อมาบิดาแห่งสวนอังกฤษในเยอรมนี Friedrich Ludwig von Sckell ซึ่งช่วยดูแลโครงการนี้ตั้งแต่แรกเริ่ม ได้เข้ามาดูแลสวนอังกฤษเต็มตัว และปรับปรุงรูปแบบสวนใหม่ ทั้งพัฒนาทางเดิน เพิ่มการปลูกพืชพรรณไม้ ขยายขนาดทะเลสาบ 1.5 เท่า และจัดการเส้นทางน้ำให้เสร็จสมบูรณ์ มีการสร้างน้ำตก จน Englischer Garten กลายเป็นหนึ่งในสวนที่โดดเด่นที่สุดในศตวรรษที่ 19 ซึ่งไม่ได้มุ่งเน้นการทำการเกษตร แต่เป็นการปรับปรุงภูมิทัศน์ของเมืองอย่างแท้จริง 

หลังจากนั้นสวนยังได้รับการดูแลปรับปรุงดีไซน์ไปเรื่อย ๆ Carl August Sckell หลานชายของ Friedrich Ludwig von Sckell เติมเนินเขา และ Monopteros Temple หนึ่งในแลนด์มาร์กสำคัญและจุดชมวิวบนยอดเนิน เป็นผลงานของสถาปนิก Leo von Klenze ในปี 1837 

Englischer Garten สวนสาธารณะกลางเมืองมิวนิก ใหญ่กว่า Central Park และมีมานานกว่า 200 ปี

แม้พื้นที่สวนและสิ่งก่อสร้างบางส่วนจะถูกทำลายด้วยระเบิดของฝ่ายสัมพันธมิตรในสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ก็ได้รับการฟื้นฟูดูแลขึ้นมาใหม่ นอกจากนี้สวนอังกฤษยังต่อสู้กับภัยธรรมชาติหลายครั้ง ทั้งพายุโหมกระหน่ำทำลายพืชพรรณ และโรคพืช Dutch elm ที่ทำลายต้นเอล์มในสวน ในวาระครบรอบ 200 ปี Englischer Garten จึงปลูกต้นไม้ใหม่ 1500 ต้นโดยเน้นต้นเอล์มเป็นหลัก 

ปัจจุบันบาวาเรียใช้งบประมาณราว 2.5 ล้านยูโรต่อปี ในการดูแลสวนนี้ การให้ความสำคัญกับพื้นที่สาธารณะ พื้นที่สีเขียว และการทำนุบำรุงโครงการอย่างสม่ำเสมอทุกยุคทุกสมัย เป็นหัวใจความสำเร็จของสวนใจกลางเมือง ซึ่งยืนหยัดสร้างความร่มรื่นและคุณภาพชีวิตแก่ชาวมิวนิกมา 200 กว่าปี 

สวนข้างวัง vs สวนป่า

Englischer Garten สวนสาธารณะกลางเมืองมิวนิก ใหญ่กว่า Central Park และมีมานานกว่า 200 ปี
ทำความรู้จัก Englischer Garten สวนสาธารณะกลางเมืองมิวนิก หนึ่งในสวนใจกลางเมืองที่ใหญ่ที่สุดในโลก
Hofgarten

มิวนิกไม่ได้มีแค่สวนกลางเมืองที่เดียว ขอยกตัวอย่าง Hofgarten (Court Garden) สวนใจกลางเมืองข้างพระราชวัง Residenz ซึ่งสร้างในศตวรรษที่ 17 ปัจจุบันสวนนี้ได้รับการดูแลอย่างดีเยี่ยม เชื่อมต่อกับ Englischer Garten และให้เข้าฟรี เป็นที่นิยมในหมู่ชาวเมืองและนักท่องเที่ยวเพราะบรรยากาศดี แต่ Hofgarten ซึ่งขนาดกะทัดรัด ให้ความรู้สึกเป็นสวนในเมืองจริง ๆ ต้นไม้ตัดแต่งทรงเป็นแถวตามระเบียบ มีม้านั่งมากมาย ใจกลางสวนมี Diana Temple ศาลาทรงโดม ซึ่งใช้เป็นที่จัดแสดงดนตรีหลากหลาย รวมถึงเป็นที่ฝึกเต้นรำจำพวกซัลซ่า สวิง ฯลฯ ส่วนทางเดินกว้างเลียบริม Residenz ก็เป็นที่เล่นเปตองหรือกีฬาง่าย ๆ 

ทำความรู้จัก Englischer Garten สวนสาธารณะกลางเมืองมิวนิก หนึ่งในสวนใจกลางเมืองที่ใหญ่ที่สุดในโลก
ทำความรู้จัก Englischer Garten สวนสาธารณะกลางเมืองมิวนิก หนึ่งในสวนใจกลางเมืองที่ใหญ่ที่สุดในโลก
Hofgarten

Hofgarten ชวนให้นึกถึงสวนลุมพินีที่มองไปรอบ ๆ มองเห็นกลุ่มอาคารบ้านเมือง พฤติกรรมและกิจกรรมผู้คนค่อนข้างเรียบร้อย ขณะที่เมื่อเดินถัดออกไปนิดเดียวแล้วเลี้ยวเข้า Englischer Garten ที่ลักษณะดิบกว่า ผู้คนนั่งนอนบนพื้นหญ้าสบายใจ วัยรุ่นถอดเสื้อผ้าแช่น้ำริมธาร บ้างก็จับกลุ่มเล่นดนตรีคึกคัก ยิ่งเดินลึกเข้าไปเรื่อย ๆ ยิ่งรู้สึกเหมือนเดินอยู่เขาใหญ่หรือนครนายก เพราะบรรยากาศออกไปทางแคมป์ปิ้ง จนลืมไปเลยว่าอยู่ในเมืองหลวงของแคว้นบาวาเรีย

Friedrich Ludwig von Sckell ภูมิสถาปนิกเอกแห่งสวนอังกฤษนี้เคยกล่าวไว้ว่า

“Nature only creates a picture by accident, art does it intentionally” 

แม้ธรรมชาติใน Englischer Garten จะเกิดจากการออกแบบอย่างละเอียด แต่ก็จงใจให้ผู้ใช้งานรู้สึกถึงความเป็นธรรมชาติ สวนนี้เป็นบ้านของนก 50 – 60 สปีชีส์ เม่น กระรอก กระต่ายป่า สุนัขจิ้งจอก บีเวอร์ และแมลงมากมาย การเดินหลบแม่เป็ดกับลูกน้อยริมน้ำ หรือส่องนกสารพัดเป็นเรื่องสามัญในสวนอังกฤษ ซึ่งมีผู้เยี่ยมชมกว่า 5 ล้านคนต่อปี

ทำความรู้จัก Englischer Garten สวนสาธารณะกลางเมืองมิวนิก หนึ่งในสวนใจกลางเมืองที่ใหญ่ที่สุดในโลก
ทำความรู้จัก Englischer Garten สวนสาธารณะกลางเมืองมิวนิก หนึ่งในสวนใจกลางเมืองที่ใหญ่ที่สุดในโลก

เมืองกับสวน

ความเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องหลีกเลี่ยงไม่ได้ ยิ่งในเมืองเศรษฐกิจใหญ่โต การรักษาสมดุลของการใช้งานพื้นที่เป็นเรื่องท้าทาย การสร้างถนนวงแหวน Isarring ในปี 1963 ผ่าสวนออกเป็น 2 `ส่วน 

ทางตอนเหนือเรียกว่า Hirschau เป็นพื้นที่สงบเงียบ หญ้ายาวและต้นไม้รกครึ้ม มีโรงละครกลางแจ้งเล็ก ๆ เหมาะกับการเดินเล่น เล่นโยคะ รำไท่เก๊ก วิ่งจ็อกกิ้ง ขี่จักรยาน พายเรือหรือถีบเรือในทะเลสาบ ไปจนถึงเฝ้ามองฝูงแกะที่อาจผ่านมาเล็มหญ้าในบางโอกาส และส่องม้าในโรงเรียนขี่ม้า ส่วนทางตอนใต้ของสวนพลุกพล่าน เต็มไปด้วยสนามหญ้ากว้าง ๆ ใช้เล่นกีฬาอย่างฟริสบี้ เตะฟุตบอล และนอนอาบแดด 

ทำความรู้จัก Englischer Garten สวนสาธารณะกลางเมืองมิวนิก หนึ่งในสวนใจกลางเมืองที่ใหญ่ที่สุดในโลก

สวนอังกฤษมีร้านอาหารหรือ Beer Garden ทั้งหมด 4 แห่ง Aumeister และ Hirschau อยู่ทางตอนเหนือ Seehaus อยู่ริมทะเลสาบ และ Chinese Tower ซึ่งเป็นแลนด์มาร์กเก่าแก่ประจำสวน มี 7,000 ที่นั่ง นับเป็นหนึ่งในเบียร์การ์เด้นที่ใหญ่ที่สุดในบาวาเรีย แม้ไปเยี่ยมในช่วงปกติที่ไม่มีเทศกาลก็เห็นได้ชัดว่าคึกคัก ตั้งแต่ปี 1989 เป็นต้นมา หอคอยจีนใช้เป็นที่จัดงานเลี้ยงเต้นรำ Kocherlball ในเดือนกรกฎาคม ซึ่งชาวเมืองจะแต่งงานชุดโบราณและออกมาเต้นรำกันสนุกสนานในลานเบียร์ และช่วงคริสต์มาส หอคอยนี้ก็จะปรับมาขายของอร่อยฤดูหนาวและสินค้าคริสต์มาส 

ทำความรู้จัก Englischer Garten สวนสาธารณะกลางเมืองมิวนิก หนึ่งในสวนใจกลางเมืองที่ใหญ่ที่สุดในโลก
ทำความรู้จัก Englischer Garten สวนสาธารณะกลางเมืองมิวนิก หนึ่งในสวนใจกลางเมืองที่ใหญ่ที่สุดในโลก
จำนวนแก้วเบียร์ในเย็นวันธรรมดา
ทำความรู้จัก Englischer Garten สวนสาธารณะกลางเมืองมิวนิก หนึ่งในสวนใจกลางเมืองที่ใหญ่ที่สุดในโลก
สนามเด็กเล่นข้างลานเบียร์

สวนนี้เคยใช้เป็นที่จัดการแข่งขันยิงธนูในโอลิมปิกฤดูร้อนปี 1972 เพื่อเฉลิมฉลองการเป็นเจ้าภาพการแข่งขันกีฬาระดับโลก Englischer Garten จึงสร้างโรงน้ำชาญี่ปุ่นบนพื้นที่เกาะเล็ก ๆ ทางตอนใต้ของสวน ปัจจุบัน Japanese teahouse เป็นที่จัดพิธีชงชาและเทศกาลญี่ปุ่นอย่างสม่ำเสมอในเดือนกรกฎาคม

นอกจากนี้ในสวนยังมีสนามกว้าง ๆ โซนที่เรียกว่า Schönfeldwiese เป็นลานอาบแดดที่มีชื่อเสียง เพราะอนุญาตให้คนเปลือยกายอาบแดดไดในโซนนี้ตั้งแต่ยุค 60 กิจกรรมนี้ทำให้สวนอังกฤษมีชื่อระบือไกลนอกมิวนิก

ทำความรู้จัก Englischer Garten สวนสาธารณะกลางเมืองมิวนิก หนึ่งในสวนใจกลางเมืองที่ใหญ่ที่สุดในโลก
ทำความรู้จัก Englischer Garten สวนสาธารณะกลางเมืองมิวนิก หนึ่งในสวนใจกลางเมืองที่ใหญ่ที่สุดในโลก

ปัจจุบันจุดที่ผู้คนชมชอบมุงดูที่สุดคือลำธาร Eisbach ริมถนนใกล้พิพิธภัณฑ์ศิลปะ Haus de Kunst เพราะเป็นแหล่งน้ำเชี่ยวที่นักเล่นเซิร์ฟมาต่อแถวโต้คลื่นระยะสั้น ๆ กันสนุกสนาน ผู้เขียนมายืนเชียร์ร่วมกับเยอรมันมุงหลายครั้ง เพราะกิจกรรมตื่นเต้นน่ามองดีแท้ นักเล่นเซิร์ฟเก่ง ๆ กระโดดลงน้ำโครมครามอย่างไม่กลัวหนาว และทุกองค์ประกอบ Instagramable มาก ๆ บอกก่อนว่าแม้การเล่นเซิร์ฟที่นี่จะได้รับอนุญาตตั้งแต่ปี 2010 แต่บริเวณนี้ห้ามลงว่ายน้ำ เพราะว่ากระแสน้ำค่อนข้างแรง 

Englischer Garten ไม่ใช่แค่พื้นที่ที่ทำให้ประชากรได้ใกล้ชิดธรรมชาติ แต่ยังเป็นพื้นที่เปี่ยมประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒธรรม ครบครันความความบันเทิงทั้งมหรสพ ดนตรี กีฬา 

การรองรับคนมหาศาลทำให้สวนอังกฤษมีจำนวนขยะกว่า 120 ตันต่อปี ยังมีคนทิ้งขยะไม่เป็นที่ เหยียบย่ำต้นไม้ใบหญ้าปลูกใหม่ ทำลายข้าวของสิ่งก่อสร้างหรือไม่เคารพกฎบางอย่าง ถึงกระนั้น ทั้งหน่วยงานรัฐและประชาชนต่างเห็นความสำคัญของสวนใหญ่ที่มีต่อเมืองและพยายามแก้ไข ทุกครั้งที่สิ่งก่อสร้างชำรุดทรุดโทรมจนต้องปรับปรุง หรือมีปัญหารบกวนสิ่งแวดล้อมในสวนอังกฤษ ประเด็นเหล่านี้อยู่ในความสนใจของสังคมตลอดมา 

Public Space ที่รักของชาวบาวาเรียผ่านอะไรต่าง ๆ มามากมาย แต่ยังคงยืนหยัดได้อย่างสง่างาม และดูจะมีอนาคตสดใสร่มเย็นอีกยาวไกล เพราะผู้คนเข้าใจดีว่าสิ่งที่ขับเคลื่อนเมืองให้ก้าวไปข้างหน้า คือการใส่ใจพื้นที่สาธารณะซึ่งนำคุณภาพชีวิตที่ดีมาสู่ชาวเมือง

ข้อมูลจาก

en.wikipedia.org/wiki/Englischer_Garten#Surroundings

en.wikipedia.org/wiki/Hofgarten_(Munich) 

en.wikipedia.org/wiki/English_landscape_garden 

www.schloesser.bayern.de/englisch/garden/objects/mu_engl.htm www.muenchen.de/int/en/sights/parks/english-garden.html

Writer & Photographer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load