กรุงเทพมหานครเป็นเมืองน้ำ

วิถีชีวิตชาวกรุงผูกพันกับสายน้ำมาแต่ไหนแต่ไร โดยเฉพาะคลอง ซึ่งขุดลอกขึ้นเพื่อใช้ในการเกษตร ใช้ขนส่งผลผลิต ค้าขาย และใช้สัญจรเพื่อย่นระยะการเดินทาง จนได้ชื่อว่าเป็นเวนิสตะวันออก

ปัจจุบันกรุงเทพมหานครมีคลองนับพันเส้น เมื่อเมืองพัฒนา คลอง หนึ่งในสาธารณูปโภคซึ่งใช้ประโยชน์ในการดำรงชีพกลายเป็นที่ระบายน้ำเสียและรองรับน้ำฝน

ในวันที่โลกหมุนไปข้างหน้า การพลิกฟื้นคลองระบายน้ำให้กลับมาเป็นคลองระบบธรรมชาติ และใช้คลองช่วยให้พื้นที่มีชีวิต เชื่อมโยงความสัมพันธ์ของคน คลอง เมือง อย่างที่ควรจะเป็น บนความเป็นไปได้ใหม่ ๆ จึงน่าสนใจมาก

ติดตามโปรเจกต์ที่กรุงเทพมหานคร ริเริ่มพัฒนาเมืองบนฐานความคิด ‘Regenerative Bangkok : ฟื้นเมืองเชื่อมย่าน สานอนาคต’ ซึ่งเน้นเรื่องการจัดการน้ำ โครงข่ายคลอง ถนน ทางเท้า พื้นที่สีเขียว โดยมี 5 โครงการนำร่อง ได้แก่ คลองผดุงกรุงเกษม ถนนพระราม 1 ถนนสีลม สวนสาธารณะคลองช่องนนทรี และสวนลุมพินีกับสะพานเขียว มาหลักปี นี่เป็นอีกครั้งที่เราจะได้เห็นหนึ่งใน 5 โครงการนี้เป็นรูปเป็นร่างและเข้าไปใช้งานได้จริง

คลองผดุงกรุงเกษม เป็นคลองเส้นสําคัญตั้งแต่สมัย ร.4 ซึ่งก่อนหน้านี้ถูกละเลย เป็นพื้นที่ที่ไม่ได้ใช้งาน เมื่อมีโครงการปรับปรุงภูมิทัศน์เกิดขึ้น ทำให้ที่ริมคลองแห่งนี้กำลังจะมีบทบาทใหม่ เป็นพื้นที่สาธารณะให้แก่เมืองและผู้คนได้กลับมาใช้อย่างเสรีเต็มที่

เบื้องหลังการเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างไร คอลัมน์ Public Space ได้รับเกียรติจาก พลตำรวจเอก อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ผู้ริเริ่มแนวคิดฟื้นเมืองกรุงด้วย Blue-Green Infrastructure มาเล่าให้ฟังด้วยตัวเอง

คลองผดุงกรุงเกษม พื้นที่สาธารณะแห่งใหม่ ที่ทำให้คนและคลองได้กลับมาใกล้ชิดกัน
ภาพ : กรุงเทพมหานคร

ต่อไปนี้คือเมืองที่กำลังจะมีสุขภาวะ (Healthy City) และมีความยืดหยุ่น (Urban Resilience) พร้อมรับมือกับความท้าทายใหม่ ๆ ในอนาคต

เชื่อมพื้นที่ เชื่อมประวัติศาสตร์

ในอดีต คลองผดุงกรุงเกษมขุดสร้างขึ้นเพื่อการขยายเมืองชั้นที่ 3 ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 เชื่อมจากย่านค้าขายปากคลองเทเวศร์ หัวลำโพง ไปถึงแม่น้ำเจ้าพระยาทั้งสองฟาก รวมถึงเป็นเส้นทางสำคัญในการขนส่งสินค้า เกิดถนนเส้นสำคัญ กลายเป็นย่านเศรษฐกิจและการเมืองที่มีทั้งประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมในตัวเอง เช่น นางเลิ้ง เยาวราช สี่พระยา

ปัจจุบันยังเป็นคลองกลางเมืองที่เชื่อมต่อ ล้อ-ราง-เรือ ได้ (การสัญจรทางรถ รถไฟฟ้า และเรือโดยสาร) แต่พื้นที่รองรับการเดินเท้ากลับไม่เอื้อต่อการสัญจร อีกทั้งยังไม่มีทางจักรยานที่เอื้อต่อการสร้างโครงข่ายเส้นทางจักรยาน และยังคล้ายเป็นคลองที่ถูกลืม แม้ว่ามีชุมชนตลอดจนบริบทของพื้นที่ที่น่าสนใจ

“วิถีชีวิตของคนกับคลองผูกพันกันมาตั้งแต่อดีต ใช้สัญจร ติดต่อค้าขาย กรุงเทพฯ มีคลองอยู่ 1,682 คลอง เมื่อการเดินทางทางบกเจริญขึ้น ชีวิตคนกับน้ำก็เริ่มเลือนหายไป ผมอยากฟื้นวิถีชีวิตริมคลองขึ้นมา และช่วยระบายการจราจร รถติดปุ๊บ ลงเรือ ไปขึ้นรถไฟฟ้า ด้วยระบบ ล้อ-ราง-เรือ” ผู้ว่าฯ อัศวิน เกริ่นถึงแนวคิดของโครงการ

การจะพลิกฟื้นเรื่องเหล่านี้ขึ้นมาได้จึงต้องปรับพื้นที่ใหม่ทั้งหมด คลองที่ยาวกว่า 5.5 เมตร แบ่งเป็น 6 โซน เพื่อดําเนินงานเป็นช่วง ๆ โดยอิงตามแนวถนนหลักสําคัญที่ตัดผ่านแนวคลอง และอิงกับย่านต่าง ๆ ที่สัมพันธ์กับคลองผดุงกรุงเกษม

ช่วงที่ 1 ย่านตลาดน้อย-เจริญกรุง ความยาวประมาณ 680 เมตร ช่วงที่ 2 ย่านหัวลําโพง 1,250 เมตร ช่วงที่ 3 ย่านโบ๊เบ๊ 650 เมตร ช่วงที่ 4 ย่านนางเลิ้ง 1,000 เมตร ช่วงที่ 5 ย่านสถานที่ราชการ 700 เมตร และช่วงที่ 6 ย่านเทเวศร์ ราว 700 เมตร

ช่วงแรกที่มีการปรับภูมิทัศน์นี้ เป็นช่วงที่ 2 ย่านหัวลำโพง จากสะพานเจริญสวัสดิ์ ถึงสะพานกษัตริย์ศึก และการมองคลองในหลายมิติ ทั้งการเป็นพื้นที่สาธารณะ ประวัติศาสตร์เชื่อมโยงเมือง แหล่งชุมชน และเชิงนิเวศวิทยาคลอง (Ecology) นี้เอง ทำให้เกิดแนวคิดพัฒนาและการจัดการพื้นที่เชิงกายภาพอย่างไร้รอยต่อ

คลองผดุงกรุงเกษม พื้นที่สาธารณะแห่งใหม่ ที่ทำให้คนและคลองได้กลับมาใกล้ชิดกัน

พื้นที่สาธารณะเลียบคลอง

การฟื้นฟูพัฒนาเกิดขึ้นพร้อมกับการอนุรักษ์ ด้วยตัวพื้นที่มีสะพานต่าง ๆ ที่เป็นโบราณสถาน สำนักการวางผังและพัฒนาเมืองจึงทำหนังสือถึงกรมศิลปากร เพื่อขออนุญาตปรับปรุงคลองผดุงกรุงเกษม ซึ่งกรมศิลปากรอนุญาตและแนะนำแนวทางว่า ควรปรับทางเท้าให้กว้างขึ้น เพื่อรองรับทางจักรยานและการเดินที่ไม่เป็นอันตราย ทั้งนี้ต้องไม่ล้ำแนวสะพาน สำหรับการออกแบบภูมิทัศน์มี อาจารย์กชกร วรอาคม ภูมิสถาปนิกเป็นที่ปรึกษาโครงการ

คลองผดุงกรุงเกษม พื้นที่สาธารณะแห่งใหม่ ที่ทำให้คนและคลองได้กลับมาใกล้ชิดกัน

“เมื่อไม่ได้ใช้งานนาน คลองผดุงกรุงเกษมก็ตื้นเขินขึ้น ดินเลน ดินโคลนนอนอยู่ก้นคลอง ถมขึ้นมาประมาณ 50 เซนติเมตร ถึง 1 เมตร การเดินทางของน้ำก็ไม่สะดวก นอกจากการปรับภูมิทัศน์ให้สวยงาม จึงต้องลอกคลองใหม่ เพื่อให้ใช้สัญจรได้ ขณะเดียวกันที่นี่ก็เป็นทั้งแก้มลิงเก็บน้ำและระบายน้ำลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาได้ ซึ่งคลองมีระบบแยกน้ำดีและน้ำเสียชัดเจนอยู่แล้ว มีการวางท่อระบายน้ำลึกลงไปกว่าท้องคลองอีก 4 เมตร แยกน้ำเสียออกไปเพื่อผันไปสู่โรงบำบัดน้ำ แต่ที่ผ่านมามีเป็นบางที่ เราจึงจะวางระบบเพิ่มตั้งแต่หัวลำโพงถึงวัดเทวราชกุญชรฯ”

หลังเริ่มจากลอกคลอง ปรับคุณภาพ และแก้ไขปัญหาน้ำเสีย โจทย์ใหญ่ต่อมาคือการสร้างพื้นที่สาธารณะควบคู่กับความเป็นคลอง สิ่งแรกที่ได้เห็นจึงเป็นการรื้อราวกันตก และย้ายแนวไม้พุ่มตกแต่งที่กั้นเดิมออก ซึ่งการทำเช่นนี้ช่วยขยายพื้นที่ทางเดินริมคลองได้มากสุดถึง 2 เมตร

หลายคนอาจกังวลว่าเมื่อไม่มีราวกันตก อาจก่อให้เกิดอันตราย สิ่งนี้ทั้งท่านผู้ว่าฯ และผู้ออกแบบ ให้เหตุผลว่า จะทำให้ความสัมพันธ์ระหว่าง คน-คลอง-ชีวิตริมตลิ่ง กลับมาใกล้ชิดเฉกเช่นในอดีต ลดความห่างเหินและความหวาดกลัวของผู้คนที่มีต่อน้ำ

“ราวกั้นจะแยกคนกับน้ำออกไปชัดเจน แต่วิถีชีวิตของมนุษย์กับน้ำผูกพันกันมาตลอด สมัยเด็กผมก็ว่ายน้ำในลำคลอง ทอดแห จับกุ้งได้หมด เราอยากฟื้นวิถีชีวิตตรงนี้ขึ้นมาควบคู่กับการพัฒนาสมัยใหม่ เลยเอาราวกันตกออกและปรับพื้นลงมาให้คนเข้าถึงน้ำได้ ซึ่งต่อไปก็ไม่ต้องกลัวว่าน้ำจะเหม็น เพราะเราทำสะอาด ลงไปเดินเล่นริมน้ำได้ และไม่ต้องกลัวตก”

ขณะเดียวกันก็ใช้การออกแบบแนวขอบถนนสูง 10 เซนติเมตร และกว้างถึง 30 เซนติเมตร เพื่อเตือนและแบ่งแนวเขตการรับรู้ระหว่างพื้นกับคลอง มีสเต็ปบันไดลดหลั่นก่อนถึงพื้นที่ริมตลิ่ง รวมถึงใช้แนวกระบะไม้พุ่มวางริมคลองช่วยกั้นอีกทาง

คลองผดุงกรุงเกษม พื้นที่สาธารณะแห่งใหม่ ที่ทำให้คนและคลองได้กลับมาใกล้ชิดกัน
คลองผดุงกรุงเกษม พื้นที่สาธารณะแห่งใหม่ ที่ทำให้คนและคลองได้กลับมาใกล้ชิดกัน

การมีราวกันตกที่ทำให้เข้าไม่ถึงคลอง เรื่องนี้แหละที่บางทีเราอาจทำตกหล่นไปในการออกแบบพื้นที่สาธารณะ เพราะเกิดจากการคิดโจทย์แล้วก็ตอบโจทย์อันเดียวนั้น อย่างเช่นเรื่องความปลอดภัย สำหรับบางพื้นที่เป็นเรื่องที่ดี แต่หลายพื้นที่ไม่ได้มองในมิติว่าคนจะอยู่อย่างไร จะใช้อย่างไร ประสบการณ์ที่จะเกิดขึ้นเป็นแบบไหน ซึ่งหากในอนาคตคุณภาพของน้ำดีขึ้นจนเราสัมผัสน้ำได้ก็เป็นเรื่องที่ดีไม่น้อย หรือเกิดกิจกรรมตลาดน้ำก็ไม่ต้องมีราวมาขวางกั้น

คลองผดุงกรุงเกษม พื้นที่สาธารณะแห่งใหม่ ที่ทำให้คนและคลองได้กลับมาใกล้ชิดกัน

ต่อมาเป็นการขยายทางเดินเท้าและลดการกีดขวางพื้นที่ เมื่อไม่มีราวกันตกกับจัดระเบียบสาธารณูปโภคให้รวบอยู่ในแนวเดียวกันและอยู่ในแนวพื้นที่สีเขียวให้มากที่สุด ทำให้ทางเท้ากว้างขึ้น 5 – 9.5 เมตร ใช้งานได้ทั้งการเดิน ออกกำลังกาย และยังออกแบบอย่าง Universal Design รองรับการใช้งานของผู้ใช้วีลแชร์ด้วย

คลองผดุงกรุงเกษม พื้นที่สาธารณะแห่งใหม่ ที่ทำให้คนและคลองได้กลับมาใกล้ชิดกัน
คลองผดุงกรุงเกษม พื้นที่สาธารณะแห่งใหม่ ที่ทำให้คนและคลองได้กลับมาใกล้ชิดกัน

ในขณะที่ปัญหาเรื่องการกลายเป็นที่จอดรถ มีซอกหลืบเสี่ยงต่อการเกิดอาชญากรรม ถูกขจัดด้วยการการรวบแนวเลนจอดรถ (Pocket Lane) ที่มีอยู่ในบางช่วงเข้าด้วยกัน เพื่อลดกิจกรรมส่วนบุคคลบางอย่างที่ก่อให้เกิดมุมอับ สร้างความสกปรก และกีดขวางการใช้งาน สำหรับอิสระชนที่เคยอยู่ เคยนอนตรงนั้น ท่านผู้ว่าฯ ก็เล่าให้ฟังว่า ได้เข้าไปทำความเข้าใจ รวมถึงจัดหาที่พักพิงให้

ส่วนที่เชื่อมต่อกับแหล่งชุมชน มีการปรับปรุงทางลาดที่เป็นมิตรกับผู้ใช้ และเพิ่มจุดทางข้ามทางม้าลาย รวมถึงทำทางเดินลอดใต้สะพานกษัตริย์ศึก มีทางเดินข้ามไปฝั่งโบ๊เบ๊ได้ ช่วยเชื่อมคนเข้ากับคลองได้ง่ายและปลอดภัยขึ้น

โฉมใหม่พื้นที่สาธารณะเลียบสองฝั่งคลองผดุงกรุงเกษม ที่เชื่อมการสัญจรทางเท้า ต่อล้อ-ราง-เรือ เพื่อผู้คนและเมือง

นิเวศวิทยาคลอง

ที่ขาดไม่ได้คือนิเวศวิทยาคลอง (Ecology) การสร้างแนวพื้นที่สีเขียวริมถนนขนาดใหญ่ ช่วยรองรับน้ำฝนตก หน่วงและกรองสิ่งสกปรกก่อนระบายน้ำฝนที่มีคุณภาพดีลงคลองอีกทาง

สำหรับคุณปู่คุณย่าต้นหางนกยูงฝรั่งที่ปลูกขนาบข้างคลองมานาน สุขภาพย่อมเสื่อมโทรมไปตามกาลเวลา พื้นที่หลุมปลูกเดิมคับแคบ ทำให้ระบบรากต้นไม้อ่อนแอลง อีกทั้งรากยังงัดพื้นทางเดินเสียหาย กรุงเทพมหานครและทีมงานสำนักสิ่งแวดล้อม ร่วมมือกับ กลุ่ม BIG Trees และรุกขกรผู้เชี่ยวชาญ ทำการประเมินสภาพและรักษาฟื้นฟูสุขภาพต้นไม้ทุกต้น บางต้นที่สภาพไม่สมบูรณ์ เป็นรู ได้ให้ แม็ค-พงษ์พิพัฒน์ เขตบุญไสย์ ศิลปินผู้เคยฝากผลงานกราฟฟิตี้ไว้ที่ริมคลองโอ่งอ่าง มาสร้างสรรค์ภาพวาดเพื่อเพิ่มคุณค่าให้กับต้นไม้ต้นเดิมนั้น ส่วนต้นไหนที่รื้อย้ายออกไป ก็จะได้รับการอนุบาลตามหลักวิชาการ และนำไปปลูกในพื้นที่อื่นที่เหมาะสมต่อไป

โฉมใหม่พื้นที่สาธารณะเลียบสองฝั่งคลองผดุงกรุงเกษม ที่เชื่อมการสัญจรทางเท้า ต่อล้อ-ราง-เรือ เพื่อผู้คนและเมือง

โครงข่ายการสัญจรสีเขียว

นอกจากการปรับปรุงภูมิทัศน์สองฝั่งคลอง ทางเท้า ตลอดจนระบบไฟฟ้าแสงสว่างแล้ว ยังสร้างพื้นที่ให้สะดวกต่อการเชื่อมโยงการสัญจรทางน้ำและทางบกเป็นโครงข่าย ล้อ-ราง-เรือ ที่เป็นมิตรทั้งกับผู้ใช้และสิ่งแวดล้อม ยังส่งเสริมการท่องเที่ยวในเขตเมืองเก่าอย่างย่านเทเวศร์ ย่านนางเลิ้ง ย่านเยาวราช-ตลาดน้อยได้ด้วย

ที่ท่านผู้ว่าฯ เล่าถึงอีกอย่างคือ เรือพลังงานไฟฟ้า 100 เปอร์เซ็นต์ ทั้ง 8 ลำ ใน ‘เส้นทางเดินเรือสีเขียว’ สายแรกของไทย ในระยะทางตลอดเส้นคลองผดุงกรุงเกษม 11 สถานี ตั้งแต่ท่าเรือสถานีรถไฟหัวลำโพง จนถึงท่าเรือเทวราช เปลี่ยนสายการเดินทางไปรถไฟฟ้าใต้ดิน รถไฟชานเมือง เรือแสนแสบ และเรือด่วนเจ้าพระยาได้ถึง 4 สถานี

โฉมใหม่พื้นที่สาธารณะเลียบสองฝั่งคลองผดุงกรุงเกษม ที่เชื่อมการสัญจรทางเท้า ต่อล้อ-ราง-เรือ เพื่อผู้คนและเมือง

เรือไฟฟ้าลำนี้ใช้พลังงานสะอาดจากการชาร์จไฟฟ้าและติดแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคา แถมยังไม่ก่อมลภาวะทางเสียง หนึ่งลำนั่งได้ 30 คน รองรับวีลแชร์ได้ 1 ที่นั่ง นอกจากนี้ยังทยอยปรับปรุงท่าเรือให้รองรับการใช้งานที่สะดวกขึ้น และปรับปรุงท่าน้ำให้มีขนาดใหญ่ขึ้น มีที่นั่งพักผ่อนหย่อนใจด้วย

“เราปรับปรุงซ่อมแซมท่าเรือตั้งแต่หัวลำโพงถึงวัดเทวราชกุญชรฯ ทั้ง 11 ท่า ให้ไม่มีอันตรายในการขึ้นลงเรือ รวมถึงทางลาดชันสำหรับผู้ใช้วีลแชร์ มีที่จอดให้ และมีที่แขวนจักรยานในเรือให้ด้วย ซึ่งช่วงนี้มีผู้ใช้งาน 800 – 1,000 คนต่อวัน โดยเรือแต่ละลำใช้เวลาเดินทางตลอดสายประมาณ 20 นาที” ผู้ว่าฯ อัศวินเล่าพร้อมยืนว่าให้ไปลองนั่ง พร้อมพิสูจน์ว่าน้ำในคลองสะอาดไร้กลิ่น

โฉมใหม่พื้นที่สาธารณะเลียบสองฝั่งคลองผดุงกรุงเกษม ที่เชื่อมการสัญจรทางเท้า ต่อล้อ-ราง-เรือ เพื่อผู้คนและเมือง
โฉมใหม่พื้นที่สาธารณะเลียบสองฝั่งคลองผดุงกรุงเกษม ที่เชื่อมการสัญจรทางเท้า ต่อล้อ-ราง-เรือ เพื่อผู้คนและเมือง

ผดุงศิลป์

ในระยะนำร่องโครงการปรับปรุงภูมิทัศน์คลองผดุงกรุงเกษม โซนที่ 2 หัวลำโพง นอกจากการมอบพื้นที่สาธารณะให้กับชาวเมืองแล้ว กรุงเทพมหานครยังตั้งใจจัดกิจกรรมแรกเพื่อค้นหาศักยภาพใหม่ ๆ ในการใช้พื้นที่ เปิดพื้นที่กระตุ้นการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจ อย่างตลาดนัดผดุงศิลป์ Art Market ที่มีคอนเซ็ปต์กิ๊บเก๋ว่า อยากช่วยผดุงและส่งเสริมแวดวงศิลปะร่วมสมัยให้กับศิลปิน นักออกแบบ และผู้คนในวงการสร้างสรรค์ทุกแขนง 

งานนี้ เราจะได้พบกับร้านค้านับ 100 ทั้งงานศิลปะ ดีไซน์ สินค้าชุมชน และอาหารพร้อมกับกิจกรรมสนุกในยามค่ำคืน ฟื้นวัฒนธรรมอันหลากหลายในอดีตกลับมา อย่างการฉายหนังกลางแปลงแบบ ‘ข้ามคลอง’ ให้ชมหนังนักศึกษา หนังรางวัล และหนังในดวงใจ มี ‘มินิคอนเสิร์ตท่าน้ำ’ และดนตรีเปิดหมวกแนวอะคูสติกฟังสบาย รวมทั้งเวิร์กชอปต่าง ๆ ให้เลือกสรร

ช่วงแรกตลาดนัดผดุงศิลป์จะจัดขึ้นใน 3 สุดสัปดาห์ ตั้งแต่วันที่ 18 – 20 มีนาคม 2565 25 – 27 มีนาคม 2565 และ 1 – 3 เมษายน 2565 เวลา 16.00 – 22.00 น.

ฟังแล้วก็ใจชื้น นี่เรากำลังจะมีพื้นที่ดี ๆ เพิ่มขึ้นอีกหนึ่งแห่ง

โครงการปรับปรุงภูมิทัศน์คลองผดุงกรุงเกษมยังดำเนินการต่อในระยะอื่น ๆ และพร้อมเปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน

ท่านผู้ว่าฯ ปิดท้ายบทสนทนาว่า “ในอนาคตเราจะปรับปรุงทุกคลองใหญ่ ๆ ในกรุงเทพฯ และวางแผนไว้ว่าอยากทำให้ได้มากและดีที่สุด ตรงไหนที่พี่น้องประชาชนเห็นว่าต้องปรับปรุงแก้ไข เรายินดีรับฟังข้อแนะนำต่าง ๆ เพื่อนำไปแก้ไขให้เป็นที่พึงพอใจ ติเพื่อก่อ บอกมาได้เลยทุกอย่าง เราจะสานต่อให้”

Writer

ปาริฉัตร คำวาส

อดีตบรรณาธิการสื่อสังคมและบทความศิลปวัฒนธรรม ผู้เชื่อว่าบ้านคือตัวตนของคนอยู่ เชื่อว่าความเรียบง่ายคือสิ่งซับซ้อนที่สุด และสนใจงานออกแบบเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี (กับเธอ)

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

Public Space

ตัวอย่างพื้นที่สาธารณะที่น่าเรียนรู้

เราใช้เวลาแห่งความสุขมากมายในวัยเยาว์ไปกับสยามสแควร์ หลายคนก็คงเช่นกัน

ทุกครั้งที่เดินผ่านไปทางถนนพญาไท ตึกหลายชั้นอย่างโบนันซ่าก็ยังตั้งอยู่ตรงนั้น บางครั้งก็เลี้ยวไปดูกางเกง บางครั้งไปเฝ้าเพื่อนเจาะหู บางครั้งใช้เป็นทางผ่านเดินไป MBK จนกระทั่งวันหนึ่งภาพที่คุ้นตาก็หายไป สยามสแควร์เริ่มเงียบเหงาด้วยสถานการณ์โรคระบาด โบนันซ่าก็กลายเป็นตึกเรียนพิเศษตึกใหม่หน้าตาไม่คุ้น มากด้วยเสียงชื่นชมและเสียงวิจารณ์ นามว่า ‘SIAMSCAPE’

Sky Scape : ลานคนเมืองบนชั้น 10 ของตึกสูง อีกเลเยอร์ที่จะสร้างสีสันให้สยามสแควร์

SIAMSCAPE เป็นความร่วมมือกันของทีม ‘ICES’ นำโดย East Architects ผู้รวมทีมสถาปนิกรุ่นใหม่อันประกอบไปด้วย Integrated Field, Creative Crews, และ Shma ในการทำโปรเจกต์ครั้งนี้

คอลัมน์ Public Space คราวนี้เราจะมาคุยกับหนึ่งในทีมออกแบบ อย่าง ประพันธ์ นภาวงศ์ดี และ วรวีร์ แจ่มสมบูรณ์ จากออฟฟิศภูมิสถาปนิก Shma เกี่ยวกับสวนดาดฟ้า Sky Scape พื้นที่ 1,160 ตารางเมตร ซึ่งเป็นส่วนที่พวกเขารับผิดชอบ

เราจะมาฟัง 2 ภูมิสถาปนิกผู้มีประสบการณ์เล่าไปพร้อมกันว่า สวนดาดฟ้าแห่งนี้มีแนวคิดในการออกแบบอย่างไร จะมีบทบาทอะไรในฐานะ Public Space ‘อีกเลเยอร์’ ของสยามสแควร์นอกเหนือไปจาก Walking Street ด้านล่าง ในช่วงเวลานี้ที่ทั้งย่านกำลังคืนชีพกลับมามีชีวิตชีวา และในอนาคตที่จะมาถึง

Sky Scape : ลานคนเมืองบนชั้น 10 ของตึกสูง อีกเลเยอร์ที่จะสร้างสีสันให้สยามสแควร์

โบนันซ่าเลเวลอัป

“ตอนแรกเลย เขาต้องการจะอัปเดตโบนันซ่าเก่าให้กลายเป็นพื้นที่การเรียนรู้แห่งใหม่” ประพันธ์เริ่มเล่า หลังจากที่พวกเราตัดสินใจนั่งลงบนสเต็ปใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง ท่ามกลางกลุ่มวัยรุ่นรายรอบ

สยามสแควร์แบ่งพื้นที่เป็นบล็อก บล็อกที่เราอยู่กันตอนนี้คือบล็อก H ซึ่งสำนักงานจัดการทรัพย์สิน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หรือ PMCU ตั้งใจให้เป็นพื้นที่ของโรงเรียนพิเศษ และเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศการศึกษา ด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนไป สถาปนิกที่ร่วมทำโปรเจกต์นี้จึงใช้เวลากันไม่น้อยในการตีโจทย์ ‘การเรียนพิเศษในยุคถัดไป’ ขึ้นมาใหม่ ที่การออกแบบสเปซคงจะเหมือนเดิมไม่ได้อีกแล้ว

การเรียนพิเศษเป็นฟังก์ชันหลักของอาคาร ทว่าด้วยความใหญ่โตของ SIAMSCAPE ที่จะสร้าง จึงต้องมีฟังก์ชันอื่นมาเติมความสมเหตุสมผล อย่างการเป็นอาคารจอดรถ เป็นร้านรวงต่าง ๆ และเป็นพื้นที่ของสำนักงานด้วย

Sky Scape : ลานคนเมืองบนชั้น 10 ของตึกสูง อีกเลเยอร์ที่จะสร้างสีสันให้สยามสแควร์

“ทีม ICES คิดว่าอยากเปิด Public Space ที่อยู่ข้างบนสักอย่างหนึ่ง” ประพันธ์อธิบายที่มาก่อนจะมาเป็น Sky Scape “เราก็ลองมาหลายทางเลือกเลย มีตั้งแต่ทางเดินล้อมตึก หรือว่ามีหลาย ๆ ชั้น เหวี่ยงขึ้นมาจากข้างล่าง แต่ไป ๆ มา ๆ เมื่อปรับให้เข้ากับความเป็นจริงก็เหลือพื้นที่ประมาณนี้ ซึ่งเรามองว่าจะทำทั้งที ก็อยากให้พื้นที่เป็น Public Space ที่ดีให้กับเมืองมาใช้สอยได้”

PMCU อยากให้พื้นที่นี้รองรับกิจกรรมอันหลากหลายของคนเมือง โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่นที่มาเรียนพิเศษและนิสิตนักศึกษาที่มาเดินเล่น ไม่ว่าจะเป็นอีเวนต์ ตลาด หรือกิจกรรมฮิตตอนนี้อย่างมินิคอนเสิร์ต ทาง Shma จึงออกแบบให้ที่นี่เป็น Hardscape ประกอบไปด้วยพื้นที่ราบสำหรับกิจกรรม และพื้นที่ที่ยกเป็นสเต็ป มีต้นไม้ร่มรื่นสำหรับให้คนมานั่งกิน นั่งเล่น นั่งดูดนตรีได้สบายอารมณ์ โดยพวกเขาเลือกให้ที่พื้นมีแพตเทิร์นลายทางยาวต่อมาจากเส้นตั้งบนอาคาร เพื่อให้รู้สึกถึงอาคารได้ชัดขึ้น

“ที่ทางเลือกอื่น ๆ หายไปก็เพราะเรื่องทุนในการก่อสร้างด้วย ยิ่ง Public Space มันเป็นที่ที่ขายไม่ได้ เพราะฉะนั้นเขาก็ต้องบาลานซ์ให้พอดี” นักออกแบบชี้แจงอย่างจริงใจ

ว่ากันตามตรง เราก็แอบเสียดายเหมือนกันที่ไม่ได้เห็นทางเลือกอื่น ๆ ที่ประพันธ์เล่ามาถูกสร้างขึ้นจริง คงจะเป็นอีกมิติหนึ่งของลานสยามสแควร์ แต่เมื่อนึกถึงปัจจัยเรื่องทุนที่ต้องพิจารณาด้วยแล้ว Sky Scape เวอร์ชันปัจจุบันนี้ก็เป็นพื้นที่ของการพักผ่อนที่น่าสนใจไม่น้อย

พื้นที่สีเขียวที่มุมกระดาษ

สเต็ปที่ Shma ออกแบบมา ไม่ได้เป็นเพียงให้อัฒจันทร์อลังการไปเท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสให้ใส่ Soil Bed เพื่อปลูกต้นไม้ใหญ่สร้างความร่มรื่นลงไปได้ด้วย

“เรารู้แหละว่ามันจะร้อน เราก็ต้องสร้างร่มไม้ให้จุดที่คนมานั่งเยอะที่สุด” วรวีร์พูดบ้าง มือก็ชี้ดงสีเขียวให้เราดู “มองไปด้านหลังจะเห็นเลยว่าเป็นป่าล้อมอยู่ เหมือนยกมุมกระดาษให้สูงขึ้นมาแล้วปลูกต้นไม้”

เพราะอยากให้สยามสแควร์อุดมไปด้วยพื้นที่สีเขียว มีต้นไม้ที่ดูแลรักษาง่าย Shma จึงทำให้ดาดฟ้านี้กลายเป็น Eco Forest ที่มีการผสมผสานระหว่างพืชหลายสปีชีส์ ทั้งไม้ยืนต้นและไม้พุ่ม

Sky Scape : ลานคนเมืองบนชั้น 10 ของตึกสูง อีกเลเยอร์ที่จะสร้างสีสันให้สยามสแควร์

“ตอนนี้เขากำลังพูดกันนะครับว่า เราจะคืนธรรมชาติสู่เมืองได้ยังไงบ้าง” ประพันธ์เล่าให้เราฟัง “บางช่วงเทรนด์ก็จะเป็นต้นไม้ฟอร์มสวยชนิดเดียวทั้งหมด แต่เราคิดว่าถ้าทำจริงจะไม่เหมาะสม เพราะว่าในธรรมชาติไม่ได้เป็นอย่างนั้น มันคือการรวมตัวกันของสปีชีส์ที่หลากหลาย”

ที่นี่มีทั้งไม้ยืนต้น 8 ชนิด และไม้พุ่มขนาดต่าง ๆ อีกรวม 12 ชนิด ภายในพื้นที่สีเขียว 555 ตารางเมตร

“ถ้าเกิดมีต้นหนึ่งติดโรค แล้วปลูกเหมือนกันหมดก็จะติดกันไปหมด แต่ว่าถ้ามีหลายสปีชีส์ อีกต้นหนึ่งอาจจะไม่อ่อนแอกับโรคนั้น ๆ ทำให้ไม่ติดตามไป” กล่าวโดยสรุปก็คือ หากมองระบบนิเวศในภาพใหญ่ ยิ่งหลากหลาย ยิ่งยั่งยืนนั่นแหละ

“Roof Garden นี้ช่วยลดอุณหภูมิด้วยนะ” วรวีร์เสริมขึ้นมาถึงข้อดี “หลังคาทั่วไปที่ไม่มีพื้นที่สีเขียวเลยจะสะท้อนความร้อนออกมา แต่ถ้าเรามีต้นไม้ ก็จะซับความร้อนได้เยอะพอสมควร”

Sky Scape : ลานคนเมืองบนชั้น 10 ของตึกสูง อีกเลเยอร์ที่จะสร้างสีสันให้สยามสแควร์
Sky Scape : ลานคนเมืองบนชั้น 10 ของตึกสูง อีกเลเยอร์ที่จะสร้างสีสันให้สยามสแควร์

แต่เรื่องราวก็ไม่ได้ง่ายอย่างการปลูกต้นไม้ใส่กระถาง อย่าลืมว่านี่คือสวนบนชั้น 10 ของอาคาร และโครงสร้างอาคารก็ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น โดยเฉพาะเมื่อชั้นล่างของ Sky Scape เป็นโถงกิจกรรมขนาดใหญ่ที่ไม่มีเสาคั่นกลาง (Long Span) ซึ่งเป็นส่วนรับผิดชอบของออฟฟิศอื่น

“ตอนแรกเราต้องการให้มีพื้นที่สีเขียวเยอะที่สุด มีต้นไม้ใหญ่เยอะที่สุด แต่ถ้าเราทำเป็นพื้นที่สีเขียวกระจาย น้ำหนักที่กดลงไปแต่ละจุดก็เยอะไปหน่อย เลยกระจุกตัวน้ำหนักดินให้มันอยู่เป็นที่ ๆ ไป”

น้ำหนักของ Roof Garden มากกว่าหลังคาหรือดาดฟ้าทั่วไปนัก เพราะต้นไม้หนึ่งต้นต้องเผื่อน้ำหนักไว้ประมาณ 1.5 ตันเลยทีเดียว

Sky Scape : ลานคนเมืองบนชั้น 10 ของตึกสูง อีกเลเยอร์ที่จะสร้างสีสันให้สยามสแควร์

ชีวิตชีวาที่เชื่อมถึงกัน

ทีมออกแบบตั้งใจให้ที่นี่เป็น ‘ลานคนเมือง’ แห่งใหม่ของสยามสแควร์

“ตอนแรกนึกว่าเด็ก ๆ จะมามากกว่า แต่พอเปิดคนที่สยามก็มาด้วย ถ้ามาเสาร์-อาทิตย์นี่จะเห็นว่าคนยืนเต็มเลย” ประพันธ์พูดอย่างดีใจ ขณะที่เรานั่งคุยกันอยู่นี้ แม้จะเป็นวันธรรมดาแต่คนก็มามากเหมือนกัน

พวกเขามองว่าสยามสแควร์แทบจะไม่มีพื้นที่โล่ง ๆ แบบนี้เลย หรือถึงมี บรรยากาศก็ไม่ได้ผ่อนคลาย นั่งใต้ร่มไม้ได้แบบนี้

“ที่นี่เป็นจุดหมายปลายทาง คุณต้องตั้งใจมานั่ง” วรวีร์ให้ความเห็น ที่นี่ไม่ได้เข้าถึงง่ายเท่าไหร่ ผู้คนต้องรอลิฟต์หรือขึ้นบันไดเลื่อนมาถึง 10 ชั้น จุดหมายปลายทางจึงต้องคุ้มค่าพอที่จะเสียเวลาเดินทาง

2 ภูมิสถาปนิกจาก Shma คุยถึงการออกแบบลานคนเมืองบนตึก SIAMSCAPE พร้อมแลกเปลี่ยนความเป็นไปได้ของ Public Space ในสยามสแควร์

เราถามภูมิสถาปนิกทั้งสองว่า พวกเขาตั้งใจวางส่วนต้นไม้ไว้ด้านนี้เพื่อให้คนมาชมวิวถนนพญาไทรึเปล่า ทั้งคู่ก็ตอบว่า จริง ๆ แล้วลองมาแล้วทุกมุม แต่สุดท้ายที่มาจบที่แบบนี้ เป็นเพราะหากวางไว้ที่ทิศตะวันตก ต้นไม้จะช่วยสร้างร่มเงาให้ดาดฟ้า รวมถึงพวกเขาอยากจะให้เดินออกมาจากอาคารแล้วถึงลานอีเวนต์ก่อน แล้วจึงเห็นต้นไม้เป็นพื้นหลัง ซึ่งบริเวณสเต็ปสูงที่สุดของสวนต้นไม้ก็เป็นจุดชมวิวกรุงเทพมหานครได้

2 ภูมิสถาปนิกจาก Shma คุยถึงการออกแบบลานคนเมืองบนตึก SIAMSCAPE พร้อมแลกเปลี่ยนความเป็นไปได้ของ Public Space ในสยามสแควร์

“อย่างญี่ปุ่น เมืองเขาเป็น Verticle มาก ๆ เขามี Public Space เหล่านี้อยู่ตามที่ติดรถไฟฟ้า เขามีตึกที่ขึ้นมาแล้วมีคาเฟ่ให้คนไปนั่งอยู่ข้างบน เป็น Public Space ที่ดีนะ เราก็ได้ไอเดียมาจากตรงนั้นด้วย” ประพันธ์พูดถึงการพัฒนาเมืองของต่างประเทศ 

“ตอนนี้สยามกำลังพัฒนาใหม่ ลองนึกภาพว่าทุกตึกทำประมาณนี้หมด แล้วมี Skybridge เชื่อมระหว่างอาคารหนึ่งไปอีกอาคารหนึ่ง มันก็จะมีพื้นที่สาธารณะลอยอยู่หลาย ๆ ที่”

ทีมออกแบบไม่ได้รู้ละเอียดนักว่าแผนพัฒนาพื้นที่สยามสแควร์เป็นอย่างไร พวกเขาเพียงแต่คิดตามรูปแบบการพัฒนาในยุคปัจจุบันว่า จะต้องมีพื้นที่ว่างและพื้นที่สีเขียวบนอาคารให้ได้มาตรฐาน และคิดต่อยอดไปว่า หากมองให้เป็นระบบมากขึ้น จะเชื่อมพื้นที่สาธารณะเข้าด้วยกันได้

“วันนั้นพี่เพิ่งมาดูดนตรีที่สยามฯ เด็ก ๆ สมัยนี้เล่นกันดีมากเลย สร้างชีวิตชีวาให้กับเมืองได้มาก” เขาเอ่ยถึงปรากฏการณ์ของ พ.ศ. 2565 นี้ ที่ Walking Street เปิดใช้งานแล้วมีวงดนตรีมัธยมมาทำการแสดงกัน จนหลายวงถึงกับแจ้งเกิดจากที่นี่ “แต่อย่างที่อย่างที่บอก Public Space ไม่จำเป็นต้องเป็น Main Street อันเดียวแล้วจบ เราแยกย่อยออกมาตามการใช้งานได้หลากหลายมาก”

ประพันธ์นึกถึงภาพ Highline ที่ผู้คนเดินไปได้ตลอด และแต่ละจุดมีฟังก์ชันที่ต่างกัน ตรงนี้เห็นวิวเมืองก็จะทำที่นั่งแบบหนึ่ง ตรงนั้นเห็นวิวถนนก็จะทำเป็นสเตเดี้ยมให้คนมองรถวิ่งไปวิ่งมา หากมีแม่น้ำก็จะทำพื้นที่ดูแลวิวแม่น้ำได้ด้วย

2 ภูมิสถาปนิกจาก Shma คุยถึงการออกแบบลานคนเมืองบนตึก SIAMSCAPE พร้อมแลกเปลี่ยนความเป็นไปได้ของ Public Space ในสยามสแควร์

“ในสยามฯ เป็นไปได้มากที่สุดเลย ด้วยความที่เป็นเจ้าของเดียวกันทั้งหมด เราก็น่าจะคิด Master Plan ในการเชื่อมโยง Public Space ด้านบนได้ด้วย เหมือนที่เราพยายามจะทำกับตึกนี้ในตอนแรก เราพยายามคิดให้มันไล่ขึ้นมาจากข้างล่างไปสู่ข้างบน

“ถ้าเป็นอาคารนอกสยามฯ จะเป็น Property แยกกัน ทำยากหน่อย” ในขณะที่ต่างประเทศเป็นเรื่องปกติที่จะทำ Master Plan มาก่อน แล้วแบ่งให้แต่ละฝ่ายทำ ประเทศเรากลับยังทำแบบนั้นไม่ได้เท่าไรนัก

“เซ็นเตอร์พอยท์ที่ฮิตมาก ๆ ในรุ่นพี่ นั่นคือมินิมากนะ เป็นแค่หนึ่งเวิ้งเอง แต่คนยุคนั้นก็ดีใจมากแล้ว” ประพันธ์เริ่มอธิบาย เมื่อเราถามว่าการออกแบบพื้นที่สาธารณะของสยามสแควร์ต่อจากนี้เป็นต้นไป ต้องต่างจากยุคก่อน ๆ ยังไงบ้าง

วรวีร์คิดว่าพฤติกรรมผู้คนในย่านเปลี่ยนไปจากเดิม เจนเนอเรชันก่อนอาจมาเพื่อจุดประสงค์ที่เจาะจง เช่น หากพี่เบิร์ดมาเล่นที่ลานน้ำพุ ผู้คนก็จะพุ่งตัวไปที่ลานน้ำพุเพื่อดูพี่เบิร์ด แต่ปัจจุบันที่นี่เป็นจุดหมายปลายทางก้อนใหญ่ ๆ เหล่าวัยรุ่นมาเพื่อดื่มด่ำบรรยากาศที่คนมารวมตัวกัน ดังนั้นจึงต้องคิดเรื่อง Flow อย่างละเอียดลออกว่าเดิม

“ปัจจุบันมันคือเรื่องการเชื่อมโยงของ Dot ของ Open Space เหล่านั้นให้เป็น Network มากขึ้น” ประพันธ์ยกตัวอย่างถึงประเทศญี่ปุ่นอีกครั้ง ว่าที่นั่นเชื่อมกันเป็น Network ที่เป็นมิตรต่อผู้คน (Citizen Friendly) หากไปเที่ยวย่านหนึ่งก็เดินสนุกได้ทั้งวัน “แล้วเราก็อยากให้ทางเดินเท้าเชื่อมโยงกันอย่างต่อเนื่อง เป็นย่านที่ไม่มีรถเข้าไปเลย”

2 ภูมิสถาปนิกจาก Shma คุยถึงการออกแบบลานคนเมืองบนตึก SIAMSCAPE พร้อมแลกเปลี่ยนความเป็นไปได้ของ Public Space ในสยามสแควร์

อีกเรื่องที่ทั้งคู่ฝากไว้ คือความร่มรื่นของพื้นที่ ว่าเราจะต้องดึงธรรมชาติกลับมาให้ได้ และสร้าง Micro Climate ที่ดี เหมาะกับสภาพอากาศของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

“อย่างสิงคโปร์ เขาจะเชื่อมต่อหลังคากัน มีไกด์ไลน์ว่าอาคารนี้ควรยื่นออกมาอย่างนี้ เพื่อให้คนเดินต่อไปได้ นอกจากนี้ก็เรื่อง Verticle Green ต่าง ๆ ที่ทำให้พื้นที่สาธารณะมีระบบนิเวศที่ดี”

คิดว่าในประเทศไทยควรมีลานแบบนี้เยอะ ๆ ไหม – เราถามนักออกแบบทั้งคู่

“ลานคือที่ที่มีกิจกรรม ลานส่งเสริมการแสดงออกได้เยอะ คนรุ่นใหม่ชอบมากเลย เราก็อิจฉาเหมือนกันเพราะรุ่นเราไม่มีพื้นที่ทำกิจกรรมแบบนี้” ประพันธ์ตอบ เขาบอกว่าถ้าเป็นก่อนหน้านี้คงนึกถึงหน้าลานหน้าหอศิลปวัฒนธรรม กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นที่ที่คนมาจัดกิจกรรมกันเยอะ “เราต่างพ่อต่างแม่ มีความต้องการพื้นที่ที่ต่างกัน บางคนอาจจะอยากได้มุมสงบเงียบ ๆ บางคนอาจจะอยากได้ผู้คนเดินผ่านมาผ่านไป ต้องพัฒนาให้มีความหลากหลาย ลานสำคัญสำหรับ Public Space นะ”

2 ภูมิสถาปนิกจาก Shma คุยถึงการออกแบบลานคนเมืองบนตึก SIAMSCAPE พร้อมแลกเปลี่ยนความเป็นไปได้ของ Public Space ในสยามสแควร์

เราเอนกาย เลื่อนข้อศอกไปวางไว้บนสเต็ปที่นั่ง มองไปยังกลุ่มวัยรุ่นที่กำลังถ่ายรูปวิวเมืองกันอย่างสนุกสนาน พลางคิดว่าถ้าอนาคตแต่ละลานเชื่อมถึงกันอย่างไหลลื่น คงจะเกิดกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย แล้วสยามสแควร์ก็คงเกิดสีสันใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อนแน่นอน

2 ภูมิสถาปนิกจาก Shma คุยถึงการออกแบบลานคนเมืองบนตึก SIAMSCAPE พร้อมแลกเปลี่ยนความเป็นไปได้ของ Public Space ในสยามสแควร์

Writer

พู่กัน เรืองเวส

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ สนใจใคร่รู้เรื่องผู้คนและรูปแบบการใช้ชีวิตอันหลากหลาย ชอบลองทำสิ่งแปลกใหม่ พอ ๆ กับที่ชอบนอนนิ่ง ๆ อยู่บ้าน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load