The Cloud x Sustainable Development Goals

Sustainable Development Goals หรือ เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน คือข้อตกลงระหว่างองค์การสหประชาชาติ (UN) กับประเทศต่างๆ ว่าจะร่วมมือสร้างโลกให้เติบโตอย่างยั่งยืนไปด้วยกันใน 17 เป้าหมาย

“…Let me go home…I’m Just too far from where you are…I want to come home…”

ที่ร้าน ‘Coffee เขาไม้แก้ว’ เพลง Home ของ Michael Buble กำลังเล่นอยู่

ถ้าได้ยินเพลงนี้ที่อื่นเราคงไม่อินเท่าไหร่ แต่การได้ยินเพลงนี้ที่ร้านกาแฟซึ่งตั้งอยู่ใน ‘เรือนจำชั่วคราวเขาไม้แก้ว’ จังหวัดระยอง ทำให้เราอินจับใจ เพราะภาพที่เราได้เห็นขณะฟังเพลง Home คือพี่ๆ นักโทษชายที่กำลังทำงานอย่างขะมักเขม้น พวกเขาเป็นกลุ่มคนที่เราคิดว่าน่าจะอินกับเนื้อร้องท่อน “I want to come home” มากที่สุด

เรือนจำชั่วคราวเขาไม้แก้ว เรือนจำไร้รั้วบนพื้นที่เกษตรพันไร่ที่คืนคนใหม่สู่สังคมด้วยศาสตร์พระราชา

คอลัมน์ Sustainable Development Goals พาคุณไปเยี่ยมชมเรือนจำกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตาไร้รั้วกั้น ที่ผลักดันเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ข้อที่ 16 Peace, Justice and Strong Institutions ส่งเสริมหลักนิติธรรมและสร้างหลักประกันว่าจะมีการเข้าถึงความยุติธรรมอย่างเท่าเทียม ลดการทุจริตและการรับสินบนทุกรูปแบบ รวมถึงสร้างหลักประกันว่าจะมีกระบวนการตัดสินใจที่มีความรับผิดชอบ ครอบคลุม มีส่วนร่วมและมีความเป็นตัวแทนที่ดีในทุกระดับการตัดสินใจ

เรือนจำแห่งนี้ ด้านหน้าติดถนน ด้านหนึ่งติดวัด ด้านหนึ่งติดป่า บริเวณทางเข้ามีสวนสัตว์ ถัดจากสวนสัตว์เป็นโรงอาหารซึ่งเอาไว้เยี่ยมญาติอย่างใกล้ชิด ถัดจากโรงอาหารเป็นส่วนควบคุมที่มีรั้วหนาม ฝั่งตรงข้ามคือแปลงเกษตรจากศาสตร์พระราชาที่ใหญ่เอาการ 

ขณะที่เรากำลังสะดุดตากับป้าย ‘เรือนจำชั่วคราวเขาไม้แก้ว เราจะทำทุกวิธีเพื่อคืนคนดีกลับสู่ครอบครัว’ สุกฤตา เพชรหนองชุม ผู้อำนวยการส่วนพัฒนาผู้ต้องขัง ก็เข้ามาทักทายเราอย่างเป็นกันเอง

สุกฤตา เพชรหนองชุม ผู้อำนวยการส่วนพัฒนาผู้ต้องขัง

“รอนานมั้ยน้อง ทานอะไรแล้วยัง อาหารได้ช้านิดหนึ่งนะ เพราะช่วงนี้นักท่องเที่ยวเยอะมาก ไม่น่าเชื่อนะว่าแหล่งท่องเที่ยวใหม่ของระยองจะอยู่ในเรือนจำ” พี่สาวผู้อำนวยการหัวเราะอารมณ์ดี

เธออธิบายให้เราฟังว่า ที่นี่ตั้งใจกำหนดนโยบายที่จะช่วยพัฒนาคนหนึ่งคนได้อย่างครอบคลุม โดยสร้างบรรยากาศของสถานที่ให้เหมาะสมแก่การฟื้นฟูและพัฒนา เพราะเป็นหัวใจสำคัญในการเตรียมพวกเขาให้กลับเข้าสู่สังคมอย่างเป็นสุข รวมถึงมีงานสุจริตทำอย่างยั่งยืน

มองไปรอบๆ เราเห็นต้นไม้เขียวขจี ท้องฟ้ากว้างไกลและบรรยากาศแห่งความเข้าอกเข้าใจและให้โอกาส และนี่คือเรื่องราวการขับเคลื่อนและผลักดันการคืนผู้ที่เคยเลือกเส้นทางสายผิด กลับสู่สังคมอย่างยั่งยืน

01

ล้อมรั้วด้วยใจ

“ร้านนี้นักโทษชายของเราสร้างขึ้นมานะ สวยเลยใช่มั้ย พนักงานที่นี่เป็นนักโทษหญิงที่มาฝึกงานทั้งนั้น ตรงนั้นเป็นเบาะนวดสำหรับคนฝึกงานนวด ตรงนี้เป็นจุดให้อาหารปลา ส่วนอาหารนี่พ่อครัวที่ทำเป็นนักโทษชายหมดเลย” สุกฤตาเล่าเรื่องจิปาถะเกี่ยวกับร้านกาแฟแห่งนี้ด้วยน้ำเสียงของความภาคภูมิใจ เหมือนพี่สาวใจดีที่กำลังเฝ้ามองน้องๆ เติบโต ก่อนจะนำเราเดินชมส่วนต่างๆ ของเรือนจำแห่งนี้

เรือนจำชั่วคราวเขาไม้แก้วเป็นเรือนจำในสังกัดเรือนจำกลางระยอง เปิดเมื่อ พ.ศ. 2506 เพื่อดำเนินภารกิจหลักคือฟื้นฟูและแก้ไขพฤติกรรมผู้กระทำผิด 

เรือนจำชั่วคราวเขาไม้แก้ว เรือนจำไร้รั้วบนพื้นที่เกษตรพันไร่ที่คืนคนใหม่สู่สังคมด้วยศาสตร์พระราชา

ปัจจุบันมีนักโทษจำนวน 162 คน โดยผู้ที่จะเข้ามาอยู่ในนี้ได้ต้องเป็นนักโทษชั้นกลางและชั้นดี กล่าวคือมีโทษเหลือไม่เกิน 5 ปี ซึ่งต้องผ่านการทดสอบและการประเมินต่างๆ เพื่อย้ายเข้ามาอยู่ในเรือนจำแห่งนี้ 

สุกฤตาชี้ให้เราดูขอบเขตของพื้นที่รอบๆ ก่อนกล่าวว่า “พื้นที่ 1,661 ไร่ ของเรามีไว้เพื่อเป้าหมายเดียว คือคืนคนใหม่ที่ดีกว่ากลับสู่อ้อมกอดของคนในครอบครัว”

ผู้อำนวยการหญิงแกร่งแห่งเรือนจำชวนเราเดินไปนั่งพัก ที่อาคารยาวเปิดโล่งซึ่งใช้เป็นจุดเยี่ยมญาติอย่างใกล้ชิด โต๊ะทุกตัวในเวลานี้ถูกจับจองโดยบรรดาญาติๆ ที่มารอพบปะพูดคุยกับคนที่เขารักซึ่งอยู่ข้างในนี้ 

เรานั่งลงที่โต๊ะยาวตัวหนึ่ง บรรยากาศเวลานี้อบอวลไปด้วยความรัก ความคิดถึง และความใส่ใจซึ่งกันและกัน จากทุกผู้คน โดยเฉพาะบรรดาเจ้าหน้าที่ที่ต้อนรับทุกคนอย่างเป็นมิตร   

“ที่นี่บรรยากาศดีเลยใช่มั้ย เจ้าหน้าที่เราตั้งใจให้เป็นแบบนี้ เนื่องจากภารกิจหลักของเราคือทำทุกวิธีเพื่อคืนคนดีกลับสู่ครอบครัว เราก็ต้องพัฒนาเขาอย่างครอบคลุม 

เรือนจำชั่วคราวเขาไม้แก้ว เรือนจำไร้รั้วบนพื้นที่เกษตรพันไร่ที่คืนคนใหม่สู่สังคมด้วยศาสตร์พระราชา

“เริ่มตั้งแต่สร้างบรรยากาศให้เหมือนข้างนอกที่สุด จะเห็นว่าเรือนจำเราแทบไม่มีรั้ว เราล้อมรั้วด้วยใจ คืออยู่ด้วยความเชื่อใจกันว่าเขาจะไม่หนี โดยมีมาตรการจับคู่บัดดี้ให้เขาช่วยดูแลซึ่งกันและกัน เพราะเราอยากให้เขารู้จักรับผิดชอบชีวิตตัวเอง ให้เขารู้ตัวเองว่าถ้าเขาหนีโทษอาจจะหนักกว่าเดิม ที่นี่มีคนเข้ามาเที่ยว มาเซลฟี่กันทุกวัน ชิลล์มาก เพราะเราอยากให้นักโทษเราคุ้นชินกับโลกภายนอกมากที่สุด”

เรือนจำชั่วคราวเขาไม้แก้ว เรือนจำไร้รั้วบนพื้นที่เกษตรพันไร่ที่คืนคนใหม่สู่สังคมด้วยศาสตร์พระราชา

นอกจากการสร้างบรรยากาศของสถานที่ให้เหมาะสมแก่การฟื้นฟูและพัฒนาแล้ว หัวใจสำคัญในการเตรียมพวกเขาให้กลับเข้าสู่สังคมอย่างเป็นสุข คือการกำหนดนโยบายที่จะช่วยพัฒนาคนหนึ่งคนได้อย่างครอบคลุม โดยสุกฤตาจะประชุมและทบทวนการทำงานของตนเองและเจ้าหน้าที่เสมอ เพื่อให้ทัศนคติและการทำงานเป็นไปในทิศทางเดียวกัน

“ทัศนคติการทำงานนี้ไม่ได้มาจากพี่นะ เป็นนโยบายท่านอธิบดีเลย ว่าให้เราทำเรือนจำที่ผู้ต้องขังใช้ชีวิตใกล้เคียงคนข้างนอก ท่านมองว่ามันเป็นเรื่องสิทธิมนุษยชน และท่านบอกเสมอว่า จะไม่คืนคนเดิมกลับสู่สังคม จะคืนคนดีกลับสู่สังคม จะไม่มีคนที่มาแล้วมาเสียชีวิตในเรือนจำ เช่น พิษสุราเรื้อรังเข้ามาแล้วตาย 

“เราจะต้องดูแลเขาแบบให้เขากลับไปอยู่ในครอบครัวอย่างคนใหม่ที่ปรับและแก้ไขแล้ว เพราะเรามองว่าเขาก็เป็นมนุษย์คนหนึ่งที่ควรได้รับโอกาสในการแก้ตัว บางคนเขากระทำผิดด้วยเหตุจำเป็น บางคนอาจจะไม่รู้ว่าต้องทำยังไงจริงๆ เราก็พยายามทำทุกทางให้เขาไม่ต้องมีชีวิตแบบนั้นอีก

“ดังนั้น เวลาทำงาน พี่กับเจ้าหน้าที่ทุกคนจะทำงานโดยคิดว่าคนเหล่านี้เป็นเพื่อนมนุษย์ที่พลาดไปแล้ว และต้องการโอกาสอีกครั้ง”

02

ฟื้นฟูหัวใจอย่างครอบคลุม

สุกฤตาหยิบหนังสือรายงานของเรือนจำมาวางตรงหน้า ก่อนจะเริ่มต้นเล่าถึงนโยบายการฟื้นฟูและพัฒนาแก้ไขผู้กระทำผิดอย่างครอบคลุม โดยเน้นให้เขาสามารถออกไปใช้ชีวิตและประกอบอาชีพอย่างยั่งยืน 

นโยบายนี้แบ่งเป็น 3 ส่วนหลัก ได้แก่ การฝึกวิชาชีพ การฟื้นฟูพัฒนาจิตใจ และการสร้างการยอมรับจากสังคม

เรือนจำชั่วคราวเขาไม้แก้ว เรือนจำไร้รั้วบนพื้นที่เกษตรพันไร่ที่คืนคนใหม่สู่สังคมด้วยศาสตร์พระราชา

เมื่อเข้ามาอยู่ในเรือนจำจนผ่านระยะปรับตัว ผู้ต้องขังทุกคนจะได้ฝึกวิชาชีพต่างๆ ที่พวกเขาสนใจตั้งแต่อาชีพพ่อครัว ช่างซ่อม ช่างตัดผม ควบคู่ไปกับการฝึกอาชีพด้านการเกษตร ทั้งการทำปศุสัตว์ ปุ๋ย และปลูกพืชผลต่างๆ อีกทั้งยังเลือกฝึกวิชาชีพภายนอกเรือนจำได้อีกด้วย 

โดยประสานความร่วมมือ (MOU) กับสถานประกอบการภายนอก เช่น สวนสุภัทราแลนด์ เพื่อฝึกทักษะวิชาชีพอื่นๆ เช่น ไกด์ ผู้จำหน่ายอาหาร ซึ่งเพิ่มโอกาสในการสร้างอาชีพแก่พวกเขาภายหลังพ้นโทษ    

เมื่อผู้ต้องขังมีความชำนาญด้านทักษะอาชีพและมีการวางแผนชีวิตที่ชัดเจน ต่อมาคือการเตรียมความพร้อมด้านจิตใจ เปลี่ยนใจที่เคยผิดพลาดและเป็นทุกข์ให้กลับมามีความสุขอีกครั้ง ด้วยการอบรมด้านศาสนา ครอบครัวสัมพันธ์ และการเตรียมความพร้อมในการกลับสู่สังคมอย่างเป็นสุข ผ่านนโยบายการสร้างการยอมรับจากสังคมด้วยการให้บริการ 

เรือนจำชั่วคราวเขาไม้แก้ว เรือนจำไร้รั้วบนพื้นที่เกษตรพันไร่ที่คืนคนใหม่สู่สังคมด้วยศาสตร์พระราชา

ผู้ต้องขังจะได้ออกไปช่วยเหลือสังคมในหลากหลายด้าน เช่น กวาดลานวัด พูดสร้างแรงบันดาลใจ ซ่อมแซมถนน เป็นต้น ทั้งหมดจะช่วยให้พวกเขาไม่หวนกลับมากระทำผิดซ้ำ เป็นการคืนคนดีสู่สังคมอย่างยั่งยืน

 “จะเห็นว่าการฟื้นฟูของเราต้องครอบคลุมทุกด้าน แต่เหตุผลที่เราเน้นเรื่องการฝึกทักษะอาชีพ เพราะเราพบว่านักโทษที่เข้ามาส่วนหนึ่งอาจจะมาด้วยเหตุที่เขาว่างงาน รับจ้างไม่เป็นหลักเป็นแหล่ง เหตุนี้มีส่วนผลักดันให้เขาไปทำสิ่งไม่ดีแล้วต้องโทษเข้ามา 

“เราจึงอยากจะสร้างอาชีพให้เขา เริ่มตั้งแต่ให้เขาเป็นคนเลือกว่าอยากฝึกอะไร เพราะพี่คิดว่าคนเราถ้าได้ทำในสิ่งที่ชอบเขาก็จะทำได้ดี แล้วเราก็สอนให้เขาทำจนออกไปใช้ได้จริง เช่น ฝึกวิชาชีพช่างยนต์ก็จะทำจนเป็น จนใช้ในชีวิตได้ และสุดท้ายต้องมีการวางแผนชีวิตชัดเจนก่อนออกไป 

“ใครที่ชีวิตลำบาก จำเป็นต้องขอทุนประกอบอาชีพ เราก็จะดำเนินเรื่องขอทุนให้ แถมเรายังติดตามและประเมินผลสำหรับคนที่ให้ยอมติดตามว่าเขามีชีวิตที่ดีจริงๆ หรือเปล่า เพื่อจะได้รู้ว่าเราควรปรับปรุงแก้ไขตรงไหนในการทำงานของเรา” 

เรือนจำชั่วคราวเขาไม้แก้ว เรือนจำไร้รั้วบนพื้นที่เกษตรพันไร่ที่คืนคนใหม่สู่สังคมด้วยศาสตร์พระราชา

เนื่องจากที่นี่เน้นคืนคนดีสู่ครอบครัวผ่านการฝึกทักษะอาชีพจนชำนาญ พื้นที่สวนใหญ่ของเรือนจำแห่งนี้จึงกลายเป็นแปลงเกษตรอินทรีย์ บ่อปลา สวนยางพารา สวนมะม่วงหิมพานต์ และโซนฝึกอาชีพต่างๆ เช่น ช่างตัดผม ช่างซ่อม 

ภารกิจประจำวันของทุกคนหลังจากตื่นนอน สวดมนต์ ดูแลความสะอาด ทานข้าว เคารพธงชาติ คือประชุมการทำงานในแต่ละวัน และแยกกันไปฝึกทักษะอาชีพจนเชี่ยวชาญ  

“ที่นี่เน้นให้ทุกคนเลือกทำในสิ่งที่ชอบ แต่ทักษะที่ทุกคนต้องฝึกก่อนปล่อยตัวหกเดือน คือการเรียนรู้ศาสตร์พระราชา เดี๋ยวพี่จะพาไปดูว่ามันดียังไง”

03

เปลี่ยนใจที่เคยผิดพลาดด้วยศาสตร์พระราชา

‘ให้เราดูแลผัก ให้ผักดูแลคุณ’

ป้ายทางเข้าหน้าศูนย์เรียนรู้ตามศาสตร์พระราชาช่างน่ารัก ภายในบริเวณมีแปลงผักหลากหลายชนิดสลับกับเล้าสัตว์ต่างๆ เราเดินชมพืชผักเขียวๆ ทักทายสัตว์เล็กสัตว์น้อยในบรรยากาศที่สะอาดตา มีเสียงหัวเราะพูดคุยสบายๆ ของนักโทษที่กำลังพรวนดินและให้อาหารสัตว์อย่างตั้งใจ ทำให้ที่นี่ยิ่งเหมือนที่ศึกษาดูงานมากกว่าเรือนจำ 

“เราทำงานฟื้นฟูพัฒนามาสักพัก ตอนนั้นเราคิดว่าทำยังไงที่จะช่วยให้นักโทษออกไปแล้วไม่ต้องกลับมาอีก คือทำยังไงให้เขามีงานทำ มีชีวิตที่เติบโตยั่งยืน เราเลยคิดว่าเขาต้องรู้จักการดำเนินชีวิตแบบพอเพียง พูดง่ายๆ คือรู้กินรู้ใช้ เขาจะต้องรู้ว่าตัวเองมีเท่าไหร่ ใช้ได้เท่าไหร่ ทำยังไงให้ไม่ต้องเป็นหนี้สิน พอไม่เป็นหนี้ โอกาสที่จะทำผิดมันก็น้อย 

“ดังนั้น เราเลยนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงของรัชกาลที่ 9 มาปรับใช้ เพราะเชื่อว่าแนวคิดนี้เป็นสิ่งที่ทำได้จริงและเอาเข้าไปอยู่ในชีวิตได้เลย มี อาจารย์สมศักดิ์ เครือวัลย์ ปราชญ์ด้านการเกษตรที่พวกเราเคารพมาวางผังต่างๆ และมาสอนเจ้าหน้าที่ด้วยตนเองเลย”

ศูนย์การเรียนรู้ตามศาสตร์พระราชานั้นแบ่งเป็น 4 ฐานหลัก 

เรือนจำชั่วคราวเขาไม้แก้ว เรือนจำไร้รั้วบนพื้นที่เกษตรพันไร่ที่คืนคนใหม่สู่สังคมด้วยศาสตร์พระราชา
เรือนจำชั่วคราวเขาไม้แก้ว เรือนจำไร้รั้วบนพื้นที่เกษตรพันไร่ที่คืนคนใหม่สู่สังคมด้วยศาสตร์พระราชา

ฐานที่ 1 คือ ฐานปศุสัตว์และประมงน้ำจืด ซึ่งพี่ๆ นักโทษจะได้เรียนรู้และฝึกทักษะการเลี้ยงสัตว์เพื่อประกอบอาชีพ ตั้งแต่ขั้นตอนการเพาะพันธุ์ไปจนถึงการขาย มีสัตว์หลากหลายชนิดให้ฝึกเลี้ยงตามความชอบและความถนัดตั้งแต่หมูหลุม เป็ด ไก่ วัว ควาย แพะ และบรรดาปลาต่างๆ 

เรือนจำชั่วคราวเขาไม้แก้ว เรือนจำไร้รั้วบนพื้นที่เกษตรพันไร่ที่คืนคนใหม่สู่สังคมด้วยศาสตร์พระราชา

นอกจากการฝึกเลี้ยงสัตว์ 1 ตัว ให้ได้ผลผลิตที่ดีที่สุด ทุกคนยังได้เรียนรู้การบริหารจัดการฟาร์มให้มีต้นทุนน้อยที่สุด ตั้งแต่การลดค่าอาหารสัตว์โดยใช้เศษอาหารที่เหลือจากการจัดเลี้ยงผู้ต้องขังมาผสมกับหัวอาหาร รวมถึงการนำมูลสัตว์มาแปรรูปเป็นแก๊สและปุ๋ยเพื่อหมุนเวียนใช้ในแปลงเกษตรต่อไป

ฐานที่ 2 เป็นฐานสาธิตเกษตรอินทรีย์ซึ่งเน้นการทำปุ๋ยอินทรีย์และน้ำส้มควันไม้ ในแต่ละวันพวกเขาจะรวบรวมเศษอาหาร มูลสัตว์ วัชพืช และผักตบชวา มาหมักเป็นปุ๋ย รวมถึงแบ่งกำลังกันออกตระเวนหาไม้บริเวณรอบๆ เรือนจำเพื่อเผาและทำเป็นน้ำส้มควันไม้กำจัดศัตรูพืช ผลผลิตที่ได้ในฐานนี้จะถูกส่งต่อให้ฐานต่อไป 

เรือนจำชั่วคราวเขาไม้แก้ว เรือนจำไร้รั้วบนพื้นที่เกษตรพันไร่ที่คืนคนใหม่สู่สังคมด้วยศาสตร์พระราชา
เรือนจำชั่วคราวเขาไม้แก้ว เรือนจำไร้รั้วบนพื้นที่เกษตรพันไร่ที่คืนคนใหม่สู่สังคมด้วยศาสตร์พระราชา

ฐานที่ 3 คือ ฐานผักปลอดสารพิษ ภายในมีผักสารพัดชนิดที่ปลูกหมุนเวียนกันตามฤดูกาล ตั้งแต่ผักบุ้ง คะน้า กวางตุ้ง ถั่วพู ฟักทอง ผู้ต้องขังจะได้เรียนรู้วิธีดูแลพืชผักให้ได้ผลผลิตที่ดีที่สุด รวมถึงการบริหารจัดการแปลงผักให้มีผลผลิตทั้งปี กล่าวคือปลูกพืชที่ให้ผลผลิตในระยะเวลาที่ไม่ตรงกัน เพื่อสร้างรายได้จากแปลงผักได้ตลอดปี  

เรือนจำชั่วคราวเขาไม้แก้ว เรือนจำไร้รั้วบนพื้นที่เกษตรพันไร่ที่คืนคนใหม่สู่สังคมด้วยศาสตร์พระราชา
เรือนจำชั่วคราวเขาไม้แก้ว เรือนจำไร้รั้วบนพื้นที่เกษตรพันไร่ที่คืนคนใหม่สู่สังคมด้วยศาสตร์พระราชา

ส่วนฐานที่ 4 เป็นการรวบรวมองค์ความรู้ในฐานที่ 1 ถึง 3 ไว้ในพื้นที่ 1 ไร่ ผ่านแนวคิด ‘ศาสตร์พระราชา เกษตรทฤษฎีใหม่ 1 ไร่ 1 แสน’ โดยเป้าหมายหลักคือทำให้ผู้ต้องขังเห็นแนวคิดการบริหารจัดการพื้นที่ที่ตนเองมีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดและเกิดรายได้ตลอดปี  

เรือนจำชั่วคราวเขาไม้แก้ว เรือนจำไร้รั้วบนพื้นที่เกษตรพันไร่ที่คืนคนใหม่สู่สังคมด้วยศาสตร์พระราชา
เรือนจำชั่วคราวเขาไม้แก้ว เรือนจำไร้รั้วบนพื้นที่เกษตรพันไร่ที่คืนคนใหม่สู่สังคมด้วยศาสตร์พระราชา
เรือนจำชั่วคราวเขาไม้แก้ว เรือนจำไร้รั้วบนพื้นที่เกษตรพันไร่ที่คืนคนใหม่สู่สังคมด้วยศาสตร์พระราชา

มีการจำลองพื้นที่ 1 ไร่ ให้กลายเป็นที่อยู่อาศัย แปลงเกษตร และการทำปศุสัตว์ ภายในขุดบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำต่างๆ เช่น ปลา กบ ควบคู่ไปกับการเลี้ยงหมูหลุมและการปลูกผัก โดยใช้ทรัพยากรทุกอย่างที่มี เช่น เศษอาหาร มูลสัตว์ มาหมุนเวียนทำเป็นปุ๋ย สิ่งเหล่านี้จะทำให้พวกเขารู้ว่าพื้นที่บ้านของตนเองนั้นสร้างมูลค่าได้มากกว่าที่คิด  

04

ยืนขึ้นใหม่อย่างยั่งยืน

เราเดินออกจากฐานศาสตร์พระราชาและเห็นว่าที่ฐานสาธิตเกษตรอินทรีย์มีพี่นักโทษ 2 คนกำลังดูแลการทำน้ำส้มควันไม้และการทำปุ๋ยอินทรีย์ เราจึงขอนุญาตพูดคุยกับพี่จ๋าและพี่วันถึงชีวิตและประสบการณ์ในเรือนจำแห่งนี้ พี่ชายใจดีเล่าถึงชีวิตของพวกเขาอย่างจริงใจ

“ตื่นมาอย่างแรกผมก็อาบน้ำ ล้างหน้า แปรงฟัน แล้วก็ทำภารกิจเช้า หน้าที่หลักของผมคือดูแลกล้วยไม้ ดูแลต้นไม้ เสร็จภารกิจก็กลับมาอาบน้ำ รอเข้าแถว แล้วแยกย้ายไปทำ ภารกิจหลักของผมคือดูแลการทำปุ๋ยและน้ำส้มควันไม้ 

เรือนจำชั่วคราวเขาไม้แก้ว เรือนจำไร้รั้วบนพื้นที่เกษตรพันไร่ที่คืนคนใหม่สู่สังคมด้วยศาสตร์พระราชา

“ถ้าให้ผมพูดตรงๆ ตอนแรกที่ต้องมาเรียนฐานศาสตร์พระราชาผมไม่ชอบเลย เหนื่อยมาก มันเปื้อน สกปรก มีมูลวัว มูลไก่ แต่พอทำไปเรื่อยๆ ก็พบว่ามันเป็นอาชีพได้ ต่อให้ไม่เป็นอาชีพหลักก็เป็นอาชีพเสริมได้ ผมวางแผนชีวิตแล้วนะว่าออกไปผมอยากไปสมัครงานประจำ ทำแคบหมูขาย เพราะผมทำเป็น และปลูกอะไรเล็กๆ น้อยๆ เป็นรายได้เสริมในพื้นที่ที่เรามี ปุ๋ยราคาแพงก็ไม่เป็นไร เพราะตอนนี้เราทำเองได้” พี่จ๋าเล่าให้ฟัง พี่วันเลยเสริมว่าตนเองเห็นด้วยอย่างยิ่ง

“ตอนแรกผมก็ไม่รู้ว่ามันจะได้ประโยชน์อะไรนะ การเรียนรู้เกษตรกรรมมันหนักแล้วก็เหนื่อย อย่างผมโดนคดียา อันนั้นผมอาจจะเคยได้เงินง่าย แต่พอทำไปๆ ผมก็คิดขึ้นมาได้เองว่าอันนี้มันบริสุทธิ์กว่า ปลูกผักเราไม่ได้ทำร้ายใคร ผมก็วางแผนแล้วนะว่าบ้านผมขายข้าวแกงและที่บ้านมีพื้นที่ พอได้เรียนรู้เรื่องปุ๋ยเรื่องการเกษตร ผมก็จะออกไปปลูกผัก ทำปุ๋ยเอง ผักที่เราได้มาก็ใช้ในร้านข้าวแกงเราได้ ผมว่าศาสตร์พระราชามันเอาไปใช้ได้จริงนะ คิดง่ายๆ แค่เราปลูกผักได้ เราเอาไว้กินเอง เราก็ไม่ต้องไปซื้อ มันลดเงินที่ต้องใช้แล้ว ถ้าเหลือก็ขายเป็นรายได้ได้อีก อย่างน้ำส้มควันไม้ก็ขายได้ ถ้าเงินเหลือเราก็ไม่ต้องเป็นหนี้อะไร ก็ไม่ต้องพาตัวเองไปวนเวียนกับอะไรที่ไม่ดีอีก”

เรือนจำชั่วคราวเขาไม้แก้ว เรือนจำไร้รั้วบนพื้นที่เกษตรพันไร่ที่คืนคนใหม่สู่สังคมด้วยศาสตร์พระราชา

สุกฤตาเสริมว่า นอกจากองค์ความรู้ที่พวกเขาจะได้เมื่อปล่อยตัวไป ทั้งเรื่องการบริหารจัดการพื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด รวมถึงการสร้างรายได้หรือลดรายจ่ายด้วยการปลูกผักกินเอง เลี้ยงสัตว์ต่างๆ พวกเขายังมีส่วนในรายได้จากโครงการศาสตร์พระราชาและโครงการต่างๆ ในเรือนจำ โดยผลผลิตที่ได้ทั้งหมดจะจัดจำหน่ายผ่านพ่อค้าแม่ค้าคนกลาง และจำหน่ายในโครงการตลาดนัดเรือนจำวันพุธ ซึ่งประชาชนทั่วไปให้ความสนใจจำนวนมาก

“ในเรือนจำของเรา พวกเขาทุกคนจะมีส่วนในรายได้ต่างๆ ไปด้วยกัน เรานำผลผลิตไปจัดจำหน่ายแล้วนำรายได้มาหมุนเวียนเป็นค่าใช้จ่ายและส่งกองทุนเงินผลพลอยได้ เราปันผลให้ผู้ต้องขัง 50 เปอร์เซ็นต์ เจ้าหน้าที่ 15 เปอร์เซ็นต์ และ 35 เปอร์เซ็นต์ เป็นทุนหมุนเวียนของเรือนจำ”

รายได้เหล่านี้จะกลายเป็นเงินตั้งต้นในการประกอบอาชีพต่างๆ เมื่อพวกเขาออกไป เป็นจุดเริ่มต้นให้พวกเขายืนขึ้นใหม่ด้วยการวางแผนชีวิตบนหลักความพอเพียง เป็นฟันเฟืองเล็กๆ ที่ส่งเสริมเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน 

05

คืนคนดีสู่อ้อมกอดของครอบครัว

ผลผลิตที่ได้จากแปลงเกษตรศาสตร์พระราชานั้นไม่ใช่แค่พืชผักและรายได้ แต่ยังออกดอกออกผลเป็นชีวิตที่เติบโตงดงามของนักโทษหลังการปล่อยตัว 

จากโครงการติดตามความสำเร็จของผู้พ้นโทษ พบว่านักโทษที่ถูกปล่อยตัวจากที่นี่มีสถิติการกระทำผิดซ้ำ 0 เปอร์เซ็นต์ และส่วนใหญ่ประกอบอาชีพหลังการปล่อยตัวในทิศทางที่ดีขึ้น จากอดีตที่เคยไม่มีอาชีพหรือทำอาชีพรับจ้างทั่วไป เริ่มขยับขยายมาสู่การประกอบอาชีพเกษตรกรรม ค้าขาย ลูกจ้างตามสถานประกอบการต่างๆ รวมถึงทำธุรกิจส่วนตัว  

“สังคมจะให้โอกาสพวกเขาขนาดไหนพี่ไม่รู้ แต่พี่จะบอกพวกเขาเสมอนะว่าต้องให้โอกาสตัวเอง พิสูจน์ตัวเองให้เขารู้ว่าเราปรับตัวได้แล้ว เราเป็นคนใหม่แล้ว ช่วงแรกๆ ออกไปเราอาจจะเจอสิ่งกระทบจิตใจบ้าง เรายิ่งต้องเข้มแข็งและวางแผนอาชีพให้ดี ปรึกษาครอบครัว ให้โอกาสตัวเองได้เป็นคนใหม่ พี่ทำงานที่นี่มาประมาณสามปี พี่รู้สึกภาคภูมิใจนะที่ได้ช่วยสร้างอาชีพ ได้เห็นว่าทุกคนที่มาอยู่มีความสุขขึ้น ได้เห็นว่าเขาไม่ต้องมาวนเวียนในเรือนจำอีก”

เรือนจำชั่วคราวเขาไม้แก้ว เรือนจำไร้รั้วบนพื้นที่เกษตรพันไร่ที่คืนคนใหม่สู่สังคมด้วยศาสตร์พระราชา

พี่วันกับพี่จ๋ายิ้มและเล่าให้ฟังถึงความเปลี่ยนแปลงของตนเองที่พวกเขาสังเกตเห็นตั้งแต่มาอยู่ในเรือนจำแห่งนี้ พวกเขาพบว่าตัวเองไม่ใช่คนเดิม แต่เป็นคนที่ดีกว่าเดิม 

 “ผมก็แปลกใจตัวเองนะ พออยู่ที่นี่ไปเรื่อยๆ ผมเริ่มรู้สึกว่าตัวเองโตขึ้น ผมเห็นว่าตัวเองเริ่มเป็นคนอดทน ขยัน ใช้เงินประหยัด ประหยัดมาก สามร้อยนี่อยู่ได้นานเลย จะใช้เงินต้องคิดก่อน มีความรับผิดชอบ และไม่เหนื่อยหน่ายกับงาน เมื่อก่อนอยู่ข้างนอกผมเป็นคนขี้เกียจมาก แต่อยู่ในนี้ผมอดทนมาก อยู่ข้างนอกชอบอะไรที่หามาง่าย ขายยาก็ขาย ผมไม่ค่อยสนใจใคร ไม่แคร์คน แต่มาอยู่ในนี้เรารับรู้ถึงชีวิตแต่ละคน ได้รู้จักที่จะเอื้ออาทรกัน เราเลยเห็นชีวิตที่ผ่านมาและไม่อยากเป็นคนเห็นแก่ตัวอีก” พี่วันเล่าอย่างจริงใจ

 “อยู่ที่นี่มันเห็นการเปลี่ยนแปลงจริงๆ นะน้อง ตอนอยู่ข้างนอกผมดื้อด้าน ไม่ฟังใคร ทำอะไรตามใจตัวเอง กินเหล้าก็กิน ทุกอย่างที่เป็นสิ่งมัวเมาผมเอาหมด ตอนนั้นจะสามสิบแล้วผมก็ยังไม่โต ผมไม่เคยเห็นตัวเองโตสักที แต่พอติดคุกเรามองเห็นว่าแม่ลำบาก ลูกลำบาก เมียแยกทางไป มีปัญหาหลายอย่าง 

“จนมาอยู่ที่นี่ ผมเห็นจริงๆ นะว่าตอนนี้ผมโตแล้ว ผมพร้อมแล้ว มีศักยภาพที่จะออกไปใช้ชีวิตอย่างคนที่ดีขึ้นกว่าเดิม ผมว่าสิ่งที่ดีที่สุดที่ได้จากเรือนจำแห่งนี้ คือเขาสอนให้คนเรามีความรับผิดชอบ ตอนนี้ผมวางแผนชีวิตแล้วว่าออกไปจะทำอะไร ผมว่าผมพร้อมแล้วนะ” พี่จ๋าเล่าพร้อมรอยยิ้ม

เรือนจำชั่วคราวเขาไม้แก้ว เรือนจำไร้รั้วบนพื้นที่เกษตรพันไร่ที่คืนคนใหม่สู่สังคมด้วยศาสตร์พระราชา

เรากล่าวลาพี่ทั้งสองด้วยความเชื่อมั่นว่าพี่จะกลับบ้านอย่างมีความสุขที่สุด เรากล่าวขอบคุณพี่สุกฤตาและเจ้าหน้าที่ที่ตั้งใจทำทุกวิธีเพื่อคืนคนดีกลับสู่ครอบครัว ทั้งการสร้างอาชีพที่ช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน รวมถึงการฟื้นฟูพวกเขาให้มีหัวใจที่แข็งแกร่งขึ้น ด้วยการทำงานที่เปี่ยมไปด้วยความหวังในมนุษย์

และหวังว่าเรื่องราวการผลักดันเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ข้อที่ 16 Peace, Justice and Strong Institutions ณ เรือนจำชั่วคราวเขาไม้แก้ว จะช่วยให้คุณตระหนักถึงเส้นทางที่จะเลือกเดินในแต่ละทางแยกของชีวิต แม้อยู่ในสถานการณ์บีบคั้นแค่ไหน เราต้องเลือกเดินบนเส้นทางที่ถูกต้อง 

ในทางกลับกัน ในฐานะเพื่อนร่วมสังคม การให้โอกาสครั้งที่ 2 แก่คนที่เคยทำผิดพลาดให้สามารถเดินกลับสู่บ้านหลังใหญ่หลังนี้ เพื่อเปลี่ยนใจที่เคยผิดพลาดและเป็นทุกข์ให้กลับมามีความสุขอีกครั้ง จะช่วยสร้างสังคมที่เติบโตอย่างยั่งยืนไปพร้อมกัน

Writer

วิภาดา แหวนเพชร

ขึ้นรถไฟฟ้าหรือไปไหนจะชอบสังเกตคน ชอบคุยกับคนแปลกหน้าโดยเฉพาะ homeless ชีวิตมนุษย์นี่มหัศจรรย์มากๆ เลย ชอบจัง

Photographer

ปวรุตม์ งามเอกอุดมพงศ์

นักศึกษาถ่ายภาพที่กำลังตามหาแนวทางของตัวเอง ผ่านมุมมอง ผ่านการคิด และ ดู

Sustainable Development Goals

ทำความเข้าใจเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ผ่าน 17 กลุ่มผู้มุ่งมั่นสร้างนวัตกรรมทางสังคม

The Cloud x Sustainable Development Goals

Sustainable Development Goals หรือ เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน คือข้อตกลงระหว่างองค์การสหประชาชาติ (UN) กับประเทศต่างๆ ว่าจะร่วมมือสร้างโลกให้เติบโตอย่างยั่งยืนไปด้วยกันใน 17 เป้าหมาย

ในชีวิตประจำวัน คนไทยกินข้าวเป็นอาหารหลัก แต่เรารู้จักข้าวที่กินลึกซึ้งแค่ไหน

ลองถามตัวเองว่า เรารู้ไหมว่าข้าวสวยร้อนๆ ที่แม่หุงให้กินแต่เช้าเป็นข้าวสายพันธุ์อะไร ข้าวสวยเมล็ดสีขาวจากร้านข้าวแกงใกล้ออฟฟิศที่กินประจำเป็นข้าวพันธุ์ใด ปลูกจากที่ไหน หรือแม้แต่ข้าวในกล่องอาหารแช่แข็งที่ต้องกินในวันหยุดยาว มีที่มาอย่างไร

  หากจะเดาเราคงนึกออกเพียงสายพันธุ์ข้าวที่คุ้นหูและมีขายอยู่ในตลาดทั่วไป ข้าวหอมมะลิ ข้าวกล้อง ข้าวเหนียว ข้าวเสาไห้ ข้าวไรซ์เบอร์รี่ สายพันธุ์ข้าวที่ผุดขึ้นในใจเราคงมีเท่านี้ ซึ่งนับว่าข้าวที่คนไทยส่วนใหญ่รู้จัก คิดเป็นเพียงไม่ถึงหนึ่งเปอร์เซ็นต์ของจำนวนสายพันธุ์ข้าวไทยที่มีอยู่ในธนาคารข้าวกว่าสองหมื่นสายพันธุ์

ข้าวอีโต๋น ข้าวก่ำดอ ข้าวลืมผัว ข้าวเล้าแตก จะมีสักกี่คนที่รู้จักและเห็นความสำคัญ ในวันที่เราคิดกันว่าข้าวก็คือข้าว ที่กินให้อิ่มท้องเท่านั้น ไม่ได้มีความสลักสำคัญใดๆ และไม่ได้ใส่ใจเรื่องใกล้ตัวที่เป็นเหมือนเลือดเนื้อของเรา 

ผลกระทบจากความไม่รู้ ไม่ได้ใส่ใจ และไม่เลือกสรร จะส่งผลให้สายพันธุ์ข้าวไทยที่เรากินกันขาดความหลากหลาย และนำไปสู่การขาดความมั่นคงทางอาหาร ลุกลามไปถึงการทำลายวิถีการเกษตรแบบดั้งเดิม

ชาวนาไทอีสาน

คอลัมน์ Sustainable Development Goals พาคุณเดินทางสู่จังหวัดบุรีรัมย์ เพื่อไปทำความรู้จัก ‘กลุ่ม ชาวนาไทอีสาน’ ชาวนารุ่นใหม่กลุ่มเล็กๆ ที่มีความตั้งใจอยากอนุรักษ์และพัฒนาสายพันธุ์ข้าวพื้นเมืองไทย ด้วยวิถีดั้งเดิมที่ใส่ใจธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อนำไปสู่ความมั่นคงทางอาหารและการทำเกษตรพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน

พวกเขาทำงานด้วยความมุ่งมั่นและศรัทธาอย่างไม่ย่อท้อ เพื่อผลักดัน เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ข้อที่ 2 Zero Hunger ที่มุ่งเน้นเกษตรกรรม ในด้านของการคงความหลากหลายทางพันธุกรรมของเมล็ดพันธุ์พืชที่ใช้เพาะปลูก และชนิดพันธุ์พืชตามธรรมชาติ รวมถึงการมีธนาคารเมล็ดพันธุ์และพืชที่มีการจัดการที่ดีและมีความหลากหลาย เพื่อสร้างหลักประกันว่า จะมีการเข้าถึงและแบ่งปันผลประโยชน์ที่เกิดจากการใช้ทรัพยากรพันธุกรรม และองค์ความรู้ท้องถิ่นอย่างเท่าเทียม

รวมถึงมุ่งเน้นการสร้างหลักประกัน ว่าจะมีระบบการผลิตอาหารที่ยั่งยืน และดำเนินตามแนวปฏิบัติการเกษตรที่มีภูมิคุ้มกันที่จะเพิ่มผลิตภาพและการผลิต ซึ่งช่วยรักษาระบบนิเวศและช่วยพัฒนาคุณภาพดินอย่างต่อเนื่อง

ชาวนาไทอีสาน

กลุ่มชาวนาไทยอีสาน ยังก่อตั้ง ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง ๙ ดี (0๙D) โดยปรับปรุงพื้นที่ริมหนองน้ำในหมู่บ้าน ให้กลายเป็นพื้นที่ทำเกษตรอินทรีย์พร้อมไปกับการอนุรักษ์พันธุ์พืชพื้นบ้านไว้ เพื่อส่งต่อองค์ความรู้ให้ชุมชนและคนทั่วไป พวกเขากำลังขมักเขม่นทดสอบ และพัฒนาสายพันธุ์ข้าวนับร้อยสายพันธุ์ โดยวันนี้ข้าวสายพันธุ์ใหม่ 7 สายพันธุ์พร้อมเป็นทางเลือกที่เพิ่มความหลากหลายให้คนไทยได้กิน 

เรื่องราวของพวกเขา ทำให้เราหันกลับมามองเรื่องข้าวใหม่อีกครั้ง เพราะสายพันธุ์และวิถีปลูกให้ได้มาซึ่งข้าวแต่ละเม็ดที่เรากิน มีความหมายยิ่งใหญ่และลึกซึ้ง ไปถึงความมั่นคงทางอาหารและความยั่งยืนของระบบนิเวศ 

ดังนั้นในฐานะผู้บริโภค ซื้อข้าวหรือผลผลิตทางการเกษตรใดๆ ในครั้งต่อไป เราควรใส่ใจถึงที่มาและให้ความสำคัญกับความหลากหลายของชนิดพันธุ์พืชตามธรรมชาติ ด้วยการอุดหนุนเกษตรกรที่ปลูกพืชพรรณชนิดอื่นๆ ดูบ้าง ที่สำคัญคือวัตถุดิบทุกชนิดมีคุณค่า ซื้อแต่พอดีเท่าที่บริโภค ไม่เหลือทิ้งขว้างเพื่อความยั่งยืนของระบบการผลิตอาหารและทรัพยากรของลูกหลานเราในอนาคต

01

กลุ่มชาวนารุ่นใหม่ที่มุ่งมั่นอนุรักษ์พันธุ์ข้าวไทย

 อุ้ม– คนึงนิตย์ ชะนะโม หนึ่งในสมาชิกกลุ่มชาวนาไทอีสาน คือชาวนารุ่นใหม่จากจังหวัดบุรีรัมย์ที่กลับมาทำการเกษตรที่บ้านเกิด

เริ่มแรกนั้นเธอทิ้งชีวิตการงานในกรุงเทพฯเพื่อกลับมาดูแลแม่ที่ป่วย และรับช่วงต่อการทำนาของที่บ้าน โดยที่ไม่ได้มีความรู้ด้านการเกษตรอะไรมากมายไปกว่าการทำไปตามที่จดจำได้ในวัยเด็ก เพียงแต่ครั้งนี้เธออยากทำการเกษตรอินทรีย์ เพื่อให้สิ่งแวดล้อมรอบตัวปลอดสารพิษ เพื่อดูแลสุขภาพของแม่ไปพร้อมกัน 

อุ้ม–คนึงนิตย์ ชะนะโม

ชีวิตการทำนาของอุ้มไม่ใช่เรื่องง่าย เธอต้องพบกับอุปสรรคมากมาย ทั้งจากคนรอบข้างที่ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงทิ้งชีวิตที่ควรจะได้เป็นเจ้าคนนายคนมาทำนาอินทรีย์ที่ลงมือลงแรงมากกว่าการทำนาใช้สารเคมีตามสมัย

แต่เธอไม่ถอดใจ หาข้อมูลมากมายจากอินเทอร์เน็ต และสุดท้ายได้ไปอบรมกับเครือข่ายฅนกินข้าวเกื้อกูลชาวนาของทีวีบูรพา ทำให้เธอได้รับความรู้ชุดใหม่จากครูบาอาจารย์หลายท่านที่ทำเรื่องข้าวมานาน

ชาวนาไทอีสาน

หนึ่งในผู้ให้ความรู้ที่อาจเรียกได้ว่าเปลี่ยนความคิดของอุ้มในครั้งนั้นคือ อาจารย์ตุ๊หล่าง-แก่นคำหล้า พิลาน้อย นักพัฒนาสายพันธุ์ข้าวพื้นเมืองชาวยโสธร และเป็นชาวนารุ่นใหม่วัยสามสิบกว่าผู้มีสายเลือดชาวนาเต็มเปี่ยม เขาอุทิศชีวิตให้กับการอนุรักษ์พันธุ์ข้าวและพันธุ์พืชพื้นบ้านให้มีความหลากหลายเหมือนที่เคยเป็นมา ทั้งยังต่อยอดปรับปรุงและพัฒนา เพื่อให้ตอบสนองการเพาะปลูกพื้นบ้านและนำไปสู่ความมั่นคงทางอาหารมาตลอดชีวิต

“จากที่ชีวิตรู้จักและเคยกินแต่ข้าวหอมมะลิกับข้าวเหนียว พอได้ความรู้จากพี่ตุ๊หล่าง เราตื่นเต้นมาก สายพันธุ์ข้าวมีเยอะขนาดนี้เชียวเหรอ ทำไมเราได้กินแค่นี้ละ เรานั้นอยากเอามาปลูกให้ที่บ้านกิน แต่พอได้คุยและเห็นสิ่งที่เขาทำ ทำให้อยากมีส่วนร่วมที่จะช่วยเขาในการปลูก คัดพันธุ์ข้าว เพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์และพัฒนาพันธุ์ ที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชาวนาดั้งเดิมจริงๆ ที่หายไป และเพื่อนๆ หลายคนที่ไปอบรมด้วยกันก็มีเป้าหมายเช่นเดียวกัน”

02

ก่อกำเนิดกลุ่มชาวนาไทอีสาน

การอบรมครั้งนั้นก่อให้เกิดการการรวมตัวกันของกลุ่มของชาวนาภาคอีสานรุ่นใหม่ ที่มีที่มาจากหลากหลายอาชีพ แต่มีพื้นเพความเป็นลูกหลานชาวนาและมีอายุไล่เลี่ยกัน ที่สำคัญคือมีความมุ่งมั่นและศรัทธาในวิถีการทำเกษตรอินทรีย์ รวมถึงการอนุรักษ์และพัฒนาสายพันธุ์ข้าวอย่างแรงกล้า โดยมีอาจารย์ตุ๊หล่างเป็นศูนย์กลางถ่ายทอดองค์ความรู้ ทุกคนในกลุ่มกลับไปทำนาของตนในหลายจังหวัดภาคอีสาน เช่น ยโสธร บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ อุบลราชธานี สุรินทร์ ได้มาแบ่งปันข้อมูลกัน ความสัมพันธ์ของผู้มีอุดมการณ์เดียวกันก่อตัวขึ้นจนกลายเป็นพี่น้องและเพื่อนที่พร้อมช่วยเหลือกันและกัน

หมอรุจน์–สมศักดิ์ สมจิตร

 หมอรุจน์ – สมศักดิ์ สมจิตร สัตวแพทย์ที่เป็นหนึ่งในสมาชิกผู้ดูแลด้านการสื่อสารของกลุ่มชาวนาไทอีสาน เล่าถึงการเริ่มต้นของการรวมกลุ่มอย่างเป็นทางการว่า กลุ่มชาวนาไทอีสานเกิดขึ้นอย่างเป็นทางการในช่วงปลายปี 2560 โดยมีสมาชิกเพื่อนพี่น้องชาวนา 15 คน ที่มีผืนนาอยู่ในภาคอีสาน โดยตั้งกฎเกณฑ์ แบ่งหน้าที่ และกำหนดภารกิจหลักของกลุ่มไว้ว่า

แปลงนาแต่ละผืนของกลุ่มชาวนาไทยอีสานเป็นเหมือนงานวิจัยพัฒนา ทุกคนมีส่วนในการนำเมล็ดพันธุ์พื้นเมืองที่ต้องการอนุรักษ์ หรือเมล็ดข้าวสายพันธุ์ใหม่ที่มีการปรับปรุงและพัฒนาจากอาจารย์ตุ๊หล่างมาทดลองปลูกเพื่อเก็บข้อมูล สรุปผล เพื่อขยายพันธุ์ให้ได้ผลผลิตที่ดีที่สุดต่อไป

03

ความมั่นคงทางอาหารที่หายไป

เราได้ยินคำพูดที่ว่า “ความมั่นคงทางอาหาร” จากทั้งคู่อยู่หลายครั้ง จึงถามในฐานะผู้บริโภคทั่วไปอาจไม่ได้ตระหนักถึงประเด็นนี้ว่ามีความสำคัญกับชีวิตความเป็นอยู่อย่างไร

“การที่เรารู้จักข้าวที่กินเพียงไม่กี่สายพันธุ์ พอไปร้านขายผักก็มีผักไม่กี่ชนิด นี่คือการขาดความหลากหลาย หากพวกเราไม่อนุรักษ์เมล็ดพันธุ์ข้าวหรือพืชที่ประเทศเราเคยมีไว้ ความมั่นคงทางอาหารจะหายไปพร้อมกับรุ่นเรา” อุ้มเล่าถึงความกังวลต่อสถานการณ์ในตอนนี้ 

ชาวนาไทอีสาน
ชาวนาไทอีสาน

ก่อนที่หมอรุจน์เสริมขึ้นในประเด็นของระบบทุน ที่ทำให้ความหลากหลายและความมั่นคงทางอาหารหายไป “เขาผลิตได้เท่าไหร่ก็ให้คนรู้จักเท่านั้น หรือบางอย่างไม่เหมาะกับการผลิตเชิงอุตสาหกรรม เช่น ผักพื้นบ้านต่างๆ เมื่อมีสินค้าเท่านั้นก็ประชาสัมพันธ์ให้คนรับรู้เท่าที่มี ว่ามีทางเลือกเท่านี้ กลายเป็นการสร้างกรอบในการใช้ชีวิต โดยเฉพาะกับคนเมืองที่แทบไม่มีทางเลือกและไม่ได้หาทางเลือกเพิ่มให้กับตัวเอง ตลาดสีเขียวที่พอจะเป็นทางเลือกมีน้อย เข้าถึงได้ยาก ราคาสูงเกินไป ทุกอย่างบีบให้เราเหลือทางเลือกน้อยลง”

ความปลอดภัยและความใส่ใจในที่มาของอาหาร นับเป็นอีกมิติหนึ่งของความมั่นคงของอาหาร ที่เมื่อขาดความสนใจจนเกิดผลเสียมากมายกว่าที่เราคิดกัน

ชาวนาไทอีสาน

“เราไม่ได้สนใจที่มาของอาหาร ไม่ได้เชื่อมโยงว่าการกินของเรามีผลกระทบอะไรบ้าง การกินแบบนี้ภูเขาหัวโล้นไหม น้ำเสียหรือเปล่า มีปลาหรือจุลินทรีย์ตายไปกี่ล้านประเภท สูญพันธุ์ไปเท่าไหร่ หรือแม้แต่การกินโดยไม่รู้ที่มา ส่งผลถึงชีวิตที่ล่มสลายไปแค่ไหน ชาวกะเหรี่ยงที่เคยหากินในป่า วิถีชีวิตที่พึ่งพิงอนุรักษ์ป่าหายไป เพราะป่าถูกถางให้โล่งเตียนเพื่อปลูกข้าวโพด เมื่อกินโดยไม่มีส่วนไปเกื้อกูลผู้ผลิต ผลเสียคือความไม่ยั่งยืนโดยที่เขาไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าเป็นส่วนหนึ่งของการทำลายสิ่งแวดล้อม วิถีชีวิต หรือสร้างปัญหาสารพัดให้เกิดขึ้นมา”

“นี่ยังไม่นับถึงการพึ่งพาเมล็ดพันธุ์จากบริษัทหรือโรงสีขนาดใหญ่ พึ่งพาแรงงานบางส่วนจากคนอื่น หรือพึ่งพาเครื่องจักรบางประเภทเกินกำลังตัวเอง ก็ไม่ได้เกิดความมั่นคงที่แท้จริงลุกลามไปถึงอธิปไตยทางอาหารและผืนดินของเราอาจถูกจำกัดสิทธิ์ด้วยกฎเกณฑ์บางอย่าง ปลูกพืชผักที่มีการจดสิทธิบัตรไม่ได้ ขยายพันธุ์พืชไม่ได้ กลายเป็นการมาให้เสรีภาพในการปลูก ในที่สุดก็ไปจำกัดเสรีภาพในการกินด้วยเช่นกัน”

04

วิถีการทำนาที่ประณีตและที่ยั่งยืน

ด้วยปัญหาความมั่นคงทางด้านอาหารที่ประเทศไทยประสบอยู่ กลุ่มชาวนาไทอีสานพยายามหาทางแก้ปัญหานี้ด้วยวิถีการทำนาที่ยั่งยืน พึ่งพาตนเองได้ ยิ่งในยุคสมัยที่รีบเร่ง ชาวนาถูกเร่งรัดให้ผลิตข้าวได้เร็วขึ้น ปริมาณมากขึ้นเพื่อไปแข่งขันกันในตลาด วิถีการเกษตรดั้งเดิมอันประณีตและเน้นการพึ่งพาตนเองก็หายไป วิถีสำคัญในการคัดพันธุ์ข้าวอันเป็นกระบวนการรักษาพันธุ์ให้ได้คุณภาพถูกตัดออกไป โดยชาวนาเลือกที่จะไปซื้อเมล็ดพันธุ์จากบริษัทหรือโรงสีขนาดใหญ่ ไม่มีการพึ่งพาตนเอง

“ปัจจุบันไม่มีใครคัดพันธุ์ข้าวแล้ว ทำให้คุณภาพของเมล็ดข้าวต่ำลง สุดท้ายข้าวไทยจะไม่มีคุณภาพ ปัญหาหนึ่งที่กรมการข้าวพบคือ ข้าวไทยมีคุณภาพต่ำกว่าเวียดนาม กัมพูชา ส่งผลต่อการส่งออก ทั้งที่พันธุ์ข้าวของเราที่เคยดี ในระดับดีเอ็นเอก็ยังดีอยู่ แต่ลักษณะการปลูกที่ไม่ได้คัดพันธุ์อยู่เสมอ ทำให้คุณภาพต่ำลงไปเรื่อยๆ” หมอรุจน์ เล่าถึงปัญหาที่เกิดจากการทำนาในวิถีปัจจุบัน

ชาวนาไทอีสาน
ชาวนาไทอีสาน

การทำนาของกลุ่มชาวนาไทอีสานจึงเป็นการรื้อฟื้นวิถีการเกษตรดั้งเดิมของบรรพบุรุษที่หายไปตามกาลเวลา เป็นการทำงานอย่างประณีต เทียบได้กับเป็นงานคราฟต์ตามสมัยที่ใครๆ เรียกกัน เริ่มตั้งแต่กระบวนการเตรียมแปลงนาให้เป็นอินทรีย์ ปลอดสารเคมีและปุ๋ย ซึ่งต้องหาทางจัดการไปตามพื้นที่ของแต่ละคน

แปลงนาทุกผืนของสมาชิกกลุ่มเป็นนาดำ นั่นหมายความว่าพวกเขาต้องนำต้นกล้าปักดำในผืนนาทีละต้น นับเป็นการทำนาดั้งเดิมชนิดที่แต่ละพื้นที่จะมีนาชนิดนี้ก็จากชาวนากลุ่มนี้เท่านั้น เพราะปัจจุบันชาวนาทั่วไปมักใช้วิธีการหว่าน หลังจากหว่านก็พ่นยาฆ่าหญ้าแบบปูพรมเพื่อไม่ให้ต้นหญ้าโตแซงต้นข้าว ก่อนที่ฝนจะตกและมีน้ำมาคลุมต้นหญ้าและให้ข้าวเติบโต ดังนั้นถ้าบ้านไหนทำนาหว่านก็มีโอกาสที่ต้องใช้สารเคมี

ชาวนาไทอีสาน

ระหว่างที่ต้นกล้าเติบโตก็เข้าสู่การคัดพันธุ์ข้าวสำหรับเป็นพ่อแม่พันธุ์ในปีต่อไป เพราะข้าวที่ปลูกมีการกลายพันธุ์ทุกปี หากไม่มีการคัดเลือกสายพันธุ์ที่ดีไว้ปลูกต่อ ข้าวรุ่นใหม่จะมีลักษณะห่างไกลจากพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ไปเรื่อยๆ ขั้นตอนการคัดเมล็ดพันธุ์ข้าวต้องสังเกตกันตั้งแต่ข้าวแตกกอไปจนถึงก่อนนำไปปลูก อุ้มเล่าขั้นตอนคร่าวๆ ว่า 

1. เริ่มจากการสังเกตในช่วงที่ข้าวแตกกอ ชาวนาจะเดินดูว่าข้าวแต่ละสายพันธุ์ว่ามีการแตกกอได้ดีหรือ การออกรวงมีเมล็ดดกตรงตามพันธุ์หรือไม่ 

2. นับจำนวนรวง จำนวนเมล็ดข้าวต่อรวง ปริมาณเมล็ดข้าวต่อหนึ่งงานที่ทดลองปลูก และขนาดของเมล็ดข้าว สี และรสชาติที่ตรงตามสายพันธุ์ 

3. เมื่อได้ต้นตรงตามลักษณะพันธุ์ก็จะคัดแยกโดยผูกเชื่อเป็นสัญลักษณ์ว่าจะเก็บไว้เป็นพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ แต่สุดท้ายหากแกะเปลือกข้าวชิมทั้งที่ดิบแล้วไม่หอมก็ถูกคัดออก นอกจากเห็นว่ารวงสวยมากจึงจะเก็บไว้เพื่อปลูกผสมกับพันธุ์อื่นต่อไป

4. นำเมล็ดพันธุ์ที่ได้จากกอที่เก็บไว้มาแกะเปลือกดูทีละเมล็ด เพื่อดูว่าข้าวที่เลือกไว้มีรูปร่างสมบูรณ์ ไม่แตก ไม่เว้าแหว่ง ไม่ท้องลาย และมีลักษณะตรงตามสายพันธุ์ เมื่อชิมแล้วมีกลิ่นหอม รสชาติดีก็จะเก็บไว้ บางครั้งอาจต้องใช้แว่นขยายส่องหาเพื่อเฟ้นหาเมล็ดข้าวที่สมบูรณ์ที่สุด เมื่อคัดเมล็ดพันธุ์ไว้ได้ เวลาผ่านไปหนึ่งเดือน ชาวนาจะลองชิมรสชาติอีกครั้งเพื่อทดสอบคุณภาพก่อนทำการปลูก 

ชาวนาไทอีสาน
ชาวนาไทอีสาน

การคัดพันธุ์ข้าวจึงเป็นงานละเอียดที่ต้องใช้ความรู้และความละเอียดอ่อนสูง เพียงขั้นตอนหนึ่งอาจใช้เวลาเป็นวันหรือหลายวัน หากเป็นชาวนาทั่วไปที่ไม่ได้มีใจรักในสิ่งที่ทำขนาดนี้ คงหนีไปซื้อเมล็ดพันธุ์ที่ทั้งง่ายและไม่เปลืองแรงในการทำงาน

หลังจากได้เมล็ดพันธุ์ที่สมบูรณ์แล้ว กระบวนการยังไม่จบ เพราะพวกเขาต้องนำเมล็ดพ่อพันธุ์แม่พันธุ์เหล่านี้ลงปลูกในปีถัดไป เพื่อเพิ่มจำนวนให้เยอะขึ้นและตอบสนองต่อสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละปี ซึ่งหมายความว่ากระบวนกันอันละเอียดลออที่เล่ามาทั้งหมดนี้ต้องทำซ้ำทุกปีไม่มีหยุด

ชาวนาไทอีสาน

“เมล็ดพันธุ์ต้องมีการปลูกทุกปี ไม่ใช่ว่าได้พันธุ์ที่ดีแล้วจะเก็บแช่ตู้เย็นไว้ 3 ปีแล้วกลับมาปลูก ทำอย่างนั้นไม่ได้ อัตราการรอดจะต่ำ เพราะไม่มีการจดจำของเมล็ดพันธุ์ในระดับดีเอ็นเอ การตอบสนองต่อสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละปีไม่มีการปรับตัว ดังนั้นการอนุรักษ์ที่ดีคือต้องปลูกทุกปี ซึ่งตุ๊หล่างมีพันธุ์ข้าวโบราณเป็นร้อยพันธุ์ที่ต้องปลูกและเก็บเกี่ยวรักษาไว้ งานนี้จึงทำคนเดียวไม่ได้ ต้องแบ่งงานกันในกลุ่มทำ และยิ่งถ้ามีคนเยอะเท่าไหร่ การอนุรักษ์และพัฒนาจะไปได้ง่าย เร็ว และมีประสิทธิภาพมากขึ้น” หมอรุจน์อธิบายเสริม

“นี่ยังไม่รวมถึงการผสมพันธุ์ข้าวเพื่อให้ได้พันธุ์ใหม่ๆ” หมอรุจน์เกริ่นพร้อมเสียงหัวเราะ ก่อนที่อุ้มจะเสริมตามประสบการณ์ตรงของตัวเองว่า “อันนี้ยากกว่าจริงๆ เพราะเราต้องนั่งรอให้เกสรบาน ใน 1 วันจะมีเวลาแค่ครึ่งชั่วโมงเท่านั้น เราต้องใช้ฟอเซปคีบเกสรจากต้นนี้ไปใส่อีกต้น”

“แต่การคีบเกสรผสมพันธุ์ยังเป็นขั้นปลายนะครับ เพราะก่อนหน้านี้ต้องปลูกข้าว 2 พันธุ์ที่มีอายุต่างกันให้ออกดอกพร้อมกัน สมมติว่าพันธุ์นี้ 120 วัน อีกพันธุ์ 80 วัน ก็ต้องวางแผนปลูกพันธุ์ 120 วันก่อน เพื่อให้ออกดอกพร้อมกัน ทุกอย่างต้องวางแผน ชาวนาต้องเป็นทั้งนักคิด นักวางแผน และนักปฏิบัติการในคนเดียวกัน”

05

ความมั่นคงทางอาหารที่เกิดได้จริง

ทุกขั้นตอนที่กลุ่มชาวนาไทอีสานทุ่มเททำล้วนเป็นการพึ่งพาตัวเองอย่างสมบูรณ์ พวกเขามีเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ดีสำหรับปลูกในปีต่อไป ในแปลงนามีข้าวหลายสายพันธุ์ที่พอสำหรับกินในครอบครัว แบ่งปันสำหรับคนที่ขัดสน และพอมีสำหรับการจำหน่าย

อุ้มเล่าถึงการทำเกษตรอินทรีย์ที่ให้ผลแก่ตัวเองในเบื้องต้นว่า“ผลที่เห็นคือเริ่มจากตัวเองมีทางเลือกที่หลากหลาย เราเลือกกินได้ จึงจะเรียกว่าในพื้นที่ของตัวเองมีความมั่นคงด้านอาหารอย่างแท้จริง แล้วเราไม่ได้กินเพียงแค่ในครอบครัว แต่ได้แจกจ่ายคนที่ไม่มีกิน ไม่สามารถเข้าถึงอาหารได้”

ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง ๙ ดี (0๙d)

นอกเหนือจากงานด้านการอนุรักษ์และพัฒนาในนามกลุ่มชาวนาไทอีสานแล้ว อุ้มยังก่อตั้ง ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง ๙ ดี (0๙d) โดยปรับปรุงพื้นที่ริมหนองน้ำในหมู่บ้าน ให้กลายเป็นพื้นที่ทำเกษตรอินทรีย์และพื้นที่ทำกินของชาวบ้าน พร้อมไปกับการอนุรักษ์พันธุ์พืชพื้นบ้านไว้ และส่งต่อองค์ความรู้ให้ชาวบ้านไป เพื่อหวังให้เกิดกระจายความรู้ต่อไปให้บ้านใกล้เรือนเคียง ศูนย์นี้เกิดขึ้นมาเป็นเวลา 5 ปี ปัจจุบันมีสมาชิกเข้าร่วม 41 คน โดยมีแปลงปลูก 161 แปลง

สมาชิกของ 0๙d มีพืชผักอินทรีย์ปลอดภัยเก็บกินได้โดยไม่ต้องเสียเงินซื้อ อยากกินอะไรก็ปลูกเองได้ เป็นการพึ่งพิงตนเอง ลดการพึ่งพิงภายนอก ทั้งยังมีเงินเหลือเก็บและสร้างรายได้เสริมจากการขายผักที่ปลูกได้ นับเป็นการรื้อฟื้นวิธีชีวิตดั้งเดิมของชุมชน ที่สะท้อนถึงความมั่นคงทางด้านอาหารได้อย่างเป็นรูปธรรม

ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง ๙ ดี (0๙d)
ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง ๙ ดี (0๙d)

“เด็กที่ครอบครัวยากจนสามารถเข้ามาเก็บผักของเราได้โดยไม่ต้องจ่ายตังค์ เรารู้สึกว่าเป็นทางเลือกให้เขาได้ ถ้าเขาไปซื้อต้นหอม 5 บาท ผักชี 5 บาทก็นับเป็นรายจ่าย ถ้าชาวบ้านไม่มีรายจ่ายตรงนี้ ก็ไม่ต้องไปกู้หนี้ยืมสิน พวกเขาก็มีความสุข อยากกินส้มตำก็ไปเก็บที่ศูนย์ได้ แทบไม่ต้องควักเงินเลย” เธอยิ้มอย่างภูมิใจในผลที่ได้เห็นจริง

“ศูนย์กลางของเขาจะเปลี่ยนไป จากร้านพุ่มพวงกลายเป็นที่ศูนย์แทน” หมอรุจน์พูดแซวถึงสถานการณ์ที่ได้เห็นว่าเกิดขึ้นจริงที่บ้านของอุ้ม

01

ภารกิจเพื่อมนุษยชาติ

ปัจจุบัน กลุ่มชาวนาไทยอีสานกำลังช่วยอาจารย์ตุ๊หล่างทดสอบและพัฒนาสายพันธุ์ข้าวนับร้อยสายพันธุ์ แต่วันนี้ข้าวสายพันธุ์ใหม่ 7 สายพันธุ์ที่มีการพัฒนามากว่า 20 ปีที่พร้อมเป็นทางเลือกใหม่ให้คนได้กิน แต่ละสายพันธุ์มีชื่อไพเราะและมีความหมาย สะท้อนถึงความละเมียดละไมในการสรรค์สร้างประดุจเป็นอัญมณีที่ผู้รังสรรค์ตั้งใจทำ

ข้าวเจ้าหอมเวสสันตะระ ข้าวเจ้าหอมดำสูตะบุตร ข้าวเจ้าหอมเวสวิสุทธิ์ ข้าวเหนียวดำสีลาภรณ์ ข้าวเหนียวดำอสิตะ ข้าวเจ้าหอมเพชรราตรี ทั้งหมดคือข้าวสายพันธุ์ใหม่ที่อาจารย์ตุ๊หล่างและกลุ่มชาวนาไทอีสานภูมิใจเปิดตัวอย่างเป็นทางการในงาน ‘มาเด้อมาชิมข้าวใหม่’ เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา 

ชาวนาไทอีสาน

ภายในงานมีทั้งนิทรรศการ เวิร์กช็อป การเสวนา และ Chef’s Table ที่เชฟชื่อดัง 6 คนมารังสรรค์เมนูจากข้าวทั้ง 7 สายพันธุ์ นับเป็นการสื่อสารต่อสังคมอย่างเป็นทางการที่สร้างแรงกระเพื่อมต่อสังคมมากขึ้น โดยมีผู้คนเริ่มติดต่อสอบถาม อุดหนุน สนับสนุนกลุ่ม และมีเชฟชาวต่างชาตินำข้าวไทยไปใช้รังสรรค์เมนู พร้อมเป็นตัวแทนสื่อสารความตั้งใจของกลุ่มชาวนาไทอีสานให้โลกได้รู้จัก

หลังจากที่เดินบนเส้นทางการอนุรักษ์และพัฒนาพันธุ์ข้าวและพืชมาอย่างต่อเนื่อง อาจารย์ตุ๊หล่างและกลุ่มชาวนาไทอีสานมองไปถึงภารกิจสำคัญที่ยิ่งใหญ่ในอนาคต ที่อยากให้มนุษยชาติมีความมั่นคงทางอาหารอย่างแท้จริง

  “นอกจากเราอยากพัฒนาพันธุ์ให้ได้ข้าวที่ดี สวย อร่อย ตรงตามความต้องการหรือความชอบของคนที่มีหลากหลายมากและเล็กลงเรื่อยๆ จนเป็น Subculture แล้ว เรายังอยากปลูกข้าวให้ได้ในสภาพอากาศและความเปลี่ยนแปลงของโลก ถ้าไม่มีการพัฒนา ข้าวจะนิ่ง ไม่มีการปรับ เพราะระบบการเกษตรที่ทำลายทุกอย่าง ไม่ได้ช่วยในการพัฒนาสายพันธุ์เลย” หมอรุจน์เริ่มเล่าให้เห็นความตั้งใจที่ใหญ่ขึ้น

“ตุ๊หล่างมองไปถึงอนาคต เขาถึงกับฝันว่าจะเอาข้าวที่ปลูกได้ผลผลิตมากๆ และปลูกได้ในที่แห้งแล้งมาพัฒนาให้อินเดียปลูก เพราะข้าวพันธุ์อินเดียไม่เวิร์ค เขาอยากให้คนอินเดียได้กินข้าวที่อร่อย ปลูกครั้งเดียวได้กินทั้งปี เพราะเขาเคยไปอินเดียและเห็นว่าที่นั่นไม่มีความมั่นคงใดๆ การทำเกษตรยังไม่ถึงจุดที่พอเลี้ยงดูตัวเองได้ แค่พื้นฐานการมีอยู่มีกินยังยาก ถ้าได้ข้าวสายพันธุ์ที่ไปตอบโจทย๋ได้ก็เป็นเรื่องดี นี่คือเขามองความยั่งยืนไม่ใช่เฉพาะในบ้านเราแล้ว แต่ยังมองถึงอนาคตเผื่อแผ่ไปถึงที่อื่นด้วย”

จากวันเริ่มต้นที่เพียงอยากมีข้าวหลายสายพันธุ์ให้คนที่บ้านได้กิน วันนี้อุ้มกลายเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสิ่งอันมีคุณค่าให้แก่มวลมนุษยชาติ ที่เธอเองไม่เคยตระหนักถึงว่างานที่เป็นฟันเฟืองเล็ก ๆ และทำด้วยใจจะก่อกำเนิดผลยิ่งใหญ่ได้เพียงนี้

“อุ้มรู้สึกอิ่มอยู่ข้างใน ไม่รู้จะอธิบายเป็นคำพูดยัง นี่เราทำได้ขนาดนี้เชียวเหรอ สิ่งเล็กๆ ที่เราทำอยู่เป็นเรื่องปากท้องของเรา แต่กลับเชื่อมโยงกับผู้คนตั้งมากมาย เรารู้สึกว่ามาถูกทางแล้ว เราได้รู้ความหมายของการมีชีวิตอยู่ ที่เมื่อก่อนเราเคยค้นหาว่าเรามีชีวิตอยู่ไปเพื่ออะไร นี่แหละความหมายของชีวิตที่เราจะมีอยู่ ณ ตอนนี้และต่อไป” อุ้มทิ้งท้ายด้วยดวงตามีประกายแห่งความสุข

เราเชื่อมั่นว่ากลุ่มชาวนาไทอีสานและภารกิจในการผลักดัน เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ข้อที่ 2 Zero Hunger จะดำเนินต่อไปด้วยความยั่งยืน เพราะตอนนี้สิ่งเล็กๆ ที่พวกเขาค่อยๆ ก่อร่างสร้างขึ้น ทำให้ผู้บริโภคในเมืองอย่างพวกเราได้ตระหนักถึงความปลอดภัยและความใส่ใจที่มาของอาหาร ซึ่งเป็นอีกมิติของความมั่นคงของอาหาร ที่เมื่อขาดความสนใจจนเกิดผลเสียมากมายกว่าที่เราคิดกัน

Writer

เชิญพร คงมา

อดีตเด็กยอดนักอ่านประจำโรงเรียน ชอบอ่านพอๆ กับชอบเขียน สนุกกับการเล่าเรื่องราวรักการเที่ยวเล่น ติดชิมของอร่อย และสนใจธรรมะ

Photographer

ลักษิกา จิรดารากุล

ช่างภาพที่ชอบกินบะหมี่ ถูกชะตากับอาหารสีส้ม และรักกะเพราไก่ใส่แครอท

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load