วินนี่-เด็กหญิงเคสิยาห์ ชุมพวง ศิลปินภาพวาดแนวนามธรรมวัย 7 ขวบจากจังหวัดตรัง ที่มีแบรนด์เสื้อผ้าเป็นของตัวเองตั้งแต่เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1

วินนี่เริ่มต้นทำงานศิลปะตาม ฮีโร่-เด็กชายวจนะ ชุมพวง พี่ชายที่อายุมากกว่า 1 ปี ผู้จับพู่กันวาดภาพตั้งแต่อายุเพียง 2 ขวบ เธอฉายแววศิลปินตามพี่ชายหลังจากชนะรางวัลเหรียญเงินในการประกวดภาพวาด แม้วันนั้นจะเป็นวันที่เธอจับสีอะคริลิกครั้งแรก

วินนี่ เคสิยาห์ ชุมพวง เด็กหญิงเจ็ดขวบที่มีแบรนด์เสื้อผ้าเป็นของตัวเอง keziah

ทั้งวินนี่และฮีโร่เติบโตด้วยความรักและการสนับสนุนจาก พ่อโพ-กรกมล ชุมพวง และ แม่มุ้ย-ยุภวัลย์ ย่องภู่ คู่รักนักกฎหมายในจังหวัดตรัง 

มีเพื่อนชาวอเมริกันของพ่อโพเคยบอกว่า งานของวินนี่โดยเฉพาะการใช้สีคล้ายกับงานของ Jackson Pollock ศิลปินในยุค 1923 เจ้าของผลงาน Abstract ราคาหลักพันล้าน

วันหนึ่ง หลังจากวินนี่บอกแม่มุ้ยว่าเธออยากสวมกระโปรงลายงานศิลปะของตัวเอง ทุกคนในบ้านก็สนุกกับการออกแบบและตัดเย็บชุดของวินนี่ ซึ่งใครเห็นเป็นต้องเอ่ยปากถาม พวกเขาจึงตัดสินใจเริ่มต้นทำแบรนด์เสื้อผ้าอย่างจริงจัง นั่นทำให้วินนี่และฮีโร่กลายเป็นผู้ประกอบการที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์งานแสดงสินค้า Style Bangkok ที่ไบเทคบางนาเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา

วินนี่ เคสิยาห์ ชุมพวง เด็กหญิงเจ็ดขวบที่มีแบรนด์เสื้อผ้าเป็นของตัวเอง keziah

วันเด็กปีนี้ The Cloud ต่อสายตรงไปที่บ้านในจังหวัดตรัง เพื่อคุยกับคุณพ่อโพ-กรกมล ชุมพวง ถึงที่มาและวิธีคิดเบื้องหลังแบรนด์เสื้อผ้าของลูกสาว ซึ่งเขาออกตัวตลอดการสนทนาว่า แบรนด์ Keziah ของพวกเขาไม่ได้ถูกคิดตามกรอบของการทำธุรกิจอย่างสมัยนิยม ทั้งยังไม่ได้เป็นแบรนด์ที่ติดตลาด หรืออยากมุ่งสู่กำไรมหาศาล พวกเขาแค่ทำเพราะอยากสื่อสารแง่งามของศิลปะ และความสุขที่เห็นลูกๆ ทำสิ่งที่รักอย่างอิสระ

วินนี่ เคสิยาห์ ชุมพวง เด็กหญิงเจ็ดขวบที่มีแบรนด์เสื้อผ้าเป็นของตัวเอง keziah

จะว่าไป ไม่จำเป็นสักนิดว่าสิ่งที่พวกเขาทำสร้างผลประกอบการเท่าไหร่ 

แค่ได้ฟังเรื่องราวของวินนี่ ฮีโร่ และครอบครัว ก็ถามตัวเองว่า เราในวัย 7 ขวบกำลังสนุกกับอะไรอยู่

01 

ผสมสีน้ำเป็นสีของใบไม้ ท้องฟ้า ทะเล และภูเขา

ฮีโร่รู้ตัวว่าชื่นชอบการวาดภาพสีน้ำตั้งแต่อายุเพียง 2 ขวบครึ่ง จากความสนุกเมื่อครั้งผสมสีน้ำเป็นสีของใบไม้ ท้องฟ้า ทะเล และภูเขา หลังจากเรียนรู้ทักษะจากครูและศิลปิน สร้างและพัฒนางานจนเป็นรูปเป็นร่าง ฮีโร่ก็เริ่มเดินสายแสดงงานภาพวาดสีน้ำตามที่ต่างๆ ตั้งแต่อายุ 5 ขวบ ขณะที่วินนี่ซึ่งวาดรูปสีน้ำได้เช่นกัน แต่เธอก็รู้ตัวแน่ชัดว่าไม่ชอบ

ทุกครั้งที่ฮีโร่แสดงงานจะมีคนเข้ามาขอถ่ายรูปกับพี่ฮีโร่เสมอ คุณพ่อผู้เข้าใจความรู้สึกของวินนี่ก็ได้แต่ให้กำลังใจ บอกให้เธอพยายามค้นหาสิ่งที่ตัวเองชอบต่อไป

วินนี่ เคสิยาห์ ชุมพวง เด็กหญิงเจ็ดขวบที่มีแบรนด์เสื้อผ้าเป็นของตัวเอง keziah

02 

มองเห็นสีเขียว สีฟ้า แต่ไม่รู้ว่าเป็นภาพอะไร

วันหนึ่งหอศิลป์อันดามัน จังหวัดกระบี่ ชวนฮีโร่ไปร่วมงานศิลปินแห่งชาติสัญจร นอกจากจะรวมศิลปินแห่งชาติกว่า 30 ท่าน ยังมีเวิร์กช็อปวาดภาพสำหรับเยาวชน ซึ่งทั้งหมดเป็นนักเรียนชั้น ป.5 มีเพียงฮีโร่เท่านั้นที่มาจากชั้น ป.1 ส่วนวินนี่ที่ตอนนั้นอายุ 5 ขวบเรียนอยู่ชั้นอนุบาล 3 ก็ติดตามพี่ชายมานั่งวาดรูประบายสีอยู่ใกล้ๆ โดยไม่รู้เลยว่าเหตุการณ์วันนั้นจะทำให้เธอค้นพบพรสวรรค์และเส้นสีของตัวเอง

คุณพ่อเล่าว่า ระหว่างที่วินนี่สาดสี เทสี และเกลี่ยสีอะคริลิกบนผืนผ้าใบ มีศิลปินแแห่งชาติท่านหนึ่งมายืนดูด้านหลัง ตอนนั้นเขารู้ทันทีเลยว่าวินนี่สนุกมากที่ได้ทำ ยิ่งมีใครมายืนดูเขาก็ยิ่งสนุก เมื่อหมดเวลาวาดรูปทางผู้จัดก็ขอเก็บภาพวินนี่ไปด้วย โดยคุณพ่อเพิ่งรู้ตอนนั้นว่าจะมีการตัดสินมอบรางวัล ซึ่งเขาคิดว่าถ้าฮีโร่ได้ชมเชยแล้ววินนี่ไม่ได้อะไร คุณพ่อจะไปหาซื้อของมาปลอบใจวินนี่

กรรมการประกาศรางวัลชมเชยก็แล้ว

รางวัลเหรียญทองแดงก็แล้ว 

ในที่สุด ชื่อของผู้ชนะเหรียญเงิน ได้แก่ วินนี่ และผู้ชนะเหรียญทอง ได้แก่ ฮีโร่

“เราอัศจรรย์ใจกันมากๆ ที่ภาพวาด ‘สวนเอเดน’ ของวินนี่ได้รับรางวัล เรามองเห็นสีเขียว สีฟ้า แต่ไม่รู้ว่ามันเป็นภาพอะไร จึงถามศิลปินแห่งชาติผู้เป็นกรรมการ จึงได้รู้ว่าเขาตัดสินจากความเป็นอิสระในการทำงาน เพื่อทำให้เห็นว่าศิลปินต่างจากช่างวาดอย่างไร ช่างวาดจะสนใจที่ความเหมือนและความสวยงาม ขณะที่ศิลปินจะสื่อสารความเป็นอิสระของตัวเอง กรรมการจึงมอบรางวัลเหรียญเงินแก่วินนี่

วินนี่ เคสิยาห์ ชุมพวง เด็กหญิงเจ็ดขวบที่มีแบรนด์เสื้อผ้าเป็นของตัวเอง keziah

“พร้อมบอกว่างานของวินนี่เป็นงานศิลปะนามธรรมหรือ Abstact Art ในชีวิตไม่เคยได้ยินคำนี้มาก่อน เราก็หาข้อมูล ถามและขอความรู้จากศิลปิน ดูตัวอย่างงานประเภทนี้มากขึ้นโดยเฉพาะของต่างประเทศ ซึ่งราคาของงานแนว Abstract สูงกว่าทั่วไปหลายเท่า วันหนึ่งก็มีเพื่อนชาวอเมริกันทักว่างานของวินนี่คล้ายกับงานของ Jackson Pollock ศิลปินในยุค ค.ศ. 1923 ซึ่งใช้สีคล้ายกันมากแต่งานของเขาราคาหลักพันล้าน” คุณพ่อเล่าที่มาของการค้นพบความถนัดของลูกสาว ซึ่งปัจจุบันมีผลงานถึง 200 ชิ้น ขณะที่ฮีโร่พี่ชายก็มีงานภาพวาดสีน้ำมากถึง 800 ภาพ

03

นิทรรศการที่เล่าเรื่องเล่นอย่างเป็นรูปธรรม

ล่าสุดฮีโร่และวินนี่จะแสดงนิทรรศการ ‘เล่นสีเล่าจินตนาการ’ ร่วมกันที่หอศิลป์จามจุรี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระหว่างวันที่ 23 มีนาคม ถึง 12 เมษายนนี้ 

“เพราะทั้งพ่อและแม่เป็นทนายทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงให้ลูกความ เมื่อมีลูก เราก็อยากบอกแก่สังคมว่าเด็กมีอิสระและจำเป็นต้องมีพื้นที่เพื่อทำสิ่งที่รักโดยที่มีพ่อแม่คอยอยู่เคียงข้าง ไม่ตีกรอบในการทำงานศิลปะ ว่าอะไรถูกหรือผิด เพราะพ่อแม่ไม่มีความรู้ที่ใช้ตัดสินพวกเขา” คุณพ่อเล่าใจความสำคัญของการแสดงงานครั้งนี้ก่อนขยายความว่า โดยทั่วไปพ่อแม่จะคิดวางแผน ขีดเส้นทางให้ลูก คิดว่ามีอำนาจในการปกครองเพราะลูกพึ่งพาเงินจากพ่อแม่ จึงคิดแทนลูกทั้งหมด บอกให้เด็กๆ ทำและเป็นในสิ่งที่สังคมนิยมชมชอบ เพราะว่ารักจึงเผลอใส่ความปรารถนาของตัวเองลงไปในตัวพวกเขา

ไม่ใช่แค่เด็กๆ เท่านั้นที่ทำงานศิลปะ ดูเหมือนการเลี้ยงดูเด็กทั้งสองคนนี้ก็เป็นงาน Abstract อย่างหนึ่ง

04

เมื่อไม่ตีกรอบจึงไปไกลมากกว่ากรอบ

เราชอบที่คุณพ่อยอมรับว่าเป็นผู้ปกครองที่ไม่รู้เรื่องศิลปะจึงไม่ตัดสินและตีกรอบสิ่งใดว่าถูกหรือผิด นั่นทำให้สงสัยว่า หากพ่อและแม่รู้เรื่องศิลปะมากๆ วิธีการสอนจะต่างไปจากเดิมไหม หรือหากเด็กสองคนชอบเรื่องกฎหมายขึ้นมา พวกเขายังจะให้อิสระทางความคิดแบบนี้หรือเปล่า

“ผมคิดว่าคงหลีกกันไม่พ้น ถ้าพวกเขาชอบกฎหมายจริงๆ เขาก็คงต้องเดินตามเราและพัฒนาให้เก่งยิ่งกว่าจนปฏิเสธเราและพบเส้นทางของตัวเอง แต่ที่เป็นอยู่นี้ก็เป็นเรื่องที่ดีนะ เมื่อเราไม่รู้ เราก็เลยลองผิดลองถูกร่วมกันและไปข้างหน้าอย่างมีอิสระ”

คุณพ่อเล่าว่าในความอิสระ ศิลปินเองก็ต้องเชื่อมโยงเข้ากับสังคมและคนรอบข้าง นั่นทำให้ก่อนจะเป็นผลงานศิลปะสักชิ้น เด็กๆ จะมาเล่าสิ่งที่พบในชีวิตประจำวันให้ครอบครัวฟัง 

“ลูกแต่ละคนมีความคิดเป็นของตัวเอง ผมและภรรยาก็มีความคิดเป็นของตัวเอง และเนื่องจากเราต่างเป็นนักกฎหมาย การคุยแต่ละครั้งจึงมีเหตุและผลอยู่เสมอ เราเปิดพื้นที่ให้เขาแสดงความคิดเห็น บอกสิ่งที่รู้สึก ก่อนเล่าประสบการณ์ของเราเพื่อเป็นข้อมูลทำให้เขารอบคอบขึ้น ไม่ว่าจะเกิดอะไรเราจะฟังกันและกัน หาจุดร่วมและทิศทางครอบครัวร่วมกัน”

วินนี่ เคสิยาห์ ชุมพวง เด็กหญิงเจ็ดขวบที่มีแบรนด์เสื้อผ้าเป็นของตัวเอง keziah

05

ครู คือ ธรรมชาติในจังหวัดตรัง

ทันทีที่เราถามถึงปัจจัยและกระบวนการสร้างสรรค์งานศิลปะอันแตกต่างของฮีโร่และวินนี่ คุณพ่อรีบตอบทันทีว่า รู้สึกโชคดีที่ครอบครัวอยู่และเติบโตที่จังหวัดตรัง ที่ที่แวดล้อมด้วยภูเขาและทะเล คุ้นเคยกับฉากพระอาทิตย์ลับลงไปกับพื้นทะเล สนุกกับสีของน้ำทะเลและทราย

“เมื่อไหร่ที่มีเวลาเราจะพาพวกเขาไปสัมผัสกับธรรมชาติให้มากที่สุด สัปดาห์ที่แล้วเราไปเที่ยวเกาะกระดานกัน ทั้งสองคนชอบดำน้ำมากๆ วินนี่เองก็เก็บข้อมูลที่เห็นสร้างเป็นผลงานชื่อดอกไม้น้ำ”

06

ชุดกระโปรงและเสื้อผ้าลายที่วาดขึ้นเอง

วินนี่รู้ตัวตั้งแต่เด็กแล้วว่าชอบแฟชั่น 

“เขาชอบแต่งตัว เดินแบบ โพสท่าถ่ายรูป แม้ช่วงที่ค้นพบและทำงานแนว Abstract ก็ยังไม่ล้มเลิกความฝันลึกๆ ข้างใน เขาบอกแม่ว่าอยากใส่กระโปรงลายงานชิ้นนี้” คุณพ่อเล่าเหตุการณ์หลังจากวินนี่ทำงานศิลปะ Abstract ได้ 1 ปี วาดงานไปแล้วนับร้อยชิ้น

วินนี่ เคสิยาห์ ชุมพวง เด็กหญิงเจ็ดขวบที่มีแบรนด์เสื้อผ้าเป็นของตัวเอง keziah
วินนี่ เคสิยาห์ ชุมพวง เด็กหญิงเจ็ดขวบที่มีแบรนด์เสื้อผ้าเป็นของตัวเอง keziah

หลังจากทั้งพ่อและแม่หาข้อมูลในอินเทอร์เน็ตก็พบผู้รับผลิตพิมพ์ลายผ้าที่กรุงเทพฯ จึงลองผลิต 2 – 3 หลา ก่อนออกแบบเป็นกระโปรงให้ช่างชาวตรังช่วยตัดสำหรับใส่เป็นชุดลำลองไปโรงเรียนวันศุกร์ เกิดเป็น Talk of the Town ว่าวินนี่มีเสื้อของตัวเอง คนชื่นชมและอยากได้ จากหนึ่งชิ้นก็กลายเป็นสอง สาม และสี่ เรื่อยมาโดยไม่คิดว่าวันหนึ่งจะกลายมาเป็นแบรนด์เสื้อผ้า

เรื่องการออกแบบ ช่วงเริ่มต้นพ่อและแม่รวบรวมแบบและทรงจากอินเทอร์เน็ตมาให้ดู จากนั้นปรึกษากัน “วินนี่จะเป็นคนเลือกเองว่าอยากได้แบบนี้ แต่ไม่ใช่แบบนั้น เช่น ต่อให้แขนกุดจะเป็นกุดแบบนี้ เราเปิดพื้นที่ให้เขาคุยสิ่งที่เขาชอบ” คุณพ่อเล่า

วินนี่ เคสิยาห์ ชุมพวง เด็กหญิงเจ็ดขวบที่มีแบรนด์เสื้อผ้าเป็นของตัวเอง keziah

เมื่อมีคนเข้ามาถามหาเสื้อผ้าแบบวินนี่มากขึ้น พ่อแม่ผู้เป็นทนายจึงเริ่มศึกษาเรื่องกฎหมายลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้าจริงจัง

“พวกเราไม่ได้คิดจะทำแบรนด์แข่งกับใครในตลาด เราแค่ทำแบรนด์ที่สร้างจากคาแรกเตอร์ของเขา” หลังจากให้รุ่นพี่ที่กรุงเทพฯ ของคุณพ่อช่วยออกแบบโลโก้ ทุกคนในครอบครัวก็เริ่มสนุกขึ้น แบรนด์เคสิยาห์ไม่ได้มีแค่เสื้อผ้าจากงานของวินนี่เท่านั้น แต่ยังรวมถึงงานจากลายเส้นของฮีโร่ด้วย

07

เจ้าของโรงงานพิมพ์ลายผ้าอยากเจอตัวเจ้าของแบรนด์ทันทีที่เห็นตัวอย่างลายก่อนผลิต

นอกจากความสุขของศิลปินรุ่นจิ๋วทั้งสอง สิ่งที่ครอบครัวให้ความสำคัญไม่แพ้กัน คือคุณภาพของสินค้าที่ผลิตออกมา 

“ช่วงที่โทรติดต่อหาโรงงานพิมพ์ลายผ้า พอเราบอกว่าจะทำผ้าลายงานศิลปะของลูก เขาก็ไม่คุยด้วยแล้วเพราะคิดว่าเรากำลังเล่นกัน ติดต่อหลายเจ้าจนท้อ ไม่มีใครเอาด้วยเลย จนมาเจอโรงงานสุดท้าย ผู้รับสายเป็นเจ้าของโรงงานเอง พอฟังเรื่องราวเขาก็ขอให้ส่งตัวอย่างมา และเมื่อเห็นกระโปรงของวินนี่เขาก็เอ่ยปากขอเจอตัว ก่อนจะนัดหมายพูดคุยและตกลงพิมพ์ลายให้ แม้จะผลิตในจำนวนน้อยซึ่งปกติไม่มีโรงงานไหนกล้ารับทำ ทั้งยังแนะนำโรงงานตัดเย็บที่ยอมทำให้แบบทรงละสิบถึงยี่สิบตัวด้วย” คุณพ่อเล่าถึงเหตุการณ์เมื่อเจอพาร์ตเนอร์สำคัญซึ่งเป็นโรงงานพิมพ์ลายผ้าอันดับต้นๆ ของประเทศ ผู้อยู่เบื้องหลังแบรนด์ดังมากมาย ทำให้ผลิตผ้าได้มากถึง 50 ลาย ลายละ 2 – 3 หลา ซึ่งเป็นดีลที่เกิดขึ้นยากมาก

08

ผู้ประกอบการที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์งานแสดงสินค้า

“เมื่อมีสินค้าพร้อมแล้วเราจะขายยังไง” คุณพ่อผู้ยอมรับว่าตัวเองมีความรู้เรื่องการขายอยู่ระดับอนุบาลเปิดประเด็น 

เขาย้ำกับ The Cloud ตลอดการสนทนาว่า สิ่งที่แบรนด์เคสิยาห์ทำนั้นไม่ได้คิดอย่างผู้มีความรู้เรื่องธุรกิจ จึงไม่มั่นใจว่าสิ่งที่คิดและทำเรียกว่าธุรกิจได้จริงไหม แต่จากที่ฟังมาตลอดจนถึงบรรทัดนี้ เราประทับใจลำดับการให้ความสำคัญของพวกเขา การค้นหาคำตอบของสิ่งที่ไม่รู้ ลงมือลองผิดและลองถูกอย่างไม่กลัว เพราะมีความรู้เป็นภูมิคุ้มกัน

พอดีว่าคุณแม่เคยทำงานเป็นที่ปรึกษากฎหมายที่กรมส่งเสริมการส่งออก และมีรุ่นพี่ทำงานอยู่ที่นั่น จึงพบว่าพอมีทางเปิดตลาดในงาน Style Bangkok ที่ไบเทคบางนา หลังจากส่งข้อมูลเพื่อพิจารณาตามขั้นตอน แบรนด์เคสิยาห์ก็กลายเป็นหนึ่งในทีมแบรนด์หน้าใหม่ประจำงานเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา

วินนี่ เคสิยาห์ ชุมพวง เด็กหญิงเจ็ดขวบที่มีแบรนด์เสื้อผ้าเป็นของตัวเอง keziah
วินนี่ เคสิยาห์ ชุมพวง เด็กหญิงเจ็ดขวบที่มีแบรนด์เสื้อผ้าเป็นของตัวเอง keziah

สินค้าที่เตรียมไปแสดงและเปิดการขาย ได้แก่ ชุดจากงานศิลปะของวินนี่ ผ้าพันคอพิมพ์ลายจากลายเส้นสีน้ำของฮีโร่ และผ้าม้วนพิมพ์ลายขายเป็นหลาเพื่อไปตัดเย็บหรือใช้งานต่ออีกจำนวนหนึ่ง

“เดิมฮีโร่และวินนี่ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้างาน เพราะมีข้อกำหนดว่างานสามวันแรกซึ่งเป็นงานเจรจาซื้อขายไม่อนุญาตให้เด็กอายุต่ำกว่าสิบแปดปีเข้างาน พวกเราจึงไปคุยกับ ผอ. แจ้งความจริงว่าผู้ประกอบการแบรนด์เราอายุเจ็ดและแปดขวบจริงๆ ท่านจึงออกใบเข้างานพิเศษให้ เพราะไม่เคยมีกรณีนี้มาก่อน” คุณพ่อเล่าพร้อมเสียงหัวเราะ

09

ผ้าพิมพ์ลายขายหมดเกลี้ยงในงานครั้งแรก

สิ่งที่ขายดีที่สุดชนิดว่าหมดเกลี้ยง คือผ้าม้วนพิมพ์ลายซึ่งลูกค้าซื้อไปต่อยอดตามการใช้งานได้เอง

ผู้ประกอบการทั่วไปคงดีใจกับการตอบรับของตลาด หรือเห็นโอกาสการเติบโต แต่สำหรับแบรนด์เคสิยาห์ สัญญาณจากยอดขายที่ดีทำให้พวกเขาคิดหนัก

“เรากลับมาทบทวนเป้าหมายของร่วมกัน เพราะการจะก้าวไปเป็นผู้ประกอบการอาจจะทำให้ความเป็นครอบครัวหายไป การทำธุรกิจต้องการเวลา มีผู้บริโภคมีสัญญาที่เราต้องรับผิดชอบ เราไม่คิดจะมีหน้าร้าน แต่ใช้วิธีสื่อสารผ่านทางออนไลน์ ผ่าน Facebook ‘Keziah’ เพราะอยากมีเวลาให้ครอบครัวเหมือนเดิม” 

เพราะเชื่อในอิสระและความคิดสร้างสรรค์ แบรนด์เคสิยาห์ตัดสินใจนำเสนอผ้าเป็นหลา เพื่อให้ผู้ซื้อนำไปจินตนาการต่อ ไปออกแบบ ต่อยอดตามการใช้งานที่ต้องการ ให้เขาภูมิใจกับเสื้อผ้าที่ออกแบบเองใส่แล้วไม่เหมือนใคร สัมผัสกับจินตนาการและความสุขอย่างที่ฮีโร่และวินนี่เป็น

สินค้าของแบรนด์เคสิยาห์นอกจากเสื้อผ้าเด็ก ผ้าม้วน ยังมีกระเป๋า และเร็วๆ นี้ เคสิยาห์ซึ่งทำงานร่วมกับพาร์ตเนอร์ผู้เชี่ยวชาญเรื่องสิ่งทอและการตัดเย็บที่มีประสบการณ์กว่า 30 ปี กำลังจะมีเสื้อผ้าสำหรับผู้ใหญ่

วินนี่ เคสิยาห์ ชุมพวง เด็กหญิงเจ็ดขวบที่มีแบรนด์เสื้อผ้าเป็นของตัวเอง keziah

“เพราะไม่มีความรู้เรื่องการออกแบบเลย การทำงานร่วมกับคนที่เชี่ยวชาญทำให้รู้ว่าการออกแบบเสื้อผ้าเด็กก็ต้องคิดถึงเด็กเป็นสำคัญ ทำเสื้อผ้าผู้ใหญ่แบบไหนให้ใส่แล้วดูดี ไปจนถึงการวางลายผ้าบนแพตเทิร์นแบบไหนจะสื่อสารลวดลายได้ดีที่สุด” คุณพ่อเล่าบทเรียนจากการทำงานร่วมกับพาร์ตเนอร์ ซึ่งเลือกจากทัศนคติการทำธุรกิจ ความตั้งใจที่จะผลิตสินค้าที่ดีที่สุดในราคาที่ไม่ทำร้ายใคร และความเชื่อที่ว่าหัวใจของเคสิยาห์คือความสุขในการทำงานศิลปะและการสื่อสารออกมา

10

ธุรกิจที่สร้างจากพ่อ แม่ พี่ชาย และน้องสาว ผู้เชื่อจินตนาการและความสุข

เคสิยาห์ คือแบรนด์เสื้อผ้าและลายผ้าจากจินตนาการและความสุข

จินตนาการ จากการดำเนินชีวิตที่ไม่มีกรอบของคำว่าถูกและผิดมาครอบ 

เคสิยาห์กำลังบอกสังคมถึงแง่งามของตัวตนที่แท้จริง เพราะเชื่อว่าคนในโลกทุกคนมีตัวตน มีคาแรกเตอร์เป็นของตัวเอง 

“เคสิยาห์เป็นเด็กผู้หญิงจากจังหวัดหนึ่งในภาคใต้ ผิวคล้ำ แต่มีความมั่นใจในตัวเอง เราอยากนำเสนอความงามจากการเป็นอิสระ พังกรอบความคิดและค่านิยมเดิมๆ ของสังคม แล้วอะไรล่ะคืออิสระที่แท้จริง เราสื่อสารความชอบ การแสดงออกถึงความคิดสร้างสรรค์ การเติบโตโดยที่ไม่ถูกตีกรอบ 

“เมื่อความคิดสร้างสรรค์อยู่ร่วมในจิตวิญญาณของเราจะทำให้เราเป็นคนที่มีคุณค่ากับโลก เพราะเสริมสร้างโลก ทั้งยังไม่ทำลายใคร โดยเฉพาะการทำงานหรือธุรกิจต่างๆ ถ้าสิ่งนั่นทำลายโลก ทำลายสิ่งแวดล้อม เบียดบังชีวิตเพื่อนมนุษย์ หรือแม้แต่การตั้งราคาของเราโจมตีหรือแย่งชิงพื้นที่ของใคร เราก็ขอไม่ทำ ขออยู่ในพื้นที่ที่เราได้โตและสร้างสรรค์อะไรกับสังคมดีกว่า” คุณพ่อเล่า

ความสุข จากการรู้ว่าเขาเกิดมาแล้วเป็นผู้ได้รับความรัก

“ความรักทำให้คนมีคุณค่า ถ้าเรารู้ว่ามีคนรักเรา พลังของความรักนั้นจะพาเราไปยังที่ต่างๆ ด้วยความมั่นใจ พลังนั้นจะทำลายความกลัวในใจ เช่นเดียวกับที่เคสิยาห์คิดฝันว่าอยากไปถึงระดับโลก วินนี่มองว่าเขาจะไปยืนที่ปารีส เราก็ให้เกียรติในความเชื่อนั้น ให้ความรักความอบอุ่นแก่เขา ทั้งวินนี่และฮีโร่” คุณพ่อทิ้งท้ายคุณค่าของแบรนด์เคสิยาห์ ที่ทรงพลังมากกว่าวิธีการสร้างแบรนด์จากตำราธุรกิจไหนในโลก

วินนี่ เคสิยาห์ ชุมพวง เด็กหญิงเจ็ดขวบที่มีแบรนด์เสื้อผ้าเป็นของตัวเอง keziah

Lesson Learnt

แบรนด์เคสิยาห์เกิดขึ้นจากความรักลูกของพ่อและแม่ผู้เป็นทนายความทั้งคู่ ซึ่งที่ผ่านมามีลูกความเป็นเจ้าของกิจการมากมาย จึงได้เห็นตัวอย่างและข้อควรระวังในการเริ่มต้นธุรกิจไม่น้อย 

“เราเห็นคนทำธุรกิจส่วนมากไม่มีเวลา เนื่องจากเราเป็นนักกฎหมาย ก่อนจะเริ่มทำแบรนด์เราทั้งคู่มองหาปัจจัยที่ควบคุมได้ เช่น เรื่องลิขสิทธิ์ทางปัญญา เครื่องหมายการค้า และหลังจากตัดสินใจไปแสดงงานที่งาน Style Bangkok ที่ไบเทคบางนาทำให้เรียนรู้การกำหนดกลุ่มผู้ซื้อ ได้เห็นลูกค้าจริงๆ คนที่ชอบแล้วซื้อเลยโดยไม่ถามว่าราคาเท่าไหร่ ซึ่งคนกลุ่มนี้มีกำลังซื้อมาก ทั้งหมดคือการลองผิดลองถูก ซึ่งหลายครั้งเราก็ได้รับคำแนะนำดีๆ จากลูกความของเรา”

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

ปกรณ์กานต์ ทยานศิลป์

ช่างภาพจากตรัง ชอบเดินทางไปทั่วประเทศกับมอเตอร์ไซค์ เพื่อแสวงหาบะหมี่เกี๊ยว เปาเปี๊ยะสด และขนมจีบกุ้ง ถ่ายภาพวิถีชีวิต ศิลปะ วัฒนธรรม และผู้คน

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

ธงบอกสภาพอากาศ หน้าผาจำลองขนาดจิ๋ว กล่องรองเท้าติดป้ายชื่อ เครื่องเล่นฝึกประสาทสัมผัส ผักสวนครัวรอบสนาม สติกเกอร์รอยเท้าสัตว์บนทางเดิน ชุดนักเรียนที่ออกแบบให้ส่งเสริมพัฒนาการ ไปจนสมุดพกที่ไม่ได้รายงานว่าวันนี้เรียนอะไร แต่เขียนถึงสุขภาพใจกายของเด็ก

เหล่านี้คือส่วนหนึ่งของโรงเรียนอนุบาลนานาชาติ Hummingbird (Hummingbird International Kindergarten : HBIS) ที่ให้ความสำคัญกับพัฒนาการเด็กเป็นที่สุด โดยใช้หลักสูตรการเรียนการสอนแบบอังกฤษ หรือ Early Years Foundation Stage (EYFS) เน้นเรื่องการเรียนรู้ผ่านการเล่น (Play-based Learning) และพัฒนาผ่านการเล่น สำหรับเด็กอายุตั้งแต่ 18 เดือนจนถึง 5 ขวบ หรือระดับ Pre-school

แต่สิ่งที่ทำให้โรงเรียนนี้แตกต่างคือ การนำแนวคิดและเทคนิควินัยเชิงบวกมาใช้เพื่อฝึก EF หรือ Executive Functions ทักษะสมองส่วนหน้าที่ควบคุมความคิด อารมณ์ และการกระทำ มาปรับใช้เพื่อจัดการพฤติกรรมของเด็กอย่างสร้างสรรค์

Hummingbird โรงเรียนอนุบาลนานาชาติที่สมุดพกไม่ได้บอกเกรด แต่รายงานสุขภาพใจกายของเด็ก

Hummingbird มองว่าโรงเรียนกับผู้ปกครองเหมือนคู่แต่งงานที่ต้องสื่อสาร เอาใจใส่ และร่วมมือกัน ในการสร้างพัฒนาการของเด็กตลอด 24 ชั่วโมง เป็นเหตุผลที่ครูหมั่นคุยกับผู้ปกครองทุกเช้า-เย็น เอกสารหรือโพสต์บนเฟสบุ๊กของโรงเรียนมีทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ และมีการจัดเวิร์กชอปให้ความรู้ โดยต้อนรับผู้ใหญ่ทุกคนในครอบครัวที่มีส่วนช่วยดูแลเด็กๆ

โรงเรียนนี้ทำให้ใครที่มีลูกเล็กอยากส่งลูกไปเรียน ใครที่ยังไม่มีลูกก็น่าจะอยากมี เราขอพาผู้อ่านไปฟังเรื่องราวจากปากผู้ก่อตั้งทั้งสาม ว่าอะไรทำให้คนที่ไม่มีแบกกราวด์ทางด้านการศึกษา ลุกขึ้นมาสร้างโรงเรียนอนุบาลนานาชาติที่มีเป้าหมายใหญ่ คือสร้างเด็กๆ ให้พร้อมเติบโตไปเป็นพลเมืองของโลก (Global Citizen)

ชื่อโรงเรียนมาจากนก Hummingbird ซึ่งมีขนาดเล็กที่สุดในโลก แต่กลับปราดเปรียวและสามารถบินถอยหลังได้ เปรียบเสมือนเด็กเล็กที่แม้จะตัวเล็ก ก็มีความสามารถซ่อนอยู่ข้างใน

ถ้าพร้อมแล้วเดินตามรอยเท้าสัตว์ เข้าห้องเรียนกันเลย

Hummingbird โรงเรียนอนุบาลนานาชาติที่สมุดพกไม่ได้บอกเกรด แต่รายงานสุขภาพใจกายของเด็ก
Hummingbird โรงเรียนอนุบาลนานาชาติที่สมุดพกไม่ได้บอกเกรด แต่รายงานสุขภาพใจกายของเด็ก

Lesson 1 : Start from Scratch

โรงเรียนอนุบาลนานาชาติ Hummingbird เกิดจากเพื่อน 3 คน

เก-เกศินี วัฒนะวีระชัย สถาปนิกและภูมิสถาปนิกผู้มีประสบการณ์การทำงานในเมลเบิร์น เคยมีประสบการณ์ทางด้านการออกแบบ Educational Institution โดยเฉพาะ Early Learning Centre และ Primary School เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้และพัฒนาการเด็ก ซึ่งยังไม่มีให้เห็นในเมืองไทยมาก 

โบ-อารยา ทองใบ ทายาทธุรกิจโรงแรมผู้รักการบริการและเชื่อเรื่องการพัฒนาคน เธอเจอเหตุการณ์หนึ่งสมัยเรียนต่างประเทศ อาจารย์เปิดให้ถามคำถามแล้วไม่มีนักศึกษาเอเชียคนไหนถามเลย จึงกลับมาตั้งคำถามกับการศึกษาบ้านเรามากขึ้น 

ชิน-ทศพล ชัยชนะวิชชกิจ คุณพ่อลูกสามที่ยอมรับว่าตัวเองคือแพตเทิร์นเด็กไทยแท้ๆ เลือกเรียนตามที่ผู้ใหญ่เห็นชอบ จนกระทั่งได้ไปศึกษาต่อต่างประเทศแล้วเกิดคำถามกับระบบการศึกษาของบ้านเรา

Hummingbird โรงเรียนอนุบาลนานาชาติที่สมุดพกไม่ได้บอกเกรด แต่รายงานสุขภาพใจกายของเด็ก

“เราเชื่อว่ามนุษย์พัฒนาได้เสมอ” โบเล่า “อย่างครอบครัวเราทำธุรกิจโรงแรม เป็นเรื่องปกติที่พนักงานอยู่กับเราแล้วเดี๋ยวก็ไป แต่สุดท้ายถ้าเราฝึกเขาได้ดี เขาก็จะไปพัฒนาที่อื่นต่อ เช่นเดียวกันกับเด็ก ถ้าเราสร้างให้เขาดี ประเทศเราก็จะดี อาจดูเป็นเป้าที่ใหญ่มากสำหรับโรงเรียนอนุบาลเล็กๆ แต่มันคือจุดเริ่มต้น”

โรงเรียนไทยแบ่งง่ายๆ เป็น 3 ระบบ คือ ระบบวิชาการไทย โรงเรียนนานาชาติ และโรงเรียนทางเลือก ชินเลือกโรงเรียนอินเตอร์ให้ลูกคนโต เพราะเห็นถึงความสำคัญของหลักสูตรและโอกาสของลูกจากทักษะการใช้ภาษา แต่ก็พบว่าลูกยังขาดทักษะบางอย่างที่จำเป็นต่อการใช้ชีวิตในอนาคต ซึ่งเขาเชื่อว่าประสบการณ์คือสิ่งที่ยิ่งมีเยอะ เราจะยิ่งตัดสินใจทำอะไรได้ง่ายขึ้น จนได้มาเจอกับทักษะ EF และวินัยเชิงบวก จุดเริ่มต้นของ Hummingbird ที่ได้เปลี่ยนความคิดพวกเขาเกี่ยวกับพัฒนาการเด็กไปตลอดกาล 

Hummingbird โรงเรียนอนุบาลนานาชาติที่สมุดพกไม่ได้บอกเกรด แต่รายงานสุขภาพใจกายของเด็ก

Lesson 2 : EF + Positive Discipline

“เราอยากพัฒนาประเทศ โดยการหยิบจับเรื่องเด็กและครอบครัวขึ้นมา ตอนที่จะทำ มีคนถามเราเยอะว่า ‘โรงเรียนมีเยอะแล้ว ทำไมต้องทำอีก’ ผมตอบว่า โรงเรียนมีเยอะแล้ว เพิ่มโรงเรียนดีๆ อีกสักที่ไม่ดีเหรอ เราทำเรื่องที่ดี ไม่เห็นต้องไปคิดว่ามันมีเยอะหรือไม่เยอะ” ชินเล่าให้ฟัง

แม้จะมีเกที่เคยทำงานออกแบบโรงเรียนและสถานศึกษาที่เมืองนอกมาก่อน แต่ทั้งสามคนไม่เคยทำโรงเรียนมาก่อน พวกเขาใช้วิธีเข้าไปขอคำปรึกษาและความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญ ทั้ง ครูใหม่-ดร.ปิยวลี ธนเศรษฐกร, ครูหม่อม-ผศ.ดร.ปนัดดา ธนเศรษฐกร, คุณติ่ง-สุภาวดี หาญเมธี ประธานกรรมการบริหารสถาบันรักลูกกรุ๊ป (RLG) และ ครูก้า-กรองทอง บุญประคอง ผู้ก่อตั้งโรงเรียนจิตตเมตต์ (ปฐมวัย) จนเห็นภาพว่าอยากให้ Hummingbird เป็นโรงเรียนแบบไหน 

ทักษะ EF และวินัยเชิงบวก (Positive Discipline) คือสิ่งที่ผู้ก่อตั้งเลือกมาใช้ประกอบกับหลักสูตรการเรียนการสอนแบบอังกฤษ (EYFS) ซึ่งเป็นที่ยอมรับในวงกว้าง

EF หรือ Executive Functions คือการฝึกทักษะสมองส่วนหน้า โดยสมองแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ ส่วนสัญชาตญาณที่เราใช้หายใจ กะพริบตา รวมถึงกระบวนอัตโนมัติต่างๆ ของร่างกาย และจะโตเต็มที่ตั้งแต่แรกเกิด

ส่วนที่สองคืออารมณ์ ยกตัวอย่างเช่น การที่เราเจอใครแล้วรู้สึกไม่ถูกชะตาโดยไม่มีเหตุผล เติบโต 80 เปอร์เซ็นต์ตั้งแต่แรกเกิด และสุดท้าย สมองส่วนหน้า หรือที่เรียกกันว่า EF คือความอดทน รอคอย คิด วิเคราะห์ สมองส่วนนี้โตเต็มที่ตอนอายุ 25 ปี

Hummingbird โรงเรียนอนุบาลนานาชาติที่สมุดพกไม่ได้บอกเกรด แต่รายงานสุขภาพใจกายของเด็ก
Hummingbird โรงเรียนอนุบาลนานาชาติที่สมุดพกไม่ได้บอกเกรด แต่รายงานสุขภาพใจกายของเด็ก

“EF จะทำงานเมื่ออีกสองส่วนปิด ถ้าตอนนั้นกลัวอยู่ หิวอยู่ ง่วงอยู่ งอแงอยู่ สมองส่วนนี้จะไม่ทำงาน ไม่มีสติ ไม่ใช้เหตุผล สมองส่วนนี้ทำให้เราเป็นมนุษย์และแตกต่างจากสัตว์อื่นๆ ซึ่งกว่าเด็กจะเปลี่ยนจากการใช้อารมณ์มาเป็น EF ได้ต้องใช้เวลา”

ส่วนวินัยเชิงบวก คือ การจัดการพฤติกรรมของเด็กอย่างสร้างสรรค์ เช่น ถ้าลูกวิ่งการบอกว่า ‘หยุด อย่าวิ่ง’ คือวินัยเชิงลบ เพราะเป็นการออกคำสั่งให้ทำโดยไม่อธิบายเหตุผลและไม่เปิดโอกาสให้เขาได้ฝึกคิด ที่นี่ใช้วินัยเชิงบวกโดยบอกสิ่งที่เราอยากให้เขาทำ เช่น เดินนะคะ หรือ ถ้ามีโอกาสก็สอนเด็กให้คิดตามได้ว่าวิ่งแล้วอันตราย ถ้าล้มแล้วจะเจ็บตัว

การใช้คำพูดที่เปิดโอกาสให้เด็กคิด รู้จักรับผิดชอบตัวเองจะค่อยๆ หล่อหลอมให้เขาโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่มีความรับผิดชอบ โดยเริ่มจากดูแลตัวเองไปถึงการดูแลคนอื่น

“สมมติถามว่า ถ้าไม่มีตำรวจแล้ว เราจะขับฝ่าไฟแดงไหม คำตอบในใจของแต่ละคนไม่เหมือนกันแต่ถ้าถามเด็ก Hummingbird จะตอบเหมือนกันว่าไม่ทำ เพราะมันไม่ถูกต้อง เกิดฝ่าไฟแดงแล้วเราและผู้อื่นได้รับอุบัติเหตุจะทำยังไง ของแบบนี้เราต้องปลูกฝังและสร้างโอกาสให้เขาฝึกฝน ให้เขามีจิตสำนึกต่อส่วนรวม”

Hummingbird โรงเรียนอนุบาลนานาชาติที่สมุดพกไม่ได้บอกเกรด แต่รายงานสุขภาพใจกายของเด็ก
Hummingbird โรงเรียนอนุบาลนานาชาติที่สมุดพกไม่ได้บอกเกรด แต่รายงานสุขภาพใจกายของเด็ก

Lesson 3 : Communication is the Key

การส่งลูกมาโรงเรียนก็เหมือนการแต่งงานระหว่างผู้ปกครองกับครู โดยเฉพาะเด็กเล็กอายุระหว่าง 0 – 6 ขวบ ซึ่งเป็นช่วง Golden Period ที่สำคัญที่สุดในชีวิต และพัฒนาการของวัยนี้ไม่สามารถแบ่งแยกที่บ้านหรือโรงเรียนได้ 

Hummingbird นำแนวคิด EF และวินัยเชิงบวกมาปรับใช้ พยายามออกแบบทุกอย่างในโรงเรียน ตั้งแต่อาคารเรียน บทเรียน ชุดนักเรียน สมุดพกรายงานสุขภาพกายใจ ไปจนถึงการย่อตัวให้สายตาของครูอยู่ในระดับเดียวกันกับนักเรียนทุกครั้งที่พูดคุย ให้ส่งเสริมพัฒนาการของเด็กเล็กได้มากที่สุด ที่สำคัญ ผู้ปกครองเองก็ต้องเข้าใจธรรมชาติในการพัฒนาของเด็กตามช่วงวัยอย่างแท้จริง 

แต่จะทำอย่างนั้นได้ ต้องมีการสื่อสารระหว่างกันที่ดีก่อน

ชินเล่าให้ฟังว่า สิ่งที่เขาเจอจากโรงเรียนอื่นคือ ผู้ปกครองกับครูเป็นคนละส่วนกัน ทำให้การเข้าถึงโรงเรียนเป็นเรื่องยาก การขอนัดคุยกับครูดูจะเป็นปัญหามากกว่าเรื่องดี Hummingbird อยากแก้ไขข้อจำกัดตรงนั้น เลยสร้างบรรยากาศในโรงเรียนที่เอื้อต่อการหารือระหว่างผู้ปกครองกับครู ทั้งช่วงเช้า ก่อนเข้าโรงเรียน หรือหลังเลิกเรียน อย่างน้อยๆ ครูต้องถาม 3 คำถาม คือ เด็กนอนกี่โมง เด็กนอนพอไหม และทานข้าวเช้าหรือยัง

หลังเลิกเรียน มีสมุดพกรายงานสุขภาพกายใจ โดยครูจะนำสมุดพกนี้มาพูดคุยกับผู้ปกครอง เป็นบันทึกเรื่องราวประสบการณ์รายวันของเด็กแต่ละคน ให้ผู้ปกครองรู้ว่าลูกของพวกเขาเรียนรู้ประสบการณ์อะไรใหม่ๆ ทานอะไร นอนพักพอไหม มีสภาวะทางอารมณ์เป็นอย่างไร

นอกจากนี้ การสื่อสารทั้งหมดของโรงเรียน ไม่ว่าจะเป็นจดหมาย โพสต์เฟซบุ๊ก หรือครูประจำแต่ละห้อง ต้องมี 2 ภาษา ไทยและอังกฤษ สำหรับผู้ปกครองที่ไม่ได้เชี่ยวชาญภาษาต่างประเทศ หรือคุณปู่คุณย่าที่ดูแลหลานเป็นหลัก Hummingbird มอบความเอาใจใส่ไปถึงที่บ้าน เพราะรู้ว่าพัฒนาการเด็กไม่ได้เกิดขึ้นแค่ช่วงกลางวันที่โรงเรียน

“จะมีคำถามคลาสสิก ‘ทำไมอยู่โรงเรียนทำได้ อยู่บ้านทำไม่ได้’ เราเลยสร้างโรงเรียนที่ไม่ได้สร้างพัฒนาการของเด็กแค่ในโรงเรียน เราต้องการให้คุณพ่อคุณแม่เข้าใจพัฒนาการตามวัยด้วย เราจะบอกผู้ปกครองเสมอว่า เด็กเติบโตตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง เพราะบางคนคิดว่า ส่งลูกเข้าโรงเรียนพ้นรั้วปุ๊บ ก็เป็นหน้าที่ของโรงเรียนแล้ว แต่ในความเป็นจริง เด็กโตตลอดเวลา ตอนเขาหายใจ ตอนกินข้าว แม้กระทั่งตอนนอน เราก็ต้องใส่ใจเขา

“กลับมาที่การสื่อสาร ครูโดยปกติจะไม่ค่อยอยากคุยกับผู้ปกครอง เพราะเดี๋ยวคุยแล้วมีปัญหา แต่ถ้าให้เด็กเป็นที่ตั้ง เขาจะอยากคุยกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องดีหรือไม่ และมันจะเป็นประโยชน์ทั้งหมด เช่น มีผู้ปกครองมาบอกว่าลูกดื้อ ไม่ยอมทำตามเหมือนเมื่อก่อน บางวันเขาไม่ยอมเรียน เราก็จะบอกเลยว่าการปฏิเสธของเด็กคือพัฒนาการของเขา เราตัดสินใจกันไปเองว่าพัฒนาการต้องเป็นเรื่องดีเสมอ พัฒนาการมีหลายแบบ ทั้งการรู้คิดและการมีตัวตน

“การที่ลูกสามารถพูดได้ว่า ‘ไม่อยากเรียน’ แสดงว่าเขาคิดอะไรบางอย่างได้ ซึ่งถือเป็นการโชว์พัฒนาการ การสื่อสาร และความคิดเห็นของตัวเด็ก หน้าที่ของเราคือทำให้ผู้ปกครองเข้าใจและรับมือตรงนี้ด้วย”

โรงเรียนนานาชาติ Hummingbird ที่นำเอาทักษะสมองส่วนหน้ากับวินัยเชิงบวกมาใช้ในการพัฒนาเด็ก และในอนาคตจะไปพัฒนาชาติ

Lesson 4 : Caring on Details Design

เพราะมีหุ้นส่วนเป็นนักออกแบบ ทุกอย่างใน Hummingbird จึงดีไซน์จากการใช้งานจริง โดยมีเป้าหมายง่ายๆ คือ พื้นที่ที่ให้เด็กได้สร้างประสบการณ์การเรียนรู้ในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย ภายใต้การดูแลของคนที่เข้าใจเรื่องพัฒนาการเด็ก ทุกตารางเมตรในโรงเรียนแห่งนี้จึงทำให้เกิดการเรียนรู้ไม่รู้จบ

โรงเรียนนานาชาติ Hummingbird ที่นำเอาทักษะสมองส่วนหน้ากับวินัยเชิงบวกมาใช้ในการพัฒนาเด็ก และในอนาคตจะไปพัฒนาชาติ

บริเวณทางเข้ามีพื้นที่สำหรับผู้ปกครองให้ได้เจอกับครู ด้านหน้ามีหน้าผาจำลองขนาดจิ๋ว ให้เด็กได้ฝึกกล้ามเนื้อมัดเล็ก มัดใหญ่ และการวางแผน ที่สำคัญ เกิดเป็นความภาคภูมิใจเมื่อทำได้จริง รอบๆ สนามเด็กเล่นแทนที่จะเป็นต้นไม้สวยงามดูแลง่าย ก็เลือกเป็นผักสวนครัว เพราะเป็นสิ่งใกล้ตัวและนำมาต่อยอดกับกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องต่างๆ ของห้องเรียน Cooking Class ในหลักสูตรได้ เกิดเป็นการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงกับพื้นที่ของเขา ในสนามเด็กเล่นมีเครื่องเล่นฝึกการทำงานร่วมกันระหว่างมือกับตา (Eye-Hand Coordination)

ชุดนักเรียนก็สำคัญมากสำหรับพัฒนาการ เมื่อโรงเรียนต้องการฝึกให้เด็กช่วยตัวเองได้ จึงต้องออกแบบชุดนักเรียนให้ใส่ง่าย ถอดง่าย กระดุมต้องเม็ดใหญ่พอเหมาะสำหรับมือเล็กๆ กระเป๋าถูกจัดวางไว้ในตำแหน่งที่ตรงกับสรีระของเด็กวัยนี้มากที่สุด ตะเข็บต้องอยู่ตรงไหน ยางยืดต้องหนาเท่าไหร่ กระโปรงผู้หญิงเปลี่ยนเป็นกระเปรงให้ใช้ งานได้สะดวกสบาย ชุดพละต้องมีหมวกที่ปิดคอเผื่ออยู่กลางแจ้ง มีชุดกันเปื้อน และชุดนอนที่ทำจากเนื้อผ้า Egyptian Cotton

“ถ้าพ่อแม่ไม่รู้ก็จะไม่ยอมให้ลูกนอนกลางวัน เพราะเดี๋ยวกลางคืนไม่ยอมนอน การนอนเหมือนการเอาข้อมูลใส่ลิ้นชัก ถ้าเด็กๆ ได้นอนกลางวันเต็มอิ่ม ก็เปรียบเหมือนลิ้นชักที่มีการแยกและจัดเก็บข้อมูลอย่างเป็นระเบียบ ทำให้เขาเป็นคนละเอียดและคิดวิเคราะห์ได้ดีไปด้วย เราเลยอยากให้ชุดนอนของนักเรียนสบายที่สุด เตียงนอนก็ต้องเบา เพราะเด็กต้องปูเอง เก็บเอง มีชื่อของใครของมัน เพราะเรากำลังสอนเรื่องความรับผิดชอบต่อของของตัวเอง (Belonging)”

การเลือกเฟอร์นิเจอร์ของ Hummingbird ไม่ได้ดูที่ความสวยงามเป็นหลัก ทั้งสามชี้ให้ดูที่เก็บรองเท้าซึ่งเป็นกล่องๆ ติดชื่อเด็กแต่ละคน ไม่สวยเรียบเป็นตู้ปิดสนิทเหมือนที่อื่นๆ แต่มันมีเหตุผล 

“อย่างกระเป๋า ถ้าเป็นตู้เก็บยากๆ ถามว่าใครเก็บ ก็ต้องเป็นพ่อแม่ไม่ก็ครู แล้วถามต่อว่า ตั้งแต่เดินเข้าโรงเรียนจะให้ลูกสะพายกระเป๋าไหม ถ้ารู้ว่าสุดท้ายคุณก็ต้องเก็บใส่ตู้ให้เขาอยู่ดี ผู้ปกครองแปดสิบเปอร์เซ็นต์จะถือมาให้จากที่รถเลย โดยไม่ได้มองว่านี่จะเป็นโอกาสให้เด็กได้ฝึก

“กระเป๋าต้องมีไซส์ที่พอเหมาะ น้ำหนักเบา เด็กสามารถถือได้ด้วยตัวเอง ชื่อหน้ากล่องรองเท้า เขาอาจจะยังอ่านไม่ออก แต่จำได้ว่าลักษณะชื่อตัวเองเป็นแบบนี้ เป็นตัว R มี R หลายกล่อง แต่ของฉันเป็น R สีเขียว เพราะฉันชอบสีเขียว 

“วัตถุประสงค์ของเราคือ เด็กควรรู้ว่าความรับผิดชอบของตัวเองคือการเก็บรองเท้า ดูแลตัวเองและของของตัวเองได้ จะสวยไม่สวย จะนานไม่นาน ไม่เป็นไร ขณะเดียวกัน เด็กที่เก็บได้แล้ว บางวันเก็บได้ บางวันเก็บไม่ได้ อาจจะไม่พร้อม เราเคยไหมครับ บางวันกลับบ้านเหนื่อย ทิ้งตัวไม่เก็บอะไร ครูก็จะรู้แล้ว โอเค วันนี้อารมณ์ไม่ดี ดังนั้น ก่อนเข้าห้องไปเสริมทักษะให้เขา ก็ต้องช่วยปรับระดับอารมณ์เขาก่อน”

ห้องธุรการอยู่ด้านหน้าและถูกออกแบบให้มองเห็นคนเข้าออกได้ดี เพื่อให้ผู้ปกครองเข้าถึงได้ และถ้าสังเกตดีๆ จะมีธงสีต่างๆ ติดหน้าโรงเรียนและตามจุดต่างๆ ด้านใน ซึ่งเป็นเครื่องมือบอกสภาพอากาศประจำโรงเรียน เหมือนที่ผู้ใหญ่อย่างเราเช็กค่า PM 2.5 ในแอปพลิเคชันนั่นแหละ

“นักเรียน Hummingbird ใส่หน้ากากมาตั้งแต่ก่อนโควิด-19 นะ” เกยิ้ม “เราอยู่เมลเบิร์นมาก่อนเห็นฟ้าเป็นสีฟ้า กลับมาฟ้าสีขุ่น ถ้าจะเป็นสถาปนิกที่ดีได้ ต้องรู้จักประเมินสิ่งเหล่านี้

“ซึ่งคุณภาพอากาศที่ดีสำคัญต่อการพัฒนาสมองของเด็กๆ โรงเรียนเราเลยออกแบบให้มีพัดลมระบายอากาศ มีเครื่องวัดคาร์บอนไดออกไซด์ มีเครื่องฟอกอากาศ ทีนี้กลับมาโจทย์ยาก จะสื่อสารกับเด็กยังไง ถ้าบอกเป็นค่า AQI (Air Quality Index) ด้วยวัยเขายังไม่เข้าใจหรอก เราเลยแปลออกมาง่ายๆ เป็นสีเขียว เหลือง ส้ม แดง แล้วเปลี่ยนมลภาวะอากาศ แล้วสอนเขาก่อนว่า แต่ละสีหมายถึงอะไร การที่เขาทำหรือไม่ทำ มันมีประโยชน์หรือโทษต่อเขายังไง และใส่หน้ากากก็มีระยะเวลาของมันอยู่

“ก่อนลงจากรถหรือออกจากห้อง เขาจะเช็กก่อนเลยว่าธงสีอะไร ถ้าสีเหลือง วิ่งเล่นใส่หน้ากากได้ แต่มีเวลาจำกัด จากสิ่งที่เราสอนก็กลายเป็นหน้าที่ที่เขาต้องรับผิดชอบไปโดยปริยาย”

Lesson 5 : Find the Right People

ห้องเรียนของ Hummingbird จัดครูเป็นทีม ในทีมประกอบด้วย Lead Teacher เป็นครูเจ้าของภาษา (Native Speaker) พร้อมด้วย Co-Teacher และ Teaching Assistant ใช้ภาษาอังกฤษสื่อสารเป็นหลัก โดยใช้อัตราส่วนคุณครู 1 คนต่อนักเรียน 3 คน สำหรับชั้นเตรียมอนุบาล 1-2 และคุณครู 1 คน ต่อนักเรียน 4 คน สำหรับชั้นอนุบาล 1-3

ครูทุกคนมีประสบการณ์เกี่ยวกับเด็กเล็ก ได้ผ่านการเข้าอบรมเรื่อง EF และวินัยเชิงบวก อีกทั้งมี ครูใหม่-ดร.ปิยวลี ธนเศรษฐกร ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาสมองและศักยภาพเด็กด้วยวินัยเชิงบวก วันโอวัน เอ๊ดดูแคร์ เซ็นเตอร์ (101 Educare Center) เป็นที่ปรึกษาในการออกแบบหลักสูตรอีกด้วย

“โรงเรียนทั่วไปจะมี Lead Teacher แล้วครูผู้ช่วยต้องทำตาม แต่เราเชื่อว่าทุกคนเป็นสิ่งแวดล้อมของเด็ก ทุกคนจึงต้องมีองค์ความรู้ในเรื่องเดียวกัน ต้องเข้าใจว่าสิ่งที่จะสอนคืออะไร ที่นี่ไม่มี Nanny ใช้คุณครูทั้งหมด และครูทุกคนต้องเข้าใจว่า วินัยเชิงบวกในการพูดกับเด็ก ต้องพูดยังไง ถ้าเตรียมการเรียนการสอนด้วยกัน คุณก็ต้องฟังความคิดเห็นของเพื่อน เช่น น้อง A เป็นแบบนี้ ช่วงนี้ที่บ้านมีน้องใหม่ เราจะช่วยปรับยังไง เพราะฉะนั้น เวลาเตรียมบทเรียน ไม่ได้เตรียมสำหรับหนึ่งเทอมแล้วจบ ครูต้องกลับมารีวิวอยู่เรื่อยๆ เพราะเอกลักษณ์ของเด็กแต่ละคนไม่เหมือนกัน”

โรงเรียนนานาชาติ Hummingbird ที่นำเอาทักษะสมองส่วนหน้ากับวินัยเชิงบวกมาใช้ในการพัฒนาเด็ก และในอนาคตจะไปพัฒนาชาติ

ครูที่ Hummingbird มองหา คือ ครูที่มีองค์ความรู้ด้าน EYFS ของตัวเอง ในขณะเดียวกันก็เปิดใจรับในทักษะโรงเรียนอยากเสริมเป็นพิเศษ และถ่ายทอดออกมาเป็นหลักสูตรที่สมบูรณ์ที่สุดได้ ครูผู้นั้นต้องมีความเข้าใจในทัศนคติที่ดีต่อเรื่อง EF และวินัยเชิงบวก และต้องผ่านการสัมภาษณ์หลายรอบจนกว่าจะมั่นใจว่ามีปลายทางเดียวกันคือ เด็กนักเรียน

‘เวลาเด็กดื้อ คุณลงโทษยังไง’

นั่นคือคำถามสุดหินที่ทั้งสามยกตัวอย่าง พวกเขาเว้นจังหวะให้เราตอบคำถาม

1

2

3

“แนวทางของโรงเรียนเราคือ ไม่ลงโทษ แต่ใช้วินัยเชิงบวกพูดคุยถึงเหตุผลและชี้แนะวิธีการ เด็กดื้อไม่มีอยู่จริง มีแต่พฤติกรรมที่ไม่ดี ครูของเราจะหาว่าพฤติกรรมนั้นเกิดจากอะไร แล้วให้เด็กๆ ใช้ความคิด ทำข้อตกลงร่วมกันว่าจะแก้อย่างไรดี เช่น โกรธแล้วปาข้าวของ เราจะบอกว่าเขาโกรธ คราวหน้าเวลาโกรธแทนที่การปา เราจะทำอะไร ใช้คำพูดดีไหม”

โรงเรียนนานาชาติ Hummingbird ที่นำเอาทักษะสมองส่วนหน้ากับวินัยเชิงบวกมาใช้ในการพัฒนาเด็ก และในอนาคตจะไปพัฒนาชาติ

Lesson 6 : Survive the Crisis

โรงเรียนเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ครั้งนี้เข้าอย่างจัง ค่าเทอมลดลงกว่าครึ่ง แต่วิกฤตนี้ไม่ได้ส่งผลแค่สภาวะทางการเงิน บุคลากรครู และพนักงาน แต่รวมถึงสิ่งที่เรียกย้อนกลับมาไม่ได้ นั่นคือพัฒนาการของเด็กที่เติบโตขึ้นทุกวัน

“อย่างที่บอกว่าหกปีแรกสำคัญมาก โรงเรียนปิดสองปี เท่ากับว่าหายไปสองในหกแล้ว การเรียนออนไลน์ไม่ได้ผลเท่าการเรียนปกติแน่นอน แต่เราในฐานะโรงเรียน ต้องออกแบบการเรียนการสอนให้เหมาะสม และมีประสิทธิภาพที่สุดภายใต้เงื่อนไขนี้ เราต้องดูตั้งแต่เด็กอยู่หน้าจอได้นานแค่ไหน สร้างกิจกรรมที่ต้องเกิดการโต้ตอบทั้งสองฝั่ง ไม่ใช่แค่ให้เขาดูจอเฉยๆ”

โรงเรียนนานาชาติ Hummingbird ที่นำเอาทักษะสมองส่วนหน้ากับวินัยเชิงบวกมาใช้ในการพัฒนาเด็ก และในอนาคตจะไปพัฒนาชาติ

Home-based Learning ของที่นี่ต้องตอบวัตถุประสงค์ 2 ข้อ

หนึ่ง เด็กต้องได้ความรู้และเสริมสร้างพัฒนาการ แม้จะไม่เท่าการเรียนในห้อง 

สอง ต้องง่ายพอที่คนที่ไม่ใช่ครูจะทำได้ ไม่หนักเกินรับมือสำหรับผู้ปกครอง โดยแจกคู่มือทำกิจกรรมที่มีทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ

การคาดหวังให้เปลี่ยนบ้านเป็นโรงเรียน หรือเปลี่ยนผู้ปกครองเป็นครู จะทำให้บรรยากาศในบ้านตึงเครียด Hummingbird คิดไปไกลกว่านั้น เพราะเข้าใจว่าการเรียนออนไลน์ไม่ได้ส่งผลแค่ชีวิตเด็ก แต่กระทบชีวิตผู้ปกครองด้วยเช่นกัน และเมื่อมองว่าโรงเรียนต้องทำงานร่วมกับผู้ปกครอง จึงจัดให้มี Session 1 on 1 ความยาว 20 นาทีในช่วงบ่าย ให้ผู้ปกครองจองเข้ามาโดยสามารถทำอะไรก็ได้ จะปรึกษาครูประจำชั้น ให้ลูกทำกิจกรรมกับครู หรือคุยเล่นกับเพื่อน ผู้ปกครองจะได้มีเวลาส่วนตัวเพื่อพักผ่อนบ้าง

ในวันนี้ Hummingbird ยังถือเป็นน้องใหม่ในแวดวงโรงเรียนนานาชาติ เป็นโรงเรียนขนาดเล็กจิ๋วแต่เต็มเปี่ยมไปด้วยความตั้งใจแน่วแน่ พวกเขาหวังว่าวันหนึ่งจะสร้าง Global Citizen ที่มีคุณภาพ โบยบินไปในโลกกว้างด้วยปีกและจิตใจที่แข็งแรง

และแล้วเสียงเพลงประจำโรงเรียน Hummingbird ก็ดังขึ้น เป็นสัญญาณเลิกเรียน ณ บัดนี้

Lessons Learned

  • ประสบการณ์อาจช่วยให้การทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งราบรื่นขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าจะทำไม่ได้เลยถ้าไม่มีประสบการณ์ หากมีความตั้งใจแน่วแน่และเป้าหมายที่ชัดเจน ก็สามารถหาผู้เชี่ยวชาญมาเป็นพาร์ตเนอร์ ปลุกปั้นให้ถึงปลายทางได้เหมือนกัน
  • คิดให้รอบคอบ คิดให้ทุกด้าน ทำธุรกิจแบบเอาใจเขามาใส่ใจเรา หาผู้ได้เปรียบและผู้เสียเปรียบจากสิ่งที่เราทำ และช่วยเขาแก้ปัญหาตรงนั้น
  • เข้าใจเป้าหมายของตัวเองอย่างดีที่สุด แล้วออกแบบทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจให้นำไปสู่เป้าหมายนั้น
  • หาจุดเด่นของหุ้นส่วนแต่ละคนให้เจอ แล้วใช้พัฒนาธุรกิจให้ไปได้ไกลยิ่งขึ้น

ใครที่สนใจโรงเรียนอนุบาลนานาชาติสำหรับลูกน้อยช่วงอายุ 18 เดือน ถึง 5 ปี สามารถนัดหมายเยี่ยมชมโรงเรียนได้ที่ โทรศัพท์ : 095 193 2615 LINE : @hummingbird_school หรือนัดหมายเยี่ยมชมผ่านทาง Virtual School Tour (นัดหมายล่วงหน้า 1 วัน) ที่ https://bit.ly/Virtual_School_Tour
Official Website www.hummingbird.ac.th

Writer

พิมพ์อร นทกุล

อดีตเด็กบัญชี เชื่อในบทสนทนาที่ดี และมีความสุขกับการเล่าเรื่องราวต่างๆ ส่วนใหญ่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

สิทธิพงษ์ ติยะวรากุล

ชอบถ่ายรูป แต่ชอบฟังนักเขียนขณะสัมภาษณ์มากกว่า

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load