3 คืนติดแล้ว ที่ผม (ผู้เขียนคอลัมน์ วัตถุปลายตา) นอนไม่หลับ โดยหาสาเหตุไม่ได้ 

สันนิษฐานคือความกังวลในการส่งต้นฉบับให้ทัน บวกกับความวุ่นวายในปี 2020 ทั้งโรคระบาด เศรษฐกิจ สังคม การเมือง ที่ถึงแม้อยากจะปิดตาไว้ทั้งสองข้าง แต่แรงสั่นสะเทือนของสิ่งที่พวกเราทุกคนประสบอยู่นั้น กระหึ่มอยู่ทั่วทุกหัวระแหง

กลางดึกคืนที่ 3 ของการนอนไม่หลับ สายตาผมเหลือบไปเห็นโปสเตอร์ ‘Keep Calm and Carry On’ ระดับตำนานที่ประดับผนังของผมอยู่ เป็นความรู้สึกเหมือนโดนตบบ่าเบาๆ แล้วตามด้วยการตบหน้าแรงๆ หนึ่งฉาด

Keep Calm and Carry On ซึ่งผมขอแปลเป็นไทยไว้ในที่นี้ว่า ‘สงบไว้ แล้ว ไปต่อ’ – มีนัยแฝงที่ซับซ้อน ห่างไกลกับตัวอักษรเรียบๆ บนพื้นภาพสีแดง จึงทำให้โปสเตอร์นี้พูดน้อย ประหยัดถ้อยคำ แต่ว่าต่อยหนัก โดยเฉพาะการต้องมาเห็นมันในคืนตาค้างในปีแห่ง COVID-19 จนมันทำให้ผม ผู้ซึ่งเชื่อเหลือเกินว่า ของหนึ่งชิ้น วัตถุธรรมดาๆ มีเรื่องราวบอกเล่า ปะติด สิงสถิตอยู่กับมันเสมอ ต้องลุกขึ้นมาเขียนต้นฉบับส่ง The Cloud กลางดึกคืนนั้นทันที

และสิ่งที่ท่านจะได้อ่านต่อไปนี้ คือผลของความสงสัย กังวล กาแฟหลายแก้ว และการนอนไม่หลับติดกันมา 3 คืนต่อเนื่อง

Keep Calm and Carry On ตัวอักษร 4 บรรทัดที่ ‘ตบหัวแล้วลูบหลัง’ ประชาชนอังกฤษในยุคสงคราม

อังกฤษสู้ๆ

Keep Calm and Carry On คือโปสเตอร์กระตุ้นแรงฮึกเหิมของรัฐบาลอังกฤษใน ค.ศ. 1939 ในช่วงการเตรียมรับมือกับสงครามโลกครั้งที่ 2 เนื่องด้วยเสียงเล่าลือว่าจะมีการถล่มขีปนาวุธทางอากาศในหัวเมืองใหญ่ๆ ทั่วประเทศอังกฤษ

ถึงแม้จะถูกพิมพ์ออกมาจำนวนเกือบ 2.5 ล้านแผ่น และการถูกถล่มทางอากาศก็ได้เกิดขึ้นจริงๆ แต่โปสเตอร์สีแดงนี้ กลับไม่ได้ถูกเห็น ถูกแปะ มากนัก ในพื้นที่สาธารณะช่วงปีนั้น

ทำไมและเมื่อไหร่ คือคำถามที่สำคัญในการเข้าไปขุดคุ้ยนัยที่แฝงอยู่บนตัวอักษรธรรมดาๆ 3 บรรทัดนี้

ใน ค.ศ. 2000 เกือบ 60 ปีให้หลังต่างหาก เราถึงได้เห็นโปสเตอร์ Keep Calm and Carry On ออกมาเฉิดฉายอยู่บนฝาผนังบ้าน บนแก้วน้ำ บนผ้าเช็ดจาน หรือแม้กระทั่งพรมเช็ดเท้า ซึ่งเป็นผลจากการเข้าไปค้นพบกองโปสเตอร์นี้ที่ร้าน Barter Books ในเมืองแอนิก (Alnwick) งานกราฟิกดีไซน์บนโปสเตอร์ระดับตำนานจึงเริ่มออกเดินทางจากคลังกระดาษไปยังวัฒนธรรมป๊อปร่วมสมัย

โปสเตอร์ร่วมชะตากรรม

โปสเตอร์ ‘สงบไว้ แล้ว ไปต่อ’ ไม่ใช่โปสเตอร์เดียวที่รัฐบาลอังกฤษปล่อยออกมาในช่วงก่อนสงครามโลก ‘ซีรีส์ เพื่อบ้านเมืองสงบ’ หรือ Home Publicity ยังมีเพื่อนโปสเตอร์อีก 2 แผ่น ซึ่งใช้รูปแบบในการออกแบบเหมือนกัน แต่ด้วยถ้อยคำที่ต่างกัน ดังนี้

Your Courage, Your Cheerfulness, Your Resolution Will Bring Us Victory.

ความกล้าหาญ ความสดใส และปณิธานของพวกคุณ จะนำพามาซึ่งชัยชนะของพวกเรา

Freedom is in Peril, Defend it with all your might.

อิสรภาพกำลังเสื่อมสลาย จงปกป้องมันไว้ด้วยทุกสิ่งทุกอย่างที่คุณมี

Keep Calm and Carry On ตัวอักษร 4 บรรทัดที่ ‘ตบหัวแล้วลูบหลัง’ ประชาชนอังกฤษในยุคสงคราม

โปสเตอร์ทั้งสามออกแบบถ้อยคำเพื่อกระตุ้นขวัญและกำลังใจของประชาชนที่รู้ชะตากรรมแน่ๆ ว่า ระเบิด แก๊สพิษ และความตาย กำลังจะมาเยือนในเวลาอันใกล้

ในยุคก่อนที่จะมีโฟโต้ชอป การจัดเรียงตัวอักษรภายใต้โลโก้มงกุฎทิวดอร์ (Tudor Crown) ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของรัฐ จัดเรียงและเขียนด้วยฝีมือของศิลปินนามว่า เออร์เนสต์ วอลเคาน์ซินส์ (Ernest Wallcousins) ถ้าเทียบเป็นฟอนต์ปัจจุบัน ก็น่าจะมีความคล้ายคลึงกับฟอนต์ Gil Sans และ Johnston

พี่แกออกแบบฟอนต์ด้วยเจตนาที่ต้องการให้ฟอนต์มีความหนักแน่น เป็นปึกแผ่น ก็อปปี้ยาก ถ้านายเออร์เนสต์รู้ชะตากรรมของโปสเตอร์นี้ในอนาคต ที่มีอยู่แม้บนกระทั่งผ้าเช็ดจาน ผู้เขียนเองก็เดาไม่ออกว่า พี่แกจะภูมิใจหรือเสียใจกันแน่

Keep Calm and Carry On ตัวอักษร 4 บรรทัดที่ ‘ตบหัวแล้วลูบหลัง’ ประชาชนอังกฤษในยุคสงคราม

กระดาษที่ถูกดอง

โปสเตอร์ทั้งสามชุด ถูกพิมพ์ออกมาจำนวนเกือบ 3 ล้านแผ่น ระหว่างวันที่ 23 สิงหาคม จนถึงวันที่ 3 กันยายน ค.ศ. 1939 และพร้อมที่จะนำไปบอมบ์แปะทั่วประเทศ ภายในเวลา 24 ชั่วโมงก่อนการถูกโจมตี

แต่สุดท้าย รัฐบาลก็ไม่ได้แปะ ปล่อยให้กระดาษปึกมหึมาและโปสเตอร์หลากหลายขนาด ถูกดองไว้ในคลัง – หากจะมีหลุดออกมา ก็เพียงเล็กน้อย

ทำไม

คำถามที่ผมถามตัวเองตอนตีสาม ซึ่งบัดนี้ความพยายามจะกลับไปนอนให้หลับได้มลายหายไปแล้วโดยสิ้น

ทำไมรัฐบาลอังกฤษและกระทรวงข้อมูลในสมัยนั้นถึงดองโปสเตอร์ไว้ ทั้งที่ถูกพิมพ์ออกมาแล้ว

ซีรีส์เพื่อบ้านเมืองสงบ หรือ Home Publicity ถูกยกเลิกในปีเดียวกัน ตามมาด้วยการวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการใช้งบและความมีประสิทธิภาพของโปสเตอร์ ชาวอังกฤษหลายคนบอกว่า ตัวเองไม่เคยแม้แต่จะเห็นโปสเตอร์ ในขณะที่คนซึ่งมีโอกาสได้เห็น บางคนก็มองว่า โปสเตอร์เหล่านี้เปรียบเสมือนการ ‘ตบหัวแล้วลูบหลัง’ ของชนชั้นสูง และกลับสร้างความแตกแยก แบ่งฝักแบ่งฝ่าย มากกว่าที่จะสร้างขวัญและกำลังใจให้เกิดการปรองดองด้วยซ้ำ

ซูซานนาห์ วอล์กเกอร์ (Susannah Walker) นักประวัติศาสตร์ด้านการออกแบบดีไซน์ถึงกับยกตัวอย่างว่า โปสเตอร์ชุดนี้ คือหลักฐานของความผิดพลาดครั้งยิ่งใหญ่ในการอ่านบรรยากาศและอารมณ์ผู้คนของชนชั้นปกครอง

ถ้อยแถลงที่ทิ่มแทง

ทำไมถ้อยคำที่ถูกออกแบบมาเพื่อให้กำลังใจ สร้างขวัญ สร้างความฮึกเหิม ถึงถูกมองว่าเป็นการตบหัวแล้วลูบหลังที่ผิดพลาดครั้งยิ่งใหญ่ได้

“Your Courage, Your Cheerfulness, Your Resolution Will Bring Us Victory.”

ความกล้าหาญ ความสดใส และปณิธานของพวกคุณ จะนำพามาซึ่งชัยชนะของพวกเรา

โครงการค้นคว้าที่ชื่อว่า Mass Observation ตั้งสมมติฐานว่า ถ้อยคำข้างบนที่มีการแบ่งคำว่า ‘คุณ’ และ ‘เรา’ คือเส้นแบ่งที่เกิดขึ้นจากทัศนคติของชนชั้นสูงและประชาชน ทำให้ถ้อยคำบนโปสเตอร์เหล่านี้เป็นเหมือนเสียงที่ตะโกนลงมาจากด้านบน มากกว่าจะเป็นเสียงที่อยู่ในระนาบเดียวกันที่กำลังเผชิญชะตาชีวิตเดียวกัน

Keep Calm and Carry On ตัวอักษร 4 บรรทัดที่ ‘ตบหัวแล้วลูบหลัง’ ประชาชนอังกฤษในยุคสงคราม
Keep Calm เวอร์ชันไทยแท้

ในเชิงประวัติศาสตร์ โปสเตอร์โฆษณาชวนเชื่อที่สร้างและออกแบบโดยชนชั้นปกครองนั้น มีพื้นที่ในประวัติศาสตร์การเมืองมากมาย ในหลายยุคหลายสมัย หลายประเทศ และหลายระบบการปกครอง โดยเฉพาะในระบอบคอมมิวนิสต์

ในประเทศไทยเราเอง โปสเตอร์ถ้อยแถลงจากชนชั้นปกครองที่คุ้นตาที่สุดน่าจะได้แก่ โปสเตอร์ ‘พี่น้องชาวไทย’ และ ‘เงียบไว้ปลอดภัยดีกว่า’ ไม่ต้องบอกก็คงรู้ว่า เสียงตะโกนของโปสเตอร์นี้มาจากทิศทางไหน และเส้นแบ่งระหว่าง ‘คุณ’ และ ‘เรา’ หรือ ‘เขา’ นั้น มากมาย โจ่งแจ้ง โดยส่วนตัวผู้เขียนคิดว่าเป็น Copywriting ที่ยาวไปสักนิด เกินกว่าจะก้าวเข้ามาอยู่ในวัฒนธรรมป๊อปเหมือนโปสเตอร์ Keep Calm and Carry On

จากถ้อยแถลงรัฐบาลสู่ผ้าเช็ดจาน

Keep Calm and Carry On ตัวอักษร 4 บรรทัดที่ ‘ตบหัวแล้วลูบหลัง’ ประชาชนอังกฤษในยุคสงคราม
ร้านหนังสือ Barter Books

ใน ค.ศ. 2000 สจวต แมนลีย์ (Stuart Manley) เจ้าของร้านหนังสือ Barter Books ในเมืองแอนิกกำลังเก็บกวาดกล่องหนังสือมือสองที่ซื้อมาจากการประมูล เขาก็คือผู้ค้นพบโปสเตอร์ ‘สงบไว้ แล้ว ไปต่อ’ รุ่นออริจินัลในกล่อง และตัดสินใจเอามาใส่กรอบแขวนไว้ในร้าน เหนือเคาน์เตอร์คิดเงิน

หลังจากที่เริ่มมีคนมาขอซื้อต่อเยอะขึ้น นายสจวตก็เลยตัดสินใจผลิตซ้ำ และทำโปสเตอร์รุ่น Re-production ซึ่งถือเป็นจุดกำเนิดของการเดินเข้ามาสู่วัฒนธรรมของชำร่วย ของโปสเตอร์ที่ครั้งหนึ่งถูกออกแบบโดยรัฐ แบบกู่ไม่กลับ

‘สงบไว้ แล้ว ไปต่อ’ ถูกนำไปทำเป็นสินค้าเชิงพาณิชย์มากมาย ตั้งแต่แก้วกาแฟ เสื้อยืด ยันผ้าเช็ดจาน เหตุผลในความสำเร็จของโปสเตอร์นี้น่าจะประกอบด้วยถ้อยคำที่สั้น กระชับ คล้องจอง จดจำง่าย ในขณะเดียวกัน รูปแบบทั้งการจัดวางและตัวอักษรที่เรียบง่าย ไร้กาลเวลา ทำให้การประยุกต์ลงไปบนสินค้าต่างๆ ไม่มีขีดจำกัด เมื่อรวมกับประวัติศาสตร์ของตัวโปสเตอร์เอง ที่ว่าด้วยเรื่องของ ‘ชาติ’ แล้ว วัฒนธรรมของชำร่วยแบบอังกริ๊ด อังกฤษ จึงต้องมี ‘Keep Calm and Carry On’ ฝังตัวอยู่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

โปสเตอร์ Keep Calm เดินทางมาถึงจุดสูงสุดของวัฒนธรรมป๊อปในช่วงการล่มสลายของเศรษฐกิจโลกใน ค.ศ. 2008 หลังจากการฟื้นฟูใน ค.ศ. 2009 โปสเตอร์นี้เริ่มขายดีในประเทศอื่นๆ เช่น อเมริกา เนื่องจากไม่มีลิขสิทธิ์และโทนเสียงที่ดูเหมือนจะปลอมประโลม และให้กำลังใจในการต่อสู้กับโลกที่ล่มสลาย

การตีความของ Keep Calm and Carry On จึงเริ่มมีความเป็นกลางมากขึ้น ซึ่งแน่นอนว่า ทุกครั้งที่มี ‘วิกฤต’ โปสเตอร์และถ้อยคำบนแผ่นกระดาษนี้จะถูกหยิบยืมมาใช้ และไม่มีวันจางหายไปจากประวัติศาสตร์การ ‘ลูบหลัง’ อย่างแน่นอน

Keep Calm and Carry On ตัวอักษร 4 บรรทัดที่ ‘ตบหัวแล้วลูบหลัง’ ประชาชนอังกฤษในยุคสงคราม
เป็นพรมเช็ดเท้าก็มี

คุณ เรา และเขา

มีคนเคยกล่าวไว้ว่า การประชาสัมพันธ์คือการ ‘อ่านอารมณ์สาธารณะ’ ว่าผู้คนที่กำลังรับสารนั้น กำลังเผชิญกับอะไร รู้สึกกับอะไร (และไม่รู้สึกกับอะไร) และออกแบบมู้ดแอนด์โทนของการสื่อสารให้ตรงใจ ตรงกับสิ่งที่ผู้คนกำลังคิด สงสัยใคร่รู้ ร่วมกันให้มากที่สุด

การสื่อสารที่ตีความคำว่า ‘สาธารณะ’ ที่มีการแบ่งแยก เรา-คุณ-เขา ย่อมทำให้เกิดเสียงสะท้อน และเป็นเรื่องยากที่จะควบคุมผลลัพธ์อย่างแน่นอน ในพื้นที่ที่ควรจะเป็นของทุกคน

‘สงบไว้ แล้ว ไปต่อ’ ชวนให้ผมคิดว่า แม้กระทั่งคำว่า ‘สงบ’ หรือ ‘ไปต่อ’ แต่ละคนก็ตีความและวาดภาพไว้ ไม่เหมือนกัน หากคุณมองเขาเป็นหนึ่งในสาธารณะและสังคม การตีความ ความสงบ หรือการไปต่อ ของแต่ละคน ย่อมไม่เหมือนกันได้เช่นกัน

เสียงตะโกนที่บอกให้คุณสงบและไปต่อ จึงเป็นได้ทั้งการให้กำลังใจ เย้ยหยัน ตบหัว ลูบหลัง คำสั่ง คำขอร้อง ขึ้นอยู่กับว่าผู้รับสาร คุณ เรา และเขา กำลังเผชิญกับอะไร และวาดภาพความสงบและการไปต่อไว้แบบไหน

ที่สำคัญที่สุด เสียงนี้ถูกเปล่งออกมาจากทิศทางไหน

ผมเขียนต้นฉบับจนเช้า จนความหิวเข้าครอบงำความง่วง ความกังวลใดๆ ผมตัดสินใจเดินไปซูเปอร์มาร์เก็ต ตั้งใจจะซื้ออาหารแช่แข็งง่ายๆ มาทาน

“อย่าลืมสแกนไทยชนะด้วยนะคะ” น้องคนขายที่ซูเปอร์ฯ เตือน

เดินหิ้วข้าวกล่องกลับบ้าน สายตาก็เหลือบเห็นโปสเตอร์ ‘กรุงเทพ ชีวิตดีๆ ที่ลงตัว’ ก็อดคิดไม่ได้ว่า เจ้าคำว่า ‘ชนะ’ และ ‘ลงตัว’ นี่คนเขียนเขาอนุญาตให้เราตีความไม่เหมือนกับที่เขาตั้งใจไว้ได้หรือไม่ แล้วเสียงตะโกนบนกระดาษและแผ่นไวนิลเหล่านี้ ถูกเปล่งออกมาจากทิศทางไหนกันแน่

ขอบคุณข้าวกล่องราคาไม่แพงที่ทำให้ผม ‘สงบไว้ แล้ว ไปต่อ’ ได้อีกหนึ่งวัน

Writer & Photographer

ศรัณย์ เย็นปัญญา

นักเล่าเรื่อง ผู้ร่วมก่อตั้ง 56thStudio ที่รักในความเป็นคนชายขอบ หมารองบ่อน และใช้ชีวิตอยู่ตรงตะเข็บชายแดนของรสนิยมที่ดีและไม่ดีอย่างภาคภูมิมาตลอด 35 ปี ชอบสะสมเก้าอี้ ของเล่นพลาสติก และเชื่อในพลังการสื่อสารของงานออกแบบและงานศิลปะ

วัตถุปลายตา

ออกสำรวจและเก็บสะสมเรื่องราวของ ‘ข้าวของ’ คุ้นตาในวัฒนธรรมไทยที่ถูกทอดทิ้ง

ในวันที่เฟซบุ๊กประกาศเปลี่ยนชื่อเป็น ‘Meta’ และทุกคนก็ดูเหมือนจะพร้อมโอบรับ ตัวตนใหม่ในโลกเสมือนนี้กันถ้วนหน้า เพื่อนคนหนึ่งก็แคปหน้าจอของตัวเองมาอวดว่า มีคนตามในโลกโซเชียลเหยียบล้าน ในแทบจะทุกช่องทางแล้วนะ และในวันเดียวกันนี่เอง ที่ผมตัดสินใจเขียนเรื่อง ‘Alter Ego’ ในคอลัมน์วัตถุปลายตาตอนนี้

ในโลกที่ตัวเลขของ Followers เท่ากับมูลค่าและโอกาสทางธุรกิจ ผมอดคิดไม่ได้ว่า ตัวตนของคนที่เราเห็นหรือเลื่อนนิ้วผ่านบนโทรศัพท์นั้น ถูกประดิษฐ์ขึ้นมาให้ใกล้เคียงกับตัวจริงของเขากี่มากน้อย

“ในอนาคต ทุกคนจะเป็นคนดัง แต่ภายในช่วงสิบห้านาทีเท่านั้น” ประโยคคลาสสิกที่ แอนดี้ วอร์ฮอล (Andy Warhol) เคยพูดไว้เลาๆ ใช้อธิบายปรากฏการณ์ ‘ไวรัล’ ของโลกเสมือนและโลกออนไลน์ที่นับวันจะมีบทบาทกับชีวิตของมนุษย์มากขึ้น แบบที่ไม่มีวันย้อนหวนกลับ

ทว่าอันที่จริงการเกิดขึ้นของ ‘ตัวตนต่าง’ หรือ Alter Ego (หรือแอคหลุมในบางกรณี) มีประวัติศาสตร์ยาวนาน และไม่ได้เพิ่งจะเกิดขึ้นในวันที่เฟซบุ๊กเปลี่ยนเป็น Meta เพราะขนาด แอนดี้ วอร์ฮอล ก็เคยประดิษฐ์ตัวตนที่เป็นผู้หญิงของตัวเองขึ้น ภายใต้ชื่อ นาง Drella อันที่จริง โลกของการมีอีกหนึ่งตัวตนนั้น เป็นที่คุ้นเคยในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ศิลปะ และดนตรีมายาวนาน

ก่อนจะมีตัวตนใน Metaverse คนดังมากมาย (และคุณ?) ก็เคยมีตัวตนเสมือน Alter Ego
Drella – Alter ego ของ Andy Warhol

วัตถุปลายตาจะพาท่านผู้อ่านไปศึกษาการสร้างอีกหนึ่งตัวตนของคนระดับตำนาน แล้วชวนหันกลับมามองโลกที่เราอยู่กันวันนี้ ว่าคุณๆ ท่านๆ ทั้งหลาย พร้อมหรือยัง กับโลก Metaverse ที่จักรวาลนับหมื่นล้านหมุนและโคจรไปพร้อมๆ กัน

ไม่ว่าคุณจะเลือกเป็น Clark Kent หรือ ซูเปอร์แมน, Beyonce หรือ Sasha Fierce, David Bowie หรือ Ziggy Stardust สิ่งหนึ่งที่คุณอาจจะไม่ทราบก็คือ ตัวตนของคุณ บางทีอาจจะมีมากกว่าหนึ่งมาตั้งแต่อ้อนแต่ออกแล้วก็เป็นได้

และนี่คือบทบันทึกการเดินทางของโลกที่คุณ ไม่ใช่แค่คุณ

Alter Ego คืออะไร

ใน ค.ศ. 1730 มีการจัดตั้งการศึกษาวิจัยเรื่องตัวตนอีกตัวตนหนึ่ง หรือ Otherself ขึ้นมา โดยนาย Anton Mesmer ตั้งสมมติฐานก่อนทดลองว่า คนที่ทำตัวแปลกออกไป ในขณะที่ตื่นรู้อยู่นั้น ถือว่าโดนสะกดจิต

จนกระทั่ง ค.ศ. 1900 นั่นแหละ ที่คำว่า ‘Alter Ego’ หรือตัวตนเสมือนถูกนิยามขึ้น เพื่อระบุปัญหาและอาการเกี่ยวกับโรค Multiple Personality Disorder แต่จนภายหลังจึงเป็นที่ทราบกันว่า การมีตัวตนเสมือนนั้น ไม่ถือเป็นอาการป่วยแต่อย่างใด

ความต่างของการป่วยมีหลายบุคลิกกับการแค่มีตัวตนเสมือนนั้น อยู่ที่ว่าเจ้าตัวรู้ตัวหรือไม่ว่ามีบุคลิกอีกแบบซ่อนเร้นอยู่

ก่อนจะมีตัวตนใน Metaverse คนดังมากมาย (และคุณ?) ก็เคยมีตัวตนเสมือน Alter Ego
เคสคลาสสิกแห่ง Alter Ego

ทฤษฎีที่ว่าด้วยการรู้ตัวและตั้งใจสร้างตัวตนเสมือนขึ้นมานั้น เริ่มพัฒนามาจากนักจิตวิทยาชื่อ Roberto Assagioli ซึ่งอธิบายไว้ว่า เราทุกคนมีตัวตนแฝงอยู่ในตัวเองไม่มากก็น้อย ตามระดับที่ไม่เหมือนกัน และตัวตนที่เราใช้ดำเนินชีวิตอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันนั้น ก็คือตัวตนที่มีอำนาจต่อเรามากที่สุดเป็นอันดับต้นๆ

แต่ตัวตนอื่นๆ ไม่ได้จางหายไป เพียงแต่เราจะหยิบมันขึ้นมาใช้ตามประสบการณ์ที่ถูกหล่อหลอมมา ซึ่งเป็นปัจเจก บทบาทสมมติเหล่านี้มักจะโผล่ขึ้นมาตามเหตุการณ์จำเป็นต่างๆ เช่น เราอาจจะสวมบทบาทนักสู้ นักปกป้อง ผู้ดูแล หรือเล่นบทเหยื่อได้ทั้งสิ้น แล้วแต่ว่าเราเลือกที่จะหยิบบทบาทไหนขึ้นมาใช้ในเวลานั้นๆ

ก่อนจะมีตัวตนใน Metaverse คนดังมากมาย (และคุณ?) ก็เคยมีตัวตนเสมือน Alter Ego
Clark Kent คือหนุ่มเนิร์ด ที่แค่ถอดแว่นปุ๊บก็ซูเปอร์แมนปั๊บ

วิทยาศาสตร์ แห่ง Sasha Fierce

ทุกคนรู้ แฟนคลับรู้ ว่า Beyonce มีอีกหนึ่งร่างอวตารที่เธอตั้งชื่อให้เองว่า Sasha Fierce มีความมั่นใจสูงปรี๊ด เซ็กซี่ปรอทแตก และเฟียซชนิดเกินเบอร์ ซึ่งตัวร่างจริงอย่าง Beyonce เคยบอกไว้ว่า

ทุกครั้งที่ฉันได้ยินคอร์ดเจ๋งๆ ทุกครั้งที่ฉันใส่รองเท้าส้นสูงปรี๊ด ทุกครั้งที่ฉันตื่นเต้นเกินกว่าจะขึ้นไปแสดงบนเวที ซาช่า เฟียซ จะโผล่มาช่วยเธอไว้ และซาช่าเองนั้นก็พูด เดิน เหิน เต้น ต่างจากตัวจริงของเธอลิบลับ” 

Beyonce ให้สัมภาษณ์กับ Oprah Winfrey ไว้ว่า เธอจะอัญเชิญ Sasha ไว้ในกายหยาบอีกสักปีสองปี จนกว่าเธอจะรับมือกับอารมณ์ของการที่ต้องแสดงให้เฟียซคืนแล้วคืนเล่าได้เอง

ก่อนจะมีตัวตนใน Metaverse คนดังมากมาย (และคุณ?) ก็เคยมีตัวตนเสมือน Alter Ego
Sasha Fierce หนึ่งใน Alter Ego ที่เป็นที่รู้จักตลอดกาลของ Beyonce

อเดลล์เองก็ยอมรับว่า เธอมีอีกร่างที่ชื่อว่า Sasha Carter เป็นส่วนผสมของ Beyonce (ในเวอร์ชัน Sasha Fierce) และ June Carter นักร้องคันทรี่ระดับตำนาน เพื่อสร้างความมั่นใจให้ตัวเองในการขึ้นไปแสดงบนเวทีเช่นกัน ซึ่งอเดลล์ก็ประกาศตัวเป็นแฟนของทั้งสองนักร้องระดับตำนานอย่างเปิดเผย และไม่ได้คิดว่า Sasha Carter เป็นแค่กิมมิกในอุตสาหกรรมเพลงป๊อปแต่อย่างใด

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ Rachel White แห่ง Hamilton College ในนิวยอร์กกล่าวไว้ว่า การ ‘Self Distancing’ หรือการเว้นระยะห่างออกมาจากตัวตนของตัวเองนั้น ทำให้เรามองเหตุการณ์ต่างๆ ด้วยตรรกะและเหตุผลที่เป็นภาพใหญ่มากขึ้น และทำให้เราลดความกังวล เพิ่มความอดทนต่อความกดดันและอุปสรรค ร่วมถึงเพิ่มความมั่นใจให้ตัวเราเองได้อย่างน่าประหลาด

ก่อนจะมีตัวตนใน Metaverse คนดังมากมาย (และคุณ?) ก็เคยมีตัวตนเสมือน Alter Ego
Adele หรือ Sasha Carter

Self-distancing ศิลปะของเว้นระยะห่างจากตัวเอง

จากการทดลองทางวิทยาศาสตร์ของมหาวิทยาลัยมิชิแกน ผู้ร่วมเข้าการทดลองถูกขอร้องให้คิดถึงอุปสรรคในอนาคต แล้วแบ่งผู้ทดลองออกเป็น 2 กลุ่ม โดยกลุ่มหนึ่งขอให้ดำดิ่งลงไปในความคิดและอุปสรรคของตัวเอง ในขณะที่อีกกลุ่ม เขียนปัญหาและอุปสรรคแปะผนังไว้ แล้วถอยออกมามองในภาพกว้าง ผลที่ออกมาสรุปได้ว่า กลุ่มที่ถอยออกมามองปัญหาจากระยะไกล รู้สึกกังวล เครียด ตื่นเต้น น้อยกว่า และหาวิธีแก้ปัญหาได้มากกว่ากลุ่มที่จม ดำดิ่งไปกับสถานการณ์ในหัวของตัวเอง

อีกหนึ่งการทดลองที่ผมคิดว่ามีประโยชน์และน่าสนใจมากๆ ได้แก่ การถามคำถามเกี่ยวกับอาหารที่กำลังจะรับประทาน แบบแรกถามว่า “อาหารแบบไหนที่ฉันจะกินกันนะ” และ อีกหนึ่งคำถาม คือแทนคำว่า ฉัน ด้วยชื่อตัวเอง ผลปรากฏว่าคำถามแบบหลังทำให้ผู้ตอบเลือกทานอาหารที่มีประโยชน์กับตัวเองมากกว่า

ก่อนจะมีตัวตนใน Metaverse คนดังมากมาย (และคุณ?) ก็เคยมีตัวตนเสมือน Alter Ego
Slim Shady ก็คือ Eminem

หากข้อมูลข้างบนยังไม่เพียงพอว่าการมีทั้งปีเตอร์ ปาร์กเกอร์ และ Spider Man หรือการมีทั้ง บรูซ เวนย์ และ แบทแมน มีข้อดีข้อเสียอย่างไร อีกหนึ่งการทดลอง ขอให้เด็กๆ ในวัยเรียนสร้างตัวตนของตัวเองขึ้นมา เช่น ซูเปอร์ฮีโร่หรือตัวละครโปรดอย่าง โดร่า นักสำรวจ ผลวิจัยค้นพบว่าเด็กๆ เหล่านี้ จะมีสมาธิดีขึ้น และทำงานหนักขึ้นถึง 13 เปอร์เซ็นต์ด้วยกัน

Alter Ego จำเป็นต้องมีหรือไม่

บางคนก็บอกว่า การที่เราต้องสร้างอีกตัวตนขึ้นมา ทำให้เราเห็นแง่มุมต่างๆ ของอัตตา หรือตัวตนที่แท้จริงของเรามากขึ้น และอีกตัวตนหนึ่งของเราก็อาจจะกล้าทำในสิ่งที่ปกติเราไม่กล้าทำ ซึ่งหลายกรณีทำให้แง่มุมการใช้ชีวิตของเราสมบูรณ์หรือหลากหลายมากขึ้น

แล้วเราจะสร้างตัวตนใหม่ของเราได้ยังไง โดยไม่ต้องรอแว่น Metaverse

คำตอบคือการใช้ชีวิตให้หลายหลาก พบปะผู้คน ประสบการณ์ใหม่ๆ ที่ปกติเราในเวอร์ชันวันธรรมดาคงจะไม่คิดจะเข้าไปสัมผัส ถ้ายังฟังดูยากอยู่ นี่คือวิธีการแบบ Step by Step ในการสร้าง Sasha Fierce คนใหม่ฉบับตัวคุณขึ้นมาเอง

  1. คุณต้องการตัวตนอีกตัวตนหนึ่งไปทำไม IO หรือ แอคหลุม ซึ่งเหตุผลส่วนมากก็มักจะหนีไม่พ้น การปกป้องความเป็นส่วนตัวของตัวคุณเอง ถ้านั่นคือเหตุผลหลัก คุณจะมีสักกี่แอคหลุมก็ไม่ใช่เรื่องผิด
  2. นิยามบุคลิกใหม่ของตัวตนใหม่ของคุณ ส่วนมากแล้วมันมักจะเป็นขั้วตรงข้ามของตัวตนจริงของคุณเสมอ
  3. สร้างรูปร่างหน้าตาใหม่ สำหรับตัวตนใหม่ของคุณที่แตกต่างไปจากตัวตนปกติ
  4. ตั้งชื่อให้ตัวตนใหม่
  5. นำพาตัวตนใหม่ของคุณเข้าไปอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม หรือบริบทที่ถูกสร้างขึ้นมาด้วยตัวคุณเอง
  6. อย่าลืมออกมาจากตัวตนเสมือนบ้าง เพื่อให้เส้นแบ่งระหว่างตัวคุณจริงๆ กับตัวคุณอันดับสองแบ่งออกชัดเจนเสมอ
ประวัติศาสตร์แห่ง Alter Ego เบื้องหลังตัวตนเสมือนอีกหนึ่งหรือสอง - ของตัวคุณเอง
Ziggy Stardust = David Bowie

ตำนานแอคหลุม

ถ้าคุณกำลังคิดหวั่นใจ ว่าหากคุณสร้างตัวตนใหม่แบบเสมือนออกมาแล้ว คนทั่วไปจะคิดว่าคุณน่าจะเพี้ยนๆ ผมขอยกตัวอย่างตัวตนใหม่ในตำนานของวงการศิลปะและดนตรี ที่หวังว่าจะช่วยทำให้การให้กำเนิดคุณคนใหม่นั้น เป็นไปได้อย่างสบายใจกว่าเดิม ดังนี้

David Bowie – Ziggy Stardust / Aladdin Sane / Thin White Duke

Beyonce – Sasha Fierce

Adele – Sasha Carter

Miley Cyrus – Hannah Montana

Paul McCartney – Percy Thrillington

Prince – Camille

Eminem – Slim Shady

Nicky Minaj – Roman Zolanski

Madonna – Madame X

Andy Warhol – Drella

Marcel Duchamp – Rrose Selavy

Jean Michel Basquiat – Samo

ประวัติศาสตร์แห่ง Alter Ego เบื้องหลังตัวตนเสมือนอีกหนึ่งหรือสอง - ของตัวคุณเอง
Andy Warhol = Drella

ข้อควรระวังสำหรับการมีตัวตนเสมือน (ออนไลน์)

การสร้าง Sasha Fierce ขึ้นมาไม่ใช่เรื่องผิด แต่จริงๆ แล้ว ตัวตนที่ผุดขึ้นมาด้วยฝีมือของเรานั้น ส่วนมากจะตอบสนองความต้องการลึกๆ ของเรา เติมเต็มส่วนที่เราอยากเป็น อยากมี อยากทำได้ และเชื่อว่านี่คือด้านลับของเราที่ควรเฉลิมฉลอง

ประวัติศาสตร์แห่ง Alter Ego เบื้องหลังตัวตนเสมือนอีกหนึ่งหรือสอง - ของตัวคุณเอง
Ziggy Stardust = David Bowie ผู้ซึ่งเป็นฮีโร่ตลอดกาลของผู้เขียน

ตราบใดที่เราไม่หลงเข้าใจผิด คิดว่าตัวตนที่สร้างมาคือตัวตนของเราที่จะต้องคงอยู่ตลอดไป ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง และหลงเคลิ้มไปกับสิ่งที่ตัวเราเองสร้างขึ้น

แน่นอนว่าวันที่แว่นตา Metaverse จะเข้ามาสวมถึงหน้าบ้านคงมาถึงในไม่ช้า และถ้าหากอเดลล์สามารถหยิบนักร้องโปรดสองคนมาผสมกันให้กลายเป็นร่างอวตารได้ ผม – Aretha นำโชค ก็ขออวยพรให้ทุกท่าน ท่องโลกเสมือนด้วยอัตตาและตัวตน ที่สนุกสนานในทุกๆ วัน ไม่ว่าคุณจะแคร์หรือไม่แคร์ยอด Followers ของคุณก็ตาม

David Bowie หรือ Ziggy Stardust เคยกล่าวไว้ว่า “ฉันก็ยังไม่รู้ว่าฉันจะเดินทางไปทางไหนต่อเหมือนกันแหละนะ แต่ให้สัญญาเลย ว่ามันจะไม่น่าเบื่อแน่นอน”

ข้อมูลอ้างอิง

www.bbc.com

www.lifepersona.com

news.artnet.com

www.udiscovermusic.com

Writer

ศรัณย์ เย็นปัญญา

นักเล่าเรื่อง ผู้ร่วมก่อตั้ง 56thStudio ที่รักในความเป็นคนชายขอบ หมารองบ่อน และใช้ชีวิตอยู่ตรงตะเข็บชายแดนของรสนิยมที่ดีและไม่ดีอย่างภาคภูมิมาตลอด 35 ปี ชอบสะสมเก้าอี้ ของเล่นพลาสติก และเชื่อในพลังการสื่อสารของงานออกแบบและงานศิลปะ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load