3 คืนติดแล้ว ที่ผม (ผู้เขียนคอลัมน์ วัตถุปลายตา) นอนไม่หลับ โดยหาสาเหตุไม่ได้ 

สันนิษฐานคือความกังวลในการส่งต้นฉบับให้ทัน บวกกับความวุ่นวายในปี 2020 ทั้งโรคระบาด เศรษฐกิจ สังคม การเมือง ที่ถึงแม้อยากจะปิดตาไว้ทั้งสองข้าง แต่แรงสั่นสะเทือนของสิ่งที่พวกเราทุกคนประสบอยู่นั้น กระหึ่มอยู่ทั่วทุกหัวระแหง

กลางดึกคืนที่ 3 ของการนอนไม่หลับ สายตาผมเหลือบไปเห็นโปสเตอร์ ‘Keep Calm and Carry On’ ระดับตำนานที่ประดับผนังของผมอยู่ เป็นความรู้สึกเหมือนโดนตบบ่าเบาๆ แล้วตามด้วยการตบหน้าแรงๆ หนึ่งฉาด

Keep Calm and Carry On ซึ่งผมขอแปลเป็นไทยไว้ในที่นี้ว่า ‘สงบไว้ แล้ว ไปต่อ’ – มีนัยแฝงที่ซับซ้อน ห่างไกลกับตัวอักษรเรียบๆ บนพื้นภาพสีแดง จึงทำให้โปสเตอร์นี้พูดน้อย ประหยัดถ้อยคำ แต่ว่าต่อยหนัก โดยเฉพาะการต้องมาเห็นมันในคืนตาค้างในปีแห่ง COVID-19 จนมันทำให้ผม ผู้ซึ่งเชื่อเหลือเกินว่า ของหนึ่งชิ้น วัตถุธรรมดาๆ มีเรื่องราวบอกเล่า ปะติด สิงสถิตอยู่กับมันเสมอ ต้องลุกขึ้นมาเขียนต้นฉบับส่ง The Cloud กลางดึกคืนนั้นทันที

และสิ่งที่ท่านจะได้อ่านต่อไปนี้ คือผลของความสงสัย กังวล กาแฟหลายแก้ว และการนอนไม่หลับติดกันมา 3 คืนต่อเนื่อง

Keep Calm and Carry On ตัวอักษร 4 บรรทัดที่ ‘ตบหัวแล้วลูบหลัง’ ประชาชนอังกฤษในยุคสงคราม

อังกฤษสู้ๆ

Keep Calm and Carry On คือโปสเตอร์กระตุ้นแรงฮึกเหิมของรัฐบาลอังกฤษใน ค.ศ. 1939 ในช่วงการเตรียมรับมือกับสงครามโลกครั้งที่ 2 เนื่องด้วยเสียงเล่าลือว่าจะมีการถล่มขีปนาวุธทางอากาศในหัวเมืองใหญ่ๆ ทั่วประเทศอังกฤษ

ถึงแม้จะถูกพิมพ์ออกมาจำนวนเกือบ 2.5 ล้านแผ่น และการถูกถล่มทางอากาศก็ได้เกิดขึ้นจริงๆ แต่โปสเตอร์สีแดงนี้ กลับไม่ได้ถูกเห็น ถูกแปะ มากนัก ในพื้นที่สาธารณะช่วงปีนั้น

ทำไมและเมื่อไหร่ คือคำถามที่สำคัญในการเข้าไปขุดคุ้ยนัยที่แฝงอยู่บนตัวอักษรธรรมดาๆ 3 บรรทัดนี้

ใน ค.ศ. 2000 เกือบ 60 ปีให้หลังต่างหาก เราถึงได้เห็นโปสเตอร์ Keep Calm and Carry On ออกมาเฉิดฉายอยู่บนฝาผนังบ้าน บนแก้วน้ำ บนผ้าเช็ดจาน หรือแม้กระทั่งพรมเช็ดเท้า ซึ่งเป็นผลจากการเข้าไปค้นพบกองโปสเตอร์นี้ที่ร้าน Barter Books ในเมืองแอนิก (Alnwick) งานกราฟิกดีไซน์บนโปสเตอร์ระดับตำนานจึงเริ่มออกเดินทางจากคลังกระดาษไปยังวัฒนธรรมป๊อปร่วมสมัย

โปสเตอร์ร่วมชะตากรรม

โปสเตอร์ ‘สงบไว้ แล้ว ไปต่อ’ ไม่ใช่โปสเตอร์เดียวที่รัฐบาลอังกฤษปล่อยออกมาในช่วงก่อนสงครามโลก ‘ซีรีส์ เพื่อบ้านเมืองสงบ’ หรือ Home Publicity ยังมีเพื่อนโปสเตอร์อีก 2 แผ่น ซึ่งใช้รูปแบบในการออกแบบเหมือนกัน แต่ด้วยถ้อยคำที่ต่างกัน ดังนี้

Your Courage, Your Cheerfulness, Your Resolution Will Bring Us Victory.

ความกล้าหาญ ความสดใส และปณิธานของพวกคุณ จะนำพามาซึ่งชัยชนะของพวกเรา

Freedom is in Peril, Defend it with all your might.

อิสรภาพกำลังเสื่อมสลาย จงปกป้องมันไว้ด้วยทุกสิ่งทุกอย่างที่คุณมี

Keep Calm and Carry On ตัวอักษร 4 บรรทัดที่ ‘ตบหัวแล้วลูบหลัง’ ประชาชนอังกฤษในยุคสงคราม

โปสเตอร์ทั้งสามออกแบบถ้อยคำเพื่อกระตุ้นขวัญและกำลังใจของประชาชนที่รู้ชะตากรรมแน่ๆ ว่า ระเบิด แก๊สพิษ และความตาย กำลังจะมาเยือนในเวลาอันใกล้

ในยุคก่อนที่จะมีโฟโต้ชอป การจัดเรียงตัวอักษรภายใต้โลโก้มงกุฎทิวดอร์ (Tudor Crown) ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของรัฐ จัดเรียงและเขียนด้วยฝีมือของศิลปินนามว่า เออร์เนสต์ วอลเคาน์ซินส์ (Ernest Wallcousins) ถ้าเทียบเป็นฟอนต์ปัจจุบัน ก็น่าจะมีความคล้ายคลึงกับฟอนต์ Gil Sans และ Johnston

พี่แกออกแบบฟอนต์ด้วยเจตนาที่ต้องการให้ฟอนต์มีความหนักแน่น เป็นปึกแผ่น ก็อปปี้ยาก ถ้านายเออร์เนสต์รู้ชะตากรรมของโปสเตอร์นี้ในอนาคต ที่มีอยู่แม้บนกระทั่งผ้าเช็ดจาน ผู้เขียนเองก็เดาไม่ออกว่า พี่แกจะภูมิใจหรือเสียใจกันแน่

Keep Calm and Carry On ตัวอักษร 4 บรรทัดที่ ‘ตบหัวแล้วลูบหลัง’ ประชาชนอังกฤษในยุคสงคราม

กระดาษที่ถูกดอง

โปสเตอร์ทั้งสามชุด ถูกพิมพ์ออกมาจำนวนเกือบ 3 ล้านแผ่น ระหว่างวันที่ 23 สิงหาคม จนถึงวันที่ 3 กันยายน ค.ศ. 1939 และพร้อมที่จะนำไปบอมบ์แปะทั่วประเทศ ภายในเวลา 24 ชั่วโมงก่อนการถูกโจมตี

แต่สุดท้าย รัฐบาลก็ไม่ได้แปะ ปล่อยให้กระดาษปึกมหึมาและโปสเตอร์หลากหลายขนาด ถูกดองไว้ในคลัง – หากจะมีหลุดออกมา ก็เพียงเล็กน้อย

ทำไม

คำถามที่ผมถามตัวเองตอนตีสาม ซึ่งบัดนี้ความพยายามจะกลับไปนอนให้หลับได้มลายหายไปแล้วโดยสิ้น

ทำไมรัฐบาลอังกฤษและกระทรวงข้อมูลในสมัยนั้นถึงดองโปสเตอร์ไว้ ทั้งที่ถูกพิมพ์ออกมาแล้ว

ซีรีส์เพื่อบ้านเมืองสงบ หรือ Home Publicity ถูกยกเลิกในปีเดียวกัน ตามมาด้วยการวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการใช้งบและความมีประสิทธิภาพของโปสเตอร์ ชาวอังกฤษหลายคนบอกว่า ตัวเองไม่เคยแม้แต่จะเห็นโปสเตอร์ ในขณะที่คนซึ่งมีโอกาสได้เห็น บางคนก็มองว่า โปสเตอร์เหล่านี้เปรียบเสมือนการ ‘ตบหัวแล้วลูบหลัง’ ของชนชั้นสูง และกลับสร้างความแตกแยก แบ่งฝักแบ่งฝ่าย มากกว่าที่จะสร้างขวัญและกำลังใจให้เกิดการปรองดองด้วยซ้ำ

ซูซานนาห์ วอล์กเกอร์ (Susannah Walker) นักประวัติศาสตร์ด้านการออกแบบดีไซน์ถึงกับยกตัวอย่างว่า โปสเตอร์ชุดนี้ คือหลักฐานของความผิดพลาดครั้งยิ่งใหญ่ในการอ่านบรรยากาศและอารมณ์ผู้คนของชนชั้นปกครอง

ถ้อยแถลงที่ทิ่มแทง

ทำไมถ้อยคำที่ถูกออกแบบมาเพื่อให้กำลังใจ สร้างขวัญ สร้างความฮึกเหิม ถึงถูกมองว่าเป็นการตบหัวแล้วลูบหลังที่ผิดพลาดครั้งยิ่งใหญ่ได้

“Your Courage, Your Cheerfulness, Your Resolution Will Bring Us Victory.”

ความกล้าหาญ ความสดใส และปณิธานของพวกคุณ จะนำพามาซึ่งชัยชนะของพวกเรา

โครงการค้นคว้าที่ชื่อว่า Mass Observation ตั้งสมมติฐานว่า ถ้อยคำข้างบนที่มีการแบ่งคำว่า ‘คุณ’ และ ‘เรา’ คือเส้นแบ่งที่เกิดขึ้นจากทัศนคติของชนชั้นสูงและประชาชน ทำให้ถ้อยคำบนโปสเตอร์เหล่านี้เป็นเหมือนเสียงที่ตะโกนลงมาจากด้านบน มากกว่าจะเป็นเสียงที่อยู่ในระนาบเดียวกันที่กำลังเผชิญชะตาชีวิตเดียวกัน

Keep Calm and Carry On ตัวอักษร 4 บรรทัดที่ ‘ตบหัวแล้วลูบหลัง’ ประชาชนอังกฤษในยุคสงคราม
Keep Calm เวอร์ชันไทยแท้

ในเชิงประวัติศาสตร์ โปสเตอร์โฆษณาชวนเชื่อที่สร้างและออกแบบโดยชนชั้นปกครองนั้น มีพื้นที่ในประวัติศาสตร์การเมืองมากมาย ในหลายยุคหลายสมัย หลายประเทศ และหลายระบบการปกครอง โดยเฉพาะในระบอบคอมมิวนิสต์

ในประเทศไทยเราเอง โปสเตอร์ถ้อยแถลงจากชนชั้นปกครองที่คุ้นตาที่สุดน่าจะได้แก่ โปสเตอร์ ‘พี่น้องชาวไทย’ และ ‘เงียบไว้ปลอดภัยดีกว่า’ ไม่ต้องบอกก็คงรู้ว่า เสียงตะโกนของโปสเตอร์นี้มาจากทิศทางไหน และเส้นแบ่งระหว่าง ‘คุณ’ และ ‘เรา’ หรือ ‘เขา’ นั้น มากมาย โจ่งแจ้ง โดยส่วนตัวผู้เขียนคิดว่าเป็น Copywriting ที่ยาวไปสักนิด เกินกว่าจะก้าวเข้ามาอยู่ในวัฒนธรรมป๊อปเหมือนโปสเตอร์ Keep Calm and Carry On

จากถ้อยแถลงรัฐบาลสู่ผ้าเช็ดจาน

Keep Calm and Carry On ตัวอักษร 4 บรรทัดที่ ‘ตบหัวแล้วลูบหลัง’ ประชาชนอังกฤษในยุคสงคราม
ร้านหนังสือ Barter Books

ใน ค.ศ. 2000 สจวต แมนลีย์ (Stuart Manley) เจ้าของร้านหนังสือ Barter Books ในเมืองแอนิกกำลังเก็บกวาดกล่องหนังสือมือสองที่ซื้อมาจากการประมูล เขาก็คือผู้ค้นพบโปสเตอร์ ‘สงบไว้ แล้ว ไปต่อ’ รุ่นออริจินัลในกล่อง และตัดสินใจเอามาใส่กรอบแขวนไว้ในร้าน เหนือเคาน์เตอร์คิดเงิน

หลังจากที่เริ่มมีคนมาขอซื้อต่อเยอะขึ้น นายสจวตก็เลยตัดสินใจผลิตซ้ำ และทำโปสเตอร์รุ่น Re-production ซึ่งถือเป็นจุดกำเนิดของการเดินเข้ามาสู่วัฒนธรรมของชำร่วย ของโปสเตอร์ที่ครั้งหนึ่งถูกออกแบบโดยรัฐ แบบกู่ไม่กลับ

‘สงบไว้ แล้ว ไปต่อ’ ถูกนำไปทำเป็นสินค้าเชิงพาณิชย์มากมาย ตั้งแต่แก้วกาแฟ เสื้อยืด ยันผ้าเช็ดจาน เหตุผลในความสำเร็จของโปสเตอร์นี้น่าจะประกอบด้วยถ้อยคำที่สั้น กระชับ คล้องจอง จดจำง่าย ในขณะเดียวกัน รูปแบบทั้งการจัดวางและตัวอักษรที่เรียบง่าย ไร้กาลเวลา ทำให้การประยุกต์ลงไปบนสินค้าต่างๆ ไม่มีขีดจำกัด เมื่อรวมกับประวัติศาสตร์ของตัวโปสเตอร์เอง ที่ว่าด้วยเรื่องของ ‘ชาติ’ แล้ว วัฒนธรรมของชำร่วยแบบอังกริ๊ด อังกฤษ จึงต้องมี ‘Keep Calm and Carry On’ ฝังตัวอยู่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

โปสเตอร์ Keep Calm เดินทางมาถึงจุดสูงสุดของวัฒนธรรมป๊อปในช่วงการล่มสลายของเศรษฐกิจโลกใน ค.ศ. 2008 หลังจากการฟื้นฟูใน ค.ศ. 2009 โปสเตอร์นี้เริ่มขายดีในประเทศอื่นๆ เช่น อเมริกา เนื่องจากไม่มีลิขสิทธิ์และโทนเสียงที่ดูเหมือนจะปลอมประโลม และให้กำลังใจในการต่อสู้กับโลกที่ล่มสลาย

การตีความของ Keep Calm and Carry On จึงเริ่มมีความเป็นกลางมากขึ้น ซึ่งแน่นอนว่า ทุกครั้งที่มี ‘วิกฤต’ โปสเตอร์และถ้อยคำบนแผ่นกระดาษนี้จะถูกหยิบยืมมาใช้ และไม่มีวันจางหายไปจากประวัติศาสตร์การ ‘ลูบหลัง’ อย่างแน่นอน

Keep Calm and Carry On ตัวอักษร 4 บรรทัดที่ ‘ตบหัวแล้วลูบหลัง’ ประชาชนอังกฤษในยุคสงคราม
เป็นพรมเช็ดเท้าก็มี

คุณ เรา และเขา

มีคนเคยกล่าวไว้ว่า การประชาสัมพันธ์คือการ ‘อ่านอารมณ์สาธารณะ’ ว่าผู้คนที่กำลังรับสารนั้น กำลังเผชิญกับอะไร รู้สึกกับอะไร (และไม่รู้สึกกับอะไร) และออกแบบมู้ดแอนด์โทนของการสื่อสารให้ตรงใจ ตรงกับสิ่งที่ผู้คนกำลังคิด สงสัยใคร่รู้ ร่วมกันให้มากที่สุด

การสื่อสารที่ตีความคำว่า ‘สาธารณะ’ ที่มีการแบ่งแยก เรา-คุณ-เขา ย่อมทำให้เกิดเสียงสะท้อน และเป็นเรื่องยากที่จะควบคุมผลลัพธ์อย่างแน่นอน ในพื้นที่ที่ควรจะเป็นของทุกคน

‘สงบไว้ แล้ว ไปต่อ’ ชวนให้ผมคิดว่า แม้กระทั่งคำว่า ‘สงบ’ หรือ ‘ไปต่อ’ แต่ละคนก็ตีความและวาดภาพไว้ ไม่เหมือนกัน หากคุณมองเขาเป็นหนึ่งในสาธารณะและสังคม การตีความ ความสงบ หรือการไปต่อ ของแต่ละคน ย่อมไม่เหมือนกันได้เช่นกัน

เสียงตะโกนที่บอกให้คุณสงบและไปต่อ จึงเป็นได้ทั้งการให้กำลังใจ เย้ยหยัน ตบหัว ลูบหลัง คำสั่ง คำขอร้อง ขึ้นอยู่กับว่าผู้รับสาร คุณ เรา และเขา กำลังเผชิญกับอะไร และวาดภาพความสงบและการไปต่อไว้แบบไหน

ที่สำคัญที่สุด เสียงนี้ถูกเปล่งออกมาจากทิศทางไหน

ผมเขียนต้นฉบับจนเช้า จนความหิวเข้าครอบงำความง่วง ความกังวลใดๆ ผมตัดสินใจเดินไปซูเปอร์มาร์เก็ต ตั้งใจจะซื้ออาหารแช่แข็งง่ายๆ มาทาน

“อย่าลืมสแกนไทยชนะด้วยนะคะ” น้องคนขายที่ซูเปอร์ฯ เตือน

เดินหิ้วข้าวกล่องกลับบ้าน สายตาก็เหลือบเห็นโปสเตอร์ ‘กรุงเทพ ชีวิตดีๆ ที่ลงตัว’ ก็อดคิดไม่ได้ว่า เจ้าคำว่า ‘ชนะ’ และ ‘ลงตัว’ นี่คนเขียนเขาอนุญาตให้เราตีความไม่เหมือนกับที่เขาตั้งใจไว้ได้หรือไม่ แล้วเสียงตะโกนบนกระดาษและแผ่นไวนิลเหล่านี้ ถูกเปล่งออกมาจากทิศทางไหนกันแน่

ขอบคุณข้าวกล่องราคาไม่แพงที่ทำให้ผม ‘สงบไว้ แล้ว ไปต่อ’ ได้อีกหนึ่งวัน

Writer & Photographer

ศรัณย์ เย็นปัญญา

นักเล่าเรื่อง ผู้ร่วมก่อตั้ง 56thStudio ที่รักในความเป็นคนชายขอบ หมารองบ่อน และใช้ชีวิตอยู่ตรงตะเข็บชายแดนของรสนิยมที่ดีและไม่ดีอย่างภาคภูมิมาตลอด 35 ปี ชอบสะสมเก้าอี้ ของเล่นพลาสติก และเชื่อในพลังการสื่อสารของงานออกแบบและงานศิลปะ

วัตถุปลายตา

ออกสำรวจและเก็บสะสมเรื่องราวของ ‘ข้าวของ’ คุ้นตาในวัฒนธรรมไทยที่ถูกทอดทิ้ง

“ฉันไม่เคยเข้าใจเลยว่า ทำไมผู้คนส่วนมาก ถึงกระเหี้ยนกระหือรือ อวดชีวิตส่วนตัวของตัวเองในพื้นที่สาธารณะกันนัก พวกเขาลืมไปแล้วหรือว่า การล่องหนได้น่ะ มันคืออำนาจวิเศษนะ?”

Banksy ศิลปินนิรนามระดับตำนานที่ไม่มีใครเคยเห็นหน้ากล่าวไว้

นี่คือบทความสุดท้าย ภายใต้คอลัมน์วัตถุปลายตา

ในวันที่ทุกครั้งที่ผมเลื่อนดูฟีดบนโซเชียลมีเดียของตัวเอง คำถามที่ผุดขึ้นมาในหัวคือ โลกทุกวันนี้ เราให้ค่ากับอะไร ผมเห็นน้อง ๆ ใกล้ ๆ ตัว หมกมุ่นกับยอดคนตามหรือ Followers อยากเป็นยูทูปเบอร์ อยากเป็นคอนเทนต์ครีเอเตอร์ อยากเป็นอินฟลูเอนเซอร์ ซึ่งแน่นอนว่า โลกออนไลน์นั้นมันเป็นพื้นที่มหัศจรรย์ที่นำเสนอเรื่องราว สื่อสารกับผู้คนบนโลกออนไลน์ รวมถึงสร้างอาชีพได้ในหลาย ๆ มิติ

แต่ถ้าหากอินฟลูเอนเซอร์คือคนที่ชี้นำคนอื่นได้ โลกใบนี้กำลังถูกชี้นำไปในทิศทางไหนกันแน่ล่ะ เสียงในหัวก็ยังดังขึ้น ในขณะที่พิมพ์ต้นฉบับคอลัมน์วัตถุปลายตาในครั้งนี้

ร้านกาแฟลับ 15 ร้านน่าไปในย่านเมืองเก่า, สุดยอดบาร์ลับถ่ายรูปสวย 5 อันดับกลางใจเมือง, 12 ไอเท็มเด็ดสำหรับฤดูร้อนนี้ หรืออีกกี่เศรษฐีอายุน้อยกับเป้าความสำเร็จที่คนธรรมดา ๆ อย่างผม คงไม่มีวันไปถึง – นี่หรือ ?

ความสัมพันธ์ที่ผมมีต่อโลกออนไลน์ หากต้องเรียนตามตรง ก็เป็น Love-Hate Relationship มาตลอด ผมต้องการที่จะล่องหนได้ แต่ทำอย่างไรเล่า ในเมื่อธุรกิจทุกอย่างมันขับเคลื่อนจากการสาดแสงสปอตไลต์เข้าไปใส่ และผมเองก็เป็นหนึ่งในกลไกนั้นเช่นกัน

เป็นไปได้หรือไม่ว่า โอกาสที่ผมแบ่งปันเรื่องราวต่าง ๆ กับผู้อ่าน The Cloud ผ่านคอลัมน์เล็ก ๆ นี้ มันก็น่าจะชี้นำ สาดแสงส่องสว่างให้อะไรบางอย่างที่แตกต่างและเปี่ยมแรงบันดาลใจ ให้กับโลกใบนี้ได้มากกว่าที่มันเคยมีมา

Worlds End ร้านพังค์ของ Vivienne Westwood ที่สั่นสะเทือนสังคมและเปลี่ยนแปลงไม่สิ้นสุด

ผมตัดสินใจว่า ครั้งนี้ผมจะบอกเล่าเรื่องราวของวัตถุหรือชุดความคิดที่ถูกมองข้ามเป็นครั้งสุดท้าย ใช่ครับ นี่คือคอลัมน์สุดท้ายของวัตถุปลายตา 

และผมขอยกเรื่องราวสุดท้ายนี้ ให้กับสุดยอดแรงบันดาลใจตลอดกาลของผมอย่าง คุณป้าวิเวียน เวสต์วูด (Vivienne Westwood) กับพื้นที่เล็ก ๆ ของนางในยุคต้นกำเนิดพังค์ ที่เป็นมากกว่า ร้านขายเสื้อผ้า 

บทความนี้จริง ๆ ไม่เกี่ยวกับแฟชั่นสักเท่าไหร่หรอกครับ

แต่มันคือจุดบรรจบกัน ของจุดเปลี่ยน จุดจบ และจุดเริ่มต้น ที่ผม คุณ และเราทุกคนบนโลกใบนี้ อาจจะเผชิญมันอยู่ตอนนี้ก็เป็นได้

ความไม่ปรองดอง

“เหตุผลเดียวที่ฉันเลือกอยู่ในวงการแฟชั่น ก็เพราะอยากจะทำลายความปรองดองของโลกใบนี้ต่างหาก” 

วิเวียน เวสต์วูด ตำนานพังค์ไอคอนกล่าวไว้

เมื่อวันก่อน ผมนั่งดูรายการหนึ่งในยูทูป ที่จับผู้ทรงคุณวุฒิในวงการแฟชั่นมาถกเถียงกันเรื่อง ‘Fast Fashion’ และผลกระทบของมัน รายการเต็มไปด้วยสีสันที่โกลาหลของแขกรับเชิญที่คิดเห็นไม่เหมือนกัน การพูดคุยกันจึงออกรสออกชาติ เผ็ด ดุเดือด แบบที่ไม่เคยเห็นในรายการทีวีไทยมาก่อน (ก็ดีเหมือนกันนะ ผมคิดในใจ – ประเทศเราควรจะชินกับการถกเถียงแบบเปิดหน้า ไม่ต้องอ้อมค้อม แล้วจบเวทีเสวนาก็ไปกินข้าวด้วยกันต่อได้แล้ว)

แขกรับเชิญท่านหนึ่งถามผู้ทรงคุณวุฒิว่า “แล้วไม่ทราบว่า คุณ (จุดจุดจุด) เคยตั้งคำถามอะไรกับวงการที่ตัวเองอยู่บ้างรึเปล่าคะ”

ผู้ทรงคุณวุฒิตอบอย่างไม่โกหก จริงใจว่า “เอาจริง ๆ นะ ไม่เคยเลยค่ะ”

ผมเลือกที่จะเดินไปปิดทีวีทันที

ย้อนกลับไปเดือนตุลาคม ค.ศ. 1986 วิเวียน เวสต์วูด เคยให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร The Face ไว้ว่า “ฉันจะใช้พื้นที่หน้าร้านของฉันเป็นพื้นที่ทดลองว่า ตลาดต้องการอะไรกันแน่ มันคล้าย ๆ กับการทำ Market Research นั้นแหล่ะ” ซึ่งหน้าร้านนั้น ป้าวิเวียนเองก็เปิดร่วมกันกับคู่ชีวิตในตอนนั้นอย่าง มัลคอล์ม แมคลาเรน (Malcolm McLaren) แห่งวง Sex Pistols ในย่านเชลซีใน ค.ศ. 1971

Worlds End ร้านพังค์ของ Vivienne Westwood ที่สั่นสะเทือนสังคมและเปลี่ยนแปลงไม่สิ้นสุด
พ่อและแม่ของผู้เขียน Malcolm และ Viviene

แต่มันเป็นมากกว่าพื้นที่ทดลองขายของ เพราะมันคือที่ที่ทำให้คนตั้งคำถามกับแฟชั่น โลกที่เรากำลังอยู่ และยูนิฟอร์มของการเรียกร้องและประท้วงความไม่เป็นธรรมในสังคม ผ่านเลนส์ของวิเวียนเองด้วย

ตัวร้านเองมีวิวัฒนาการของชื่อและข้าวของที่ขายมาตลอด ตั้งแต่ ค.ศ. 1971 จนถึง ค.ศ. 1976 ตั้งแต่ชื่อแรก Let it Rock, Too Fast too live – Too Young to Die, Sex, Seditionaries, จนมาถึงชื่อสุดท้ายที่ยังคงมีอยู่ในถึงยุคปัจจุบัน คือ Worlds End 

กลางยุค 70 ลูกค้าชาวพังค์ของวิเวียนจะต้องถูกประกบด้วยตำรวจ ระหว่างการเดินทางจากสถานี Sloane Square จนไปถึงร้าน Worlds End ซึ่งปัจจุบันนี้รายล้อมไปด้วยร้านรวงไฮโซ ทั้งแฟชั่น เสื้อผ้า และร้านอาหาร ทั้ง ๆ ที่ตั้งอยู่ชายขอบของบ้านการเคหะทื่อ ๆ ทรง Brutalist ในปลายถนน King’s Road ซึ่งเป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่า ร้านค้าและพื้นที่ที่ถูกบอกเล่าผ่านสายตาของมารดาของพังค์ทั้งมวลอย่างวิเวียนนั้น ย่อมพิสดารต่างจากตรรกะคนทั่วไปเสมอ

จงเขย่า – Let it Rock

อดีตอาจารย์โรงเรียนประถมอย่างวิเวียน กับแฟนหนุ่มที่เรียนไม่จบ ที่คลั่งไคล้ในยีนส์มือสองและเอี๊ยมเดนิมของคนงาน เช่าพื้นที่เล็ก ๆ หลังร้านชานเมือง ต่อจากร้านที่เคยขายของยอดฮิตในยุคโพสต์ฮิปปี้ อย่างเสื้อมิกกี้เม้าส์ เดรสลายปักรูปไอศกรีมต่าง ๆ แล้วตั้งชื่อมันว่า Let it Rock

Worlds End ร้านพังค์ของ Vivienne Westwood ที่สั่นสะเทือนสังคมและเปลี่ยนแปลงไม่สิ้นสุด
Rockabilly Style

ความหมกมุ่นของวัฒนธรรมเพลงร็อกอเมริกันยุค 50 ของทั้งสองคน เริ่มสำแดงเดชด้วยการถมสินค้าที่เป็นเสื้อยืดจากวงร็อกต่าง ๆ เข้าไปในร้าน หลังจากที่เริ่มขายได้ดี จึงเซ้งพื้นที่ทั้งหมดต่อจากผู้เช่ารายแรก และสเปรย์ตัวอักษรสีชมพู ทับลงไปบนกันสาดสังกะสีสีดำว่า “Let it Rock” 

ไม่พอแค่นั้น ทั้งสองยังตกแต่งภายในร้านด้วยวอลล์เปเปอร์จากยุค 50 เชย ๆ ถมหนังสือโป๊เก่าไว้ในร้าน พร้อมกับหยิบเอาวัฒนธรรมจิ๊กโก๋ หรือ Teddy Boy มาเปลี่ยนแปลง ปัดฝุ่นใหม่ให้กลายเป็นสินค้าร่วมสมัยในร้าน

Worlds End ร้านพังค์ของ Vivienne Westwood ที่สั่นสะเทือนสังคมและเปลี่ยนแปลงไม่สิ้นสุด
ร้านที่เชยจนเฉี่ยว

ครึ่งทางของการปั่นต้นฉบับที่สายเกินกำหนดส่งนี้ ผมตัดสินใจสั่งอาหารเดลิเวอรีมากินที่บ้าน พร้อมไวน์หนึ่งขวด 

นานแค่ไหนแล้วที่ผมไม่ได้ออกไปเดินช้อปปิ้ง ซื้อข้าวของ เสื้อผ้า ในห้างสรรพสินค้า แต่เมื่อมองออกไปนอกคอนโดฯ แล้วเห็นปริมาณรถยนต์ที่ติดอยู่กลางถนนสุขุมวิท ผมก็เชื่อว่าโลกกำลังค่อย ๆ กลับมาเป็นปกติแล้ว – กรุงเทพฯ กับชีวิตดี ๆ กลับมาลงตัวอีกครั้ง

แต่มันปกติแค่ไหนต่างหากที่ผมสงสัย

ไวเกินไปที่จะอยู่ ใสเกินไปที่จะตาย – Too Fast to Live Too Young to Die

หลังจากที่ร้าน Let it Rock ค่อย ๆ เสื่อมมนต์ขลัง ท่ามกลางความนิยมที่จางหายของดนตรีร็อกยุค 50 ใน ค.ศ. 1972 วิเวียนและมัลคอล์มก็เปลี่ยนชื่อร้านเป็น ‘Too Fast too Live, Too Young to Die.’ คาถาคลาสสิกที่มักจะถูกเขียนปักไว้ด้านหลังของแจ๊กเก็ตหนังของสิงห์มอเตอร์ไซค์ หลายครั้งก็เพื่อเป็นเกียรติแก่การจากไปของ เจมส์ ดีน – ร้านที่ครั้งหนึ่งเคยเปิ่น ๆ ก็ถูกประดับประดาด้วยหัวกระโหลก ตู้เพลง โปสเตอร์หนังเก่าที่หม่นขึ้นหนึ่งสเต็ป

Worlds End ร้านพังค์ของ Vivienne Westwood ที่สั่นสะเทือนสังคมและเปลี่ยนแปลงไม่สิ้นสุด
ยุคของสิงห์นักบิด

Too Fast too Live, Too Young to Die. ช่างเป็นประโยคที่น่าสนใจสำหรับผม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คำว่า Fast หรือ เร็ว

เร็ว ช้า – Fast Slow จริง ๆ แล้วน่าจะเป็นคุณสมบัติที่วัดยากหากไม่มีเกณฑ์เทียบ ก็น่าจะเป็นเช่นเดียวกันกับความสวยงาม ความร่ำรวย ความพอเพียง ที่ทุกอย่างล้วนวัดได้ผ่านตราชั่งส่วนตัวเท่านั้น ผมจึงไม่เคยเชื่อในมายาคติอันสวยงามของ Slow Life เลยแม้แต่น้อย

แต่ถึงกระนั้น ผมเองก็อดตั้งคำถามกับความไวและสปีดของโลกปัจจุบันที่เราทุกคนอยู่ร่วมกันไม่ได้

ถ้าวันพรุ่งนี้เราสามารถปั้นดาว TikTok ได้ข้ามคืน จากการเต้น การเล่นตลก จากความเซ็กซี่ หน้าตาดี รีวิวเก่ง แล้วการเดินทางไปโลกใบใหม่ด้วยสปีดนี้ จะพาเราไปถึงจุดไหน บางทีผมอาจจะกำลังจะกลายสภาพเป็นคนแก่ ที่กำลังขมขื่นกับการเปลี่ยนแปลงใหม่ ๆ คนแก่ที่ผมต่อต้านมาตลอดในวัยรุ่นก็เป็นได้

Worlds End ร้านพังค์ของ Vivienne Westwood ที่สั่นสะเทือนสังคมและเปลี่ยนแปลงไม่สิ้นสุด
ยุคของสิงห์นักบิดที่ Too Fast to Live Too Young to Die

ย้อนกลับมาที่ร้านร็อกหม่น ๆ ของวิเวียน ผู้ซึ่งตั้งคำถามเรื่องระบบทุนนิยมและบริโภคนิยม เช่นเดียวกับแฟนของเธอที่มีมุมมองทางการเมืองที่ชัดเจน ป้าวิเวียนจึงเริ่มดัดแปลงเสื้อยืดดำ แขนกุด สะกดเป็นคำร้าย ๆ แสลงปาก อย่างคำว่า PERV (วิตถาร) หรือ SCUM (ขยะ) โดยใช้เข็มหมุด กระดูกไก่ที่เอามาฟอก และกากเพชร เป็นเครื่องมือในการสะกดคำแทน

ผมชื่นชม ไม่ใช่แค่ความกล้า บ้าบิ่น ในความคิดสร้างสรรค์ของทั้งคู่ แต่ในการที่เขาทั้งสองใช้พื้นที่เล็ก ๆ ที่อยู่ในซอกหลืบของอุตสาหกรรม ให้กลายเป็นป้ายประท้วงที่ชวนให้คนเดินเข้าไปหา ตั้งคำถามกับพฤติกรรม สังคม ระบบ ไปจนถึงโลกที่ตัวเองอยู่ – แฟชั่น เป็นแค่ของฝากติดไม้ติดมือกลับมาจากพื้นที่นั้น แค่นั้น

หากคนเราไม่ตั้งคำถาม ตั้งสมมติฐานเลย ก็จะไม่มีวันมองเห็นปัญหา – คาบวิทยาศาสตร์สอนผมไว้

เซ็กส์

Worlds End ร้านพังค์ของ Vivienne Westwood ที่สั่นสะเทือนสังคมและเปลี่ยนแปลงไม่สิ้นสุด
หน้าร้านที่ปังโป้งที่สุดในยุคนั้น

ใน ค.ศ. 1974 ตัวอักษรขนาดยักษ์ที่ห่อหุ้มด้วยยางลาเท็กซ์สีชมพูเนื้อ S.E.X ก็ถูกยกขึ้นไปติดตั้งแขวนไว้หน้าร้าน แทน Too Fast to Live, Too Young to Die และมันถือเป็นการกลับชาติมาเกิดของร้านที่สุดโต่งที่สุดในยุคนั้นเคยพบเจอมา

ผนังของร้านถูกหุ้มไปด้วยวัสดุบุนวม เหมือนด้านในของผนังมดลูก ซึ่งนำมาจากบริษัทผลิตหนังชั้นดี กันสาดก็เต็มไปด้วยรูปวาดกราฟฟิตี้ทรงจู๋ ทรงจิ๋ม และโซ่แส้ กุญแจมือ เต็มไปหมด ในขณะที่พนักงานขายทุกคนนั้นแต่งตัวสุดโต่ง เซ็กซี่ พังค์ ถึงขึ้นโดนตำรวจจับ เพราะว่าใส่เสื้อยืดรูปเกย์คาวบอยสองคนโชว์เจ้าโลกในพื้นที่สาธารณะกันเลยทีเดียว

Worlds End ร้านพังค์ของ Vivienne Westwood ที่สั่นสะเทือนสังคมและเปลี่ยนแปลงไม่สิ้นสุด
Sex? Why not?

SEX กลายเป็นพื้นที่เล็ก ๆ ที่ทดลองกับสิ่งที่คนไม่กล้าพูดถึงหรือห้ามพูดถึง ซึ่งประชากรที่รักในร้านแห่งนี้นั้น รวมไปถึงคนนอกวงการแฟชั่นด้วย เช่น นักธุรกิจชายที่เดินมาลองสูทลาเท็กซ์ แบบ BDSM ทั้งตัวแต่เปิดหัวนม และวิเวียนกับมัลคอล์มก็แสดงให้เห็นอีกครั้ง ว่าพื้นที่เดิมนั้น สามารถปรับตัว วิวัฒน์ ปั่นป่วน และเปลี่ยนแปลงวิธีคิดของคนได้ แม้จะเป็นเพียงกลุ่มเล็ก ๆ มันก็มากพอแล้ว

แฟชั่นเป็นเพียงแค่เครื่องมือ และของฝากติดไม้ติดมือจากร้านอีกเช่นเคย

“แฟชั่นคือหนึ่งในกลไกของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แฟชั่นไม่เคยบังคับให้ใครซื้อ” – ผู้ทรงคุณวุฒิและทรงอิทธิพลในวงการแฟชั่นท่านนั้นกล่าวไว้ในรายการ และผมก็บังเอิญที่จะเห็นด้วยกับแก

ในทางกลับกัน หากแฟชั่นใช้เป็นกลไกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้จริง ๆ แล้วกลไกอะไรล่ะที่ขับเคลื่อนแฟชั่น ผมแอบอดตั้งคำถามไม่ได้อยู่ดี

เร้าระดม – Seditionaries

ยุคที่หน้าร้านปิดที่สุด กลับเป็นที่นิยมที่สุด

วิเวียนและมัลคอล์มใช้คอนเซ็ปต์ใหม่มาห่อหุ้มร้านในพื้นที่เดิมถี่ ราวกับทิชชูใช้แล้วทิ้ง หยิบของเข้าออกตลอดเวลา และ Seditionaries (ที่แปลว่า แห่งการปลุกระดม) นั้น ก็คืออีกพื้นที่หนึ่งที่ถูกนำเข้ามาห่อใหม่ หลังจาก SEX

สถาปนิกจบใหม่จาก RCA อย่าง David Cornor เข้ามาปรับปรุงร้านด้วยการใส่กระจกขุ่นสีขาวเกือบทึบไว้หน้าร้าน ในขณะที่ผนังภายในร้านห่อไว้ด้วยภาพจากการถล่มขีปณาวุธทางอากาศที่เมือง Dresden ซึ่งบางภาพก็กลับหัวกลับหาง ในขณะที่ฝ้าเพดานร้านก็ใส่รูโหว่กับเลี้ยงหนูเป็น ๆ ไว้ ร้านชื่อยากอย่าง Seditioneries จึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของการต่อต้านระบบบริโภคนิยมแห่ง West End ไปในที่สุด

ผนังที่เป็นรูปการทิ้งระเบิดทางอากาศ

ซึ่งไอ้เจ้ากระจกหน้าร้านที่เกือบมองข้างในไม่เห็นนี้ กลับกลายเป็นพื้นที่ที่ดึงดูดคนได้อย่างน่าประหลาด ทั้งดีเจ คนดัง และไอคอนในยุคนั้น ต่างแห่แหนไปซื้อเสื้อยืดลายสกรีนชวนหัว วิตถาร โจ๋งครึ่มมากมาย เช่น มิ้กกี้เม้าส์กับมินนี่เม้าส์ยิ้มกัน จนไปถึงเสื้อยืด God Saves the Queen อันโด่งดังของวง Sex Pistols ที่มัลคอล์มเป็นสมาชิกอยู่

“ถ้าหากฉันได้เป็นนายกฯ อังกฤษน่ะนะ สิ่งหนึ่งที่ฉันจะให้ความสำคัญเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจก็คือ งานฝีมือและการผลิตของคนอังกฤษแท้ ๆ ” วิเวียนเคยให้สัมภาษณ์ไว้ในยุค Seditioneries พร้อมกับยืนยันว่า เสื้อผ้าของเธอยังใช้ฐานการผลิตในอังกฤษล้วนในยุคนั้น

ป้าวิเวียนในยุคนั้น

ใช่แล้ว วิเวียนก็เชื่อว่าแฟชั่นนั้นใช้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้เช่นกัน แต่สิ่งที่ขับเคลื่อนวิเวียนอีกที ดูเหมือนจะเป็นปัญหาของระบบ ที่เกิดจากการตั้งคำถามย้อนกลับไปถึงที่มาของการผลิตและสังคม รวมถึงโลกที่เธออยู่และโลกที่เธอฝันอยากจะเห็นด้วย

โลกทั้งมวลล้วนจบสิ้นแล้ว – Worlds End

กระผม ผู้เขียนเอง ทำงานหลายอย่าง ตั้งแต่เป็นที่ปรึกษาให้กับโรงงานทอผ้า เอเจนซี่ออกแบบ จนไปถึงร้านอาหาร ร้านชา คาเฟ่ต่าง ๆ สิ่งหนึ่งที่วันนี้ทุกธุรกิจหนีไม่พ้น ก็คือการสร้างภาพมายาให้ขึ้นกล้อง หรือที่เราเรียกว่า Instagrammable ในวันที่คนโพสต์รูปกับแก้วชากาแฟและผนังร้านได้ – แต่ผมเองพยายามมองหารูปแบบการสร้างพื้นที่ที่คนจะสามารถเชื่อมโยง เชื่อมต่อกัน ในระดับความเชื่อ อุดมคติ มากกว่าการแวะเข้าไปเช็กอิน รีวิว แล้วก็เดินจากไปมาตลอด 

ซึ่งนั่นเป็นเหตุผลหนึ่งว่า ทำไมคอลัมน์นี้ถึงพูดถึงร้านร้านหนึ่งที่เปลี่ยนแปลงตัวเองในพื้นที่เดิมมาตลอดหลายสิบปี

นาฬิกาที่หมุนย้อนหลัง และมี 13 ตัวเลข

ใน ค.ศ.1979 ร้านที่เปลี่ยนชื่อบ่อยที่สุดก็เดินทางมาถึงชื่อปัจจุบัน ที่ถูกตั้งว่า Worlds End ที่เป็นชื่อของย่านหนึ่งในเชลซีที่ร้านตั้งอยู่ และโจทย์ของการออกแบบครั้งนี้ คือการต่อต้านเวลาและพื้นที่ เป็นโจทย์ที่ท้าทายมากสำหรับร้านพื้นที่กระจิ๋วหลิวในย่านชานเมือง 

ผลลัพธ์คือ พื้นและหลังคาที่เอียงกระเท่เร่ เอียงจริง ๆ ขนาดที่ทำให้พนักงานแคชเชียร์ต้องปวดหลังจากการเดินทรงตัวบนพื้นเอียง ๆ ตลอดเวลา และนาฬิกาที่มี 13 ชั่วโมง ที่เลขเรียงแบบสลับซ้ายขวา หมุนย้อนหลัง ขนาดยักษ์ ตั้งแปะทนโท่อยู่หน้าร้าน ราวกับจะบอกแขกที่แวะเวียนไปว่า ไม่ต้องสนใจนะ ว่านี่มันปีไหน ซีซั่นไหน เทรนด์อะไร ของชิ้นใหม่หรือชิ้นเก่า เพราะนี่คือพื้นที่ที่อยู่เหนือกาลเวลาอยู่แล้ว

วิเวียนแยกทางกับมัลคอล์มในปีเกิดของผม ค.ศ. 1984 และปัจจุบันร้าน Worlds End ก็ยังคงมีอยู่ภายใต้ชื่อเดิม เพียงแต่จะวางขายเฉพาะชิ้นพิเศษจาก Gold Label หรือชิ้น Remake จากคอลเลกชันคลาสสิกสมัยก่อนของวิเวียน รวมไปถึงการหยิบเอาเสื้อผ้าเก่าจากคอลเลกชันอื่น ๆ มาทำใหม่ เพื่อลดปริมาณขยะ และมันก็สอดคล้องไปกับทิศทางความเชื่อของวิเวียนเอง เกี่ยวกับปัญหาสิ่งแวดล้อม แรงงานในระบบอุตสาหกรรม แฟชั่นที่ต้องโปร่งใสและเป็นธรรม – ในหลาย ๆ แคมเปญและคอลเลกชันช่วงหลังในแบรนด์ภายใต้ชื่อเธอ

ปัจจุบันเป็นร้านขายของเก่าแบบ Remake และชิ้นสำคัญ ๆ ของคุณป้า

“ซื้อให้น้อยลง ถ้าต้องซื้อ ก็เลือกอย่างฉลาด ใช้ของให้ดี นั่นคือสิ่งที่เป็นมิตรกับโลกที่สุด ยั่งยืนที่สุด ที่คุณจะทำให้สังคมได้แล้ว” วิเวียน เคยกล่าวไว้ 

Worlds End ร้านพังค์ของ Vivienne Westwood ที่สั่นสะเทือนสังคมและเปลี่ยนแปลงไม่สิ้นสุด
แม่ก็คือแม่ ขอบคุณสำหรับทุกแรงบันดาลใจ

จุดบรรจบของจุดเปลี่ยน จุดจบ และจุดเริ่มต้น

นี่คือบทความสุดท้าย ภายใต้คอลัมน์วัตถุปลายตา

และหากท่านผู้อ่านอ่านมาถึงย่อหน้านี้ ก็คงจะพอเข้าใจแล้วว่านี่ไม่ใช่ตอนของประวัติศาสตร์แฟชั่นพังค์เพียงอย่างเดียว แต่มันคือบทบันทึกว่า พื้นที่เดิมวิวัฒนาการไปได้เรื่อย ๆ ตามยุคสมัย ตามความเชื่อ และแรงขับเคลื่อนที่เปลี่ยนไป – คนเองก็น่าจะไม่ต่างกัน

โควิดทำให้ผมออกเดินทางไปต่างจังหวัดมากขึ้น เพียงแค่แบกคอมพิวเตอร์หนึ่งเครื่อง ผมก็ยกออฟฟิศไปทำงานที่ไหนก็ได้ในประเทศไทยได้ตลอด และสิ่งหนึ่งที่ผมค้นพบคือผู้คน คนตัวเล็ก ๆ เสียงแผ่ว ๆ ที่วันนี้อาจจะไม่มีแสงสว่างสาดส่องไปถึง และอาจจะไม่มีวันมีพื้นที่ใน The Cloud นั้น ซ่อนตัวอยู่เต็มประเทศไปหมด

สิ่งที่พวกเขากำลังทำอาจจะไม่ได้ยิ่งใหญ่ เหมือนกับทายาทธุรกิจรุ่นสอง ไม่ได้อยู่ในกระแสสนใจของสังคม ไม่ได้เปลี่ยนโลก ไม่ไวรัล ไม่สามารถเรียกยอดไลก์ ยอดแชร์ ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยกลไก Advertorial ใด ๆ แต่มันส่งต่อแรงบันดาลใจได้แน่นอน

หากพื้นที่บน The Cloud รวมถึงสื่อออนไลน์บนโลกอินเทอร์เน็ตอื่น ๆ ยังไม่มีพื้นที่ทดลองแบบ Let it Rock, Too Fast to Live, Too Young to Die, SEX, Seditionaries และ Worlds End ผมขอเปลี่ยนพื้นที่เล็ก ๆ นี้ ด้วยการเปลี่ยนโฉม เปลี่ยนทิศทาง เปลี่ยนการชี้นำ สาดแสงให้ จากคอลัมน์ ‘ วัตถุปลายตา’ ไปเป็นสิ่งอื่น กับรูปแบบงานเขียนเชิงทดลองที่คงเปรียบได้กับการเอาหนูไปใส่ไว้บนฝ้าเพดานที่มีรู กับแรงขับเคลื่อนที่เกิดจากการตั้งคำถาม เพื่อสำรวจปัญหาของวัฒนธรรมบริโภคนิยม ทุนนิยม รวมถึงอุตสาหกรรมสื่อออนไลน์เอง ผ่านการคุยกับคนตัวเล็ก ๆ ที่ซ่อนอยู่ในตะเข็บของสังคมแทน

หากโลกวันนี้ผมล่องหนไม่ได้ อย่างน้อยผมขอพกสปอตไลต์ ไปฉายในที่ที่จะมีประโยชน์ ปั่นป่วน เปลี่ยนแปลง ปลุกระดม และบันดาลใจได้ ก็ยังดีครับ

เมอร์รี่คริสต์มาส สุขสันต์วันปีใหม่ และพบกันใหม่เร็ว ๆ นี้ครับ

ข้อมูลอ้างอิง

www.anothermag.com/fashion-beauty/8672/clothes-for-heroes-the-story-of-westwoods-worlds-end-shop

en.wikipedia.org/wiki/Sex_(boutique)

www.kidsofdada.com/blogs/magazine/11950453-sex-shop

culturacolectiva.com/fashion/sex-punk-boutique-vivienne-westwood

selvedgeyard.com/2010/10/07/the-filth-the-fashion-vivienne-westwoods-70s-sex-rag-revolution/

art-sheep.com/sex-vivienne-westwoods-boutique-that-defined-britains-punks-nsfw/

www.vogue.com/article/vivienne-westwood-god-save-the-queen-shirt-40th-anniversary

punkflyer.com/seditionariesshop.html

Writer

ศรัณย์ เย็นปัญญา

นักเล่าเรื่อง ผู้ร่วมก่อตั้ง 56thStudio ที่รักในความเป็นคนชายขอบ หมารองบ่อน และใช้ชีวิตอยู่ตรงตะเข็บชายแดนของรสนิยมที่ดีและไม่ดีอย่างภาคภูมิมาตลอด 35 ปี ชอบสะสมเก้าอี้ ของเล่นพลาสติก และเชื่อในพลังการสื่อสารของงานออกแบบและงานศิลปะ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load