“เราจะรู้สึกเป็นอิสระเมื่ออยู่กลางสายน้ำ”

พี่วรรณ บอกกับผมในคืนก่อนวันจริงที่พวกเรากำลังจะเตรียมตัวลงเรือ พี่วรรณคือคู่ชีวิตของ พี่หมู เรื่องราวของพี่หมูและพี่วรรณ (เจริญ และ อรวรรณ โอทอง) น่าสนใจมาก เพราะพี่หมูกับพี่วรรณเคยปั่นจักรยานรอบโลกด้วยกันมาแล้ว โดยใช้เวลายาวนานถึง 2,000 กว่าวัน แถมยังเคยพายเรือตลอดสายแม่น้ำตาปีที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำด้วย เพราะฉะนั้นพี่หมูและพี่วรรณจึงได้เอาตัวเองไปสัมผัสกับประสบการณ์มากมายนับไม่ถ้วน 

พายคายัคเส้นทางใหม่ของสมุทรสงคราม ล่องป่าชายเลน แวะนาเกลือและเข้าใจปัญหาขยะทะเล

ผมตื่นเต้นมากที่ได้ฟังความเห็นของพี่วรรณ เมื่อนำมาเทียบกับประสบการณ์ของตัวเอง (ที่มีอยู่บ้างนิดหน่อย) ผมจึงเห็นคล้อยตามได้ไม่ยาก นั่นเป็นเพราะเวลาอยู่บนเรือแล้วเกลียวคลื่นของสายน้ำโอบอุ้มเรา เป็นช่วงเวลาที่เราได้สัมผัสกับธรรมชาติอย่างแท้จริง อย่างน้อยที่สุด ผมมั่นใจว่าไม่มีใครพายเรือไปด้วย และกดมือถือไปด้วยได้แน่ๆ

พรุ่งนี้ผมจะพายคายัคบนเส้นทางท่องเที่ยวทางธรรมชาติสายใหม่ของจังหวัดสมุทรสงคราม อาบแสงแรกของวันพร้อมกับลัดเลาะริมชายฝั่งทะเล เข้าสู่อ้อมกอดของอุโมงค์ต้นโกงกาง ห้อมล้อมด้วยวิถีชีวิตอันงดงามของชาวบ้าน

แค่คิดก็อดใจไม่ไหวแล้วครับ

จุดเริ่มต้น

ลำน้ำแม่กลองเป็นเส้นเลือดใหญ่หล่อเลี้ยงชีวิตชาวสมุทรสงครามมาตั้งแต่สมัยโบราณ สมัยก่อนเรายังไม่ได้สัญจรบนถนน สายน้ำจึงกลายเป็นเส้นทางสัญจรหลักของผู้คน พี่หมูเล่าให้ผมฟังว่า ลำคลองสาขาของแม่น้ำแม่กลองมีอยู่ด้วยกันทั้งหมด 366 สาย คลองที่มีชื่อเสียงอย่างคลองอัมพวาก็เป็นหนึ่งในลำคลองสาขานั้น 

พี่หมูเสริมว่า เป้าหมายใหม่ที่ต้องการจะทำร่วมกับพี่วรรณคือพายเรือสำรวจคลองให้ครบ 366 สาย

แค่ฟังผมก็เมื่อยแขนเมื่อยไหล่ไปหมดแล้วครับ (หัวเราะแห้งๆ)

พายคายัคเส้นทางใหม่ของสมุทรสงคราม ล่องป่าชายเลน แวะนาเกลือและเข้าใจปัญหาขยะทะเล

เส้นทางพายเรือของเราเช้าวันนี้ เริ่มต้นจากริมชายฝั่งทะเลอ่าวไทย อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสงคราม ผ่านลำคลองน้อยใหญ่ประมาณ 2 – 3 สาย ผ่านต้นโกงกาง ต้นแสม แวะชมนาเกลือ ผ่านชุมชนริมคลอง และออกสู่ทะเลอ่าวไทยเป็นวงกลม ระยะทางรวมกันทั้งหมด 7 กิโลเมตร และเราถือเป็นนักท่องเที่ยวกลุ่มแรกๆ ที่มีโอกาสพายเรือบนเส้นทางสายธรรมชาติแห่งนี้ การพายเรือที่นี่ทำไม่ได้ทุกเวลา เพราะเราควรพายเรือเฉพาะช่วงเวลาที่น้ำขึ้นเต็มที่เท่านั้น 

นั่นหมายความว่าเราจะมีเวลาพายเรือให้ครบ 7 กิโลเมตร ได้เพียง 3 – 4 ชั่วโมงต่อวันเท่านั้น แม้ว่าจะไม่ยากนักสำหรับมือใหม่ แต่ก็ประมาทไม่ได้ ผมได้แต่บอกตัวเองว่าผมมีประสบการณ์พายคายัคมาบ้าง อย่างน้อยก็ปีละครั้งสองครั้ง ในคลองบ้าง ในทะเลบ้าง แถมยังเป็นคนออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพราะฉะนั้น วันนี้ผมน่าจะพอเอาตัวรอดได้

พายคายัคเส้นทางใหม่ของสมุทรสงคราม ล่องป่าชายเลน แวะนาเกลือและเข้าใจปัญหาขยะทะเล

แต่สิ่งที่จะทำให้ผมเอาตัวไม่ค่อยรอดคือ ช่วงเวลาน้ำขึ้นเต็มที่ของวันนี้ (6 เมษายน พ.ศ.​ 2564) อยู่ที่ตอนเช้าตรู่ ผมเลยต้องตื่นตั้งแต่ตี 4 เพื่อขึ้นรถตู้ออกจาก ณ ทรีธารา รีสอร์ท (เจ้าภาพและโต้โผคนสำคัญของเรา) ที่อำเภอบางคนที และลงเรือที่อำเภอเมืองสมุทรสงคราม

อะไรก็ไม่ยากเท่ากับการตื่นก่อนพระอาทิตย์ขึ้นครับ

แต่ทันทีที่เห็นแสงอาทิตย์สีเหลืองทองค่อยๆ ฉายทับเส้นขอบฟ้า ผมก็บอกกับตัวเองว่าผมจะได้รับประสบการณ์ที่คุ้มยิ่งกว่าคุ้ม วันนี้คลื่นลมสงบ มีเพียงสายลมอ่อนๆ พัดมาคลายร้อนเท่านั้น นับเป็นการเริ่มต้นวันที่ดีมากทีเดียว

พายคายัคเส้นทางใหม่ของสมุทรสงคราม ล่องป่าชายเลน แวะนาเกลือและเข้าใจปัญหาขยะทะเล

ชายฝั่งบริเวณนี้มีเสาไม้ไผ่ปักเรียงกันเป็นแนวยาว ผู้ใหญ่แดง (วิสูตร นวมศิริ) มัคคุเทศก์กิตติมศักดิ์ของเราวันนี้อธิบายว่าเอาไว้กันคลื่น เมื่อคลื่นซัดเข้ามาบริเวณชายฝั่ง แนวไม้ไผ่ที่ปักไว้เป็นจำนวนมาก จะช่วยชะลอความแรงของคลื่นได้ โดยการแยกคลื่นออกเป็นสองทาง (ซ้าย-ขวา) เมื่อคลื่นเคลื่อนตัวผ่านไม้ไผ่เข้าไปเป็นชั้นๆ ความแรงของคลื่นก็จะลดลงเรื่อยๆ เมื่อซัดเข้าหาฝั่งก็จะไม่กัดเซาะชายฝั่งมากนัก

ได้ฟังอย่างนั้นแล้ว ผมก็หวนคิดถึงปัญหาการกัดเซาะพื้นที่ชายฝั่งบริเวณอ่าวไทยตอนบน ที่คนพื้นที่เรียกติดปากกันว่า ‘อ่าวรูป ก’ เนื่องจากอ่าวไทยตอนบนมีลักษณะเหมือนส่วนโค้งมนของอักษร ก พอดี ปัญหาการกัดเซาะพื้นที่ชายฝั่งที่ว่านี้รุนแรงมาก

ผมเคยทำรายการโทรทัศน์ครั้งหนึ่งที่บ้านขุนสมุทรจีน จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ชายฝั่งถูกกัดเซาะมากที่สุดในประเทศไทย เมื่อได้เห็นกับตาว่าชายฝั่งถูกกัดเซาะเข้ามา จนเราต้องสูญเสียแผ่นดินลึกเข้ามาหลายกิโลเมตร ชาวบ้านต้องถอยร่นย้ายบ้านกันคนละไม่ต่ำกว่า 4 – 5 ครั้ง ผมก็ประจักษ์แก่ใจตนเองเลยว่า ปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องที่เราจะมองข้ามไม่ได้ และผมภาวนาอย่าให้จังหวัดสมุทรสงครามได้รับผลกระทบจากการกัดเซาะของชายฝั่งเหมือนกับที่ผมเคยเห็นมา

คายัคทุกลำถูกหย่อนลงน้ำเรียบร้อยแล้ว ฝีพายของทุกลำทั้งที่เป็นมืออาชีพและมือสมัครเล่น (อย่างหลังมีมากกว่า) ต่างก็พร้อมแล้ว จึงสมควรแก่เวลาที่เราจะออกเดินทางกันเสียที

ผมจ้วงพายลงในน้ำอย่างช้าๆ และรับความเป็นอิสระอย่างเต็มที่ที่ผืนน้ำแห่งนี้จะมอบให้กับผม

ชายเลนคือชีวิต

พายคายัคเส้นทางใหม่ของสมุทรสงคราม ล่องป่าชายเลน แวะนาเกลือและเข้าใจปัญหาขยะทะเล

ผมในฐานะครูสอนวิชาสังคมศึกษาฯ จะมีประโยคหนึ่งที่ผมพูดในห้องเรียนกับนักเรียนของผมเสมอว่า ป่าชายเลนคือชีวิตของพวกเราอย่างแท้จริง

ลำดับแรก ป่าชายเลนคือพื้นที่การอนุบาลสัตว์น้ำอย่างยอดเยี่ยม ถ้าไม่มีป่าชายเลน เราจะสูญเสียพื้นที่ในการเพาะพันธุ์ลูกกุ้ง ลูกปลาตามธรรมชาติไป นั่นย่อมหมายถึงการสูญเสียทั้งระบบนิเวศและมูลค่าทางเศรษฐกิจของประเทศชาติ การรักษาป่าชายเลนจึงไม่ใช่เพียงแค่การรักษาธรรมชาติเท่านั้น แต่ยังช่วยรักษาเงินในกระเป๋าของเราเอาไว้ด้วย

นอกจากป่าชายเลนจะเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำแล้ว ป่าชายเลนยังเป็นแหล่งกำเนิดของพืชมากมายหลายชนิดที่มีประโยชน์สารพัดในชีวิตประจำวัน ต้นจากที่เราเอามามุงหลังคาบ้านกันตั้งแต่โบราณกาลก็เป็นพืชชายเลน ไม้โกงกางก็เป็นวัตถุดิบสำคัญที่เราจะเอาไปทำถ่านไม้สำหรับใช้ พืชชายเลนหลายชนิดเป็นสมุนไพรชั้นเลิศ เช่น เหงือกปลาหมอ ใช้รักษาโรคผิวหนัง และผลของตะบูนขาวใช้รักษาโรคบิดและโรคท้องร่วง เป็นต้น

ลำดับถัดมาที่สำคัญและคนอาจจะไม่ค่อยได้นึกถึงกันก็คือ ป่าชายเลนเป็นแหล่งดูดซับสารพิษอันยอดเยี่ยมตามธรรมชาติ เพราะว่ารากของต้นไม้ในป่าชายเลนที่งอกออกมาเหนือพื้นดิน จะทำหน้าที่คล้ายตะแกรงธรรมชาติ คอยดักกรองสิ่งปฏิกูลและสารพิษ ซึ่งเกิดจากการดำรงชีวิตของมนุษย์ไม่ให้ลงสู่ทะเล โลหะหนักหลายชนิดเมื่อถูกพัดพามาตามกระแสน้ำก็จะตกตะกอนลงในป่าชายเลนนั้นเอง นอกจากนั้น บรรดาขยะทั้งหลายหรือคราบน้ำมันก็จะถูกดักกรองเอาไว้ที่ป่าชายเลนไม่ให้ไหลลงสู่ทะเลด้วย

คงไม่ผิดนักที่จะกล่าวว่าป่าชายเลนมีส่วนสำคัญในการช่วยบรรเทาผลกระทบอันเกิดจากความมักง่ายของมนุษย์ เพราะต้องคอยตามล้างตามเช็ดสิ่งปนเปื้อนทั้งหลายที่เกิดจากการดำรงชีวิตของผู้คนอยู่ทุกวี่วัน แล้วถ้าป่าชายเลนมีจำนวนลดน้อยลงไปเรื่อยๆ ห่วงโซ่ของระบบนิเวศจะอยู่ต่อไปได้อย่างไร

ลำดับสุดท้ายซึ่งเป็นประโยชน์ร่วมสมัยของป่าชายเลน นั่นคือการทำหน้าที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว สร้างเม็ดเงินให้หมุนเวียนภายในชุมชน โดยเฉพาะการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ที่พาให้คนเมืองและคนต่างถิ่นทั้งหลายได้มาสัมผัสและรู้คุณค่าของป่าชายเลน อย่างที่พวกเรากำลังได้สัมผัสอยู่ตอนนี้

พายคายัคเส้นทางใหม่ของสมุทรสงคราม ล่องป่าชายเลน แวะนาเกลือและเข้าใจปัญหาขยะทะเล
พายคายัคเส้นทางใหม่ของสมุทรสงคราม ล่องป่าชายเลน แวะนาเกลือและเข้าใจปัญหาขยะทะเล

“พืชชายเลนทุกอย่างมีประโยชน์ในตัวเองด้วยกันทั้งนั้น โกงกาง แสม อะไรต่อมิอะไร ถ้าสูญเสียต้นไม้พวกนี้ไป ลูกหลานเราจะเดือดร้อน ผมพยายามให้ชาวบ้านที่นี่ช่วยกันรักษาป่าชายเลน เพราะป่าชายเลนคือชีวิตของเรา

“ถ้าเราไม่ช่วยกันตั้งแต่วันนี้ ป่าก็หมด ถ้าป่าหมด ชีวิตของพวกเราก็ไม่มีเหลือ” 

ผู้ใหญ่แดงเล่าให้ฟัง เมื่อขบวนเรือจอดแวะพักในลำคลองสายหนึ่ง หลังจากพายเรือกันมาพอเมื่อยแขน 

พอหายเหนื่อยแล้ว พวกเราพายเรือกันต่อ แสงแดดเริ่มอุ่นขึ้นเรื่อยๆ มีหลายคนเร่งฝีพายให้เร็วขึ้น แต่ผู้ใหญ่แดงบอกว่าเรายังพอมีเวลา หลายคนจึงค่อยๆ ผ่อนความเร็วในการจ้วงพายลง

ผมเคยพายคายัคอยู่บ้าง เมื่อประมาณเกือบ 10 ปีที่แล้ว ผมมีโอกาสพายเรือคายักระยะไกลหน่อยเป็นครั้งแรก ที่อ่าวท่าเลน จังหวัดกระบี่ การพายเรือครั้งนั้นทำให้ผมได้เรียนรู้ว่า การพายเรือที่ดีนั้นไม่ควรใช้แขนพาย เพราะถ้าใช้กล้ามเนื้อที่แขนออกแรง เราจะทุกข์ทรมานกับการพายเรืออย่างไม่รู้จบ การใช้แขนพายเรืออย่างเดียวนั้นทำให้ปวดเมื่อยระหว่างกำลังพาย และยังเสี่ยงต่อการต้องไปนอนแขนระบมหลังจากพายเรือเสร็จแล้วด้วย การพายเรือที่ดีเราควรใช้กล้ามเนื้อส่วนอกในการช่วยออกแรงพาย จะช่วยทำให้ร่างกายของเราอยู่ในภาวะสมดุลและพายเรือได้ไกล

ทฤษฎีผมก็แม่นอย่างนี้แหละครับ แต่พอปฏิบัติจริง ก็เผลอฟอร์มหลุดจนปวดแขนไปบ้างเหมือนกัน

อุโมงค์โกงกาง-ขยะทะเล 

เรือของเราค่อยๆ เลี้ยวเข้าสู่ลำน้ำสาขาขนาดเล็กตรงจุดที่เรียกว่า ‘แพรกด้วน’ คำว่าแพรกนี้เป็นภาษาโบราณที่คนเมืองไม่สู้จะรู้จักกันแล้ว หมายถึงทางแยกระหว่างสายน้ำ ทำนองเดียวกับที่การสัญจรทางบกมีคำว่า แพร่ง เช่น ทางสองแพร่ง หรือ ทางสามแพร่ง นั่นเอง

แพรกด้วนเป็นส่วนที่สวยที่สุดส่วนหนึ่งบนเส้นทางพายเรือสายนี้ เนื่องจากเป็นเส้นทางที่มีต้นโกงกางขึ้นหนาแน่นตลอดสองฝั่ง ด้วยลำน้ำที่แคบเล็ก ร่มเงาของต้นโกงกางก็คลุมลำน้ำสายนี้สนิท ยามแสงอาทิตย์ส่องแสงแรงขึ้น ลำน้ำสายนี้จึงคงความร่มเย็นเอาไว้ได้ และทำให้นักท่องเที่ยวดื่มด่ำเพลิดเพลินตลอดลำน้ำสายนี้ได้เป็นอย่างดี

พายคายัคเส้นทางใหม่ของสมุทรสงคราม ล่องป่าชายเลน แวะนาเกลือและเข้าใจปัญหาขยะทะเล

แต่ทว่าความเพลิดเพลินของเราก็ถูกขัดจังหวะ เมื่อพบเศษพลาสติกและกล่องโฟมมากมายในลำน้ำ

ผมเคยคุยกับผู้คนที่อาศัยอยู่ริมชายฝั่งเกี่ยวกับขยะในเขตป่าโกงกางอยู่บ้าง และพบว่าไม่ใช่เรื่องยุติธรรมนักที่เราจะโทษชาวบ้านที่อาศัยอยู่ตรงบริเวณนั้น เพราะขยะหลายชิ้นพัดพามาจากที่อื่น หลายชิ้นพัดผ่านน่านน้ำหลายจังหวัดมาจากทางภาคใต้ และสุดท้ายก็มาลงเอยเกยตื้นอยู่ที่อ่าวรูป ก ในขณะที่ขยะบางชิ้นเดินทางมาไกลกว่านั้น คือเดินทางมาจากต่างประเทศ เมื่อเวลาน้ำขึ้น ขยะก็จะถูกกระแสน้ำพัดพาให้ลอยมาติดอยู่บริเวณชายฝั่งหรือตามลำคลองสาขา

และเมื่อน้ำลงจนบางแห่งคลองตื้นเขินกลายเป็นเลน ขยะเหล่านั้นก็จะสุมกองอยู่ตรงนั้นไม่ไปไหน จึงอาจถือเป็นหน้าที่ขององค์กรการปกครองส่วนท้องถิ่น หรืออันที่จริงก็ควรถือเป็นหน้าที่ของชาวบ้านทุกคนในบริเวณนั้น ที่จะต้องช่วยกันเก็บขยะเหล่านี้ให้เรียบร้อย แต่ความท้าทายก็คือ ขยะเหล่านี้ถูกซัดเข้ามาทุกวัน เมื่อขยะต่างถิ่นเข้ามาผสมกับขยะที่เกิดขึ้นจากคนในพื้นที่ จึงทำให้บางมุมของลำน้ำถูกลดทอนความสวยงามไปอย่างน่าเสียดาย

“ขยะทะเลเป็นเรื่องของคนทั้งโลก” ผมได้ยินเพื่อนร่วมคณะคนหนึ่งพึมพำกับคู่พายของตนเอง 

“ต่อให้คนที่นี่ไม่ทิ้ง แต่ถ้าคนที่อื่นทิ้ง ขยะทะเลก็พัดไปพัดมาอยู่ดี คนที่เป็นจิตอาสาจะไล่ตามเก็บ ก็เป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้น ถ้าคนไม่เปลี่ยนวิถีชีวิต สถานการณ์ขยะทะเลจะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลย”

ผมฟังแล้วก็เห็นจริงตามนั้น ในช่วงกลางปีที่ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้พัดแรง แรงลมดึงเอาขยะทะเลจากจังหวัดต่างๆ เข้ามายังอ่าวไทยตอนบน หลายครั้งเราเห็นขยะจากจังหวัดอื่นพัดเข้ามาเกยฝั่งในจังหวัดสมุทรสงคราม สมุทรสาคร หรือสมุทรปราการ ความมักง่ายของผู้คนจากพื้นที่หนึ่ง ได้นำหายนะมาสู่อีกพื้นที่หนึ่งได้อย่างไม่น่าเชื่อ

พายคายัคเส้นทางใหม่ของสมุทรสงคราม ล่องป่าชายเลน แวะนาเกลือและเข้าใจปัญหาขยะทะเล

อีกปัจจัยหนึ่งที่น่าสนใจคือ คนในพื้นที่ต้องช่วยกันรักษาสิ่งแวดล้อมของตนเองด้วย แม้ว่าคนส่วนใหญ่จะช่วยกันรักษาความสะอาดของแม่น้ำลำคลอง แต่ถ้ามีคนมักง่ายแม้แต่คนเดียว ก็อาจก่อให้เกิดปัญหาใหญ่ขึ้นมาได้ พี่หมูและพี่วรรณเล่าให้ฟังว่า ระหว่างที่พายเรืออยู่เคยเจอฟูกที่นอนขนาดใหญ่ลอยอยู่กลางคลองด้วย เรื่องเหล่านี้ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร แต่มันก็เกิดขึ้นจริง

“ผมให้ทายว่าเราเจอขยะเป็นรองเท้าข้างซ้ายหรือข้างขวามากกว่ากัน” พี่หมูถามคนในวงสนทนาตอนที่เราอยู่กันบนบก หลายคนก็ตอบว่าซ้ายบ้าง ขวาบ้าง สลับกันไป

“เฉลยก็คือข้างซ้าย” พี่หมูบอก “เพราะเวลาเราขึ้นจากเรือ คนส่วนมากใช้ขาขวาเหยียบขึ้นบนท่าก่อน แล้วค่อยดันตัวขึ้นไป ทำให้รองเท้ามีโอกาสเลื่อนหลุดจากเท้าซ้ายได้ง่ายกว่านั่นเอง”

คนที่ฟังอยู่ก็ถึงบางอ้อ

ผมอดนึกไม่ได้ว่า ขยะนี่เกิดขึ้นในทุกจังหวะของการดำรงชีวิตของเราจริงๆ 

ใครจะไปนึกว่าความไม่ระมัดระวังเพียงแค่ตอนขึ้นหรือลงเรือก็ก่อให้เกิดขยะได้ ผมเชื่อว่าหลายคนต้องเคยพลั้งเผลอ ก่อให้เกิดขยะในแม่น้ำลำคลองหรือทะเลมาบ้างไม่มากก็น้อย ตัวผมเองก็เคย ผมเคยทำถุงพลาสติกใสๆ ปลิวตกลงในแม่น้ำระหว่างที่เรือกำลังแล่นฉิว จะตามไปคว้าคืนมาก็เป็นเรื่องพ้นกำลังเสียแล้ว ผมคิดว่าการเพิ่มความระมัดระวังในทุกๆ จังหวะของชีวิต เป็นการช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมได้อีกทางหนึ่งเหมือนกัน

ร่มเงาของอุโมงค์โกงกางทอดยาวมาถึงปลายทาง คายัคทุกลำจอดเรียงกันเป็นแถว นี่คือจุดแวะพักของเรา จุดนี้คือนาเกลือผืนใหญ่ที่ พี่แก้ว เจ้าของนาเกลือผืนนี้เรียกว่ามรดกอันล้ำค่าของแผ่นดิน

พายคายัคเส้นทางใหม่ของสมุทรสงคราม ล่องป่าชายเลน แวะนาเกลือและเข้าใจปัญหาขยะทะเล

นาเกลือของแผ่นดิน

“เกลืออยู่เบื้องหลังทุกอุตสาหกรรมเลยนะคะ แต่พี่รู้สึกว่าไม่ค่อยจะมีใครสนใจเกลือกันเลย” พี่แก้วเจ้าของนาเกลือเปิดบทสนทนากับพวกเรา ระหว่างพวกเรากำลังย่ำบนนาเกลือที่กำลังมีการโกยเกลือมาไว้เป็นกองๆ 

นี่คือเกลือสมุทรขนานแท้ เรากำลังยืนอยู่บนนาเกลือผืนสำคัญของจังหวัดสมุทรสงคราม 

“ลองคิดดูสิคะว่าอุตสาหกรรมอาหารก็ต้องใช้เกลือเป็นส่วนผสม ยาหลายขนานก็มีเกลือเป็นส่วนผสม ในปุ๋ยก็ต้องเติมเกลือ เกลือเข้าไปแทรกอยู่นิดหน่อยในวงการต่างๆ แต่สุดท้ายแล้วเกลือก็มลายหายไป 

“ทุกคนเห็นแต่ผลผลิตที่เกลือสร้างขึ้น แต่ไม่มีใครให้ความสำคัญกับเกลือ”

พายคายัคเส้นทางใหม่ของสมุทรสงคราม ล่องป่าชายเลน แวะนาเกลือและเข้าใจปัญหาขยะทะเล
พายคายัคเส้นทางใหม่ของสมุทรสงคราม ล่องป่าชายเลน แวะนาเกลือและเข้าใจปัญหาขยะทะเล

ผมจบการศึกษาด้านประวัติศาสตร์มา เมื่อได้ยินพี่แก้วพูดก็นึกถึงสมัยที่ตัวผมเองเป็นนักศึกษา โลกของเราขับเคลื่อนและขัดแย้งกันด้วยเรื่องเกลือมามากมายนับไม่ถ้วน ไม่ใช่เฉพาะซีกโลกตะวันออกของเรานี้ แต่ทางฝั่งอเมริกาก็เช่นกัน เกลือเคยเป็นชนวนเหตุแห่งความขัดแย้งในช่วงสงครามกลางเมือง (Civil War) ของสหรัฐอเมริกามาแล้ว 

รัฐทางตอนเหนือเคยพยายามสกัดกั้นไม่ให้เรือสินค้าจากต่างชาติเข้ามาเทียบท่าที่รัฐทางตอนใต้ เพื่อให้ฝ่ายตรงข้ามของตนขาดแคลนเกลือที่บรรทุกมากับเรือสินค้าเหล่านั้น ในที่สุดรัฐทางตอนใต้ก็ถึงกับอลหม่าน เพราะว่าขาดแคลนเกลือในการถนอมอาหาร ไม่รู้ว่าจะผลิตอาหารไปเลี้ยงกองทัพได้อย่างไร

“เมืองไทยเราเกลือก็สำคัญ ทุกวันนี้อุตสาหกรรมและเกษตรกรรมของประเทศเติบโตมากขึ้นมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งต้องใช้เกลือมากขึ้นเท่านั้น แต่คนทำนาเกลือน้อยลงทุกวันๆ เพราะขาดแรงสนับสนุนจากภาครัฐ จังหวัดสมุทรสงครามเป็นจังหวัดที่มีพื้นที่นาเกลือมากเป็นอันดับสามของประเทศไทย รองจากเพชรบุรีและสมุทรสาคร แต่ทุกวันนี้สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ลูกหลานเราไม่ค่อยมีใครอยากทำนาเกลือ หลายคนเลยที่ขายนาเกลือเอาเงินก้อนแล้วไปทำอย่างอื่น”

พายคายัคเส้นทางใหม่ของสมุทรสงคราม ล่องป่าชายเลน แวะนาเกลือและเข้าใจปัญหาขยะทะเล

แววตาของทุกคนในที่นั้นเปี่ยมไปด้วยความใคร่รู้และความห่วงใยในสถานการณ์ในขณะเดียวกัน

“ไปดูเอาเถอะค่ะ ใต้ห้างสรรพสินค้าใหญ่ๆ ริมถนนพระรามสองน่ะ ข้างล่างเป็นเกลือทั้งนั้น ทุกวันนี้เราสูญเสียพื้นที่การทำนาเกลือไปมาก” พี่แก้วเล่าให้เราฟัง

ผมมาลองนึกดูว่า ถ้าเกลือเป็นเบื้องหลังของสารพัดอุตสาหกรรมที่กำลังเดินสายพานการผลิตอยู่ในประเทศไทยตอนนี้ การขาดแคลนเกลือภายในประเทศ ย่อมหมายถึงการหยุดชะงักลงของสายพานเหล่านั้น แน่นอนว่าถ้าเราผลิตเกลือได้เพียงพอกับความต้องการของคนในประเทศ เราก็จะประหยัดต้นทุนในการผลิตไปได้มาก 

แต่ถ้าเมื่อใดก็ตามที่เราต้องนำเข้าเกลือจากต่างประเทศ ทั้งๆ ที่ประเทศไทยมีจังหวัดที่อยู่ติดทะเลมากถึง 23 จังหวัด (แม้ว่าอาจจะทำนาเกลือไม่ได้ทุกจังหวัด) นั่นย่อมหมายถึงหายนะทางต้นทุนของอุตสาหกรรมหลายประเภท เพราะเกลือที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ย่อมมีราคาแพงกว่าเกลือที่ผลิตได้ในประเทศอย่างแน่นอน

ในศตวรรษที่ 21 ไม่มีใครปฏิเสธปรัชญาแห่งการพึ่งพาตนเองทางด้านเศรษฐกิจให้ได้มากที่สุด ประเทศใดก็ตามที่กระจายความเสี่ยงในเรื่องการผลิตสินค้าจำเป็นภายในประเทศให้ได้มากที่สุด ประเทศนั้นย่อมได้เปรียบ

พายคายัคเส้นทางใหม่ของสมุทรสงคราม ล่องป่าชายเลน แวะนาเกลือและเข้าใจปัญหาขยะทะเล

“พี่อยากให้คนไทยทุกคน โดยเฉพาะน้องรุ่นใหม่ๆ เห็นคุณค่าของเกลือ”

ผมเคยลงมาย่ำในนาเกลือครั้งหนึ่งตอนเรียนวิชาเลือกในชั้นปีที่ 1 ของมหาวิทยาลัย วิชานั้นมีชื่อว่าการพัฒนาชุมชนชายฝั่งทะเล ตอนนั้นผมนึกเสียดายที่ผมติดเพื่อน พอฟังวิทยากรบรรยายจบก็เลยมัวแต่จับกลุ่มไปหาที่ร่มยืนพูดคุยกัน ไม่ได้สนใจจะซักถามหรือพูดคุยอะไรกับวิทยากรต่อ ไม่แน่ว่าถ้าผมสนใจอะไรรอบตัวเพิ่มขึ้นสักหน่อยในวันนั้น ผมอาจจะได้รู้อะไรดีๆ เกี่ยวกับนาเกลือมาตั้งแต่เมื่อ 10 ปีที่แล้วก็เป็นได้

จากการสังเกตสิ่งรอบตัว และจากที่ผมได้ฟังในสิ่งที่พี่แก้วพูด ผมรู้สึกว่าคนทำนาเกลือนี้ช่างน่าอัศจรรย์ และเสมือนว่าจบปริญญาเอกด้านชีวิตการทำเกลือไปด้วยในตัว เพราะคนทำเกลือจะต้องมีความเข้าใจศาสตร์และศิลป์ที่เกี่ยวกับเกลืออย่างลึกซึ้ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของคณิตศาสตร์ที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากับผม จำพวกเรื่องราคาเกลือจะขึ้นลงอย่างไรเท่าไหร่ สถานการณ์ตลาดเกลือเป็นอย่างไร หรืออาจจะเป็นเรื่องเชิงภูมิศาสตร์ เช่น ฝนจะตกหรือไม่ตก ฝนตกแล้วจะทำอย่างไร ค่าความเค็มของน้ำในนาเกลือขึ้นลงหรือไม่ จนถึงเรื่องการบริหารจัดการเชิงธุรกิจอีกมากมายมหาศาล 

แน่นอนว่าเรื่องเกี่ยวกับเกลือนี้ผมแทบจะไม่มีความรู้เลย 

ผมฟังเรื่องราวของพี่แก้วจนเพลิน ทำให้เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว น้ำในลำคลองที่เราพายเรือมาเริ่มลดระดับลงเพราะได้เวลาน้ำลงตามธรรมชาติ ถ้าน้ำลง แปลว่าเราจะพายเรือยากขึ้น

พายคายัคเส้นทางใหม่ของสมุทรสงคราม ล่องป่าชายเลน แวะนาเกลือและเข้าใจปัญหาขยะทะเล

พี่แก้วฝากคำพูดไว้ประโยคหนึ่งก่อนเราจะกลับว่า

“ที่พี่ยืนทำนาเกลืออยู่ตอนนี้ พี่ถือว่าพี่ทำเพื่อแผ่นดินนะคะ ที่ดินผืนนี้พี่ไม่ใช่เจ้าของ พี่เป็นแค่ผู้ครอบครองเท่านั้น เจ้าของตัวจริงของผืนนาเกลือทั้งหมดคือคนไทยทุกคน พี่จะรักษาผืนนาเกลือนี้เอาไว้ให้คนไทย เรามีเกลือสมุทรที่ดี แล้วทำไมเราจะไม่รักษาเอาไว้ล่ะคะ”

พวกเราทุกคนในที่นั้นเงียบไป แต่เสียงแห่งความภาคภูมิใจกลับดังกึกก้องอยู่ในห้วงคำนึงของทุกคน

บทส่งท้าย

ทุกการเดินทางมีข้อคิดในตัวเองเสมอ

ผมเชื่อในประโยคนี้ การเดินทางในวันนี้ก็เช่นกัน ผมสารภาพแต่แรกว่าผมแทบไม่ได้คาดหวังอะไรเลย เพราะผมเคยพายคายัคมาหลายรอบแล้ว และผมก็ไม่ได้คิดว่าการพายเรือครั้งนี้ผมจะได้อะไรไปมากกว่าการพายเรือในครั้งก่อนๆ ยิ่งต้องหอบสังขารมาลงเรือตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง ผมก็ต้องยอมรับเลยว่าสภาพร่างกายผมไม่ค่อยพร้อม 

แต่ไม่น่าเชื่อว่า นี่กลับกลายเป็นทริปพายเรือที่มีคุณค่ามากที่สุดในชีวิตของผม

หลายครั้งเวลาที่ผมไปร่วมทริปพายเรือ ผมจะเพลิดเพลินกับทัศนียภาพรอบตัว พร้อมกับมัคคุเทศก์นำทางที่คอยชี้บอกเราว่าตรงนั้นสวย ตรงนี้สวย แล้วเราก็ถ่ายรูปเท่ๆ กับเรือและความสวยงามเหล่านั้น โดยที่เราก็ไม่ได้สนใจคุณค่าหรือที่มาของสิ่งที่มีอยู่ตรงนั้นเลย ในทางกลับกัน ทริปพายเรือนี้กลับได้พาผมไปรู้จักกับป่าชายเลนอีกมุมหนึ่งของอ่าวไทยตอนบน ได้เห็นผลกระทบที่เกิดขึ้นจากปัญหาขยะทะเล ได้กลับไปทบทวนถึงคุณค่าของเกลือซึ่งเป็นสิ่งที่หล่อเลี้ยงชีวิตของพวกเรา แต่เรากลับมองข้ามเกลือมาโดยตลอด

แทนที่หลังจากจบทริปผมจะหมดแรง เพราะต้องตื่นเช้าและทุ่มเทพลังงานมากมายไปกับการพายเรือ ผมกลับรู้สึกว่าหัวใจของผมมีพลังขึ้นมาอีกครั้งหลังจากได้รับรู้เรื่องราวต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหัวใจของพี่แก้ว คนทำเกลือ

แผ่นดินของเรา โลกของเรา มีทรัพยากรที่มีค่าอยู่ทุกที่ และทรัพยากรที่มีอยู่เหล่านั้นนั่นแหละ คือปัจจัยพื้นฐานแห่งการหล่อเลี้ยงชีวิต บางครั้งการดำเนินชีวิตที่รวดเร็วของเราในแต่ละวัน เราสนุกสนานและเพลิดเพลินกับการจับจ่ายใช้สอยเพื่อบริโภค จนเราลืมไปว่าความสะดวกสบายที่เราได้รับอยู่ในแต่ละวันนั้นมีที่มาจากอะไร เราหลงลืมคุณค่าของหลายสิ่งหลายอย่างที่โอบอุ้มประคับประคองชีวิตของเราอยู่อย่างเงียบๆ และสิ่งเหล่านั้นก็ยังทำหน้าที่ของตัวเองต่อไปโดยไม่ปริปากบ่น ท่ามกลางภัยคุกคามจากน้ำมือมนุษย์ที่ไม่เคยลดละการกระทำต่อสิ่งเหล่านั้น

ต้นไม้ สายน้ำ ขยะทะเล และเกลือ เป็นคุณครูของผมในวันนี้

เราเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของระบบนิเวศ เราไม่ใช่เจ้าของระบบนิเวศ 

ถ้าวันใดที่เราใช้ชีวิตเพื่อเบียดเบียนสมดุลแห่งระบบนิเวศนี้ ก็เท่ากับว่าเราก็กำลังทำลายตัวเอง

พายคายัคเส้นทางใหม่ของสมุทรสงคราม ล่องป่าชายเลน แวะนาเกลือและเข้าใจปัญหาขยะทะเล

The Cloud เคยทำวีดิโอเล่าเรื่องเที่ยวตามน้ำสมุทรสงคราม เข้าไปชมเรื่องราวของเมืองสามน้ำมากขึ้นได้ที่นี่

ขอขอบพระคุณ
พี่หมู-พี่วรรณ คู่รักนักปั่น
คุณเดือน-คุณยุ้ย จาก ณ ทรีธารา รีสอร์ท โต้โผใหญ่ของกิจกรรมครั้งนี้
ภาพสวยๆ จากช่างยอดและกล้องของคณะเดินทางทุกท่าน
เรื่องเล่าอันทรงคุณค่าจากผู้ใหญ่แดงและพี่แก้ว
แม่-น้องพวงหยก-น้องทับทิม ที่ไปพายเรือด้วยกัน

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ โรงเรียนนานาชาติ’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีหมวกรุ่นพิเศษจาก Painkiller Atelier X The Cloud ส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

ณัฐพงศ์​ ลาภบุญทรัพย์

วิทยากรและครูสอนวิชาภาษาไทยและสังคมศึกษาฯ ผู้รักการเดินทางเพื่อรู้จักตนเองและรู้จักโลกเป็นชีวิตจิตใจ เดินทางไปแล้วครบทุกจังหวัดในประเทศไทย และกว่า 50 ประเทศทั่วโลก

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

18 มิถุนายน 2564
106

“อรุณสวัสดิ์คร้าบ” เสียงทักทายพร้อมรอยยิ้มสดใสส่งมาจาก ‘เต้ย’ ไกด์หนุ่มที่กำลังยืนรอพวกเราอยู่ข้างรถกระบะคันใหญ่ พาหนะของพวกเราในวันนี้ เต้ยสวมเสื้อเชิ้ตผ้าโปร่งสบายๆ กับกางเกงขายาว และรองเท้าแตะแบนๆ คู่ใจ ที่พาเขาบุกป่าฝ่าดงไปทุกที่ ไม่หวั่นแม้วันทากมากในฤดูฝนอย่างเช่นวันนี้ 

ถ้าพูดถึงเขาใหญ่ ใครๆ ก็คงจะนึกถึงการกางเต็นท์ในฤดูหนาว น้ำตกเหวสุวัต เดินเที่ยวเส้นทางศึกษาธรรมชาติ ดูวิวต้นไม้และภูเขา แต่ทริปนี้แตกต่างออกไปเพราะพวกเราทั้ง 5 คน มากับไกด์ที่จะพาเราไปรู้จักเขาใหญ่ในมุมมองของการส่องสัตว์และถ่ายภาพสัตว์ป่า ซึ่งเป็นสิ่งที่พวกเราไม่เคยทำมาก่อน

ขึ้นกระบะไปส่องสัตว์ ถ่ายภาพสัตว์ป่า และนอนตีขาในน้ำตกที่เขาใหญ่กับไกด์ท้องถิ่น

เราก้มหน้ามองอาวุธคู่ใจที่วางอยู่บนตัก กล้องรุ่นดึกดำบรรพ์ Canon 350D และเลนส์ระยะ 100 – 400 mm. ที่ยืมคนอื่นมา หวั่นใจเล็กน้อยว่าวันนี้จะได้ภาพสัตว์กลับไปหรือไม่ แต่ความกังวลทั้งหมดดูจะกลายเป็นเรื่องเล็กน้อย เมื่อไกด์หนุ่มยืนยันว่า ถึงไม่มีกล้องใหญ่และพกมาแค่โทรศัพท์มือถือ ก็มีรูปภาพสวยๆ กลับไปได้อย่างแน่นอน 

ขึ้นกระบะไปส่องสัตว์ ถ่ายภาพสัตว์ป่า และนอนตีขาในน้ำตกที่เขาใหญ่กับไกด์ท้องถิ่น

รถกระบะพุ่งทะยานขึ้นสู่เขาใหญ่ ลมเย็นปะทะใบหน้า สัมผัสได้ถึงอุณหภูมิที่ค่อยๆ เปลี่ยนไป อากาศที่หนักขึ้นจากความชื้น กลิ่นสดชื่นของดิน และเสียงนกร้อง ทำให้ความเครียด ความกังวลต่างๆ ของชีวิตในเมืองใหญ่ค่อยๆ เลือนหายไปทุกครั้งที่คันเร่งถูกเหยียบ

หลังจากขับมาได้ไม่นาน รถกระบะก็จอดที่จุดชมวิว เรามองเห็นป่ากว้างและภูเขาไกลสุดลูกหูลูกตาจากตรงนี้ บทเรียนแรกที่พวกเราได้รับ คือการฝึกสายตาเพื่อมองหาสัตว์ให้เจอ เพียงแค่ไม่กี่นาทีที่ยืนมอง เต้ยก็ตะโกนพร้อมกับชี้ไปที่ป่ากว้างด้านหน้า “นกเงือกๆ พันธ์ุกรามช้างสองตัว บนต้นไทรข้างขวา กิ่งที่สองจากบนสุด กำลังกินลูกไทรอยู่เลย ตรงนั้นๆ” 

ความเข้าใจมาตลอดชีวิตว่านกเงือกเป็นสัตว์คุ้มครองที่หาดูยากถูกทำลายลงภายในเวลาไม่ถึง 10 นาทีที่เราเข้ามาในเขาใหญ่ เราพยายามมองหา แต่ความพยายามไม่เป็นผล มันดูเหมือนเป็นเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ได้ ที่จะมองเห็นสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ในพื้นที่กว้างขนาดนี้ ไกด์หนุ่มจึงเดินเข้ามาอธิบายเทคนิคในการมองหาสัตว์ให้ฟังเราฟังอย่างรวดเร็ว ในที่สุดสายตาเราก็ได้เห็นความเคลื่อนไหวเล็กๆ บนต้นไทร นกเงือก 2 ตัวเกาะอยู่บนนั้นจริงๆ 

ขึ้นกระบะไปส่องสัตว์ ถ่ายภาพสัตว์ป่า และนอนตีขาในน้ำตกที่เขาใหญ่กับไกด์ท้องถิ่น

แต่ด้วยระยะที่ไกลเกินกว่าตาทั้ง 2 ข้างของเรา หรือเลนส์กล้องระยะ 400 mm. ที่อยู่ในมือจะถ่ายทอดรายละเอียดความสวยงามของเจ้านกเงือกออกมาได้ ไกด์หนุ่มจึงได้กางอาวุธลับออกมา นั่นคือกล้อง Telescope ที่เอาไว้ส่องสัตว์โดยเฉพาะ ด้วยกำลังขยายขั้นสุด ทำให้พวกเรามองเห็นถึงรายละเอียด สีสัน และลวดลายบนตัวนกเงือกกรามช้างได้อย่างชัดเจน หน้าขาว ตาสีแดงสด และขนสีแดงยาวที่ขึ้นด้านหลังหัว ทำให้นกตัวนี้โดดเด่นเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะลักษณะพิเศษบริเวณด้านบนของจะงอยปากของนกเงือกพันธุ์นี้ที่มีลายเป็นริ้วๆ จำนวนริ้วที่เห็นจะเท่ากับจำนวนอายุของนกเงือกตัวนั้นๆ ซึ่งลักษณะของริ้วที่เกิดขึ้นนี้ มีหน้าตาคล้ายฟันกรามของช้าง จึงเป็นที่มาของชื่อนกเงือกกรามช้างนั่นเอง 

ขึ้นกระบะไปส่องสัตว์ ถ่ายภาพสัตว์ป่า และนอนตีขาในน้ำตกที่เขาใหญ่กับไกด์ท้องถิ่น

ภาพนกเงือกจิกลูกไทรและโยนเข้าปากตัวเอง เหมือนกับที่เคยเห็นจากสารคดีสัตว์โลกมากมายกำลังเกิดขึ้นตรงหน้าของเรา หลังจากเราดูภาพด้วยตากันอย่างเต็มที่แล้ว เต้ยจึงนำโทรศัพท์มือถือของเราวางต่อกับช่องส่องภาพของกล้อง Telescope แล้วบันทึกภาพนกเงือกที่อยู่ตรงหน้ามาให้ทั้งภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหว อีกทั้งภาพที่ออกมายังชัดเจน สวย คมชัด ราวกับถ่ายด้วยกล้องรุ่นใหญ่พร้อมเลนส์ระยะไกลเลยทีเดียว ตอนนี้เราเข้าใจแล้วว่า ถึงแม้ว่าจะไม่พกกล้องมา แต่เราทุกคนก็จะสนุกกับการส่องสัตว์ และเก็บภาพสัตว์ในวันนี้ได้อย่างเต็มที่อย่างที่เต้ยได้บอกไว้จริงๆ 

พวกเรากระโดดขึ้นหลังรถกระบะอีกครั้ง ในขณะที่กำลังขับผ่านต้นไม้สูง เสียงร้องของชะนีก็แว่วผ่านมากับสายลม รถกระบะชะลอความเร็วลงทันที ไกด์หนุ่มของเราจอดรถข้างทาง ยกกล้อง Telescope แล้วเดินดุ่มๆ มุ่งหน้าไปยังต้นเสียงที่อยู่ห่างออกไป 

จากเสียงร้องเบาๆ กลายเป็นเสียงที่ดังขึ้นเรื่อยๆ ชะนีมือขาว 2 ครอบครัวกำลังส่งเสียงร้องประกาศอาณาเขตกันอยู่ พวกเราทุกคนยืนนิ่งเพื่อรอดูความเคลื่อนไหวที่กำลังจะเกิดขึ้น แล้วทันใดนั้น กิ่งไม้ที่ห่างออกไปราวๆ 50 เมตรก็เกิดการสั่นไหวอย่างรุนแรง เรายกกล้องขึ้นส่องไล่ตามกิ่งไม้ที่เคลื่อนไหวอยู่ด้านหน้าทันที 

“เตรียมตัวเลยครับ มันน่าจะกระโดดจากต้นโน้นไปยังต้นข้างๆ” สิ้นสุดคำของไกด์หนุ่ม เจ้าชะนีขนสีดำสนิททั้งตัว ยกเว้นแต่เพียงอุ้งมือสีขาวราวกับใส่ถุงมือ ก็กระโดดจากกิ่งหนึ่งไปอีกหนึ่งพร้อมกับเสียงร้องกึกก้อง หลังจากนั้นเหล่าชะนีมือขาวก็แสดงโชว์ผาดโผนให้พวกเราได้ถ่ายรูปกันอีกหลายต่อหลายครั้ง หลังจากที่ทุกอย่างจบลง เหล่าชะนีก็นั่งจมปุ๊กกลายเป็นก้อนกลมฟู เกาะอยู่กับต้นไม้พร้อมกับเคี้ยวใบไม้ด้วยความสงบ 

จากมุมมองคนทั่วไป อาจจะคุ้นเคยกับคำว่า ‘ชะนี’ ที่เป็นศัพท์สแลงซึ่งใช้กันอยู่ในชีวิตประจำวัน จนทำให้ไม่ตื่นเต้นที่จะได้เห็นชะนีตัวจริงๆ ในป่า แต่สำหรับคนรักป่า ชะนีคือหนึ่งในสัญลักษณ์ความอุดมสมบูรณ์ของป่าในรูปแบบหนึ่ง เนื่องจากชะนีใช้ชีวิตอยู่บนต้นไม้แทบจะตลอดชีวิต ด้วยการเดินทางจากต้นไม้หนึ่งไปยังอีกต้นไม้หนึ่ง การหาอาหาร การนอนหลับ การผสมพันธ์ุ หรือแม้แต่การดื่มน้ำ ก็จะดื่มจากใบไม้หรือไม่ก็น้ำที่ค้างอยู่ในลำต้นไม้ 

ดังนั้น หากป่าไม่อุดมสมบูรณ์ หรือไม่มีต้นไม้ขนาดใหญ่ที่โตต่อเนื่องกันเป็นทิวแถว ชะนีก็ไม่สามารถเดินทางเพื่อหาอาหารหรือมีชีวิตอยู่ต่อไป การได้เห็นชะนีจึงถือว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดีสำหรับพวกเราทุกคน 

“เก็บของครับ มีสายบอกมาว่านากใหญ่ขนเรียบเข้าที่อ่างเก็บน้ำศร เราจะไปถ่ายนากกัน” 

ไกด์หนุ่มบอกด้วยเสียงตื่นเต้น อ่างเก็บน้ำศรเป็นจุดที่อยู่ติดกับถนน ด้วยบรรยากาศและความสวยงามริมน้ำ ทำให้มีคู่รักมากมายแวะเวียนมาถ่ายรูป Pre Wedding กันเป็นประจำ แต่เมื่อพวกเราไปถึง สิ่งที่เห็นคือตากล้องมากกว่า 20 คน นั่งกระจายตัวตามจุดต่างๆบริเวณริมน้ำ หามุมที่ดีที่สุดเพื่อถ่ายรูปครอบครัวนาก

ที่ริมอ่างเก็บน้ำฝั่งตรงข้าม ครอบครัวนากประมาณ 7 – 8 ตัวกำลังว่ายน้ำอยู่ โดยมีตัวใหญ่ที่สุดว่ายนำ ส่วนตัวเล็กที่เหลือว่ายตามไม่ห่าง เต้ยบอกพวกเราว่าวันนี้โชคดีมากๆ เพราะนากเป็นสัตว์คุ้มครองหาดูยาก และที่พวกเรากำลังจะได้เห็น คือพฤติกรรมการสอนล่าให้กับนากรุ่นเยาว์ ตัวที่ว่ายนำเป็นนากรุ่นใหญ่ จะว่ายน้ำและจับปลาโชว์ให้กับสมาชิกตัวอื่นๆ ดู 

ครอบครัวนากว่ายน้ำไปเรื่อยๆ ที่ริมน้ำ ทันใดนั้นก็เกิดเสียงน้ำกระฉอกดังขึ้นที่ครอบครัวนาก เจ้าตัวใหญ่ที่ว่ายน้ำ กระโดดขึ้นมาจากน้ำ ปากคาบปลาตัวอ้วนขึ้นมาด้วย เสียงลั่นชัตเตอร์ดังขึ้นรัวๆ พร้อมกับเสียงหัวใจของพวกเราเช่นกัน เสียงน้ำสาดกระจายมาอีกครั้ง เจ้าตัวเล็กที่อยู่ด้านหลังงับปลาตัวใหญ่ได้แล้ว จึงกัดหัวปลาโชคร้ายตัวนั้นกินอย่างเอร็ดอร่อย จากนั้นเทศกาลล่าอาหารก็ดำเนินต่อไปอีกเกือบชั่วโมง จนในที่สุดครอบครัวนากก็เดินขึ้นจากน้ำด้วยท่าทีที่อุ้ยอ้าย แล้วเดินหายไปในป่าฝั่งตรงข้ามกับพวกเรา

ช่วงบ่ายแดดเริ่มลงจัด เราเปลี่ยนบรรยากาศไปหาที่นั่งพักริมน้ำตกกัน ระหว่างทางที่กำลังขับไปอยู่นั้น อยู่ๆ เต้ยก็จอดรถที่ไหล่ทางซึ่งติดกับริมลำธารแห่งหนึ่ง พร้อมบอกกับพวกเราว่าให้พวกเราลองหาสัตว์ตัวหนึ่งที่อยู่บริเวณนี้ เราลงจากรถยืนมองกิ่งไม้เป็นล้านกิ่งที่อยู่ตรงหน้า ไม่มีทางที่เราจะหาเจอแน่ๆ ในขณะที่กำลังจะถอดใจอยู่นั้น เพื่อนคนข้างๆ ก็ตะโกนออกมาว่า “เจอแล้ว” เราหันไปมองเพื่อนด้วยความตกใจ แล้วเพื่อนคนถัดๆ ไปก็ตะโกนบอกว่า “เห็นแล้ว” เช่นกัน

เหลือเพียงเราที่ยังมองไม่เห็นอะไรเลย เสียงแดกดันพร้อมคำพูดแซะแซวอันไร้ซึ่งความเมตตาได้ถูกส่งผ่านออกมาจากทุกคนทันที หลังจากกดดันลูกตาตัวเองจนถึงที่สุด เราก็มองเห็นเจ้ากิ่งก่ายักษ์ชื่อว่า ‘ตะกอง’ นอนพรางตัวพักผ่อนอยู่บนกิ่งไม้ สีตัวของมันกลืนไปกับรอบข้างจนยากจะมองเห็น มีเพียงหางลายทางสีดำที่โดดเด่นออกมา ช่วยให้เรามองเห็นตะกองตัวนี้ง่ายขึ้น ไกด์หนุ่มของเราเล่าให้ฟังว่าเมื่อก่อนมีแม่น้ำสายหนึ่ง ซึ่งในอดีตมีตะกองอยู่เป็นจำนวนมาก จนกลายมาเป็นที่มาของชื่อแม่น้ำ ‘ลำตะกอง’ แต่เพี้ยนมาจนกลายเป็นชื่อ ‘ลำตะคอง’ ในปัจจุบัน 

เจ้าตะกองผู้น่าสงสารนอนนิ่งอาบแดดอยู่บนกิ่งไม้ แต่ใต้คางเต็มไปด้วยยุงที่ดูดเลือดจนพุงป่องเห็นเป็นสีแดงสด เราค่อยๆ ย่อตัวลงเพื่อถ่ายรูปตะกองในมุมเสย ในขณะที่กำลังมีสมาธิกับการเล็งมุมอยู่นั้น เราก็รู้สึกได้ถึงอะไรบางอย่างกำลังเคลื่อนไหวอยู่ที่บริเวณข้อมือ อาจจะเป็นมด อาจจะเป็นแมงมุม อาจจะเป็นแมลงอะไรสักอย่าง เราค่อยๆ ดึงแขนเสื้อขึ้น แล้วสิ่งที่เรากลัวที่สุดก็อยู่ตรงนั้น ทากขนาดประมาณ 1.5 ซม. ตัวผอมโซ กำลังโยกตัวไปมาอยู่บนข้อมือของเรา เราอ้าปากค้างด้วยความกลัว แต่ไม่มีเสียงเล็ดรอดออกมา หัวใจเต้นรัว มือเกร็ง ตัวเกร็งไปหมด เราตกใจปล่อยกล้องในมือลง

สายสะพายกล้องที่คล้องคออยู่ได้ทำหน้าที่ของมันอย่างเต็มที่ ด้วยการปกป้องกล้องไม่ให้ตกไปที่พื้น สมองเราเบลอไปหมด สิ่งเดียวที่คิดในหัวคือ จะทำอย่างไรกับทากที่เกาะอยู่บนข้อมือ เราวิ่งไปหาคนที่ใกล้ที่สุด แล้วพูดออกมาด้วยเสียงแหบพร่าว่า “ช่วยด้วย” พร้อมกับยื่นแขนที่สั่นเทาออกไป โชคดีที่คนที่อยู่ตรงหน้าคือไกด์หนุ่มของพวกเรา เขาค่อยๆ บรรจงหยิบทากออกจากข้อมือเราอย่างแผ่วเบา บริเวณที่ทากเคยเกาะ เหลือเพียงแค่จุดแดงๆ ไม่มีเลือดไหลออกมา 

พวกเราทุกคนจึงพากันสำรวจทั่วตัว พบทากมากมายที่พยายามไต่ขึ้นมาบนตัวพวกเรา จึงได้จัดการดีดทิ้งกันอย่างวุ่นวาย ส่วนไกด์ผู้สวมรองเท้าแตะ ก็ก้มลงไปหยิบทากที่เกาะอยู่เต็มเท้าออกทีละตัวด้วยความนุ่มนวล เต้ยบอกว่าถ้าใส่รองเท้าแตะ เวลาทากเกาะ เราจะเห็นแล้วหยิบออกได้ง่าย สะดวกกว่าการใส่รองเท้าเดินป่าและถุงกันทาก ที่ทำให้ไม่รู้ว่าทากเดินไปตรงไหนของร่างกาย มารู้ตัวอีกทีก็จะโดนทากดูดเลือดที่เอวหรือคอไปแล้ว พวกเราพากันส่ายหน้า ไม่เห็นด้วยกับเต้ยแม้แต่นิดเดียว เพราะไม่ว่าจุดไหน ก็ไม่อยากให้ทากมาดูดเลือดเราทั้งนั้น

จบทริปวันนี้ด้วยการนั่งพักหลบร้อนที่บริเวณน้ำตก เราเปิดรูปในกล้องทบทวนว่าวันนี้ได้เจอสัตว์ป่าอะไรไปบ้าง เราได้เห็นสัตว์คุ้มครองที่ควรจะหาดูได้ยากหลายชนิด แต่กลับไม่ยากเลยเมื่อคุณอยู่ในเขาใหญ่ เมื่อเปิดดูรูปในมือถือที่ต่อจากกล้อง Telescope ของเต้ย ต้องยอมรับว่าภาพถ่ายออกมาได้สวยชัดอลังการกว่าบางรูปในกล้องของเราอีก 

เรายิ้มมุมปาก ยักไหล่ ยอมรับความพ่ายแพ้ เอนหลังพิงก้อนหิน ปล่อยให้เท้าราไปกับน้ำตกที่แสนเย็นสบาย ละอองน้ำกระเซ็นมาโดนแขนเสื้อจนชื้นเบาๆ ความร้อนค่อยๆ คลายไปหมดแล้ว ได้ยินเพียงเสียงน้ำตกที่ดังกึกก้อง กลิ่นกาแฟดริปหอมๆ ที่เต้ยกำลังชงลอยมาตามสายลม หนังตาเริ่มหนักลงเรื่อยๆ แล้วเราก็หลับลงไปท่ามกลางอ้อมกอดของธรรมชาติ

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ โรงเรียนนานาชาติ’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีหมวกรุ่นพิเศษจาก Painkiller Atelier X The Cloud ส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

สุธีรา โมรา

ชอบพาร่างกายและจิตใจไปทรมาน เพียงเพื่อเฝ้ามองการวิวัฒนาการของตัวเอง เสพย์ติดชา รักการอ่าน Manga และแพ้ทางอาม่าอากง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load