The Cloud x Converse

    

ช่วงเดือนมีนาคมนี้ Converse ทำแคมเปญ ‘Love the Progress’ สร้างนิยามใหม่ให้ผู้หญิง ผ่านการเล่าเรื่องผู้หญิงที่ทำสิ่งทรงพลังจากทั่วโลก และ แพรว-กวิตา วัฒนะชยังกูร ก็เป็นหนึ่งในคนที่ Converse กับ The Cloud อยากพูดถึงสุดๆ

เธอคือศิลปินไทยที่มีตัวแทนเป็นทั้งแกลเลอรี่ที่ไทย ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย เธอเคยได้จัดงานแสดงที่ Sydney Opera House และเป็นตัวแทนประเทศไทยในงาน Venice Biennale ปี 2017

งานของแพรวมีเอกลักษณ์ชัดเจน แบบที่เมื่อเห็นครั้งหนึ่งแล้วจะจำได้ไม่มีวันลืม หากคุณมีโอกาสได้ไปดูนิทรรศการที่ตึกอีสต์เอเชียติกในช่วง Bangkok Art Biennale ที่ผ่านมา ย่อมต้องติดตากับงานวิดีโอสีสด ที่ผู้หญิงคนหนึ่งกลิ้งไปรอบๆ เพื่อปลดด้ายแดงให้หลุดจากตัว หรือใช้ตัวเองแทนกระสวยพุ่งผ่านด้ายยืนที่ขึงอยู่กับกี่ หรือห้อยหัวจุ่มหน้าลงในสีแดงสด เพื่อย้อมเส้นด้ายบนหัว

ถ้าเราเปิดให้ดูอีกครั้ง คุณต้องร้องอ๋อแน่นอน

กวิตา วัฒนะชยังกูร

งานของแพรวหลายงานพูดเรื่องผู้หญิง ผ่านการตั้งคำถามต่อนิยามความเป็นหญิงไทย และสร้างความตระหนักเกี่ยวกับปัญหาการกดขี่แรงงานผู้หญิงในอุตสาหกรรม

ไม่ใช่แค่งานที่เธอทำเท่านั้น ตัวแพรวเองก็ไม่เหมือน ‘ผู้หญิง’ ที่อยู่ในกรอบความเข้าใจของคนทั่วไป เธอเป็นศิลปินหญิงที่ไม่มีมาดติสท์อย่างที่หลายคนมักมี แม้ดูเผินๆ ใบหน้าจะสื่อสารความสุภาพเรียบร้อยสมเป็นกุลสตรี แต่กลับซ่อนความกล้าหาญบ้าบิ่นเอาไว้ แถมเธอยังเป็นคนที่ชอบแต่งชุดกระโปรง พอๆ กับที่ชอบเล่นสกีและขี่ม้าอีกด้วย

เรื่องราวของเธอที่เล่าผ่านการทำงานซีรีส์ต่างๆ ตอกย้ำชัดเจนว่า ผู้หญิงเป็นอะไรได้มากกว่าแค่ที่ถูกนิยาม

         

งานที่ศูนย์

กวิตา วัฒนะชยังกูร กวิตา วัฒนะชยังกูร

เด็กหญิงกวิตาเติบโตมายังไง

เราโตมาในกรุงเทพฯ ก็จริง แต่มีบ้านอยู่ปากช่อง ทุกปิดเทอมและเสาร์-อาทิตย์ก็ไปอยู่ที่นู่นตลอด ไม่ได้มาแฮงเอาต์กับเด็กในเมืองกรุง คือเป็นเด็กที่อยู่ในไร่ม้า อยู่กับภูเขา

ถ้ามองภายนอกแพรวจะดูคุณหนูมาก แพรวว่าเพราะแพรวมีบุคลิกบางอย่างเหมือนเด็กจิตรลดา และอยู่จิตรลดามา แต่จริงๆ เป็นคนที่ชอบลุยชอบเสี่ยงมาก เช่น ชอบขี่ม้าเลาะเข้าไปในป่ากับอา มีความสุขมาก แล้วเวลาขากลับม้ามันเริ่มจำทางได้แล้วมันจะเร็วมาก ถ้ามีต้นไม้โค้งลงมา ม้าผ่านได้ เราผ่านไม่ได้ ก็ต้องเอนตัวให้เท่ากับม้า แค่เสี้ยววิเดียวเลยอะ เราชอบความท้าทายประมาณนั้น

ขี่ม้ามาตั้งแต่อายุเท่าไร

5 ขวบค่ะ

ชอบเรื่องท้าทายตั้งแต่เด็กเลย

ใช่ เคยประสบอุบัติเหตุกับม้าแบบหนักมากๆ เราผิดเองที่ใส่อานม้าหลวมไป พอขากลับม้าเห็นคอกแล้วมันก็ซิ่งเลย อานที่หลวมก็ค่อยๆ เอนลงไป แต่ขาดันติดอยู่กับที่เกี่ยว เลยกลายเป็นว่าหน้าเราไปอยู่ที่ท้องม้า แล้วก็ครูดไปกับดินลูกรังอยู่นานมาก เสียโฉมไปเลย ถ้าสังเกตดีๆ หน้าด้านซ้ายกับขวาจะไม่เหมือนกัน ตาด้านซ้ายจะตก

โชคดีที่เป็นตอน ป.5 มันเลยรักษาตัวเองได้ แต่ก็ไม่ไปโรงเรียน 2 – 3 อาทิตย์เลยอะ พอไปโรงเรียนก็ต้องใส่หน้ากากครึ่งหน้า เหมือน Phantom of the Opera เลย

เด็กแสบคนนั้นรู้ตัวไหมว่าอยากเป็นศิลปินระดับโลก

ไม่รู้ เพราะเป็นคนที่วาดรูปไม่สวย เคยคิดว่าศิลปินเนี่ยต้องวาดรูปสวย

แต่ว่าชอบดูหนังกับคุณพ่อ เวลาดูเราชอบดูบรรยากาศ ภาพ สี องค์ประกอบ แล้วก็ชอบคิดว่าการใช้ภาพแบบนี้เขาจะต้องการจะพูดอะไร ตัวละครนี้เขาเป็นอย่างนี้เพราะอะไร ก็ทำแบบนี้กันทุกวัน พ่อกลับถึงบ้านก็มานั่งดูหนัง มาวิเคราะห์กัน

แล้วตอนไหนที่ทำให้ตัดสินใจไปอยู่ออสเตรเลีย

ขึ้น ม.4 ค่ะ คือมันมีหลายเหตุผลมาก ข้อหนึ่งคือ เรียนไม่เก่ง โดยเฉพาะวิชาเลข เรียนไม่เก่งเลย ครูทุกคนเป็นห่วงเรามากว่าคนนี้ไม่สามารถหารเลขได้ ชีวิตมีปัญหามาก สมัยนี้อาจจะไม่เหมือนสมัยแพรว แต่ตอนที่แพรวอยู่มัธยมมันแย่ คือวิชาเลขสำคัญมากกับการที่จะเก่งหรือไม่เก่ง

อีกอย่างหนึ่งคือตอนเด็กๆ เราดูเป็นคนเรียบร้อยตามบุคลิกเด็กจิตรลดามากๆ หน้าตา ท่าทาง ทรงผม แต่จริงๆ แล้วเป็นคนกบฏสูง เวลาคิด เวลาทำอะไร แล้วก็คิดตลอดว่าตัวเองอยากออกจากกรอบตรงนี้มากๆ อยากเป็นอิสระ ตอนนั้นด้วยความที่เด็กด้วย ก็คิดว่าการไปเรียนเมืองนอกนี่แหละที่จะช่วยให้ออกจากกรอบทุกอย่าง

กวิตา วัฒนะชยังกูร

พ่อว่ายังไงบ้างกับการตัดสินใจนี้

พ่อเองก็ไม่อยากให้เราอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มาวัดค่าว่าเราเก่งไม่เก่งจากวิชาเลข เลยมาดูกันว่าถ้าไปออสเตรเลียมันต้องเรียนอะไรบ้าง แล้วเราก็ค้นพบว่าถ้าอยู่ออสเตรเลียเราเลือกตัดวิชาที่เราไม่ชอบออกไปได้ แล้วเรียนเฉพาะเจาะจงในวิชาที่เราชอบได้ พ่อก็เลยบอกว่าโอเค

แต่พ่อเขาก็เป็นห่วง เขาไม่อยากเลี้ยงลูกวัยรุ่นอายุ 13 ทางโทรศัพท์ เขาก็เลยไปอยู่ด้วยทุกอาทิตย์ ก็คือวันศุกร์เลิกงาน เสาร์-อาทิตย์ไป แล้วก็กลับมาทำงานวันจันทร์ พอไปถึง กิจกรรมที่ชอบก็คือดูหนัง เสาร์-อาทิตย์ก็ทำอะไรกินกันแล้วก็ดูหนังมาราธอน

จากการดูหนัง กลายมาเป็นการทำวิดีโออาร์ตได้ยังไง

ตอนแรกที่ไปอยู่ออสเตรเลีย มันมีนิทรรศการของ Bill Viola ซึ่งมันอยู่ในโบสถ์ แพรวว่าแพรวเล่าเรื่องนี้ให้ทุกคนฟัง เพราะว่ามันเป็นอะไรที่ฝังลึกในความทรงจำ

คือเราเข้าไปนั่งในโบสถ์กับพ่อ แล้วมันก็ใช้โปรเจกเตอร์แหละ แต่สำหรับเราตอนนั้นมันเหมือนมีคนอยู่ที่ปลายสุดของแท่นตรงกลาง แล้วคนนั้นก็ค่อยๆ ลอยขึ้นไปบนฟ้า เหมือนเป็นคนที่ตายแล้วค่อยๆ ลอยขึ้นไป มีน้ำโอบอุ้มเขาขึ้นไปข้างบน แล้วเราก็แบบว้าว เราไม่เคยเห็นอะไรอย่างนี้ในเมืองไทยเลย มันคืออะไรเนี่ย มันสะกดทุกคนให้อยู่กับตรงนั้น ทุกอย่างมันมืด แล้วก็ดึงให้เราดูแต่คนนี้ลอยขึ้นไป สักพักนึง เราก็เห็นว่ามีคนที่มีไฟล้อมรอบ เขาก็เดินฝ่าไฟเข้ามาหาเรา แล้วล้มลงไปในน้ำ น้ำก็แผ่กระจาย (เสียงเบา ทำมือกระจายออก)

[งานทั้งสองชิ้นของ BIll Viola ที่กวิตาได้ดูในวันนั้น คือ Fire Woman และ Tristan’s Ascension ในงาน Bill Viola: the Tristan Project]

ตอนนั้นอายุ 15 เป็นความรู้สึกแบบ โห อะไร มันคืออะไร อยากทำแบบนี้บ้าง เป็นอะไรที่ตราตรึงในใจ แต่เราก็ไม่รู้จะไปถามใครว่ามันคืออะไรกันแน่

งานที่หนึ่ง : Box

ศิลปะแขนงที่เห็นในโบสถ์มันไม่มีสอนเหรอตอนนั้น

มันมี แต่ไม่มีใครมาบอกว่ามันคืออะไร มันไม่ใช่การถ่ายหนัง มันคือ Installation แล้วตอน ม.6 มันก็มีให้เลือกเรียนหลายแบบมาก ประวัติศาสตร์ศิลป์ เครื่องประดับ ถ่ายภาพ ประติมากรรม เราก็เลือกเรียนทุกแขนง แต่ก็ยังหาไม่ได้อยู่ดีว่าสิ่งที่เราชอบมันอยู่ในแขนงไหน

ตอนที่อายุ 18 แล้วต้องเรียนปริญญา เพื่อนตอน ม.ปลาย เขาไปแฟชั่นกันหมดเลย เราก็เรียนตาม เรียนได้ 2 อาทิตย์เราก็รู้สึกว่าไม่ใช่ ไม่เอาแล้ว ไม่ได้รู้สึกอิน ก็เลยเลิกเรียน แล้วไปเรียน Textile ซึ่งเรียนอยู่ 2 ปีก็เลิกเรียน

แล้วปริญญามันกี่ปี

3 ปี

เสียดายมั้ย ถ้าเป็นคนทั่วไปคงบอกให้เรียนให้จบก่อน

ไม่นะ ก็มันไม่ใช่ มันไม่มีอะไรที่เราอยากรู้อีกแล้ว แล้วมันก็ไม่ได้ใกล้เคียงกับงาน Bill Viola ที่เราดูตอนแรกด้วย

เราเลยเปลี่ยนคณะไป Fine Arts เป็นการทดลองล้วนๆ เลย เพราะเราเข้าใจว่ามันคือการวาดรูป ไม่รู้ว่าจะเข้าใกล้ไอ้อัน Bill Viola ได้ยังไงด้วยซ้ำ แต่พอเข้าไปคลาสแรก เรารู้สึกว่านี่แหละ ฉันกลับบ้านแล้ว

คลาสแรกเขาเปิดวิดีโอของศิลปินคนหนึ่งให้ดู ที่เอาของมาเรียงเป็นโดมิโน ให้มันล้มทับกันไปเรื่อยๆ ในบ้าน แล้วก็มีงานแสดงของศิลปินอีกหลายคนให้ดู แล้วเราทุกคนก็ได้ทำนู่นทำนี่ เช่น อาจารย์ให้สมมติว่าแผ่นดินกำลังไหว โลกถล่ม อะไรแบบนี้

แล้วอาจารย์ก็บอกว่า จริงๆ เข้ามาเรียน Painting มันไม่ได้อยู่ในกรอบว่าต้องใช้ผ้าใบกับพู่กัน จะใช้อะไรก็ได้ เสียง กลิ่น ก็เป็นได้ ศิลปะมันกว้างไกลมาก ศิลปินที่ดีคือผู้ที่ผลักกรอบของศิลปะออกไปด้วยซ้ำ เราก็แบบโห (ตาโต เสียงสูง) เจ๋งมากเลย ชอบมาก

เราเริ่มลองเอากล้องมาถ่ายภาพ เพราะว่าชอบถ่ายภาพที่สุด แล้วก็เริ่มถ่ายวิดีโอ ตอนแรกก็ถ่ายคนอื่น ถ่ายไปหมดเลย แต่มันไม่รู้สึกอะ ถ่ายคนอื่นเราเหมือนเป็นช่างกล้อง รู้สึกว่าอยากรู้สึก ตอนหลังก็เลยใช้ตัวเองไปอยู่หน้ากล้อง

งานแรกๆ ที่ทำเป็นงานแบบไหน

ตอนที่อยู่ออสเตรเลีย เราทำเรื่องทุกอย่างตามความรู้สึกที่เกิดขึ้น ณ​ ประสบการณ์ ณ วัยนั้นๆ

ประสบการณ์ตอนนั้นก็คือเราเป็นคนไทยที่ไปอยู่ออสเตรเลีย เรารู้สึกไม่ Fit in กับประเทศเขา เหมือนเป็นเอเลียนสำหรับเขา เราเลยลองเอาตัวเองเข้าไปอยู่ในกล่องขนส่งสินค้า แล้ววางอยู่กลางหาดทราย เอาตัวเองลงไปในกล่อง แล้วก็เอาทรายใส่เข้าไปในกล่อง แล้วก็ให้คนแปะสติกเกอร์บนกล่อง ให้เราออกจากกล่องไม่ได้ หายใจก็ไม่ออก ในมือมีมีดเปิดจดหมาย แล้วเราก็ปักๆ กล่อง เพื่อค่อยๆ ออกจากกล่องทีละนิด

งานแรกๆ เกี่ยวกับทะเล ทราย การขนตัวเอง การอพยพ เยอะมาก

ตอนนั้นคุณมองตัวเองว่าเป็นผู้อพยพเหรอ

อืม เพราะว่าอยู่นานกว่าเมืองไทย ตั้งแต่ ม.4 จนถึงจบก็รวมๆ เกือบ 10 ปี เหมือนโตในฐานะที่เป็นวัยรุ่นที่นู่น เป็นผู้ใหญ่ที่นู่น คือเราก็รู้สึกว่าเราเป็นคนออสเตรเลียนะ แต่ก็มีหลายอย่างที่ทำให้รู้สึกว่าไม่ใช่ เราอยากเป็นหนึ่งในนั้น แต่ก็ไม่เคยได้เป็น ด้วยกฎหมาย ด้วยความรู้สึกของคน ด้วยอะไรที่ติดตัวมา

พอเห็นงานเซ็ตนี้ ที่บ้านคิดยังไง

จริงๆ อันนี้แม่ช่วยคิดด้วย เวลาเอางานให้แม่ดูแม่ก็บอกว่าสวยมากเลย แพรวเลยพูดประมาณว่า เออเนี่ย มันเป็นสิ่งที่แพรวรู้สึกได้เลย เหมือนเราเจอคนที่ใช่ เราจะรู้ตั้งแต่แรกว่าจะทำอันนี้ไปได้จนตลอดชีวิต จำได้ว่าแม่ร้องไห้ เพราะว่าเหมือนเราได้เจอสิ่งที่ใช่ เขาก็เลยอินตามไปด้วย

หรืออย่างพ่อ ตอนที่จะเรียนแฟชั่นพ่อยังมีชีวิตอยู่ พ่อก็บอกว่าแพรวไม่ได้เข้ากับอะไรแบบนั้น คือพ่อรู้ว่าจริงๆ แพรวมีความคิดแบบไหน ชอบอะไร ส่วนตอนเลือกเรียน Textile พ่อเสียชีวิตไปแล้ว แต่ถ้ายังอยู่ก็คงบอกว่าไม่ใช่ พ่อบอกแต่แรกเลยว่าให้ไปเรียนด้านถ่ายภาพ

แล้วเรื่องความเสี่ยงล่ะ ไม่ห่วงกันเลยเหรอ งานแบบนี้ดูอันตราย

งานพวกนี้แม่เป็นคนถ่ายทุกชิ้นเลยนะ แล้วก็เราเป็นคนชอบความเสี่ยงตั้งแต่เด็กด้วยมั้ง เวลาทดลองคือแพรวมั่วแหลกเลย ทำนู่นทำนี่ทำนั่น

ยกตัวอย่างให้ฟังสักเรื่อง

มีอันหนึ่งที่มันไม่มีคอนเทนต์อะไรเลยด้วยซ้ำ คือเราชอบภาพของคนที่ไม่กลัว เราเลยทำบ่อน้ำที่ตื้นมากขึ้นมา แล้วก็ทำแบบนี้ (ยกมือขึ้นแล้วฟาดลงตรง) ลงไปที่ในบ่อน้ำ ก็เข้าโรงพยาบาล เพราะบ่อน้ำมันตื้นไป (หัวเราะ) ตอนนั้นเหมือนเข่าแตกหรืออะไรสักอย่าง เหมือนพอใกล้ถึงพื้น สัญชาตญาณอะไรบอกไม่รู้ เราเลยเอาเข่าลง

แล้วก็มีอันหนึ่งที่จำได้เลย อันนั้นทำที่ออสเตรเลีย รู้สึกว่าอยู่ในสตูดิโอน่าเบื่อ เลยไปทะเลกลางหน้าหนาวออสเตรเลีย ตั้งกล้องเอาไว้ แล้วก็กระโดดลงไปในน้ำทะเล แล้วน้ำทะเลมัน เย็น มาก (ลากเสียงสุดลมหายใจ) เย็นมากในแบบที่เราไม่ได้ร้องออกมาว่า หนาว! แต่ร่างกายมันส่งเสียงแบบผู้ชาย โฮ่ว (ทำเสียงต่ำ) ออกมา พอมีคนเห็นก็วิ่งเข้ามาช่วย “แพรวยูโอเคหรือเปล่า บ้าเหรอ โดดน้ำตอนนี้”

แล้วคิดว่าตัวเองบ้าหรือเปล่า

ก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่ไม่กลัวนะ ตอนนั้นคิดว่างานที่เจ๋งคืองานที่อันตราย

งานที่สอง : Tools

พอเรียนจบแล้วกลับมาเมืองไทย เป็นยังไงบ้าง

อยู่เมืองไทยเหมือนเราได้กลับบ้านแต่เราก็ไม่ได้กลับบ้าน เราต้องปรับตัวเยอะมาก รู้สึกว่าเป็นเอเลียนอีกแล้ว เราต้องเติบโตในฐานะผู้หญิงไทย โดนสังคมบอกว่าอันนี้ไม่ควร อันนี้ไม่เหมาะ แล้วเราก็รู้สึกว่า อ่าว (เหี่ยว) ฉันถูกผลักออกจากสังคมอีกแล้ว

ตอนนั้นมันมีแค่ 2 ประเทศที่เราเคยอยู่ ที่เราเคยไปมา มันเลยมีปัญหาว่าแบบทำไมเราต้องเป็นแบบนั้น ทำไมเราต้องเป็นแบบนี้

การเติบโตในฐานะผู้หญิงไทยคืออะไร

ผู้ใหญ่จะพูดตลอดว่า เนี่ย เป็นผู้หญิงต้องทำกับข้าวเก่งๆ นะ มันเป็นวิธีที่ทำให้ผู้ชายอยู่บ้าน ผู้หญิงต้องทำความสะอาด เก็บทุกอย่างเป็นระเบียบ แล้วแพรวเป็นคนรกมาก เราเลยไม่ได้อยู่ในบรรทัดฐานที่จะบอกได้ว่าเราเป็นผู้หญิง

การทำงานซีรีส์ Tools น่าจะเป็นการเรียนรู้ว่าเราจะเติบโตในฐานะที่เป็นผู้หญิงไทยได้ยังไง เหมือนเล่าให้ตัวเองฟังว่าผู้หญิงไทยถูกการคาดหวังจากสังคมยังไงบ้าง ผู้หญิงที่ดีจะต้องเป็นยังไงบ้าง เราเอาของในบ้านมา พูดถึงสิ่งที่คนคาดหวังจะให้เราเป็น และเราก็พยายามจะเป็นสิ่งนั้น ตั้งแต่ไม้กวาด ผ้าขี้ริ้วถูพื้น ไม้ม็อบ ที่ใส่น้ำแข็ง ที่คั้นน้ำส้ม ทุกอย่าง

ตอนเลือกของเลือกจากอะไร

มองๆ ไปในบ้าน (หัวเราะ) เรียลมาก จะสังเกตว่าของบางชิ้นจะดูเก่าๆ หน่อย ไม่ได้ซื้อใหม่ มีอันหนึ่งที่ซื้อใหม่คือที่ไสน้ำแข็ง

เรื่องมันมีอยู่ว่า ตอนเรียนจบเคยส่งงานไปให้ Centre for Contemporary Photography ของออสเตรเลียดู เพราะอาจารย์บอกให้ส่ง ก็ไม่ได้คาดหวังอะไร แล้ววันหนึ่งเขาก็ติดต่อมาว่างานยูน่าสนใจ ตอนนี้มีงานใหม่สักงานมั้ย มีคนแคนเซิลพอดีเลย ขอภายใน 2 อาทิตย์ทันมั้ย เราก็รีบตอบว่ามีค่ะ! ทันค่ะ! แต่จริงๆ ไม่มี ไม่ได้ทำอะไรอยู่เลย

1 อาทิตย์ผ่านไปก็ยังไม่ได้อะไรเลย โอ๊ย ทำไงดี เลยไปหาคุณป้าหน้าบ้านที่ขายของชำ [หมายเหตุ: บ้านของแพรวอยู่บริเวณศรีย่าน หน้าบ้านจึงเต็มไปด้วยร้านขายอุปกรณ์เครื่องใช้ในบ้านสีสันสดใส] ถามว่ามีอุปกรณ์อะไรน่าสนใจบ้าง ป้าก็บอกว่า มีอันนี้มาใหม่ เป็นที่ไสน้ำแข็งที่เป็นไม้ เลยถามเขาว่าไสยังไง แล้วก็ซื้อมา (หัวเราะ)

ต้องทำงานใหม่ภายใน 2 อาทิตย์ นับว่าเร็วมากไหม

ปกติแพรวให้เวลาประมาณ 3 – 4 อาทิตย์ต่อชิ้น กว่าจะคิด พอคิดเสร็จ ซ้อมอีก บางงานซ้อมอยู่เป็นอาทิตย์ๆ ถ่ายแป๊บเดียว แต่งานที่ไสน้ำแข็งคือมันมหัศจรรย์มาก เพราะ 1 อาทิตย์เรายังไม่รู้เลยว่าจะทำอะไร มิราเคิลมากกว่าจะได้งานนี้มา ทุกวันนี้ก็ยังเป็นงานชิ้นหนึ่งที่ชอบมาก

กวิตา วัฒนะชยังกูร

ชอบเพราะอะไร

ตอนที่ทำมันรู้สึกจริงๆ มันเย็นมาก ตอนแรกเราทดลองกับน้ำแข็งในตู้เย็น วางที่มือแค่ 10 วิก็ไม่ไหวแล้วอะ มันชาไปหมด แล้วนี่หน้าต้องจุ่มลงไป มันเลยเป็นงานที่ท้าทายมาก แล้วข้างล่างมันเป็นใบมีดอีก มันรู้สึกว่าท้าทายทุกแง่มุมของความรู้สึกตอนนั้น

ตอนนั้นรู้สึกอะไร

รู้สึกว่าร่างกายมันปรับได้ พอรู้สึกว่าร่างกายมันเริ่มปรับได้ มันรู้สึกว่าเราเอาชนะสถานการณ์นั้นได้ เราเอาชนะความเจ็บปวดได้ มันคือใจ มันคือร่างกายที่สามารถปรับตามความยาก เหมือนเล่นเกมเลเวลยากขึ้นเรื่อยๆ เราก็จะเก่งขึ้นไปเรื่อยๆ

หลังจากชิ้นนั้น เราทำอะไรที่ท้าทายตัวเองตลอดเลย อะไรก็ตามที่ไม่ได้ เราจะรู้สึกว่ามันต้องได้

แล้วมีอะไรที่ทำไม่ได้ไหม

(คิดนาน) มี จริงๆ แล้วมันจะมีอันเดียวเลยที่ทำไม่ได้ คืองาน Big Fish in a Small Pond เราต้องใส่สลิงที่หลัง แล้วค่อยตัดสลิงออกทีหลัง ตอนแรกจะไม่ใส่สลิง แค่เกี่ยวกับปากแล้วดึงขึ้นไป แต่ทำไม่ได้จริงๆ วิธีเดียวคือต้องใส่สลิง

ตอนนั้น รู้สึกเหมือนตัวเองแพ้หรือเปล่า

ใช่ รู้สึกว่าเป็นงานที่วงเล็บไว้ว่าชอบน้อยกว่างานอื่นๆ เพราะเรารู้อยู่แก่ใจว่ามันมีสลิงที่เราซ่อนไว้ มันแบบ (จึ๊ปาก) ไม่ชอบเลยความรู้สึกนี้ รู้สึกแพ้

แล้วคุณรู้ได้ยังไงว่าอะไรได้ อะไรไม่ได้

คือ… ก็ต้องทำ (หัวเราะ)

งานที่สาม : Work

กวิตา วัฒนะชยังกูร

เมื่อไรถึงรู้ว่าควรจะเปลี่ยนซีรีส์แล้ว

เมื่อที่เรารู้สึกว่ามันไม่มีอะไรจะพูดเกี่ยวกับเรื่องนั้นแล้ว อย่างตอนนั้นคือเราเลยจุดที่ทำของในบ้านมาหมดแล้ว เลยจุดที่พูดเรื่องความต้องการจากคนรอบข้างไปแล้ว เราก็คิดว่าศิลปะที่ดีควรจะไม่ได้พูดถึงเราคนเดียวนะ มันควรจะพูดถึงสังคมด้วย เราจะช่วยเหลือสังคมได้ยังไง เราเลยมาทำเรื่องระบบการทำงาน

คิดยังไงทำเรื่องนี้

จริงๆ แล้วมาจากพ่อ คือพ่อเป็นคนที่ทำงานหนักมากๆ มีวัฏจักรการทำงานแบบไปเช้ากลับดึก ออกจากบ้านตี 5 กลับถึงดึก แล้วก็ทำงานเพื่อเงิน แล้วเขาก็เสียชีวิตเพราะว่าเขาทำงานหนักมาก คือเขาไม่ยอมกินน้ำ ไม่ยอมนอน นอนวันละชั่วโมงอะไรอย่างนี้  มันเลยทำให้เขาเสียชีวิต

ซีรีส์ Work ดูเผินๆ อาจจะดูเหมือนพูดเรื่องผู้หญิงเป็นแรงงาน แต่จริงๆ แล้วแพรวต้องการพูดถึงเรื่องของการทำงาน ไม่ใช่แค่แรงงาน เราทุกคนเป็นแรงงาน ต้องทำงานต่อเดือนๆ ซ้ำเดิมทุกวันๆ หมดวัน วันต่อไปก็ทำใหม่ แม้แต่ศิลปินก็เป็น แล้วความสุขของเรามันอยู่ตรงไหน เงินมันสำคัญขนาดนั้นหรือเปล่า มันเปรียบเทียบคนเป็นเครื่องจักร ไม่ใช่แค่คนงาน เราทุกคนเป็นเครื่องจักรเหมือนกัน

เราจำเป็นที่จะต้องทำงานหนักขนาดนี้เลยหรือเปล่า นี่คือ Hidden Message ของงานนี้

แต่คุณเองก็น่าจะเป็นคนทำงานหนัก

ไม่นะ ไม่ ไม่ไม่ (หัวเราะ)

คือไม่เชื่อเรื่องการทำงานหนักเลย

ไม่เชื่ออะ (นิ่งคิด) แพรวคิดว่าแพรวไม่ใช่คนทำงานหนัก แต่เป็นคนที่ตั้งใจทำงานมากกว่า แล้วก็ทำในสิ่งที่มีความสุขที่ได้ทำ ก็จะไม่ได้รู้สึกว่าทำงานอยู่ รู้สึกว่าเล่น

กวิตา วัฒนะชยังกูร กวิตา วัฒนะชยังกูร

คนส่วนใหญ่ทำงานหนักกันก็เพราะห่วงเรื่องเงิน คุณไม่ห่วงเหรอ

การทำงานศิลปะของเราไม่ได้คิดถึงเงินเป็นหลักด้วยซ้ำ แต่มันมาของมันเอง พอเราโตขึ้นงานมันก็โตตามเราไปด้วย จากที่ทำเป็นงานเสริม กลายเป็นว่าทุกวันนี้มันคือรายได้หลักที่สร้างอนาคตเรา

มันไม่ได้เริ่มต้นจากการอยากหาเงิน มันเริ่มต้นจากความชอบที่จะทำ แต่มันได้เงินด้วย

แต่หลายคนอาจไม่ได้โชคดีแบบคุณ

แพรวเชื่อว่าถ้าเกิดว่าเราทำงานที่เรารัก แล้วเรารักมันจริงๆ ตั้งใจสื่อความหมายออกไปจริงๆ ถ้าเราไม่ได้ครึ่งๆ กลางๆ แพรวว่ามันได้

แพรวอาจไม่ได้เป็นคนทำงานหนัก แต่เป็นคนทำอะไรสุดๆ พอเข้าใจมั้ย อธิบายไม่ถูกเหมือนกัน

ซีรีส์นี้คุณยังทำงานเสี่ยงๆ อยู่หรือเปล่า

อืม มันมีชิ้นหนึ่งที่เรากลายเป็นตัวขนของ แบบลิฟต์แกว่ง แล้วใช้เชือกรัดขากับหลังไว้ แล้วมันขาด เราตกลงมาแบบหัวกระแทก คือมันมีเบาะนะ แต่ว่ามันเหวี่ยงแล้วหล่นเลยเบาะ หัวกระแทกพื้นเลย ต้องทำ CT Scan 2 รอบ แล้วก็นอนนิ่งๆ ทำอะไรไม่ได้เลย 2 อาทิตย์ หลังจากนั้นก็เป็น Vertigo หนักมาก ทุกวันนี้ก็ยังเป็นอยู่ คือเป็นโรคประจำตัวไปเลย

แม่โกรธไหม

แม่บอกว่าแม่โกรธตัวเอง โกรธตัวเองที่ดูแลไม่ดี

แล้วหลังจากงานนั้น ทำงานเสี่ยงน้อยลงไหม

ถ้าถามว่ามันเสี่ยงไหม มันก็เสี่ยง แต่เราปลอดภัยขึ้นเยอะมากๆ อย่างงาน Performing Textiles เราซ้อมกับเบาะก่อนถ่ายจริงนานมาก ซ้อมบ่อยขึ้นค่ะ งานวิดีโอมันง่ายตรงที่เรามีเบาะซ่อนอยู่ได้ เช่น ตรงนี้มันดูเป็นพื้น แต่จริงๆ ก็คือเบาะ มีหลายอย่างมากที่เราปลอดภัยได้ โดยที่ให้งานมันยังแข็งแรงอยู่

แล้วยังรู้สึกว่าเป็นความพ่ายแพ้อยู่ไหม

ไม่ ไม่แล้ว คือตอนนั้นเราอยากท้าทายลิมิต แต่ตอนนี้ สิ่งที่เราต้องการที่จะเอาชนะมากที่สุดคือ เมสเสจของเราส่งไปถึงคนดูได้หรือเปล่า ณ ขณะที่เขาดูงานวิดีโอหรืองานแสดง ถ้าเขาได้เมสเสจ นั่นคือเรารู้สึกว่าเราชนะในเชิงที่ทำให้แต่ละบุคคลตระหนักถึงปัญหาได้

งานที่สี่ : Performing Textiles

กวิตา วัฒนะชยังกูร

ความสนใจประเด็นอย่างอุตสาหกรรมประมงในงาน Splashed และอุตสาหกรรมการทอผ้าในงาน Performing Textiles มาจากไหน

คือว่าที่บ้านนี้เป็นนักกฎหมายหมดเลย คุณตาเป็นผู้พิพากษา น้องชายตาก็เป็นผู้พิพากษา ลุงเป็นผู้พิพากษา ป้าเป็นอัยการ ลุงเป็นทนาย เราจะกินข้าวกัน แล้วเขาก็จะคุยกันเรื่องคดี มีคดีเล่าให้ฟังสนุกๆ เราก็จะฟัง

อย่างปี 2017 เรื่องประมงกำลังเดือด เขาก็เลยเล่าให้ฟัง แล้วเราก็สนใจ ขอให้เขาเล่าให้ละเอียดหน่อยว่ามันเป็นยังไง แต่งานนี้ทำอยู่ปีเดียว เพราะเรารีเสิร์ชได้แค่ระดับหนึ่งเท่านั้น เราขอตามเรือเขาออกไปไม่ได้ ไม่สามารถไปคุยกับคนได้ ข้อจำกัดมันเยอะมาก มันเป็นเรื่องใหญ่ระดับชาติที่ศิลปินอย่างเราไม่สามารถเข้าไปถึงขนาดนั้น

เรารู้สึกผิดกับงานประมงว่าเราไม่สามารถเข้าไปลึกได้ ก็เลยรู้สึกว่าถ้าอันไหนที่เราเข้าไปลึกได้ เราก็จะพยายามทำ พอเป็นงานเรื่องผ้า ในฐานะที่เราเป็นผู้หญิง เราควรจะพูดถึงเรื่องความเท่าเทียมกัน แล้วอุตสาหกรรมแฟชั่นคือเราต้องการที่จะพูดถึงเรื่องของผู้หญิงโดยตรง เราเลยอยากจะเล่า

อุตสาหกรรมทอผ้ากับผู้หญิงเกี่ยวกันตรงไหน

ในอุตสาหกรรมทอผ้า แรงงานแทบทั้งหมดเป็นผู้หญิง คนที่เย็บผ้า คนที่ทอ เราเคยเข้าไปดูโรงงานทอผ้าของเพื่อน คนที่นั่งทำงานอยู่ก็เป็นผู้หญิงหมดเลย ยาวสุดลูกหูลูกตา

จริงๆ งานนี้เริ่มมาจากที่พิพิธภัณฑ์ที่นิวซีแลนด์เชิญไปเป็นศิลปินพำนัก (Residency) เราไปคุยกับชาวนาชาวไร่ คือรายได้ส่วนใหญ่ของนิวซีแลนด์มาจากการส่งออกขนแกะ แล้วเขารวยกันมาก รวยกันมากๆ ทุกคนที่เป็นชาวนาคือเศรษฐี ช่างต่างจากที่ประเทศเราเหลือเกิน กลับมาเมืองไทยเราเลยลองไปอยู่ตามหมู่บ้านทอผ้า เพราะอยากดูว่ามันจะแตกต่างกันขนาดไหน

คนที่อยู่ในหมู่บ้านทอผ้ามักเป็นผู้หญิง อย่างที่เราไป เขาจะมีกระดิ่งผูกไว้กับกี่ ถ้าเกิดว่าหมู่บ้านไหนมีเสียงกระดิ่งดังมากๆ คือเป็นผู้หญิงที่ทำงานหนัก ขยัน น่าเอามาเป็นเมีย ยิ่งเสียงดังทั้งวันทั้งคืนก็คือดีมาก แล้วทอผ้าไม่เสร็จไม่ได้เลยนะ มันจะเป็นลางร้ายมากกับผู้หญิง ถ้าทอไม่เสร็จก็คือจะไม่ได้แต่งงาน

กวิตา วัฒนะชยังกูร

แล้วงานซีรีส์นี้จะช่วยผู้หญิงเหล่านั้นได้ยังไง

เราอยากให้คุณค่ากับแรงงานของผู้หญิงเหล่านี้ เพื่อให้คนตระหนักว่าการที่มีผู้หญิงทั้งหมดมันไม่ใช่ปัญหา ปัญหาคือการกดขี่ และสิ่งที่อุตสาหกรรมแฟชันกำลังเป็นอยู่ มันเป็นการกดขี่เขา

มันไม่ใช่ความผิดของแบรนด์ไหนเลยในโลกนี้ด้วยซ้ำ จริงๆ แล้วปัญหามันอยู่ที่ Fast Fashion หมายความว่าทุกวันนี้เราอยู่ในโลกที่ต้องมีเสื้อผ้าเยอะๆ มันเป็นความผิดของเราที่เราต้องการไม่มีวันสิ้นสุด เราซื้อของเพื่อมาเติมเต็มความสุขเรา แล้วเสื้อตัวหนึ่งถูกมาก 200 บาท คิดว่าผู้หญิงที่ทำงานอยู่ต้นทางจะได้ค่าแรงเท่าไร

ปัญหาประมงมันไม่ได้ขึ้นอยู่กับผู้บริโภคขนาดนั้น ผู้รับผิดชอบคือกฎหมายและองค์กร แต่แฟชั่นมันอยู่ที่เราหมดเลย เราคือผู้รับผิดชอบโดยตรงต่อเรื่องที่กำลังเกิดขึ้น

ปัญหานี้มีแต่ผู้หญิงที่เผชิญเหรอ

ปัญหาเรื่องการกดขี่แรงงานในระบบอุตสาหกรรมทั้งหมด จริงๆ แล้วมีทั้งผู้ชายทั้งผู้หญิง แต่จะมีสิ่งที่เชื่อมโยงกันโดยตรง คือความรุนแรงในครอบครัว คนเก็บกดจากที่ทำงาน แล้วก็ไปปลดปล่อยที่บ้าน เกิดการทำร้ายร่างกาย แล้วมักจะเป็นผู้หญิงนี่แหละที่โดนทำร้าย ซึ่งปัญหามันไม่ได้ต่อเนื่องกัน แค่มันจบที่ผู้หญิง

วิธีการสื่อสารผ่านศิลปะของคุณสำเร็จบ้างไหม

งานแพรวมันไม่ได้ต้องการถูกปฏิบัติแบบงาน Marina Abramovic หมายความว่าแพรวไม่ต้องการพูดกับคนในวงการอย่างเดียว มันน้อยไป เราอยากทำในแบบที่ให้คนทั่วๆ ไปดู ให้มันเป็นบทสนทนาที่คุยได้ทุกคน ทุกระดับ ทุกแบบ เราเล่าเรื่องที่เกิดมาจากประสบการณ์ของตัวเอง เวลาเล่าเรื่องของการเป็นผู้หญิง แพรวเชื่อว่าผู้หญิงทุกคนจะเข้าใจ

อย่างตอนที่ไปแสดงสดกลางห้องอาหารของโรงแรมเพนนินซูลา เราแสดงอยู่ท่ามกลางคนที่เป็นวัตถุนิยมมากๆ แล้วเรารู้สึกว่าถ้าเรากระตุ้นให้เขาเปลี่ยนความคิดได้มันคงดีมากเลยนะ

แล้วเราได้ผลตอบรับดีมาก คำถามเยอะมาก มีคนถามว่า ยูกำลังจะบอกว่าไม่ให้บริโภคเลยเหรอ มันเป็นไปไม่ได้ ถ้าเราไม่บริโภคเลย แล้วคนเหล่านี้เขาจะได้เงินเดือนจากอะไร เราก็บอกว่า ไม่ใช่ว่าไม่ให้บริโภค มันไม่ใช่เรื่องนั้น แต่ว่าให้คิดว่าเราจะบริโภคอะไรต่างหาก

ใครๆ ก็ดูแล้วเข้าใจจริงเหรอ        

หรือแม้กระทั่งพี่เลี้ยงแพรวที่เคยอยู่ในอุตสาหกรรมทอผ้ามาก่อน ก็ดูแล้วเข้าใจได้เลยว่าเครื่องนี้มันทำแบบนี้จริงๆ แล้วส่วนใหญ่เขาเป็นคนช่วยออกความเห็นด้วย ‘น้องแพรวทำแบบนั้นสิคะ อุ้ย จริงๆ มันต้องเป็นแบบนั้นแบบนี้’ เพราะเขาเป็นคนในวงการนี้มาก่อน เขาจะรู้หมดเลย

กวิตา วัฒนะชยังกูร กวิตา วัฒนะชยังกูร

งานต่อไป

ปลายปีนี้คุณจะแต่งงานแล้ว กลัวไหมว่าจะทำให้เลิกเป็นศิลปิน

ไม่เคยคิดว่าจะเลิกเป็นศิลปิน เพราะทุกอย่างที่ทำคือเราทำจากสิ่งที่เราสนใจ สิ่งที่เกิดขึ้นกับเรา ถ้าเกิดว่าเราเป็นแม่ของคน คิดว่าเล่าเรื่องผู้หญิงได้ดีขึ้นด้วยซ้ำ เพราะว่าเราได้เข้าใจจริงๆ การเป็นแม่ก็เป็นหนึ่งในเรื่องของผู้หญิง แล้วก็ชีวิตแต่งงานมันก็คงมีเรื่องน่าสนใจมาเล่าเยอะแหละ

มีอะไรในชีวิตที่คุณกลัวบ้างไหม

ตอนนี้สิ่งที่กลัวคือ กลัวเป็น Vertigo ระหว่างที่ขับรถอยู่ แล้วรถจะชน

เราประสบอุบัติเหตุบ่อยมาก เลยจะเช็กทุกอย่างก่อนทำงานว่าโอเค ปลอดภัย ระวังมากขึ้น

ก็ยังมีความระแวดระวังนะ

คือเราชอบความท้าทาย เราชอบความเสี่ยง แต่ว่าในความเสี่ยงเราก็ระวัง

เราเพิ่งไปเล่นสกีมา ไม่เคยเล่นสกีมาก่อน แล้วแฟนก็บอกว่า ถ้าจะเล่นให้เป็นนะ ต้องขึ้นไปที่สูงๆ แล้วลงมาทีเดียว มันก็ไม่ได้ชันมากนะ แต่ตอนนั้นเลี้ยงไม่เป็น เบรกไม่เป็น พยายามแล้วมันก็ไม่อยู่ เพราะทางมันตรงเกินไป แล้วสุดทางมันจะเป็นถนนแล้วอะ เบรกไม่อยู่ทำไงดี ก็เลยบังคับให้ตัวเองล้ม มองไปข้างๆ นี่คือกองหิมะ ด้านขวามือไม่มีคนมา ก็เลยกระโดดไปตรงนี้เพื่อให้ล้ม ตั้งใจล้มก่อนที่เราจะล้มเอง

ทุกวันนี้เราทำแบบนี้ประจำ ไม่ว่าจะทำอะไรเสี่ยงๆ เช่นงานศิลปะ หรืออะไรก็ตามที่กำลังจะเกิดอุบัติเหตุแล้ว อีก 2 วิ เรากำลังจะล้มอย่างทุเรศ และไม่รู้ว่ามันจะออกมาล้มท่าไหน เราก็เลยต้องล้มไปเลย

ชิงล้มก่อน

ชิงล้มก่อน ใช่ ทุกวันนี้ก็เลยใช้ทริกนั้น

กวิตา วัฒนะชยังกูร

ขอขอบคุณ: Works Courtesy of artist, Nova Contemporary, Clear Edition Gallery, Antidote Organisation and Alamak! Project

Writer

อลิษา ลิ้มไพบูลย์

นักอยากเขียนผู้เรียนปรัชญาเพื่อเยียวยาอาการคิดมาก เวลาว่างใช้ไปกับการร้องคอรัสเล่นๆ แบบจริงจัง และดูหนังอย่างจริงจังไปเล่นๆ

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

1 กันยายน คือวันที่บทสนทนานี้เกิดขึ้น

30 สิงหาคม คือวันที่เธอขึ้นเครื่องบินจากฝรั่งเศสกลับบ้านนานเกือบ 20 ชั่วโมง

28 สิงหาคม คือวันที่เธอพิชิตการแข่งขันวิ่งเทรล UTMB-PTL 2022 ในฐานะผู้หญิงคนแรกของประวัติศาสตร์ไทย

22 สิงหาคม คือวันที่เธอก้าวขาออกจากจุดสตาร์ท 

เธอวิ่งไปทั้งหมด 6 วันครึ่ง ใช้เวลา 152 ชั่วโมง 30 นาที ผ่าน 3 ประเทศ ไกล 300 กิโลเมตร ความชันรวมมากกว่า 27,000 เมตร บนเทือกเขาแอลป์ โดยปราศจากป้ายบอกทาง

เรากำลังพูดถึง ซึง-สว่างจิต แซ่โง้ว นักวิ่งเทรลหญิงหนึ่งเดียวในทีม True South Thailand ทีมไทยแรกที่เอาชนะสนามวิ่งอัลตร้ายากสุดในโลก พร้อม เอก-ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และ แอลวิน-สุภัทร บุญเจือ เพื่อนร่วมทีมสุดทรหด

ซึง-สว่างจิต แซ่โง้ว ทีม True South Thailand พร้อม เอก-ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และ แอลวิน-สุภัทร บุญเจือ

เราต่อสายถึงเธอผ่านอินเทอร์เน็ตแทนการพบหน้า เพื่อให้ซึงได้พักผ่อนจากความเมื่อยล้า คาดคิดว่าเธอคงมีเค้าของนักวิ่งสาวจอมพลังที่เหน็ดเหนื่อยอยู่บ้าง แต่เปล่าเลย ซึงตอบทุกคำถามด้วยรอยยิ้ม เปล่งปลั่ง เปี่ยมไปด้วยความภาคภูมิใจ

โอกาสดีอย่างนี้ จะชวนซึงคุยถึงประสบการณ์ที่เพิ่งผ่านมาสด ๆ ร้อน ๆ เพียงอย่างเดียวก็กระไรอยู่ เราชวนเธอย้อนกลับไปไกลกว่านั้น ตั้งแต่วันที่เธอยังเป็นเด็กสาวแก่นเซี้ยว ความกลัวในใจที่ยังคงข้ามผ่านไม่ได้ จนถึงฝันน้อย ๆ ของซึงในวัยใกล้ฝั่ง 

ถ้าไม่ติดว่าในช่วงท้ายของการสนทนา ผู้หญิงที่วิ่ง 300 กิโลเมตรสำเร็จใน 6 วัน จะถามเรากลับด้วยคำถามที่ทำเอาคนฟังส่ายหน้า

“ปกติออกกำลังกายบ้างรึเปล่าคะ”

ในนามตัวแทนของผู้หญิงที่เดินขึ้นบันไดยังเหนื่อย เราคิดว่าอย่างน้อยก็ควรจะมีรองเท้าวิ่งดี ๆ ประดับบ้านไว้สักคู่

ชีวิตอึดถึกทนของ ซึง สว่างจิต นักวิ่งเทรลหญิงผู้พิชิตสนาม PTL ยากสุดในโลกคนแรกของไทย

“หนูต้องอดทน”

แม้ภายนอกซึงจะดูเป็นนักกีฬาแอดเวนเจอร์เต็มเหนี่ยว แต่ความจริงแล้วเธอประกอบอาชีพเป็นคุณครู และเรียนจบปริญญาเอก

เธอเริ่มเป็นครูมาตั้งแต่เรียนปริญญาตรี เรื่อยมาจนถึงปัจจุบันที่เป็นครูสอนวิชาว่ายน้ำประจำโรงเรียนนานาชาติ ไบรท์ตัน คอลเลจ กรุงเทพ สอนเด็ก ๆ วัยอนุบาลจนถึงพี่ ๆ มัธยมปลาย ซึงเล่าว่าอดีตนักกีฬาทีมชาติมักจะแปลงร่างมาเป็นครูซะเยอะ ที่นี่เองที่ทำให้เธอได้มีเพื่อนเป็นนักกีฬา ชาวต่างชาติ และเริ่มออกวิ่งระยะยาวเพราะแค่อยากเข้าสังคมเท่านั้น

น่าสงสัยว่างานสอนว่ายน้ำดูไม่ค่อยผาดโผนเท่าไร แตกต่างจากกิจกรรมยามว่างของเธอมากพอดู ซึงบอกว่าอย่างน้อยมันก็เป็นงานที่ไม่อยู่กับที่ 

“ถ้าเห็นเด็กเหนื่อย เราก็บอกว่าไม่ได้นะ หนูต้องอดทน ต้องสู้ต่อไปอีก พอเวลาเราเหนื่อย ก็จะนึกถึงตอนที่เราบอกเด็ก ๆ ว่าเราจะท้อไม่ได้” ครูซึงกล่าว

“ไม่เคยกลัวที่สูง”

พูดถึงเด็ก ซึงพาเราย้อนกลับไปวัยเด็กด้วยการเล่าว่า เธอเติบโตมาในครอบครัวแม่เลี้ยงเดี่ยว มีการละเล่นเหมือนเด็กกรุงเทพฯ ทั่วไป เช่น บอลลูนตบเพี้ยะ กระโดดหนังยาง ไม่มีอะไรแปลกประหลาดพิสดาร รู้แค่ว่าเป็นเด็กที่แอคทีฟตลอดเวลา ไม่เคยอยู่นิ่ง และมีกีฬาอยู่ในทุกช่วงของชีวิต

เข้าวัยประถม ซึงก็เริ่มฉายแววนักกีฬาด้วยการเป็นนักวอลเลย์บอลของโรงเรียน พอมัธยมซึงก็ขยับไปเป็นนักบาสเกตบอลของโรงเรียนอีกเช่นกัน ใช้เป็นโควต้าให้เธอเข้าเรียนในคณะพลศึกษา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เท่านั้นไม่พอ เธอยังเลือกเรียนต่อในระดับปริญญาโทที่คณะวิทยาศาสตร์การกีฬา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และกลับมาเรียนปริญญาเอกที่ มศว อีกครั้งในคณะเดิม ควบคู่กับการเป็นครูสอนว่ายน้ำไปด้วย 

เราถามซึงว่า เธอเคยวิ่งออกนอกลู่นอกทางไปทำอย่างอื่นที่ไม่เกี่ยวกับกีฬาบ้างไหม ซึงใช้เวลาคิดไม่นาน เพื่อตอบว่านอกจากออกจากกีฬาชนิดนี้ ไปเข้ากีฬาชนิดใหม่ เธอก็ไม่เคยทำอย่างอื่นเลย

“สมัยเรียน ป.ตรี มีให้กระโดดน้ำ 10 เมตร เป็นการทดสอบจิตใจ (หัวเราะ) เราเป็นเด็กเรียน อยากได้คะแนนดี ๆ เพื่อนให้เรายืนท่าตอกตะปู ซึงก็ลงท่านั้น สนุกมาก ชอบมาก แต่ให้กระโดดอีกก็ไม่เอาแล้ว แค่อยากรู้ว่ามันเป็นยังไง

“นิสัยส่วนตัวเป็นคนชอบความท้าทาย ตื่นเต้นหวาดเสียว เราชอบชูแขนเวลาเล่นไวกิ้ง ไม่เคยกลัวที่สูง”

ชีวิตอึดถึกทนของ ซึง สว่างจิต นักวิ่งเทรลหญิงผู้พิชิตสนาม PTL ยากสุดในโลกคนแรกของไทย
ชีวิตอึดถึกทนของ ซึง สว่างจิต นักวิ่งเทรลหญิงผู้พิชิตสนาม PTL ยากสุดในโลกคนแรกของไทย

“มันเปลืองแฟ้บ”

เวลาว่างของคนอื่นอาจใช้ไปกับการวาดรูป อ่านหนังสือ นอนหลับพักผ่อน แต่เวลาว่างของซึงใน 10 ปีหลังนี้ คือการรีดเหงื่อออกจากร่างกาย เลยเถิดไปถึงขั้นลงแข่งไตรกีฬา

“ถ้าในกลุ่มเพื่อนฝรั่งที่วิ่งด้วยกันซึงถือว่าช้าที่สุดในกลุ่มนะ พอมาปั่นจักรยาน เพื่อนก็เป็นเยาวชนทีมชาติมาก่อน หรือเป็นคนที่เกือบติดทีมชาติ ซึงก็ปั่นช้าที่สุด กระทั่งว่ายน้ำ ซึงก็ว่ายไม่ทันเขา แต่พอซึงมาแข่งคนเดียว ผลงานมันอยู่ในระดับต้น”

จุดแข็งของซึงจึงเป็นความอดทนที่ใครยากจะโค่นล้มนอกจากใจตัวเอง ต่อให้ความเร็วจะสู้ไม่ได้ แต่ในเรื่องความอึดเธอขอสู้ตาย ทุกกีฬาที่ไปเรื่อย ๆ อยู่ได้ยาว ๆ อย่างการแข่งขันไตรกีฬา Ironman Triathlon ระยะวิ่ง 100 – 200 กิโลเมตรเธอก็ผ่านมาได้สบาย

คำถามง่าย ๆ เกิดขึ้นตามมาว่า เธอค้นพบพลังอึดของตัวเองได้ยังไง

“ตอนวิ่งแข่ง 100 กิโลเมตร ถ้าไม่ลงก็ไม่รู้” ซึงเปิดเผยความลับ 

“เราลง 50 กิโลเมตรของ The North Face ครั้งแรก แล้วรู้สึกแรงหมดพอดี พอมาลงแข่งรอบสองรู้สึกว่าแรงมันยังเหลือ เลยลองไปลงวิ่งแข่ง 100 กิโลเมตรดู ก็ได้ที่หนึ่งของผู้หญิง เพิ่งรู้ตัวว่าอึด เราวิ่งสนุกมาก วิ่งเพลิน ๆ วิ่งไปเรื่อย ๆ แล้วก็แทบไม่ลงมาวิ่งระยะสั้นอีกเลย เราว่ามันเร็วไป แบบเฮ้ย ยังไม่ทันได้คูลดาวน์เลยจบแล้วเหรอ ถ้าเป็นเพื่อน ๆ กันเขาจะแซวว่าวิ่ง 20 กิโล มันเปลืองแฟ้บ”

ไม่รอให้เราได้เอ่ยปากถามถึงสิ่งที่อยู่ตรงข้ามกับจุดแข็ง ปลายสายก็ดักทางขึ้นมาเสียก่อนราวกับอยากระบายให้ฟังว่า “อยากถามจุดอ่อนไหม เราเกลียดการขึ้นเขามาก”

“มีขึ้นเดี๋ยวก็มีลง”

ซึงคงเป็นคนที่โดนพูดใส่ว่า เกลียดอะไรขอให้ได้อย่างนั้นมากที่สุดคนหนึ่ง 

แม้ความอึดถึกทนของซึงจะเป็นผล เมื่อ เอก ธนาธร นึกถึงเธอเป็นคนแรก ๆ ในการออกเดินทางครั้งใหญ่ แต่สนาม UTMB-PTL อาจเรียกได้ว่าไปแข่งปีน มากกว่าไปแข่งวิ่งด้วยซ้ำไป 

และเผื่อใครไม่รู้ นี่คือการไปพิชิตเทือกเขาครั้งที่สองของพวกเขา ด้วยเหตุผลหลายประการจึงทำให้ครั้งแรกพลาดไปอย่างน่าเจ็บใจ 

ถามว่าสนามนี้สำคัญยังไงถึงต้องกลับไปอีกครั้ง 

UTMB หรือ Ultra-Trail du Mont-Blanc ถือว่าเป็นสนามสวยสุดในโลกที่นักวิ่งเทรลทุกคนใฝ่ฝั่นอยากไปสักครั้งในชีวิต ถึงขนาดถูกขนานนามว่าเป็นโอลิมปิกของกีฬาวิ่งเทรล เพราะวิ่งบนเทือกเขาแอลป์ ผ่าน 3 ประเทศ ได้แก่ ฝรั่งเศส สวิตเซอร์แลนด์ อิตาลี และวิ่งกลับมาที่ฝรั่งเศส เรื่องวิวระหว่างทางคงเกินจะจินตนาการถึง

แบ่งออกเป็น 7 ระยะ ซึ่ง PTL ถือเป็นระยะที่ยากสุดในโลก รับสมัครแค่ปีละ 300 คน เพราะมีกติกามหาโหด คือต้องวิ่งระยะทางรวม 300 กิโลเมตร ความชันรวม 27,000 กิโลเมตร ข้ามยอดเขาที่มีความสูงถึง 2,500 เมตรมากกว่า 30 ลูก ให้สำเร็จภายในเวลา 152 ชั่วโมง 30 นาที ท่ามกลางสภาพอากาศหนาวจัด ไปจนถึงร้อนหูดับตับไหม้ โดยปราศจากป้ายบอกทาง ต้องวางแผนเส้นทางด้วยตัวเอง และต้องสมัครแบบทีมเท่านั้น ทักษะที่ผู้เข้าแข่งขันจำเป็นต้องมี จึงไม่ใช่แค่การวิ่งเป็น แต่รวมถึงสกิลล์การเอาตัวรอด กับหัวใจที่กล้าแกร่งยิ่งกว่าหินบนหน้าผา 

ชีวิตอึดถึกทนของ ซึง สว่างจิต นักวิ่งเทรลหญิงผู้พิชิตสนาม PTL ยากสุดในโลกคนแรกของไทย
ชีวิตอึดถึกทนของ ซึง สว่างจิต นักวิ่งเทรลหญิงผู้พิชิตสนาม PTL ยากสุดในโลกคนแรกของไทย

การสมัครก็ใช่ว่าใครจะได้ไปกันง่าย ๆ ผู้สมัครต้องมีพอยต์การวิ่งระยะยาวสะสมให้ถึงเกณฑ์ แล้วยังต้องลุ้นผลการจับสลากร่วมกับผู้สมัครทั่วโลกว่าจะได้ไปหรือไม่ แต่ซึงบอกว่า PTL ยากในระดับที่ใครสมัครก็รับหมด ขอแค่ผ่านทุกข้อบังคับ (ที่เยอะและรัดกุมมาก) เพราะคนสมัครน้อย อย่างในปีนี้ก็มีแค่ 101 ทีมเท่านั้นเอง

“ตอนเริ่ม PTL ซึงเคานต์ดาวน์ทุกกิโลเมตรเลย เหลือ 300 เหลือ 250 เหลือ 170 เหลือ 2 วัน เหลือคืนสุดท้าย พอเจอเขาสูงชัน ซึงก้มมองพื้นอย่างเดียว เพราะสูงแค่ไหนก็อยู่ใต้เท้าเราอยู่ดี พยายามข้ามเขาไปทีละลูก คิดแค่ว่า มีขึ้นเดี๋ยวก็มีลง”

UTMB-PTL 2022
“ถ้าตกก็คือร่วง”

การกลับมาลงแข่งครั้งนี้สำคัญกับคุณยังไง

เป็นความท้าทายมาก เพราะปีที่แล้วซึงวิ่งไม่จบ เราเคยเข้าใจว่าเทรลคือวิ่ง ๆ ไปอย่างเดียว แต่พอไปเจอหน้างานคือมันปีนเยอะมาก ปีนทั้งวัน ใช้สองขาสองมือ ไม้โพลพับเก็บไปได้เลย 

PTL ในความคิดซึงไม่ใช่แค่วิ่งเทรล มันเลยกรอบการวิ่งเทรลไปแล้ว มันรวมการปีนเขา การแคมป์ปิ้ง เป้แต่ละคนหนักเฉลี่ย 7 โล ของเพื่อนน่าจะ 8 – 9 โล ขึ้นอยู่กับอาหาร น้ำ ถ้าแค่อุปกรณ์บังคับน้ำหนักของเป้ก็ประมาณ 5.8 กิโล บวกอุปกรณ์ทีมพวกผ้าใบ ถุงนอน เฟิร์สเอด เตา หม้อ แล้วต้องแบก 6 วัน 6 คืน เราพอมีประสบการณ์จากปีที่แล้ว ปีนี้เลยตั้งใจจะกลับมาเอาชนะให้ได้ โชคดีที่อากาศดีมากเลยช่วยได้เยอะ ถ้าฝนตกที่ PTL นี่ก็หนังชีวิตเหมือนกันนะ

ถือว่าซ้อมหนักกว่ารอบที่แล้วไหม 

ซ้อมข้ามปีเลย ตั้งแต่วิ่งเทรลที่เกาะช้าง 100 กิโลเมตร วิ่งเทรลที่เบตง 100 กิโลเมตร วิ่งเทรลที่เกาะยาวใหญ่ 100 กิโลเมตร วิ่งสนาม Eiger Ultra Trail อีก 250 กิโลเมตร หลังจากนั้นก็ไปขึ้นยอดเขา Monch ความสูง 4,107 เมตร ยอดเขา Jungfrau ความสูง 4,158 เมตร และยอดเขา Bishorn ความสูง 4,153 เมตร เป็นการปรับที่สูง บางทีก็มีพายุลมแรง ทางก็ชันมาก อาการเราออกเลย หายใจแผ่ว ไม่มีอากาศ หัวใจเต้นรัว ตื่นเช้ามามึนหัว แต่ก็เป็นการซ้อมเพื่อเข้าเส้นชัย

เราต้องขึ้นเขาให้ไวขึ้น แต่งตัวให้เร็วขึ้น เตรียมอาหารให้เพียงพอ พลังงานที่ PTL กินไม่เหมือนพวกวิ่งเทรลเลย ต้องเป็นอาหารหนัก ๆ ที่อยู่ยาว ๆ ไม่ใช่เจล มาม่า 2 ห่อ โจ๊กห่อหนึ่งก็พอแล้ว อยู่เมืองหนาวกินต้มยำแซ่บ ๆ ก็รู้สึกตื่นดี ถ้าเจอทีมซัพพอร์ตก็จะบอกเขาว่าขอข้าว ขอสเต๊ก แทบจะเดินกินตลอดเลย

หลังจากที่ซ้อมมาอย่างดี มันเพียงพอให้คุณพร้อมตั้งรับทุกสถานการณ์จริงไหม

อย่างน้อยก็ได้ความมั่นใจระดับหนึ่ง เวลาแข่งเราก็รู้สึกว่ามันคือการขึ้นลงเขาทั้งวันกับปีนทั้งวัน ซึ่งเราเตรียมใจมาเรียบร้อยแล้ว แค่ได้กิน ได้นอนก็ยังดี เพราะปีที่แล้วได้นอนวันละชั่วโมง ปีนี้ได้นอนวันละ 2 ชั่วโมง 

ชีวิตอึดถึกทนของ ซึง สว่างจิต นักวิ่งเทรลหญิงผู้พิชิตสนาม PTL ยากสุดในโลกคนแรกของไทย
ชีวิตอึดถึกทนของ ซึง สว่างจิต นักวิ่งเทรลหญิงผู้พิชิตสนาม PTL ยากสุดในโลกคนแรกของไทย

นอกจากทักษะการวิ่งและปีนผา นักวิ่งเทรลต้องฝึกฝนอะไรอีก

ต้องสู้กับการอดหลับอดนอน สู้กับตัวเอง ทรมานมากนะ อยากนอนก็ไม่ได้นอน ด้วยวันที่ยาวนานก็ต้องอดทน แล้วคืนที่ 3 เหมือนมีภาพหลอน เราเพลียมาก แอลก็เป็น ตาลาย เห็นกิ่งไม้เล็ก ๆ มันกระดึ๊บได้เหมือนหนอน เห็นบ้านที่มีลวดลายอยู่หน้าบ้าน แอลหันมาถามว่าพี่ซึงเห็นคนนั่งคุยกันหน้าบ้านไหม เราบอกว่าเห็นเหมือนกันเลย (หัวเราะ) แต่เป็นแค่คืนเดียว เราต้องการพักผ่อน เป็นปกติมากของการวิ่งเทรล 

คุณเอาชนะความอ่อนเพลียของตัวเองยังไง

นักวิ่งเทรลเขาจะเรียกว่า ออโตไพลอต (Autopilot) คือเดินกึ่งหลับกึ่งตื่นเหมือนซอมบี้ ทีมจะรู้เลย เพราะเราจะเริ่มห่างจากเขาสัก 30 เมตร แล้วก็จะจ็อกกิ้งไปหา แล้วก็ทิ้งห่าง จนมีจุดหนึ่งที่อันตราย เขาหันมาบอกว่าตรงนี้ห้ามออโตไพลอตนะครับ ทีมก็เตือนกัน เขาดูกันออก

กิโลเมตรที่เท่าไหร่ที่รู้สึกเหนื่อยมากที่สุด 

วันที่ 2 เหนื่อยมากที่สุดเลย เพราะมันเป็นหินลอย เดินบนหินลอยเป็นชั่วโมงยังไม่ถึง 1 กิโล แค่ทางขึ้นวันนั้นทั้งวันน่าจะได้แค่เขาลูกเดียว ตอนลงก็ไม่ได้ลงแค่กิโลเมตรเดียว น่าจะประมาณ 4 กิโลได้ แล้วหินลอยขามันต้องเบรกตลอดเวลา เราเมื่อยมาก ต้องนั่งยืดขากันเลย ขาต้องแข็งแรง ใจต้องกล้า 

ถามว่าทางโหดไหม ก้มมองลงไปมันก็โหดมากจริง ๆ แต่พอเงยหน้าขึ้นมาเห็นเขา เห็นวิว มันก็หายเหนื่อยไปนิดหนึ่ง พอพ้นวันนี้ไปรู้สึกว่าเขาอื่นก็ง่ายกว่าเขาลูกนี้ไปแล้ว

Cr Supat Bunjuar

โพสต์โดย Sawangjit Seung Saengow เมื่อ วันอังคารที่ 23 สิงหาคม 2022

ดูเหมือนเป็นกีฬาที่เต็มไปด้วยการตัดสินใจเฉพาะหน้า 

ใช่ จะทำอะไรต้องลุย บางทีเพื่อนปีนทางขวา เรารู้สึกซ้ายง่ายกว่า เราก็ไปทางซ้าย พี่เอกกับแอลวินก็ไปกันคนละทาง บางทีก็แล้วแต่ดวง เขาปีนอาจจะง่ายเราปีนอาจจะยาก แต่ละคนมีสไตล์เป็นของตัวเอง แต่เป้าหมายเดียวกันคือเส้นชัย ทุกคนไม่มีใครยอมแพ้เลย คิดแต่จะไปข้างหน้าอย่างเดียว

มีกติกาว่าคนในทีมวิ่งห่างกันได้ไม่เกิน 15 นาที ต้องไปด้วยกัน แต่เวลาปีนเขาแนวดิ่งต้องอยู่ห่างกัน เพราะเหยียบหินกลิ้งลงมาใส่เพื่อนก็มีนะ ซึงเคยเจอหินร่วงมาใหญ่กว่าหัว ต้องรีบหลบให้ทัน 

ทีมก็มีหลง ทางมันให้ขึ้นไปแล้วขึ้นต่อได้อีก แต่เราไม่รู้ เราขึ้นแล้วก็ลง ติดอยู่ตรงนั้นน่าจะ 4 – 5 ชั่วโมง แต่ชอบทีมมากตรงที่เขาไม่โวยวายว่า หลงเพราะใคร เราไม่เป็นไร ไปต่อ ๆ แค่ต้องทันคัตออฟสุดท้าย จากวิ่งชิลล์ ๆ กลายเป็นต้องวิ่งหนีคัตออฟ 

มีความตลกตรงที่ปลุกพี่เอกไม่ตื่น (หัวเราะ) คัตออฟมันต้องออก 03.00 น. แล้วเขาดูเวลาจากที่มีคนมี GPS บวกลบได้ 10 นาที ถ้ายังไม่ออกวิ่งก็ต้องออกจากการแข่งขัน ตอนนั้น 02.55 น. ปลุกพี่เอกแล้วเขาบอกขอนอนต่อ ซึงเลยถามว่า GPS อยู่ที่แอลใช่ไหม งั้นให้แอลออกไปรอข้างนอก แต่รอแค่ 5 นาที พี่เอกก็ออกมาแล้ว 

ตี 3 อากาศหนาวมาก ยิ่งสูงยิ่งหนาว ลมแรงจนสั่นกันหมด รีบเก็บของแล้วต้องรีบเดินต่อเลย มีคนมาถามว่าเวลาหนาวมากต้องทำยังไง เราบอกแค่อดทนอย่างเดียว และต้องขยับร่างกายตลอดเวลา

PTL เป็นสนามที่ต้องวิ่งผ่านทั้งภูเขา น้ำตก ทุ่งหญ้า ปีนหน้าผา ฯลฯ อะไรที่อันตรายที่สุด

ปีนหน้าผา Via Ferrata ถ้าตกก็คือร่วง มีแบบนี้หลายจุดมาก ปีที่แล้วระยะ PTL เคยมีผู้เข้าแข่งขันเสียชีวิตไปคนหนึ่ง เขาน่าจะวิ่งไปถึงตอนกลางคืน แต่ทีมซึงไปถึงตอนที่พระอาทิตย์กำลังจะตกเลยยังพอเห็นทาง

การปีนเขาเป็นอย่างเดียวที่ซึงช้ากว่าผู้ชาย ขาเขายาวกว่าซึง ยกขาสูง ดึงได้ไกล แต่ทีมนี้มั่นใจในตัวซึงมาก เวลาปีนหรือผ่านอะไรหวาดเสียวไม่มีใครหันหลังมาดู เคยถามแอลวินว่า น้องถามจริง มองพี่เป็นผู้หญิงกันบ้างไหม เขาตอบคำเดียวว่าไม่ครับ แล้วก็หันไป (หัวเราะ)

Via Ferrata . . . . คอร์ นิวทริชั่น Energy for…

โพสต์โดย Sawangjit Seung Saengow เมื่อ วันอาทิตย์ที่ 28 สิงหาคม 2022

จุดไหนที่คุณรู้สึกกลัว

ที่กลัวเลยคือยอดสุดท้าย ทีมกลัวจะไม่ทันเวลาเข้าเส้นชัย จุดนั้นน่าจะใส่หมวกป้องกัน แอลวิลหันมาถามว่าต้องใส่อุปกรณ์ไหมครับ พี่เอกบอกว่าเวลาไม่ทันแล้ว ซึงพับไม้เก็บเลย อย่างน้อยมีสองมือดีกว่ามือเดียว ต้องค่อย ๆ ปีน บางจุดก็คลาน ต้องเอาให้ชัวร์ มันไม่ยาก แต่สูง ลมแรง เป้หนัก หวาดเสียวมาก 

ตั้งแต่วิ่งมา เคยพลาดบ้างไหม

ยัง เพราะรู้ว่าจะพลาด มีจุดหนึ่งแทนที่จะวิ่งไปตามรูต เขาตัดผ่าเขาลงมาเป็นทางลัด ตอนแอลวิ่งลงก็มีวูบเหมือนกัน ส่วนพี่เอกแกโยนไม้ลงไปก่อนแล้วค่อยปีนลง แต่พอซึงจะปีนลง ซึงรู้เลยว่าเราทำไม่ได้ กลัวลื่นแล้วหลุดไป เราเลยตัดสินใจปีนกลับขึ้นไปวิ่งตามรูต 

อีกอันหนึ่งตอนข้ามน้ำตก เรามองท่าเพื่อนก็รู้แล้วมันยากหรือง่าย เราดูท่าพี่เอก แม่งดูยากว่ะ แอลเลยหาทางอื่นที่ดูง่ายขึ้น แต่พอถามแล้วน้องบอกไม่ง่ายครับ เท่านั้นแหละ เหมือนเจอยากกับยาก แต่ก็ตัดสินใจข้ามตามไป 

ชีวิตสุดโหดของ ‘ซึง สว่างจิต’ นักวิ่งเทรลหญิงคนแรกของไทย พิชิตสนาม PTL ไกล 300 กิโล ชัน 27,000 เมตร บนเทือกเขาแอลป์ใน 6 วัน

เล่าวินาทีที่ถึงเส้นชัยให้ฟังหน่อย

3 กิโลเมตรสุดท้ายวิ่งเหนื่อยมาก ทีมเอาแรงมาจากไหนกันก็ไม่รู้ จู่ ๆ มาวิ่งหน้าตั้ง ทางที่วิ่งหินก็เยอะมาก ถ้าสะดุดหัวทิ่มแน่นอน แต่ซึงรู้ว่าที่เส้นชัยจะเจอทีมซัพพอร์ต รู้ว่าเขาเตรียมชาเขียว สเต๊ก ไว้ให้ เราก็คิดว่าจะได้กินแล้วอีกหน่อยหนึ่ง

คนปรบมือเยอะมาก ตื่นเต้นมาก ดีใจมาก เพื่อน ๆ น้ำตาคลอกันเยอะเลย รู้สึกว่าในที่สุดก็ทำได้สำเร็จ จบสักที อีกวันหนึ่งก็ไปรับเหรียญรางวัล เป็นกระดิ่งวัวกับเสื้อ Finisher (ซึงอวดความภาคภูมิใจของเธอให้เราดูผ่านจอ) เพื่อนก็แซวกันว่าเสื้อตัวนี้มีแค่ 3 ตัวในประเทศไทย

ถามว่าเรารู้สึกระบมที่เท้าบ้างไหม ก็มีนะบลิสเตอร์ วิ่งจนมันแตก แล้วขึ้นใหม่ แล้วก็แตก สภาพเท้าแต่ละคนพี่เอกน่าจะเป็นหนักสุด ซึงถือว่าเบาสุดแล้ว คนก็ถามว่าทำไมซึงดูดีจัง ซึงทาครีมกันแดดค่ะ อีก 2 คนเขาไม่ได้ทา

กิจกรรมแรกหลังจากเข้าเส้นชัยของคุณคืออะไร

นอนแล้วก็กิน (หัวเราะ)

ชีวิตสุดโหดของ ‘ซึง สว่างจิต’ นักวิ่งเทรลหญิงคนแรกของไทย พิชิตสนาม PTL ไกล 300 กิโล ชัน 27,000 เมตร บนเทือกเขาแอลป์ใน 6 วัน
ชีวิตสุดโหดของ ‘ซึง สว่างจิต’ นักวิ่งเทรลหญิงคนแรกของไทย พิชิตสนาม PTL ไกล 300 กิโล ชัน 27,000 เมตร บนเทือกเขาแอลป์ใน 6 วัน

“เพราะเราเป็นผู้หญิงเอเชีย”

สมัยที่ซึงเข้าวงการวิ่งเทรล เธอบอกว่าตอนนั้นอุปกรณ์บังคับยังมีแค่เป้น้ำกับรองเท้านักวิ่ง 

อีก 10 ปีต่อมา True South Thailand เป็น 1 ใน 47 ทีมที่วิ่งสนาม PTL จบ จาก 47 ทีมที่วิ่งจบ มีผู้หญิงเพียง 6 คน และไม่เคยมีสาวไทยคนไหนทำได้นอกจากซึง

“ตอนแรกไม่รู้เลยว่าทำไมพี่เอกถึงเลือกซึงเป็นผู้หญิงคนเดียวที่ไปแข่ง” เธอรำลึกความหลัง 

พอเข้าเส้นชัยมาแล้วถึงได้เข้าใจว่าสิ่งที่เธอทำนั้นยิ่งใหญ่ขนาดไหน คงเพราะที่ผ่านมาเธอไม่เคยมองว่าเพศสภาพเป็นอุปสรรคในการเล่นกีฬา และการวิ่งเทรลก็ไม่มีข้อกำจัดอะไรที่จะหยุดความสามารถของผู้หญิง 

“มีผู้ชายชื่อเอริคเข้ามากอดซึง กอดพี่เอก กอดแอลวิน แล้วก็กลับมากอดเราอีกรอบ เขามองตาเราแล้วก็น้ำตาไหลด้วยความภูมิใจ อาจจะเพราะเราเป็นผู้หญิงเอเชีย เขารู้สึกดีใจกับเรามาก ๆ

“มีเพื่อนต่างชาติอีกคนที่เคยวิ่ง 50 กิโลมาด้วยกัน เขานึกถึงสมัย 10 ปีที่แล้วที่ซึงยังง้องแง้ง ไม่อยากวิ่งขึ้นเขา ลูกชายเขาเห็นว่าซึงเรียนวิทยาศาสตร์การกีฬาก็อยากเป็นเหมือนเรา ลูกสาวเขารู้ว่าเราเล่นไตรกีฬาก็อยากหัดเล่นเหมือนเรา เขาบอกว่าคุณไม่ได้สร้างแรงบันดาลใจให้แค่ผู้หญิงนะ แต่คุณเป็นแรงบันดาลใจให้กับพวกเราด้วย”

ชีวิตสุดโหดของ ‘ซึง สว่างจิต’ นักวิ่งเทรลหญิงคนแรกของไทย พิชิตสนาม PTL ไกล 300 กิโล ชัน 27,000 เมตร บนเทือกเขาแอลป์ใน 6 วัน

“ซึงไม่เคยเห็นด้วยเลย ที่คนชอบบอกว่ามีกีฬาหรืองานบางชนิดสงวนไว้สำหรับผู้ชาย เราไม่ได้คิดอะไรตรงนั้น ไม่สนใจด้วย เพราะมั่นใจว่าเราทำได้

“PTL เป็นการวิ่งที่พักบ้าง ลุยบ้าง เหนื่อยบ้าง ท้อบ้าง ล้มบ้าง ลุกบ้างตลอดทาง ซึงวิ่งตามผู้ชายมาหลายงานมาก เราบอกตัวเองว่างานนี้จะเป็นงานสุดท้ายที่เราจะวิ่งตามสองคนนี้” 

เชื่อเหลือเกินว่าคำพูดของซึงคงทำให้ใครหลายคนมีคำตอบในใจว่า ทำไมเอกถึงเลือกเธอ

“ต้องดูสาวยันแก่”

คีย์เวิร์ดจากซึงที่เราชอบมากคือคำว่า ง้องแง้ง 

เพราะนึกไม่ออกจริง ๆ ว่าซึงที่เคย ง้องแง้ง เป็นยังไง

ซึงอธิบายด้วยการยกตัวอย่างเหตุการณ์เมื่อ 10 ปีก่อน เช่น การวิ่งฮาล์ฟมาราธอนปกติจะอยู่ประมาณ 1 ชั่วโมง 55 นาที ก่อนแข่งแต่ละคนจะมาถามกันว่าเป้าหมายของคุณคืออะไร บางคนก็ท้าทายตัวเองมาก แต่เธอขอแค่เข้าเส้นชัยให้ได้ก็พอ

ส่วนความปราดเปรียวไม่ต้องพูดถึง ซึงบอกว่าเธอน่าจะวิ่งเร็วกว่าตอนนี้มากนัก แต่พอถามว่าซึงคนนั้นจะพิชิตสนาม PTL ได้ไหม เธอตอบว่า “ไม่ ล้านเปอร์เซ็นต์” เพราะซึงเมื่อ 10 ปีก่อนขึ้นเขาไม่เก่ง ถนัดทางลาด ที่สำคัญคือเธอยังง้องแง้ง

ไม่แปลกเลยที่ซึงจะเป็นนักกีฬาประเภทที่ไม่ต้องการทำลายสถิติตัวเอง ไม่มีรายการไหนค้างคาใจ หรือคิดไม่ตกว่าน่าจะทำดีกว่านี้ได้ 

“เราเข้าใจความรู้สึกของคนที่วิ่งช้า คนที่เหนื่อย คนที่ตามเพื่อนอยู่ข้างหลัง เพราะเราผ่านทุกอย่างมาหมดแล้ว แล้วเราก็ยินดีที่จะเดินไปกับคนที่วิ่งช้า”

สำหรับซึง เธอมองว่าการวิ่งเปรียบได้กับการใช้ชีวิต มีขึ้น มีลง มีทางให้เลือก มีอุปสรรคให้ข้าม มีปัญหาให้แก้ไขเพื่อไปให้ถึงเส้นชัย ขณะเดียวกัน ก็เป็นกีฬาที่ทำให้เธอได้ใช้เวลาอยู่กับความคิดตัวเอง และเป็นอิสระจากพันธนาการทางสังคม 

“เรามีความสุขที่ชีวิตเราวุ่นวายนิดหนึ่งแต่ไม่ได้วุ่นวายมากเกินไป ทำงานอาจจะเครียด แต่พอเครียดเดี๋ยวก็ไปออกกำลังกาย ออกกำลังกายเหนื่อยเดี๋ยวเราก็กิน เวลาพักก็พักจริง เวลาทำงานก็ตั้งใจ เราต้องบาลานซ์ชีวิต”

ชีวิตสุดโหดของ ‘ซึง สว่างจิต’ นักวิ่งเทรลหญิงคนแรกของไทย พิชิตสนาม PTL ไกล 300 กิโล ชัน 27,000 เมตร บนเทือกเขาแอลป์ใน 6 วัน
ชีวิตสุดโหดของ ‘ซึง สว่างจิต’ นักวิ่งเทรลหญิงคนแรกของไทย พิชิตสนาม PTL ไกล 300 กิโล ชัน 27,000 เมตร บนเทือกเขาแอลป์ใน 6 วัน

สิ่งที่ไม่เปลี่ยนไปจาก 10 ปีก่อน คือเส้นชัยที่ยังคงเป็นเป้าหมายเดียวของเธอเสมอ ขอแค่สนุกและมีบรรยากาศสวยงามตลอดทาง โดยเฉพาะตอนพระอาทิตย์ขึ้นในรุ่งสาง ทำให้รู้สึกว่าทุกวันมีความหมาย 

ถ้าไม่ใช่การเกิดก็คงเป็นการตาย ที่สอนให้ชีวิตได้รู้ซึ้งถึงอะไรบางอย่าง ในวัย 37 ปี เราเชื่อว่า การวิ่งนำพาบททดสอบมาให้เธอฟันฝ่านับครั้งไม่ถ้วน ส่วนประสบการณ์เฉียดตายก็คงเป็นยิ่งกว่าครูคนไหนที่ผ่านมา แม้เธอจะยังไม่มีภาพของตัวเองในอนาคตอันไกล แต่สิ่งที่จริงแท้แน่นอนคือเธอจะยังอยู่บนลู่วิ่ง

“ตอนซึงอายุ 60 ก็จะวิ่งอยู่ ไม่ต้องถึง 100 กิโลเมตรหรอก แค่ 10 โลก็ยังดี แต่มั่นใจมากว่าจะต้องดูสาวยันแก่” 

คิดว่าอะไรที่ทำให้คุณยังคงวิ่งต่อ – เราถาม

ถามว่ามีเหตุผลอะไรที่จะทำให้ซึงหยุดวิ่งดีกว่า – ซึงตอบ 

พร้อมกับยืนยันว่าการวิ่งเป็นกีฬาที่ง่ายที่สุด เพราะอาศัยแค่รองเท้าผ้าใบคู่เดียว

บอกตามตรง เราที่มีภาวะวิตกกังวลติดตัว และพยายามถอยห่างจากการเที่ยวผจญภัย แค่ฟังเรื่องเล่าจากต่างแดนของซึงยังใจสั่น เธอบอกว่าความกล้าเท่านั้นที่จะเอาชนะความกลัวได้ เป็นทักษะที่เราคงต้องใช้เวลาฝึกฝนนานเท่านานกว่าจะได้สักครึ่งหนึ่งของเธอ

หลังผ่านความยาก ความโหด ความหิน ด้วยความอึด ความถึก ความทน จนเกือบเอาตัวไม่รอดในสนาม PTL ที่ไม่ต่างกับสมรภูมิ สุดเส้นทางไม่มีการยืนบนแท่นอันดับ 1 2 3 ขอเพียงวิ่งจนจบได้ก็วิเศษเกินพอ เพราะสิ่งที่รออยู่หลังเส้นชัยคือรางวัลของผู้ชนะหัวใจตัวเอง

ใครต่อใครต่างบอกว่า หากผ่านสนามนี้ไปได้ ชีวิตก็ไม่มีอะไรต้องกลัวอีกแล้ว

ถ้าอย่างนั้น เราขอถามซึงเป็นคำถามสุดท้าย 

“คุณยังกลัวอะไรอยู่บ้างไหม”

นักวิ่งหญิงแกร่งหัวเราะให้กับเรื่องเดียวที่ยังพิชิตไม่ได้

“แมลงสาบค่ะ”

ชีวิตสุดโหดของ ‘ซึง สว่างจิต’ นักวิ่งเทรลหญิงคนแรกของไทย พิชิตสนาม PTL ไกล 300 กิโล ชัน 27,000 เมตร บนเทือกเขาแอลป์ใน 6 วัน

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load