The Cloud x Converse

    

ช่วงเดือนมีนาคมนี้ Converse ทำแคมเปญ ‘Love the Progress’ สร้างนิยามใหม่ให้ผู้หญิง ผ่านการเล่าเรื่องผู้หญิงที่ทำสิ่งทรงพลังจากทั่วโลก และ แพรว-กวิตา วัฒนะชยังกูร ก็เป็นหนึ่งในคนที่ Converse กับ The Cloud อยากพูดถึงสุดๆ

เธอคือศิลปินไทยที่มีตัวแทนเป็นทั้งแกลเลอรี่ที่ไทย ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย เธอเคยได้จัดงานแสดงที่ Sydney Opera House และเป็นตัวแทนประเทศไทยในงาน Venice Biennale ปี 2017

งานของแพรวมีเอกลักษณ์ชัดเจน แบบที่เมื่อเห็นครั้งหนึ่งแล้วจะจำได้ไม่มีวันลืม หากคุณมีโอกาสได้ไปดูนิทรรศการที่ตึกอีสต์เอเชียติกในช่วง Bangkok Art Biennale ที่ผ่านมา ย่อมต้องติดตากับงานวิดีโอสีสด ที่ผู้หญิงคนหนึ่งกลิ้งไปรอบๆ เพื่อปลดด้ายแดงให้หลุดจากตัว หรือใช้ตัวเองแทนกระสวยพุ่งผ่านด้ายยืนที่ขึงอยู่กับกี่ หรือห้อยหัวจุ่มหน้าลงในสีแดงสด เพื่อย้อมเส้นด้ายบนหัว

ถ้าเราเปิดให้ดูอีกครั้ง คุณต้องร้องอ๋อแน่นอน

กวิตา วัฒนะชยังกูร

งานของแพรวหลายงานพูดเรื่องผู้หญิง ผ่านการตั้งคำถามต่อนิยามความเป็นหญิงไทย และสร้างความตระหนักเกี่ยวกับปัญหาการกดขี่แรงงานผู้หญิงในอุตสาหกรรม

ไม่ใช่แค่งานที่เธอทำเท่านั้น ตัวแพรวเองก็ไม่เหมือน ‘ผู้หญิง’ ที่อยู่ในกรอบความเข้าใจของคนทั่วไป เธอเป็นศิลปินหญิงที่ไม่มีมาดติสท์อย่างที่หลายคนมักมี แม้ดูเผินๆ ใบหน้าจะสื่อสารความสุภาพเรียบร้อยสมเป็นกุลสตรี แต่กลับซ่อนความกล้าหาญบ้าบิ่นเอาไว้ แถมเธอยังเป็นคนที่ชอบแต่งชุดกระโปรง พอๆ กับที่ชอบเล่นสกีและขี่ม้าอีกด้วย

เรื่องราวของเธอที่เล่าผ่านการทำงานซีรีส์ต่างๆ ตอกย้ำชัดเจนว่า ผู้หญิงเป็นอะไรได้มากกว่าแค่ที่ถูกนิยาม

         

งานที่ศูนย์

กวิตา วัฒนะชยังกูร กวิตา วัฒนะชยังกูร

เด็กหญิงกวิตาเติบโตมายังไง

เราโตมาในกรุงเทพฯ ก็จริง แต่มีบ้านอยู่ปากช่อง ทุกปิดเทอมและเสาร์-อาทิตย์ก็ไปอยู่ที่นู่นตลอด ไม่ได้มาแฮงเอาต์กับเด็กในเมืองกรุง คือเป็นเด็กที่อยู่ในไร่ม้า อยู่กับภูเขา

ถ้ามองภายนอกแพรวจะดูคุณหนูมาก แพรวว่าเพราะแพรวมีบุคลิกบางอย่างเหมือนเด็กจิตรลดา และอยู่จิตรลดามา แต่จริงๆ เป็นคนที่ชอบลุยชอบเสี่ยงมาก เช่น ชอบขี่ม้าเลาะเข้าไปในป่ากับอา มีความสุขมาก แล้วเวลาขากลับม้ามันเริ่มจำทางได้แล้วมันจะเร็วมาก ถ้ามีต้นไม้โค้งลงมา ม้าผ่านได้ เราผ่านไม่ได้ ก็ต้องเอนตัวให้เท่ากับม้า แค่เสี้ยววิเดียวเลยอะ เราชอบความท้าทายประมาณนั้น

ขี่ม้ามาตั้งแต่อายุเท่าไร

5 ขวบค่ะ

ชอบเรื่องท้าทายตั้งแต่เด็กเลย

ใช่ เคยประสบอุบัติเหตุกับม้าแบบหนักมากๆ เราผิดเองที่ใส่อานม้าหลวมไป พอขากลับม้าเห็นคอกแล้วมันก็ซิ่งเลย อานที่หลวมก็ค่อยๆ เอนลงไป แต่ขาดันติดอยู่กับที่เกี่ยว เลยกลายเป็นว่าหน้าเราไปอยู่ที่ท้องม้า แล้วก็ครูดไปกับดินลูกรังอยู่นานมาก เสียโฉมไปเลย ถ้าสังเกตดีๆ หน้าด้านซ้ายกับขวาจะไม่เหมือนกัน ตาด้านซ้ายจะตก

โชคดีที่เป็นตอน ป.5 มันเลยรักษาตัวเองได้ แต่ก็ไม่ไปโรงเรียน 2 – 3 อาทิตย์เลยอะ พอไปโรงเรียนก็ต้องใส่หน้ากากครึ่งหน้า เหมือน Phantom of the Opera เลย

เด็กแสบคนนั้นรู้ตัวไหมว่าอยากเป็นศิลปินระดับโลก

ไม่รู้ เพราะเป็นคนที่วาดรูปไม่สวย เคยคิดว่าศิลปินเนี่ยต้องวาดรูปสวย

แต่ว่าชอบดูหนังกับคุณพ่อ เวลาดูเราชอบดูบรรยากาศ ภาพ สี องค์ประกอบ แล้วก็ชอบคิดว่าการใช้ภาพแบบนี้เขาจะต้องการจะพูดอะไร ตัวละครนี้เขาเป็นอย่างนี้เพราะอะไร ก็ทำแบบนี้กันทุกวัน พ่อกลับถึงบ้านก็มานั่งดูหนัง มาวิเคราะห์กัน

แล้วตอนไหนที่ทำให้ตัดสินใจไปอยู่ออสเตรเลีย

ขึ้น ม.4 ค่ะ คือมันมีหลายเหตุผลมาก ข้อหนึ่งคือ เรียนไม่เก่ง โดยเฉพาะวิชาเลข เรียนไม่เก่งเลย ครูทุกคนเป็นห่วงเรามากว่าคนนี้ไม่สามารถหารเลขได้ ชีวิตมีปัญหามาก สมัยนี้อาจจะไม่เหมือนสมัยแพรว แต่ตอนที่แพรวอยู่มัธยมมันแย่ คือวิชาเลขสำคัญมากกับการที่จะเก่งหรือไม่เก่ง

อีกอย่างหนึ่งคือตอนเด็กๆ เราดูเป็นคนเรียบร้อยตามบุคลิกเด็กจิตรลดามากๆ หน้าตา ท่าทาง ทรงผม แต่จริงๆ แล้วเป็นคนกบฏสูง เวลาคิด เวลาทำอะไร แล้วก็คิดตลอดว่าตัวเองอยากออกจากกรอบตรงนี้มากๆ อยากเป็นอิสระ ตอนนั้นด้วยความที่เด็กด้วย ก็คิดว่าการไปเรียนเมืองนอกนี่แหละที่จะช่วยให้ออกจากกรอบทุกอย่าง

กวิตา วัฒนะชยังกูร

พ่อว่ายังไงบ้างกับการตัดสินใจนี้

พ่อเองก็ไม่อยากให้เราอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มาวัดค่าว่าเราเก่งไม่เก่งจากวิชาเลข เลยมาดูกันว่าถ้าไปออสเตรเลียมันต้องเรียนอะไรบ้าง แล้วเราก็ค้นพบว่าถ้าอยู่ออสเตรเลียเราเลือกตัดวิชาที่เราไม่ชอบออกไปได้ แล้วเรียนเฉพาะเจาะจงในวิชาที่เราชอบได้ พ่อก็เลยบอกว่าโอเค

แต่พ่อเขาก็เป็นห่วง เขาไม่อยากเลี้ยงลูกวัยรุ่นอายุ 13 ทางโทรศัพท์ เขาก็เลยไปอยู่ด้วยทุกอาทิตย์ ก็คือวันศุกร์เลิกงาน เสาร์-อาทิตย์ไป แล้วก็กลับมาทำงานวันจันทร์ พอไปถึง กิจกรรมที่ชอบก็คือดูหนัง เสาร์-อาทิตย์ก็ทำอะไรกินกันแล้วก็ดูหนังมาราธอน

จากการดูหนัง กลายมาเป็นการทำวิดีโออาร์ตได้ยังไง

ตอนแรกที่ไปอยู่ออสเตรเลีย มันมีนิทรรศการของ Bill Viola ซึ่งมันอยู่ในโบสถ์ แพรวว่าแพรวเล่าเรื่องนี้ให้ทุกคนฟัง เพราะว่ามันเป็นอะไรที่ฝังลึกในความทรงจำ

คือเราเข้าไปนั่งในโบสถ์กับพ่อ แล้วมันก็ใช้โปรเจกเตอร์แหละ แต่สำหรับเราตอนนั้นมันเหมือนมีคนอยู่ที่ปลายสุดของแท่นตรงกลาง แล้วคนนั้นก็ค่อยๆ ลอยขึ้นไปบนฟ้า เหมือนเป็นคนที่ตายแล้วค่อยๆ ลอยขึ้นไป มีน้ำโอบอุ้มเขาขึ้นไปข้างบน แล้วเราก็แบบว้าว เราไม่เคยเห็นอะไรอย่างนี้ในเมืองไทยเลย มันคืออะไรเนี่ย มันสะกดทุกคนให้อยู่กับตรงนั้น ทุกอย่างมันมืด แล้วก็ดึงให้เราดูแต่คนนี้ลอยขึ้นไป สักพักนึง เราก็เห็นว่ามีคนที่มีไฟล้อมรอบ เขาก็เดินฝ่าไฟเข้ามาหาเรา แล้วล้มลงไปในน้ำ น้ำก็แผ่กระจาย (เสียงเบา ทำมือกระจายออก)

[งานทั้งสองชิ้นของ BIll Viola ที่กวิตาได้ดูในวันนั้น คือ Fire Woman และ Tristan’s Ascension ในงาน Bill Viola: the Tristan Project]

ตอนนั้นอายุ 15 เป็นความรู้สึกแบบ โห อะไร มันคืออะไร อยากทำแบบนี้บ้าง เป็นอะไรที่ตราตรึงในใจ แต่เราก็ไม่รู้จะไปถามใครว่ามันคืออะไรกันแน่

งานที่หนึ่ง : Box

ศิลปะแขนงที่เห็นในโบสถ์มันไม่มีสอนเหรอตอนนั้น

มันมี แต่ไม่มีใครมาบอกว่ามันคืออะไร มันไม่ใช่การถ่ายหนัง มันคือ Installation แล้วตอน ม.6 มันก็มีให้เลือกเรียนหลายแบบมาก ประวัติศาสตร์ศิลป์ เครื่องประดับ ถ่ายภาพ ประติมากรรม เราก็เลือกเรียนทุกแขนง แต่ก็ยังหาไม่ได้อยู่ดีว่าสิ่งที่เราชอบมันอยู่ในแขนงไหน

ตอนที่อายุ 18 แล้วต้องเรียนปริญญา เพื่อนตอน ม.ปลาย เขาไปแฟชั่นกันหมดเลย เราก็เรียนตาม เรียนได้ 2 อาทิตย์เราก็รู้สึกว่าไม่ใช่ ไม่เอาแล้ว ไม่ได้รู้สึกอิน ก็เลยเลิกเรียน แล้วไปเรียน Textile ซึ่งเรียนอยู่ 2 ปีก็เลิกเรียน

แล้วปริญญามันกี่ปี

3 ปี

เสียดายมั้ย ถ้าเป็นคนทั่วไปคงบอกให้เรียนให้จบก่อน

ไม่นะ ก็มันไม่ใช่ มันไม่มีอะไรที่เราอยากรู้อีกแล้ว แล้วมันก็ไม่ได้ใกล้เคียงกับงาน Bill Viola ที่เราดูตอนแรกด้วย

เราเลยเปลี่ยนคณะไป Fine Arts เป็นการทดลองล้วนๆ เลย เพราะเราเข้าใจว่ามันคือการวาดรูป ไม่รู้ว่าจะเข้าใกล้ไอ้อัน Bill Viola ได้ยังไงด้วยซ้ำ แต่พอเข้าไปคลาสแรก เรารู้สึกว่านี่แหละ ฉันกลับบ้านแล้ว

คลาสแรกเขาเปิดวิดีโอของศิลปินคนหนึ่งให้ดู ที่เอาของมาเรียงเป็นโดมิโน ให้มันล้มทับกันไปเรื่อยๆ ในบ้าน แล้วก็มีงานแสดงของศิลปินอีกหลายคนให้ดู แล้วเราทุกคนก็ได้ทำนู่นทำนี่ เช่น อาจารย์ให้สมมติว่าแผ่นดินกำลังไหว โลกถล่ม อะไรแบบนี้

แล้วอาจารย์ก็บอกว่า จริงๆ เข้ามาเรียน Painting มันไม่ได้อยู่ในกรอบว่าต้องใช้ผ้าใบกับพู่กัน จะใช้อะไรก็ได้ เสียง กลิ่น ก็เป็นได้ ศิลปะมันกว้างไกลมาก ศิลปินที่ดีคือผู้ที่ผลักกรอบของศิลปะออกไปด้วยซ้ำ เราก็แบบโห (ตาโต เสียงสูง) เจ๋งมากเลย ชอบมาก

เราเริ่มลองเอากล้องมาถ่ายภาพ เพราะว่าชอบถ่ายภาพที่สุด แล้วก็เริ่มถ่ายวิดีโอ ตอนแรกก็ถ่ายคนอื่น ถ่ายไปหมดเลย แต่มันไม่รู้สึกอะ ถ่ายคนอื่นเราเหมือนเป็นช่างกล้อง รู้สึกว่าอยากรู้สึก ตอนหลังก็เลยใช้ตัวเองไปอยู่หน้ากล้อง

งานแรกๆ ที่ทำเป็นงานแบบไหน

ตอนที่อยู่ออสเตรเลีย เราทำเรื่องทุกอย่างตามความรู้สึกที่เกิดขึ้น ณ​ ประสบการณ์ ณ วัยนั้นๆ

ประสบการณ์ตอนนั้นก็คือเราเป็นคนไทยที่ไปอยู่ออสเตรเลีย เรารู้สึกไม่ Fit in กับประเทศเขา เหมือนเป็นเอเลียนสำหรับเขา เราเลยลองเอาตัวเองเข้าไปอยู่ในกล่องขนส่งสินค้า แล้ววางอยู่กลางหาดทราย เอาตัวเองลงไปในกล่อง แล้วก็เอาทรายใส่เข้าไปในกล่อง แล้วก็ให้คนแปะสติกเกอร์บนกล่อง ให้เราออกจากกล่องไม่ได้ หายใจก็ไม่ออก ในมือมีมีดเปิดจดหมาย แล้วเราก็ปักๆ กล่อง เพื่อค่อยๆ ออกจากกล่องทีละนิด

งานแรกๆ เกี่ยวกับทะเล ทราย การขนตัวเอง การอพยพ เยอะมาก

ตอนนั้นคุณมองตัวเองว่าเป็นผู้อพยพเหรอ

อืม เพราะว่าอยู่นานกว่าเมืองไทย ตั้งแต่ ม.4 จนถึงจบก็รวมๆ เกือบ 10 ปี เหมือนโตในฐานะที่เป็นวัยรุ่นที่นู่น เป็นผู้ใหญ่ที่นู่น คือเราก็รู้สึกว่าเราเป็นคนออสเตรเลียนะ แต่ก็มีหลายอย่างที่ทำให้รู้สึกว่าไม่ใช่ เราอยากเป็นหนึ่งในนั้น แต่ก็ไม่เคยได้เป็น ด้วยกฎหมาย ด้วยความรู้สึกของคน ด้วยอะไรที่ติดตัวมา

พอเห็นงานเซ็ตนี้ ที่บ้านคิดยังไง

จริงๆ อันนี้แม่ช่วยคิดด้วย เวลาเอางานให้แม่ดูแม่ก็บอกว่าสวยมากเลย แพรวเลยพูดประมาณว่า เออเนี่ย มันเป็นสิ่งที่แพรวรู้สึกได้เลย เหมือนเราเจอคนที่ใช่ เราจะรู้ตั้งแต่แรกว่าจะทำอันนี้ไปได้จนตลอดชีวิต จำได้ว่าแม่ร้องไห้ เพราะว่าเหมือนเราได้เจอสิ่งที่ใช่ เขาก็เลยอินตามไปด้วย

หรืออย่างพ่อ ตอนที่จะเรียนแฟชั่นพ่อยังมีชีวิตอยู่ พ่อก็บอกว่าแพรวไม่ได้เข้ากับอะไรแบบนั้น คือพ่อรู้ว่าจริงๆ แพรวมีความคิดแบบไหน ชอบอะไร ส่วนตอนเลือกเรียน Textile พ่อเสียชีวิตไปแล้ว แต่ถ้ายังอยู่ก็คงบอกว่าไม่ใช่ พ่อบอกแต่แรกเลยว่าให้ไปเรียนด้านถ่ายภาพ

แล้วเรื่องความเสี่ยงล่ะ ไม่ห่วงกันเลยเหรอ งานแบบนี้ดูอันตราย

งานพวกนี้แม่เป็นคนถ่ายทุกชิ้นเลยนะ แล้วก็เราเป็นคนชอบความเสี่ยงตั้งแต่เด็กด้วยมั้ง เวลาทดลองคือแพรวมั่วแหลกเลย ทำนู่นทำนี่ทำนั่น

ยกตัวอย่างให้ฟังสักเรื่อง

มีอันหนึ่งที่มันไม่มีคอนเทนต์อะไรเลยด้วยซ้ำ คือเราชอบภาพของคนที่ไม่กลัว เราเลยทำบ่อน้ำที่ตื้นมากขึ้นมา แล้วก็ทำแบบนี้ (ยกมือขึ้นแล้วฟาดลงตรง) ลงไปที่ในบ่อน้ำ ก็เข้าโรงพยาบาล เพราะบ่อน้ำมันตื้นไป (หัวเราะ) ตอนนั้นเหมือนเข่าแตกหรืออะไรสักอย่าง เหมือนพอใกล้ถึงพื้น สัญชาตญาณอะไรบอกไม่รู้ เราเลยเอาเข่าลง

แล้วก็มีอันหนึ่งที่จำได้เลย อันนั้นทำที่ออสเตรเลีย รู้สึกว่าอยู่ในสตูดิโอน่าเบื่อ เลยไปทะเลกลางหน้าหนาวออสเตรเลีย ตั้งกล้องเอาไว้ แล้วก็กระโดดลงไปในน้ำทะเล แล้วน้ำทะเลมัน เย็น มาก (ลากเสียงสุดลมหายใจ) เย็นมากในแบบที่เราไม่ได้ร้องออกมาว่า หนาว! แต่ร่างกายมันส่งเสียงแบบผู้ชาย โฮ่ว (ทำเสียงต่ำ) ออกมา พอมีคนเห็นก็วิ่งเข้ามาช่วย “แพรวยูโอเคหรือเปล่า บ้าเหรอ โดดน้ำตอนนี้”

แล้วคิดว่าตัวเองบ้าหรือเปล่า

ก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่ไม่กลัวนะ ตอนนั้นคิดว่างานที่เจ๋งคืองานที่อันตราย

งานที่สอง : Tools

พอเรียนจบแล้วกลับมาเมืองไทย เป็นยังไงบ้าง

อยู่เมืองไทยเหมือนเราได้กลับบ้านแต่เราก็ไม่ได้กลับบ้าน เราต้องปรับตัวเยอะมาก รู้สึกว่าเป็นเอเลียนอีกแล้ว เราต้องเติบโตในฐานะผู้หญิงไทย โดนสังคมบอกว่าอันนี้ไม่ควร อันนี้ไม่เหมาะ แล้วเราก็รู้สึกว่า อ่าว (เหี่ยว) ฉันถูกผลักออกจากสังคมอีกแล้ว

ตอนนั้นมันมีแค่ 2 ประเทศที่เราเคยอยู่ ที่เราเคยไปมา มันเลยมีปัญหาว่าแบบทำไมเราต้องเป็นแบบนั้น ทำไมเราต้องเป็นแบบนี้

การเติบโตในฐานะผู้หญิงไทยคืออะไร

ผู้ใหญ่จะพูดตลอดว่า เนี่ย เป็นผู้หญิงต้องทำกับข้าวเก่งๆ นะ มันเป็นวิธีที่ทำให้ผู้ชายอยู่บ้าน ผู้หญิงต้องทำความสะอาด เก็บทุกอย่างเป็นระเบียบ แล้วแพรวเป็นคนรกมาก เราเลยไม่ได้อยู่ในบรรทัดฐานที่จะบอกได้ว่าเราเป็นผู้หญิง

การทำงานซีรีส์ Tools น่าจะเป็นการเรียนรู้ว่าเราจะเติบโตในฐานะที่เป็นผู้หญิงไทยได้ยังไง เหมือนเล่าให้ตัวเองฟังว่าผู้หญิงไทยถูกการคาดหวังจากสังคมยังไงบ้าง ผู้หญิงที่ดีจะต้องเป็นยังไงบ้าง เราเอาของในบ้านมา พูดถึงสิ่งที่คนคาดหวังจะให้เราเป็น และเราก็พยายามจะเป็นสิ่งนั้น ตั้งแต่ไม้กวาด ผ้าขี้ริ้วถูพื้น ไม้ม็อบ ที่ใส่น้ำแข็ง ที่คั้นน้ำส้ม ทุกอย่าง

ตอนเลือกของเลือกจากอะไร

มองๆ ไปในบ้าน (หัวเราะ) เรียลมาก จะสังเกตว่าของบางชิ้นจะดูเก่าๆ หน่อย ไม่ได้ซื้อใหม่ มีอันหนึ่งที่ซื้อใหม่คือที่ไสน้ำแข็ง

เรื่องมันมีอยู่ว่า ตอนเรียนจบเคยส่งงานไปให้ Centre for Contemporary Photography ของออสเตรเลียดู เพราะอาจารย์บอกให้ส่ง ก็ไม่ได้คาดหวังอะไร แล้ววันหนึ่งเขาก็ติดต่อมาว่างานยูน่าสนใจ ตอนนี้มีงานใหม่สักงานมั้ย มีคนแคนเซิลพอดีเลย ขอภายใน 2 อาทิตย์ทันมั้ย เราก็รีบตอบว่ามีค่ะ! ทันค่ะ! แต่จริงๆ ไม่มี ไม่ได้ทำอะไรอยู่เลย

1 อาทิตย์ผ่านไปก็ยังไม่ได้อะไรเลย โอ๊ย ทำไงดี เลยไปหาคุณป้าหน้าบ้านที่ขายของชำ [หมายเหตุ: บ้านของแพรวอยู่บริเวณศรีย่าน หน้าบ้านจึงเต็มไปด้วยร้านขายอุปกรณ์เครื่องใช้ในบ้านสีสันสดใส] ถามว่ามีอุปกรณ์อะไรน่าสนใจบ้าง ป้าก็บอกว่า มีอันนี้มาใหม่ เป็นที่ไสน้ำแข็งที่เป็นไม้ เลยถามเขาว่าไสยังไง แล้วก็ซื้อมา (หัวเราะ)

ต้องทำงานใหม่ภายใน 2 อาทิตย์ นับว่าเร็วมากไหม

ปกติแพรวให้เวลาประมาณ 3 – 4 อาทิตย์ต่อชิ้น กว่าจะคิด พอคิดเสร็จ ซ้อมอีก บางงานซ้อมอยู่เป็นอาทิตย์ๆ ถ่ายแป๊บเดียว แต่งานที่ไสน้ำแข็งคือมันมหัศจรรย์มาก เพราะ 1 อาทิตย์เรายังไม่รู้เลยว่าจะทำอะไร มิราเคิลมากกว่าจะได้งานนี้มา ทุกวันนี้ก็ยังเป็นงานชิ้นหนึ่งที่ชอบมาก

กวิตา วัฒนะชยังกูร

ชอบเพราะอะไร

ตอนที่ทำมันรู้สึกจริงๆ มันเย็นมาก ตอนแรกเราทดลองกับน้ำแข็งในตู้เย็น วางที่มือแค่ 10 วิก็ไม่ไหวแล้วอะ มันชาไปหมด แล้วนี่หน้าต้องจุ่มลงไป มันเลยเป็นงานที่ท้าทายมาก แล้วข้างล่างมันเป็นใบมีดอีก มันรู้สึกว่าท้าทายทุกแง่มุมของความรู้สึกตอนนั้น

ตอนนั้นรู้สึกอะไร

รู้สึกว่าร่างกายมันปรับได้ พอรู้สึกว่าร่างกายมันเริ่มปรับได้ มันรู้สึกว่าเราเอาชนะสถานการณ์นั้นได้ เราเอาชนะความเจ็บปวดได้ มันคือใจ มันคือร่างกายที่สามารถปรับตามความยาก เหมือนเล่นเกมเลเวลยากขึ้นเรื่อยๆ เราก็จะเก่งขึ้นไปเรื่อยๆ

หลังจากชิ้นนั้น เราทำอะไรที่ท้าทายตัวเองตลอดเลย อะไรก็ตามที่ไม่ได้ เราจะรู้สึกว่ามันต้องได้

แล้วมีอะไรที่ทำไม่ได้ไหม

(คิดนาน) มี จริงๆ แล้วมันจะมีอันเดียวเลยที่ทำไม่ได้ คืองาน Big Fish in a Small Pond เราต้องใส่สลิงที่หลัง แล้วค่อยตัดสลิงออกทีหลัง ตอนแรกจะไม่ใส่สลิง แค่เกี่ยวกับปากแล้วดึงขึ้นไป แต่ทำไม่ได้จริงๆ วิธีเดียวคือต้องใส่สลิง

ตอนนั้น รู้สึกเหมือนตัวเองแพ้หรือเปล่า

ใช่ รู้สึกว่าเป็นงานที่วงเล็บไว้ว่าชอบน้อยกว่างานอื่นๆ เพราะเรารู้อยู่แก่ใจว่ามันมีสลิงที่เราซ่อนไว้ มันแบบ (จึ๊ปาก) ไม่ชอบเลยความรู้สึกนี้ รู้สึกแพ้

แล้วคุณรู้ได้ยังไงว่าอะไรได้ อะไรไม่ได้

คือ… ก็ต้องทำ (หัวเราะ)

งานที่สาม : Work

กวิตา วัฒนะชยังกูร

เมื่อไรถึงรู้ว่าควรจะเปลี่ยนซีรีส์แล้ว

เมื่อที่เรารู้สึกว่ามันไม่มีอะไรจะพูดเกี่ยวกับเรื่องนั้นแล้ว อย่างตอนนั้นคือเราเลยจุดที่ทำของในบ้านมาหมดแล้ว เลยจุดที่พูดเรื่องความต้องการจากคนรอบข้างไปแล้ว เราก็คิดว่าศิลปะที่ดีควรจะไม่ได้พูดถึงเราคนเดียวนะ มันควรจะพูดถึงสังคมด้วย เราจะช่วยเหลือสังคมได้ยังไง เราเลยมาทำเรื่องระบบการทำงาน

คิดยังไงทำเรื่องนี้

จริงๆ แล้วมาจากพ่อ คือพ่อเป็นคนที่ทำงานหนักมากๆ มีวัฏจักรการทำงานแบบไปเช้ากลับดึก ออกจากบ้านตี 5 กลับถึงดึก แล้วก็ทำงานเพื่อเงิน แล้วเขาก็เสียชีวิตเพราะว่าเขาทำงานหนักมาก คือเขาไม่ยอมกินน้ำ ไม่ยอมนอน นอนวันละชั่วโมงอะไรอย่างนี้  มันเลยทำให้เขาเสียชีวิต

ซีรีส์ Work ดูเผินๆ อาจจะดูเหมือนพูดเรื่องผู้หญิงเป็นแรงงาน แต่จริงๆ แล้วแพรวต้องการพูดถึงเรื่องของการทำงาน ไม่ใช่แค่แรงงาน เราทุกคนเป็นแรงงาน ต้องทำงานต่อเดือนๆ ซ้ำเดิมทุกวันๆ หมดวัน วันต่อไปก็ทำใหม่ แม้แต่ศิลปินก็เป็น แล้วความสุขของเรามันอยู่ตรงไหน เงินมันสำคัญขนาดนั้นหรือเปล่า มันเปรียบเทียบคนเป็นเครื่องจักร ไม่ใช่แค่คนงาน เราทุกคนเป็นเครื่องจักรเหมือนกัน

เราจำเป็นที่จะต้องทำงานหนักขนาดนี้เลยหรือเปล่า นี่คือ Hidden Message ของงานนี้

แต่คุณเองก็น่าจะเป็นคนทำงานหนัก

ไม่นะ ไม่ ไม่ไม่ (หัวเราะ)

คือไม่เชื่อเรื่องการทำงานหนักเลย

ไม่เชื่ออะ (นิ่งคิด) แพรวคิดว่าแพรวไม่ใช่คนทำงานหนัก แต่เป็นคนที่ตั้งใจทำงานมากกว่า แล้วก็ทำในสิ่งที่มีความสุขที่ได้ทำ ก็จะไม่ได้รู้สึกว่าทำงานอยู่ รู้สึกว่าเล่น

กวิตา วัฒนะชยังกูร กวิตา วัฒนะชยังกูร

คนส่วนใหญ่ทำงานหนักกันก็เพราะห่วงเรื่องเงิน คุณไม่ห่วงเหรอ

การทำงานศิลปะของเราไม่ได้คิดถึงเงินเป็นหลักด้วยซ้ำ แต่มันมาของมันเอง พอเราโตขึ้นงานมันก็โตตามเราไปด้วย จากที่ทำเป็นงานเสริม กลายเป็นว่าทุกวันนี้มันคือรายได้หลักที่สร้างอนาคตเรา

มันไม่ได้เริ่มต้นจากการอยากหาเงิน มันเริ่มต้นจากความชอบที่จะทำ แต่มันได้เงินด้วย

แต่หลายคนอาจไม่ได้โชคดีแบบคุณ

แพรวเชื่อว่าถ้าเกิดว่าเราทำงานที่เรารัก แล้วเรารักมันจริงๆ ตั้งใจสื่อความหมายออกไปจริงๆ ถ้าเราไม่ได้ครึ่งๆ กลางๆ แพรวว่ามันได้

แพรวอาจไม่ได้เป็นคนทำงานหนัก แต่เป็นคนทำอะไรสุดๆ พอเข้าใจมั้ย อธิบายไม่ถูกเหมือนกัน

ซีรีส์นี้คุณยังทำงานเสี่ยงๆ อยู่หรือเปล่า

อืม มันมีชิ้นหนึ่งที่เรากลายเป็นตัวขนของ แบบลิฟต์แกว่ง แล้วใช้เชือกรัดขากับหลังไว้ แล้วมันขาด เราตกลงมาแบบหัวกระแทก คือมันมีเบาะนะ แต่ว่ามันเหวี่ยงแล้วหล่นเลยเบาะ หัวกระแทกพื้นเลย ต้องทำ CT Scan 2 รอบ แล้วก็นอนนิ่งๆ ทำอะไรไม่ได้เลย 2 อาทิตย์ หลังจากนั้นก็เป็น Vertigo หนักมาก ทุกวันนี้ก็ยังเป็นอยู่ คือเป็นโรคประจำตัวไปเลย

แม่โกรธไหม

แม่บอกว่าแม่โกรธตัวเอง โกรธตัวเองที่ดูแลไม่ดี

แล้วหลังจากงานนั้น ทำงานเสี่ยงน้อยลงไหม

ถ้าถามว่ามันเสี่ยงไหม มันก็เสี่ยง แต่เราปลอดภัยขึ้นเยอะมากๆ อย่างงาน Performing Textiles เราซ้อมกับเบาะก่อนถ่ายจริงนานมาก ซ้อมบ่อยขึ้นค่ะ งานวิดีโอมันง่ายตรงที่เรามีเบาะซ่อนอยู่ได้ เช่น ตรงนี้มันดูเป็นพื้น แต่จริงๆ ก็คือเบาะ มีหลายอย่างมากที่เราปลอดภัยได้ โดยที่ให้งานมันยังแข็งแรงอยู่

แล้วยังรู้สึกว่าเป็นความพ่ายแพ้อยู่ไหม

ไม่ ไม่แล้ว คือตอนนั้นเราอยากท้าทายลิมิต แต่ตอนนี้ สิ่งที่เราต้องการที่จะเอาชนะมากที่สุดคือ เมสเสจของเราส่งไปถึงคนดูได้หรือเปล่า ณ ขณะที่เขาดูงานวิดีโอหรืองานแสดง ถ้าเขาได้เมสเสจ นั่นคือเรารู้สึกว่าเราชนะในเชิงที่ทำให้แต่ละบุคคลตระหนักถึงปัญหาได้

งานที่สี่ : Performing Textiles

กวิตา วัฒนะชยังกูร

ความสนใจประเด็นอย่างอุตสาหกรรมประมงในงาน Splashed และอุตสาหกรรมการทอผ้าในงาน Performing Textiles มาจากไหน

คือว่าที่บ้านนี้เป็นนักกฎหมายหมดเลย คุณตาเป็นผู้พิพากษา น้องชายตาก็เป็นผู้พิพากษา ลุงเป็นผู้พิพากษา ป้าเป็นอัยการ ลุงเป็นทนาย เราจะกินข้าวกัน แล้วเขาก็จะคุยกันเรื่องคดี มีคดีเล่าให้ฟังสนุกๆ เราก็จะฟัง

อย่างปี 2017 เรื่องประมงกำลังเดือด เขาก็เลยเล่าให้ฟัง แล้วเราก็สนใจ ขอให้เขาเล่าให้ละเอียดหน่อยว่ามันเป็นยังไง แต่งานนี้ทำอยู่ปีเดียว เพราะเรารีเสิร์ชได้แค่ระดับหนึ่งเท่านั้น เราขอตามเรือเขาออกไปไม่ได้ ไม่สามารถไปคุยกับคนได้ ข้อจำกัดมันเยอะมาก มันเป็นเรื่องใหญ่ระดับชาติที่ศิลปินอย่างเราไม่สามารถเข้าไปถึงขนาดนั้น

เรารู้สึกผิดกับงานประมงว่าเราไม่สามารถเข้าไปลึกได้ ก็เลยรู้สึกว่าถ้าอันไหนที่เราเข้าไปลึกได้ เราก็จะพยายามทำ พอเป็นงานเรื่องผ้า ในฐานะที่เราเป็นผู้หญิง เราควรจะพูดถึงเรื่องความเท่าเทียมกัน แล้วอุตสาหกรรมแฟชั่นคือเราต้องการที่จะพูดถึงเรื่องของผู้หญิงโดยตรง เราเลยอยากจะเล่า

อุตสาหกรรมทอผ้ากับผู้หญิงเกี่ยวกันตรงไหน

ในอุตสาหกรรมทอผ้า แรงงานแทบทั้งหมดเป็นผู้หญิง คนที่เย็บผ้า คนที่ทอ เราเคยเข้าไปดูโรงงานทอผ้าของเพื่อน คนที่นั่งทำงานอยู่ก็เป็นผู้หญิงหมดเลย ยาวสุดลูกหูลูกตา

จริงๆ งานนี้เริ่มมาจากที่พิพิธภัณฑ์ที่นิวซีแลนด์เชิญไปเป็นศิลปินพำนัก (Residency) เราไปคุยกับชาวนาชาวไร่ คือรายได้ส่วนใหญ่ของนิวซีแลนด์มาจากการส่งออกขนแกะ แล้วเขารวยกันมาก รวยกันมากๆ ทุกคนที่เป็นชาวนาคือเศรษฐี ช่างต่างจากที่ประเทศเราเหลือเกิน กลับมาเมืองไทยเราเลยลองไปอยู่ตามหมู่บ้านทอผ้า เพราะอยากดูว่ามันจะแตกต่างกันขนาดไหน

คนที่อยู่ในหมู่บ้านทอผ้ามักเป็นผู้หญิง อย่างที่เราไป เขาจะมีกระดิ่งผูกไว้กับกี่ ถ้าเกิดว่าหมู่บ้านไหนมีเสียงกระดิ่งดังมากๆ คือเป็นผู้หญิงที่ทำงานหนัก ขยัน น่าเอามาเป็นเมีย ยิ่งเสียงดังทั้งวันทั้งคืนก็คือดีมาก แล้วทอผ้าไม่เสร็จไม่ได้เลยนะ มันจะเป็นลางร้ายมากกับผู้หญิง ถ้าทอไม่เสร็จก็คือจะไม่ได้แต่งงาน

กวิตา วัฒนะชยังกูร

แล้วงานซีรีส์นี้จะช่วยผู้หญิงเหล่านั้นได้ยังไง

เราอยากให้คุณค่ากับแรงงานของผู้หญิงเหล่านี้ เพื่อให้คนตระหนักว่าการที่มีผู้หญิงทั้งหมดมันไม่ใช่ปัญหา ปัญหาคือการกดขี่ และสิ่งที่อุตสาหกรรมแฟชันกำลังเป็นอยู่ มันเป็นการกดขี่เขา

มันไม่ใช่ความผิดของแบรนด์ไหนเลยในโลกนี้ด้วยซ้ำ จริงๆ แล้วปัญหามันอยู่ที่ Fast Fashion หมายความว่าทุกวันนี้เราอยู่ในโลกที่ต้องมีเสื้อผ้าเยอะๆ มันเป็นความผิดของเราที่เราต้องการไม่มีวันสิ้นสุด เราซื้อของเพื่อมาเติมเต็มความสุขเรา แล้วเสื้อตัวหนึ่งถูกมาก 200 บาท คิดว่าผู้หญิงที่ทำงานอยู่ต้นทางจะได้ค่าแรงเท่าไร

ปัญหาประมงมันไม่ได้ขึ้นอยู่กับผู้บริโภคขนาดนั้น ผู้รับผิดชอบคือกฎหมายและองค์กร แต่แฟชั่นมันอยู่ที่เราหมดเลย เราคือผู้รับผิดชอบโดยตรงต่อเรื่องที่กำลังเกิดขึ้น

ปัญหานี้มีแต่ผู้หญิงที่เผชิญเหรอ

ปัญหาเรื่องการกดขี่แรงงานในระบบอุตสาหกรรมทั้งหมด จริงๆ แล้วมีทั้งผู้ชายทั้งผู้หญิง แต่จะมีสิ่งที่เชื่อมโยงกันโดยตรง คือความรุนแรงในครอบครัว คนเก็บกดจากที่ทำงาน แล้วก็ไปปลดปล่อยที่บ้าน เกิดการทำร้ายร่างกาย แล้วมักจะเป็นผู้หญิงนี่แหละที่โดนทำร้าย ซึ่งปัญหามันไม่ได้ต่อเนื่องกัน แค่มันจบที่ผู้หญิง

วิธีการสื่อสารผ่านศิลปะของคุณสำเร็จบ้างไหม

งานแพรวมันไม่ได้ต้องการถูกปฏิบัติแบบงาน Marina Abramovic หมายความว่าแพรวไม่ต้องการพูดกับคนในวงการอย่างเดียว มันน้อยไป เราอยากทำในแบบที่ให้คนทั่วๆ ไปดู ให้มันเป็นบทสนทนาที่คุยได้ทุกคน ทุกระดับ ทุกแบบ เราเล่าเรื่องที่เกิดมาจากประสบการณ์ของตัวเอง เวลาเล่าเรื่องของการเป็นผู้หญิง แพรวเชื่อว่าผู้หญิงทุกคนจะเข้าใจ

อย่างตอนที่ไปแสดงสดกลางห้องอาหารของโรงแรมเพนนินซูลา เราแสดงอยู่ท่ามกลางคนที่เป็นวัตถุนิยมมากๆ แล้วเรารู้สึกว่าถ้าเรากระตุ้นให้เขาเปลี่ยนความคิดได้มันคงดีมากเลยนะ

แล้วเราได้ผลตอบรับดีมาก คำถามเยอะมาก มีคนถามว่า ยูกำลังจะบอกว่าไม่ให้บริโภคเลยเหรอ มันเป็นไปไม่ได้ ถ้าเราไม่บริโภคเลย แล้วคนเหล่านี้เขาจะได้เงินเดือนจากอะไร เราก็บอกว่า ไม่ใช่ว่าไม่ให้บริโภค มันไม่ใช่เรื่องนั้น แต่ว่าให้คิดว่าเราจะบริโภคอะไรต่างหาก

ใครๆ ก็ดูแล้วเข้าใจจริงเหรอ        

หรือแม้กระทั่งพี่เลี้ยงแพรวที่เคยอยู่ในอุตสาหกรรมทอผ้ามาก่อน ก็ดูแล้วเข้าใจได้เลยว่าเครื่องนี้มันทำแบบนี้จริงๆ แล้วส่วนใหญ่เขาเป็นคนช่วยออกความเห็นด้วย ‘น้องแพรวทำแบบนั้นสิคะ อุ้ย จริงๆ มันต้องเป็นแบบนั้นแบบนี้’ เพราะเขาเป็นคนในวงการนี้มาก่อน เขาจะรู้หมดเลย

กวิตา วัฒนะชยังกูร กวิตา วัฒนะชยังกูร

งานต่อไป

ปลายปีนี้คุณจะแต่งงานแล้ว กลัวไหมว่าจะทำให้เลิกเป็นศิลปิน

ไม่เคยคิดว่าจะเลิกเป็นศิลปิน เพราะทุกอย่างที่ทำคือเราทำจากสิ่งที่เราสนใจ สิ่งที่เกิดขึ้นกับเรา ถ้าเกิดว่าเราเป็นแม่ของคน คิดว่าเล่าเรื่องผู้หญิงได้ดีขึ้นด้วยซ้ำ เพราะว่าเราได้เข้าใจจริงๆ การเป็นแม่ก็เป็นหนึ่งในเรื่องของผู้หญิง แล้วก็ชีวิตแต่งงานมันก็คงมีเรื่องน่าสนใจมาเล่าเยอะแหละ

มีอะไรในชีวิตที่คุณกลัวบ้างไหม

ตอนนี้สิ่งที่กลัวคือ กลัวเป็น Vertigo ระหว่างที่ขับรถอยู่ แล้วรถจะชน

เราประสบอุบัติเหตุบ่อยมาก เลยจะเช็กทุกอย่างก่อนทำงานว่าโอเค ปลอดภัย ระวังมากขึ้น

ก็ยังมีความระแวดระวังนะ

คือเราชอบความท้าทาย เราชอบความเสี่ยง แต่ว่าในความเสี่ยงเราก็ระวัง

เราเพิ่งไปเล่นสกีมา ไม่เคยเล่นสกีมาก่อน แล้วแฟนก็บอกว่า ถ้าจะเล่นให้เป็นนะ ต้องขึ้นไปที่สูงๆ แล้วลงมาทีเดียว มันก็ไม่ได้ชันมากนะ แต่ตอนนั้นเลี้ยงไม่เป็น เบรกไม่เป็น พยายามแล้วมันก็ไม่อยู่ เพราะทางมันตรงเกินไป แล้วสุดทางมันจะเป็นถนนแล้วอะ เบรกไม่อยู่ทำไงดี ก็เลยบังคับให้ตัวเองล้ม มองไปข้างๆ นี่คือกองหิมะ ด้านขวามือไม่มีคนมา ก็เลยกระโดดไปตรงนี้เพื่อให้ล้ม ตั้งใจล้มก่อนที่เราจะล้มเอง

ทุกวันนี้เราทำแบบนี้ประจำ ไม่ว่าจะทำอะไรเสี่ยงๆ เช่นงานศิลปะ หรืออะไรก็ตามที่กำลังจะเกิดอุบัติเหตุแล้ว อีก 2 วิ เรากำลังจะล้มอย่างทุเรศ และไม่รู้ว่ามันจะออกมาล้มท่าไหน เราก็เลยต้องล้มไปเลย

ชิงล้มก่อน

ชิงล้มก่อน ใช่ ทุกวันนี้ก็เลยใช้ทริกนั้น

กวิตา วัฒนะชยังกูร

ขอขอบคุณ: Works Courtesy of artist, Nova Contemporary, Clear Edition Gallery, Antidote Organisation and Alamak! Project

The Cloud x Converse

    

ช่วงเดือนมีนาคมนี้ Converse ทำแคมเปญ ‘Love the Progress’ สร้างนิยามใหม่ให้ผู้หญิง ผ่านการเล่าเรื่องผู้หญิงที่ทำสิ่งทรงพลังจากทั่วโลก และ แพรว-กวิตา วัฒนะชยังกูร ก็เป็นหนึ่งในคนที่ Converse กับ The Cloud อยากพูดถึงสุดๆ

เธอคือศิลปินไทยที่มีตัวแทนเป็นทั้งแกลเลอรี่ที่ไทย ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย เธอเคยได้จัดงานแสดงที่ Sydney Opera House และเป็นตัวแทนประเทศไทยในงาน Venice Biennale ปี 2017

งานของแพรวมีเอกลักษณ์ชัดเจน แบบที่เมื่อเห็นครั้งหนึ่งแล้วจะจำได้ไม่มีวันลืม หากคุณมีโอกาสได้ไปดูนิทรรศการที่ตึกอีสต์เอเชียติกในช่วง Bangkok Art Biennale ที่ผ่านมา ย่อมต้องติดตากับงานวิดีโอสีสด ที่ผู้หญิงคนหนึ่งกลิ้งไปรอบๆ เพื่อปลดด้ายแดงให้หลุดจากตัว หรือใช้ตัวเองแทนกระสวยพุ่งผ่านด้ายยืนที่ขึงอยู่กับกี่ หรือห้อยหัวจุ่มหน้าลงในสีแดงสด เพื่อย้อมเส้นด้ายบนหัว

ถ้าเราเปิดให้ดูอีกครั้ง คุณต้องร้องอ๋อแน่นอน

กวิตา วัฒนะชยังกูร

งานของแพรวหลายงานพูดเรื่องผู้หญิง ผ่านการตั้งคำถามต่อนิยามความเป็นหญิงไทย และสร้างความตระหนักเกี่ยวกับปัญหาการกดขี่แรงงานผู้หญิงในอุตสาหกรรม

ไม่ใช่แค่งานที่เธอทำเท่านั้น ตัวแพรวเองก็ไม่เหมือน ‘ผู้หญิง’ ที่อยู่ในกรอบความเข้าใจของคนทั่วไป เธอเป็นศิลปินหญิงที่ไม่มีมาดติสท์อย่างที่หลายคนมักมี แม้ดูเผินๆ ใบหน้าจะสื่อสารความสุภาพเรียบร้อยสมเป็นกุลสตรี แต่กลับซ่อนความกล้าหาญบ้าบิ่นเอาไว้ แถมเธอยังเป็นคนที่ชอบแต่งชุดกระโปรง พอๆ กับที่ชอบเล่นสกีและขี่ม้าอีกด้วย

เรื่องราวของเธอที่เล่าผ่านการทำงานซีรีส์ต่างๆ ตอกย้ำชัดเจนว่า ผู้หญิงเป็นอะไรได้มากกว่าแค่ที่ถูกนิยาม

         

งานที่ศูนย์

กวิตา วัฒนะชยังกูร กวิตา วัฒนะชยังกูร

เด็กหญิงกวิตาเติบโตมายังไง

เราโตมาในกรุงเทพฯ ก็จริง แต่มีบ้านอยู่ปากช่อง ทุกปิดเทอมและเสาร์-อาทิตย์ก็ไปอยู่ที่นู่นตลอด ไม่ได้มาแฮงเอาต์กับเด็กในเมืองกรุง คือเป็นเด็กที่อยู่ในไร่ม้า อยู่กับภูเขา

ถ้ามองภายนอกแพรวจะดูคุณหนูมาก แพรวว่าเพราะแพรวมีบุคลิกบางอย่างเหมือนเด็กจิตรลดา และอยู่จิตรลดามา แต่จริงๆ เป็นคนที่ชอบลุยชอบเสี่ยงมาก เช่น ชอบขี่ม้าเลาะเข้าไปในป่ากับอา มีความสุขมาก แล้วเวลาขากลับม้ามันเริ่มจำทางได้แล้วมันจะเร็วมาก ถ้ามีต้นไม้โค้งลงมา ม้าผ่านได้ เราผ่านไม่ได้ ก็ต้องเอนตัวให้เท่ากับม้า แค่เสี้ยววิเดียวเลยอะ เราชอบความท้าทายประมาณนั้น

ขี่ม้ามาตั้งแต่อายุเท่าไร

5 ขวบค่ะ

ชอบเรื่องท้าทายตั้งแต่เด็กเลย

ใช่ เคยประสบอุบัติเหตุกับม้าแบบหนักมากๆ เราผิดเองที่ใส่อานม้าหลวมไป พอขากลับม้าเห็นคอกแล้วมันก็ซิ่งเลย อานที่หลวมก็ค่อยๆ เอนลงไป แต่ขาดันติดอยู่กับที่เกี่ยว เลยกลายเป็นว่าหน้าเราไปอยู่ที่ท้องม้า แล้วก็ครูดไปกับดินลูกรังอยู่นานมาก เสียโฉมไปเลย ถ้าสังเกตดีๆ หน้าด้านซ้ายกับขวาจะไม่เหมือนกัน ตาด้านซ้ายจะตก

โชคดีที่เป็นตอน ป.5 มันเลยรักษาตัวเองได้ แต่ก็ไม่ไปโรงเรียน 2 – 3 อาทิตย์เลยอะ พอไปโรงเรียนก็ต้องใส่หน้ากากครึ่งหน้า เหมือน Phantom of the Opera เลย

เด็กแสบคนนั้นรู้ตัวไหมว่าอยากเป็นศิลปินระดับโลก

ไม่รู้ เพราะเป็นคนที่วาดรูปไม่สวย เคยคิดว่าศิลปินเนี่ยต้องวาดรูปสวย

แต่ว่าชอบดูหนังกับคุณพ่อ เวลาดูเราชอบดูบรรยากาศ ภาพ สี องค์ประกอบ แล้วก็ชอบคิดว่าการใช้ภาพแบบนี้เขาจะต้องการจะพูดอะไร ตัวละครนี้เขาเป็นอย่างนี้เพราะอะไร ก็ทำแบบนี้กันทุกวัน พ่อกลับถึงบ้านก็มานั่งดูหนัง มาวิเคราะห์กัน

แล้วตอนไหนที่ทำให้ตัดสินใจไปอยู่ออสเตรเลีย

ขึ้น ม.4 ค่ะ คือมันมีหลายเหตุผลมาก ข้อหนึ่งคือ เรียนไม่เก่ง โดยเฉพาะวิชาเลข เรียนไม่เก่งเลย ครูทุกคนเป็นห่วงเรามากว่าคนนี้ไม่สามารถหารเลขได้ ชีวิตมีปัญหามาก สมัยนี้อาจจะไม่เหมือนสมัยแพรว แต่ตอนที่แพรวอยู่มัธยมมันแย่ คือวิชาเลขสำคัญมากกับการที่จะเก่งหรือไม่เก่ง

อีกอย่างหนึ่งคือตอนเด็กๆ เราดูเป็นคนเรียบร้อยตามบุคลิกเด็กจิตรลดามากๆ หน้าตา ท่าทาง ทรงผม แต่จริงๆ แล้วเป็นคนกบฏสูง เวลาคิด เวลาทำอะไร แล้วก็คิดตลอดว่าตัวเองอยากออกจากกรอบตรงนี้มากๆ อยากเป็นอิสระ ตอนนั้นด้วยความที่เด็กด้วย ก็คิดว่าการไปเรียนเมืองนอกนี่แหละที่จะช่วยให้ออกจากกรอบทุกอย่าง

กวิตา วัฒนะชยังกูร

พ่อว่ายังไงบ้างกับการตัดสินใจนี้

พ่อเองก็ไม่อยากให้เราอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มาวัดค่าว่าเราเก่งไม่เก่งจากวิชาเลข เลยมาดูกันว่าถ้าไปออสเตรเลียมันต้องเรียนอะไรบ้าง แล้วเราก็ค้นพบว่าถ้าอยู่ออสเตรเลียเราเลือกตัดวิชาที่เราไม่ชอบออกไปได้ แล้วเรียนเฉพาะเจาะจงในวิชาที่เราชอบได้ พ่อก็เลยบอกว่าโอเค

แต่พ่อเขาก็เป็นห่วง เขาไม่อยากเลี้ยงลูกวัยรุ่นอายุ 13 ทางโทรศัพท์ เขาก็เลยไปอยู่ด้วยทุกอาทิตย์ ก็คือวันศุกร์เลิกงาน เสาร์-อาทิตย์ไป แล้วก็กลับมาทำงานวันจันทร์ พอไปถึง กิจกรรมที่ชอบก็คือดูหนัง เสาร์-อาทิตย์ก็ทำอะไรกินกันแล้วก็ดูหนังมาราธอน

จากการดูหนัง กลายมาเป็นการทำวิดีโออาร์ตได้ยังไง

ตอนแรกที่ไปอยู่ออสเตรเลีย มันมีนิทรรศการของ Bill Viola ซึ่งมันอยู่ในโบสถ์ แพรวว่าแพรวเล่าเรื่องนี้ให้ทุกคนฟัง เพราะว่ามันเป็นอะไรที่ฝังลึกในความทรงจำ

คือเราเข้าไปนั่งในโบสถ์กับพ่อ แล้วมันก็ใช้โปรเจกเตอร์แหละ แต่สำหรับเราตอนนั้นมันเหมือนมีคนอยู่ที่ปลายสุดของแท่นตรงกลาง แล้วคนนั้นก็ค่อยๆ ลอยขึ้นไปบนฟ้า เหมือนเป็นคนที่ตายแล้วค่อยๆ ลอยขึ้นไป มีน้ำโอบอุ้มเขาขึ้นไปข้างบน แล้วเราก็แบบว้าว เราไม่เคยเห็นอะไรอย่างนี้ในเมืองไทยเลย มันคืออะไรเนี่ย มันสะกดทุกคนให้อยู่กับตรงนั้น ทุกอย่างมันมืด แล้วก็ดึงให้เราดูแต่คนนี้ลอยขึ้นไป สักพักนึง เราก็เห็นว่ามีคนที่มีไฟล้อมรอบ เขาก็เดินฝ่าไฟเข้ามาหาเรา แล้วล้มลงไปในน้ำ น้ำก็แผ่กระจาย (เสียงเบา ทำมือกระจายออก)

[งานทั้งสองชิ้นของ BIll Viola ที่กวิตาได้ดูในวันนั้น คือ Fire Woman และ Tristan’s Ascension ในงาน Bill Viola: the Tristan Project]

ตอนนั้นอายุ 15 เป็นความรู้สึกแบบ โห อะไร มันคืออะไร อยากทำแบบนี้บ้าง เป็นอะไรที่ตราตรึงในใจ แต่เราก็ไม่รู้จะไปถามใครว่ามันคืออะไรกันแน่

งานที่หนึ่ง : Box

ศิลปะแขนงที่เห็นในโบสถ์มันไม่มีสอนเหรอตอนนั้น

มันมี แต่ไม่มีใครมาบอกว่ามันคืออะไร มันไม่ใช่การถ่ายหนัง มันคือ Installation แล้วตอน ม.6 มันก็มีให้เลือกเรียนหลายแบบมาก ประวัติศาสตร์ศิลป์ เครื่องประดับ ถ่ายภาพ ประติมากรรม เราก็เลือกเรียนทุกแขนง แต่ก็ยังหาไม่ได้อยู่ดีว่าสิ่งที่เราชอบมันอยู่ในแขนงไหน

ตอนที่อายุ 18 แล้วต้องเรียนปริญญา เพื่อนตอน ม.ปลาย เขาไปแฟชั่นกันหมดเลย เราก็เรียนตาม เรียนได้ 2 อาทิตย์เราก็รู้สึกว่าไม่ใช่ ไม่เอาแล้ว ไม่ได้รู้สึกอิน ก็เลยเลิกเรียน แล้วไปเรียน Textile ซึ่งเรียนอยู่ 2 ปีก็เลิกเรียน

แล้วปริญญามันกี่ปี

3 ปี

เสียดายมั้ย ถ้าเป็นคนทั่วไปคงบอกให้เรียนให้จบก่อน

ไม่นะ ก็มันไม่ใช่ มันไม่มีอะไรที่เราอยากรู้อีกแล้ว แล้วมันก็ไม่ได้ใกล้เคียงกับงาน Bill Viola ที่เราดูตอนแรกด้วย

เราเลยเปลี่ยนคณะไป Fine Arts เป็นการทดลองล้วนๆ เลย เพราะเราเข้าใจว่ามันคือการวาดรูป ไม่รู้ว่าจะเข้าใกล้ไอ้อัน Bill Viola ได้ยังไงด้วยซ้ำ แต่พอเข้าไปคลาสแรก เรารู้สึกว่านี่แหละ ฉันกลับบ้านแล้ว

คลาสแรกเขาเปิดวิดีโอของศิลปินคนหนึ่งให้ดู ที่เอาของมาเรียงเป็นโดมิโน ให้มันล้มทับกันไปเรื่อยๆ ในบ้าน แล้วก็มีงานแสดงของศิลปินอีกหลายคนให้ดู แล้วเราทุกคนก็ได้ทำนู่นทำนี่ เช่น อาจารย์ให้สมมติว่าแผ่นดินกำลังไหว โลกถล่ม อะไรแบบนี้

แล้วอาจารย์ก็บอกว่า จริงๆ เข้ามาเรียน Painting มันไม่ได้อยู่ในกรอบว่าต้องใช้ผ้าใบกับพู่กัน จะใช้อะไรก็ได้ เสียง กลิ่น ก็เป็นได้ ศิลปะมันกว้างไกลมาก ศิลปินที่ดีคือผู้ที่ผลักกรอบของศิลปะออกไปด้วยซ้ำ เราก็แบบโห (ตาโต เสียงสูง) เจ๋งมากเลย ชอบมาก

เราเริ่มลองเอากล้องมาถ่ายภาพ เพราะว่าชอบถ่ายภาพที่สุด แล้วก็เริ่มถ่ายวิดีโอ ตอนแรกก็ถ่ายคนอื่น ถ่ายไปหมดเลย แต่มันไม่รู้สึกอะ ถ่ายคนอื่นเราเหมือนเป็นช่างกล้อง รู้สึกว่าอยากรู้สึก ตอนหลังก็เลยใช้ตัวเองไปอยู่หน้ากล้อง

งานแรกๆ ที่ทำเป็นงานแบบไหน

ตอนที่อยู่ออสเตรเลีย เราทำเรื่องทุกอย่างตามความรู้สึกที่เกิดขึ้น ณ​ ประสบการณ์ ณ วัยนั้นๆ

ประสบการณ์ตอนนั้นก็คือเราเป็นคนไทยที่ไปอยู่ออสเตรเลีย เรารู้สึกไม่ Fit in กับประเทศเขา เหมือนเป็นเอเลียนสำหรับเขา เราเลยลองเอาตัวเองเข้าไปอยู่ในกล่องขนส่งสินค้า แล้ววางอยู่กลางหาดทราย เอาตัวเองลงไปในกล่อง แล้วก็เอาทรายใส่เข้าไปในกล่อง แล้วก็ให้คนแปะสติกเกอร์บนกล่อง ให้เราออกจากกล่องไม่ได้ หายใจก็ไม่ออก ในมือมีมีดเปิดจดหมาย แล้วเราก็ปักๆ กล่อง เพื่อค่อยๆ ออกจากกล่องทีละนิด

งานแรกๆ เกี่ยวกับทะเล ทราย การขนตัวเอง การอพยพ เยอะมาก

ตอนนั้นคุณมองตัวเองว่าเป็นผู้อพยพเหรอ

อืม เพราะว่าอยู่นานกว่าเมืองไทย ตั้งแต่ ม.4 จนถึงจบก็รวมๆ เกือบ 10 ปี เหมือนโตในฐานะที่เป็นวัยรุ่นที่นู่น เป็นผู้ใหญ่ที่นู่น คือเราก็รู้สึกว่าเราเป็นคนออสเตรเลียนะ แต่ก็มีหลายอย่างที่ทำให้รู้สึกว่าไม่ใช่ เราอยากเป็นหนึ่งในนั้น แต่ก็ไม่เคยได้เป็น ด้วยกฎหมาย ด้วยความรู้สึกของคน ด้วยอะไรที่ติดตัวมา

พอเห็นงานเซ็ตนี้ ที่บ้านคิดยังไง

จริงๆ อันนี้แม่ช่วยคิดด้วย เวลาเอางานให้แม่ดูแม่ก็บอกว่าสวยมากเลย แพรวเลยพูดประมาณว่า เออเนี่ย มันเป็นสิ่งที่แพรวรู้สึกได้เลย เหมือนเราเจอคนที่ใช่ เราจะรู้ตั้งแต่แรกว่าจะทำอันนี้ไปได้จนตลอดชีวิต จำได้ว่าแม่ร้องไห้ เพราะว่าเหมือนเราได้เจอสิ่งที่ใช่ เขาก็เลยอินตามไปด้วย

หรืออย่างพ่อ ตอนที่จะเรียนแฟชั่นพ่อยังมีชีวิตอยู่ พ่อก็บอกว่าแพรวไม่ได้เข้ากับอะไรแบบนั้น คือพ่อรู้ว่าจริงๆ แพรวมีความคิดแบบไหน ชอบอะไร ส่วนตอนเลือกเรียน Textile พ่อเสียชีวิตไปแล้ว แต่ถ้ายังอยู่ก็คงบอกว่าไม่ใช่ พ่อบอกแต่แรกเลยว่าให้ไปเรียนด้านถ่ายภาพ

แล้วเรื่องความเสี่ยงล่ะ ไม่ห่วงกันเลยเหรอ งานแบบนี้ดูอันตราย

งานพวกนี้แม่เป็นคนถ่ายทุกชิ้นเลยนะ แล้วก็เราเป็นคนชอบความเสี่ยงตั้งแต่เด็กด้วยมั้ง เวลาทดลองคือแพรวมั่วแหลกเลย ทำนู่นทำนี่ทำนั่น

ยกตัวอย่างให้ฟังสักเรื่อง

มีอันหนึ่งที่มันไม่มีคอนเทนต์อะไรเลยด้วยซ้ำ คือเราชอบภาพของคนที่ไม่กลัว เราเลยทำบ่อน้ำที่ตื้นมากขึ้นมา แล้วก็ทำแบบนี้ (ยกมือขึ้นแล้วฟาดลงตรง) ลงไปที่ในบ่อน้ำ ก็เข้าโรงพยาบาล เพราะบ่อน้ำมันตื้นไป (หัวเราะ) ตอนนั้นเหมือนเข่าแตกหรืออะไรสักอย่าง เหมือนพอใกล้ถึงพื้น สัญชาตญาณอะไรบอกไม่รู้ เราเลยเอาเข่าลง

แล้วก็มีอันหนึ่งที่จำได้เลย อันนั้นทำที่ออสเตรเลีย รู้สึกว่าอยู่ในสตูดิโอน่าเบื่อ เลยไปทะเลกลางหน้าหนาวออสเตรเลีย ตั้งกล้องเอาไว้ แล้วก็กระโดดลงไปในน้ำทะเล แล้วน้ำทะเลมัน เย็น มาก (ลากเสียงสุดลมหายใจ) เย็นมากในแบบที่เราไม่ได้ร้องออกมาว่า หนาว! แต่ร่างกายมันส่งเสียงแบบผู้ชาย โฮ่ว (ทำเสียงต่ำ) ออกมา พอมีคนเห็นก็วิ่งเข้ามาช่วย “แพรวยูโอเคหรือเปล่า บ้าเหรอ โดดน้ำตอนนี้”

แล้วคิดว่าตัวเองบ้าหรือเปล่า

ก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่ไม่กลัวนะ ตอนนั้นคิดว่างานที่เจ๋งคืองานที่อันตราย

งานที่สอง : Tools

พอเรียนจบแล้วกลับมาเมืองไทย เป็นยังไงบ้าง

อยู่เมืองไทยเหมือนเราได้กลับบ้านแต่เราก็ไม่ได้กลับบ้าน เราต้องปรับตัวเยอะมาก รู้สึกว่าเป็นเอเลียนอีกแล้ว เราต้องเติบโตในฐานะผู้หญิงไทย โดนสังคมบอกว่าอันนี้ไม่ควร อันนี้ไม่เหมาะ แล้วเราก็รู้สึกว่า อ่าว (เหี่ยว) ฉันถูกผลักออกจากสังคมอีกแล้ว

ตอนนั้นมันมีแค่ 2 ประเทศที่เราเคยอยู่ ที่เราเคยไปมา มันเลยมีปัญหาว่าแบบทำไมเราต้องเป็นแบบนั้น ทำไมเราต้องเป็นแบบนี้

การเติบโตในฐานะผู้หญิงไทยคืออะไร

ผู้ใหญ่จะพูดตลอดว่า เนี่ย เป็นผู้หญิงต้องทำกับข้าวเก่งๆ นะ มันเป็นวิธีที่ทำให้ผู้ชายอยู่บ้าน ผู้หญิงต้องทำความสะอาด เก็บทุกอย่างเป็นระเบียบ แล้วแพรวเป็นคนรกมาก เราเลยไม่ได้อยู่ในบรรทัดฐานที่จะบอกได้ว่าเราเป็นผู้หญิง

การทำงานซีรีส์ Tools น่าจะเป็นการเรียนรู้ว่าเราจะเติบโตในฐานะที่เป็นผู้หญิงไทยได้ยังไง เหมือนเล่าให้ตัวเองฟังว่าผู้หญิงไทยถูกการคาดหวังจากสังคมยังไงบ้าง ผู้หญิงที่ดีจะต้องเป็นยังไงบ้าง เราเอาของในบ้านมา พูดถึงสิ่งที่คนคาดหวังจะให้เราเป็น และเราก็พยายามจะเป็นสิ่งนั้น ตั้งแต่ไม้กวาด ผ้าขี้ริ้วถูพื้น ไม้ม็อบ ที่ใส่น้ำแข็ง ที่คั้นน้ำส้ม ทุกอย่าง

ตอนเลือกของเลือกจากอะไร

มองๆ ไปในบ้าน (หัวเราะ) เรียลมาก จะสังเกตว่าของบางชิ้นจะดูเก่าๆ หน่อย ไม่ได้ซื้อใหม่ มีอันหนึ่งที่ซื้อใหม่คือที่ไสน้ำแข็ง

เรื่องมันมีอยู่ว่า ตอนเรียนจบเคยส่งงานไปให้ Centre for Contemporary Photography ของออสเตรเลียดู เพราะอาจารย์บอกให้ส่ง ก็ไม่ได้คาดหวังอะไร แล้ววันหนึ่งเขาก็ติดต่อมาว่างานยูน่าสนใจ ตอนนี้มีงานใหม่สักงานมั้ย มีคนแคนเซิลพอดีเลย ขอภายใน 2 อาทิตย์ทันมั้ย เราก็รีบตอบว่ามีค่ะ! ทันค่ะ! แต่จริงๆ ไม่มี ไม่ได้ทำอะไรอยู่เลย

1 อาทิตย์ผ่านไปก็ยังไม่ได้อะไรเลย โอ๊ย ทำไงดี เลยไปหาคุณป้าหน้าบ้านที่ขายของชำ [หมายเหตุ: บ้านของแพรวอยู่บริเวณศรีย่าน หน้าบ้านจึงเต็มไปด้วยร้านขายอุปกรณ์เครื่องใช้ในบ้านสีสันสดใส] ถามว่ามีอุปกรณ์อะไรน่าสนใจบ้าง ป้าก็บอกว่า มีอันนี้มาใหม่ เป็นที่ไสน้ำแข็งที่เป็นไม้ เลยถามเขาว่าไสยังไง แล้วก็ซื้อมา (หัวเราะ)

ต้องทำงานใหม่ภายใน 2 อาทิตย์ นับว่าเร็วมากไหม

ปกติแพรวให้เวลาประมาณ 3 – 4 อาทิตย์ต่อชิ้น กว่าจะคิด พอคิดเสร็จ ซ้อมอีก บางงานซ้อมอยู่เป็นอาทิตย์ๆ ถ่ายแป๊บเดียว แต่งานที่ไสน้ำแข็งคือมันมหัศจรรย์มาก เพราะ 1 อาทิตย์เรายังไม่รู้เลยว่าจะทำอะไร มิราเคิลมากกว่าจะได้งานนี้มา ทุกวันนี้ก็ยังเป็นงานชิ้นหนึ่งที่ชอบมาก

กวิตา วัฒนะชยังกูร

ชอบเพราะอะไร

ตอนที่ทำมันรู้สึกจริงๆ มันเย็นมาก ตอนแรกเราทดลองกับน้ำแข็งในตู้เย็น วางที่มือแค่ 10 วิก็ไม่ไหวแล้วอะ มันชาไปหมด แล้วนี่หน้าต้องจุ่มลงไป มันเลยเป็นงานที่ท้าทายมาก แล้วข้างล่างมันเป็นใบมีดอีก มันรู้สึกว่าท้าทายทุกแง่มุมของความรู้สึกตอนนั้น

ตอนนั้นรู้สึกอะไร

รู้สึกว่าร่างกายมันปรับได้ พอรู้สึกว่าร่างกายมันเริ่มปรับได้ มันรู้สึกว่าเราเอาชนะสถานการณ์นั้นได้ เราเอาชนะความเจ็บปวดได้ มันคือใจ มันคือร่างกายที่สามารถปรับตามความยาก เหมือนเล่นเกมเลเวลยากขึ้นเรื่อยๆ เราก็จะเก่งขึ้นไปเรื่อยๆ

หลังจากชิ้นนั้น เราทำอะไรที่ท้าทายตัวเองตลอดเลย อะไรก็ตามที่ไม่ได้ เราจะรู้สึกว่ามันต้องได้

แล้วมีอะไรที่ทำไม่ได้ไหม

(คิดนาน) มี จริงๆ แล้วมันจะมีอันเดียวเลยที่ทำไม่ได้ คืองาน Big Fish in a Small Pond เราต้องใส่สลิงที่หลัง แล้วค่อยตัดสลิงออกทีหลัง ตอนแรกจะไม่ใส่สลิง แค่เกี่ยวกับปากแล้วดึงขึ้นไป แต่ทำไม่ได้จริงๆ วิธีเดียวคือต้องใส่สลิง

ตอนนั้น รู้สึกเหมือนตัวเองแพ้หรือเปล่า

ใช่ รู้สึกว่าเป็นงานที่วงเล็บไว้ว่าชอบน้อยกว่างานอื่นๆ เพราะเรารู้อยู่แก่ใจว่ามันมีสลิงที่เราซ่อนไว้ มันแบบ (จึ๊ปาก) ไม่ชอบเลยความรู้สึกนี้ รู้สึกแพ้

แล้วคุณรู้ได้ยังไงว่าอะไรได้ อะไรไม่ได้

คือ… ก็ต้องทำ (หัวเราะ)

งานที่สาม : Work

กวิตา วัฒนะชยังกูร

เมื่อไรถึงรู้ว่าควรจะเปลี่ยนซีรีส์แล้ว

เมื่อที่เรารู้สึกว่ามันไม่มีอะไรจะพูดเกี่ยวกับเรื่องนั้นแล้ว อย่างตอนนั้นคือเราเลยจุดที่ทำของในบ้านมาหมดแล้ว เลยจุดที่พูดเรื่องความต้องการจากคนรอบข้างไปแล้ว เราก็คิดว่าศิลปะที่ดีควรจะไม่ได้พูดถึงเราคนเดียวนะ มันควรจะพูดถึงสังคมด้วย เราจะช่วยเหลือสังคมได้ยังไง เราเลยมาทำเรื่องระบบการทำงาน

คิดยังไงทำเรื่องนี้

จริงๆ แล้วมาจากพ่อ คือพ่อเป็นคนที่ทำงานหนักมากๆ มีวัฏจักรการทำงานแบบไปเช้ากลับดึก ออกจากบ้านตี 5 กลับถึงดึก แล้วก็ทำงานเพื่อเงิน แล้วเขาก็เสียชีวิตเพราะว่าเขาทำงานหนักมาก คือเขาไม่ยอมกินน้ำ ไม่ยอมนอน นอนวันละชั่วโมงอะไรอย่างนี้  มันเลยทำให้เขาเสียชีวิต

ซีรีส์ Work ดูเผินๆ อาจจะดูเหมือนพูดเรื่องผู้หญิงเป็นแรงงาน แต่จริงๆ แล้วแพรวต้องการพูดถึงเรื่องของการทำงาน ไม่ใช่แค่แรงงาน เราทุกคนเป็นแรงงาน ต้องทำงานต่อเดือนๆ ซ้ำเดิมทุกวันๆ หมดวัน วันต่อไปก็ทำใหม่ แม้แต่ศิลปินก็เป็น แล้วความสุขของเรามันอยู่ตรงไหน เงินมันสำคัญขนาดนั้นหรือเปล่า มันเปรียบเทียบคนเป็นเครื่องจักร ไม่ใช่แค่คนงาน เราทุกคนเป็นเครื่องจักรเหมือนกัน

เราจำเป็นที่จะต้องทำงานหนักขนาดนี้เลยหรือเปล่า นี่คือ Hidden Message ของงานนี้

แต่คุณเองก็น่าจะเป็นคนทำงานหนัก

ไม่นะ ไม่ ไม่ไม่ (หัวเราะ)

คือไม่เชื่อเรื่องการทำงานหนักเลย

ไม่เชื่ออะ (นิ่งคิด) แพรวคิดว่าแพรวไม่ใช่คนทำงานหนัก แต่เป็นคนที่ตั้งใจทำงานมากกว่า แล้วก็ทำในสิ่งที่มีความสุขที่ได้ทำ ก็จะไม่ได้รู้สึกว่าทำงานอยู่ รู้สึกว่าเล่น

กวิตา วัฒนะชยังกูร กวิตา วัฒนะชยังกูร

คนส่วนใหญ่ทำงานหนักกันก็เพราะห่วงเรื่องเงิน คุณไม่ห่วงเหรอ

การทำงานศิลปะของเราไม่ได้คิดถึงเงินเป็นหลักด้วยซ้ำ แต่มันมาของมันเอง พอเราโตขึ้นงานมันก็โตตามเราไปด้วย จากที่ทำเป็นงานเสริม กลายเป็นว่าทุกวันนี้มันคือรายได้หลักที่สร้างอนาคตเรา

มันไม่ได้เริ่มต้นจากการอยากหาเงิน มันเริ่มต้นจากความชอบที่จะทำ แต่มันได้เงินด้วย

แต่หลายคนอาจไม่ได้โชคดีแบบคุณ

แพรวเชื่อว่าถ้าเกิดว่าเราทำงานที่เรารัก แล้วเรารักมันจริงๆ ตั้งใจสื่อความหมายออกไปจริงๆ ถ้าเราไม่ได้ครึ่งๆ กลางๆ แพรวว่ามันได้

แพรวอาจไม่ได้เป็นคนทำงานหนัก แต่เป็นคนทำอะไรสุดๆ พอเข้าใจมั้ย อธิบายไม่ถูกเหมือนกัน

ซีรีส์นี้คุณยังทำงานเสี่ยงๆ อยู่หรือเปล่า

อืม มันมีชิ้นหนึ่งที่เรากลายเป็นตัวขนของ แบบลิฟต์แกว่ง แล้วใช้เชือกรัดขากับหลังไว้ แล้วมันขาด เราตกลงมาแบบหัวกระแทก คือมันมีเบาะนะ แต่ว่ามันเหวี่ยงแล้วหล่นเลยเบาะ หัวกระแทกพื้นเลย ต้องทำ CT Scan 2 รอบ แล้วก็นอนนิ่งๆ ทำอะไรไม่ได้เลย 2 อาทิตย์ หลังจากนั้นก็เป็น Vertigo หนักมาก ทุกวันนี้ก็ยังเป็นอยู่ คือเป็นโรคประจำตัวไปเลย

แม่โกรธไหม

แม่บอกว่าแม่โกรธตัวเอง โกรธตัวเองที่ดูแลไม่ดี

แล้วหลังจากงานนั้น ทำงานเสี่ยงน้อยลงไหม

ถ้าถามว่ามันเสี่ยงไหม มันก็เสี่ยง แต่เราปลอดภัยขึ้นเยอะมากๆ อย่างงาน Performing Textiles เราซ้อมกับเบาะก่อนถ่ายจริงนานมาก ซ้อมบ่อยขึ้นค่ะ งานวิดีโอมันง่ายตรงที่เรามีเบาะซ่อนอยู่ได้ เช่น ตรงนี้มันดูเป็นพื้น แต่จริงๆ ก็คือเบาะ มีหลายอย่างมากที่เราปลอดภัยได้ โดยที่ให้งานมันยังแข็งแรงอยู่

แล้วยังรู้สึกว่าเป็นความพ่ายแพ้อยู่ไหม

ไม่ ไม่แล้ว คือตอนนั้นเราอยากท้าทายลิมิต แต่ตอนนี้ สิ่งที่เราต้องการที่จะเอาชนะมากที่สุดคือ เมสเสจของเราส่งไปถึงคนดูได้หรือเปล่า ณ ขณะที่เขาดูงานวิดีโอหรืองานแสดง ถ้าเขาได้เมสเสจ นั่นคือเรารู้สึกว่าเราชนะในเชิงที่ทำให้แต่ละบุคคลตระหนักถึงปัญหาได้

งานที่สี่ : Performing Textiles

กวิตา วัฒนะชยังกูร

ความสนใจประเด็นอย่างอุตสาหกรรมประมงในงาน Splashed และอุตสาหกรรมการทอผ้าในงาน Performing Textiles มาจากไหน

คือว่าที่บ้านนี้เป็นนักกฎหมายหมดเลย คุณตาเป็นผู้พิพากษา น้องชายตาก็เป็นผู้พิพากษา ลุงเป็นผู้พิพากษา ป้าเป็นอัยการ ลุงเป็นทนาย เราจะกินข้าวกัน แล้วเขาก็จะคุยกันเรื่องคดี มีคดีเล่าให้ฟังสนุกๆ เราก็จะฟัง

อย่างปี 2017 เรื่องประมงกำลังเดือด เขาก็เลยเล่าให้ฟัง แล้วเราก็สนใจ ขอให้เขาเล่าให้ละเอียดหน่อยว่ามันเป็นยังไง แต่งานนี้ทำอยู่ปีเดียว เพราะเรารีเสิร์ชได้แค่ระดับหนึ่งเท่านั้น เราขอตามเรือเขาออกไปไม่ได้ ไม่สามารถไปคุยกับคนได้ ข้อจำกัดมันเยอะมาก มันเป็นเรื่องใหญ่ระดับชาติที่ศิลปินอย่างเราไม่สามารถเข้าไปถึงขนาดนั้น

เรารู้สึกผิดกับงานประมงว่าเราไม่สามารถเข้าไปลึกได้ ก็เลยรู้สึกว่าถ้าอันไหนที่เราเข้าไปลึกได้ เราก็จะพยายามทำ พอเป็นงานเรื่องผ้า ในฐานะที่เราเป็นผู้หญิง เราควรจะพูดถึงเรื่องความเท่าเทียมกัน แล้วอุตสาหกรรมแฟชั่นคือเราต้องการที่จะพูดถึงเรื่องของผู้หญิงโดยตรง เราเลยอยากจะเล่า

อุตสาหกรรมทอผ้ากับผู้หญิงเกี่ยวกันตรงไหน

ในอุตสาหกรรมทอผ้า แรงงานแทบทั้งหมดเป็นผู้หญิง คนที่เย็บผ้า คนที่ทอ เราเคยเข้าไปดูโรงงานทอผ้าของเพื่อน คนที่นั่งทำงานอยู่ก็เป็นผู้หญิงหมดเลย ยาวสุดลูกหูลูกตา

จริงๆ งานนี้เริ่มมาจากที่พิพิธภัณฑ์ที่นิวซีแลนด์เชิญไปเป็นศิลปินพำนัก (Residency) เราไปคุยกับชาวนาชาวไร่ คือรายได้ส่วนใหญ่ของนิวซีแลนด์มาจากการส่งออกขนแกะ แล้วเขารวยกันมาก รวยกันมากๆ ทุกคนที่เป็นชาวนาคือเศรษฐี ช่างต่างจากที่ประเทศเราเหลือเกิน กลับมาเมืองไทยเราเลยลองไปอยู่ตามหมู่บ้านทอผ้า เพราะอยากดูว่ามันจะแตกต่างกันขนาดไหน

คนที่อยู่ในหมู่บ้านทอผ้ามักเป็นผู้หญิง อย่างที่เราไป เขาจะมีกระดิ่งผูกไว้กับกี่ ถ้าเกิดว่าหมู่บ้านไหนมีเสียงกระดิ่งดังมากๆ คือเป็นผู้หญิงที่ทำงานหนัก ขยัน น่าเอามาเป็นเมีย ยิ่งเสียงดังทั้งวันทั้งคืนก็คือดีมาก แล้วทอผ้าไม่เสร็จไม่ได้เลยนะ มันจะเป็นลางร้ายมากกับผู้หญิง ถ้าทอไม่เสร็จก็คือจะไม่ได้แต่งงาน

กวิตา วัฒนะชยังกูร

แล้วงานซีรีส์นี้จะช่วยผู้หญิงเหล่านั้นได้ยังไง

เราอยากให้คุณค่ากับแรงงานของผู้หญิงเหล่านี้ เพื่อให้คนตระหนักว่าการที่มีผู้หญิงทั้งหมดมันไม่ใช่ปัญหา ปัญหาคือการกดขี่ และสิ่งที่อุตสาหกรรมแฟชันกำลังเป็นอยู่ มันเป็นการกดขี่เขา

มันไม่ใช่ความผิดของแบรนด์ไหนเลยในโลกนี้ด้วยซ้ำ จริงๆ แล้วปัญหามันอยู่ที่ Fast Fashion หมายความว่าทุกวันนี้เราอยู่ในโลกที่ต้องมีเสื้อผ้าเยอะๆ มันเป็นความผิดของเราที่เราต้องการไม่มีวันสิ้นสุด เราซื้อของเพื่อมาเติมเต็มความสุขเรา แล้วเสื้อตัวหนึ่งถูกมาก 200 บาท คิดว่าผู้หญิงที่ทำงานอยู่ต้นทางจะได้ค่าแรงเท่าไร

ปัญหาประมงมันไม่ได้ขึ้นอยู่กับผู้บริโภคขนาดนั้น ผู้รับผิดชอบคือกฎหมายและองค์กร แต่แฟชั่นมันอยู่ที่เราหมดเลย เราคือผู้รับผิดชอบโดยตรงต่อเรื่องที่กำลังเกิดขึ้น

ปัญหานี้มีแต่ผู้หญิงที่เผชิญเหรอ

ปัญหาเรื่องการกดขี่แรงงานในระบบอุตสาหกรรมทั้งหมด จริงๆ แล้วมีทั้งผู้ชายทั้งผู้หญิง แต่จะมีสิ่งที่เชื่อมโยงกันโดยตรง คือความรุนแรงในครอบครัว คนเก็บกดจากที่ทำงาน แล้วก็ไปปลดปล่อยที่บ้าน เกิดการทำร้ายร่างกาย แล้วมักจะเป็นผู้หญิงนี่แหละที่โดนทำร้าย ซึ่งปัญหามันไม่ได้ต่อเนื่องกัน แค่มันจบที่ผู้หญิง

วิธีการสื่อสารผ่านศิลปะของคุณสำเร็จบ้างไหม

งานแพรวมันไม่ได้ต้องการถูกปฏิบัติแบบงาน Marina Abramovic หมายความว่าแพรวไม่ต้องการพูดกับคนในวงการอย่างเดียว มันน้อยไป เราอยากทำในแบบที่ให้คนทั่วๆ ไปดู ให้มันเป็นบทสนทนาที่คุยได้ทุกคน ทุกระดับ ทุกแบบ เราเล่าเรื่องที่เกิดมาจากประสบการณ์ของตัวเอง เวลาเล่าเรื่องของการเป็นผู้หญิง แพรวเชื่อว่าผู้หญิงทุกคนจะเข้าใจ

อย่างตอนที่ไปแสดงสดกลางห้องอาหารของโรงแรมเพนนินซูลา เราแสดงอยู่ท่ามกลางคนที่เป็นวัตถุนิยมมากๆ แล้วเรารู้สึกว่าถ้าเรากระตุ้นให้เขาเปลี่ยนความคิดได้มันคงดีมากเลยนะ

แล้วเราได้ผลตอบรับดีมาก คำถามเยอะมาก มีคนถามว่า ยูกำลังจะบอกว่าไม่ให้บริโภคเลยเหรอ มันเป็นไปไม่ได้ ถ้าเราไม่บริโภคเลย แล้วคนเหล่านี้เขาจะได้เงินเดือนจากอะไร เราก็บอกว่า ไม่ใช่ว่าไม่ให้บริโภค มันไม่ใช่เรื่องนั้น แต่ว่าให้คิดว่าเราจะบริโภคอะไรต่างหาก

ใครๆ ก็ดูแล้วเข้าใจจริงเหรอ        

หรือแม้กระทั่งพี่เลี้ยงแพรวที่เคยอยู่ในอุตสาหกรรมทอผ้ามาก่อน ก็ดูแล้วเข้าใจได้เลยว่าเครื่องนี้มันทำแบบนี้จริงๆ แล้วส่วนใหญ่เขาเป็นคนช่วยออกความเห็นด้วย ‘น้องแพรวทำแบบนั้นสิคะ อุ้ย จริงๆ มันต้องเป็นแบบนั้นแบบนี้’ เพราะเขาเป็นคนในวงการนี้มาก่อน เขาจะรู้หมดเลย

กวิตา วัฒนะชยังกูร กวิตา วัฒนะชยังกูร

งานต่อไป

ปลายปีนี้คุณจะแต่งงานแล้ว กลัวไหมว่าจะทำให้เลิกเป็นศิลปิน

ไม่เคยคิดว่าจะเลิกเป็นศิลปิน เพราะทุกอย่างที่ทำคือเราทำจากสิ่งที่เราสนใจ สิ่งที่เกิดขึ้นกับเรา ถ้าเกิดว่าเราเป็นแม่ของคน คิดว่าเล่าเรื่องผู้หญิงได้ดีขึ้นด้วยซ้ำ เพราะว่าเราได้เข้าใจจริงๆ การเป็นแม่ก็เป็นหนึ่งในเรื่องของผู้หญิง แล้วก็ชีวิตแต่งงานมันก็คงมีเรื่องน่าสนใจมาเล่าเยอะแหละ

มีอะไรในชีวิตที่คุณกลัวบ้างไหม

ตอนนี้สิ่งที่กลัวคือ กลัวเป็น Vertigo ระหว่างที่ขับรถอยู่ แล้วรถจะชน

เราประสบอุบัติเหตุบ่อยมาก เลยจะเช็กทุกอย่างก่อนทำงานว่าโอเค ปลอดภัย ระวังมากขึ้น

ก็ยังมีความระแวดระวังนะ

คือเราชอบความท้าทาย เราชอบความเสี่ยง แต่ว่าในความเสี่ยงเราก็ระวัง

เราเพิ่งไปเล่นสกีมา ไม่เคยเล่นสกีมาก่อน แล้วแฟนก็บอกว่า ถ้าจะเล่นให้เป็นนะ ต้องขึ้นไปที่สูงๆ แล้วลงมาทีเดียว มันก็ไม่ได้ชันมากนะ แต่ตอนนั้นเลี้ยงไม่เป็น เบรกไม่เป็น พยายามแล้วมันก็ไม่อยู่ เพราะทางมันตรงเกินไป แล้วสุดทางมันจะเป็นถนนแล้วอะ เบรกไม่อยู่ทำไงดี ก็เลยบังคับให้ตัวเองล้ม มองไปข้างๆ นี่คือกองหิมะ ด้านขวามือไม่มีคนมา ก็เลยกระโดดไปตรงนี้เพื่อให้ล้ม ตั้งใจล้มก่อนที่เราจะล้มเอง

ทุกวันนี้เราทำแบบนี้ประจำ ไม่ว่าจะทำอะไรเสี่ยงๆ เช่นงานศิลปะ หรืออะไรก็ตามที่กำลังจะเกิดอุบัติเหตุแล้ว อีก 2 วิ เรากำลังจะล้มอย่างทุเรศ และไม่รู้ว่ามันจะออกมาล้มท่าไหน เราก็เลยต้องล้มไปเลย

ชิงล้มก่อน

ชิงล้มก่อน ใช่ ทุกวันนี้ก็เลยใช้ทริกนั้น

กวิตา วัฒนะชยังกูร

ขอขอบคุณ: Works Courtesy of artist, Nova Contemporary, Clear Edition Gallery, Antidote Organisation and Alamak! Project

Writer

อลิษา ลิ้มไพบูลย์

นักอยากเขียนผู้เรียนปรัชญาเพื่อเยียวยาอาการคิดมาก เวลาว่างใช้ไปกับการร้องคอรัสเล่นๆ แบบจริงจัง และดูหนังอย่างจริงจังไปเล่นๆ

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

“I’ll be the last one standing

Two hands in the air, I’m a champion”
คำร้องท่อนแรกแทร็ก The Champion ของ แคร์รี อันเดอร์วูด (Carrie Underwood) ที่ได้ยินเมื่อไหร่ ก็ชวนนึกถึง แชมป์-ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน 

เขามีชื่อเล่นว่า ‘แชมป์’ ตรงตามเนื้อเพลง, เป็นผู้รักษาประตูไทยที่ประสบความสำเร็จมากสุดในประวัติศาสตร์ จากการคว้า 25 โทรฟี่ในระดับสโมสรร่วมกับบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด และปัจจุบัน ศิวรักษ์ได้รับความไว้วางใจให้ทำหน้าที่ ‘กัปตันทีมชาติไทย’ 

ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน นายประตูสำรองผู้ล้มเหลวซ้ำๆ สู่กัปตันทีมชาติไทยตอนอายุ 37 ปี

เราประหลาดใจไม่น้อย พอรู้ว่าเจ้าตัวเพิ่งผ่านวันคล้ายวันเกิดปีที่ 37 ของตัวเอง เพราะปกตินักเตะอาชีพเมื่ออายุเกิน 35 ปีขึ้นไป มักอยู่ช่วงใกล้ปลดระวาง เนื่องจากสภาพร่างกายโรยราตอบสนองได้ไม่เหมือนวัยหนุ่มสาว ความสามารถก็ตกลงมาจากเดิม 

ในขณะที่นักฟุตบอลรุ่นราวคราวเดียวกับ แชมป์ ศิวรักษ์ รีไทร์เกือบหมดแล้ว เขากลับยืนหยัดอยู่เป็นคนสุดท้าย และรักษามาตรฐานการป้องกันประตูอันยอดเยี่ยมไว้ได้อย่างไม่มีขาดตกบกพร่อง

นั่นคือความน่าทึ่งของ ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน ที่สัมผัสได้ด้วยสายตา จากมุมมองแฟนบอลที่ติดตามดูเขามานานนับสิบปี กระทั่งบทสนทนาในช่วงบ่ายวันหนึ่ง ได้เปลี่ยนความเข้าใจเราที่มีต่อตัวเขาอย่างสิ้นเชิง 

น้อยคนนักจะรู้ว่า กว่าจะมาเป็น ‘แชมป์’ คนที่ใครก็ต่างอิจฉาในความสำเร็จมากมาย ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน เริ่มต้นเล่นตำแหน่งนี้ จากสถานะนายประตูสำรองมือ 4 มือ 5 ที่ลืมโอกาสลงเฝ้าไปได้เลย 

‘แชมป์’ ผลักดันตัวเองจากโกลปลายแถวที่มักถูกมองข้าม ก้าวมาสู่ผู้รักษาประตูแนวหน้า และผู้นำในสนามของทีมชาติไทยได้อย่างไร 

ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน นายประตูสำรองผู้ล้มเหลวซ้ำๆ สู่กัปตันทีมชาติไทยตอนอายุ 37 ปี
6

“ผมเริ่มต้นเล่นฟุตบอลตอนอายุหกขวบ เล่นมาหมดทุกตำแหน่งยกเว้นประตู ส่วนใหญ่จะยืนเป็นกองหน้า เคยได้รางวัลดาวซัลโวด้วยนะ” เสียงจากปลายสายบอกกับเราถึงจุดเริ่มต้น

“พออายุประมาณสิบสามปี คุณพ่อ (ประสิทธิ์ เทศสูงเนิน) จับผมมาฝึกตำแหน่งผู้รักษาประตู ซึ่งผมไม่ถนัดเลย ฝืนธรรมชาติตัวเองมาก ตอนนั้นไม่เข้าใจพ่อเหมือนกันว่าทำไมตัดสินใจแบบนี้ แต่คิดว่าท่านคงมีเหตุผลของท่าน เพราะท่านเคยเล่นตำแหน่งนี้มาก่อนด้วย ท่านคงสอนผมได้ ผมก็เชื่อฟัง ทำตามที่พ่อบอก ไม่ได้งอแงอะไร”

ลองจินตนาการถึง เด็กชาย ม.1 ที่เล่นเป็นตัวเอาต์ฟิลด์มาเกินครึ่งชีวิต แต่วันหนึ่งกลับถูกคุณพ่อตัวเอง ผู้มีอาชีพเป็นคุณครูและโค้ชฟุตบอลทีมเยาวชนระดับจังหวัด บังคับให้เปลี่ยนมาสวมถุงมือ ยืนจังก้าอยู่หน้าปากประตู 

นี่คือบททดสอบอันยากลำบากด่านแรกของ แชมป์ ศิวรักษ์ แม้มีส่วนสูงที่เหมาะสม และในอดีตคุณพ่อประสิทธิ์ เทศสูงเนิน เคยปลุกปั้น จอห์น-น.อ.กัมปนาท อั้งสูงเนิน จนก้าวไปติดทีมชาติไทยมาแล้ว

“ผมพูดได้เลยว่าที่ตัวเองปรับตัวให้เข้ากับฟุตบอลสมัยใหม่ได้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะพ่อมองเห็นอนาคต และวางแผนให้ผมเล่นตำแหน่งนี้มาตั้งแต่เด็ก” ศิวรักษ์ย้อนความหลัง 

“ท่านรู้ว่าในอีกยี่สิบปีข้างหน้า ฟุตบอลไทยจะเป็นอาชีพเต็มตัว ให้ค่าตอบแทนสูง ต่อยอดสร้างเกียรติยศชื่อเสียงแก่วงศ์ตระกูลได้ รวมถึงในอนาคต ฟุตบอลสมัยใหม่ต้องการผู้รักษาประตูที่ใช้เท้าเล่นบอลได้ดีด้วย

“พ่อจึงให้ผมเริ่มต้นเล่นตำแหน่งอื่นก่อน เพื่อฝึกการใช้เท้าไปในตัว และอีกอย่างเพื่อให้ผมเข้าใจธรรมชาติของผู้เล่นแต่ละตำแหน่ง อย่างผมเคยยืนกองหลังมาก่อน พอถูกจับไปยืนประตู ผมก็สั่งการเพื่อนได้ หรือเวลาเจอกับกองหน้าฝ่ายตรงข้าม ผมรู้ว่าธรรมชาติตำแหน่งนี้เป็นอย่างไร นั่นคือข้อได้เปรียบของผม”

แล้วข้อเสียเปรียบสำหรับคนที่เล่นตำแหน่งอื่นมาก่อน แล้วเปลี่ยนมาฝึกเป็นผู้รักษาประตูตอนอายุ 13 ปีล่ะ 

“ผมสู้เด็กคนอื่นไม่ได้เลย ต่างกันราวฟ้ากับดิน อยู่โรงเรียนก็เป็นตัวสำรองไม่ได้ลง ติดทีมฟุตบอลนักเรียนจังหวัดนครราชสีมา ก็เป็นมือสี่ มือห้า เพราะผมเริ่มต้นช้า ถึงแม้จะใช้เท้าดี แต่รับบอลไม่อยู่มือ เบสิกเราแย่มาก ไม่เหมือนคนที่ฝึกตำแหน่งนี้มาตั้งแต่แรก”

ศิวรักษ์ไม่เคยมีส่วนร่วมกับฟุตบอลรายการใหญ่ระดับประเทศเหมือนผู้เล่นทีมชาติไทยส่วนใหญ่ ที่สร้างชื่อมาจากบอลนักเรียน อาทิ กรมพละศึกษา, แชมป์กีฬา 7 สี ฯลฯ แค่เบียดลงสนามเป็นตัวจริงของทีมจังหวัด สำหรับเขาก็ถือว่ายากมากแล้ว 

4 ปีแรกที่เขาเริ่มฝึกเป็นโกล แชมป์ทำได้แค่ซ้อมกับทีมอย่างมีระเบียบวินัย พยายามตั้งใจทำทุกอย่างที่โค้ชสอน แม้สุดท้ายจบลงที่ม้านั่งสำรอง เฝ้ามองเพื่อนๆ ลงสนามในวันแข่งขัน และมันคงน่าเบื่อไม่น้อยสำหรับคนหนุ่มวัย 17 

ตอนนั้นคุณเคยตั้งคำถามกับตัวเองหรือเปล่าว่า บางทีคุณอาจไม่เหมาะกับตำแหน่งนี้ 

ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน นายประตูสำรองผู้ล้มเหลวซ้ำๆ สู่กัปตันทีมชาติไทยตอนอายุ 37 ปี

“ผมพยายามมาถึงขนาดนี้แล้ว หันหลังกลับไปคงไม่ได้ ทุกวันผมคิดแค่ว่า ออกไปซ้อมบอลเพื่อพัฒนาตัวเองให้เก่งขึ้น ยังไม่ต้องไปคิดถึงเรื่องทีมชาติหรอก เอาแค่เก่งพอที่จะเล่นให้ทีมจังหวัด หรือในอนาคต ความฝันสูงสุดเลยคือ อยากต่อยอดไปเล่นไทยลีกสักครั้งก็คงดี”

สมัยวัยรุ่น แชมป์ ศิวรักษ์ ชอบอ่านหนังสือพิมพ์กีฬารายวันและรายสัปดาห์มาก แทบไม่เคยพลาดเลยสักเล่ม คอลัมน์ที่เจ้าตัวชอบมากคือ บทความแนะนำนักฟุตบอลดาวรุ่งอายุน้อย แม้คนเหล่านั้นจะมีอายุอานามใกล้เคียงกับเขาเอง แต่เจ้าตัวก็รู้สึกชื่นชมในความเก่งของเด็กรุ่นเดียวกันอยู่ดี 

วันหนึ่งที่ดูแสนธรรมดา สายตาของนักเรียนชั้น ม.5 โรงเรียนราชสีมาวิทยาลัย เหลือบไปเห็นกรอบเล็กๆ ในหนังสือพิมพ์กีฬาที่เขาซื้อมา ใจความบอกว่า ทีมนักเรียนไทย รุ่นอายุ 18 ปี เตรียมเปิดคัดตัวเยาวชน เพื่อรวมทีมไปแข่งศึกชิงแชมป์เอเชีย ที่ประเทศมาเลเซีย 

“ผมไม่เคยเข้ากรุงเทพฯ มาก่อนในชีวิต แต่อยากไปคัดตัวมาก ผมหยิบหนังสือพิมพ์ไปให้พ่อดู ขอให้พ่อพาไปคัดหน่อย พ่อจึงพาผมนั่งรถบัสจากโคราชไปส่งที่กรุงเทพฯ จากนั้นพาไปฝากกับเพื่อนพ่อ ซึ่งทำงานออฟฟิศอยู่ในห้องใต้สนามศุภชลาศัย

“ด้วยความที่การคัดตัวใช้เวลาหลายวัน ผมไม่ได้มีเงินติดตัวมากมาย ไม่รู้จักใครในกรุงเทพฯ จึงขออาศัยนอนใต้โต๊ะทำงานของเพื่อนพ่อทุกวัน พอตอนเช้าได้เวลามีคนเข้ามาทำงาน ผมก็ตื่นออกไปข้างนอก หานอนตามใต้ต้นไม้ บนอัฒจันทร์บ้าง เพื่อรอเวลาช่วงเย็นที่เขาเรียกซ้อม”

5

ท่ามกลางเด็กนับร้อยชีวิตที่แบกความฝันมาคัดตัว ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน เล่าว่าเขารับรู้ได้ทันทีเลยว่า ฝีมือตัวเองคงไม่อาจสู้กับผู้รักษาประตูคนอื่นได้ เขาจึงเสนอตัวเป็น ‘ลูกหาบ’ คอยช่วยงานเหล่าสตาฟโค้ชที่เขาไม่เคยรู้จักมาก่อน ทั้งยืนกลางแดดเก็บลูกบอล ยกน้ำ วิ่งไปซื้อของ ตลอดจนช่วยเก็บอุปกรณ์

คุณทำแบบนั้นทำไม 

“ก็คงอารมณ์เด็กบ้านนอกเข้ากรุงครั้งแรกที่อยากติดทีมชาติไทย ตอนนั้นฝีมือผมอยู่ปลายแถวมาก โกลคนอื่นที่มาคัดเขาเบสิกดีทั้งนั้น

“ผมพยายามทำให้โค้ชเห็นว่า ผมมาที่นี่ด้วยความตั้งใจจริง วันแรกที่มาคัดตัว ผมอาสาขอโค้ชช่วยเก็บบอล เขาเรียกใช้ให้ทำอะไร ผมทำหมด จน อาจารย์ปรีชาพัฒน์ ประยุทธ์เรืองกิจ (หนึ่งในทีมสตาฟโค้ช) ท่านคงสงสารผม ทุกวันหลังการคัดตัวเสร็จสิ้น ท่านจะเรียกผมมาติวพิเศษคนเดียว”

คงเป็นเพราะความขยัน ตั้งใจ ที่เขาแสดงออกมากกว่าใคร จึงทำให้ ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน ถูกเรียกติดทีมนักเรียนไทย รุ่นอายุ 18 ปี ในฐานะผู้รักษาประตูสแตนด์บาย มือ 4 ทั้งที่ความจริงสตาฟโค้ชไม่จำเป็นต้องเรียกเขาไปร่วมทีมก็ได้ เพราะถึงเอาไปก็ส่งชื่อลงแข่งขันไม่ได้อยู่ดี (ลงทะเบียนผู้รักษาประตูได้แค่ 3 คน)

“โค้ชคงเมตตา เห็นผมขยัน จึงอยากให้ผมได้ไปลองหาประสบการณ์ร่วมกันกับทีม แม้ผมจะไม่มีชื่อในรายการนั้นเลย แต่การติดทีมนักเรียนไทยครั้งแรก มันจุดประกายให้ผมอยากพัฒนาตัวเอง เพื่อสักวันหนึ่งจะได้ลงเล่นให้ทีมชาติไทย

“ปีนั้นผมกลับไปซ้อมหนักกว่าเดิมอีก ตั้งใจว่าเดี๋ยวพออายุสิบแปดปีจะมาคัดตัว (ทีมนักเรียนไทย) อีก หนึ่งปีผ่านไป ผมอายุสิบแปดปี ตัดสินใจกลับมาคัดอีกครั้ง คราวนี้ได้ติดทีมนักเรียนไทย เป็นหนึ่งในสามผู้รักษาประตู” 

 ชีวิตของนายประตูสำรองที่ปาบอลใส่ผนังเป็นหมื่นๆ ครั้ง กว่าจะได้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม

ครั้งนี้คุณได้ลงสนามเป็นตัวจริงไหม 

“เปล่า ผมก็ยังเป็นตัวสำรองอยู่ดี ไม่ได้เล่นเลย” เขาตอบพร้อมเสียงหัวเราะ

บทเรียนจากการไม่ได้ลงสนามตัวจริงถึง 2 ทัวร์นาเมนต์ ทำให้ศิวรักษ์มองเห็นจุดบกพร่องของตัวเองชัดยิ่งกว่าเดิม เมื่อสิ้นสุดการแข่งขัน เขาจึงกลับบ้านเกิดไป เพื่อฝึกทักษะพื้นฐานของผู้รักษาประตูเพียงอย่างเดียว

“ผมคิดว่าการยืนตำแหน่ง การใช้เท้า จังหวะเซฟลูกยาก ผมทำได้ดีกว่าคนอื่น แต่ที่เราไม่ถูกเลือก เป็นเพราะพื้นฐานเราสู้คนอื่นไม่ได้ ปีนั้นผมซ้อมแต่เบสิกอย่างเดียว อยู่บ้านก็ทุ่มบอลใส่กำแพง เซ็ตละสองสามร้อยครั้ง ฝึกคนเดียวด้วยตัวเอง ทำท่าเดิมซ้ำๆ จนกว่าจะรับเข้าซองไม่หลุดมือ

“ผมทำแบบนี้ทุกวัน ทำมาไม่รู้กี่พันกี่หมื่นครั้ง พอลองเอาไปใช้สนามซ้อม เราเล่นได้ดีขึ้นกว่าเดิม เพราะพื้นฐานเราแน่นขึ้น ปัจจุบันผมอายุสามสิบเจ็ดปีแล้ว ก็ยังซ้อมปาบอลใส่ผนังอยู่คนเดียว ไม่เชื่อก็ลองถามคนรู้จักผมได้เลย”

 ชีวิตของนายประตูสำรองที่ปาบอลใส่ผนังเป็นหมื่นๆ ครั้ง กว่าจะได้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม
4

“It’s all about who wants it the most”

ไม่มีผู้รักษาประตูคนไหนในโลกปรารถนาเป็นตัวสำรองตลอดไป เพราะความโหดร้ายของตำแหน่งนี้คือ ถ้าไม่เป็นตัวจริง โอกาสลงสนามในเกมนั้นแทบเป็นศูนย์เลย ต่างจากผู้เล่นตำแหน่งอื่นที่สับเปลี่ยนหมุนเวียนได้ตลอดเวลา 

แม้ในวัย 19 ปี ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน จะคุ้นชินกับเก้าอี้สำรองมากกว่ายืนเฝ้าพื้นที่หน้าปากประตู มักถูกมองข้ามมากกว่าได้รับเลือก แต่เขาไม่เคยละทิ้งความเชื่อมั่นว่า สักวันหนึ่งตัวเองต้องเป็นเบอร์หนึ่งให้ได้ 

อาจารย์วิสูตร วิชายา ติดต่อมาทางพ่อ ถามว่าอยากให้ผมไปอยู่กับทีมสโมสรธนาคารกรุงเทพไหม เขากำลังมองหาประตูมือสามมือสี่ที่เป็นเยาวชน มาเป็นลูกหม้อ เพราะโค้ชเห็นผมมีดีกรีเคยติดทีมนักเรียนไทยชุดสิบแปดปี”

เหมือนเสียงสวรรค์ที่เขารอคอย ศิวรักษ์ไม่ลังเลที่จะออกจากบ้านเกิดมาอยู่เมืองกรุงเพียงลำพัง แลกกับเงินเดือน 6,000 บาท

ธนาคารกรุงเทพในไทยลีกยุคนั้นจัดเป็นสโมสรทุนหนา มีขุมกำลังผู้เล่นชั้นดีเต็มทีม เฉพาะแค่ตำแหน่งผู้รักษาประตู มีทั้ง สมเกียรติ ปัสสาจันทร์ และ วัชรพงษ์ กล้าหาญ สองโกลฝีมือระดับแถวหน้าของเมืองไทยซึ่งขับเคี่ยวแย่งชิงมือหนึ่ง

ขณะที่ ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน เป็นเพียงเด็กหนุ่มวัย 19 ปี ได้ซ้อมกับร่วมกับรุ่นพี่ภายในทีมชุดใหญ่ แต่คงไม่กล้าไปฝากความหวังหรือคิดว่าเขาจะเบียดสมเกียรติกับวัชรพงษ์ ให้ไปนั่งสำรองดูเขาลงเฝ้าเสาได้หรอก

“พวกพี่ๆ (สมเกียรติ ปัสสาจันทร์, วัชรพงษ์ กล้าหาญ) เขาเก่งมากจริงๆ” ศิวรักษ์เอ่ยปากถึงสองอดีตรุ่นพี่ในทีมบัวหลวง 

 ชีวิตของนายประตูสำรองที่ปาบอลใส่ผนังเป็นหมื่นๆ ครั้ง กว่าจะได้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม

“ผมพยายามก๊อปทุกอย่างที่พี่เกียรติและพี่อ้วน (วัชรพงษ์) ทำตอนอยู่ในสนามซ้อม อยากรู้อะไรผมถามหมด ไม่เคยอาย เช่น ผมถามพี่เกียรติว่า ทำไมพี่ถึงลุกเร็ว แกบอกให้ผมลองล้มแบบทำท่าหงายหลังกับคว่ำหลังลุก อ๋อ ผมถึงได้เข้าใจว่าทำไมแกถึงเซฟท่านี้ เพราะนับตั้งแต่นั้นมา ผมไม่เคยหงายหลังรับบอลอีกเลย

“ผมถามพี่อ้วนว่า ทำไมถึงออกไปรับลูกเปิดด้านข้างได้ดีจัง ทั้งที่แกตัวเล็กกว่าผมมาก พี่อ้วนก็สอนว่า เราต้องไปถึงจุดที่บอลจะตกก่อน เพื่อชิงความได้เปรียบ ไม่ใช่รอบอลมาใกล้ถึงแล้วค่อยกระโดดไป บางทีมันไม่ทัน ซึ่งก็จริงอย่างที่แกสอน”

สัมผัสแรกในฟุตบอลอาชีพนัดแรกของ แชมป์ ศิวรักษ์ มาเร็วกว่าที่เขาคิด เนื่องจากสโมสรธนาคารกรุงเทพ เปิดฤดูกาล 2003 ด้วยผลงานสะดุดแพ้หลายเกม วิสูตร วิชายา จึงตัดสินใจทดลองส่งมือโกลคนหนุ่มที่รอ ‘โอกาส’ พิสูจน์ตัวเองมาทั้งชีวิต

เหมือนฉากของพระเอกในซีรีส์เกาหลีไม่มีผิด เกมนัดดังกล่าว ศิวรักษ์ใช้ทั้งมือและเท้าช่วยเซฟ มีส่วนสำคัญในการพาทีมคว้าชัยชนะ 1 – 0 พร้อมกับถูกเลือกให้เป็นแมน ออฟ เดอะแมตช์ หลังจากนั้น ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน สามารถยึดตำแหน่งมือหนึ่งสโมสรธนาคารกรุงเทพมาต่อเนื่อง 4 ซีซั่น ก่อนย้ายไปอยู่ทีมที่ใหญ่กว่าอย่างบีอีซี เทโรศาสน ใน ค.ศ. 2008 

สิ่งที่เราสนใจคือ คุณให้กำลังใจหรือบอกกับตัวเองอย่างไรในวันที่มีสถานะเป็นแค่ตัวสำรอง ผมชวนเขาย้อนความหลัง 

“อย่างแรกคือ เราต้องยอมรับความจริงว่าฝีมือยังสู้เขาไม่ได้ แสดงว่าประตูตัวจริงเขาต้องมีอะไรที่ดีกว่าเรา เราก็ต้องพยายามให้มากกว่าเดิม พัฒนาตัวเองต่อไป แต่อันดับแรกต้องกล้ายอมรับความจริงให้ได้ก่อนว่าเรายังดีไม่พอ

“ถ้าเรามัวแต่ปิดกั้น คิดว่าตัวเองเก่งแล้ว เราก็จะอยู่กับที่ อย่าลืมว่าฟุตบอลมันเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา อาชีพผู้รักษาประตูไม่มีหรอกครับ ไม่โดนยิง ยังไงก็ต้องเสียประตูอยู่แล้ว

“ฉะนั้น เราต้องเต็มที่กับการฝึกซ้อมทุกมื้อ เผื่อเวลาโดนคู่แข่งยิงเข้า เราก็จะไม่ต้องมานั่งเสียใจว่า กูทำเต็มที่ยังวะ อ๋อ ลูกนี้ เราเสียประตูเพราะเซฟไม่ได้จริงๆ งั้นไม่เป็นไร เอาใหม่”

 ชีวิตของนายประตูสำรองที่ปาบอลใส่ผนังเป็นหมื่นๆ ครั้ง กว่าจะได้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม
3

เชื่อหรือไม่ ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน ก่อนจะได้โทรฟี่ 25 แชมป์ (ไทยลีก 6 สมัย, เอฟเอ คัพ 4 สมัย, โตโยต้า ลีกคัพ 5 สมัย, ไทยแลนด์ แชมเปี้ยน คัพ 1 สมัย, โตโยต้า พรีเมียร์ คัพ 3 สมัย, แม่โขง คลับ แชมเปี้ยนชิพ 2 สมัย, ฟุตบอลพระราชทานถ้วย ก. 4 สมัย) ครั้งหนึ่ง เขาเคยมือเปล่าไร้ความสำเร็จในระดับสโมสร ทั้งตอนที่ค้าแข้งกับสโมสรธนาคารกรุงเทพและบีอีซี เทโรศาสน จนอายุล่วงเลยเข้าสู่วัย 27 ปี

“ตั้งแต่เริ่มต้นเล่นกับธนาคารกรุงเทพ ผมคิดมาเสมอว่าทำอย่างไรถึงช่วยให้ทีมเป็นแชมป์ แต่หน้าที่ของผมทำได้เพียงช่วยให้ทีมเสียประตูน้อยสุด อย่างน้อยถ้าเราไม่โดนยิง ทีมก็มีโอกาสได้หนึ่งแต้มเป็นอย่างต่ำ ผมจึงฝึกฝนตัวเองอย่างหนักในทุกปี

“ผมไม่เคยลงสนามด้วยเป้าหมายว่า ปีนี้ฉันอยากช่วยให้ทีมติดท็อปทรี สมมติฤดูกาลหนึ่งมีสามสิบนัด ผมบอกกับตัวเองก่อนลงสนามทุกนัด ตั้งแต่เกมแรกของฤดูกาลว่าต้องได้แชมป์นะ ต้องเป็นจ่าฝูงให้ได้ พอไม่ได้ตามที่หวังไว้ ก็มีผิดหวังเป็นธรรมดา แต่อย่างน้อยมันทำให้เรารู้ว่า ณ ตอนนั้น เรายังดีไม่พอ ปีหน้าต้องทำให้ดีกว่าเดิม”

ในฤดูกาล 2010 สโมสรบุรีรัมย์ พีอีเอ (บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ในปัจจุบัน) ทีมหน้าใหม่ตัดสินใจดึงตัว แชมป์ ศิวรักษ์ ไปเป็นส่วนหนึ่งเพื่อไล่ล่าถ้วยรางวัล เขาตอบรับข้อเสนอนั้น เพราะสโมสรแห่งนี้เปี่ยมไปด้วยแรงกระหายอยากประสบความสำเร็จ เช่นเดียวกับตัวเขาที่โหยหา รอคอยมันมานานแสนนาน 

ส่วนเรื่องราวหลังจากนั้นน่ะเหรอ ก็คือประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของวงการลูกหนังไทยไงล่ะ! 

 ชีวิตของนายประตูสำรองที่ปาบอลใส่ผนังเป็นหมื่นๆ ครั้ง กว่าจะได้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม
2

“ชีวิตผมมันธรรมดามากเลยนะ” 

เขาเกริ่นถึงตัวตนที่แท้จริงของตัวเอง แม้ปัจจุบันจะเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงและได้รับการยอมรับอย่างมาก ในฐานะกัปตันทีมชาติไทย

“ผมตื่นเช้าออกกำลังกาย เข้ายิม ซ้อมคนเดียว ครอบครัวจะได้เห็นผมอีกทีก็ตอนเกือบเที่ยง เพราะผมออกไปตั้งแต่เช้าตรู่ ทำแบบนี้ตลอด ตกเย็นไปซ้อมฟุตบอล ช่วงว่างระหว่างนั้นก็มีดูแลธุรกิจบ้าง หากเว้นว่างจากการทำงาน ผมก็อยู่บ้านกับลูก ภรรยา ไม่ได้มีชีวิตหวือหวาอะไร”

หากศิวรักษ์บอกว่าสิ่งที่ตัวเองทำอยู่คือความธรรมดา คงเป็นความธรรมดาที่แสนพิเศษ ไม่อย่างนั้นเราคงเห็นนักฟุตบอลอายุ 37 ปี ยืนระยะอยู่ในเกมระดับสูงเต็มไปหมด 

ยิ่งคุณประสบความสำเร็จมากเท่าไหร่ พอถึงช่วงวัยหนึ่งก็อาจรู้สึกถึงจุดอิ่มตัว หมดความกระหาย ไม่แปลกเลยหากใครหลายคนจะบอกลาอาชีพนักฟุตบอล ตอนอายุเท่ากันหรือน้อยกว่า ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน 

คุณมีวิธีรักษามาตรฐานการเล่น สภาพร่างกาย และระดับของแรงจูงใจได้อย่างไร ในเมื่อผ่านการคว้าแชมป์ทุกรายการภายในประเทศ 

 ชีวิตของนายประตูสำรองที่ปาบอลใส่ผนังเป็นหมื่นๆ ครั้ง กว่าจะได้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม

“ผมยังพัฒนาตัวเองไปได้อีกไง ผมไม่เชื่อว่าคนเราแก่เกินจะเรียนรู้อะไรใหม่ๆ ยกตัวอย่าง เอ็ดวิน ฟาน เดอซาร์ (Edwin van der Sar-อดีตผู้รักษาประตูสโมสรแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่ได้แชมป์ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก สมัยที่สอง ตอนอายุ 38 ปี) เขาก็ยังรักษาฟอร์มพีกจนถึงอายุสามสิบเก้าสี่สิบปี ผมจึงเชื่อว่าถ้าเราดูแลตัวเองดี เราสามารถยืนระยะการเล่นกีฬาไปถึงอายุสี่สิบปีได้แน่นอน

“ผมเข้มงวดตั้งแต่อาหาร เพราะบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เคยส่งผมไปฝึกฟุตบอลกับสโมสรเลสเตอร์ ซิตี้ ที่นั่นทำให้ผมเห็นว่านักฟุตบอลระดับโลกเขาดูแลตัวเองอย่างไร พอเดินทางกลับไป ผมก็ศึกษาหาข้อมูลงานวิจัย เพื่อหาคำตอบว่านักกีฬาวัยอย่างผม ควรกินอะไรถึงจะมีประโยชน์ต่อร่างกายมากที่สุด ผมจริงจังถึงขั้นนั้นเลยนะ

“ผมเป็นคนไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่ อยู่แล้ว หลังจากนั้นก็ปรับอาหารการกิน ผมไม่กินของมัน ของทอด แม้แต่ไข่ผมก็ไม่กินแบบทอดน้ำมัน กินแบบไข่ต้มแทน ผมรับประทานผัก ผลไม้ เป็นหลัก เสริมด้วยธัญพืชและถั่ว ส่วนแป้งและขนม ผมกินน้อยมาก ขนาดกาแฟผมยังไม่ใส่น้ำตาลเลย ผมกินแบบนี้มาหลายปีแล้ว ผลลัพธ์คือไขมันในร่างกายผมน้อยกว่าเกณฑ์ทั่วไป ซ้อมฟุตบอลได้นานขึ้น ระบบขับถ่าย ระบบเผาผลาญ ในร่างกายทำงานได้ดี

“มันสำคัญมากต่อตัวผม เพราะยิ่งอายุมากขึ้น ผมยิ่งซ้อมหนักขึ้นกว่าเดิม จากเคยซ้อมเช้า-เย็น มื้อละหนึ่ง ชั่วโมง ก็เพิ่มเวลาเป็นมื้อละหนึ่งชั่วโมงยี่สิบนาที แต่ผมยังไหวอยู่ เพราะเลือกกินแต่ของมีประโยชน์ และให้พลังงานเพียงพอ

“ดังนั้น ทุกคนเก่งขึ้นได้ ไม่เกี่ยวหรอกคุณอายุเท่าไหร่ สมมติคุณอายุสี่สิบ ห้าสิบปี ถ้าคุณไม่เคยขี่มอเตอร์ไซค์มาก่อนในชีวิต แต่พยายามหัดทุกวัน ยังไงวันหนึ่งก็ต้องขี่ได้อยู่แล้ว เหมือนกันเลย นักฟุตบอลยิ่งซ้อมเยอะยิ่งเก่ง เว้นเสียแต่ว่า คุณไม่เอาจริงเอาจังกับมันมากพอ แค่นั้นเอง”

 ชีวิตของนายประตูสำรองที่ปาบอลใส่ผนังเป็นหมื่นๆ ครั้ง กว่าจะได้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม
1

“I’ve been waiting my whole life

To see my name in lights”

ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน ถูกเรียกตัวติดทีมชาติไทยชุดใหญ่ครั้งแรกตอนอายุ 20 ปี แต่หลายสิบปีที่ผ่านมา เขามีสถานะเป็นเพียงแค่ตัวสำรองอดทน ที่อาจได้รับโอกาสเป็นครั้งคราว แต่ไม่ใช่มือ 1 ตัวจริง

แม้เขาจะประสบความสำเร็จกับสโมสร บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ได้รางวัลเกียรติยศส่วนตัวมากมายแค่ไหน แต่จนแล้วจนรอด ก็ยังไม่ถูกเลือกเป็นคนแรกของทัพช้างศึกอยู่ดี 

อายุของแชมป์ในตอนนั้นกำลังเข้าสู่วัย 35 ปี ซึ่งในทางปฏิบัติดูไปได้ยากเหลือเกินที่จะเบียดแย่งชิงมือหนึ่งมาได้

ผมถามเขาว่าทำไมคุณถึงยังไม่ถอดใจเลิกเล่นทีมชาติไทย เพราะ 14 – 15 ปีที่ผ่านมา คุณเหมือนเหนื่อยฟรี เป็นได้แค่เพียงมือ 2 – 3 ของทีม 

 ชีวิตของนายประตูสำรองที่ปาบอลใส่ผนังเป็นหมื่นๆ ครั้ง กว่าจะได้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม

“ผมบริสุทธิ์ใจอยากช่วยชาติ ไม่ว่าสถานะใดก็ตาม ทุกครั้งที่มีชื่อ ผมถือว่านี่คือโอกาสอันยิ่งใหญ่ของตัวผม เพราะคนเรามีโอกาสได้ติดธงแค่ช่วงชีวิตที่เล่นฟุตบอลเท่านั้น

“ทุกครั้งที่มีประกาศรายชื่อทีมชาติไทย ผมยังลุ้นและตื่นเต้นเสมอ ทุกวันนี้ก็ยังเป็นอยู่ ผมคิดว่ายิ่งเรามีประตูเก่งๆ ติดมามากเท่าไหร่ ยิ่งส่งผลดีต่อทีมชาติ ผมคิดถึงผลการแข่งขันเป็นหลัก ใครจะลงเป็นประตูตัวจริงก็ได้ ไม่เป็นไร เราส่งกำลังใจให้เขาข้างสนาม ขอให้ทำหน้าที่ให้ดี เพื่อให้ทีมชาติไทยชนะ

“ส่วนตัวผม ถ้าตอนนี้ยังไม่ได้รับโอกาส ก็คงต้องกลับไปฝึกซ้อมให้มากกว่าเดิมในวันข้างหน้า บางทีการที่ผมไม่ได้เป็นมือหนึ่งทีมชาติมานานหลายปี ก็อาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผมอยากพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา เพื่อสักวันจะได้มีโอกาสนั้น ผมภูมิใจเสมอเวลาสวมเสื้อทีมชาติไทย”

ความพยายามของ ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน ในที่สุดก็ไม่สูญเปล่า เพราะหัวหน้าผู้ฝึกสอนทัพช้างศึกคนปัจจุบัน อากิระ นิชิโนะ (Akira Nishino) ตัดสินใจเลือกผู้รักษาประตูจอมเก๋า ทำหน้าที่เป็น ‘กัปตันทีมชาติไทย’

คงไม่ต้องบรรยายว่าเขาภาคภูมิใจกับบทบาทนี้มากแค่ไหน สำหรับคนที่รอโอกาสมาทั้งชีวิต จนกระทั่งวันหนึ่งเขาได้รับเกียรติให้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม 

“มันคงเป็นผลของความพยายามที่ผมพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา ยอมอดทนซ้อมเยอะแบบไม่กลัวเหนื่อย ผมมั่นใจแม้กระทั่งปัจจุบัน ผมก็ยังคงซ้อมหนักอยู่ และน่าจะเป็นผู้รักษาประตูที่ซ้อมพิเศษมากกว่าใครๆ”

ชีวิตของ ‘ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน’ นายประตูสำรองที่ปาบอลใส่ผนังเป็นหมื่นๆ ครั้ง กว่าจะได้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม

ติดตามข่าวเคลื่อนไหวของฟุตบอลทีมชาติไทย ได้ทาง Facebook : ช้างศึก

“I’ll be the last one standing

Two hands in the air, I’m a champion”
คำร้องท่อนแรกแทร็ก The Champion ของ แคร์รี อันเดอร์วูด (Carrie Underwood) ที่ได้ยินเมื่อไหร่ ก็ชวนนึกถึง แชมป์-ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน 

เขามีชื่อเล่นว่า ‘แชมป์’ ตรงตามเนื้อเพลง, เป็นผู้รักษาประตูไทยที่ประสบความสำเร็จมากสุดในประวัติศาสตร์ จากการคว้า 25 โทรฟี่ในระดับสโมสรร่วมกับบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด และปัจจุบัน ศิวรักษ์ได้รับความไว้วางใจให้ทำหน้าที่ ‘กัปตันทีมชาติไทย’ 

ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน นายประตูสำรองผู้ล้มเหลวซ้ำๆ สู่กัปตันทีมชาติไทยตอนอายุ 37 ปี

เราประหลาดใจไม่น้อย พอรู้ว่าเจ้าตัวเพิ่งผ่านวันคล้ายวันเกิดปีที่ 37 ของตัวเอง เพราะปกตินักเตะอาชีพเมื่ออายุเกิน 35 ปีขึ้นไป มักอยู่ช่วงใกล้ปลดระวาง เนื่องจากสภาพร่างกายโรยราตอบสนองได้ไม่เหมือนวัยหนุ่มสาว ความสามารถก็ตกลงมาจากเดิม 

ในขณะที่นักฟุตบอลรุ่นราวคราวเดียวกับ แชมป์ ศิวรักษ์ รีไทร์เกือบหมดแล้ว เขากลับยืนหยัดอยู่เป็นคนสุดท้าย และรักษามาตรฐานการป้องกันประตูอันยอดเยี่ยมไว้ได้อย่างไม่มีขาดตกบกพร่อง

นั่นคือความน่าทึ่งของ ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน ที่สัมผัสได้ด้วยสายตา จากมุมมองแฟนบอลที่ติดตามดูเขามานานนับสิบปี กระทั่งบทสนทนาในช่วงบ่ายวันหนึ่ง ได้เปลี่ยนความเข้าใจเราที่มีต่อตัวเขาอย่างสิ้นเชิง 

น้อยคนนักจะรู้ว่า กว่าจะมาเป็น ‘แชมป์’ คนที่ใครก็ต่างอิจฉาในความสำเร็จมากมาย ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน เริ่มต้นเล่นตำแหน่งนี้ จากสถานะนายประตูสำรองมือ 4 มือ 5 ที่ลืมโอกาสลงเฝ้าไปได้เลย 

‘แชมป์’ ผลักดันตัวเองจากโกลปลายแถวที่มักถูกมองข้าม ก้าวมาสู่ผู้รักษาประตูแนวหน้า และผู้นำในสนามของทีมชาติไทยได้อย่างไร 

ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน นายประตูสำรองผู้ล้มเหลวซ้ำๆ สู่กัปตันทีมชาติไทยตอนอายุ 37 ปี
6

“ผมเริ่มต้นเล่นฟุตบอลตอนอายุหกขวบ เล่นมาหมดทุกตำแหน่งยกเว้นประตู ส่วนใหญ่จะยืนเป็นกองหน้า เคยได้รางวัลดาวซัลโวด้วยนะ” เสียงจากปลายสายบอกกับเราถึงจุดเริ่มต้น

“พออายุประมาณสิบสามปี คุณพ่อ (ประสิทธิ์ เทศสูงเนิน) จับผมมาฝึกตำแหน่งผู้รักษาประตู ซึ่งผมไม่ถนัดเลย ฝืนธรรมชาติตัวเองมาก ตอนนั้นไม่เข้าใจพ่อเหมือนกันว่าทำไมตัดสินใจแบบนี้ แต่คิดว่าท่านคงมีเหตุผลของท่าน เพราะท่านเคยเล่นตำแหน่งนี้มาก่อนด้วย ท่านคงสอนผมได้ ผมก็เชื่อฟัง ทำตามที่พ่อบอก ไม่ได้งอแงอะไร”

ลองจินตนาการถึง เด็กชาย ม.1 ที่เล่นเป็นตัวเอาต์ฟิลด์มาเกินครึ่งชีวิต แต่วันหนึ่งกลับถูกคุณพ่อตัวเอง ผู้มีอาชีพเป็นคุณครูและโค้ชฟุตบอลทีมเยาวชนระดับจังหวัด บังคับให้เปลี่ยนมาสวมถุงมือ ยืนจังก้าอยู่หน้าปากประตู 

นี่คือบททดสอบอันยากลำบากด่านแรกของ แชมป์ ศิวรักษ์ แม้มีส่วนสูงที่เหมาะสม และในอดีตคุณพ่อประสิทธิ์ เทศสูงเนิน เคยปลุกปั้น จอห์น-น.อ.กัมปนาท อั้งสูงเนิน จนก้าวไปติดทีมชาติไทยมาแล้ว

“ผมพูดได้เลยว่าที่ตัวเองปรับตัวให้เข้ากับฟุตบอลสมัยใหม่ได้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะพ่อมองเห็นอนาคต และวางแผนให้ผมเล่นตำแหน่งนี้มาตั้งแต่เด็ก” ศิวรักษ์ย้อนความหลัง 

“ท่านรู้ว่าในอีกยี่สิบปีข้างหน้า ฟุตบอลไทยจะเป็นอาชีพเต็มตัว ให้ค่าตอบแทนสูง ต่อยอดสร้างเกียรติยศชื่อเสียงแก่วงศ์ตระกูลได้ รวมถึงในอนาคต ฟุตบอลสมัยใหม่ต้องการผู้รักษาประตูที่ใช้เท้าเล่นบอลได้ดีด้วย

“พ่อจึงให้ผมเริ่มต้นเล่นตำแหน่งอื่นก่อน เพื่อฝึกการใช้เท้าไปในตัว และอีกอย่างเพื่อให้ผมเข้าใจธรรมชาติของผู้เล่นแต่ละตำแหน่ง อย่างผมเคยยืนกองหลังมาก่อน พอถูกจับไปยืนประตู ผมก็สั่งการเพื่อนได้ หรือเวลาเจอกับกองหน้าฝ่ายตรงข้าม ผมรู้ว่าธรรมชาติตำแหน่งนี้เป็นอย่างไร นั่นคือข้อได้เปรียบของผม”

แล้วข้อเสียเปรียบสำหรับคนที่เล่นตำแหน่งอื่นมาก่อน แล้วเปลี่ยนมาฝึกเป็นผู้รักษาประตูตอนอายุ 13 ปีล่ะ 

“ผมสู้เด็กคนอื่นไม่ได้เลย ต่างกันราวฟ้ากับดิน อยู่โรงเรียนก็เป็นตัวสำรองไม่ได้ลง ติดทีมฟุตบอลนักเรียนจังหวัดนครราชสีมา ก็เป็นมือสี่ มือห้า เพราะผมเริ่มต้นช้า ถึงแม้จะใช้เท้าดี แต่รับบอลไม่อยู่มือ เบสิกเราแย่มาก ไม่เหมือนคนที่ฝึกตำแหน่งนี้มาตั้งแต่แรก”

ศิวรักษ์ไม่เคยมีส่วนร่วมกับฟุตบอลรายการใหญ่ระดับประเทศเหมือนผู้เล่นทีมชาติไทยส่วนใหญ่ ที่สร้างชื่อมาจากบอลนักเรียน อาทิ กรมพละศึกษา, แชมป์กีฬา 7 สี ฯลฯ แค่เบียดลงสนามเป็นตัวจริงของทีมจังหวัด สำหรับเขาก็ถือว่ายากมากแล้ว 

4 ปีแรกที่เขาเริ่มฝึกเป็นโกล แชมป์ทำได้แค่ซ้อมกับทีมอย่างมีระเบียบวินัย พยายามตั้งใจทำทุกอย่างที่โค้ชสอน แม้สุดท้ายจบลงที่ม้านั่งสำรอง เฝ้ามองเพื่อนๆ ลงสนามในวันแข่งขัน และมันคงน่าเบื่อไม่น้อยสำหรับคนหนุ่มวัย 17 

ตอนนั้นคุณเคยตั้งคำถามกับตัวเองหรือเปล่าว่า บางทีคุณอาจไม่เหมาะกับตำแหน่งนี้ 

ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน นายประตูสำรองผู้ล้มเหลวซ้ำๆ สู่กัปตันทีมชาติไทยตอนอายุ 37 ปี

“ผมพยายามมาถึงขนาดนี้แล้ว หันหลังกลับไปคงไม่ได้ ทุกวันผมคิดแค่ว่า ออกไปซ้อมบอลเพื่อพัฒนาตัวเองให้เก่งขึ้น ยังไม่ต้องไปคิดถึงเรื่องทีมชาติหรอก เอาแค่เก่งพอที่จะเล่นให้ทีมจังหวัด หรือในอนาคต ความฝันสูงสุดเลยคือ อยากต่อยอดไปเล่นไทยลีกสักครั้งก็คงดี”

สมัยวัยรุ่น แชมป์ ศิวรักษ์ ชอบอ่านหนังสือพิมพ์กีฬารายวันและรายสัปดาห์มาก แทบไม่เคยพลาดเลยสักเล่ม คอลัมน์ที่เจ้าตัวชอบมากคือ บทความแนะนำนักฟุตบอลดาวรุ่งอายุน้อย แม้คนเหล่านั้นจะมีอายุอานามใกล้เคียงกับเขาเอง แต่เจ้าตัวก็รู้สึกชื่นชมในความเก่งของเด็กรุ่นเดียวกันอยู่ดี 

วันหนึ่งที่ดูแสนธรรมดา สายตาของนักเรียนชั้น ม.5 โรงเรียนราชสีมาวิทยาลัย เหลือบไปเห็นกรอบเล็กๆ ในหนังสือพิมพ์กีฬาที่เขาซื้อมา ใจความบอกว่า ทีมนักเรียนไทย รุ่นอายุ 18 ปี เตรียมเปิดคัดตัวเยาวชน เพื่อรวมทีมไปแข่งศึกชิงแชมป์เอเชีย ที่ประเทศมาเลเซีย 

“ผมไม่เคยเข้ากรุงเทพฯ มาก่อนในชีวิต แต่อยากไปคัดตัวมาก ผมหยิบหนังสือพิมพ์ไปให้พ่อดู ขอให้พ่อพาไปคัดหน่อย พ่อจึงพาผมนั่งรถบัสจากโคราชไปส่งที่กรุงเทพฯ จากนั้นพาไปฝากกับเพื่อนพ่อ ซึ่งทำงานออฟฟิศอยู่ในห้องใต้สนามศุภชลาศัย

“ด้วยความที่การคัดตัวใช้เวลาหลายวัน ผมไม่ได้มีเงินติดตัวมากมาย ไม่รู้จักใครในกรุงเทพฯ จึงขออาศัยนอนใต้โต๊ะทำงานของเพื่อนพ่อทุกวัน พอตอนเช้าได้เวลามีคนเข้ามาทำงาน ผมก็ตื่นออกไปข้างนอก หานอนตามใต้ต้นไม้ บนอัฒจันทร์บ้าง เพื่อรอเวลาช่วงเย็นที่เขาเรียกซ้อม”

5

ท่ามกลางเด็กนับร้อยชีวิตที่แบกความฝันมาคัดตัว ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน เล่าว่าเขารับรู้ได้ทันทีเลยว่า ฝีมือตัวเองคงไม่อาจสู้กับผู้รักษาประตูคนอื่นได้ เขาจึงเสนอตัวเป็น ‘ลูกหาบ’ คอยช่วยงานเหล่าสตาฟโค้ชที่เขาไม่เคยรู้จักมาก่อน ทั้งยืนกลางแดดเก็บลูกบอล ยกน้ำ วิ่งไปซื้อของ ตลอดจนช่วยเก็บอุปกรณ์

คุณทำแบบนั้นทำไม 

“ก็คงอารมณ์เด็กบ้านนอกเข้ากรุงครั้งแรกที่อยากติดทีมชาติไทย ตอนนั้นฝีมือผมอยู่ปลายแถวมาก โกลคนอื่นที่มาคัดเขาเบสิกดีทั้งนั้น

“ผมพยายามทำให้โค้ชเห็นว่า ผมมาที่นี่ด้วยความตั้งใจจริง วันแรกที่มาคัดตัว ผมอาสาขอโค้ชช่วยเก็บบอล เขาเรียกใช้ให้ทำอะไร ผมทำหมด จน อาจารย์ปรีชาพัฒน์ ประยุทธ์เรืองกิจ (หนึ่งในทีมสตาฟโค้ช) ท่านคงสงสารผม ทุกวันหลังการคัดตัวเสร็จสิ้น ท่านจะเรียกผมมาติวพิเศษคนเดียว”

คงเป็นเพราะความขยัน ตั้งใจ ที่เขาแสดงออกมากกว่าใคร จึงทำให้ ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน ถูกเรียกติดทีมนักเรียนไทย รุ่นอายุ 18 ปี ในฐานะผู้รักษาประตูสแตนด์บาย มือ 4 ทั้งที่ความจริงสตาฟโค้ชไม่จำเป็นต้องเรียกเขาไปร่วมทีมก็ได้ เพราะถึงเอาไปก็ส่งชื่อลงแข่งขันไม่ได้อยู่ดี (ลงทะเบียนผู้รักษาประตูได้แค่ 3 คน)

“โค้ชคงเมตตา เห็นผมขยัน จึงอยากให้ผมได้ไปลองหาประสบการณ์ร่วมกันกับทีม แม้ผมจะไม่มีชื่อในรายการนั้นเลย แต่การติดทีมนักเรียนไทยครั้งแรก มันจุดประกายให้ผมอยากพัฒนาตัวเอง เพื่อสักวันหนึ่งจะได้ลงเล่นให้ทีมชาติไทย

“ปีนั้นผมกลับไปซ้อมหนักกว่าเดิมอีก ตั้งใจว่าเดี๋ยวพออายุสิบแปดปีจะมาคัดตัว (ทีมนักเรียนไทย) อีก หนึ่งปีผ่านไป ผมอายุสิบแปดปี ตัดสินใจกลับมาคัดอีกครั้ง คราวนี้ได้ติดทีมนักเรียนไทย เป็นหนึ่งในสามผู้รักษาประตู” 

 ชีวิตของนายประตูสำรองที่ปาบอลใส่ผนังเป็นหมื่นๆ ครั้ง กว่าจะได้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม

ครั้งนี้คุณได้ลงสนามเป็นตัวจริงไหม 

“เปล่า ผมก็ยังเป็นตัวสำรองอยู่ดี ไม่ได้เล่นเลย” เขาตอบพร้อมเสียงหัวเราะ

บทเรียนจากการไม่ได้ลงสนามตัวจริงถึง 2 ทัวร์นาเมนต์ ทำให้ศิวรักษ์มองเห็นจุดบกพร่องของตัวเองชัดยิ่งกว่าเดิม เมื่อสิ้นสุดการแข่งขัน เขาจึงกลับบ้านเกิดไป เพื่อฝึกทักษะพื้นฐานของผู้รักษาประตูเพียงอย่างเดียว

“ผมคิดว่าการยืนตำแหน่ง การใช้เท้า จังหวะเซฟลูกยาก ผมทำได้ดีกว่าคนอื่น แต่ที่เราไม่ถูกเลือก เป็นเพราะพื้นฐานเราสู้คนอื่นไม่ได้ ปีนั้นผมซ้อมแต่เบสิกอย่างเดียว อยู่บ้านก็ทุ่มบอลใส่กำแพง เซ็ตละสองสามร้อยครั้ง ฝึกคนเดียวด้วยตัวเอง ทำท่าเดิมซ้ำๆ จนกว่าจะรับเข้าซองไม่หลุดมือ

“ผมทำแบบนี้ทุกวัน ทำมาไม่รู้กี่พันกี่หมื่นครั้ง พอลองเอาไปใช้สนามซ้อม เราเล่นได้ดีขึ้นกว่าเดิม เพราะพื้นฐานเราแน่นขึ้น ปัจจุบันผมอายุสามสิบเจ็ดปีแล้ว ก็ยังซ้อมปาบอลใส่ผนังอยู่คนเดียว ไม่เชื่อก็ลองถามคนรู้จักผมได้เลย”

 ชีวิตของนายประตูสำรองที่ปาบอลใส่ผนังเป็นหมื่นๆ ครั้ง กว่าจะได้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม
4

“It’s all about who wants it the most”

ไม่มีผู้รักษาประตูคนไหนในโลกปรารถนาเป็นตัวสำรองตลอดไป เพราะความโหดร้ายของตำแหน่งนี้คือ ถ้าไม่เป็นตัวจริง โอกาสลงสนามในเกมนั้นแทบเป็นศูนย์เลย ต่างจากผู้เล่นตำแหน่งอื่นที่สับเปลี่ยนหมุนเวียนได้ตลอดเวลา 

แม้ในวัย 19 ปี ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน จะคุ้นชินกับเก้าอี้สำรองมากกว่ายืนเฝ้าพื้นที่หน้าปากประตู มักถูกมองข้ามมากกว่าได้รับเลือก แต่เขาไม่เคยละทิ้งความเชื่อมั่นว่า สักวันหนึ่งตัวเองต้องเป็นเบอร์หนึ่งให้ได้ 

อาจารย์วิสูตร วิชายา ติดต่อมาทางพ่อ ถามว่าอยากให้ผมไปอยู่กับทีมสโมสรธนาคารกรุงเทพไหม เขากำลังมองหาประตูมือสามมือสี่ที่เป็นเยาวชน มาเป็นลูกหม้อ เพราะโค้ชเห็นผมมีดีกรีเคยติดทีมนักเรียนไทยชุดสิบแปดปี”

เหมือนเสียงสวรรค์ที่เขารอคอย ศิวรักษ์ไม่ลังเลที่จะออกจากบ้านเกิดมาอยู่เมืองกรุงเพียงลำพัง แลกกับเงินเดือน 6,000 บาท

ธนาคารกรุงเทพในไทยลีกยุคนั้นจัดเป็นสโมสรทุนหนา มีขุมกำลังผู้เล่นชั้นดีเต็มทีม เฉพาะแค่ตำแหน่งผู้รักษาประตู มีทั้ง สมเกียรติ ปัสสาจันทร์ และ วัชรพงษ์ กล้าหาญ สองโกลฝีมือระดับแถวหน้าของเมืองไทยซึ่งขับเคี่ยวแย่งชิงมือหนึ่ง

ขณะที่ ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน เป็นเพียงเด็กหนุ่มวัย 19 ปี ได้ซ้อมกับร่วมกับรุ่นพี่ภายในทีมชุดใหญ่ แต่คงไม่กล้าไปฝากความหวังหรือคิดว่าเขาจะเบียดสมเกียรติกับวัชรพงษ์ ให้ไปนั่งสำรองดูเขาลงเฝ้าเสาได้หรอก

“พวกพี่ๆ (สมเกียรติ ปัสสาจันทร์, วัชรพงษ์ กล้าหาญ) เขาเก่งมากจริงๆ” ศิวรักษ์เอ่ยปากถึงสองอดีตรุ่นพี่ในทีมบัวหลวง 

 ชีวิตของนายประตูสำรองที่ปาบอลใส่ผนังเป็นหมื่นๆ ครั้ง กว่าจะได้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม

“ผมพยายามก๊อปทุกอย่างที่พี่เกียรติและพี่อ้วน (วัชรพงษ์) ทำตอนอยู่ในสนามซ้อม อยากรู้อะไรผมถามหมด ไม่เคยอาย เช่น ผมถามพี่เกียรติว่า ทำไมพี่ถึงลุกเร็ว แกบอกให้ผมลองล้มแบบทำท่าหงายหลังกับคว่ำหลังลุก อ๋อ ผมถึงได้เข้าใจว่าทำไมแกถึงเซฟท่านี้ เพราะนับตั้งแต่นั้นมา ผมไม่เคยหงายหลังรับบอลอีกเลย

“ผมถามพี่อ้วนว่า ทำไมถึงออกไปรับลูกเปิดด้านข้างได้ดีจัง ทั้งที่แกตัวเล็กกว่าผมมาก พี่อ้วนก็สอนว่า เราต้องไปถึงจุดที่บอลจะตกก่อน เพื่อชิงความได้เปรียบ ไม่ใช่รอบอลมาใกล้ถึงแล้วค่อยกระโดดไป บางทีมันไม่ทัน ซึ่งก็จริงอย่างที่แกสอน”

สัมผัสแรกในฟุตบอลอาชีพนัดแรกของ แชมป์ ศิวรักษ์ มาเร็วกว่าที่เขาคิด เนื่องจากสโมสรธนาคารกรุงเทพ เปิดฤดูกาล 2003 ด้วยผลงานสะดุดแพ้หลายเกม วิสูตร วิชายา จึงตัดสินใจทดลองส่งมือโกลคนหนุ่มที่รอ ‘โอกาส’ พิสูจน์ตัวเองมาทั้งชีวิต

เหมือนฉากของพระเอกในซีรีส์เกาหลีไม่มีผิด เกมนัดดังกล่าว ศิวรักษ์ใช้ทั้งมือและเท้าช่วยเซฟ มีส่วนสำคัญในการพาทีมคว้าชัยชนะ 1 – 0 พร้อมกับถูกเลือกให้เป็นแมน ออฟ เดอะแมตช์ หลังจากนั้น ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน สามารถยึดตำแหน่งมือหนึ่งสโมสรธนาคารกรุงเทพมาต่อเนื่อง 4 ซีซั่น ก่อนย้ายไปอยู่ทีมที่ใหญ่กว่าอย่างบีอีซี เทโรศาสน ใน ค.ศ. 2008 

สิ่งที่เราสนใจคือ คุณให้กำลังใจหรือบอกกับตัวเองอย่างไรในวันที่มีสถานะเป็นแค่ตัวสำรอง ผมชวนเขาย้อนความหลัง 

“อย่างแรกคือ เราต้องยอมรับความจริงว่าฝีมือยังสู้เขาไม่ได้ แสดงว่าประตูตัวจริงเขาต้องมีอะไรที่ดีกว่าเรา เราก็ต้องพยายามให้มากกว่าเดิม พัฒนาตัวเองต่อไป แต่อันดับแรกต้องกล้ายอมรับความจริงให้ได้ก่อนว่าเรายังดีไม่พอ

“ถ้าเรามัวแต่ปิดกั้น คิดว่าตัวเองเก่งแล้ว เราก็จะอยู่กับที่ อย่าลืมว่าฟุตบอลมันเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา อาชีพผู้รักษาประตูไม่มีหรอกครับ ไม่โดนยิง ยังไงก็ต้องเสียประตูอยู่แล้ว

“ฉะนั้น เราต้องเต็มที่กับการฝึกซ้อมทุกมื้อ เผื่อเวลาโดนคู่แข่งยิงเข้า เราก็จะไม่ต้องมานั่งเสียใจว่า กูทำเต็มที่ยังวะ อ๋อ ลูกนี้ เราเสียประตูเพราะเซฟไม่ได้จริงๆ งั้นไม่เป็นไร เอาใหม่”

 ชีวิตของนายประตูสำรองที่ปาบอลใส่ผนังเป็นหมื่นๆ ครั้ง กว่าจะได้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม
3

เชื่อหรือไม่ ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน ก่อนจะได้โทรฟี่ 25 แชมป์ (ไทยลีก 6 สมัย, เอฟเอ คัพ 4 สมัย, โตโยต้า ลีกคัพ 5 สมัย, ไทยแลนด์ แชมเปี้ยน คัพ 1 สมัย, โตโยต้า พรีเมียร์ คัพ 3 สมัย, แม่โขง คลับ แชมเปี้ยนชิพ 2 สมัย, ฟุตบอลพระราชทานถ้วย ก. 4 สมัย) ครั้งหนึ่ง เขาเคยมือเปล่าไร้ความสำเร็จในระดับสโมสร ทั้งตอนที่ค้าแข้งกับสโมสรธนาคารกรุงเทพและบีอีซี เทโรศาสน จนอายุล่วงเลยเข้าสู่วัย 27 ปี

“ตั้งแต่เริ่มต้นเล่นกับธนาคารกรุงเทพ ผมคิดมาเสมอว่าทำอย่างไรถึงช่วยให้ทีมเป็นแชมป์ แต่หน้าที่ของผมทำได้เพียงช่วยให้ทีมเสียประตูน้อยสุด อย่างน้อยถ้าเราไม่โดนยิง ทีมก็มีโอกาสได้หนึ่งแต้มเป็นอย่างต่ำ ผมจึงฝึกฝนตัวเองอย่างหนักในทุกปี

“ผมไม่เคยลงสนามด้วยเป้าหมายว่า ปีนี้ฉันอยากช่วยให้ทีมติดท็อปทรี สมมติฤดูกาลหนึ่งมีสามสิบนัด ผมบอกกับตัวเองก่อนลงสนามทุกนัด ตั้งแต่เกมแรกของฤดูกาลว่าต้องได้แชมป์นะ ต้องเป็นจ่าฝูงให้ได้ พอไม่ได้ตามที่หวังไว้ ก็มีผิดหวังเป็นธรรมดา แต่อย่างน้อยมันทำให้เรารู้ว่า ณ ตอนนั้น เรายังดีไม่พอ ปีหน้าต้องทำให้ดีกว่าเดิม”

ในฤดูกาล 2010 สโมสรบุรีรัมย์ พีอีเอ (บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ในปัจจุบัน) ทีมหน้าใหม่ตัดสินใจดึงตัว แชมป์ ศิวรักษ์ ไปเป็นส่วนหนึ่งเพื่อไล่ล่าถ้วยรางวัล เขาตอบรับข้อเสนอนั้น เพราะสโมสรแห่งนี้เปี่ยมไปด้วยแรงกระหายอยากประสบความสำเร็จ เช่นเดียวกับตัวเขาที่โหยหา รอคอยมันมานานแสนนาน 

ส่วนเรื่องราวหลังจากนั้นน่ะเหรอ ก็คือประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของวงการลูกหนังไทยไงล่ะ! 

 ชีวิตของนายประตูสำรองที่ปาบอลใส่ผนังเป็นหมื่นๆ ครั้ง กว่าจะได้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม
2

“ชีวิตผมมันธรรมดามากเลยนะ” 

เขาเกริ่นถึงตัวตนที่แท้จริงของตัวเอง แม้ปัจจุบันจะเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงและได้รับการยอมรับอย่างมาก ในฐานะกัปตันทีมชาติไทย

“ผมตื่นเช้าออกกำลังกาย เข้ายิม ซ้อมคนเดียว ครอบครัวจะได้เห็นผมอีกทีก็ตอนเกือบเที่ยง เพราะผมออกไปตั้งแต่เช้าตรู่ ทำแบบนี้ตลอด ตกเย็นไปซ้อมฟุตบอล ช่วงว่างระหว่างนั้นก็มีดูแลธุรกิจบ้าง หากเว้นว่างจากการทำงาน ผมก็อยู่บ้านกับลูก ภรรยา ไม่ได้มีชีวิตหวือหวาอะไร”

หากศิวรักษ์บอกว่าสิ่งที่ตัวเองทำอยู่คือความธรรมดา คงเป็นความธรรมดาที่แสนพิเศษ ไม่อย่างนั้นเราคงเห็นนักฟุตบอลอายุ 37 ปี ยืนระยะอยู่ในเกมระดับสูงเต็มไปหมด 

ยิ่งคุณประสบความสำเร็จมากเท่าไหร่ พอถึงช่วงวัยหนึ่งก็อาจรู้สึกถึงจุดอิ่มตัว หมดความกระหาย ไม่แปลกเลยหากใครหลายคนจะบอกลาอาชีพนักฟุตบอล ตอนอายุเท่ากันหรือน้อยกว่า ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน 

คุณมีวิธีรักษามาตรฐานการเล่น สภาพร่างกาย และระดับของแรงจูงใจได้อย่างไร ในเมื่อผ่านการคว้าแชมป์ทุกรายการภายในประเทศ 

 ชีวิตของนายประตูสำรองที่ปาบอลใส่ผนังเป็นหมื่นๆ ครั้ง กว่าจะได้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม

“ผมยังพัฒนาตัวเองไปได้อีกไง ผมไม่เชื่อว่าคนเราแก่เกินจะเรียนรู้อะไรใหม่ๆ ยกตัวอย่าง เอ็ดวิน ฟาน เดอซาร์ (Edwin van der Sar-อดีตผู้รักษาประตูสโมสรแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่ได้แชมป์ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก สมัยที่สอง ตอนอายุ 38 ปี) เขาก็ยังรักษาฟอร์มพีกจนถึงอายุสามสิบเก้าสี่สิบปี ผมจึงเชื่อว่าถ้าเราดูแลตัวเองดี เราสามารถยืนระยะการเล่นกีฬาไปถึงอายุสี่สิบปีได้แน่นอน

“ผมเข้มงวดตั้งแต่อาหาร เพราะบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เคยส่งผมไปฝึกฟุตบอลกับสโมสรเลสเตอร์ ซิตี้ ที่นั่นทำให้ผมเห็นว่านักฟุตบอลระดับโลกเขาดูแลตัวเองอย่างไร พอเดินทางกลับไป ผมก็ศึกษาหาข้อมูลงานวิจัย เพื่อหาคำตอบว่านักกีฬาวัยอย่างผม ควรกินอะไรถึงจะมีประโยชน์ต่อร่างกายมากที่สุด ผมจริงจังถึงขั้นนั้นเลยนะ

“ผมเป็นคนไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่ อยู่แล้ว หลังจากนั้นก็ปรับอาหารการกิน ผมไม่กินของมัน ของทอด แม้แต่ไข่ผมก็ไม่กินแบบทอดน้ำมัน กินแบบไข่ต้มแทน ผมรับประทานผัก ผลไม้ เป็นหลัก เสริมด้วยธัญพืชและถั่ว ส่วนแป้งและขนม ผมกินน้อยมาก ขนาดกาแฟผมยังไม่ใส่น้ำตาลเลย ผมกินแบบนี้มาหลายปีแล้ว ผลลัพธ์คือไขมันในร่างกายผมน้อยกว่าเกณฑ์ทั่วไป ซ้อมฟุตบอลได้นานขึ้น ระบบขับถ่าย ระบบเผาผลาญ ในร่างกายทำงานได้ดี

“มันสำคัญมากต่อตัวผม เพราะยิ่งอายุมากขึ้น ผมยิ่งซ้อมหนักขึ้นกว่าเดิม จากเคยซ้อมเช้า-เย็น มื้อละหนึ่ง ชั่วโมง ก็เพิ่มเวลาเป็นมื้อละหนึ่งชั่วโมงยี่สิบนาที แต่ผมยังไหวอยู่ เพราะเลือกกินแต่ของมีประโยชน์ และให้พลังงานเพียงพอ

“ดังนั้น ทุกคนเก่งขึ้นได้ ไม่เกี่ยวหรอกคุณอายุเท่าไหร่ สมมติคุณอายุสี่สิบ ห้าสิบปี ถ้าคุณไม่เคยขี่มอเตอร์ไซค์มาก่อนในชีวิต แต่พยายามหัดทุกวัน ยังไงวันหนึ่งก็ต้องขี่ได้อยู่แล้ว เหมือนกันเลย นักฟุตบอลยิ่งซ้อมเยอะยิ่งเก่ง เว้นเสียแต่ว่า คุณไม่เอาจริงเอาจังกับมันมากพอ แค่นั้นเอง”

 ชีวิตของนายประตูสำรองที่ปาบอลใส่ผนังเป็นหมื่นๆ ครั้ง กว่าจะได้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม
1

“I’ve been waiting my whole life

To see my name in lights”

ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน ถูกเรียกตัวติดทีมชาติไทยชุดใหญ่ครั้งแรกตอนอายุ 20 ปี แต่หลายสิบปีที่ผ่านมา เขามีสถานะเป็นเพียงแค่ตัวสำรองอดทน ที่อาจได้รับโอกาสเป็นครั้งคราว แต่ไม่ใช่มือ 1 ตัวจริง

แม้เขาจะประสบความสำเร็จกับสโมสร บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ได้รางวัลเกียรติยศส่วนตัวมากมายแค่ไหน แต่จนแล้วจนรอด ก็ยังไม่ถูกเลือกเป็นคนแรกของทัพช้างศึกอยู่ดี 

อายุของแชมป์ในตอนนั้นกำลังเข้าสู่วัย 35 ปี ซึ่งในทางปฏิบัติดูไปได้ยากเหลือเกินที่จะเบียดแย่งชิงมือหนึ่งมาได้

ผมถามเขาว่าทำไมคุณถึงยังไม่ถอดใจเลิกเล่นทีมชาติไทย เพราะ 14 – 15 ปีที่ผ่านมา คุณเหมือนเหนื่อยฟรี เป็นได้แค่เพียงมือ 2 – 3 ของทีม 

 ชีวิตของนายประตูสำรองที่ปาบอลใส่ผนังเป็นหมื่นๆ ครั้ง กว่าจะได้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม

“ผมบริสุทธิ์ใจอยากช่วยชาติ ไม่ว่าสถานะใดก็ตาม ทุกครั้งที่มีชื่อ ผมถือว่านี่คือโอกาสอันยิ่งใหญ่ของตัวผม เพราะคนเรามีโอกาสได้ติดธงแค่ช่วงชีวิตที่เล่นฟุตบอลเท่านั้น

“ทุกครั้งที่มีประกาศรายชื่อทีมชาติไทย ผมยังลุ้นและตื่นเต้นเสมอ ทุกวันนี้ก็ยังเป็นอยู่ ผมคิดว่ายิ่งเรามีประตูเก่งๆ ติดมามากเท่าไหร่ ยิ่งส่งผลดีต่อทีมชาติ ผมคิดถึงผลการแข่งขันเป็นหลัก ใครจะลงเป็นประตูตัวจริงก็ได้ ไม่เป็นไร เราส่งกำลังใจให้เขาข้างสนาม ขอให้ทำหน้าที่ให้ดี เพื่อให้ทีมชาติไทยชนะ

“ส่วนตัวผม ถ้าตอนนี้ยังไม่ได้รับโอกาส ก็คงต้องกลับไปฝึกซ้อมให้มากกว่าเดิมในวันข้างหน้า บางทีการที่ผมไม่ได้เป็นมือหนึ่งทีมชาติมานานหลายปี ก็อาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผมอยากพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา เพื่อสักวันจะได้มีโอกาสนั้น ผมภูมิใจเสมอเวลาสวมเสื้อทีมชาติไทย”

ความพยายามของ ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน ในที่สุดก็ไม่สูญเปล่า เพราะหัวหน้าผู้ฝึกสอนทัพช้างศึกคนปัจจุบัน อากิระ นิชิโนะ (Akira Nishino) ตัดสินใจเลือกผู้รักษาประตูจอมเก๋า ทำหน้าที่เป็น ‘กัปตันทีมชาติไทย’

คงไม่ต้องบรรยายว่าเขาภาคภูมิใจกับบทบาทนี้มากแค่ไหน สำหรับคนที่รอโอกาสมาทั้งชีวิต จนกระทั่งวันหนึ่งเขาได้รับเกียรติให้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม 

“มันคงเป็นผลของความพยายามที่ผมพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา ยอมอดทนซ้อมเยอะแบบไม่กลัวเหนื่อย ผมมั่นใจแม้กระทั่งปัจจุบัน ผมก็ยังคงซ้อมหนักอยู่ และน่าจะเป็นผู้รักษาประตูที่ซ้อมพิเศษมากกว่าใครๆ”

ชีวิตของ ‘ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน’ นายประตูสำรองที่ปาบอลใส่ผนังเป็นหมื่นๆ ครั้ง กว่าจะได้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม

ติดตามข่าวเคลื่อนไหวของฟุตบอลทีมชาติไทย ได้ทาง Facebook : ช้างศึก

Writer

อลงกต เดือนคล้อย

เจ้าของเพจ alongwrite และบรรณาธิการบทสัมภาษณ์แห่ง Main Stand

Photographer

ศุภกิตติ์ วิเศษอนุพงศ์

ช่างภาพประจำทีมชาติไทยชุดใหญ่ ที่ได้รับโอกาสติดตามทีมมาตั้งแต่ปี 2016

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load