ชีวิตของ กรุณา บัวคำศรี คร่ำหวอดอยู่ในแวดวงข่าวมากว่า 20 ปี

เธอเริ่มต้นทำงานหนังสือพิมพ์ที่ Bangkok Post จากนั้นได้ทุนรัฐบาลอังกฤษไปเรียนต่อด้าน Environmental Policy เพราะเธอสนใจเรื่องสิ่งแวดล้อม นโยบาย และประเด็นสังคมที่หลากหลาย 

หลังเรียนจบ เธอเบนเข็มมาสายโทรทัศน์และได้ทำงานกับสำนักข่าวยักษ์ใหญ่ของประเทศออสเตรเลีย แต่สุดท้ายเธอเลือกที่จะลาออกเพื่อกลับมาทำงานกับสำนักข่าวไทย เพราะเธออยากสร้างผลงานให้คนไทยดู

ด้วยความเก่งกาจในการจับประเด็นและน้ำเสียงเฉียบคมเป็นเอกลักษณ์ ทำให้กรุณาเป็นทั้งผู้ประกาศข่าวและนักข่าวภาคสนามแถวหน้า​ ที่ประสบความสำเร็จมากคนหนึ่งของประเทศ 

เมื่อ 4 ปีที่แล้ว เธอตัดสินใจทิ้งอาชีพผู้ประกาศข่าวในสตูดิโอ และหวนคืนสู่เส้นทางการทำงานที่เธอรัก นั่นคือการทำงานภาคสนามที่ต้องบุกน้ำลุยไฟไปเก็บเรื่องราวในพื้นที่จริง

ผลผลิตจากประสบการณ์ทั้งชีวิตของ กรุณา บัวคำศรี นักข่าวสารคดีผู้เดินทางไปรอบโลก

‘รอบโลก by กรุณา บัวคำศรี’ คือรายการสารคดีข่าวที่กรุณาบอกว่า เป็นผลผลิตของประสบการณ์และทักษะที่เธอสั่งสมมาทั้งชีวิต 

รายการของเธอสนุกมาก เพราะทุกตอนมาจากการเดินทางไปถ่ายทำ ณ พื้นที่จริง ทำให้คนดูอย่างเราๆ รู้สึกเหมือนได้ไปอยู่ในเหตุการณ์กับเธอด้วย 

รายการ รอบโลกฯ นำเสนอประเด็นทางสังคมที่ซุกซ่อนอยู่ตามหลืบมุมต่างๆ ทั่วโลก ถึงแม้จะเป็นเรื่องราวจากอีกซีกโลก แต่กรุณาก็บอกเล่าออกมาได้อย่างมีชีวิต เรื่องที่น่าตื่นตา เธอทำให้เราต้องกลั้นหายใจ ส่วนเรื่องที่น่าสะเทือนใจ เธอก็ทำให้เราเสียน้ำตาได้ง่ายๆ

ทุกวันนี้ รายการ รอบโลกฯ ดำเนินมาถึงตอนที่ 228 ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา กรุณาเดินทางไปทุกภูมิภาคทั่วโลก แต่ละที่ที่เธอไปไม่ธรรมดา ตั้งแต่ค่ายผู้ลี้ภัยโรฮีนจา ซ่องโสเภณีที่บังคลาเทศ ฐานที่มั่นสุดท้ายของกลุ่มไอเอสในอิรัก ไปจนถึงคุกที่แออัดที่สุดในโลกที่ฟิลิปปินส์

เราชวนคุณไปพูดคุยกับกรุณา บัวคำศรี ถึงเบื้องหลังการทำงานภาคสนามที่มีชีวิตเป็นเดิมพันในทุกย่างก้าว ความเปลี่ยนแปลงเมื่อนักข่าวที่เดินทางรอบโลกอย่างเธอเดินทางไม่ได้อีกต่อไป และโลกใบใหม่หลังสถานการณ์ COVID-19

ผลผลิตจากประสบการณ์ทั้งชีวิตของ กรุณา บัวคำศรี นักข่าวสารคดีผู้เดินทางไปรอบโลก

สารคดีข่าวแตกต่างกับการนำเสนอข่าวทั่วไปอย่างไร

การนำเสนอข่าวทั่วไป เนื้อหาถูกจำกัดด้วยเวลาเต็มที่ไม่เกินห้านาที ในขณะที่สารคดีข่าวมีความยาวมากขึ้น ทำให้เนื้อหาที่บอกเล่าทำได้ลึกและครอบคลุมมากขึ้น หมายความว่าการที่เราจะนำเสนอเนื้อหาประเด็นใดก็ตาม เราไม่เพียงรายงานสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันเท่านั้น แต่จะเชื่อมโยงไปถึงพื้นหลังทางประวัติศาสตร์และบริบทของสังคมในมิติต่างๆ ด้วย

ในขณะเดียวกันก็ต้องใส่สีสันอารมณ์ให้เนื้อหามีชีวิตชีวาเข้าไปด้วย ทำให้สารคดีเชิงข่าวเป็นเหมือนงานวิจัยที่มีชีวิต คือประกอบไปด้วยรายละเอียดที่ลึกซึ้ง แม่นยำ และเชื่อมโยงอารมณ์เข้ากับผู้ชมได้

คุณคิดว่าการนำเสนอประเด็นข่าวในโลกหลัง COVID-19 จะมีมิติที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง

ประเด็นนี้น่าสนใจมาก คือตอนนี้เราอาจยังเห็นภาพไม่ชัดเจน เพราะฝุ่นยังไม่จาง แต่เราเชื่อว่าโลกหลัง COVID-19 จะเป็นโลกที่ไม่เหมือนกับที่เราเห็นตลอดการทำรายการสี่ปีที่ผ่านมาอย่างแน่นอน

รายการ รอบโลกฯ นำเสนอประเด็นเรื่องการเข้าถึงอาหาร สิทธิสตรี ความเท่าเทียมทางเพศ สงคราม ความขัดแย้ง สิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและอีกหลากหลายประเด็นของโลก ปัญหาพวกนี้จะเกิดความซับซ้อนมากขึ้น โดยเฉพาะในสังคมที่คนบางกลุ่มยังถูกกดขี่ เช่น ผู้หญิงในประเทศอินเดีย คนจัณฑาลในประเทศเนปาล ถ้าเรากลับไปอีกครั้ง แน่นอนว่าผู้คนที่ทุกข์ยากอยู่แล้วจะยิ่งทุกข์และแก้ไขยากขึ้นตามไปด้วย

ในอีกแง่มุม บางปัญหาก็อาจคลี่คลายและมีทิศทางที่ดีขึ้น เช่น สังคมจะมีความกลมเกลียวและเห็นอกเห็นใจกันมากขึ้น นิยามความหมายชีวิตของผู้คนจะเปลี่ยนไป มนุษย์จะกลับมาหาตัวเอง ครอบครัว และสังคมมากขึ้น ไปพร้อมๆ กับความรุดหน้าของเทคโนโลยีและการพัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์ เพื่อต่อกรกับเหตุการณ์แบบนี้ต่อไปในอนาคต

มิติที่เกิดการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ เราคิดว่าเป็นโลกที่น่าสนใจ

ผลผลิตจากประสบการณ์ทั้งชีวิตของ กรุณา บัวคำศรี นักข่าวสารคดีผู้เดินทางไปรอบโลก
ผลผลิตจากประสบการณ์ทั้งชีวิตของ กรุณา บัวคำศรี นักข่าวสารคดีผู้เดินทางไปรอบโลก

รูปแบบการเดินทางทั่วโลกที่เปลี่ยนโฉมหน้าไป กระทบการทำงานของคุณมากน้อยแค่ไหน

ปกติเวลาเดินทางเพื่อถ่ายทำรายการ รอบโลกฯ มันก็มีความไม่แน่นอนสูงอยู่แล้ว เพราะต้องนัดหมายบุคคล ขออนุญาตสถานที่ ทำเอกสารอะไรต่างๆ นานาล่วงหน้าเป็นปีๆ หลายครั้งเป็นการเดินทางไปในที่ที่ห่างไกลที่สุด บางทีเดินทางไปถึงแล้ว โดนเทไม่ให้เข้าถ่ายทำ ไม่ให้สัมภาษณ์ก็มี เราก็ต้องไปแก้ปัญหาเฉพาะหน้า พูดได้ว่าในสถานการณ์ปกติมันก็ยากอยู่แล้ว

ทีนี้พอมี COVID-19 เรามั่นใจมากว่าความหินของงานจะมากขึ้นเป็นสามเท่าสี่เท่าแน่นอน เพราะธรรมชาติของไวรัสพวกนี้ ตราบใดที่เรายังไม่มีวีคซีนป้องกัน เราก็คาดเดาสิ่งที่จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย สมมติเราเดินทางไปทำงานที่ยุโรป แล้วเกิดการระบาดระลอกใหม่ขึ้นมา เราอาจกลับประเทศไม่ได้ หรือที่แย่กว่านั้นคือกลับมาพร้อมเชื้อด้วย 

ดังนั้นตอนนี้เราจึงงดการเดินทางไว้ จนกว่าจะคาดเดาสถานการณ์ได้มากขึ้น เพราะ Worst Case มันไม่ได้กระทบแค่การทำงานของเรา แต่มันสร้างความเสี่ยงให้คนรอบตัวและสังคม แถมยังจะเป็นภาระให้ทีมแพทย์อีก เราทุกคนต้องให้ความร่วมมือ 

แต่เห็นรายการคุณยังออกอากาศตามปกติเลย ทำงานกันอย่างไร

ก่อนจะเกิด COVID-19 เราเดาได้นิดๆ แล้วว่าจะมีความยากลำบากในการเดินทางเกิดขึ้น เราเลยอัดรายการสต็อกไว้พอสมควร แต่เท่านั้นยังไม่พอ เลยใช้วิธีใช้ข้อมูลจากคนในพื้นที่บ้าง เพราะเราเดินทางรอบโลกมาหลายปี จึงมีแหล่งข่าว มีคนรู้จักกระจายอยู่ทั่วโลก นอกจากนี้ก็ใช้ภาพในสต็อกบ้าง ซื้อภาพจากแหล่งอื่นบ้าง เพื่อให้เรายังทำงานได้ 

ซึ่งก็ยอมรับว่าการอาศัยคนอื่นหรือไม่ได้ไปด้วยตัวเองนั้นให้อารมณ์ที่แตกต่างไประดับหนึ่ง เพราะการลงพื้นที่ไปเองมันถึงลูกถึงคนและมี Personal Touch มากกว่า นอกเหนือจากนั้น รูปแบบการทำงานก็เหมือนเดิม วิธีคิดประเด็นก็คล้ายๆ เดิม

ตอนที่ยังไม่มีอินเทอร์เน็ต นักข่าวภาคสนามทำงานกันยังไง

จำได้แม่น Assignment แรกที่ถูกส่งไปคนเดียวกับช่างภาพ สมัยนั้นยังไม่มีอินเทอร์เน็ต ต้องถ่ายทำด้วยเทปเบต้าหนาๆ เด็กรุ่นใหม่น่าจะไม่รู้จักแล้ว (หัวเราะ) ตอนนั้นมีแผ่นดินไหวใหญ่มากเกิดขึ้นที่เมืองไถหนาน ประเทศไต้หวัน ห่างจากกรุงไทเปไปประมาณสองสามชั่วโมง ที่นั่นมีคนไทยอยู่เกือบสองแสนคน การติดต่อประสานงานยากมาก เพราะไม่มีอินเทอร์เน็ต ตอนนั้นเราเป็นนักข่าวอยู่ ITV ที่น่าจะเป็นทีวีช่องเดียวที่ส่งนักข่าวไป

เมืองไถหนานพังราบเสียหายมาก เราก็พักโรงแรมเดียวกับพวกสำนักข่าวต่างประเทศ นักข่าว CNN ที่มาถึงก่อนมาบอกให้ระวัง เพราะตึกมันร้าวมาก โอ้โห บางวันมี Aftershock ตึกโยกเยกแรงมาก เราอยู่ชั้นห้า มองหน้ากันกับช่างภาพ ถ้าตึกถล่มนี่เราโดดทันไหมวะ (หัวเราะ) 

เราทำงานแบบมวยวัดเลย ไม่มีคนช่วย ก็ใช้วิธีลงไปล็อบบี้โรงแรม เขียนประโยคภาษาอังกฤษให้โรงแรมช่วยแปลเป็นภาษาจีนใส่กระดาษว่า “ฉันอยากไปเจอคนไทยที่ได้รับผลกระทบแถวนี้ ต้องไปที่ไหน” แล้วเราก็เอากระดาษนั้นยื่นให้แท็กซี่ ทำอย่างนั้นทุกวัน จนสุดท้ายได้ Exclusive เข้าไปในโรงพยาบาล ได้สัมภาษณ์คนไทยที่รักษาตัวอยู่

พอทำข่าวเสร็จ กลับมาโรงแรม เขียนบท ลงเสียง เสร็จแล้วจะส่งเทปยังไงล่ะ ไม่มีอินเทอร์เน็ต ก็ต้องนั่งรถจากไถหนานมาไทเป ฝากเทปขึ้นเครื่องบินมากับการบินไทยทุกวัน เป็นเวลาสิบวัน อาศัยนอนเอาแรงบนรถแท็กซี่เอา จริงๆ สมัยนั้นมีจานดาวเทียม ซึ่งเป็นวิธีเดียวที่จะส่งภาพกลับมาสถานีได้ แต่เราไม่มีเงินขนาดนั้นไง ก็ต้องอาศัยแบบมวยวัดเอา สนุกและมันไปอีกแบบ 

ผลผลิตจากประสบการณ์ทั้งชีวิตของ กรุณา บัวคำศรี นักข่าวสารคดีผู้เดินทางไปรอบโลก
ผลผลิตจากประสบการณ์ทั้งชีวิตของ กรุณา บัวคำศรี นักข่าวสารคดีผู้เดินทางไปรอบโลก

หัวใจของการทำงานภาคสนามคืออะไร

อย่างแรกคือทัศนคติ งานภาคสนามมีอะไรมากกว่าการแค่อยากจะทำให้งานเสร็จๆ ไป ถ้าคุณรักที่จะทำจริงๆ คุณจะมีทัศนคติที่อยากจะทำให้งานสมบูรณ์แบบที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะระหว่างการทำงานจะมีอุปสรรคมากมายระหว่างทางให้ต้องเผชิญ

เราเคยไปค่ายผู้ลี้ภัยโรฮีนจา เพื่อไปตามหาเคสผู้หญิงที่ถูกข่มขืน เรากับช่างภาพต้องเดินเท้าเข้าไปในค่ายลึกเข้าไปเรื่อยๆ ฝนตกหนัก มีน้ำท่วมขังอยู่ทุกที่ เดินไปเกือบชั่วโมง ถึงสะพานไม้ง่อนแง่นที่มีน้ำไหลเชี่ยวมาก เราก็ถามล่ามว่าอีกไกลไหม เขาบอกว่าต้องเดินต่อไปอีกชั่วโมงหนึ่ง โดยต้องข้ามสะพานไม้นั้นไปด้วย

มันไม่ง่ายและเสี่ยงอันตราย แต่ถ้าเราหันหลังกลับ การเดินทางครั้งนี้จะสูญเปล่าทันที แต่ถ้าข้ามไป เดินต่ออีกชั่วโมง และจะต้องเดินกลับอีกสองชั่วโมง เราก็จะได้ตัวแหล่งข่าว ถ้าคุณมีทัศนคติที่พร้อมสู้เพื่อตามหาจิ๊กซอว์ชิ้นนั้น คุณจะข้ามสะพานไม้นั้นไปเพื่อทำให้งานสมบูรณ์

หัวใจอย่างที่สองล่ะ

อย่างที่สองคือทักษะการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ปัญหามีทั้งที่คุณควบคุมได้และไม่ได้

มีครั้งหนึ่งเราไปทำเรื่องซ่องโสเภณีีที่ประเทศบังคลาเทศ ขากลับกลางดึก รถน้ำมันหมดกลางพายุที่แรงมาก ฟ้าร้องโครมคราม ทั้งลมทั้งฝนกระหน่ำกระแทกรถจนเกือบตกไหล่ทาง ตอนนั้นคือกลัวมาก ช่างภาพชาวอิตาลีที่ไปกับเรารีบบอกว่า “ยูห้ามลงจากรถเด็ดขาด ต่อให้น้ำพัดรถตกไปก็ห้ามออกจากรถ ไม่งั้นฟ้าจะผ่า ที่ที่ปลอดภัยที่สุดคือบนรถ” การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในสถานการณ์ที่อันตรายและสุ่มเสี่ยงคือการมีสติ 

ในขณะที่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเรื่องคน ต้องอาศัยความซื่อสัตย์และความเข้าอกเข้าใจ เราทำสารคดีข่าวประเด็นสังคม มันมีความละเอียดอ่อน หลายครั้งแหล่งข่าวคือผู้ถูกกระทำ อย่างเรื่องคนถูกข่มขืนหรือโสเภณี เราทำงานด้วยความซื่อสัตย์ โดยอธิบายเขาตรงๆ ว่า ที่เรามาทำข่าวเรื่องนี้ไม่ใช่เพราะอยากขายดราม่า แต่เราสนใจประเด็นสิทธิสตรีที่ซุกซ่อนอยู่ 

เมื่อเขามาเปิดเผยเรื่องราวกับเรา ถึงแม้เขาถูกข่มขืน แต่เรื่องของเราจะต้องไม่ทำให้เขารู้สึกขมขื่นหรือรู้สึกถูกย่ำยี เพราะเราเข้าอกเข้าใจเขาในฐานะเพื่อนมนุษย์

ผลผลิตจากประสบการณ์ทั้งชีวิตของ กรุณา บัวคำศรี นักข่าวสารคดีผู้เดินทางไปรอบโลก
ผลผลิตจากประสบการณ์ทั้งชีวิตของ กรุณา บัวคำศรี นักข่าวสารคดีผู้เดินทางไปรอบโลก

ช่างภาพของคุณเป็นชาวอิตาลี ทำไมต้องใช้ทีมงานชาวต่างชาติ

หนึ่ง เป็นเรื่อง Logistic ในการเดินทาง เรามีพาสปอร์ตที่เดินทางเข้าออกหลายประเทศได้โดยไม่ต้องขอวีซ่า (คุณกรุณาแต่งงานกับสามีชาวเยอรมัน) สมมติมีอะไรเกิดขึ้นในยุโรป เราซื้อตั๋วแล้วถือพาสปอร์ตไปได้เลย ช่วยให้การทำงานมีความคล่องตัวสูง เราทำรายการรายสัปดาห์ ต้องเดินทางอยู่ตลอดเวลา ฉะนั้นช่างภาพที่จะไปกับเราต้องมีสถานะของพาสปอร์ตคล้ายๆ กัน ไม่อย่างนั้นกว่าจะได้ไปทำรายการต้องรอเป็นเดือนๆ กว่าจะได้วีซ่า

และสอง พอต้องไปทำงานกันสองคนในพื้นที่หรือสถานการณ์ที่อาจเกิดอะไรขึ้นก็ได้ ก็เหมือนต้องไปช่วยเป็นหูเป็นตาให้กัน มีความรอบรู้และมีความสามารถในการเข้าสังคมต่างวัฒนธรรม ซึ่งจะช่วยให้การทำงานง่ายขึ้น เขาไม่ได้แค่ไปถ่ายภาพ แต่ไปช่วยเราหน้างานในการวอร์มอัปและเอนเตอร์เทนคนก่อนการสัมภาษณ์ด้วย

มีเหตุการณ์ครั้งไหนที่คุณรู้สึกโชคดีที่มีช่างภาพคนนี้เป็นคู่หูในการทำงานไหม

เยอะมาก ด้วยความที่เขามีทั้งฝีมือและประสบการณ์ชีวิตในตะวันตก เคยใช้ชีวิตช่วงหนึ่งในตะวันออกกลาง ทำให้เขามีทักษะการเอาตัวรอด

ตอนนั้นเราไปเมืองอิซเมียร์ ประเทศตุรกี เพื่อทำเรื่องผู้ลี้ภัยที่จะหนีจากตะวันออกกลางไปที่ประเทศกรีซ เราต้องระมัดระวังมาก เพราะที่นั่นมีมาเฟีย มีพวกรีดไถหัวคิวกับผู้ลี้ภัยเยอะมาก เดินอยู่บนถนนคุณต้องหูตาไว เพราะนี่ไม่ใช่สถานที่ท่องเที่ยวที่จะเดินชิลล์ๆ ได้ ช่างภาพกระซิบบอกเลย “ที่หกนาฬิกา แกระวังคนนั้นให้ดี อย่าไปใกล้เด็ดขาด” 

อีกครั้งเราไปทำเรื่องการประท้วงที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส มีคนขว้างระเบิด เฮ้ย! เรากำลังเตรียมจะวิ่งแล้ว ช่างภาพหันมาบอกว่า “แกวิ่งไปก่อน เดี๋ยวฉันถ่ายก่อนแล้วจะวิ่งตามไป” 

ผลผลิตจากประสบการณ์ทั้งชีวิตของ กรุณา บัวคำศรี นักข่าวสารคดีผู้เดินทางไปรอบโลก

ตอนนี้รายการ รอบโลกฯ ออกอากาศไป 200 กว่าตอนแล้ว คุณไปเอาพลังและเรี่ยวแรงมาจากไหน

นั่นสิ จนถึงทุกวันนี้ก็ยังงงเหมือนกันว่าทำไปได้ยังไง (หัวเราะ)

รายการสารคดีข่าวหรือ News Documentary แบบนี้ เราได้แรงบันดาลใจมาจากรายการอย่าง Frontline ซึ่งเราอยากทำมานานมาก และในเมืองไทยตอนนั้นยังไม่มีรายการลักษณะนี้ เราเคยช่วยทำโปรแกรมรายการ 101 East ของสำนักข่าว Al Jazeera ซึ่งมีลักษณะเดียวกัน ทำให้รู้ว่าความยากสาหัสคือ ในหนึ่งปี นักข่าวหนึ่งคนจะทำรายการได้เต็มที่สามถึงสี่ตอนเท่านั้น

เพราะแต่ละตอนต้องใช้เวลา Pre-post Production รวมกระบวนการอื่นๆ รวมแล้วสามถึงสี่เดือน เพื่อนที่เคยทำอยู่ Al Jazeera ด้วยกันยังอึ้ง คนอื่นทำปีละสี่เรื่อง เราทำเดือนละสี่เรื่อง (หัวเราะ)

เรากำลังพูดถึงการทำงานในสภาพแวดล้อมที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง ทั้งจำนวนทีมงาน ระยะเวลา และงบประมาณ ดังนั้นงานมันอาจจะไม่ได้ละเอียดและเพอร์เฟกต์ที่สุด แต่เราก็พยายามบริหารทรัพยากรที่มีอยู่ให้ดีที่สุด เพื่อให้คุณภาพรายการไปถึงระดับนั้น

ย้อนกลับไปสี่ปีที่แล้ว ทริปแรกที่ถ่ายทำคือที่ประเทศอิรัก พอไปถึงก็นั่งมองหน้าช่างภาพ เฮ้ย! เรามาทำอะไรที่นี่กันวะ (หัวเราะ)

สิ่งสำคัญที่สุดในการทำรายการที่มีข้อจำกัดขนาดนี้คืออะไร

ทรัพยากรที่มีจำกัดไม่ควรถูกใช้เป็นข้ออ้างพร่ำเพรื่อในการสร้างงานที่ดี แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญมากพอๆ กับเงินทุนและระยะเวลาในการทำงานคือจินตนาการ

คุณต้องมีจินตนาการในการต่อจิ๊กซอว์ให้ได้ว่า แก่นและหัวใจของประเด็นที่อยากนำเสนอคืออะไร ไม่ใช่เรามีข้อมูลเชิงลึก มีความรู้แน่นๆ แล้วจบ แต่ประเด็นมันต้องต่อยอด และเชื่อมโยงไปหาคนดูให้ได้ว่าเขาดูแล้วมันให้ประโยชน์อะไรกับเขา

ที่สนุกคือมุมในการบอกเล่าแต่ละประเด็นออกมา มันต้องแปลกใหม่ เฉียบคม และผสมผสานไปกับความเป็นตัวเรา อย่างช่วงการเลือกตั้งของประเทศสหรัฐอเมริกา เราไม่รายงานการเลือกตั้งเฉยๆ แต่เลือกที่จะบิดมุมมองเสนอเรื่องบทบาทของนักการเมืองหญิงในการเมืองสหรัฐฯ ที่กำลังเบ่งบานที่สุดในประวัติศาสตร์แทน ซึ่งต้องอาศัยทักษะในการจับประเด็นเพื่อร้อยเรียงเป็นสตอรี่

ผลผลิตจากประสบการณ์ทั้งชีวิตของ กรุณา บัวคำศรี นักข่าวสารคดีผู้เดินทางไปรอบโลก
ผลผลิตจากประสบการณ์ทั้งชีวิตของ กรุณา บัวคำศรี นักข่าวสารคดีผู้เดินทางไปรอบโลก

คุณคิดว่าสตอรี่เปลี่ยนโลกได้ไหม

ได้สิ สตอรี่ (Story) มีความสัมพันธ์แนบแน่นกับอารยธรรมและการพัฒนาของมนุษย์ จากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา โลกเปลี่ยนได้เพราะสตอรี่ทั้งนั้น

อย่างในประเทศไทย ย้อนกลับไปสมัยเราเรียนปริญญาตรี มีชายคนหนึ่งเอาชีวิตเข้าแลกกับความตาย เพื่อที่จะให้คนมาสนใจว่าป่าห้วยขาแข้ง ซึ่งเป็นป่าที่มีความหลากหลายทางชีวภาพกำลังถูกคุกคาม คนคนนั้นคือ สืบ นาคะเสถียร การจากไปของพี่สืบทำให้สังคมไทยตื่นตัว ปัญหานี้ได้รับความสนใจทันที และสิ่งที่มาสร้างแรงกระเพื่อมให้ผู้คนยิ่งรู้สึกสะเทือนไปถึงหัวใจ คือกลอนของคุณจีรนันท์ พิตรปรีชา ที่เขียนถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น กลอนที่เราอ่านแล้วร้องไห้ นั่นคือหนึ่งในรูปแบบของสตอรี่ที่ถูกบอกเล่า

เราทำรายการ รอบโลกฯ ทุกเรื่องราวมาจากที่แสนไกล แต่ทำไมคนไทยดูแล้วมีอารมณ์ร่วม เราเจ็บปวดที่เห็นแพทย์ต้องเลือกรักษาเฉพาะผู้ติดเชื้อ COVID-19 ที่มีโอกาสรอด เหล่านี้คือสตอรี่ที่เชื่อมโยงคนเข้าหากัน

วินสตัน เชอร์ชิล (Winston Churchill) พาอังกฤษออกจาก Darkest Hour ได้เพราะสตอรี่ในคำพูดไม่กี่คำ

มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ (Martin Luther King Jr.) นำการเปลี่ยนแปลงมาสู่สังคมอเมริกาได้ เพราะความทรงพลังของเมสเสจ (Message)

สตอรี่จะเป็นอะไรก็ได้ จะเป็นบทกลอน บทความ ภาพยนตร์ ละคร ได้หมด แม้กระทั่งจะขายแตงโม คุณก็ต้องมีสตอรี่ วันก่อนเราเข้าไปดูในเฟซบุ๊กกรุ๊ปจุฬาฯ มาร์เก็ตเพลส เฮ้ย! ครัวซองต์สองหมื่นชั่วโมง ปกติไม่ซื้อของออนไลน์ แต่อันนี้ต้องทักไปขอซื้อเลย เพราะสตอรี่มันโดน (ยิ้ม)

คุณมีความรู้เรื่องประวัติศาสตร์เยอะเลย การเป็นนักข่าวจำเป็นต้องรู้เรื่องประวัติศาสตร์ไหม

แน่นอนว่านักข่าวควรมีความรู้ในสิ่งที่ตัวเองสนใจ แต่มันต้องไม่เฉพาะแค่ในวันนี้ แต่ต้องย้อนกลับไปในอดีตด้วย เพราะประวัติศาสตร์มีคุณค่ามากกว่าแค่บันทึก แต่มันเป็นบทเรียน

มันสำคัญมากที่นักข่าวจะต้องรู้เรื่องราวในอดีตพอๆ กับเรื่องปัจจุบัน เพราะทุกเรื่องมีบริบท มีที่มาที่ไป มีเหตุและผล อย่างเหตุการณ์ทางการเมืองต่างๆ ที่เกิดขึ้นวันนี้ ไม่ใช่แค่เพราะเหตุการณ์เมื่อวาน เมื่อเดือนที่แล้ว แต่มันคือผลของสิ่งที่เกิดขึ้นต่อเนื่องมาเป็นสิบเป็นร้อยปี

มีหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ We Wish To Inform You That Tomorrow Will Be Killed With Our Family เกี่ยวกับเหตุการณ์สังหารหมู่ประชาชนกว่าหนึ่งล้านคนในประเทศรวันดาช่วง ค.ศ. 1994 อ่านแล้วน้ำตาไหลเป็นวรรคเป็นเวร เราถึงกับเขียนจดหมายไปหานักเขียนที่นิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา และตัดสินใจไปทำสารคดีข่าวเรื่องนี้ที่ประเทศรวันดา

เราชอบอ่านประวัติศาสตร์ผ่านอัตชีวประวัติของบุคคลที่น่าสนใจ มันไม่วิชาการเกินไป และได้เข้าใจบริบทสิ่งที่เกิดขึ้นในหลายแง่มุมด้วย

แสดงว่าคุณเป็นคนอ่านหนังสือเยอะ

(ยิ้ม) เราอาจจะอ่านน้อยกว่าพี่หนุ่ม (โตมร ศุขปรีชา) และนักคิดอีกหลายๆ คน แต่เราก็พยายามอ่านหนังสืออยู่เสมอ เพราะหนึ่ง มันทำให้เรามีความรู้ เข้าใจโลก ได้รับแรงบันดาลใจ และสอง ในยามที่เราถูกโบยตี ปั่นป่วน ด้วยชีวิตที่ต้องแบกรับอะไรหลายๆ อย่าง การอ่านหนังสือคือมุมที่ทำให้เราสงบขึ้น

ผลผลิตจากประสบการณ์ทั้งชีวิตของ กรุณา บัวคำศรี นักข่าวสารคดีผู้เดินทางไปรอบโลก
ผลผลิตจากประสบการณ์ทั้งชีวิตของ กรุณา บัวคำศรี นักข่าวสารคดีผู้เดินทางไปรอบโลก

ทำไมเด็กอักษรศาสตร์อย่างคุณถึงเลือกเรียนปริญญาโทด้านสิ่งแวดล้อม

สมัยเรียนปริญญาตรี พี่ชาย (ธารา บัวคำศรี ปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ Greenpeace ประเทศไทย) เป็นคนที่สนใจเรื่องสิ่งแวดล้อม เขาก็จะมีกลุ่มเพื่อนที่ไปทำกิจกรรมรณรงค์เรื่องป่าไม้ด้วยกัน เวลาเราไปหาพี่ชาย เลยได้รู้จักเพื่อนๆ ในแวดวงของเขาไปด้วย อย่างพี่สืบ เราก็รู้จักผ่านพี่ชาย

แต่ก่อนคนไทยไม่ค่อยให้ความสนใจปัญหานี้เท่าไหร่ จะมีก็แค่กลุ่มคนเล็กๆ อย่างกลุ่มของพี่ชายเราที่ทำงานด้านนี้อยู่ เราจำได้ว่าทันทีที่พี่สืบเสียชีวิต สังคมไทยตื่นและหันมาพูดเรื่องนี้ ประกอบกับตอนนั้น การเมืองบ้านเราก็กำลังมีพัฒนาการ เป็นช่วงเปลี่ยนผ่านจากรัฐประหารมาสู่การเลือกตั้ง คนมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น กล้าพูดเรื่องเชิงนโยบาย ประเด็นสิ่งแวดล้อมจึงได้รับการพูดถึงมาก แม้จะขรุขระ แต่หลายคนก็มองว่าสิ่งเหล่งนี้เป็นสัญญาณแห่งการเบ่งบานของประชาธิปไตย

แต่เราไม่ได้ทำแค่เรื่องสิ่งแวดล้อมอย่างเดียว ช่วงนั้นเราทำกิจกรรมร่วมกับพี่ๆ มหาวิทยาลัยอื่นด้วย อย่างรณรงค์เรื่องรัฐธรรมนูญปี 40 การเป็นส่วนหนึ่งของการเคลื่อนไหวของนิสิตนักศึกษา ที่ทำให้เราได้เห็นและเข้าใจโครงสร้างการเมืองไทยในช่วงนั้น รวมถึงรู้จักคนในวงการการเมืองสมัยนั้นหลายคน

พอเข้าใจการเมืองมากขึ้น ก็เห็นปัญหาโครงสร้างที่ทับซ้อนกันมากมาย สำหรับเรา ปัญหาสิ่งแวดล้อมไม่ใช่แค่เรื่องพื้นที่สีเขียวหรือการปลูกต้นไม้ แต่มันคือการเพิ่มโอกาสที่เท่าเทียมให้มนุษย์ ถ้าจะแก้ปัญหานี้ให้ยั่งยืน มันต้องทำในเชิงนโยบาย ทำให้ตัดสินใจไปเรียนปริญญาโทสาขานโยบายสิ่งแวดล้อม

คุณเคยทำงานให้สำนักข่าวต่างประเทศมาก่อน ทั้งที่คุณไปได้ไกลในระดับอินเตอร์ ทำไมถึงเลือกกลับมาทำงานที่เมืองไทย

ตอนทำงานอยู่ ABC ซึ่งเป็นสำนักข่าวของประเทศออสเตรเลียเมื่อยี่สิบปีก่อน เราเป็นส่วนหนึ่งของทีม ทำสารคดีและอีกหลายๆ อย่างที่อยากทำนั่นแหละ แต่เพราะงานสำนักข่าวต่างประเทศ ผู้ชมไม่ใช่คนไทย พอทำไปถึงจุดหนึ่ง เรารู้สึกว่าอยากทำข่าวในเมืองไทยให้คนไทยได้ดู อาจเพราะพื้นฐานการเป็นเด็กกิจกรรม ที่สมัยเรียนมหาวิทยาลัยเราออกมาร่วมเคลื่อนไหวในฐานะสโมสรนิสิตจุฬาฯ ของเราด้วยมั้ง ที่ทำให้รู้สึกอยากทำอะไรที่สร้างอิมแพ็กในประเทศ

เพราะสำหรับเรา งานไม่ใช่แค่เรื่องหาเงินเพื่อมาดำรงชีวิตอย่างเดียว เราทำงานเพราะอยากมีส่วนร่วมในการเปลี่ยนแปลงหรือสร้างอะไรบางอย่างให้เกิดขึ้นในสังคมด้วย

เข้าใจว่าคนยิ่งอายุเยอะขึ้นจะยิ่งอยากสบาย ทำไมเมื่อ 4 ปีที่แล้ว ถึงเลือกลาออกจากการเป็นผู้ประกาศข่าวในสตูดิโอ มาตะลุยโลกอีกครั้งในวัยเลข 4

ไม่ใช่นะ (หัวเราะ) ยิ่งอายุมากขึ้น ยิ่งต้องทำงานที่มีความสุขมากขึ้นต่างหาก การขุดตัวเองออกจากเตียงเพื่อไปแต่งหน้าอ่านข่าว สำหรับเราเหนื่อยกว่าการแพ็กของ เดินทางตะลอนๆ โดยไม่ได้หลับได้นอนเสียอีก บางครั้งมันอยู่ที่เราอยากทำอะไร ถ้าคุณไม่อยากทำ ต่อให้ไปนั่งเฉยๆ ยังเหนื่อยเลย

ช่วงที่เกิดสึนามิ เรามีโอกาสได้ทำงานกับ แดน ราเธอร์ (Dan Rather) นักข่าวชื่อดังของ CBS สถานีข่าวจากประเทศสหรัฐอเมริกา ตอนนั้นทีมข่าวใหญ่ๆ ทั่วโลกมากันหมด หลังจากลงไปทำข่าวที่จังหวัดภูเก็ต เราและแดนก็บินจากอู่ตะเภาไปอาเจะ ประเทศอินโดนีเซีย อีกหนึ่งพื้นที่ที่โดนคลื่นยักษ์ซัดสร้างความเสียหายรุนแรง

เมื่อไปถึงก็ไปลงเรืออับราฮัม ลินคอร์นของกองทัพสหรัฐฯ ที่มาลอยลำอยู่เพื่อช่วยเหลือ โดยแดนนั่งเฮลิคอปเตอร์ต่อไปยังอาเจะ ส่วนเรารออยู่บนเรือ 

รู้ไหมว่าตอนแดนปีนขึ้นเฮลิปคอปเตอร์วันนั้น เขาน่าจะอายุเกือบแปดสิบปีแล้ว เรานั่งมองแล้วเผลออุทาน “What the…” พอกลับจากพื้นที่ เขาก็มาทำรายการสดต่อ เราอ้าปากค้างอีก เพราะการรายงานข่าวของเขา So Natural และ So Professional มาก

นักข่าวระดับนี้ที่ยังออกภาคสนามอยู่ เพราะมันคือจิตวิญญาณและเป็นสิ่งที่เขารัก

ก่อนกลับ เขาถามเราว่า “ความฝันของยูคืออะไร” เราก็ตอบไปว่าอยากเป็นอย่างเขา “Don’t stop dreaming.” เขาบอกเราแบบนั้น

ผลผลิตจากประสบการณ์ทั้งชีวิตของ กรุณา บัวคำศรี นักข่าวสารคดีผู้เดินทางไปรอบโลก

ทุกวันนี้ถือว่าความฝันของคุณได้รับการเติมเต็มหรือยัง

ชีวิตคนเราไม่มีคำว่าถูกเติมจนเต็ม เคยคิดว่าถ้าเข้าอักษรศาสตร์ จุฬาฯ ได้ ชีวิตฉันจะแฮปปี้ตลอดกาล แล้วก็พบว่ามันไม่จริง เพราะพอเรียนจบออกมาแล้วมันก็ต้องไปต่อ เคยอยากไปเรียนต่อเมืองนอกมาก ดั้นด้นขอทุนจนได้ไปเรียนที่ประเทศอังกฤษ สุดท้ายเรียนจบกลับมาก็ต้องไปต่อ ทุกครั้งที่เราอยากทำอะไรมากๆ พอทำสำเร็จไปถึงจุดหนึ่ง เราจะต้องหาภูเขาลูกใหม่ปีนอีก สันดานเราเป็นแบบนั้น (หัวเราะ)

เรายังมีอะไรอีกมากมายที่ยังไม่ได้ทำ และอยากลงมือทำให้สำเร็จในวันหนึ่ง แต่ก็ต้องค่อยเป็นค่อยไป เพราะทุกวันนี้บริบทต่างๆ เปลี่ยนไป อะไรๆ ก็ไม่ได้ง่ายเหมือนแต่ก่อน สรุปคือยังไม่หมดฝัน ยังไม่หมดไฟง่ายๆ

คนส่วนใหญ่ต้องหยุดงานไปเดินทาง คุณที่ทำงานด้วยการเดินทางอยู่แล้ว ทำอะไรในวันหยุด

อยู่บ้าน เล่นกับหมา (ยิ้ม) เพอร์เฟกต์เดย์ของเราคือวันที่ไม่มีอะไรค้างในหัว ได้นอนหลับสนิท ตื่นมาดริปกาแฟ นั่งริมบ่อปลา ฟังเสียงน้ำ โห โรแมนติกมาก เราชอบเดินไปซื้อลาเต้เย็นที่ร้านแถวบ้าน จากนั้นไปนั่งอ่านหนังสือที่สวนสาธารณะ ตอนเย็นนั่งดูทีวีกับสามี วันว่างที่เพอร์เฟกต์ของเราคือวันแบบนี้

ผลผลิตจากประสบการณ์ทั้งชีวิตของ กรุณา บัวคำศรี นักข่าวสารคดีผู้เดินทางไปรอบโลก

Writer

Avatar

มิ่งขวัญ รัตนคช

อดีต Urban Designer ผู้รักการเดินทางสำรวจโลกกว้าง สนใจงานออกแบบเชิงพฤติกรรมมนุษย์ และยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ เชื่อว่าทุกการเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นจากน้ำหยดเล็กที่ไหลมารวมกัน

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

1 กุมภาพันธ์ 2566
2 K

“รางวัลกินรีทอง มหาชน ครั้งที่ 8 สาขาอนุรักษ์การแสดงศิลปะพื้นบ้าน ได้แก่…”

ในฮอล์ที่กระหึ่มไปด้วยเสียงเฮฮา จู่ ๆ ก็เงียบดุจดั่งป่าช้า เสมือนรอคอยแสงอาทิตย์สาดส่องให้พื้นที่นี้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง จนกระทั่งทราบว่า รางวัลนี้ตกเป็นของ คลังพลอย ไวยพัฒน์ จากหมอลำเสียงวิหค พ่อยกแม่ยกหมอลำชาวที่ราบสูงหลาย ๆ ท่านคงต้องทำหน้าฉงนสงสัย ว่าเด็กสาวที่ได้รับรางวัลนี้คือใครกันหนอ

แต่พอได้ทราบว่านั่นคือชื่อเสียงเรียงนามที่แท้จริงของ ยูกิ เพ็ญผกา จากใบหน้าที่ฉงนสงสัยก็แปรเปลี่ยนเป็นร้องอ๋อกันทันใด

ยูกิ เพ็ญผกา หมอลำลูกครึ่งญี่ปุ่น-อีสาน กับบทบาทนางเอกคณะที่เริ่มต้นในวัย 13 ปี

ก่อนเริ่มพูดคุยกัน ภาพของสาวชาวอำเภอคอนสวรรค์ จังหวัดชัยภูมิ นางเอกหมอลำในวัยเพียง 15 ปี ได้ปรากฏขึ้นมายังจอคอมพิวเตอร์ ภาพลักษณ์ของสาวน้อยแลดูอ่อนน้อม เหนียมอาย ไร้เดียงสา ช่างแตกต่างจากตอนเธอสวมหัวโขนเป็นนางเอกหมอลำที่พกความมั่นใจและพลังเกินร้อยอย่างสิ้นเชิง

ตอนนี้เรากำลังพูดคุยกับ ‘ยูกิ คลังพลอย’ ไม่ใช่ ‘ยูกิ เพ็ญผกา’ ที่เราและหลาย ๆ ท่านคุ้นเคย

ออกจะเป็นเรื่องแปลกที่นักแสดงหมอลำมีชื่อเล่นเหมือนการ์ตูนอนิเมะ ทั้งที่ปากยังเว้าภาษาอีสานแจ๋ว ๆ ยูกิย้ำว่านี่คือชื่อที่มารดาตั้งให้ เนื่องจากเลือดครึ่งหนึ่งในกายเธอสืบมาจากแดนอาทิตย์อุทัย

“ชื่อ ยูกิ เป็นชื่อตั้งแต่เกิด คุณแม่เป็นคนตั้งให้ค่ะ หนูเป็นลูกครึ่งญี่ปุ่น คุณแม่เป็นคนอีสาน คุณพ่อเป็นคนญี่ปุ่น” เธอตอบคำถามที่หลายคนคาใจ

“ยูกิ (雪) แปลว่า หิมะ ค่ะ” เด็กสาวกล่าวเสริมเผื่อคนที่ไม่มีความรู้ด้านภาษาข้างพ่อเธอ

13 เมษายน พ.ศ. 2550 คือวันที่เด็กหญิงคลังพลอยหรือยูกิลืมตาดูโลก เธอเติบโตมาภายใต้การเลี้ยงดูของคุณแม่และพ่อเลี้ยงแสนดี ห้อมล้อมด้วยกลิ่นอายของวัฒนธรรมลุ่มแม่น้ำโขง ยูกิค้นพบว่าเสียงเพลงคือของขวัญจากฟากฟ้าที่ประทานความสุขสำราญให้กับเธอมาแต่เล็กแต่น้อย เธอจึงหลงใหลในเสียงเพลงและดนตรีนานาชนิด ทั้งเพลงสมัยใหม่และสมัยเก่า

“หนูชอบร้องเพลงมากค่ะ ร้องมาตั้งแต่ 3 ขวบได้ เพลงที่ร้องตอนนั้นก็เป็นเพลงลูกทุ่ง ยังไม่ใช่เพลงหมอลำ เพลงแรกที่ร้องคือเพลง นักร้องบ้านนอก ค่ะ” สาวลูกครึ่งเผยงานอดิเรกของตนด้วยยิ้มพิมพ์ใจ 

ยูกิ เพ็ญผกา หมอลำลูกครึ่งญี่ปุ่น-อีสาน กับบทบาทนางเอกคณะที่เริ่มต้นในวัย 13 ปี

“นอกจากเพลงลูกทุ่งแล้ว หนูชอบฟังพวกเพลงสตริง เพลงแร็ป เพลง K-POP ด้วย พี่ลิซ่า BLACKPINK หนูก็ชอบ ชอบมาก ๆ ค่ะ”

อย่างไรก็ดี ความชอบทั้งหมดทั้งมวลนี้ยังเป็นรองดนตรีหมอลำ

พจนานุกรมภาษาถิ่นไทยอีสานแจงรากศัพท์ของหมอลำออกเป็น 2 คำ ได้แก่ ‘หมอ’ ที่หมายถึงผู้มีความชำนาญ กับ ‘ลำ’ ที่แปลว่าการบรรยายเรื่องราวต่าง ๆ ด้วยทำนองอันไพเราะ ‘หมอลำ’ จึงเป็นคำประสมที่แปลเป็นภาษาไทยกลางได้ว่า ผู้ชำนาญด้านการขับทำนองเล่าเรื่อง

เพลงหมอลำเป็นประเพณีการละเล่นที่แพร่หลายไปทั้ง 2 ฝั่งโขง จะประเทศลาวหรือภาคอีสานของไทย งานวัดงานบุญของ 2 แผ่นดินนี้ไม่เคยขาดเสียงแคนและคำร้องที่มีต้นแบบมาจากเพลงลูกทุ่ง ความแพร่หลายของหมอลำนำไปสู่การพัฒนาต่อยอดเป็นหมอลำสารพัดชนิด

“หมอลำจะมีหลายประเภทค่ะ เช่น หมอลำซิ่ง หมอลำกลอน หมอลำหมู่ ฯลฯ แตกต่างกันออกไปในบางสาขาอาชีพ แต่ที่หนูลำอยู่ทุกมื้อนี้เป็นหมอลำหมู่ ลำเรื่องต่อกลอนทำนองขอนแก่นค่ะ”

นี่คือหมอลำชนิดที่กำเนิดใหม่เมื่อหลายสิบปีก่อน เป็นรูปแบบหมอลำที่เติบโตมาจากการผสมผสานระหว่างหมอลำพื้นกับลิเกของภาคกลาง เห็นได้จากชุดผู้แสดงที่รับมาจากลิเกเต็ม ๆ กับการร้องแบบหมอลำพื้น ร้องรำกันเป็นหมู่คณะ แต่ละคนสวมบทบาทเป็นตัวละครแนวจักร ๆ วงศ์ ๆ เช่น พระราชา เจ้าหญิง ฤๅษี เทวดา ผีสาง เรื่องที่ใช้ลำโดยมากอ้างอิงจากนิทานชาดกท้องถิ่นของภาคอีสาน ใจความของเรื่องที่ใช้แสดงคือการมุ่งสอนให้รู้จักบาปบุญคุณโทษ

แต่หมอลำหมู่ในยุคนี้ได้ปรับปรุงรูปแบบการแสดงให้ถูกจริตคนยุคใหม่ การแสดงของยูกิจึงมีมากกว่าหมอลำตามแบบฉบับดั้งเดิมที่ทุกคนคุ้นเคย

ยูกิ เพ็ญผกา หมอลำลูกครึ่งญี่ปุ่น-อีสาน กับบทบาทนางเอกคณะที่เริ่มต้นในวัย 13 ปี

“จะมีช่วงคอนเสิร์ต ก็ร้องเพลงตลาดทั่วไป เพลงอินดี้ เพลงหมอลำ ร้องสลับกันไป พอตกดึกก็ลำเรื่องต่อกลอน เป็นคล้าย ๆ ลิเก แต่ว่าเป็นภาษาอีสาน คนละทำนองกัน แล้วก็มีแสดงละครเข้าถึงบทบาทกันบ้าง” เธอเริ่มใช้ภาษาบ้านเกิดเมื่อบรรยากาศการพูดคุยอบอวลไปด้วยความสนุกสนาน

เมื่อพิจารณาอายุของยูกิ อาจคิดว่าเส้นทางหมอลำของเธอเพิ่งเริ่มต้นขึ้น แต่ถ้าย้อนกลับไปจริง ๆ แล้ว บนถนนเส้นนี้ได้เริ่มต้นมาตั้งแต่เธอยังเป็นวัยรุ่นฟันน้ำนม เรียนอยู่ชั้น ป.2 โน่นแล้ว

“ตอนเด็ก ๆ คุณพ่อคุณแม่พาเบิ่งหมอลำ ส่วนใหญ่ดูหมอลำซิ่ง ตอนนั้นหนูดูในคลิปอยู่เลยค่ะ ยังไม่ได้ไปดูหน้างาน พอโตขึ้นก็มีโอกาสได้ไปหน้างาน เห็นพี่เขาแต่งตัวสวย มีคนดูเยอะ อยากแต่งตัว อยากเป็นแบบพี่เขาบ้าง” แววตาเป็นประกายถูกส่งทอดจากหน้าจอคอมพิวเตอร์สี่เหลี่ยมเล็ก ๆ ทำให้เหมือนย้อนเห็นภาพเด็กหญิงอายุไม่เกิน 10 ปีที่มีแววตาเต็มไปด้วยความฝัน

“หนูมีไอดอลคือ พี่แอน อรดี แล้วก็ พี่ใหม่ พัชรี ค่ะ หนูชอบดูพวกพี่เขามาก ดูคลิปตลอด ดูทั้งวันเลยค่ะ” ยูกิบอกด้วยสีหน้าภาคภูมิใจ

“หลังจากตอนนั้นก็ได้ไปบอกคุณพ่อคุณแม่ว่าอยากเป็นหมอลำ เลยหาประสบการณ์ด้วยการประกวดร้องเพลงไปเรื่อย ๆ ก่อน จุดเปลี่ยนอยู่ที่เขาพาหนูขึ้นรถแห่ ไปร้องเพลงอยู่บนรถแห่ตอนอายุ 10 ปี ตอนนั้นไปที่อำเภอภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ พ่อกับแม่ค่อยมาตัดสินใจว่าจะพาขึ้นวงหมอลำจริง ๆ เลยมาเป็นหมอลำหมู่ค่ะ” เธอจูงมือพาเราหวนคืนยังอดีตที่เป็นจุดเริ่มต้นในการเดินตามความฝันของเธอ

ยูกิ เพ็ญผกา หมอลำลูกครึ่งญี่ปุ่น-อีสาน กับบทบาทนางเอกคณะที่เริ่มต้นในวัย 13 ปี

เรียกว่าหมอลำเสียงวิหคกับยูกิเติบโตมาด้วยกันคงจะได้ เพราะวันที่คุณพ่อและคุณแม่ของเธอพาไปสมัคร หมอลำเสียงวิหคก็เพิ่งเปิดใหม่ได้ปีแรก

“ตอนคุณพ่อคุณแม่พาไปสมัคร ตอนนั้นคณะเขาเพิ่งเปิดใหม่ปีแรก หนูอายุ 11 จะเข้า 12 ขวบ ตอนนั้นเราแสดงเป็นตัวลูก ยังไม่ได้เป็นนางเอก”

หมอลำรุ่นเยาว์เล่าความรู้สึกวันแรกบนเวทีซึ่งเธอยังจำได้ไม่มีเลือน

“ตอนนั้นไปแสดงที่วัดสีชมพู กรุงเทพฯ ความรู้สึกของการเป็นคนดูกับคนที่ได้ขึ้นแสดงมันต่างกันมาก ๆ เลยนะคะ ตอนดูหน้าเวทีเหมือนเราไปนั่งดูผลงานเขาเฉย ๆ แต่ตอนนี้เราเป็นผู้สร้างผลงานให้ผู้ชมหน้าเวทีดู ตอนแรกก็กดดัน แต่ตอนนี้เริ่มชินแล้วค่ะ”

เพราะคณะหมอลำเสียงวิหค ยูกิ เพ็ญผกา จึงมีตัวตนขึ้นมาท่ามกลางเสียงแคน

“ชื่อ ยูกิ เพ็ญผกา หัวหน้าวงเป็นคนตั้งให้ค่ะ เป็นชื่อที่ใช้ในวงการ หนูว่ามันเพราะดี”

จากสเต็ปการเติบโตของกันและกัน คณะกับนักแสดง ยูกิเข้ามารับบทบาทในฐานะนักแสดงสมทบ ฝึกร้องเพลง ฝึกการแสดง และศึกษาสิ่งที่เกี่ยวกับหมอลำในทุก ๆ วัน

“ท่าทางไม่ยาก เรื่องร้องยากกว่าค่ะ ร้องหมอลำยากกว่าร้องเพลงลูกทุ่งด้วย เพราะเพลงหมอลำจะมีเกริ่น หัวเพลงจะเป็นการเกริ่น แล้วก็จะเป็นทำนองรำซึ่งจะแตกต่างกันออกไป แล้วช่วงถัดมาจะเป็นเพลงธรรมดาเลยค่ะ เป็นทำนองที่แล้วแต่อาจารย์นักแต่งเพลงจะแต่งไป จะมีช่วงรำสลับกันกับท่อนร้อง ส่วนท่อนลงก็จะมีลูกเอื้อนนิดหน่อย ผสมกันไปจนจบเพลง

ยูกิ เพ็ญผกา หมอลำลูกครึ่งญี่ปุ่น-อีสาน กับบทบาทนางเอกคณะที่เริ่มต้นในวัย 13 ปี

“หนูก็ฝึกร้องเพลงอยู่เรื่อย ๆ ร้องเพลงทุกวัน ฝึกการแสดง ดูอะไรหลาย ๆ อย่างที่เกี่ยวกับหมอลำ เวลาซ้อมต้องมาซ้อมเองที่บ้าน ให้คุณพ่อ (พ่อเลี้ยง) ซ้อมให้ เพราะคุณพ่อร้องได้ค่ะ”

ครั้นแล้ววันหนึ่ง โอกาสพลิกชีวิตก็ล่องลอยมาหาเมื่อเธอมีอายุได้ 13 ปี

“หัวหน้าคณะเขามาบอกคุณแม่ค่ะว่าจะให้น้องมาเป็นนางเอก แต่น้องต้องลดหุ่น เพราะตอนนั้นหนูอ้วนอวบ ตัวกลมเลย” กว่ายูกิจะก้าวขึ้นมาเป็นนางเอก ไม่ได้มาด้วยโชคช่วย แต่เป็นความพยายาม มุ่งมั่น พัฒนาทั้งการร้องและภาพลักษณ์ 

“หนูใช้เวลา 2 เดือน ลดน้ำหนักไปเกือบ 10 กิโลกรัม ออกกำลังกาย งดอาหารเย็น บวกกับลดปริมาณอาหาร จากที่เคยกินของหวาน น้ำหวาน ช่วงนั้นหนูก็งดไปเลยค่ะ”

ในวัย 13 ปี เด็กผู้หญิงส่วนใหญ่น่าจะยังดิ้นรนกับชีวิตใหม่ในชั้นมัธยมศึกษา แต่เด็กหญิงยูกิกลับต้องเผชิญความกดดันเพิ่มจากภาระการเรียน นั่นคือการเดินสายออกแสดงไปทั่วภูธร

“หมอลำจะมีงานแสดงตามงานวัดหรืองานอื่น ๆ ที่เจ้าภาพจ้างไป เช่น งานทำบุญบ้านใหม่ ไปภาคอื่นด้วย อย่างเวลาลงกรุงเทพฯ ก็จะมีผู้จัดเขาจ้างไปลง 3 – 4 วัน งานจะไม่ไกลกันมาก แต่กรุงเทพฯ เล่นได้ถึงเที่ยงคืน ปกติเล่นถึงสว่าง”

ในช่วงแรกที่เพชรเม็ดใหม่ในวงการเริ่มเฉิดฉาย ชื่อต้นของเธอเป็นสิ่งที่ดึงดูดความสนใจจากพ่อแก่แม่เฒ่าไม่น้อย หลายคนลุกลี้ลุกลนที่จะได้รู้จักนางเอกอายุ 13 ที่มีชื่อเป็นภาษาญี่ปุ่น

“การที่เป็นลูกครึ่งและอายุน้อย หนูว่าน่าจะมีส่วนให้มีชื่อเสียงนะคะ คนที่เขามาดูพอรู้ว่าชื่อยูกิ ก็สงสัยและตื่นเต้นด้วยค่ะ บางคนก็มีเข้ามาถาม เราก็อธิบายให้เขาฟังไปว่าเป็นลูกครึ่งญี่ปุ่น เลยชื่อยูกิ”

จากตัวสมทบ สู่ตัวหลักของการแสดงหมอลำ ความกดดัน ความตื่นเต้น เสียงติชม เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องพบเจอ

“วันแรกที่ได้ขึ้นเป็นนางเอก ตอนนั้นหนูไปเล่นอำเภอโนนสะอาด จังหวัดอุดรธานี เปิดวงปีที่ 2 ค่ะ ตอนนั้นรู้สึกกดดันมาก ๆ อยู่ในห้องแต่กับเสียงเพลงอย่างเดียวเลยค่ะ ซ้อมทั้งวัน กดดัน กลัวมันออกมาไม่ดีเลยซ้อม ๆ ตลอดเลยค่ะ” เธอยังจดจำเรื่องราวทุกรายละเอียดของวันนั้นได้เป็นอย่างดี

“พอแสดงเสร็จก็โล่งเลยค่ะ โล่งมาก ๆ ความรู้สึกตอนนั้นคือตื่นเต้นแล้วก็ดีใจ เหมือนมันตื้นตันใจอยู่ตลอดเวลาที่มีคนหน้าเวที แล้วก็ดีใจที่ตัวเองได้ขึ้นเป็นนางเอก คืนนั้นก็คือสั่นทั้งคืนเลยค่ะ”

เป็นธรรมดาของมือใหม่ที่ต้องประสบผลตอบรับทั้งแง่บวกแง่ลบ ยูกิได้เก็บคำวิจารณ์เหล่านั้นมาใช้ในการผลักดันตนเองให้มีพลังสู้ต่อ ชั่วเวลาไม่นานก็มีแม่ยกทยอยมาติดพันเธอ

“ก็มีทั้งคนชมแล้วก็คนตินะคะ ปน ๆ กันไป” ยูกิ เพ็ญผกา กล่าวยิ้ม ๆ “หนูก็จำทุกคำพูดของทุกคนที่มาหา เพราะหนูดีใจและปลื้มใจทุกครั้งที่มีคนมาให้กำลังใจ ประทับใจทุกคน ทุกคำพูดเลย”

ยูกิ เพ็ญผกา หมอลำลูกครึ่งญี่ปุ่น-อีสาน กับบทบาทนางเอกคณะที่เริ่มต้นในวัย 13 ปี

ภายในเวลาไม่กี่ปีที่ได้เลื่อนขั้นเป็นนางเอกประจำคณะ หมอลำสาวลูกครึ่งรายนี้ได้ตระเวนไปทั่วภาคอีสาน งานที่จังหวัดไหนเป็นอย่างไร เธอสาธยายได้เป็นฉาก ๆ

“ที่แสดงในอีสาน จะไปแถวอุดรธานี ขอนแก่น มหาสารคาม อุบลราชธานีเป็นส่วนมากค่ะ อีสานใต้ก็ไปบ่อยเหมือนกัน แต่ละงานก็จะเหมือน ๆ กัน จังหวัดที่คนดูเยอะก็มีที่นครพนม บึงกาฬ แล้วก็หลายจังหวัด น่าจะเยอะหลายที่เลยค่ะ แต่หนูก็จำได้ไม่หมด

“เดินทางบ่อย ๆ ก็เหนื่อยอยู่ค่ะ อย่างเวลามีงานติดต่อกันหลายงาน ก็มีเพลียบ้างนิดหนึ่ง”

เสียงไก่ขันมักใช้เป็นสัญญาณของการแจ้งว่าเช้าวันใหม่ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว แต่เหล่าหมอลำใช้เสียงนี้เป็นสัญญาณของการจบการแสดงของพวกเขา

“วันที่มีแสดง หลังจากเล่นจนสว่างของงานที่แล้วมา หนูจะขึ้นรถมาล้างหน้า เสร็จแล้วหนูก็กินข้าวและนอนบนรถค่ะ พอถึงหน้างานก็ลงไปอาบน้ำ แต่งหน้าเตรียมขึ้นแสดงค่ะ แสดงทั้งคืนเลยถึงสว่างอีกเหมือนเดิมค่ะ แล้วก็นอนบนรถอีกเหมือนเดิม” ชีวิตที่วนลูปของเธอถูกบรรยายเหมือนวงกลมที่ไม่มีวันจบสิ้น แต่เปี่ยมไปด้วยพลังไฟที่เธอสนุกไปกับมัน

ภาพสวยงามบนเวทีหมอลำเบื้องหลังต้องแลกมาด้วยความยากลำบาก เสื้อผ้าสวยงามที่สวมใส่ต้องคอยปกป้องไม่ให้เลอะโคลนดินที่ชื้นแฉะจากฝนที่โหมกระหน่ำ เวทีที่ตกแต่งสวยงาม ด้านหลังต้องเนรมิตให้กลายเป็นเหมือนบ้านเพื่ออยู่อาศัยตลอดคืน

“ชีวิตหมอลำ นอนกลางดิน กินกลางทราย ถ่ายกลางทุ่งนาค่ะ ไปหน้างานบางวันมีแต่ป่า ห้องน้ำไม่มีเลย ลำบากในการเดินทาง ในการใช้ชีวิตอยู่หลังเวที มีบ้างที่มีฝนตก ขึ้นเวทีก็ต้องตากฝนเล่น แต่ถ้าฝนตกหนักก็ต้องหยุด เพราะไม่งั้นฉากเวทีมันอาจจะล้มทับคน อันตรายมากค่ะ” เธอถ่ายทอดชีวิตของหมอลำอีกด้านหนึ่งที่ผู้คนส่วนใหญ่ไม่เคยรู้ “เวลานอนก็มีเต็นท์ที่กาง เป็นเต็นท์ส่วนตัว เต็นท์ใครเต็นท์มัน เอาผ้าสีฟ้า ๆ มาอ้อมเต็นท์ ปูเสื่อนอนกันในนั้น เหมือนเป็นบ้าน”

กาลเวลาผันเปลี่ยน ความคิด และความรู้สึกของผู้คนย่อมแปรเปลี่ยนตาม สิ่งที่เป็นศิลปะการแสดงพื้นบ้านของไทยกลับถูกคนไทยด้วยกันด้อยค่า มองเป็นของราคาถูก

เส้นทางชีวิต ยูกิ เพ็ญผกา ที่กังวานด้วยเสียงแคนของลูกอีสานเชื้อญี่ปุ่น ในวันที่เป็นนางเอกคณะหมอลำหมู่อายุน้อยสุดคนหนึ่งในไทย

“น่าจะมีช่วงหนึ่งที่มีดราม่าบ่อย ๆ ก็จะกดดันตัวเอง ชอบไปอ่านคอมเมนต์ที่เขาเมนต์มา เมนต์ดราม่า เมนต์ด่า แต่ช่วงหลัง ๆ ก็โฟกัสไปที่คนให้กำลังใจ พ่อกับแม่ก็จะคอยบอกว่าอย่าคิดมาก”

แม้จะมีอาชีพการงานที่หาเลี้ยงครอบครัวได้เป็นมั่นเหมาะ แต่ยูกิก็ยังไม่ทอดทิ้งการเรียนเฉกเช่นเยาวชนทุกคน เธอยังคงศึกษาด้านคอมพิวเตอร์ธุรกิจในวิทยาลัยอาชีวศึกษาที่จังหวัดบ้านเกิด

ถึงอย่างไร ความฝันของเธอก็ยังคงมีหมอลำเป็นที่หนึ่งในใจเสมอ

“อยากมีชื่อเสียงโด่งดังค่ะ อนาคตที่วางไว้ก็น่าจะเกี่ยวกับครู อยากสอนหมอลำ”

อนาคตนั้นทำท่าจะเฉียดใกล้ความจริงเข้าไปทุกที ด้วยความเป็นคนกล้าฝัน กล้าลงมือทำ ตั้งใจจริง และไม่ละเลยความอ่อนน้อมถ่อมตน ผู้ใหญ่ในแวดวงหมอลำเพลงลูกทุ่งหลายคนจึงพากันเอ็นดูยูกิ และหยิบยื่นโอกาสแสดงฝีมือให้เธอเนือง ๆ หนึ่งในนั้นคือเจ้าของสมญา ‘ราชินีลูกทุ่งหมอลำ’ จินตหรา พูนลาภ ที่ยูกิออกปากเรียก ‘แม่จิน’ ได้โดยสนิทใจ

เธอเชื่อว่าต่อไปภายภาคหน้า ศิลปะการแสดงที่เธอรักอาจเป็นที่สนอกสนใจมากขึ้น จากการที่สื่อสังคมออนไลน์อย่าง TikTok นิยมเอาคลิปหมอลำไปเผยแพร่กัน

“หนูบังคับความคิดของใครไม่ได้ บางคนไม่ชอบหมอลำ ก็ไม่ได้บังคับให้มาชอบหมอลำ หนูเองแค่อยากอนุรักษ์ อยากสืบสานศิลปะของคนอีสานไว้ ถ้าไม่มีใครสืบสาน มันก็จะหายไป แล้วหนูเองก็ชอบของหนู ใครไม่ชอบก็ไม่เป็นไร” ความคิดที่ดูโตเกินวัยและแรงปราถนาอันแรงกล้าเปล่งออกมาจากสาวลูกครึ่งไทย-ญี่ปุ่นจากเมืองชัยภูมิคนนี้

“อยากฝากสำหรับคนที่ยังไม่รู้จักพวกเรานะคะ หมอลำเสียงวิหคถือว่าเป็นหมอลำน้องใหม่ของวงการหมอลำ เพิ่งตั้งมาได้ 3 ปี อาจจะผิดพลาดบ้าง อยากให้ทุกคนได้ลองมาดู ลองเปิดใจ และมาสนุกร่วมกัน การแสดงรับรองว่าน่าจะม่วน ติดตามคิวงานได้ที่เพจหมอลำเสียงวิหค มีอัปเดตทุก ๆ เดือน ใครไปดูหน้างานไม่ได้ก็มีไลฟ์ออนไลน์อยู่ตลอดค่ะ” นางเอกหมอลำหน้าละอ่อนเชิญชวนทิ้งท้าย

ความพยายามตลอดเส้นทางหมอลำของยูกิ จากจุดเริ่มต้นมันช่างยาวไกล ในระหว่างการเดินทางอาจเจอลูกรัง ดินทรุด การจราจรติดขัดบ้าง แต่ทุกอย่างเป็นเหมือนบทเรียนที่ทำให้เธอกลายเป็นคนที่แข็งแกร่งมากขึ้น และถนนที่มีชื่อว่าหมอลำเส้นนี้คงมีความยาวอีกไกลแสนไกล ให้เธอได้โลดแล่นไปอีกนานแสนนาน

เส้นทางชีวิต ยูกิ เพ็ญผกา ที่กังวานด้วยเสียงแคนของลูกอีสานเชื้อญี่ปุ่น ในวันที่เป็นนางเอกคณะหมอลำหมู่อายุน้อยสุดคนหนึ่งในไทย

Writers

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

ชอบอ่านเขียนตั้งแต่จำความได้ สนใจวิชาสังคมศึกษาตั้งแต่จบอนุบาล ใฝ่รู้ประวัติศาสตร์ตั้งแต่อยู่ประถม หัดแต่งนวนิยายตั้งแต่เรียนมัธยม เขียนงานสารพัดด้วยนามปากกา “แพทริก เหล่า” ตั้งแต่เข้ามหา’ลัย

Avatar

ธนกร จตุรงค์ชัยสถิต

นัก(เรียน)วิทยาศาสตร์ ที่อยากเป็น นักวิจัยการเล่าเรื่อง แต่ตอนนี้เป็นเป็ดที่อยากบินให้สูงเหมือนนก อยากตัวใหญ่ให้เหมือนห่าน

Photographer

Avatar

ทศพล คามะดา

เรียนจบมหาลัย ปี 2555 ทำอาชีพช่างภาพ มาเรื่อยๆ จนถึงปัจจุบัน เป็นคนอารมณ์ดี ชอบเลี้ยงแมวไว้ 2 ตัว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load