ต้นพลับที่กลับมาออกดอกผลัดใบอีกครั้งหลังถูกฤดูหนาวลักพาตัวไปกว่าสองเดือน มีนกบินมาหลบแก๊งเด็กๆ ที่ชอบมายิงนกเล่นตอนเย็นเป็นประจำ จักจั่นบินมาส่งเสียงตามต้นไม้มีใจความว่า ฤดูร้อนมาถึงแล้ว ให้เรากักเก็บน้ำไว้ใช้ยามแล้ง อากาศร้อนในตอนกลางวันยังชวนให้คิดถึงพื้นที่ชีวิตอย่างแม่น้ำ ที่รอให้เราไปเยี่ยมเสมอ

การเดินเท้าลงดอยของผู้เฒ่าปกาเกอะญอไปคัดค้านเหมืองแร่ให้เด็กๆ ได้มีผืนป่าเป็นห้องเรียนขนาดใหญ่

ห้องเรียนใหญ่ๆ ของเด็กตัวน้อยๆ

แอ มึ ชิ เป็นน้องสาวคนเล็กของครอบครัว วันนี้เธอติดตามพี่โบ้ แม่ และพ่อ ไปนาเหมือนเช่นเคย ที่นาซึ่งอยู่ไกลออกไปอีกหมู่บ้านหนึ่งกว่า 10 กิโลเมตร เราจึงต้องนั่งรถไปและเพื่อให้คุ้มค่าน้ำมันรถที่สุด การบรรทุกขี้ควายให้เต็มจึงเกิดขึ้น หลังเก็บเกี่ยวเมื่อปีที่แล้ว พ่อของแอ มึ ชิ ตกลงแลกเปลี่ยนฟางข้าวกับขี้ควายของเพื่อนบ้าน วันนี้ได้เวลามาขนขี้ควายแห้งไปเทที่นา หลานสาวตัวเล็กช่วยถือปากกระสอบที่แม่คอยตักขี้ควายแห้งใส่ ส่วนโบ้กับพ่อคอยมัดปากถุงและขนกระสอบปุ๋ยคอกขึ้นรถจนเต็ม แดดร้อนเหงื่อไหลเป็นทาง แต่เด็กๆ ไม่บ่นให้ได้ยินสักคำ

ได้เวลาล้อหมุน เราออกเดินทางต่อ โครงการถนนคอนกรีตสายห้วยยาว โป่งน้อย ถูกระงับอย่างงุนงง ทั้งๆ ที่เดินหน้าไปแล้วกว่า 20 เปอร์เซ็นต์ หน้าฝนทางคงลื่นและลำบากต่อการสัญจรแน่นอน โดยเฉพาะช่วงขึ้นเขา ฝุ่นคลุ้งกำลังดี ใครที่ขับขี่มอเตอร์ไซค์ตามหลังรถยนต์คงมีหวังถูกสีฝุ่นละเลงทั่วทั้งตัว เหมือนต้นไม้ข้างทางที่กลายเป็นต้นไม้สองสี ฟากหนึ่งสีส้มๆ อีกฟากหนึ่งสีน้ำตาล เราใช้เวลาเดินทางไม่นานก็ถึงที่หมาย ขี้ควายในกระสอบได้รับการปลดปล่อยเป็นอิสระลงดิน

พูดถึงขี้ควายแล้วก็อดนึกถึงเจ้าของผู้ผลิตปุ๋ยคอกสี่ขาไม่ได้ ในยุคเมื่อครั้งข้าวยากหมากแพง มีเทวดาบนสวรรค์รู้สึกสงสารมนุษย์ จึงได้รับคำสั่งให้ควายของเขานำพรไปให้มนุษย์บนโลก 

“เจ้าไปบอกพวกมนุษย์นะว่าเราขอมอบพรกับพวกเขาหนึ่งข้อ จงไปบอกพวกเขาว่าในหนึ่งสัปดาห์ ให้พวกเขากินข้าวเพียงมื้อเดียวพอ เพราะพวกเขาจะอิ่มไปตลอดถึงเจ็ดวัน พวกเขาจะได้ไม่ต้องทำงานหนัก” เจ้าควายรับทราบและรีบไปหามนุษย์ทันที

“สหายของข้า จงฟังให้ดีนะ นี่คือพรจากเทวดาบนสวรรค์ ท่านฝากให้ข้ามาบอกกับพวกท่านว่า ในหนึ่งวันขอให้เจ้ากินข้าวเจ็ดมื้อ” หนึ่งในมนุษย์ตาดำๆ ที่คาดว่าจะเป็นท่านผู้นำแสดงอาการฉุนเฉียวออกมา ชี้นิ้วไปที่ควาย ”ข้าว่ามันต้องมีอะไรคลาดเคลื่อนแน่ๆ เราจะเอาอะไรมากินตั้งเจ็ดมื้อต่อวัน เศรษฐกิจยิ่งแย่อยู่”

“นั่นสินะ” เจ้าควายพูดกับตัวเองในใจ ว่าแล้วคาราบาวตัวเดิมรีบกลับไปหาเทวดาเพื่อสอบถามเทวดาให้แน่ใจ พอรายงานผลการปฏิบัติงานเท่านั้น เทวดาถึงกับโมโหไล่เจ้าควายลงไปบอกมนุษย์ใหม่อีกครั้ง แต่ผลก็เหมือนเดิม ที่ต่างจากตอนแรกเห็นจะเป็นตัวเลขที่ค่อยๆ ลดลงจาก 7 มื้อต่อวัน เหลือ 5 มื้อต่อวัน 

จนท้ายที่สุด มนุษย์ได้รับพรให้กินข้าววันละ 3 มื้อ พอเดินทางขึ้นลงระหว่างสวรรค์และโลกจนครบ 3 ครั้ง เทวดาจึงหมดความอดทน เทวดาได้เตะฟรีคิกเข้าไปที่หน้าของควายเต็มๆ จนฟันหน้าด้านบนของควายร่วงหมดทั้ง 8 ซี่ เหลือเพียงฟันกราม 12 ซี่และฟันล่างอีก 20 ซี่จวบจนปัจจุบัน และเพื่อให้เกิดความยุติธรรมกับมนุษย์อย่างสูงสุด เทวดายังสั่งให้ควายไปช่วยมนุษย์ทำงานตลอดชีวิตของมัน

ทุกวันนี้ควายส่วนใหญ่ที่พลิกผืนดินในสวน นา ไร่ สำหรับการเพาะปลูกได้กลายร่างเป็นควายเหล็กไปเกือบหมด ปล่อยให้ควายตัวเป็นๆ ตกงานกันเป็นแถว ได้แต่เดินเล็มหญ้า ทอดน่องไปมา อาบสปาโคลนอย่างสบายอุรา หรือไม่ก็วิ่งไล่ขวิดกันในสภาท้องทุ่งอย่างเพลิดเพลิน

นี่จึงเป็นที่มาว่าทำไมควายถึงไม่มีฟันหน้าด้านบน และทำไมเราถึงต้องกินข้าววันละ 3 มื้อ นี่ถ้าควายไม่สลับตัวเลขกับวันผิด เราคงกินข้าวแค่อาทิตย์ละมื้อ เราคงมีเวลาทำอะไรอย่างอื่นมากมาย ทรัพยากรบนโลกก็คงยังมีเหลือมากกว่าที่เป็นอยู่ แต่ทฤษฎีนี้ก็อาจไม่มีใครรับรองได้ เพราะนอกจากมนุษย์กินเยอะ ใช้เยอะแล้ว เรายังผลิตเยอะเกินจำเป็น จึงมีผลผลิตส่วนเกินที่ถูกทิ้งขว้างอย่างไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย

นิทานเรื่องควายเกือบจะยาวเกินไป โชคดีที่พวกเราหิวเสียก่อน โบ้จัดการก่อไฟตามที่พ่อเคยทำให้ดู ไฟติดแล้ว แอ มึ ชิ เอาพริกหวานออกมาเผา พร้อมกับย่างปลาแห้งเหมือนที่แม่เคยสอน มื้อเที่ยงที่ล่วงเลยเวลาไปเยอะทำให้สรรพสิ่งที่เตรียมมาในกระเป๋าย่ามถูกมนุษย์กินเรียบจนหมด

กินข้าวเสร็จก็พัก นอนพิงเสามองไปบนเขาซึ่งปีนี้ยังไม่มีไฟป่า ชาวบ้านช่วยกันทำแนวกันไฟเหมือนทุกปี หลายๆ หมู่บ้านทำเสร็จกันไปเรียบร้อยแล้ว เหลือเพียงเฝ้าระวังไฟจนกว่าจะถึงหน้าฝน

การเดินเท้าลงดอยของผู้เฒ่าปกาเกอะญอไป คัดค้านเหมืองแร่ ให้เด็กๆ ได้มีผืนป่าเป็นห้องเรียนขนาดใหญ่
การเดินเท้าลงดอยของผู้เฒ่า ปกาเกอะญอ ไป คัดค้านเหมืองแร่ ให้เด็กๆ ได้มีผืนป่าเป็นห้องเรียนขนาดใหญ่

เสียงแม่น้ำไหลกำลังเรียกเราให้ลงไปดับร้อน พอเดินไปถึงแม่น้ำเท่านั้น แอ มึ ชิ กับโบ้ ก็รีบวิ่งไปสำรวจความเย็นอย่างไม่รีรอ ไม่นานมากนักก็มีเพื่อนๆ จากโรงเรียนเดียวกันตามมาสมทบโดยไม่ได้นัดหมาย การเล่นน้ำยิ่งสนุกขึ้นไปอีกเท่าตัว เด็กๆ กำลังสนุกกับการเล่นสไลเดอร์ธรรมชาติ ว่ายน้ำ เข้าไปนั่งในอุโมงค์น้ำเล็กๆ ถ้าหนาวก็ขึ้นไปนอนราบกับลานหินกว้างที่ดูดซับความร้อนเก็บไว้ให้เรา เมื่อรู้สึกอุ่นขึ้นมาแล้วค่อยกลับลงไปในน้ำอีกหลายๆ ครั้งจนอิ่มใจ  

ห้องเรียนของเด็กๆ ห้องขนาดใหญ่นี้ สนุก ร่มเย็น และคงไม่มีเด็กคนไหนไม่อยากมาเรียนที่นี่ เพราะไม่มีการบ้านให้เอากลับไปทำที่บ้าน มีแต่ความคิดถึงที่ต้องพาตัวเองกลับมาทุกครั้ง เมื่อถึงฤดูร้อนมาถึง

 มีเยอะให้หยิบกินทีละน้อย มีน้อยแบ่งปันให้เท่ากัน

“พรุ่งนี้เราไปหาปลา ไปผ่อนคลายกันนะ” 

ถัดจากไปเล่นน้ำกับเด็กๆ ไม่กี่วัน ลุงดีก็ชวนผมไปหาปลากับแกพร้อมกับชาวบ้านอีกกว่าสิบชีวิต เรามีนัดกันที่ห้วยแม่เตียน แม่น้ำสาขาของแม่น้ำวางอีกสายหนึ่งที่สำคัญไม่น้อยไปกว่ากัน

การเดินเท้าลงดอยของผู้เฒ่า ปกาเกอะญอ ไป คัดค้านเหมืองแร่ ให้เด็กๆ ได้มีผืนป่าเป็นห้องเรียนขนาดใหญ่

เกือบ 50 ปีที่แล้วมีการทำสัมปทานเหมืองแร่ ดีบุก และวูลแฟรม ในแถบชุมชนห้วยอีค่าง ทุ่งหลวง ชุมชนได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก ทั้งน้ำในแม่น้ำตื้นเขินและเหือดแห้ง มีการตัดไม้จำนวนมากเพื่อใช้ประกอบการทำเหมือง 

เพราะด้วยความห่วงใหญ่ต่ออนาคตของลูกหลานและความอยู่รอดของชุมชนคนรุ่นก่อน ผู้เฒ่ากลุ่มหนึ่งจึงตัดสินใจเดินเท้าจากบ้านบนดอยลงไปอำเภอสันป่าตอง เพื่อยื่นหนังสือคัดค้านเหมืองแร่ต่อทางการ อย่างไรก็ตาม กิจการเหมืองแร่ก็ยังคงดำเนินต่อไปอีกถึง 2 ปี แต่ท้ายที่สุดด้วยแรงกายแรงใจของชาวบ้านบวกกับพลังธรรมชาติที่ชาวบ้านนับถือ ในที่สุดแม่น้ำสายเล็กๆ ที่ชื่อว่าแม่เตียนก็ได้รับชนะ ทำให้ชาวบ้านได้ใช้น้ำเพาะปลูกตามปกติสุข และยังมีปลาให้เราได้จับกินจนถึงวันนี้

การเดินเท้าลงดอยของผู้เฒ่า ปกาเกอะญอ ไป คัดค้านเหมืองแร่ ให้เด็กๆ ได้มีผืนป่าเป็นห้องเรียนขนาดใหญ่

นักหาปลาที่น่าจะเรียกว่านักปิกนิกมากกว่าเดินทางมาถึงกระท่อมในนา พร้อมเครื่องมือจับปลาอย่าง เจาะ (สะดุ้ง จ๋ำ) เซว (สวิง) จา (แห) หรือแม้แต่ผ้าสแลนเก่าๆ ก็เอามาประยุกต์ใช้ในการหาปลาในวันนี้  ไม่มีการวางหมากตายตัวในการจับปลาในครั้งนี้ เอาผ้าสแลนผืนเก่ามาล้อมบริเวณทางโค้งของแม่น้ำที่คาดว่าจะเป็นแหล่งชุมชนของปลา บ่อน้ำเล็กเกินไปสำหรับสะดุ้งและแห สองสหายจึงต้องไปปฏิบัติหน้าที่นอกบ่อแทน

ส่วนสวิงอันเล็กที่ลากไปมาในน้ำได้รวดเร็ว จับปลาได้ไม่น้อยทีเดียว ปลาตะเพียน ปลาสร้อย ปลาม่อน ปลานิล ปลาตัวเล็กตัวน้อยนำมาทำอาหารได้หมด เวลาผ่านไปกว่าหนึ่งชั่วโมง ปลาบางตัวหลุดรอดออกไปบ้าง ซึ่งไม่ได้เป็นข่าวร้ายอะไร เราจะได้มีปลาให้จับในปีต่อๆ ไปแน่นอน เมื่อได้ปลามากพอแล้ว สมาชิกของเราคนหนึ่งได้เอ่ยออกมาแทนปลาว่า “พอแค่นี้ก่อน ให้ปลาได้อยู่รอดบ้าง”

การเดินเท้าลงดอยของผู้เฒ่า ปกาเกอะญอ ไป คัดค้านเหมืองแร่ ให้เด็กๆ ได้มีผืนป่าเป็นห้องเรียนขนาดใหญ่
การเดินเท้าลงดอยของผู้เฒ่า ปกาเกอะญอ ไป คัดค้านเหมืองแร่ ให้เด็กๆ ได้มีผืนป่าเป็นห้องเรียนขนาดใหญ่
การเดินเท้าลงดอยของผู้เฒ่า ปกาเกอะญอ ไป คัดค้านเหมืองแร่ ให้เด็กๆ ได้มีผืนป่าเป็นห้องเรียนขนาดใหญ่

เราจึงเดินกลับกระท่อม ระหว่างทางมีผักกูดให้เก็บติดมือ วันนี้มีเมนูลาบปลาที่ใส่เปลือกต้นเพกาลงไปด้วย ส่วนอีกเมนูเป็นแกงปลาใส่ผักกูดแบบง่ายๆ ส่วนปลาปิ้งมีรสชาติที่สุด เราเห็นตรงกันว่าปลาที่อร่อยคือปลาที่เราได้กินที่ริมห้วย รสชาติที่ไม้หวือหวา แต่บรรยากาศท่ามกลางหมู่เพื่อน จะทำให้มื้อเที่ยงมื้อธรรมดาที่พิเศษให้จดจำไปอีกนาน ก่อนกลับเราทุกคนได้ปลากลับบ้านคนละนิดเท่าๆ กัน ก่อนจะแยกย้ายกลับไปพักผ่อนจากการพักผ่อน เหนือสิ่งอื่นใด เราคงขอบคุณแม่น้ำไม่เคยพอ ผู้คนทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ และท้ายน้ำ จากหลากหลายสาขาอาชีพ คนทุกวัย ที่มีส่วนทั้งทางตรงและทางอ้อมในการช่วยให้แม่น้ำวางยังคงมีชีวิตและให้เราได้พึ่งพาต่อไป

ต่าบลึ๊ทุกคนครับ


ข้อมูลอ้างอิง 

ลักคณา พบร่มเย็น    บ้านห้วยอีค่าง โครงการสังเคราะห์องค์ความรู้เพื่อจัดทำข้อเสนอแนวทางและมาตรการรับรองสิทธิชุมชนที่เป็นการปกป้องสุขภาวะของประชาชน, 2554

Writer & Photographer

โอชิ จ่อวาลู

นักการภารโรงที่ Lazy man College ผู้กำลังหัดเขียนเล่าเรื่อง

Lazy Man College

เรื่องราวการอยู่ร่วมกันของชาวปกาเกอะญอกับธรรมชาติ

 ห่อโข่ ดาวเคราะห์สีน้ำเงิน ที่ที่เราทุกคนร้องไห้

การร้องไห้เป็นธรรมชาติอย่างหนึ่งของมนุษย์ ที่เราทุกคนบนโลกล้วนเคยประสบพบเจอในชีวิต แม้เราจดจำเสียงร้องไห้ครั้งแรกของเราในวันที่ลืมตาดูโลกไม่ได้ ทารกบางคนถูกตีก้นหากชักช้าไม่ยอมร้องไห้ให้หมอตำแยสมัยใหม่ฟัง หลังจากการร้องไห้ครั้งนั้น เราได้เริ่มต้นมีชีวิตบนโลกใบนี้ที่หมุนมาช้านานและกำลังหมุนต่อไป

‘ห่อโข่’ แปลว่า ดิน โลก และที่ร้องไห้ การร้องไห้เป็นภาษาแรกของมนุษย์ทุกคน ทุกเผ่าพันธุ์บนโลก ยังไม่มีบันทึกไหนบอกว่ามีเด็กลืมตาดูโลกแล้วหัวเราะ อาจมีบ้างที่มีเด็กน้อยยิ้ม แต่มันจะเกิดหลังจากร้องไห้ ภาษาสากลนี้จึงเหมาะที่สุดแล้วสำหรับความเชื่อบรรพบุรุษของปกาเกอะญอ ผู้เรียกขานดาวเคราะห์สีน้ำเงินดวงนี้ว่าห่อโข่ หรือที่ที่เราทุกคนร้องไห้

ปกาเกอะญอเชื่อว่า ห่อโข่ คือดาวโลก ที่ที่ทุกคนร้องไห้ เพราะน้ำตาบอกว่าเรามีชีวิต

วาระที่หนึ่ง

การเกิดมาแล้วร้องไห้ทันที แปลว่าการเดินทางบนโลกใบนี้มันไม่ใช่เรื่องสนุกนัก เราต้องพบเจอความยากลำบากไม่มากก็น้อย ไม่ช้าก็เร็วเป็นเรื่องปกติธรรมดา แต่ก็มีเรื่องราวที่มอบรอยยิ้มและความสุขใจให้เราได้เช่นกัน อย่างเด็กๆ ใช้การร้องไห้เป็นเครื่องมือในการได้มาซึ่งของเล่น ขนม หรืออะไรก็ตามที่ปรากฏขึ้นตรงหน้า 

เมื่อครั้งพ่อแม่พาไปยังแหล่งที่มีของเล่นเด็ก เด็กบางคนขอผู้ปกครองด้วยวาจาอย่างน่ารักน่าเอ็นดู ก็ได้ของที่หมายปองมาครองครองอย่างราบรื่น แต่คงมีเด็กจำนวนมากที่อาจต้องสวมบทบาทนักแสดง ด้วยการเปล่งเสียงร้องและรีดน้ำตาออกมา ถ้ายังไม่ประสบความสำเร็จ ก็ยังมีไม้ตายสุดท้ายด้วยการลงไปนอนเกลือกกลิ้งบนพื้น ซึ่งใช้ได้ผลอยู่บ่อยๆ แต่พอโตขึ้นมาหน่อยอาจจะต้องใช้วิธีอื่นๆ ที่เหมาะกับวัยมากขึ้น นี่ก็เป็นความยากลำบากน้อยๆ ของผู้ปกครองเช่นเดียวกับลูกๆ ที่ต้องฝึกฝนไม้ตายไว้ใช้ยามจำเป็น

ฟ้าเจ็ดซ้อนดินเจ็ดชั้น ความเชื่อ ของปกาเกอะญอ ต่อ ห่อโข่ หรือโลกที่เราอาศัย และการร่ำไห้ ธรรมชาติอย่างหนึ่งของมนุษย์ที่แสดงถึงการมีชีวิตอยู่

จึงมีสุภาษิตกล่าวไว้ว่า เด็กได้มาด้วยการร้องไห้ ผู้ใหญ่ได้มาด้วยเล่ห์กล และวัยเด็กนี้เองเป็นวัยที่หอมที่สุด ความหอมเป็นกลิ่นและบรรยากาศที่มีชีวิตชีวา เราสังเกตได้จากบ้านที่มีเด็กอยู่ มักมีเสียงเพลงของพ่อแม่ที่กล่อมลูกน้อย เสียงที่ญาติๆ ข้างบ้านไปแสดงความเอ็นดูเจ้าตัวน้อย เสียงหัวเราะและเสียงร้องเพลงของเด็กน้อยที่โตขึ้นมาหน่อย ช่วยหล่อเลี้ยงบรรยากาศของบ้านให้อบอวลไปด้วยความสดใสด้วยพลังงานของเด็ก ช่วยให้ผู้ใหญ่ยิ้มได้และรู้สึกผ่อนคลายจากความเครียดของการงาน เด็กจึงเนื้อหอมที่สุดในบ้าน

มีเรื่องเล่าว่า เมื่อครั้งที่ผู้ใหญ่กำลังถกเถียงกันเรื่องกำจัดปีศาจตัวหนึ่งที่เข้ามารุกรานหมู่บ้าน ทำให้ผู้คนเดือดร้อน ล้มป่วย และสร้างความหวาดกลัวไปทั่ว ผู้ใหญ่ประชุมหารือกัน 7 วัน 7 คืนบนบ้าน แต่ก็หาทางออกไม่เจอ เด็กๆ ที่กำลังเล่นกันตามประสาเด็กใต้ถุนบ้านได้ยินเสียงผู้ใหญ่ถกเถียงกันอย่างจริงจัง จนรู้สึกว่ามันรบกวนการเล่นของพวกเขา เด็กคนหนึ่งในนั้นจึงขึ้นไปบนบ้าน แล้วยื่นปืนลมที่ทำจากไม้ไผ่ของตัวเอง และบอกกับผู้ใหญ่ว่าให้ล่อปีศาจเข้ามาในปืนลมของเขา ครั้นปีศาจเข้าไปแล้วให้เอาขี้ผึ้งอุดหัวท้ายของปืนลมแล้วเอาไปเผา ปีศาจก็จะไม่โผล่มาอีก

ทางออกที่ง่ายราวกับปอกกล้วยกินของเด็ก สำหรับผู้ใหญ่แล้วมันเป็นความคิดที่ไร้เดียงสาเท่านั้นเอง แต่ผลที่ออกมาก็ทำให้ผู้ใหญ่ต้องคิดใหม่ ผู้ใหญ่คิดมากไป คิดซับซ้อนเกินไป จึงไม่แปลกที่เจ้าชายน้อยจะไม่ค่อยเข้าใจพวกผู้ใหญ่นัก

การร้องไห้วาระแรกนี้เป็นการร้องไห้พื่อต้อนรับเริ่มต้นการมีชีวิตในโลก ซึ่งวัยเด็กนี้เอง น่าจะเป็นวัยที่พวกเราหลายคนยกมือสนับสนุนเห็นด้วยว่า วัยเด็กคือวัยที่เรามีความสุขมากที่สุด

ฟ้าเจ็ดซ้อนดินเจ็ดชั้น ความเชื่อ ของปกาเกอะญอ ต่อ ห่อโข่ หรือโลกที่เราอาศัย และการร่ำไห้ ธรรมชาติอย่างหนึ่งของมนุษย์ที่แสดงถึงการมีชีวิตอยู่

วาระที่สอง

การดีใจก็ทำให้เราร้องไห้ได้เช่นกัน บ่อยครั้งที่เราเห็นนักกีฬาหลั่งน้ำตาในโอกาสที่ได้รับชัยชนะ หลังการแข่งขันจบสิ้นลง การบากบั่นฝึกฝนมาทั้งปีได้รับผลตอบแทนที่มีค่าต่อจิตจากมากมาย เช่นเดียวกับฝ่ายที่ปราชัยก็ร่ำไห้เสียใจที่พลาดหวังในการแข่งขันทั้งๆ ที่ก็ฝึกฝนไม่น้อยไปกว่ากัน ความรักมีพลังมหาศาลที่จะปลดปล่อยน้ำตาอุ่นๆ ไหลมาอาบแก้มของใครต่อมากมาย ความผิดหวังจากความรักนำมาซึ่งความโศกเศร้าอย่างถึงที่สุดนี่เอง ที่เปลี่ยนแปลงคนคนหนึ่งกลายเป็นอีกคนไปเลย

วาระที่สาม

การจากลาดูจะเป็นสิ่งที่ทำให้มนุษย์ร้องไห้มากที่สุดครั้งหนึ่ง โดยเฉพาะการจากลาที่ไม่มีวันได้พบเจอกันอีก คนสมัยก่อนเชื่อว่านอกจากโลกใบนี้แล้ว ยังมีโลกอีก 4 ใบทับซ้อนกันอยู่ คือ โลกที่เรากำลังอยู่ โลกวิญญาณ โลกแห่งความตาย โลกนรก โลกสวรรค์ ในบรรดาโลกทั้งห้านี้มีการร้องไห้ให้ได้ยิน และทุกโลกต่างหมุนโคจรไปกับเราทุกขณะทุกวัน หากเราดีใจ อิ่มใจ หรือรู้สึกสงบ ก็บอกได้เลยว่า เรากำลังอยู่ในโลกสวรรค์ แต่ถ้าเราทุกข์ใจ ก็บอกได้ทันทีเช่นกันว่าเรากำลังย่ำไปในโลกของนรก ส่วนคนที่เมาสุรา อาจจะกำลังท่องเที่ยวไปในโลกแห่งวิญญาณ เพราะร่างกายที่อ่อนเอนทรงตัวไม่มั่นคงนั้น อาจเหลือความเป็นมนุษย์เพียงครึ่งเดียว ในแต่ละวันเราอาจจะท่องเที่ยวไปมาจนครบทั้งห้าโลกก็ได้

ฟ้าเจ็ดซ้อนดินเจ็ดชั้น ความเชื่อ ของปกาเกอะญอ ต่อ ห่อโข่ หรือโลกที่เราอาศัย และการร่ำไห้ ธรรมชาติอย่างหนึ่งของมนุษย์ที่แสดงถึงการมีชีวิตอยู่

ฟ้าเจ็ดซ้อนดินเจ็ดชั้น

โลกไม่ได้อยู่โดดเดี่ยวลำพัง โลกต้องการผู้ที่คอยช่วยเหลืออย่างดวงอาทิตย์ที่ส่องสว่างมายังโลก ทำให้โลกนั้นมีชีวิต มีความหวัง 

‘หมื่อหล่า’ แปลตรงตัวว่า ใบของดวงอาทิตย์ มีความหมายว่า ‘ความหวัง’ ตราบใดที่โลกยังมีดวงอาทิตย์ เราก็จะยังมีความหวัง ต่อให้บางยุคบางสมัยยากลำบาก ในการประกอบพิธีกรรม คนสมัยก่อนจะเอ่ยขอบคุณฟ้าดินเพื่อระลึกถึงบุญคุณของธรรมชาติที่ได้ดูแลมนุษย์ให้อยู่รอดปลอดภัยในทุกฤดูทุกปี ที่เราอยู่รอดปลอดภัยได้ทุกวันนี้ นอกจากเป็นเพราะการเรียนรู้ที่จะปรับตัวของเราแล้ว ส่วนสำคัญคือการบิดตัวถ้อยทีถ้อยอาศัยของโลกที่พอเหมาะพอดี

ฟ้าเจ็ดซ้อนดินเจ็ดชั้น ความเชื่อ ของปกาเกอะญอ ต่อ ห่อโข่ หรือโลกที่เราอาศัย และการร่ำไห้ ธรรมชาติอย่างหนึ่งของมนุษย์ที่แสดงถึงการมีชีวิตอยู่

ทุกๆ วันมีก้อนอุกกาบาตโคจรมาชนกับโลกนับครั้งไม่ถ้วน แต่ด้วยชั้นบรรยากาศของโลกนี้เอง ช่วยปกป้องให้เรารอดพ้นจากภัยอันตรายที่เกิดกับเรา หากก้อนอุกกาบาตเหล่านั้นทะลวงชั้นบรรยากาศโลกเข้ามาได้ โลกอาจจะเจ็บปวดโดยที่เราไม่รู้เลย

หรือการรักษาสมดุลและจัดวาง วงแหวนแห่งไฟที่เป็นรอยแยกของเปลือกโลก ซึ่งทอดยาวตามแนวชายฝั่งในมหาสมุทรแปซิฟิก เก็บภูเขาไฟและระเบิดเวลาของการเกิดแผ่นดินไหว เราในฐานะมนุษย์แทบจะบังคับอะไรไม่ได้เลย หากเกิดอะไรขึ้นแบบกะทันหัน

แต่เพราะความรักของดวงดาวที่ร้องไห้ ซึ่งมอบความรักที่ยิ่งใหญ่ เป็นความรักที่ไร้กาลเวลา ต่อให้เราจะตัดต้นไม้มาสร้างบ้าน ต้นไม้ไม่เคยห้าม แต่ยังแตกกิ่งก้านใหม่ออกมาให้ร่มเงากับเราอีกครั้ง เราจับปลาในท้องทะเลกิน มหาสมุทรไม่เคยห้าม แถมยังเพิ่มฝูงปลาให้เรา แผ่นดินไม่เคยห้ามเราทำเหมืองแร่ เพื่อให้เราได้นั่งเครื่องบินท่องเที่ยว ส่งจรวดไปดาวอังคาร มีชีวิตอย่างสะดวกสบาย

นอกจากการใส่วันสิ่งแวดล้อมโลกลงในปฏิทิน เพื่อย้ำเตือนให้เราเห็นคุณค่าของโลกใบนี้ การกล่าวขอบคุณฟ้าเจ็ดซ้อนดินเจ็ดชั้น ก็เป็นสิ่งเล็กๆ ที่ทำให้เรายังพอนึกภาพที่เราเกี่ยวข้องกับโลกและจักรวาลได้บ้าง คนรุ่นก่อนที่เชื่อว่าชีวิตของเราขึ้นตรงต่อแรงหมุนของโลก และเราต้องยอมรับและหมุนไปกับฤดูกาลของโลกที่หมุนเปลี่ยนไป

กินน้ำ ให้รักษาชีวิตของน้ำ ใช้ดิน ให้ดูแลชีวิตของโลก

คือถ้อยคำสั้นๆ ที่คนรุ่นก่อนฝากไว้ให้เรา เพื่อที่เราจะยังมีความหวังต่อไป ในวันที่เราต่างได้ยินเสียงสะอื้นจากดาวเคราะห์สีน้ำเงินดวงนี้

ฟ้าเจ็ดซ้อนดินเจ็ดชั้น ความเชื่อ ของปกาเกอะญอ ต่อ ห่อโข่ หรือโลกที่เราอาศัย และการร่ำไห้ ธรรมชาติอย่างหนึ่งของมนุษย์ที่แสดงถึงการมีชีวิตอยู่

Writer & Photographer

โอชิ จ่อวาลู

นักการภารโรงที่ Lazy man College ผู้กำลังหัดเขียนเล่าเรื่อง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load