25 กุมภาพันธ์ 2562
6 K

ที เก่อ ฮะ ฆอ เลอ อะ เชอ

พรมแดนของน้ำจะเสียหาย

ก่อ เก่อ ฮะ ฆอ เลอ อะ เชอ

พรมแดนของแผ่นดินจะพัง

จอ โหล่ แล บกอ เตอ เน เลอ

กษัตราไปเอาคืนกลับมาไม่ได้

จอ ปา แล บกอ เตอ เน เลอ

ราชาไปเอาคืนกลับมาไม่ได้

แล กอ โผ่ แฆ เลอ หมื่อ เคลอ

ไปเรียกผู้กำพร้าหลังตะวันฉาย

แฮ มา มึ เก ก่อ อะ เชอ

ให้กลับมาสร้างความสุขกลับคืนมา

 

ธา บทกวีของปกาเกอะญอ

ตั้งแต่เล็กจนโตมีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมายกับเรา บางครั้งหลายเรื่องราวทำให้เรายิ้มและหัวเราะด้วยความยินดี ดีจนเราไม่อยากให้มันเปลี่ยนแปลง บ่อยครั้งที่เรื่องราวมากมายทำให้เราเป็นทุกข์เจ็บปวดจนอาจกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ เราได้แต่หวังให้เรื่องราวผ่านไปในเร็ววัน เพื่อจะได้ก้าวไปข้างต่อไป

ผู้เฒ่าถึงเรียกโลกใบนี้ว่า ‘ห่อโข่‘ แปลว่า ‘ที่ร้องไห้’ ทุกๆ วันเราเรากำลังเรียนรู้ว่า การมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้เป็นเวทีให้ทุกคนได้เรียนรู้ชีวิตที่มีทั้งสุขทุกข์ปนเปและเป็นสิ่งเดียวกันอย่างแยกไม่ออก ก่อนที่เราจะเข้าใจความหมายของการมีชีวิตของแบบของตนเอง

ปกาเกอะญอ

หน้าร้อนกำลังมาถึง การทำงานกลางแจ้งอาจจะไม่สนุกนัก ว่าแล้วผมก็พาตัวเองกลับไปอ่านหนังสือเล่มหนึ่งที่พูดถึงบทกวีเก่าแก่ ที่เพื่อนปกาเกอะญอจากย่างกุ้งส่งมาให้ ผมเปิดอ่านและทบทวนองค์ความรู้เก่าแก่ช้าๆ หลายอย่างก็ไม่เข้าใจนัก

หนังสือที่ผมอ่านเรียกว่า ธา

ธา แปลว่าตรงตัวได้ว่า คืบ ทอ บทกวี ลำนำ

ธาพูดถึงความว่างเปล่า โลก พระเจ้า นกแซงแซว จอมปลวก สรรพสิ่งบนโลก ธรรมชาติ ความสัมพันธ์ของมนุษย์และสิ่งมีชีวิตอื่นๆ สงคราม ความรัก ความเศร้าโศก ความสุข การทำมาหากิน ความสำคัญของเมล็ดพันธ์ุ ตลอดจน ภัยธรรมชาติที่จะเกิดกับโลกของเรา

ไม่มีใครรู้เลยว่าธาเก่าแก่เพียงใด แต่มีมานานมากแล้ว บางช่วงบางตอนอาจคล้ายคลึงกับศาสนาคริสต์ อย่างเรื่องพระเจ้าสร้างโลก หรือ ธาบุโฆ่ ที่พูดถึงเจดีย์ ซึ่งบรรยากาศคล้ายกับว่าเรากำลังอยู่ในวัด

อย่างไรก็ตาม ธาคือมรดกของปกาเกอะญอและของโลกซึ่งกำลังจะหายไป เพราะพื้นที่ของธาถูกแทนที่ด้วยเพลงและสิ่งบันเทิงสมัยใหม่ การอยู่รอดของธาจึงเป็นเรื่องที่ท้าทายต่อจากนี้ไป

ธาได้รับการสั่งสม บันทึก และส่งต่อ จากคนรุ่นหนึ่งจนถึงคนอีกรุ่นหนึ่ง มันเผชิญชะตาเดียวกับการสูญพันธ์ุของพืชและสัตว์ หรือวัฒนธรรมเล็กๆ ชุมชนเล็ก คนตัวเล็กๆ เพื่อนผู้ไร้บ้าน เพื่อนผู้ลี้ภัย และเพื่อนร่วมโลกของเรามากมายที่ถูกปล่อยไว้ข้างหลังบนเส้นทางที่เร่งรีบไม่รู้จักชะลอ

ลูกหลานที่เติบโตมาและบิดเบี้ยวอย่างผมจึงได้แค่มาแบ่งปันความรู้ที่มีอยู่เพียงเล็กน้อย เผื่อว่าธาจะไปงอกงามที่ไหนสักที่ แม้เพียงบทเดียวผมก็พอใจแล้ว

ปกาเกอะญอ

 

โมโชะ บทกวีที่งอกเงยในความตาย

ในอดีตและบางชุมชนที่ยังเข้มแข็ง ทุกครั้งที่มีพิธีศพ เป็นโอกาสที่คนที่ยังมีชีวิตจะได้คุยกับความตายอย่างไม่เกรงกลัว และเป็นโอกาสที่เราจะได้ระลึกถึงกฎของธรรมชาติข้อหนึ่งที่เราทุกคนต้องพบเจออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

3 คืนแห่งการขับร้องบทเพลงของหนุ่มสาวซึ่งรับบทบาทสำคัญในการขับกล่อมดวงวิญญาณให้ไปสู่ภพภูมิแห่งสวรรค์ หนุ่มสาวใช้บทกวีขับกล่อมในงานและตอบโต้กันอย่างสงบ โดยมีโมโชะคอยประคับประคองให้เรื่องราวดำเนินไปอย่างไหลลื่น ในขณะนั้นเอง หนุ่มสาวบางคู่อาจชอบพอกันและกลายเป็นคู่รักในอนาคตต่อไป

บางครั้งหนุ่มสาวมาจากคนละหมู่บ้านพวกเขาจึงยินดีที่จะได้ทำความรู้จักเพื่อนใหม่ พื้นที่แห่งความตายสร้างนักกวีขึ้นมา เมื่อผ่านไปนานครั้งบทกวีที่มีเป็นร้อยเป็นพันก็จะได้รับการรักษาไว้ในตัวคนคนหนึ่งก่อนที่คนคนนั้นจะได้รับการขนานนามว่า ‘โมโชะ’ กวีผู้ถักทอเรื่องราวด้วยบทเพลง

โมโชะยังคงเป็นบุคคลสำคัญของชุมชนแม้กาลเวลาและยุคสมัยได้พรากเอาพื้นที่ของธาไปจากเรา ด้วยระบบการศึกษาสมัยใหม่ที่ไม่เหลือพื้นที่ให้กับองค์ความรู้ดั้งเดิมมากนัก บ่อยครั้งไม่มีหนุ่มสาวแสดงบทบาทในการขับร้องบทธาในพิธีศพ

การเปิดบทธาฟังผ่านเครื่องเล่น mp3 จึงเป็นทางเลือกที่อย่างน้อยๆ ผู้เฒ่าและโมโชะยังคงได้สัมผัสความงามของบทกวีดั้งเดิมและพาตัวเองเข้าไปในจินตนาการที่ไม่มีใครรู้นอกจากผู้ที่เข้าใจบทกวีเหล่านั้น และให้บทธาได้เดินทางต่อได้

ด้วยกาลเวลาผ่านไปอย่างไม่หวนคืน ธาได้หล่นหายไประหว่างทางอย่างตั้งใจและไม่ตั้งใจ หรือเพราะการทำมาหากินที่หลอกหลอนให้เราเป็นกังวลกับการอยู่รอดของปากท้องได้ จนหลงลืมบทกวีที่มีความงามมากกว่าบทเพลง

อย่างไรก็ดี ความหวังยังพอมีอยู่บ้าง เมื่อมีการพูดถึง การร้อง การเขียน ที่ในกลุ่มคนเล็กๆ น้อยที่ยังทำให้ธาได้เดินทางต่อบนหนทางที่เชี่ยวกรากและท้าทายต่อไป

ปกาเกอะญอ

บทกวีในเมล็ดพันธ์ุ

ต่า เก เลอ เปอ โหม่ โอะ ดิ๊

ความอุดมครั้งแม่ยังมี

ต่า เก เลอ เปอ โหม่ โอะ ดิ๊

ความสมบูรณ์ครั้งพ่อยังอยู่

เก่อ ตอ เอ เปอ แหนว่ อ่า คลี

ดูแลพันธ์ุเผือกไว้ให้เรา

เก่อ ตอ เอ เปอ บือ อ่า คลี

รักษาเมล็ดข้าวไว้ให้เรา

เก่อ ตอ เม แปก ถ่อ เซอ ชี

หากรักษาจนครบสามสิบ(อย่าง)

ต่า นะ นะ เก เปอ เต่อ ปลี

ถึงยามแร้นแค้นเราก็ไม่กลัว

 

บทกวีในดินแดนของเรา

เกอ เจ่อ โดะ เลอ ยวา ปะ ลอ

ภูเขาใหญ่ที่ยวาสร้างขึ้น (ยวา แปลว่า พระเจ้า, การไหล)

เกอ โล โดะ เลอ ยวา ปะ ลอ

เทือกเขาใหญ่ที่ยวาสร้างไว้

โอะ ลอ แท เปอ บะ เก่อ ตอ

ตกทอดให้เราดูแล

โอะ ลอ ตอ เปอ บะ เก่อ ตอ

ตกทอดให้เรารักษา

เปอ เม มา ญอ เอาะ ญอ

หากเราทำกินเรียบง่าย

เก ถ่อ แว กอ หยี่ กอ ฆอ

ทั่วแผ่นดินจะดีขึ้นได้

 

ปกาเกอะญอ ปกาเกอะญอ

ไม่นานมานี้นี้มีความพยายามที่จะผลักดัน พ.ร.บ. ข้าว ที่ไม่อนุญาตให้เกษตรกรเก็บเมล็ดพันธ์ุข้าวไว้ใช้เอง หากมันกลายเป็นกฎหมายที่บังคับใช้ในบ้านเราจริง เกษตรกรคงลำบากมากขึ้นและจะกระทบกับพวกเราทุกคนอย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น

ข้าวมีอยู่ในทุกวัฒนธรรม โดยเฉพาะเอเชียด้วยแล้ว การกินข้าวที่เราปลูกเอง ยิ่งเรารู้จักเรื่องราวและธรรมชาติของพันธ์ุข้าว อย่างเช่นพันธ์ุนี้ชอบน้ำอุ่น พันธ์ุนั้นโตได้ดีกว่าในแม่น้ำที่เย็นกว่า ที่ที่สูงกว่า รายละเอียดเหล่านี่ผ่านการสั่งสมจากประสบการณ์โดยตรงของผู้เฒ่าผู้แก่ในอดีตจนกลายเป็นทางเลือก และร่นระยะทางที่เราไม่ต้องทดลองเองทั้งหมด

การปรับปรุงพันธ์ุก็คงเหมือนการที่เราได้รับวัคซีนป้องกันโรคที่เรายอมรับได้บ้าง แต่การลิดรอนสิทธิในการรักษาเมล็ดพันธ์ุข้าวก็ไม่ต่างจากการบอกให้ใครสักคนเลิกเขียนบทกวี หรือสั่งให้ศิลปินหยุดสร้างสรรค์งานมีคุณค่าต่อชีวิตของเขานั่นเอง

เวลาโมโชะขับร้องบทธา พวกเขาจะมีความสุขและดื่มด่ำไปกับการค่อยๆ ถักทอเรื่องราวไปด้วยกันอย่างเนิบช้า มีเสียงหัวเราะ หยอกล้อ ระหว่างมิตรภาพ คือโอกาสที่พวกเขาได้อยู่กับปัจจุบันตรงนั้นจริงๆ

การเป็นหนึ่งเดียวและไหลไปกับบทเพลงอาจจะเป็นวิถีทางแห่งความสุขที่เรียบง่ายและได้เป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน ทำให้ผมคิดถึงประโยคหนึ่งของเพื่อนชาวเซลิช ชนเผ่าพื้นเมืองในอเมริกา ที่ครั้งหนึ่งเขากระซิบบอกกับผมว่า การร้องเพลงและเต้นรำคือหนทางกลับบ้านของมนุษย์

วัฒนธรรมไหนๆ ก็มีบทกวี เสียงเพลง ที่บ่งบอกความเป็นตัวเอง มีความสุขและทุกข์ในแบบของตัวเองจนห้วงสุดท้ายของชีวิตมาถึง การยอมรับในกฎธรรมชาตินั้นก็ถูกพูดถึงในบทเพลงดั้งเดิมเสมอ การร้องไห้ การดีใจ เสียใจ และไหลไปตามจังหวะของชีวิต

ก็เหมือนกับบทธาที่ค่อยๆ เคลื่อนย้ายจังหวะชีวิตของมันจากจุดหนึ่งไปยังจุดหนึ่ง กระทั่งโอกาสหนึ่งถึงอีกโอกาสหนึ่ง และแม้บทเพลงสุดท้ายของชีวิตเดินทางมาถึง ชีวิตก็ไม่เคยจบลง เพราะชีวิตใหม่พร้อมเริ่มต้นเดินทางอีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบอะไรก็ตาม

ชีวิตที่คืบคลานไปอย่างช้าๆ มันจะเดินทางได้นาน ได้ไกลเสมอ เพราะมันจะมีพื้นที่เวลาให้กับทุกๆ สรรพสิ่งอย่างเท่าเทียมกัน

 

แบบฝึกหัด

อยากเชิญชวนพวกเราลองเขียนธา และแปะเก็บไว้ที่บ้านหรือที่ทำงาน เผื่อให้กำลังใจตัวเองในการทำงานในแต่ละวัน ธามีสัมผัสง่ายๆ เฉพาะคำสุดท้าย ในแต่ละแถว เผื่อวันหนึ่งจะได้ขึ้นมาประลองกับโมโชะตัวจริงบนดอยนะครับ

1 2 3 4 5 6 7 1 2 3 4 5 6 7

1 2 3 4 5 6 7 1 2 3 4 5 6 7

1 2 3 4 5 6 7 1 2 3 4 5 6 7

ลองเขียนเล่นๆ เวลาว่างแล้วส่งให้เพื่อนๆ ดู เผื่อว่าวันหนึ่งเราอาจต้องกลับไปตามหาโมโชะในเมือง หากเราพลัดหลงไปจากรากเหง้าของเรา

ขอให้ทุกคนมีความสุขกับก้าวเล็ก ทีละคืบน้อยๆ ในแต่ละวันของชีวิตที่เป็นบทกวีที่มีคุณค่าต่อกันเสมอ

ต่าบลึ๊ โดะมะ / ขอบคุณมากครับ

Writer & Photographer

โอชิ จ่อวาลู

นักการภารโรงที่ Lazy man College ผู้กำลังหัดเขียนเล่าเรื่อง

Lazy Man College

เรื่องราวการอยู่ร่วมกันของชาวปกาเกอะญอกับธรรมชาติ

เข้าสู่เดือนมีนาคมแล้ว อากาศบนดอยตอนเช้ายังคงหนาวเย็น ดอกฝ้ายสีขาวในสวนที่ได้เมล็ดจากไร่หมุนเวียนของเพื่อนเมื่อ 2 ปีก่อนออกดอกให้ชื่นใจ ต้นไม้ที่ผลัดใบเมื่อต้นหนาว กลับมาผลิใบให้ร่มเงาร่มรื่นให้ได้หลบแดดร้อนในตอนกลางวัน

ลือ หล่า ธรรมนูญชีวิตชาวปกากะญอ ที่ย้ำเตือนว่ามนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ

เสียงตีไม้ตอนสายๆ ดังมาจากหลายทิศทาง เสียงที่ทำให้หลังคาบ้านผลิบานกลายเป็นที่หลบฝนหลบแดด ปีนี้มีหลายครอบครัวที่กำลังสร้างบ้านใหม่แทนหลังเก่าที่ได้ทำหน้าที่มายาวนาน หลังคาได้เวลารื้อ ผนังผุพังได้เวลาเปลี่ยน ไม้และเสาที่ยังใช้งานได้ ก็พร้อมแปลงร่างไปเป็นบ้านหลังใหม่ต่อไป

ส่วนชิ้นไม้ที่แตกหัก ยังมีคุณค่า สามารถเอาไปทำเล้าหมู เล้าไก่ หรือเอาไปทำแคร่ไว้นอนเล่นใต้ต้นไม้ได้ กว่าจะเป็นบ้านหลังหนึ่งต้องใช้เวลาในการเก็บสะสมไม้หลายปี บ้านไม้ที่อายุเก่า 30 ปีขึ้นไม้ เป็นไม้ที่เลื่อยด้วยมือและแบกออกมาด้วยกำลังคนอย่างยากลำบาก ไม้เก่าจึงถูกนำกลับมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

แม่เป็นใย ใบคือพ่อ

มีเรื่องเล่าว่ามีผู้หญิงและผู้ชายฝั่งละ 30 ชีวิต ได้ท้าประลองสร้างบ้านแข่งกัน ผู้ชายนั้นคิดว่าตัวเองแข็งแรงจึงตัดไม้ใหญ่มาทำเสาบ้าน และเอาไม้ทั้งท่อนมาเป็นหลังคา ส่วนผู้หญิงนั้นใช้เพียงต้นไม้เล็กๆ เป็นเสาและนำใบไม้มาทำหลังคา ผู้ชายทั้งหลายต่างเฝ้ามองผลงานของตัวเองด้วยความภาคภูมิใจ และมั่นใจเหลือเกินว่าพวกเขาจะชนะการประลอง และได้แต่งงานกับผู้หญิงเหล่านั้น

กระทั่งฤดูฝนเดินทางมาถึง บ้านหลังเล็กและยืดหยุ่นกว่าของผู้หญิงที่มีหลังคาจากหญ้าคา สามารถป้องกันฝนได้เป็นอย่างดี ทำให้พวกเขาได้พักผ่อนอย่างสบายใจ ส่วนบ้านที่แข็งแรงของผู้ชายกลับมีน้ำฝนหยดทะลุหลังคาลงมาในบ้าน ตอนแรกๆ ก็ยังอดทนได้ดี แต่เมื่อเวลาผ่านไปนานเข้า พวกเขาเริ่มทนไม่ไหว ร่างกายกำยำแข็งแรงเริ่มหนาวสั่นจนต้องสยบให้กับเม็ดฝนเม็ดเล็กๆ คนแล้วคนเล่าวิ่งเข้ามาหลบฝนในบ้านของผู้หญิงจนหมดครบทุกคน

การประลองครั้งนั้นผู้ชายเป็นฝ่ายปราชัยอย่างเป็นเอกฉันท์ แม่หญิงจึงเป็นเจ้าของบ้านตราบจนทุกวันนี้ ผู้ชายจึงแต่งเข้าบ้านผู้หญิง และต้องรออย่างน้อย 3 ปีจึงย้ายออกไปสร้างบ้านของตัวเองกับภรรยาได้ ถ้าวันหนึ่งหากภรรยาที่เป็นเจ้าบ้านวายชนม์ บ้านจะถูกรื้อทั้งหลัง หากเป็นสามี แค่รื้อเตาไฟก็เพียงพอแล้วในฐานะได้เพียงรองแชมป์

ลือ หล่า ธรรมนูญชีวิตชาวปกากะญอ ที่ย้ำเตือนว่ามนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ

เราขานชื่อโลกใบนี้ว่า ‘ห่อโข่ แม่ธรณี ปาจามามา กายา’ หรืออื่นๆ เพื่อระลึกถึงพระคุณของแม่ ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์ แม่น้ำ แผ่นดิน ที่มอบความรัก ความเมตตาต่อเราอย่างเหนียวแน่นเหมือนเส้นใยที่ยึดใบไม้ให้มั่นคง เช่นเดียวกับป่าดิบชื้นก็ถูกเรียกว่าป่าแม่หญิงที่เกอ เนอ หมื่อ ซึ่งมีความหลายหลาย ชุ่มชื่นตลอดทั้งปี ต่างจากเกอ เนอ พา ป่าผู้ชายที่แห้งแล้งเมื่อถึงหน้าร้อน

พิธีกรรมสำคัญในชุมชนหลายพิธีต้องใช้เหล้า และต้องต้มโดยผู้หญิงเท่านั้น ใช้เหล้าตามท้องตลาดไม่ได้ ไม่เคยมีพ่อบ้านคนไหนกล้าต้มเหล้าพิธี ถ้าวันหนึ่งแม่บ้านเกิดอยากงอนขึ้นมา ไม่ยอมต้มเหล้าสักปี เท่ากับว่าพิธีกรรมบางอย่างจะต้องเป็นหมันไปเลย

ทุกครั้งที่มีการสร้างบ้าน คนหนุ่มและพ่อบ้านจะช่วยกันสร้างบ้าน แม่และพี่สาวจะคอยทำกับข้าว ผู้เป็นแม่จะเป็นคนคอยเสนอความคิดว่าอะไรส่วนไหนของบ้านควรอยู่ตรงไหน เพราะความเป็นแม่เกี่ยวข้องกับตัวบ้านโดยตรง แม่จะรู้ว่าตรงไหนเหมาะสำหรับทอผ้า เก็บเมล็ดพันธ์ุ ตั้งครัวและข้าวของต่างๆ

ลือ หล่า ธรรมนูญชีวิตชาวปกากะญอ ที่ย้ำเตือนว่ามนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ

  นอกจากนี้แม่จะรู้อีกว่ามีแม่ไก่กี่ตัว แต่ละตัวมีลูกอีกกี่ตัว พวกมันนอนตรงไหน แม่รู้จักบ้านและรอบบ้านทุกซอกทุกมุม แม่จึงเป็นแม่ของบ้านที่แท้จริง

ส่วนผู้เป็นพ่อมีหน้าที่เข้าป่าไปหาไม้มาสร้างบ้าน ฝึกฝนการสร้างบ้าน การหาสมุนไพรไว้ใช้ยามเจ็บป่วย การหาอาหารจากป่า ตลอดจนพาฝูงวัวฝูงควายเข้าป่า พ่อจึงมีความรู้มากเรื่องป่าและเส้นทางของภูเขา ผู้เป็นพ่อสำคัญเหมือนพระจันทร์ที่คอยดูแลงานตามฤดู คอยดูแลความเป็นอยู่ในวงรอบที่กว้างออกไป                         

ใบไม้เติบโต เดินทาง และผลัดใบ

ทุกๆ ปีใบไม้จะทำหน้าที่สำคัญหลายครั้ง เช่นช่วงปีใหม่ จะมีการนำใบของ แฆะหล่า หรือ ตองกง มาห่อขนมพื้นบ้านที่เรียกว่า เมตอ ส่วนดอกและลำต้นนั้นของตองกงยังนิยมนำมาทำไม้กวาดเช่นกัน มันจึงมีชื่อเรียกอีกชื่อว่า ต้นไม้กวาด

การทำเมตอเริ่มจากการไปเก็บใบตองกงมาล้างหรือเช็ด แล้วม้วนเป็นทรงกรวยเทข้าวเหนียวที่ผสมถั่วลงไป แล้วพับส่วนที่เหลือปิดปากแล้วมัดด้วยตอก น้ำไปต้มในหม้อสักหนึ่งชั่วโมงก็สุกพอดี และเมตอทรงกรวยก็พร้อมแล้วสำหรับการต้อนรับแขกในโอกาสพิเศษ

นอกจากตองกง ยังมีใบตองสาดที่ใช้ห่อข้าวเช่นเดียวกับใบตองจากกล้วย รักษาความหอมความอร่อยของข้าวไว้ได้มากกว่าถุงพลาสติกหลายเท่า เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ใบไม้เหล่านี้ได้ยังถูกเลือกใช้ในชีวิตประจำวัน ถึงแม้จะน้อยลงไปก็ตาม

ลือ หล่า ธรรมนูญชีวิตชาวปกากะญอ ที่ย้ำเตือนว่ามนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ

การมีอยู่ของใยและใบ เป็นการอยู่รอดพื้นเพและรากเหง้า แบบแผนชีวิตที่ได้รับการสืบทอดส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น สำหรับคนสมัยก่อน ลือ หล่า คือธรรมนูญชีวิตที่จะคอยดูแลชีวิต ครอบครัว ชุมชน จนเกิดเป็นวิถีปฏิบัติในการอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างสงบสุข เพราะถ้ามนุษย์คิดว่าตัวเองเล็กและธรรมชาติเป็นสิ่งที่เหนือกว่า เมื่อนั้นมนุษย์จะปรับตัวเข้าหาธรรมชาติ 

เราสังเกตได้จากวิถีชีวิตคนสมัยก่อนที่สอดคล้อง เลื่อนไหลไปกับที่ต่างกันไป การเพาะปลูกหน้าฝน พักผ่อนหน้าหนาว สร้างบ้านหน้าร้อน ทำให้กลไกของธรรมชาติหมุนไปอย่างอิสระไม่ขัดข้อง

ทุกๆ วันจะมีภาษาใดภาษาหนึ่งตายลง อาจจะเป็นคำพูดหรือความหมาย เพราะเมื่อเด็กไปโรงเรียน 5 วันต่อสัปดาห์ และถ้าอีก 2 วันที่หยุดเรียนเด็กๆ ไม่ได้ไปสวนกับพ่อแม่ ไม่ได้ขุดดิน ปีนต้นไม้ จับมีด หรือกิจกรรมอื่นที่มีคำศัพท์เฉพาะเข้ามาเกี่ยวข้อง เป็นไปได้มากที่คำเหล่านั้นในภาษาแม่จะถูกหลงลืมไป 

ลือ หล่า ธรรมนูญชีวิตชาวปกากะญอ ที่ย้ำเตือนว่ามนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ
ลือ หล่า ธรรมนูญชีวิตชาวปกากะญอ ที่ย้ำเตือนว่ามนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ

เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป ลือ หล่า ก็เปลี่ยนไปตามยุคสมัย ไม่เคยมีวัฒนธรรมใดถูกแช่แข็งได้ ผู้เฒ่าหลายคนเฝ้าดูความเป็นไปของชุมชน บ้างถอนหายใจ บ้างส่ายหัว บ้างบอกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นและกำลังจะเกิดขึ้นไม่เคยเป็นสิ่งใหม่ มันแค่เปลี่ยนรูปร่างเท่านั้นเอง  คนสมัยก่อนเคยไปถึงดวงดาวดวงอื่นมาแล้วเช่นกัน แต่หาใช่การพาเท้าสองข้างลงไปเหยียบสัมผัสดวงดาวอื่นจริงๆ เหมือนนักบินอวกาศ แต่มันคือการเดินทางด้วยจินตนาการ ร้อยเรียงเป็นบทเพลงคิดถึงคนรักที่อยู่แสนไกล การดำรงอยู่ของวัฒนธรรมที่ยาวนาน มักมีจินตนาการร่วมของผู้คนที่แน่นแฟ้นและเต็มไปด้วยความศรัทธา ความเปลี่ยนแปลงมีข้อดีอยู่บ้าง ตรงที่มันพูดความจริงกับเราบ่อยๆ ว่าเราต่างต้องร่วงโรยเหมือนใบไม้ที่ผลัดใบ ทิ้งตัวลงดินไปในที่สุดไม่วันใดก็วันหนึ่ง ธรรมนูญนี้เป็นครรลอง เป็นหนทางของโลกใบนี้ และจะเป็นเช่นนี้ต่อไปอีกยาวนาน

Writer & Photographer

โอชิ จ่อวาลู

นักการภารโรงที่ Lazy man College ผู้กำลังหัดเขียนเล่าเรื่อง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load