25 กุมภาพันธ์ 2562
6 K

ที เก่อ ฮะ ฆอ เลอ อะ เชอ

พรมแดนของน้ำจะเสียหาย

ก่อ เก่อ ฮะ ฆอ เลอ อะ เชอ

พรมแดนของแผ่นดินจะพัง

จอ โหล่ แล บกอ เตอ เน เลอ

กษัตราไปเอาคืนกลับมาไม่ได้

จอ ปา แล บกอ เตอ เน เลอ

ราชาไปเอาคืนกลับมาไม่ได้

แล กอ โผ่ แฆ เลอ หมื่อ เคลอ

ไปเรียกผู้กำพร้าหลังตะวันฉาย

แฮ มา มึ เก ก่อ อะ เชอ

ให้กลับมาสร้างความสุขกลับคืนมา

 

ธา บทกวีของปกาเกอะญอ

ตั้งแต่เล็กจนโตมีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมายกับเรา บางครั้งหลายเรื่องราวทำให้เรายิ้มและหัวเราะด้วยความยินดี ดีจนเราไม่อยากให้มันเปลี่ยนแปลง บ่อยครั้งที่เรื่องราวมากมายทำให้เราเป็นทุกข์เจ็บปวดจนอาจกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ เราได้แต่หวังให้เรื่องราวผ่านไปในเร็ววัน เพื่อจะได้ก้าวไปข้างต่อไป

ผู้เฒ่าถึงเรียกโลกใบนี้ว่า ‘ห่อโข่‘ แปลว่า ‘ที่ร้องไห้’ ทุกๆ วันเราเรากำลังเรียนรู้ว่า การมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้เป็นเวทีให้ทุกคนได้เรียนรู้ชีวิตที่มีทั้งสุขทุกข์ปนเปและเป็นสิ่งเดียวกันอย่างแยกไม่ออก ก่อนที่เราจะเข้าใจความหมายของการมีชีวิตของแบบของตนเอง

ปกาเกอะญอ

หน้าร้อนกำลังมาถึง การทำงานกลางแจ้งอาจจะไม่สนุกนัก ว่าแล้วผมก็พาตัวเองกลับไปอ่านหนังสือเล่มหนึ่งที่พูดถึงบทกวีเก่าแก่ ที่เพื่อนปกาเกอะญอจากย่างกุ้งส่งมาให้ ผมเปิดอ่านและทบทวนองค์ความรู้เก่าแก่ช้าๆ หลายอย่างก็ไม่เข้าใจนัก

หนังสือที่ผมอ่านเรียกว่า ธา

ธา แปลว่าตรงตัวได้ว่า คืบ ทอ บทกวี ลำนำ

ธาพูดถึงความว่างเปล่า โลก พระเจ้า นกแซงแซว จอมปลวก สรรพสิ่งบนโลก ธรรมชาติ ความสัมพันธ์ของมนุษย์และสิ่งมีชีวิตอื่นๆ สงคราม ความรัก ความเศร้าโศก ความสุข การทำมาหากิน ความสำคัญของเมล็ดพันธ์ุ ตลอดจน ภัยธรรมชาติที่จะเกิดกับโลกของเรา

ไม่มีใครรู้เลยว่าธาเก่าแก่เพียงใด แต่มีมานานมากแล้ว บางช่วงบางตอนอาจคล้ายคลึงกับศาสนาคริสต์ อย่างเรื่องพระเจ้าสร้างโลก หรือ ธาบุโฆ่ ที่พูดถึงเจดีย์ ซึ่งบรรยากาศคล้ายกับว่าเรากำลังอยู่ในวัด

อย่างไรก็ตาม ธาคือมรดกของปกาเกอะญอและของโลกซึ่งกำลังจะหายไป เพราะพื้นที่ของธาถูกแทนที่ด้วยเพลงและสิ่งบันเทิงสมัยใหม่ การอยู่รอดของธาจึงเป็นเรื่องที่ท้าทายต่อจากนี้ไป

ธาได้รับการสั่งสม บันทึก และส่งต่อ จากคนรุ่นหนึ่งจนถึงคนอีกรุ่นหนึ่ง มันเผชิญชะตาเดียวกับการสูญพันธ์ุของพืชและสัตว์ หรือวัฒนธรรมเล็กๆ ชุมชนเล็ก คนตัวเล็กๆ เพื่อนผู้ไร้บ้าน เพื่อนผู้ลี้ภัย และเพื่อนร่วมโลกของเรามากมายที่ถูกปล่อยไว้ข้างหลังบนเส้นทางที่เร่งรีบไม่รู้จักชะลอ

ลูกหลานที่เติบโตมาและบิดเบี้ยวอย่างผมจึงได้แค่มาแบ่งปันความรู้ที่มีอยู่เพียงเล็กน้อย เผื่อว่าธาจะไปงอกงามที่ไหนสักที่ แม้เพียงบทเดียวผมก็พอใจแล้ว

ปกาเกอะญอ

 

โมโชะ บทกวีที่งอกเงยในความตาย

ในอดีตและบางชุมชนที่ยังเข้มแข็ง ทุกครั้งที่มีพิธีศพ เป็นโอกาสที่คนที่ยังมีชีวิตจะได้คุยกับความตายอย่างไม่เกรงกลัว และเป็นโอกาสที่เราจะได้ระลึกถึงกฎของธรรมชาติข้อหนึ่งที่เราทุกคนต้องพบเจออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

3 คืนแห่งการขับร้องบทเพลงของหนุ่มสาวซึ่งรับบทบาทสำคัญในการขับกล่อมดวงวิญญาณให้ไปสู่ภพภูมิแห่งสวรรค์ หนุ่มสาวใช้บทกวีขับกล่อมในงานและตอบโต้กันอย่างสงบ โดยมีโมโชะคอยประคับประคองให้เรื่องราวดำเนินไปอย่างไหลลื่น ในขณะนั้นเอง หนุ่มสาวบางคู่อาจชอบพอกันและกลายเป็นคู่รักในอนาคตต่อไป

บางครั้งหนุ่มสาวมาจากคนละหมู่บ้านพวกเขาจึงยินดีที่จะได้ทำความรู้จักเพื่อนใหม่ พื้นที่แห่งความตายสร้างนักกวีขึ้นมา เมื่อผ่านไปนานครั้งบทกวีที่มีเป็นร้อยเป็นพันก็จะได้รับการรักษาไว้ในตัวคนคนหนึ่งก่อนที่คนคนนั้นจะได้รับการขนานนามว่า ‘โมโชะ’ กวีผู้ถักทอเรื่องราวด้วยบทเพลง

โมโชะยังคงเป็นบุคคลสำคัญของชุมชนแม้กาลเวลาและยุคสมัยได้พรากเอาพื้นที่ของธาไปจากเรา ด้วยระบบการศึกษาสมัยใหม่ที่ไม่เหลือพื้นที่ให้กับองค์ความรู้ดั้งเดิมมากนัก บ่อยครั้งไม่มีหนุ่มสาวแสดงบทบาทในการขับร้องบทธาในพิธีศพ

การเปิดบทธาฟังผ่านเครื่องเล่น mp3 จึงเป็นทางเลือกที่อย่างน้อยๆ ผู้เฒ่าและโมโชะยังคงได้สัมผัสความงามของบทกวีดั้งเดิมและพาตัวเองเข้าไปในจินตนาการที่ไม่มีใครรู้นอกจากผู้ที่เข้าใจบทกวีเหล่านั้น และให้บทธาได้เดินทางต่อได้

ด้วยกาลเวลาผ่านไปอย่างไม่หวนคืน ธาได้หล่นหายไประหว่างทางอย่างตั้งใจและไม่ตั้งใจ หรือเพราะการทำมาหากินที่หลอกหลอนให้เราเป็นกังวลกับการอยู่รอดของปากท้องได้ จนหลงลืมบทกวีที่มีความงามมากกว่าบทเพลง

อย่างไรก็ดี ความหวังยังพอมีอยู่บ้าง เมื่อมีการพูดถึง การร้อง การเขียน ที่ในกลุ่มคนเล็กๆ น้อยที่ยังทำให้ธาได้เดินทางต่อบนหนทางที่เชี่ยวกรากและท้าทายต่อไป

ปกาเกอะญอ

บทกวีในเมล็ดพันธ์ุ

ต่า เก เลอ เปอ โหม่ โอะ ดิ๊

ความอุดมครั้งแม่ยังมี

ต่า เก เลอ เปอ โหม่ โอะ ดิ๊

ความสมบูรณ์ครั้งพ่อยังอยู่

เก่อ ตอ เอ เปอ แหนว่ อ่า คลี

ดูแลพันธ์ุเผือกไว้ให้เรา

เก่อ ตอ เอ เปอ บือ อ่า คลี

รักษาเมล็ดข้าวไว้ให้เรา

เก่อ ตอ เม แปก ถ่อ เซอ ชี

หากรักษาจนครบสามสิบ(อย่าง)

ต่า นะ นะ เก เปอ เต่อ ปลี

ถึงยามแร้นแค้นเราก็ไม่กลัว

 

บทกวีในดินแดนของเรา

เกอ เจ่อ โดะ เลอ ยวา ปะ ลอ

ภูเขาใหญ่ที่ยวาสร้างขึ้น (ยวา แปลว่า พระเจ้า, การไหล)

เกอ โล โดะ เลอ ยวา ปะ ลอ

เทือกเขาใหญ่ที่ยวาสร้างไว้

โอะ ลอ แท เปอ บะ เก่อ ตอ

ตกทอดให้เราดูแล

โอะ ลอ ตอ เปอ บะ เก่อ ตอ

ตกทอดให้เรารักษา

เปอ เม มา ญอ เอาะ ญอ

หากเราทำกินเรียบง่าย

เก ถ่อ แว กอ หยี่ กอ ฆอ

ทั่วแผ่นดินจะดีขึ้นได้

 

ปกาเกอะญอ ปกาเกอะญอ

ไม่นานมานี้นี้มีความพยายามที่จะผลักดัน พ.ร.บ. ข้าว ที่ไม่อนุญาตให้เกษตรกรเก็บเมล็ดพันธ์ุข้าวไว้ใช้เอง หากมันกลายเป็นกฎหมายที่บังคับใช้ในบ้านเราจริง เกษตรกรคงลำบากมากขึ้นและจะกระทบกับพวกเราทุกคนอย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น

ข้าวมีอยู่ในทุกวัฒนธรรม โดยเฉพาะเอเชียด้วยแล้ว การกินข้าวที่เราปลูกเอง ยิ่งเรารู้จักเรื่องราวและธรรมชาติของพันธ์ุข้าว อย่างเช่นพันธ์ุนี้ชอบน้ำอุ่น พันธ์ุนั้นโตได้ดีกว่าในแม่น้ำที่เย็นกว่า ที่ที่สูงกว่า รายละเอียดเหล่านี่ผ่านการสั่งสมจากประสบการณ์โดยตรงของผู้เฒ่าผู้แก่ในอดีตจนกลายเป็นทางเลือก และร่นระยะทางที่เราไม่ต้องทดลองเองทั้งหมด

การปรับปรุงพันธ์ุก็คงเหมือนการที่เราได้รับวัคซีนป้องกันโรคที่เรายอมรับได้บ้าง แต่การลิดรอนสิทธิในการรักษาเมล็ดพันธ์ุข้าวก็ไม่ต่างจากการบอกให้ใครสักคนเลิกเขียนบทกวี หรือสั่งให้ศิลปินหยุดสร้างสรรค์งานมีคุณค่าต่อชีวิตของเขานั่นเอง

เวลาโมโชะขับร้องบทธา พวกเขาจะมีความสุขและดื่มด่ำไปกับการค่อยๆ ถักทอเรื่องราวไปด้วยกันอย่างเนิบช้า มีเสียงหัวเราะ หยอกล้อ ระหว่างมิตรภาพ คือโอกาสที่พวกเขาได้อยู่กับปัจจุบันตรงนั้นจริงๆ

การเป็นหนึ่งเดียวและไหลไปกับบทเพลงอาจจะเป็นวิถีทางแห่งความสุขที่เรียบง่ายและได้เป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน ทำให้ผมคิดถึงประโยคหนึ่งของเพื่อนชาวเซลิช ชนเผ่าพื้นเมืองในอเมริกา ที่ครั้งหนึ่งเขากระซิบบอกกับผมว่า การร้องเพลงและเต้นรำคือหนทางกลับบ้านของมนุษย์

วัฒนธรรมไหนๆ ก็มีบทกวี เสียงเพลง ที่บ่งบอกความเป็นตัวเอง มีความสุขและทุกข์ในแบบของตัวเองจนห้วงสุดท้ายของชีวิตมาถึง การยอมรับในกฎธรรมชาตินั้นก็ถูกพูดถึงในบทเพลงดั้งเดิมเสมอ การร้องไห้ การดีใจ เสียใจ และไหลไปตามจังหวะของชีวิต

ก็เหมือนกับบทธาที่ค่อยๆ เคลื่อนย้ายจังหวะชีวิตของมันจากจุดหนึ่งไปยังจุดหนึ่ง กระทั่งโอกาสหนึ่งถึงอีกโอกาสหนึ่ง และแม้บทเพลงสุดท้ายของชีวิตเดินทางมาถึง ชีวิตก็ไม่เคยจบลง เพราะชีวิตใหม่พร้อมเริ่มต้นเดินทางอีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบอะไรก็ตาม

ชีวิตที่คืบคลานไปอย่างช้าๆ มันจะเดินทางได้นาน ได้ไกลเสมอ เพราะมันจะมีพื้นที่เวลาให้กับทุกๆ สรรพสิ่งอย่างเท่าเทียมกัน

 

แบบฝึกหัด

อยากเชิญชวนพวกเราลองเขียนธา และแปะเก็บไว้ที่บ้านหรือที่ทำงาน เผื่อให้กำลังใจตัวเองในการทำงานในแต่ละวัน ธามีสัมผัสง่ายๆ เฉพาะคำสุดท้าย ในแต่ละแถว เผื่อวันหนึ่งจะได้ขึ้นมาประลองกับโมโชะตัวจริงบนดอยนะครับ

1 2 3 4 5 6 7 1 2 3 4 5 6 7

1 2 3 4 5 6 7 1 2 3 4 5 6 7

1 2 3 4 5 6 7 1 2 3 4 5 6 7

ลองเขียนเล่นๆ เวลาว่างแล้วส่งให้เพื่อนๆ ดู เผื่อว่าวันหนึ่งเราอาจต้องกลับไปตามหาโมโชะในเมือง หากเราพลัดหลงไปจากรากเหง้าของเรา

ขอให้ทุกคนมีความสุขกับก้าวเล็ก ทีละคืบน้อยๆ ในแต่ละวันของชีวิตที่เป็นบทกวีที่มีคุณค่าต่อกันเสมอ

ต่าบลึ๊ โดะมะ / ขอบคุณมากครับ

Writer & Photographer

โอชิ จ่อวาลู

นักการภารโรงที่ Lazy man College ผู้กำลังหัดเขียนเล่าเรื่อง

Lazy Man College

เรื่องราวการอยู่ร่วมกันของชาวปกาเกอะญอกับธรรมชาติ

ฤดูร้อนมักทำให้เราคิดถึงป่า ภูเขา ทะเล แม่น้ำ ที่ปัดเป่าคลายร้อนให้กายและใจของเราได้เป็นอย่างดี เราจึงนัดกันออกเดินทางไปไกลออกไปจากเชียงใหม่ไม่มากนัก มีบทกวีที่ยังคงเดินทางเงียบๆ กลางหุบเขาริมแม่น้ำเงาซึ่งไหลผ่านจังหวัดตากและแม่ฮ่องสอน เราจะได้กลับไปเยี่ยมเพื่อนเก่า ป่านนี้คงโตขึ้นเยอะ และพวกเขาต้องมีอะไรสนุกแบ่งปันกับเราอย่างแน่นอน

แม่น้ำเงา

9 โมงเช้าวันจันทร์ เราออกเดินทางจากเชียงใหม่บนทางหลวงหมายเลข 108 ก่อนจะลดความเร็วเลี้ยวขวาที่อำเภอฮอด มุ่งหน้าสู่อำเภอแม่สะเรียง และเลี้ยวซ้ายเข้าสู่ถนนหมายเลข 105 ที่เราต้องนั่งคุยกันในรถอีกนาน กว่าจะเลี้ยวซ้ายอีกครั้ง

เครื่องยนต์ 4 ล้อคันแกร่งพาเราเลาะเลี้ยวเข้าป่า ขึ้นดอยลงเขา ขวามือของเรา นักเดินทางชื่อแม่น้ำเงากำลังสวนทางกับเราอย่างช้าๆ โครงการถนนคอนกรีตกำลังฉาบทาถนน เครื่องจักรกำลังขุดเซาะไหล่เขา ปรับดินเกลี่ยทางเพื่อความสะดวกรวดเร็วในการเดินทางของคน ความเร็วนี้เองเป็นสัญลักษณ์ของความเจริญที่มนุษย์ไล่กวดมาช้านาน แต่เราก็ยังไม่ค่อยแน่ใจนักว่าความเร็วจะพาเราไปที่ใด

ถนนลูกรังกำลังหยอกล้อกับล้อรถที่เหยียบย่ำให้ฝุ่นคลุ้ง จนรถคันหลังต้องชะลอความเร็ว เพื่อวิสัยในการมองเห็นที่ไม่เป็นอันตรายต่อการขับขี่ ส่วนเด็กแว้นและผู้ใหญ่ไม่แว้นบนเบาะรถมอเตอร์ไซค์ อาจจะกลายร่างเป็นมนุษย์สีเหลืองได้เมื่อเดินทางถึงบ้าน 

นานมากแล้วที่ไม่ได้เห็นฝุ่นบนถนนที่หนาท่วมล้อรถหลายนิ้ว เวลาเต้นของฝุ่นผงออร์แกนิกบนถนนกำลังจะหมดลง เพราะแผ่นคอนกรีตที่มาล่าอาณานิคมบนไหล่เขากำลังเคลื่อนประชิดใกล้เข้ามาทุกที 

มองทะลุผ่านกระจกออกไปจากห้องโดยสารแคบๆ ฝุ่นผงเหล่านั้นก็ไม่ได้ต่างไปชีวิตคนชายขอบ คนจนที่ไม่รู้ว่าจะถูกไล่ที่เมื่อไหร่ 

เราแวะพักที่อุทยานแห่งชาติแม่เงา มีเด็กนักเรียนเกือบทั้งโรงเรียนกำลังเพลิดเพลินกับการเล่นน้ำ บ้างนอนแช่น้ำ บ้างกำลังฝึกว่ายท่าผีเสื้อ ส่วนคนที่เล่นน้ำมาพักหนึ่งก็ออกมานอนอาบแดดคลายหนาว เหล่าซือบางคนสนุกจนเกือบแยกไม่ออกว่าใครเป็นครู ใครคือนักเรียน

คาบเรียนนอกห้องสี่เหลี่ยมเป็นที่โปรดปรานของเด็กไม่น้อย ได้แต่หวังว่าน้องๆ จะมีคาบเรียนแบบนี้บ่อยๆ ในฤดูร้อน

เพื่อนเก่า แม่น้ำเงา และบทกวีวัยเยาว์ การพักผ่อนช่วงฤดูร้อนที่ทำให้เห็นการเติบโตของชีวิต

แม่น้ำเงามีต้นทางจากอำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ ก่อนไหลข้ามพรมแดนสมมติเข้ามาในเขตจังหวัดแม่ฮ่องสอนและตาก เดินทางไปสมทบกับแม่น้ำยวมกับแม่น้ำเมย และไปบรรจบกับพี่ใหญ่อย่างโฃ่โกล หรือแม่น้ำสาละวินที่บ้านสบเมย มีบทธาของปกาเกอะญอ กล่าวไว้ว่า

“หากแม่น้ำเมยสามารถไหลทะลุผ่านโฃ่โกลได้ ดินแดนศักดิ์สิทธิ์จะปรากฏให้เราเห็นอีกครั้ง”

ยังมีบทธาที่พูดถึงกิเลน ราชสีห์ ผู้มีลวดลายเหมือนต้นบุก พวกมันจะกลืนกินชีวิตผู้คน ทั้งยังชอบกินต้นไม้ ก้อนหิน ดินทราย ตลอดสายน้ำสาละวิน

หากใครเคยไปหมู่บ้านสบเมยแล้วมองลงไปที่แม่น้ำ 2 สายที่มาบรรจบกัน เป็นไปได้ยากมากที่แม่น้ำเล็กกว่า จะไหลทะลุผ่านพลังอำนาจของแม่น้ำที่ใหญ่กว่าอย่างโฃ่โกล

นักมวยบางคนอาจแบกน้ำหนักของคู่ชกที่ใหญ่กว่าและล้มคู่ต่อสู้ได้ แต่แม่น้ำเงาไม่ใช่นักมวย แม่น้ำเงาเป็นเพียงนักเดินทางที่บังเอิญไหลไปเจอกับหมุดหมายของบทกวีบทนั้น ถ้าความบังเอิญทำให้แม่น้ำเงาต้องคิดถึงการต่อสู้ขึ้นมาจริงๆ มันคงเป็นนักต่อสู้ตัวน้อยที่ไหลเย็นแต่ไม่ถอย

บ้านริมเงา 

ในที่สุดเราเดินทางมาถึงบ้านอุมโละ ตำบลแม่สวด อำเภอสบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอน อีกฟากฝั่งของแม่น้ำเงาที่ห่างไปไม่กี่สิบหลา เป็นอำเภอท่าสองยางเขตจังหวัดตาก คงมีเพียงฝูงนกนางแอ่นบนฟ้าที่บินมาทักทาย และบอกเราว่า ปีกบางๆ ของพวกมันเป็นอิสระจากพรมแดนสมมติของมนุษย์มานานแล้ว

อะไรบางอย่างดลใจให้เราจอดรถเพื่อแวะยืดเส้นยืดสายที่ร้านค้าเล็กๆ ข้างทาง เรานึกขึ้นได้ว่าเราควรมีอาหารมังสวิรัติติดไม้ติดมื้อเข้าไป เพราะเจ้าบ้านที่เราจะพักด้วยไม่กินเนื้อสัตว์

เพื่อนเก่า แม่น้ำเงา และบทกวีวัยเยาว์ การพักผ่อนช่วงฤดูร้อนที่ทำให้เห็นการเติบโตของชีวิต
เพื่อนเก่า แม่น้ำเงา และบทกวีวัยเยาว์ การพักผ่อนช่วงฤดูร้อนที่ทำให้เห็นการเติบโตของชีวิต

อยู่ๆ ก็มีสาวน้อยปรากฏตัวออกมาจากในร้าน จิเว เจ้าบ้านที่เราตั้งใจไปเยี่ยมนั่นเอง จิเวบอกว่าวันนี้แม่ชวนพี่ต้นโพธิ์และน้องๆ ตามไปรักษาผู้ป่วยอีกหมู่บ้านหนึ่ง ตอนบ่ายๆ ถึงจะกลับมา จิเวขอแม่มาอยู่เป็นเพื่อนเจ้าของร้านขายของ พวกเราจึงได้เช็กอินกับเจ้าบ้านตัวน้อยแบบไม่ได้นัดหมาย

พวกเราบางส่วนเดินตามหลังจิเว ที่พาเราไปรู้จักกับทางลัดกลับบ้าน เราเดินผ่านนาแปลงเล็กๆ ก่อนจะถึงริมแม่น้ำ

ตะไคร่สีเขียวในฤดูกำลังแหวกว่ายไปกับฝูงปลาตัวน้อย ก้อนหินใต้น้ำลื่น ถ้าเดินไม่ระวังก็อาจจะได้ว่ายน้ำข้ามฝั่งแทน แม่น้ำเงาไหลเย็นสบายใจ เช่นเดียวกับสองเท้าเปล่าเปลือยของจิเวที่เดินข้ามแม่น้ำอย่างสบายตีน เท้าคู่นั้นคงสนิทมักคุ้นกับจังหวะของแม่น้ำสายนี้เป็นอย่างดี ถึงได้รับอนุญาตให้ข้ามฝั่งไปได้อย่างรวดเร็ว

ขึ้นจากฝั่งมาถึงสวนหลังบ้าน ต้นไม้ต่างถิ่นอย่างสะตอซึ่งเดินทางมาจากทางใต้ ออกใบรับหน้าร้อนให้ร่มเงาอย่างดี เช่นเดียวกับต้นมังคุดหน้าบ้านที่รอวันสุกให้เด็กปีนเล่นและเก็บผลกิน ต้นหม่อนมีผลสุกสีดำโน้มกิ่งลงมาเป็นซุ้มนำทางเข้าสู่ลานดินหน้าบ้าน หันซ้ายมีต้นลิ้นจี่ กล้วย ขนุน ก็ช่วยให้ความร่มรื่นเช่นกัน หันขวากลับมาต้นข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด ก็มีให้เก็บไปปรุงอาหาร 

ถ้าเราเดินเข้าบ้านทางถนน เราจะเห็นหน้าต่างจากชั้นสองเปิดทิ้งไว้หนึ่งบานทักทายสายตาของเรา เมื่อเดินเข้าไปใกล้ตัวบ้านก่อนจะขึ้นบันไดไม้ เราจะพบข้อความภาษาอังกฤษตัวพิมพ์ใหญ่ บางคำเริ่มเลือนลางจนเกือบจะอ่านไม่ออก ตัวหนังสือที่เขียนด้วยถ่านสีดำบนแผ่นไม้มีข้อความว่า

“DARK AGE IS COMING NOW POST CIVILIZATION IT IS NOT MY MISTAKE THAT YOU CANNOT UNDERSTAND”

เพื่อนเก่า แม่น้ำเงา และบทกวีวัยเยาว์ การพักผ่อนช่วงฤดูร้อนที่ทำให้เห็นการเติบโตของชีวิต

สักพักใหญ่ๆ เจ้าบ้านอีกที่เหลืออีก 6 คนก็กลับมาถึง เราได้พบกับเพื่อนเก่าจนครบแล้ว ได้เวลาก่อฟืน หุงข้าว ทำอาหารกินกัน ฟ้ามืดลง นกแซงแซวคงเข้านอนแล้ว อากาศกำลังดี บทสนทนาล้อมรอบกองไฟสลับกับเสียงเพลงของคลีโพที่เด็กๆ ยังจำได้ จุดที่เราอยู่ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ จึงไม่มีการไถหน้าจอเกิดขึ้นให้เรารู้สึกห่างเหินกัน

กอแปทะ เป็นหมู่บ้านเล็กๆ ริมแม่น้ำเงาที่ยังสงบ โดยเฉพาะกลางคืน เราได้ยินเสียงของป่าและแม่น้ำได้ชัดเจน

ดาวบนฟ้าส่องสว่างให้เห็น ได้เวลาเข้านอนแล้วพรุ่งนี้ค่อยว่ากัน

บทกวีวัยเยาว์

เช้าตรู่ของวันใหม่ อากาศกำลังดี เราทยอยตื่นมาทักทายเจ้าบ้านจนครบทั้งหมด 7 ชีวิต ต้นโพธิ์ พี่ชายคนโต ตามด้วย กันยา มาลี จิเว พรานป่า นาดิน และ แม่เก๋ หรือที่ชาวบ้านเรียกขานด้วยความนับถือว่า บูญทูโม หรือ แม่บุญทอง

พี่เก๋ช่วยรักษาชาวบ้านด้วยภูมิปัญญาแบบองค์รวมที่ต่อชีวิตผู้คนมานักต่อนัก ด้วยอาศัยองค์ความรู้ที่ร่ำเรียนมาเช่นการฝังเข็มควบคู่กับการใช้ยาสมุนไพร การปรับเรื่องการกิน การงดเว้นเนื้อสัตว์ และปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อสุขภาพ คือความคิดความเชื่อของคนนั่นเอง

คนไข้หลายคนเปลี่ยนมากินอาหารมังสวิรัติและมีอาการดีขึ้น บางคนเจ็บป่วยรุนแรงแต่ก็หายราวกับปาฏิหาริย์ เพราะการปรับเปลี่ยนตัวเองทั้งเรื่องการกินและวิธีคิดซึ่งไม่ง่ายนัก รายที่ได้ผล เพราะเกิดขึ้นจากการเข้าใกล้ความตายจึงเปลี่ยนแปลงตัวเองได้อย่างเด็ดขาด

ควันในครัวลอยคลุ้ง เจ้าบ้านกำลังทำอาหารกันอยู่ การไม่กินเนื้อสัตว์ทำให้การทำอาหารที่นี่ง่ายขึ้นมาก วันนี้มีผัดผัก น้ำพริก แกงเขียวหวานเจ และเมนูน่าสนใจสำหรับมื้อเช้าคือ น้ำพริกยอดข่า ที่จิเวตั้งใจให้เราได้ลิ้มลองฝีมือของลูกครัววัยกระเตาะ 

เพื่อนเก่า แม่น้ำเงา และบทกวีวัยเยาว์ การพักผ่อนช่วงฤดูร้อนที่ทำให้เห็นการเติบโตของชีวิต

ข่าอ่อนหรือต้นข่าที่กำลังโผล่ขึ้นมาจากดิน ขมิ้น เกลือ พริก และตะไคร้ต้น คือเครื่องปรุงทั้งหมด นำหัวหรือต้นข่าอ่อนที่แกะเอาเฉพาะส่วนที่อ่อนไปต้มจนนุ่ม โขลกพริก ขมิ้น เกลือ ลูกตะไคร้ต้น แล้วนำไปผัดน้ำมันเติมน้ำเล็กน้อย ปรุงรสด้วยเกลือเล็กน้อย ก็จะได้นำพริกข่าอ่อนสูตรบ้านริมเงาไว้กินแก้หิวแล้ว

กินข้าวเช้าเสร็จเยี่ยมไร่ในเงาของพี่ต้นข้าว ลูกคนแรกของพี่เก๋และพี่ยอด ถ้าเด็กหญิงต้นข้าวในวันนั้นยังมีชีวิตป่านนี้ก็จะโตเป็นสาวอายุ 20 ปีพอดี

จิเวหยิบผ้าทอผืนเล็กฝีมือของพี่ต้นข้าวมาให้พวกเราดูก่อนจะเอามาโพกหัว พี่เก๋เล่าว่า ต้นขนุนที่เราได้กินเป็นต้นขนุนที่ต้นข้าวปลูกไว้เมื่อครั้งยังเด็กมาก ปีนี้มันออกผลดกให้นกหนูมาแบ่งไปกิน

บ้านไม้ในไร่ตีนเขามีบทกวีที่เขียนใส่กระดาษแปะติดตามผนังบ้าน ที่ตอนนี้ถูกรวบรวมและได้รับการตีพิมพ์ในชื่อ เมล็ดเล็กเล็กๆ มีต้นไม้ใหญ่อยู่ข้างใน โดยสำนักพิมพ์นาคร

จิเวและนาดินน้องเล็กพาพวกเราไปดูต้นน้ำเล็กๆ ที่เป็นน้ำดื่มน้ำใช้ของที่นี่ เขื่อนเล็กๆ มีใบไม้ทับถมปิดทางน้ำ จิเวใช้มือเก็บใบไม้ออก เราได้เห็นกุ้งต้นน้ำครอบครัวใหญ่ที่ดูแลต้นน้ำให้เด็ก

เพื่อนเก่า แม่น้ำเงา และบทกวีวัยเยาว์ การพักผ่อนช่วงฤดูร้อนที่ทำให้เห็นการเติบโตของชีวิต
เพื่อนเก่า แม่น้ำเงา และบทกวีวัยเยาว์ การพักผ่อนช่วงฤดูร้อนที่ทำให้เห็นการเติบโตของชีวิต

เด็กๆ เดินฝ่าหนามในป่าอย่างชำนาญ ไม่มีริ้วรอยขีดข่วนให้เห็นก่อนจะไปปีนต้นหมากให้พี่ๆ ดู ก่อนจะกลับเข้าหมู่บ้าน พี่คลี และ พี่เอก แซ็กป่า เล่นเพลงให้เด็กๆ และพี่เก๋ฟัง ก่อนเสียงร้องจะเงียบลงเหลือเพียงเสียงกีตาร์และทำนองของแซกโซโฟนที่นุ่มนวล เราแต่ละคนเลือกอ่านบทกวีที่แปะไว้ อ่านไปพร้อมกับเสียงดนตรีบรรเลง บทกวีบางบทมีใจความว่า

“ฉันคือบทกวี

เมล็ดจากต้นธารเถื่อน

หยั่งรากดิน

ต้น กิ่ง ก้าน ใบ หยั่งฟ้า

ไม่ใช่คำกวี ไม่ใช่หน้ากระดาษ

ไร้อักษร ไร้ภาษา

เมล็ดเล็กๆ ที่ห่อหุ้มป่าใหญ่

อยู่ในฉัน

อยู่ในเธอ”

ตอนบ่ายเด็กๆ พาเราไปเล่นน้ำกันที่สะพานแขวนไม่กว้างมาก มีรถมอเตอร์ไซค์สัญจรไปมา ทำให้สะพานโยกโคลงเคลง จิเวโดดลงน้ำที่ความสูงไม่ต่ำกว่า 4 เมตร พรานป่าว่ายน้ำไปรับพี่สาวก่อนจับมือกันขึ้นจากน้ำ

โรคขาดธรรมชาติคงไม่เกิดขึ้นกับเด็กที่นี่ เด็กๆ ใช้ร่างกายมือและเท้าอย่างเต็มประสิทธิภาพ เด็กๆ ทุกคนเรียนรู้การหุงข้าว ตัดฟืน ทำอาหาร ขุดดิน เก็บผัก ทักษะการใช้ชีวิตที่ได้รับการบ่มเพาะจาก พ่อ แม่ พี่ และฤดูกาลที่แตกต่างกัน ทำให้เด็กๆ ก้าวเท้าเคลื่อนไหวได้อย่างมั่นใจ

เวลา 2 วันผ่านไปอย่างรวดเร็ว ก่อนพวกเราจะกลับ จิเวใช้เวลาว่างหลังจากไปเล่นน้ำ ทอผ้าผืนเล็กเป็นที่ระลึกให้พี่โอม แทนมิตรภาพที่ได้ถักทอขึ้นมาด้วยความตั้งใจ

เพื่อนเก่า แม่น้ำเงา และบทกวีวัยเยาว์ การพักผ่อนช่วงฤดูร้อนที่ทำให้เห็นการเติบโตของชีวิต
เพื่อนเก่า แม่น้ำเงา และบทกวีวัยเยาว์ การพักผ่อนช่วงฤดูร้อนที่ทำให้เห็นการเติบโตของชีวิต

บุญทูโมจะยังอุทิศชีวิตท่องเที่ยวเยียวยาผู้คนต่อไป เช่นเดียวกับเด็กๆ ที่จะเติบโตต้อนรับความเปลี่ยนของชีวิตอย่างไม่หยุดนิ่งเคียงคู่แม่เงา ถนนคอนกรีตแข็งแรงกำลังหลั่งไหลเอาสิ่งใหม่ๆ เข้ามา แต่บทกวีก็จะเดินทางและมีชีวิตของพวกเขาต่อไป

ขอคาราวะดวงวิญญาณของ วีระศักดิ์ ยอดระบำ ต้นข้าว ขอบคุณพี่เก๋และบทกวีทั้ง 6 หน่อที่ดูแลพวกเราอย่างดี ขอบคุณพี่โอม พี่โอ๋ คลีโพ เอก แซ็กป่า นุ น๊อต ที่ดูแลกันตลอดการเดินทาง

สวัสดีวันสงกรานต์

เพื่อนเก่า แม่น้ำเงา และบทกวีวัยเยาว์ การพักผ่อนช่วงฤดูร้อนที่ทำให้เห็นการเติบโตของชีวิต

Writer & Photographer

โอชิ จ่อวาลู

นักการภารโรงที่ Lazy man College ผู้กำลังหัดเขียนเล่าเรื่อง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load