25 กุมภาพันธ์ 2562
6 K

ที เก่อ ฮะ ฆอ เลอ อะ เชอ

พรมแดนของน้ำจะเสียหาย

ก่อ เก่อ ฮะ ฆอ เลอ อะ เชอ

พรมแดนของแผ่นดินจะพัง

จอ โหล่ แล บกอ เตอ เน เลอ

กษัตราไปเอาคืนกลับมาไม่ได้

จอ ปา แล บกอ เตอ เน เลอ

ราชาไปเอาคืนกลับมาไม่ได้

แล กอ โผ่ แฆ เลอ หมื่อ เคลอ

ไปเรียกผู้กำพร้าหลังตะวันฉาย

แฮ มา มึ เก ก่อ อะ เชอ

ให้กลับมาสร้างความสุขกลับคืนมา

 

ธา บทกวีของปกาเกอะญอ

ตั้งแต่เล็กจนโตมีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมายกับเรา บางครั้งหลายเรื่องราวทำให้เรายิ้มและหัวเราะด้วยความยินดี ดีจนเราไม่อยากให้มันเปลี่ยนแปลง บ่อยครั้งที่เรื่องราวมากมายทำให้เราเป็นทุกข์เจ็บปวดจนอาจกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ เราได้แต่หวังให้เรื่องราวผ่านไปในเร็ววัน เพื่อจะได้ก้าวไปข้างต่อไป

ผู้เฒ่าถึงเรียกโลกใบนี้ว่า ‘ห่อโข่‘ แปลว่า ‘ที่ร้องไห้’ ทุกๆ วันเราเรากำลังเรียนรู้ว่า การมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้เป็นเวทีให้ทุกคนได้เรียนรู้ชีวิตที่มีทั้งสุขทุกข์ปนเปและเป็นสิ่งเดียวกันอย่างแยกไม่ออก ก่อนที่เราจะเข้าใจความหมายของการมีชีวิตของแบบของตนเอง

ปกาเกอะญอ

หน้าร้อนกำลังมาถึง การทำงานกลางแจ้งอาจจะไม่สนุกนัก ว่าแล้วผมก็พาตัวเองกลับไปอ่านหนังสือเล่มหนึ่งที่พูดถึงบทกวีเก่าแก่ ที่เพื่อนปกาเกอะญอจากย่างกุ้งส่งมาให้ ผมเปิดอ่านและทบทวนองค์ความรู้เก่าแก่ช้าๆ หลายอย่างก็ไม่เข้าใจนัก

หนังสือที่ผมอ่านเรียกว่า ธา

ธา แปลว่าตรงตัวได้ว่า คืบ ทอ บทกวี ลำนำ

ธาพูดถึงความว่างเปล่า โลก พระเจ้า นกแซงแซว จอมปลวก สรรพสิ่งบนโลก ธรรมชาติ ความสัมพันธ์ของมนุษย์และสิ่งมีชีวิตอื่นๆ สงคราม ความรัก ความเศร้าโศก ความสุข การทำมาหากิน ความสำคัญของเมล็ดพันธ์ุ ตลอดจน ภัยธรรมชาติที่จะเกิดกับโลกของเรา

ไม่มีใครรู้เลยว่าธาเก่าแก่เพียงใด แต่มีมานานมากแล้ว บางช่วงบางตอนอาจคล้ายคลึงกับศาสนาคริสต์ อย่างเรื่องพระเจ้าสร้างโลก หรือ ธาบุโฆ่ ที่พูดถึงเจดีย์ ซึ่งบรรยากาศคล้ายกับว่าเรากำลังอยู่ในวัด

อย่างไรก็ตาม ธาคือมรดกของปกาเกอะญอและของโลกซึ่งกำลังจะหายไป เพราะพื้นที่ของธาถูกแทนที่ด้วยเพลงและสิ่งบันเทิงสมัยใหม่ การอยู่รอดของธาจึงเป็นเรื่องที่ท้าทายต่อจากนี้ไป

ธาได้รับการสั่งสม บันทึก และส่งต่อ จากคนรุ่นหนึ่งจนถึงคนอีกรุ่นหนึ่ง มันเผชิญชะตาเดียวกับการสูญพันธ์ุของพืชและสัตว์ หรือวัฒนธรรมเล็กๆ ชุมชนเล็ก คนตัวเล็กๆ เพื่อนผู้ไร้บ้าน เพื่อนผู้ลี้ภัย และเพื่อนร่วมโลกของเรามากมายที่ถูกปล่อยไว้ข้างหลังบนเส้นทางที่เร่งรีบไม่รู้จักชะลอ

ลูกหลานที่เติบโตมาและบิดเบี้ยวอย่างผมจึงได้แค่มาแบ่งปันความรู้ที่มีอยู่เพียงเล็กน้อย เผื่อว่าธาจะไปงอกงามที่ไหนสักที่ แม้เพียงบทเดียวผมก็พอใจแล้ว

ปกาเกอะญอ

 

โมโชะ บทกวีที่งอกเงยในความตาย

ในอดีตและบางชุมชนที่ยังเข้มแข็ง ทุกครั้งที่มีพิธีศพ เป็นโอกาสที่คนที่ยังมีชีวิตจะได้คุยกับความตายอย่างไม่เกรงกลัว และเป็นโอกาสที่เราจะได้ระลึกถึงกฎของธรรมชาติข้อหนึ่งที่เราทุกคนต้องพบเจออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

3 คืนแห่งการขับร้องบทเพลงของหนุ่มสาวซึ่งรับบทบาทสำคัญในการขับกล่อมดวงวิญญาณให้ไปสู่ภพภูมิแห่งสวรรค์ หนุ่มสาวใช้บทกวีขับกล่อมในงานและตอบโต้กันอย่างสงบ โดยมีโมโชะคอยประคับประคองให้เรื่องราวดำเนินไปอย่างไหลลื่น ในขณะนั้นเอง หนุ่มสาวบางคู่อาจชอบพอกันและกลายเป็นคู่รักในอนาคตต่อไป

บางครั้งหนุ่มสาวมาจากคนละหมู่บ้านพวกเขาจึงยินดีที่จะได้ทำความรู้จักเพื่อนใหม่ พื้นที่แห่งความตายสร้างนักกวีขึ้นมา เมื่อผ่านไปนานครั้งบทกวีที่มีเป็นร้อยเป็นพันก็จะได้รับการรักษาไว้ในตัวคนคนหนึ่งก่อนที่คนคนนั้นจะได้รับการขนานนามว่า ‘โมโชะ’ กวีผู้ถักทอเรื่องราวด้วยบทเพลง

โมโชะยังคงเป็นบุคคลสำคัญของชุมชนแม้กาลเวลาและยุคสมัยได้พรากเอาพื้นที่ของธาไปจากเรา ด้วยระบบการศึกษาสมัยใหม่ที่ไม่เหลือพื้นที่ให้กับองค์ความรู้ดั้งเดิมมากนัก บ่อยครั้งไม่มีหนุ่มสาวแสดงบทบาทในการขับร้องบทธาในพิธีศพ

การเปิดบทธาฟังผ่านเครื่องเล่น mp3 จึงเป็นทางเลือกที่อย่างน้อยๆ ผู้เฒ่าและโมโชะยังคงได้สัมผัสความงามของบทกวีดั้งเดิมและพาตัวเองเข้าไปในจินตนาการที่ไม่มีใครรู้นอกจากผู้ที่เข้าใจบทกวีเหล่านั้น และให้บทธาได้เดินทางต่อได้

ด้วยกาลเวลาผ่านไปอย่างไม่หวนคืน ธาได้หล่นหายไประหว่างทางอย่างตั้งใจและไม่ตั้งใจ หรือเพราะการทำมาหากินที่หลอกหลอนให้เราเป็นกังวลกับการอยู่รอดของปากท้องได้ จนหลงลืมบทกวีที่มีความงามมากกว่าบทเพลง

อย่างไรก็ดี ความหวังยังพอมีอยู่บ้าง เมื่อมีการพูดถึง การร้อง การเขียน ที่ในกลุ่มคนเล็กๆ น้อยที่ยังทำให้ธาได้เดินทางต่อบนหนทางที่เชี่ยวกรากและท้าทายต่อไป

ปกาเกอะญอ

บทกวีในเมล็ดพันธ์ุ

ต่า เก เลอ เปอ โหม่ โอะ ดิ๊

ความอุดมครั้งแม่ยังมี

ต่า เก เลอ เปอ โหม่ โอะ ดิ๊

ความสมบูรณ์ครั้งพ่อยังอยู่

เก่อ ตอ เอ เปอ แหนว่ อ่า คลี

ดูแลพันธ์ุเผือกไว้ให้เรา

เก่อ ตอ เอ เปอ บือ อ่า คลี

รักษาเมล็ดข้าวไว้ให้เรา

เก่อ ตอ เม แปก ถ่อ เซอ ชี

หากรักษาจนครบสามสิบ(อย่าง)

ต่า นะ นะ เก เปอ เต่อ ปลี

ถึงยามแร้นแค้นเราก็ไม่กลัว

 

บทกวีในดินแดนของเรา

เกอ เจ่อ โดะ เลอ ยวา ปะ ลอ

ภูเขาใหญ่ที่ยวาสร้างขึ้น (ยวา แปลว่า พระเจ้า, การไหล)

เกอ โล โดะ เลอ ยวา ปะ ลอ

เทือกเขาใหญ่ที่ยวาสร้างไว้

โอะ ลอ แท เปอ บะ เก่อ ตอ

ตกทอดให้เราดูแล

โอะ ลอ ตอ เปอ บะ เก่อ ตอ

ตกทอดให้เรารักษา

เปอ เม มา ญอ เอาะ ญอ

หากเราทำกินเรียบง่าย

เก ถ่อ แว กอ หยี่ กอ ฆอ

ทั่วแผ่นดินจะดีขึ้นได้

 

ปกาเกอะญอ ปกาเกอะญอ

ไม่นานมานี้นี้มีความพยายามที่จะผลักดัน พ.ร.บ. ข้าว ที่ไม่อนุญาตให้เกษตรกรเก็บเมล็ดพันธ์ุข้าวไว้ใช้เอง หากมันกลายเป็นกฎหมายที่บังคับใช้ในบ้านเราจริง เกษตรกรคงลำบากมากขึ้นและจะกระทบกับพวกเราทุกคนอย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น

ข้าวมีอยู่ในทุกวัฒนธรรม โดยเฉพาะเอเชียด้วยแล้ว การกินข้าวที่เราปลูกเอง ยิ่งเรารู้จักเรื่องราวและธรรมชาติของพันธ์ุข้าว อย่างเช่นพันธ์ุนี้ชอบน้ำอุ่น พันธ์ุนั้นโตได้ดีกว่าในแม่น้ำที่เย็นกว่า ที่ที่สูงกว่า รายละเอียดเหล่านี่ผ่านการสั่งสมจากประสบการณ์โดยตรงของผู้เฒ่าผู้แก่ในอดีตจนกลายเป็นทางเลือก และร่นระยะทางที่เราไม่ต้องทดลองเองทั้งหมด

การปรับปรุงพันธ์ุก็คงเหมือนการที่เราได้รับวัคซีนป้องกันโรคที่เรายอมรับได้บ้าง แต่การลิดรอนสิทธิในการรักษาเมล็ดพันธ์ุข้าวก็ไม่ต่างจากการบอกให้ใครสักคนเลิกเขียนบทกวี หรือสั่งให้ศิลปินหยุดสร้างสรรค์งานมีคุณค่าต่อชีวิตของเขานั่นเอง

เวลาโมโชะขับร้องบทธา พวกเขาจะมีความสุขและดื่มด่ำไปกับการค่อยๆ ถักทอเรื่องราวไปด้วยกันอย่างเนิบช้า มีเสียงหัวเราะ หยอกล้อ ระหว่างมิตรภาพ คือโอกาสที่พวกเขาได้อยู่กับปัจจุบันตรงนั้นจริงๆ

การเป็นหนึ่งเดียวและไหลไปกับบทเพลงอาจจะเป็นวิถีทางแห่งความสุขที่เรียบง่ายและได้เป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน ทำให้ผมคิดถึงประโยคหนึ่งของเพื่อนชาวเซลิช ชนเผ่าพื้นเมืองในอเมริกา ที่ครั้งหนึ่งเขากระซิบบอกกับผมว่า การร้องเพลงและเต้นรำคือหนทางกลับบ้านของมนุษย์

วัฒนธรรมไหนๆ ก็มีบทกวี เสียงเพลง ที่บ่งบอกความเป็นตัวเอง มีความสุขและทุกข์ในแบบของตัวเองจนห้วงสุดท้ายของชีวิตมาถึง การยอมรับในกฎธรรมชาตินั้นก็ถูกพูดถึงในบทเพลงดั้งเดิมเสมอ การร้องไห้ การดีใจ เสียใจ และไหลไปตามจังหวะของชีวิต

ก็เหมือนกับบทธาที่ค่อยๆ เคลื่อนย้ายจังหวะชีวิตของมันจากจุดหนึ่งไปยังจุดหนึ่ง กระทั่งโอกาสหนึ่งถึงอีกโอกาสหนึ่ง และแม้บทเพลงสุดท้ายของชีวิตเดินทางมาถึง ชีวิตก็ไม่เคยจบลง เพราะชีวิตใหม่พร้อมเริ่มต้นเดินทางอีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบอะไรก็ตาม

ชีวิตที่คืบคลานไปอย่างช้าๆ มันจะเดินทางได้นาน ได้ไกลเสมอ เพราะมันจะมีพื้นที่เวลาให้กับทุกๆ สรรพสิ่งอย่างเท่าเทียมกัน

 

แบบฝึกหัด

อยากเชิญชวนพวกเราลองเขียนธา และแปะเก็บไว้ที่บ้านหรือที่ทำงาน เผื่อให้กำลังใจตัวเองในการทำงานในแต่ละวัน ธามีสัมผัสง่ายๆ เฉพาะคำสุดท้าย ในแต่ละแถว เผื่อวันหนึ่งจะได้ขึ้นมาประลองกับโมโชะตัวจริงบนดอยนะครับ

1 2 3 4 5 6 7 1 2 3 4 5 6 7

1 2 3 4 5 6 7 1 2 3 4 5 6 7

1 2 3 4 5 6 7 1 2 3 4 5 6 7

ลองเขียนเล่นๆ เวลาว่างแล้วส่งให้เพื่อนๆ ดู เผื่อว่าวันหนึ่งเราอาจต้องกลับไปตามหาโมโชะในเมือง หากเราพลัดหลงไปจากรากเหง้าของเรา

ขอให้ทุกคนมีความสุขกับก้าวเล็ก ทีละคืบน้อยๆ ในแต่ละวันของชีวิตที่เป็นบทกวีที่มีคุณค่าต่อกันเสมอ

ต่าบลึ๊ โดะมะ / ขอบคุณมากครับ

Writer & Photographer

โอชิ จ่อวาลู

นักการภารโรงที่ Lazy man College ผู้กำลังหัดเขียนเล่าเรื่อง

Lazy Man College

เรื่องราวการอยู่ร่วมกันของชาวปกาเกอะญอกับธรรมชาติ

ช่วงเวลาที่เพลง วันหนึ่งฉันเดินเข้าป่า ของแม็กซ์ เจนมานะ โด่งดั่งทั่วไทย แม้แต่บนดอยเด็กก็ร้องกันอย่างสนุกสนาน มันประจวบเหมาะกับเสียงเรียกที่ดังกึกก้องจากข้างในให้ผมอนุญาตตัวเองเข้าป่าอีกครั้ง

บ้านผมอยู่ใกล้ภูเขามาก ตื่นมาก็เห็นต้นไม้เต็มภูเขาสบตากับผม แต่เราจะได้เข้าป่าก็ต่อเมื่อไปทำแนวกันไฟไปดับไฟป่า หรือพาเพื่อนๆ น้องๆ เดินป่า การเดินป่าครั้งนี้แตกต่างออกไปตรงที่ผมอยากได้ยินเสียงเรียกนั้นใกล้ๆ ชัดๆ

ผมนัดแนะเจก (Jake) เพื่อนชาวอเมริกันที่บวชเป็นสามเณรได้ 3 ปี จำวัดอยู่ที่วัดถ้ำดอยโตน เจกบอกว่า เขาไม่ชอบชื่อเขาเท่าไหร่ เพราะมันพ้องกับคำว่า ‘เจ๊ก’ ที่คนไทยบางคนชอบเรียกชาวจีนด้วยความรู้สึกดูแคลน เขาให้ผมเรียกเขาว่า ‘สุริยนต์’ ผมรับปากว่าจะเรียกเขาว่า สุริยนต์ ตลอดการเดินของเรา เขาทำหน้าพึงพอใจเหมือนได้รับชีวิตใหม่เลยทีเดียว

ปกาเกอะญอ, เข้าป่า, หลงป่า, บันทึกการเดินทาง, เดินป่า เชียงใหม่

ปกาเกอะญอ, เข้าป่า, หลงป่า, บันทึกการเดินทาง, เดินป่า เชียงใหม่

เราวางแผนจะไปถ้ำแห่งหนึ่งชื่อเก่อกวี‘ (ภาษาปกาเกอะญอ แปลว่า หินโน้ม) หลังจากจัดกระเป๋าเสร็จสรรพเราก็มุ่งหน้าขึ้นเขา พร้อมกับ ‘มีโชค’ หมาลูกครึ่งเยอรมันที่อยากออกเดินทางไปกับเราเช่นกัน ตอนบ่ายเราเริ่มเดินผ่านทุ่งข้าวที่กำลังเติบโตหลังฤดูกาลปลูกข้าวเพิ่งผ่านไปไม่นาน เราข้ามห้วยแม่สะป๊อกซึ่งเป็นแม่น้ำสายหลักที่หล่อเลี้ยงคนในชุมชนบ้านหนองเต่า แล้วไหลลงแม่วาง แม่ปิง ไปเป็นหนึ่งเดียวกับเจ้าพระยา ก่อนออกทะเล และเดินทางกลับมาบ้านหนองเต่าในรูปของฝน

จากนั้นแวะพักที่กระท่อมระหว่างทางซึ่งเคยเป็นชุมชนดั้งเดิมสมัยรุ่นทวด ซึ่งตอนนี้กลายเป็นสวน นา และป่า เราเดินผ่านสวนพลับที่กำลังจะสุกรอให้เก็บกินตลอดเดือนสิงหาคม ส่วนต้นกาแฟที่มีผลสีเขียวสด ต้องรอจนกว่าฤดูเกี่ยวข้าวเสร็จถึงจะเก็บได้

เราเดินไปเติมน้ำที่ ‘ห้วยเพาะต่าโกละ‘ (แปลว่า ห้วยตีมีด) ผู้เฒ่าสอนให้เราขออนุญาตน้ำทุกครั้งก่อนจะตักมาดื่มกินหรือล้างหน้า เพราะในน้ำมีนาทีเทวดาผู้ดูแลน้ำอาศัยอยู่

ปกาเกอะญอ, เข้าป่า, หลงป่า, บันทึกการเดินทาง, เดินป่า เชียงใหม่

เหตุผลสำคัญที่เราต้องให้ความเคารพน้ำหรือแม่น้ำ เพราะโลกของเรามีน้ำถึง 70 เปอร์เซ็นต์ แต่มีเพียง 3 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่เป็นน้ำจืด กว่า 70 เปอร์เซ็นต์ของน้ำจืดเป็นน้ำแข็งขั้วโลกที่ละลายมากขึ้นจากภาวะโลกร้อน และร่างกายของมนุษย์ก็มีน้ำถึง70 เปอร์เซ็นต์ สิ่งนี้เป็นภาษาธรรมชาติที่บรรพบุรุษของเราเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า เราคือส่วนหนึ่งของธรรมชาติ และธรรมชาติจะดูแลทุกชีวิตอย่างเท่าเทียม บรรพบุรุษจึงส่งต่อความห่วงใยที่มีต่อโลกผ่านบทกวีเก่าแก่ว่า

ออ ที เก่อ ตอ ที (ได้กินจากน้ำ จงดูแลน้ำ)

เอาะ ก่อ เก่อ ตอ ก่อ (ได้กินจากดิน จงดูแลโลก)

ปกาเกอะญอ, เข้าป่า, หลงป่า, บันทึกการเดินทาง, เดินป่า เชียงใหม่

ปกาเกอะญอ, เข้าป่า, หลงป่า, บันทึกการเดินทาง, เดินป่า เชียงใหม่

เสียงจากสายลม

เราเดินขึ้นเขาผ่านต้นไม้น้อยใหญ่มากมายทั้งต้นก่อป่า ต้นสารภีดง โดยเฉพาะต้นสนที่สูงเด่นขึ้นไปบนฟ้า เวลาลมพัดใบไม้ของต้นไม้แต่ละชนิดจะมีเสียงต่างกันราวกับลมกำลังไล่ตัวโน้ตดนตรีบนภูเขา ผมชวนสหายสุริยนต์นั่งพัก มีโชคดูเพลิดเพลินกับการเดินเข้าป่าครั้งแรกในชีวิตวัยขวบครึ่ง

เราเว้นระยะห่างในการเดิน คุยกันน้อยที่สุด ฟังเสียงลมหายใจตัวเองที่ถี่ขึ้นตามความชันของภูเขา เช่นเดียวกับเสียงหัวใจที่กำลังทำงานเต็มที่ และส่งเสียงดังตุบ ตุบ อยู่ข้างใน

ทางเดินบริเวณนี้เป็นเขตป่าชุมชนของชุมชนหนองเต่าและชุมชนห้วยตอง เราจึงเห็นชาวบ้านพาวัว ควาย เข้าป่า ทำเพิงพัก และทำคอกวัวกลางป่า เพราะพื้นที่นาหน้าฝนเป็นฤดูปลูกข้าว ใครมีฝูงสัตว์เกินกว่า 10 ตัวมักจะต้อนเข้าป่าและแวะไปดูเป็นครั้ง จนกว่าฤดูเก็บเกี่ยวสิ้นสุดลง ฝูงสัตว์ก็จะได้กลับมาเดินเล็มหญ้าในนาอีกครั้ง

เจ้าของสัตว์รู้จักป่าดีมาก เขารู้ว่าจะไปตามหาสัตว์เลี้ยงที่ไหน เขาบอกได้ว่ารอยเท้าลักษณะไหนเป็นรอยเท้าของฝูงสัตว์ของเขา บางครั้งเขาแค่ฟังเสียงกระดิ่งก็รู้แล้วว่าเป็นฝูงสัตว์ของเขาหรือไม่ องค์ความรู้เหล่านี้ถ่ายทอดกันผ่านการสัมผัสในวัยเยาว์ ผ่านรุ่นสู่รุ่นจนเกิดเป็นมั่นใจและชำนาญอย่างมาก

ที่ความสูง 1,600 เมตรจากระดับน้ำทะเล เราพักดื่มน้ำเติมพลังด้วยขนมและข้าวผัดที่เตรียมมาจากบ้าน เรามองดูวิวเห็นภูเขาที่เต็มไปด้วยสีเขียวจากต้นไม้โบกมือทักทายเรา ผมไม่อยากเชื่อเลยว่า มีคนเชื่ออย่างง่ายดายว่า พวกเราที่นี่ทำลายธรรมชาติ เพียงเพราะอ่านเจอจากหนังสือ ดูข่าว หรือฟังคนนี้คนนั้นเล่า

ไกลออกไปเรามองเห็นดอยสุเทพอย่างชัดเจน ถัดลงไปจากนั้นคงเป็นเมืองเชียงใหม่ที่วุ่นวายมากขึ้นทุกวัน อากาศเป็นพิษมากขึ้นทุกวัน ผมอยากให้เราฟังเสียงลมที่บอกเล่าความจริงด้วยกันจริงๆ

ปกาเกอะญอ, เข้าป่า, หลงป่า, บันทึกการเดินทาง, เดินป่า เชียงใหม่

 

เสียงจากไฟ

ฟ้าเริ่มมืด จุดหมายยังอีกไกล เราเดินทางต่อ มีโชควิ่งนำไปก่อนอย่างร่าเริง

เราเดินผ่านแนวกันไฟของเรา เดินเลาะลงไปในเขตป่าชุมชนบ่านโป่งสมิต เรามาถึงจุดบวชป่าที่มีผ้าเหลืองมัดตามต้นไม้ บริเวณนี้เคยเป็นไร่ฝิ่นเมื่อครั้งฝิ่นยังเป็นพืชถูกกฎหมาย เมื่อยกเลิกการปลูกฝิ่นก็เอาต้นสนมาปลูกในพื้นที่ป่าเสื่อมโทรม พื้นที่ตรงนี้จึงดูแปลกหน้า การเรียงตัวเป็นแถวเป็นแนวใกล้ชิดของต้นสนทำให้ต้นไม้ชนิดอื่นเติบโตยาก เพราะใบสนเป็นกรด ดินบริเวณนั้นจึงกลายเป็นกรดทั้งหมด

ท่านสุริยนต์แลกเปลี่ยนกับผมว่า ถ้าผมมองต้นไม้แปลกแยก แล้วไม่มองเขาเป็นคนอเมริกันที่แปลกแยกด้วยเหรอ ผมอึ้งไปสักครู่ก่อนจะตอบกลับว่า วิธีการปลูกป่าสนพวกนี้ไม่ได้เข้าใจธรรมชาติของป่าแถบนี้ และสนที่ปลูกก็ไม่ใช่สนธรรมชาติ การปลูกสนเป็นแถวเป็นแนวในป่าลึกแบบนี้อันตรายมาก เพราะใบสนที่ทับถมกันปีแล้วปีเล่าไวต่อไฟมาก เวลาเกิดไฟป่าชาวบ้านจึงปะทะโดยตรงไม่ได้ ต้องแก้ปัญหาด้วยการทำแนวกันไฟ

ปกาเกอะญอ, เข้าป่า, หลงป่า, บันทึกการเดินทาง, เดินป่า เชียงใหม่ ปกาเกอะญอ, เข้าป่า, หลงป่า, บันทึกการเดินทาง, เดินป่า เชียงใหม่

การมาของสนปลูกใหม่ไม่ต่างไปจากคนผิวขาวที่เข้าไปรุกรานชนเผ่าพื้นเมือง จนกลายเป็นความเจ็บปวดเรื่องหนึ่งของประวัติศาสตร์บนโลก แต่ท่านสุริยนต์ไม่ใช่คนต่างชาติ เขาคือเพื่อนมนุษย์ของผมคนหนึ่ง

เราเดินจนมืดและคล้ายว่าจะหลง ท่านสุริยนต์หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู Google Maps ปรากฏเป็นทางเมื่อครั้งมีการตัดถนนเพื่อเข้ามาปลูกป่า ร่องรอยถนนยังคงชัดเจน แต่สิ่งที่แตกต่างออกไปคือ เราหลงทาง!!!

ฝนเริ่มโปรยปราย เราเลาะแหวกพงหญ้าและหนามที่เรียงชิดติดกันราวกับม่านท่ามกลางความมืด โชคดีที่เราเตรียมไฟฉายส่องทาง สักพักผมได้ยินเสียง โอ๊ย คงไม่ใช่บุคคลที่สามอย่างแน่นอน เพราะท่านสุริยนต์ร่วงลงไปกองกับพื้น ผมพยุงเพื่อนลุกขึ้น ส่วนมีโชคก็พลัดหลงกับเรา ผมเรียกมันอยู่นาน ผมมั่นใจว่ามันไม่หลง เพียงแต่ทางรกขนาดนั้นคงยากสำหรับมันเหมือนกัน

เราทะลุออกมาตรงทางเดิน ท่านสุริยนต์ยังคงคิดถึงจุดหมาย แต่ผมขอร้องให้เราปักเต็นท์กันเพราะขาผมเริ่มออกอาการงอแงแล้ว และไม่รู้ว่าเราอยู่ตรงไหนของป่า การหยุดพักสำหรับค่ำคืนนี้คงเป็นทางออกที่ง่ายที่สุดแล้ว

ปกาเกอะญอ, เข้าป่า, หลงป่า, บันทึกการเดินทาง, เดินป่า เชียงใหม่

 

เสียงจากผืนดิน

เราตัดสินใจปักเต็นท์ใต้ต้นสน หลังจากแน่ใจว่าจะไม่มีกิ่งไม้ผุพังหล่นใส่ตอนกลางคืน ผมเอากระเป๋าเข้าไปในเต็นท์ล้มตัวลงนอนบนที่นอนที่สุดแสนจะวิเศษ กลางคืนมีเสียงฝนโปรยลงมาเบาๆ มีโชคได้ที่นอนใต้ก้อนหินใหญ่ คืนนี้ไม่มีดาว มีแต่ดินที่รองรับ 3 ชีวิตด้วยความเมตตา ผมขออนุญาตนอนหลับฝันดีตรงนี้นะครับ ผมบอกกับดินแถวนั้นก่อนจะหลับยาวถึงเช้า

เช้าๆ คงไม่มีอะไรน่าทำไปกว่าการก่อไฟ แต่ฝนตกไม้เปียก โชคดีที่เราแกะเปลือกสนตามต้นที่เหมือนเกล็ดปลามาใช้แทนฟืนได้ ผมต้มกาแฟเป็นอย่างแรก เป็นกาแฟที่แม่ปลูกไว้ในสวน ต้มด้วยหม้อต้มเลเบอนิสเท่ ผมแบ่งกับท่านสุริยนต์ แล้วต้มมาม่า ปิ้งมันฝรั่ง ถั่วเน่าแผ่น กินกับข้าวที่เหลือจากตอนเย็น ผมเอาข้าวใส่ใบไม้แล้วพึมพำประมาณว่า เจ้าป่าเจ้าเขาครับ ขอบคุณที่ดูแลเรา ขอให้เราเดินทางราบรื่นปลอดภัยนะครับ

ไม่น่าเชื่อว่ามื้อเช้าของเราในป่า ใต้ต้นสน ใต้หมอก ตีนถ้ำ เป็นมื้อที่อร่อยมากมื้อหนึ่งในรอบหลายวันของผม เราแบ่งกันกินอย่างสบายใจ มีโชคดูไม่ค่อยสบาย อาจจะเพราะตากฝนเมื่อคืน ผมเลยชวนมันเข้ามาห่มผ้าในเต็นท์เพื่อความอบอุ่น

ปกาเกอะญอ, เข้าป่า, หลงป่า, บันทึกการเดินทาง, เดินป่า เชียงใหม่

 

เธอได้ยินอะไรบ้าง

เสียงลมพัดสายฝนจนใบสนแกว่งไกว เม็ดฝนหยดลงบนดิน ควันจากกองไฟลอยไปเป็นหมอกหนา ผมไม่คิดถึงปลายทางอีกแล้ว ผมไม่ได้ยินเสียงเรียกของถ้ำหรือยอดเขาอีกแล้ว ผมนอนพักแนบดินและรับรู้ถึงความโชคดีที่ได้เกิดมาเป็นคนปกาเกอะญอ ซึ่งบรรพบุรุษช่วยดูแลรักษาผืนป่าไว้ให้ผมได้เข้ามาสัมผัสธรรมชาติ

ถ้าบรรพบุรุษบอกอะไรกับคนรุ่นหลังได้ คงไม่มีอะไรมากไปกว่าให้เราดูแลโลกของเราที่มีแค่ใบเดียวเท่านั้น โลกที่กำลังร้องไห้ดังในจิตใจของเรา เป็นเสียงสะท้อนจากส่วนลึกข้างในที่ไม่สามารถได้ยินด้วยหู แต่ขอให้เราใช้หัวใจรับฟัง เราจะได้ยินเสียงพูดคุยของแผ่นน้ำแข็งขั้วโลกที่กำลังแตกหัก อุณหภูมิร้อนอบอ้าวที่แดนอาทิตย์อุทัยพูดคุยกับเราผ่านร่างที่ไร้วิญญาณ ภูเขาพูดกับเราด้วยไฟ แผ่นดินบอกเราด้วยมวลน้ำมหาศาลที่ล้นทะลัก

ยังไม่นับภาษาคน ภาษาสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ที่ร้องขอชีวิต ร้องขอความเมตตาที่เราควรจะหยิบยื่นให้กันเท่าที่คนคนหนึ่งจะให้ได้ เราปล่อยให้เศรษฐกิจ การเมือง ผลประโยชน์ ล่มสลายได้ แต่ต้องไม่ใช่โลกใบเดียวของเรา

ปกาเกอะญอ, เข้าป่า, หลงป่า, บันทึกการเดินทาง, เดินป่า เชียงใหม่

ภาพ: โอชิ จ่อวาลู

Writer & Photographer

โอชิ จ่อวาลู

นักการภารโรงที่ Lazy man College ผู้กำลังหัดเขียนเล่าเรื่อง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load