วิชาทำนา ห้องเรียนของคนทุกวัย

เสียงรถไถนาบอกเวลาฤดูปลูกข้าวกลับมาอีกเช่นเคย แต่ฤดูฝนไม่เหมือนเช่นเดิมอีกแล้ว ความไม่ปกตินี้เป็นเรื่องปกติมาหลายปีแล้ว ผมยังจำได้ว่าตอนเด็กๆ พอเข้าฤดูฝน ฝนจะเทลงมาและพักในนาจนเต็ม เราจะวิ่งเล่นกันอย่างสนุกสนาน เตะน้ำให้ลอยขึ้นฟ้า วิ่งไถลไปตามน้ำ เปรอะไปด้วยดินโคลน ภาพแบบนี้มีให้เห็นน้อยลงทุกที

หลังจากการเกิดขึ้นของ COVID-19 ที่เขย่าโลกทั้งใบด้วยความเป็นความตาย เราเห็นเพื่อนๆ หนุ่มสาวที่ทำงานในเมืองหลายคนกลับบ้านเพื่อรอเวลากลับเข้าไปทำงานในเมือง ระหว่างนี้พวกเขาได้กลับมาเหยียบโคลนในท้องนาปลูกข้าวอีกครั้ง หลังจากหลายคนห่างเหินวิชาปลูกข้าวมานาน 

ส่วนนักศึกษามหาวิทยาลัยที่ปกติต้องอยู่ในเมืองก็ได้อยู่ช่วยพ่อแม่ปลูกข้าว เช่นเดียวกับเด็กๆ ที่ยังไม่ต้องไปเข้าแถวหน้าเสาธง ก็ได้มาช่วยอีกแรง หรือเด็กๆ บางคนก็กลับมาเรียนรู้การเป็นเด็กเลี้ยงควายตามรอยของปู่

พ่อเคยเล่าให้ฟังว่า สมัยก่อนการปลูกข้าวใช้เวลานานกว่าปัจจุบันนี้มาก ไม่ใช่เพราะฟ้าฝนไม่เป็นใจ แต่เป็นเพราะข้อจำกัดของเครื่องมือ และแรงของควายเนื้อที่ไม่ได้กินน้ำมัน การทำงานจึงเป็นไปอย่างช้าๆ กว่าจะพลิกหน้าดินได้สักศอกสักวาต้องใช้เวลานานมาก 

การมาถึงของควายเหล็ก เร่งจังหวะเดินจนบ่อยครั้งที่เราหลงลืมคุณค่าของความช้า และลืมตั้งคำถามกับตัวเองว่า เรากำลังรีบไปไหน จนกระทั่งภาวะโลกร้อนที่เกิดผลกระทบอย่างกว้างขวาง บวกกับ COVID-19 ที่มาบอกกล่าวบางอย่างกับเราอย่างจริงจัง

นักปลูกข้าวชนเผ่าชวนหนุ่มอังกฤษ ทำนาขั้นบันได และทฤษฎีใบไม้ทำมุม 137.5 องศา

คนกินข้าวต้องเห็นต้นข้าว 

หลังจากเราหว่านกล้าข้าวในเดือนพฤษภาคม พอถึงเดือนมิถุนายนก็ได้เวลาไถนาเตรียมดินปั้นคันนา เพื่อให้เมล็ดข้าวที่เราเก็บรักษาพันธ์ุมายาวนานรุ่นนี้ได้ออกเดินทางรอบใหม่ เพราะชาวบ้านใช้ชีวิตจากรุ่นสู่รุ่น เรียนรู้ทดลอง จนแน่ใจได้ว่าข้าวพันธ์ุไหน ควรปลูกที่แม่น้ำสายใด หรือที่แบบไหน เป็นการวิจัยที่ใช้เวลาทั้งชีวิตและให้ชีวิตต่อผู้วิจัยมาอย่างยาวนานเช่นกัน

หลังจากฝนทิ้งช่วงในบางสัปดาห์ ฝนก็เทลงมาให้นักปลูกข้าวมีความหวัง เมล็ดข้าวเปลือก จอบ รถไถ ตอก กระสอบ มีด กระท่อม อาหาร รองเท้าบูต ชุดทำนา ถุงมือ หมวก และอื่นๆ อีกมากมายตามความจำเป็น เปรียบเสมือนปากกา พู่กัน และสี ส่วนผืนนาเป็นเหมือนกระดาษ หรือผ้าผืนใหญ่ นักปลูกข้าวเป็นจิตกรผู้เชี่ยวชาญซึ่งมีลูกๆ หลานๆ เป็นผู้ช่วย งานศิลปะชิ้นนี้ใช้เวลาอย่างน้อย 7 เดือน ยิ่งถ้าเป็นไร่หมุนเวียนต้องใช้เวลาเกือบทั้งปี ซึ่งนานพอที่จะเห็นคุณค่าของข้าว และเชื่อมั่นว่าข้าวให้ความมั่นคงกับพวกเขาได้

เมื่อได้เวลาปลูกข้าว นักปลูกข้าวจะแลกเปลี่ยนแรงงานกัน ช่วยเหลือกันเหมือนเช่นที่เป็นมาอย่างยาวนาน เสียงรถไถนาเดินตามดังตักๆๆ หลานชายที่โตเป็นหนุ่มกำลังอยู่ในวัยเรียนรู้การทำงานของควายเหล็กที่ใช้ผสมดินและน้ำให้เข้ากัน ก่อนปลูกข้าวต้องพรวนดินให้มีความละเอียดพอดี ยิ่งนุ่มเท่าไหร่ยิ่งดีเท่านั้น นักปลูกข้าวจะได้ไม่เจ็บมือมากเกินไป ระดับของดินที่เรียบเสมอกันที่สุดจะช่วยให้น้ำที่ขังในนาหล่อเลี้ยงต้นข้าวได้ทุกต้นตลอดฤดูของมัน

นักปลูกข้าวชนเผ่าชวนหนุ่มอังกฤษ ทำนาขั้นบันได และทฤษฎีใบไม้ทำมุม 137.5 องศา
นักปลูกข้าวชนเผ่าชวนหนุ่มอังกฤษ ทำนาขั้นบันได และทฤษฎีใบไม้ทำมุม 137.5 องศา

การทำนาขั้นบันไดบนดอยเป็นความท้าทายของนักเดินตามควายเหล็กมือใหม่ เมื่อต้องเปลี่ยนแปลงข้าวที่บางทีต้องขึ้นลงบนคันนาที่สูงต่ำไม่เท่ากัน เคยมีควายเหล็กหกคะมำมาแล้วนักต่อนัก และนั่นจึงต้องมีผู้มากประสบการณ์มาคอยประกบหนุ่มน้อยเหล่านี้ในช่วงเริ่มต้น

ส่วนนักปลูกข้าวที่ยืนเรียงแถวหน้ากระดาน มือซ้ายถือกล้าข้าวที่มัดด้วยตอก มือขวาค่อยๆ แยกกล้าข้าวออกมาที่ละ 3 ต้น 5 ต้น แล้วบรรจงปักกล้าข้าวลงดิน ทีละนิดๆ จนหมดมัด แล้วหยิบกล้ามัดใหม่ มาเดินดำไปข้างหน้าพร้อมๆ กัน

นักปลูกข้าวชนเผ่าชวนหนุ่มอังกฤษ ทำนาขั้นบันได และทฤษฎีใบไม้ทำมุม 137.5 องศา

เด็กตัวน้อยโยนกล้าข้าวขึ้นฟ้าก่อนตกลงในนา เหมือนการเล่นสนุกของเด็ก หลานตัวน้อยยังไม่รู้ว่า เกษตรและวิถีชนบทเคยถูกทำให้เชื่อว่า เป็นความด้อยพัฒนา ล้าหลัง และต่ำต้อย โรงเรียนกระแสหลักผลิตซ้ำความเชื่อนี้มานาน นานพอที่ผู้คนมากมายจะหันหลังให้บ้านเกิดเพื่อออกไปตามหาฝันที่ดีกว่า หลายคนประสบสบความสำเร็จ แต่ก็มีมากมายที่ความฝันหล่นหายระหว่างทาง ความฝันอาจจะผุพังไป แต่ความจริงที่เติบโตบนผืนดินนั้นรอคอยให้ลูกหลานที่จากไปกลับมาเสมอ การกลับบ้านไม่มีความมั่งคั่ง ร่ำรวย มีเพียงความมั่นคงของชีวิตที่ฝากไว้ในเมล็ดข้าว

บ้านที่แท้จริงของโซได

โซได เป็นหนุ่มบางกอก-โตเกียว วัย 23 ขวบ ที่เคยมาเยี่ยมที่นี่เมื่อ 3 ปีก่อน วันนี้เขาพาตัวเองกลับมาอีกครั้ง หลังจากกักตัวร่วมเดือนที่กรุงเทพฯ ความเบื่อหน่ายที่ต้องอยู่กับที่เป็นเวลานาน ทำให้เขาตัดสินใจขับรถขึ้นเชียงใหม่ เพื่อมาปลูกข้าว ปลูกต้นไม้ และเล่าเรื่องชีววิทยาที่เขาไปร่ำเรียนไกลถึงเมืองลอนดอน

โซไดเคยเรียนที่บางกอกพัฒนา ก่อนไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัย Imperial College ประเทศอังกฤษ เขาเชื่อว่าการศึกษาเรื่องชีววิทยาจะทำให้มองธรรมชาติด้วยความเข้าใจมากขึ้น เขาใช้เวลาเพียง 3 ปีก็จบปริญญาตรี เขาตั้งใจจะกลับไปเรียนต่อปริญญาโทที่นั่นพร้อมกับเป็นผู้ช่วยสอน เพื่อหาความรู้ที่จะช่วยให้เข้าใจธรรมชาติต่อไป

นักปลูกข้าวชนเผ่าชวนหนุ่มอังกฤษ ทำนาขั้นบันได และทฤษฎีใบไม้ทำมุม 137.5 องศา

“ผมเลือกเรียนชีววิทยาเพราะอยากเข้าใจกลไกของธรรมชาติ เช่น ชีวิตสัตว์ที่อยู่บนโลกใบเดียวกับเรา”

ในขณะที่ผมชวนเขาขุดหลุมเพื่อปลูกต้นอาโวคาเป็นที่ระลึกให้ตัวเอง เขาชี้ไปที่ใบของอาโวคาโดซึ่งก้านแต่ละคู่ทำมุม 137.5 องศา เป็นการสังเกตที่เขาได้จากร่ำเรียนมา ผมอยากรู้ขึ้นมาเลยว่า องศาที่ห่างกันของใบไม้สำคัญอย่างไรกับเรา

“การที่ก้านใบของต้นไม้ส่วนใหญ่ที่ทำมุมเป็น 137.5 องศานั้น เป็นลายที่ธรรมชาติจัดวางตัวเอง ธรรมชาติให้พื้นที่ซึ่งกันและกัน ซึ่งเป็นกลไกที่ทำให้การเจริญเติบโตเป็นไปอย่างสมดุล”

โซไดขุดหลุมและปลูกต้นอาโวคาโดของตัวเองอย่างทะมัดทะแมง ต่อด้วยขนฟางไปให้วัวกิน ปิดท้ายด้วยลงไปปลูกข้าวในนา

“สัตว์ก็เป็นบรรพบุรุษของเราในแง่ของความเกี่ยวข้องกันในการดำรงอยู่ในโลกใบนี้ ชีวิตของสัตว์และมนุษย์มีผลต่อกัน สมมติไก่ที่มาคุ้ยเขี่ยหาอาหารและถ่ายใต้ต้นไม้ มีส่วนให้ต้นไม้เจริญงอกงามมีผลให้เรากิน”

“ผมรู้สึกว่า เรากินทิ้งกินขว้าง และไม่เห็นคุณค่าของอาหารเท่าที่ควร เพราะเราไม่ได้สัมผัสการปลูกข้าวหรือผลิตอาหารเอง”

เราเห็นตรงกันว่า COVID-19 ทำให้คนตื่นตัวมากขึ้นว่า อาหารสำคัญต่อเราแค่ไหน โซไดเล่าว่าที่อังกฤษ คนไร้บ้านถูกรังเกียจและถูกตั้งข้อสงสัยว่าจะอาจเป็นคนที่แพร่เชื้อโรคได้ รัฐบาลจึงเอาคนไร้บ้านไปขังไว้ในโรงแรม เพื่อแก้ปัญหา

“ในอังกฤษ ภาษีที่ดินแพงมาก ทำให้เกษตรกรรายย่อยที่ได้รับมรดกจากพ่อแม่ จำเป็นต้องขายที่ดิน เพราะแบกรับภาษีที่ดินไม่ไหว การย้ายตัวเองเข้าไปอยู่ในเมือง ทำให้พวกเขาสูญเสียที่ดิน และเผลอๆ จะเป็นการสูญเสียอิสรภาพทั้งชีวิต เพราะค่าใช้จ่ายในเมืองนั้นแสนแพง คุณทำเงินได้เยอะก็จริง แต่ก็ต้องจ่ายออกไปมากเช่นเดียวกัน”

บางทีการทำมุมของใบไม้ที่ 137.5 องศา อาจเป็นกฎของความเท่าเทียมกันในสังคมที่ต้นไม้พยายามบอกเราว่า มนุษย์ทุกคนควรมีพื้นที่ชีวิตและสิทธิ์ในการเข้าถึงทรัพยากรที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต

นักปลูกข้าวชนเผ่าชวนหนุ่มอังกฤษ ทำนาขั้นบันได และทฤษฎีใบไม้ทำมุม 137.5 องศา

“ความรู้มีพลังในการสร้างสรรค์มากมาย เช่นเดียวกับพลังในการทำลายธรรมชาติ การสังเกตอย่างเดียวไม่เคยคลายความสงสัยให้มนุษย์ การทดลองต่างๆ จึงเกิดขึ้น เมื่อผลการทดลองเป็นที่น่าพอใจ มนุษย์ก็ล้ำเส้น เอาเปรียบธรรมชาติและมนุษย์ด้วยกัน ด้วยความรู้ที่เรามี ผมไม่คิดว่าผมจะแก้ปัญหาอะไรได้ในตอนนี้ ผมเพียงแค่อยากเข้าใจธรรมชาติ ที่เราเป็นส่วนหนึ่งในนั้น”

พ่อของโซไดเป็นคนไทย ส่วนแม่เป็นชาวญี่ปุ่น เขาพูดได้ทั้งภาษาไทย ญี่ปุ่น และอังกฤษ ผมอยากรู้ว่าเขารู้สึกว่าเขาเป็นคนที่ไหนกันแน่

“ผมรู้สึกดีที่ได้กลับมาเมืองไทย เพราะผมโตที่นี่ แต่ผมก็มียายและญาติที่โตเกียวด้วย ญี่ปุ่นจึงให้ความรู้สึกเหมือนบ้านเช่นกัน ส่วนการใช้ชีวิตและเดินทางทั่วสหราชอาณาจักร เช่น การไปเที่ยวสก็อตแลนด์หรือไอร์แลนด์ที่มีภูมิประเทศและธรรมชาติที่งดงามก็ให้ความรู้สึกเหมือนบ้านเช่นกัน”

“ท้ายที่สุดแล้วความหมายของบ้านที่ควรจะเป็นสำหรับเรานั้น น่าจะเป็นความรับผิดชอบต่อทุกๆ ที่ที่เราไป ดูแลเรื่องขยะเรื่องการบริโภค ปฏิบัติต่อที่นั่นเหมือนบ้านของเรา โลกจะดีขึ้นกว่านี้ เพราะโลกใบนี้ต่างหากคือบ้านที่แท้จริงของพวกเรา”

โซไดสนับสนุนการเรียนออนไลน์จากที่บ้าน เพราะโรงเรียนและมหาวิทยาลัยเป็นธุรกิจอย่างหนึ่ง มีการลงทุนที่คิดถึงกำไรที่จะได้รับกลับมา

“เราควรได้ใช้เวลาเรียนในสิ่งที่อยากเรียน คุ้มค่ากับเงินที่เราเสียไป”

ลานหน้าเสาธงกำลังรอเด็กๆ กลับไปเข้าแถว ในวันที่เรากำลังพูดถึงความปกติใหม่ ในวันที่โลกเปลี่ยนไปมาก ไม่ใช่เด็กทุกคนต้องเรียนรู้การปลูกข้าว แต่มันสำคัญสำหรับลูกชาวนาที่มีความฝันว่าอยากอยู่ที่นี่ 

เราได้แต่หวังว่าโรงเรียนจะสอนให้เด็กชื่นชมข้าวจากใจมากกว่าปกติ ที่เคยเป็นมา

นักปลูกข้าวชนเผ่าชวนหนุ่มอังกฤษ ทำนาขั้นบันได และทฤษฎีใบไม้ทำมุม 137.5 องศา

Writer & Photographer

โอชิ จ่อวาลู

นักการภารโรงที่ Lazy man College ผู้กำลังหัดเขียนเล่าเรื่อง

Lazy Man College

เรื่องราวการอยู่ร่วมกันของชาวปกาเกอะญอกับธรรมชาติ

 ห่อโข่ ดาวเคราะห์สีน้ำเงิน ที่ที่เราทุกคนร้องไห้

การร้องไห้เป็นธรรมชาติอย่างหนึ่งของมนุษย์ ที่เราทุกคนบนโลกล้วนเคยประสบพบเจอในชีวิต แม้เราจดจำเสียงร้องไห้ครั้งแรกของเราในวันที่ลืมตาดูโลกไม่ได้ ทารกบางคนถูกตีก้นหากชักช้าไม่ยอมร้องไห้ให้หมอตำแยสมัยใหม่ฟัง หลังจากการร้องไห้ครั้งนั้น เราได้เริ่มต้นมีชีวิตบนโลกใบนี้ที่หมุนมาช้านานและกำลังหมุนต่อไป

‘ห่อโข่’ แปลว่า ดิน โลก และที่ร้องไห้ การร้องไห้เป็นภาษาแรกของมนุษย์ทุกคน ทุกเผ่าพันธุ์บนโลก ยังไม่มีบันทึกไหนบอกว่ามีเด็กลืมตาดูโลกแล้วหัวเราะ อาจมีบ้างที่มีเด็กน้อยยิ้ม แต่มันจะเกิดหลังจากร้องไห้ ภาษาสากลนี้จึงเหมาะที่สุดแล้วสำหรับความเชื่อบรรพบุรุษของปกาเกอะญอ ผู้เรียกขานดาวเคราะห์สีน้ำเงินดวงนี้ว่าห่อโข่ หรือที่ที่เราทุกคนร้องไห้

ปกาเกอะญอเชื่อว่า ห่อโข่ คือดาวโลก ที่ที่ทุกคนร้องไห้ เพราะน้ำตาบอกว่าเรามีชีวิต

วาระที่หนึ่ง

การเกิดมาแล้วร้องไห้ทันที แปลว่าการเดินทางบนโลกใบนี้มันไม่ใช่เรื่องสนุกนัก เราต้องพบเจอความยากลำบากไม่มากก็น้อย ไม่ช้าก็เร็วเป็นเรื่องปกติธรรมดา แต่ก็มีเรื่องราวที่มอบรอยยิ้มและความสุขใจให้เราได้เช่นกัน อย่างเด็กๆ ใช้การร้องไห้เป็นเครื่องมือในการได้มาซึ่งของเล่น ขนม หรืออะไรก็ตามที่ปรากฏขึ้นตรงหน้า 

เมื่อครั้งพ่อแม่พาไปยังแหล่งที่มีของเล่นเด็ก เด็กบางคนขอผู้ปกครองด้วยวาจาอย่างน่ารักน่าเอ็นดู ก็ได้ของที่หมายปองมาครองครองอย่างราบรื่น แต่คงมีเด็กจำนวนมากที่อาจต้องสวมบทบาทนักแสดง ด้วยการเปล่งเสียงร้องและรีดน้ำตาออกมา ถ้ายังไม่ประสบความสำเร็จ ก็ยังมีไม้ตายสุดท้ายด้วยการลงไปนอนเกลือกกลิ้งบนพื้น ซึ่งใช้ได้ผลอยู่บ่อยๆ แต่พอโตขึ้นมาหน่อยอาจจะต้องใช้วิธีอื่นๆ ที่เหมาะกับวัยมากขึ้น นี่ก็เป็นความยากลำบากน้อยๆ ของผู้ปกครองเช่นเดียวกับลูกๆ ที่ต้องฝึกฝนไม้ตายไว้ใช้ยามจำเป็น

ฟ้าเจ็ดซ้อนดินเจ็ดชั้น ความเชื่อ ของปกาเกอะญอ ต่อ ห่อโข่ หรือโลกที่เราอาศัย และการร่ำไห้ ธรรมชาติอย่างหนึ่งของมนุษย์ที่แสดงถึงการมีชีวิตอยู่

จึงมีสุภาษิตกล่าวไว้ว่า เด็กได้มาด้วยการร้องไห้ ผู้ใหญ่ได้มาด้วยเล่ห์กล และวัยเด็กนี้เองเป็นวัยที่หอมที่สุด ความหอมเป็นกลิ่นและบรรยากาศที่มีชีวิตชีวา เราสังเกตได้จากบ้านที่มีเด็กอยู่ มักมีเสียงเพลงของพ่อแม่ที่กล่อมลูกน้อย เสียงที่ญาติๆ ข้างบ้านไปแสดงความเอ็นดูเจ้าตัวน้อย เสียงหัวเราะและเสียงร้องเพลงของเด็กน้อยที่โตขึ้นมาหน่อย ช่วยหล่อเลี้ยงบรรยากาศของบ้านให้อบอวลไปด้วยความสดใสด้วยพลังงานของเด็ก ช่วยให้ผู้ใหญ่ยิ้มได้และรู้สึกผ่อนคลายจากความเครียดของการงาน เด็กจึงเนื้อหอมที่สุดในบ้าน

มีเรื่องเล่าว่า เมื่อครั้งที่ผู้ใหญ่กำลังถกเถียงกันเรื่องกำจัดปีศาจตัวหนึ่งที่เข้ามารุกรานหมู่บ้าน ทำให้ผู้คนเดือดร้อน ล้มป่วย และสร้างความหวาดกลัวไปทั่ว ผู้ใหญ่ประชุมหารือกัน 7 วัน 7 คืนบนบ้าน แต่ก็หาทางออกไม่เจอ เด็กๆ ที่กำลังเล่นกันตามประสาเด็กใต้ถุนบ้านได้ยินเสียงผู้ใหญ่ถกเถียงกันอย่างจริงจัง จนรู้สึกว่ามันรบกวนการเล่นของพวกเขา เด็กคนหนึ่งในนั้นจึงขึ้นไปบนบ้าน แล้วยื่นปืนลมที่ทำจากไม้ไผ่ของตัวเอง และบอกกับผู้ใหญ่ว่าให้ล่อปีศาจเข้ามาในปืนลมของเขา ครั้นปีศาจเข้าไปแล้วให้เอาขี้ผึ้งอุดหัวท้ายของปืนลมแล้วเอาไปเผา ปีศาจก็จะไม่โผล่มาอีก

ทางออกที่ง่ายราวกับปอกกล้วยกินของเด็ก สำหรับผู้ใหญ่แล้วมันเป็นความคิดที่ไร้เดียงสาเท่านั้นเอง แต่ผลที่ออกมาก็ทำให้ผู้ใหญ่ต้องคิดใหม่ ผู้ใหญ่คิดมากไป คิดซับซ้อนเกินไป จึงไม่แปลกที่เจ้าชายน้อยจะไม่ค่อยเข้าใจพวกผู้ใหญ่นัก

การร้องไห้วาระแรกนี้เป็นการร้องไห้พื่อต้อนรับเริ่มต้นการมีชีวิตในโลก ซึ่งวัยเด็กนี้เอง น่าจะเป็นวัยที่พวกเราหลายคนยกมือสนับสนุนเห็นด้วยว่า วัยเด็กคือวัยที่เรามีความสุขมากที่สุด

ฟ้าเจ็ดซ้อนดินเจ็ดชั้น ความเชื่อ ของปกาเกอะญอ ต่อ ห่อโข่ หรือโลกที่เราอาศัย และการร่ำไห้ ธรรมชาติอย่างหนึ่งของมนุษย์ที่แสดงถึงการมีชีวิตอยู่

วาระที่สอง

การดีใจก็ทำให้เราร้องไห้ได้เช่นกัน บ่อยครั้งที่เราเห็นนักกีฬาหลั่งน้ำตาในโอกาสที่ได้รับชัยชนะ หลังการแข่งขันจบสิ้นลง การบากบั่นฝึกฝนมาทั้งปีได้รับผลตอบแทนที่มีค่าต่อจิตจากมากมาย เช่นเดียวกับฝ่ายที่ปราชัยก็ร่ำไห้เสียใจที่พลาดหวังในการแข่งขันทั้งๆ ที่ก็ฝึกฝนไม่น้อยไปกว่ากัน ความรักมีพลังมหาศาลที่จะปลดปล่อยน้ำตาอุ่นๆ ไหลมาอาบแก้มของใครต่อมากมาย ความผิดหวังจากความรักนำมาซึ่งความโศกเศร้าอย่างถึงที่สุดนี่เอง ที่เปลี่ยนแปลงคนคนหนึ่งกลายเป็นอีกคนไปเลย

วาระที่สาม

การจากลาดูจะเป็นสิ่งที่ทำให้มนุษย์ร้องไห้มากที่สุดครั้งหนึ่ง โดยเฉพาะการจากลาที่ไม่มีวันได้พบเจอกันอีก คนสมัยก่อนเชื่อว่านอกจากโลกใบนี้แล้ว ยังมีโลกอีก 4 ใบทับซ้อนกันอยู่ คือ โลกที่เรากำลังอยู่ โลกวิญญาณ โลกแห่งความตาย โลกนรก โลกสวรรค์ ในบรรดาโลกทั้งห้านี้มีการร้องไห้ให้ได้ยิน และทุกโลกต่างหมุนโคจรไปกับเราทุกขณะทุกวัน หากเราดีใจ อิ่มใจ หรือรู้สึกสงบ ก็บอกได้เลยว่า เรากำลังอยู่ในโลกสวรรค์ แต่ถ้าเราทุกข์ใจ ก็บอกได้ทันทีเช่นกันว่าเรากำลังย่ำไปในโลกของนรก ส่วนคนที่เมาสุรา อาจจะกำลังท่องเที่ยวไปในโลกแห่งวิญญาณ เพราะร่างกายที่อ่อนเอนทรงตัวไม่มั่นคงนั้น อาจเหลือความเป็นมนุษย์เพียงครึ่งเดียว ในแต่ละวันเราอาจจะท่องเที่ยวไปมาจนครบทั้งห้าโลกก็ได้

ฟ้าเจ็ดซ้อนดินเจ็ดชั้น ความเชื่อ ของปกาเกอะญอ ต่อ ห่อโข่ หรือโลกที่เราอาศัย และการร่ำไห้ ธรรมชาติอย่างหนึ่งของมนุษย์ที่แสดงถึงการมีชีวิตอยู่

ฟ้าเจ็ดซ้อนดินเจ็ดชั้น

โลกไม่ได้อยู่โดดเดี่ยวลำพัง โลกต้องการผู้ที่คอยช่วยเหลืออย่างดวงอาทิตย์ที่ส่องสว่างมายังโลก ทำให้โลกนั้นมีชีวิต มีความหวัง 

‘หมื่อหล่า’ แปลตรงตัวว่า ใบของดวงอาทิตย์ มีความหมายว่า ‘ความหวัง’ ตราบใดที่โลกยังมีดวงอาทิตย์ เราก็จะยังมีความหวัง ต่อให้บางยุคบางสมัยยากลำบาก ในการประกอบพิธีกรรม คนสมัยก่อนจะเอ่ยขอบคุณฟ้าดินเพื่อระลึกถึงบุญคุณของธรรมชาติที่ได้ดูแลมนุษย์ให้อยู่รอดปลอดภัยในทุกฤดูทุกปี ที่เราอยู่รอดปลอดภัยได้ทุกวันนี้ นอกจากเป็นเพราะการเรียนรู้ที่จะปรับตัวของเราแล้ว ส่วนสำคัญคือการบิดตัวถ้อยทีถ้อยอาศัยของโลกที่พอเหมาะพอดี

ฟ้าเจ็ดซ้อนดินเจ็ดชั้น ความเชื่อ ของปกาเกอะญอ ต่อ ห่อโข่ หรือโลกที่เราอาศัย และการร่ำไห้ ธรรมชาติอย่างหนึ่งของมนุษย์ที่แสดงถึงการมีชีวิตอยู่

ทุกๆ วันมีก้อนอุกกาบาตโคจรมาชนกับโลกนับครั้งไม่ถ้วน แต่ด้วยชั้นบรรยากาศของโลกนี้เอง ช่วยปกป้องให้เรารอดพ้นจากภัยอันตรายที่เกิดกับเรา หากก้อนอุกกาบาตเหล่านั้นทะลวงชั้นบรรยากาศโลกเข้ามาได้ โลกอาจจะเจ็บปวดโดยที่เราไม่รู้เลย

หรือการรักษาสมดุลและจัดวาง วงแหวนแห่งไฟที่เป็นรอยแยกของเปลือกโลก ซึ่งทอดยาวตามแนวชายฝั่งในมหาสมุทรแปซิฟิก เก็บภูเขาไฟและระเบิดเวลาของการเกิดแผ่นดินไหว เราในฐานะมนุษย์แทบจะบังคับอะไรไม่ได้เลย หากเกิดอะไรขึ้นแบบกะทันหัน

แต่เพราะความรักของดวงดาวที่ร้องไห้ ซึ่งมอบความรักที่ยิ่งใหญ่ เป็นความรักที่ไร้กาลเวลา ต่อให้เราจะตัดต้นไม้มาสร้างบ้าน ต้นไม้ไม่เคยห้าม แต่ยังแตกกิ่งก้านใหม่ออกมาให้ร่มเงากับเราอีกครั้ง เราจับปลาในท้องทะเลกิน มหาสมุทรไม่เคยห้าม แถมยังเพิ่มฝูงปลาให้เรา แผ่นดินไม่เคยห้ามเราทำเหมืองแร่ เพื่อให้เราได้นั่งเครื่องบินท่องเที่ยว ส่งจรวดไปดาวอังคาร มีชีวิตอย่างสะดวกสบาย

นอกจากการใส่วันสิ่งแวดล้อมโลกลงในปฏิทิน เพื่อย้ำเตือนให้เราเห็นคุณค่าของโลกใบนี้ การกล่าวขอบคุณฟ้าเจ็ดซ้อนดินเจ็ดชั้น ก็เป็นสิ่งเล็กๆ ที่ทำให้เรายังพอนึกภาพที่เราเกี่ยวข้องกับโลกและจักรวาลได้บ้าง คนรุ่นก่อนที่เชื่อว่าชีวิตของเราขึ้นตรงต่อแรงหมุนของโลก และเราต้องยอมรับและหมุนไปกับฤดูกาลของโลกที่หมุนเปลี่ยนไป

กินน้ำ ให้รักษาชีวิตของน้ำ ใช้ดิน ให้ดูแลชีวิตของโลก

คือถ้อยคำสั้นๆ ที่คนรุ่นก่อนฝากไว้ให้เรา เพื่อที่เราจะยังมีความหวังต่อไป ในวันที่เราต่างได้ยินเสียงสะอื้นจากดาวเคราะห์สีน้ำเงินดวงนี้

ฟ้าเจ็ดซ้อนดินเจ็ดชั้น ความเชื่อ ของปกาเกอะญอ ต่อ ห่อโข่ หรือโลกที่เราอาศัย และการร่ำไห้ ธรรมชาติอย่างหนึ่งของมนุษย์ที่แสดงถึงการมีชีวิตอยู่

Writer & Photographer

โอชิ จ่อวาลู

นักการภารโรงที่ Lazy man College ผู้กำลังหัดเขียนเล่าเรื่อง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load