COVID-19 ที่กำลังระบาดไปทั่วโลก ประเทศต่างๆ ปิดเมือง ปิดประเทศ เพื่อแก้ปัญหา เราอาจจะไม่เคยรู้มาก่อนว่า การปิดบ้านปิดเมืองเกิดขึ้นมานานแล้ว 

ในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง มีทหารญี่ปุ่นบางส่วนถอยทัพ เดินเท้ากลับมาจากพม่า ผ่านหมู่บ้าน ป่าเขา ตามดอยต่างๆ ผู้เฒ่าที่เกิดทันเหตุการณ์ครั้งนั้นเล่าว่า ทหารญี่ปุ่นอ่อนล้า หิวโหย จนต้องเอาปืนแลกกับอาหารประทังชีวิต เพื่อพยุงตัวเองให้ถึงจุดหมาย หลายคนหมดแรงและสิ้นลมระหว่างทาง 

พิธีปิดกั้นโรคระบาด ภูมิปัญญาปกาเกอะญอที่กลับมามีชีวิตในวัน COVID-19 ระบาดไปทั่วโลก

ระยะเวลาไล่เลี่ยกันนั้นเกิดโรคระบาด (อหิวาตกโรค) คร่าชีวิตผู้คนบริเวณนี้มากมาย จนทำให้ต้องย้ายหมู่บ้าน หลังจากนั้นจึงมีการทำพิธีปิดหมู่บ้านทุกครั้งที่เกิดโรคระบาด 

เหตุการณ์ครั้งนั้นผ่านไปแล้วเกือบ 80 ปี ‘พิธีเกร๊าะหยี่ เกร๊าะแกล๊ะ’ (ปิดบ้าน ปิดทาง) ได้ถูกรื้อฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง เพื่อป้องกันการระบาดของ COVID-19 ที่กำลังลุกลามในวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ หมู่บ้านต่างๆ ของชาวปกาเกอะญอจึงทยอยทำพิธีปิดหมู่บ้านกันอย่างต่อเนื่อง

ที่ชุมชนบ้านหนองเต่า ตำบลแม่วิน อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ ได้กำหนดให้ วันที่ 24 และ 25 มีนาคม เป็นวันปิดหมู่บ้าน โดยปิดทุกทางเข้าออก ห้ามคนในออก ห้ามคนนอกเข้า ระหว่างที่มีการปิดหมู่บ้านจะมีการผลัดเปลี่ยนเฝ้าเวรยามที่ทางเข้าออก จนกว่าทางจะเปิดใช้อีกครั้ง

พิธีเริ่มขึ้นตอนเย็นของวันที่ 24 ผู้เฒ่าพ่อบ้านและหนุ่มๆ ไปรวมตัวกันที่ทางเข้าหมู่บ้าน ซึ่งแยกเป็น 3 กลุ่ม เพราะมีทางเข้ามี 3 ทาง ไม้ไผ่ถูกนำมากั้นทาง มีอาวุธจำลองที่ทำจากเศษไม้และไม้ไผ่ เช่น ดาบ หอก ธนู ปืน ซึ่งเป็นการบ่งบอกว่าโรคระบาดครั้งนี้อันตราย 

พิธีปิดกั้นโรคระบาด ภูมิปัญญาปกาเกอะญอที่กลับมามีชีวิตในวัน COVID-19 ระบาดไปทั่วโลก

ต๋าแหลวตัวผู้ที่สานด้วยไม้ไผ่เป็นรูปสามแฉก เป็นสัญลักษณ์ห้ามผ่านหรือห้ามเข้าถูกติดไว้ด้านบน เพื่อให้คนที่ผ่านไปมาเห็นได้ชัดเจน 

พิธีปิดกั้นโรคระบาด ภูมิปัญญาปกาเกอะญอที่กลับมามีชีวิตในวัน COVID-19 ระบาดไปทั่วโลก
พิธีปิดกั้นโรคระบาด ภูมิปัญญาปกาเกอะญอที่กลับมามีชีวิตในวัน COVID-19 ระบาดไปทั่วโลก

ผู้เฒ่าที่นำพิธีท่องบทสวดฉบับป้องกันภัย มีเนื้อหากล่าวเตือนผู้บุกรุกว่าไม่ให้รุกล้ำ และอวยพรให้ขวัญกำลังใจกับผู้เข้าร่วมพิธี จากนั้นผู้เฒ่าพรมน้ำขมิ้น ส้มป่อย ก่อนให้ทุกคนล้างมือให้เรียบร้อย หลังเสร็จพิธี ผู้เฒ่าจึงเดินทางกลับเข้าไปในหมู่บ้าน ปล่อยให้คนหนุ่มผลัดเปลี่ยนกันเฝ้ายาม และเมื่อครบกำหนดผู้เฒ่าคนเดิมก็ไปทำพิธีเปิดทาง ด้วยการจุดเทียนหนึ่งเล่มบอกกล่าวกับเจ้าที่เจ้าทาง และทางก็เปิดใช้เป็นปกติอีกครั้ง

การปิดหมู่บ้าน นอกจากช่วยป้องกันโรคระบาดแล้ว ยังเป็นการกลับมาตรวจสอบทรัพยากรของครัวเรือนและชุมชนว่า เราขาดเหลืออะไรในการดำรงชีวิต สิ่งสำคัญที่เราต้องมี เช่น ข้าว อาหาร พืชผัก สัตว์เลี้ยง ที่จะเป็นเสบียง หากเราต้องเผชิญกับวิกฤตขั้นรุนแรง เรามีวิชาความรู้ในการอยู่กับป่าหลงเหลือแค่ไหน สอดคล้องกับคำกล่าวที่เตือนเราว่า “หากเกิดพายุใหญ่จะไม่มีอะไรที่เรายึดไว้ได้ นอกจากตอข้าวและเทียนไขขี้ผึ้ง” สองสิ่งนี้จะพาเราให้ผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากไปได้

การทิ้งระยะห่างจากคนรอบกาย เป็นช่วงเวลาที่เราจะได้กลับมาอยู่กับตัวเอง ฟังเสียงตัวเอง ทบทวนชีวิตที่ผ่านมาว่ามีอะไรที่ดีแล้ว และต้องแก้ไขตัวเองในเรื่องใดบ้าง วิถีชีวิตในท้องถิ่นชนบทหรือของชนเผ่าต่างๆ ในแต่ละฤดู วิถีชีวิตของผู้คนจะออกแบบให้แตกต่างกันโดยธรรมชาติ เช่น ฤดูฝนเราต้องเพาะปลูก สร้างอาหารเตรียมไว้สำหรับฤดูถัดไป ฤดูหนาวเราต้องเตรียมฟืนไว้ให้พอ ส่วนฤดูร้อนเป็นช่วงเวลาทอผ้า-จักสานไว้ใช้ เป็นต้น วิถีที่ไม่ได้ซ้ำเดิมของแต่ละฤดูทำให้พฤติกรรมการใช้ทรัพยากรธรรมชาติไม่ซ้ำที่จุดเดิมเช่นกัน จึงเกิดเป็นช่วงเวลาที่ให้ดินพักฟื้น ตอไม้แตกกอ น้ำไหลกลับคืนสู่ห้วย

แต่ในความเป็นจริงของยุคสมัยปัจจุบันที่มนุษย์แข่งขันกันอย่างเอาเป็นเอาตาย ธรรมชาติจึงกลายเป็นผู้รับเคราะห์ จนเกิดเป็นภาวะโลกร้อนบวกกับโรคระบาดอย่างที่เป็น การปิดหรือผ่อนพักจังหวะชีวิตของมนุษย์ จึงเป็นสิ่งสำคัญต่อการอยู่รอดของระบบนิเวศและตัวมนุษย์เอง 

พิธีปิดบ้าน เป็นผลจากประสบการณ์ตรงของผู้คนในอดีต การปิดบ้าน ปิดทาง ปิดเมือง ปิดประเทศ จึงเป็นแบบฝึกหัดที่ดี แต่คำถามก็คือจะทำอย่างไรให้ภาครัฐเห็นความสำคัญต่อภูมิปัญญาท้องถิ่น ให้มีพื้นที่ขององค์ความรู้เหล่านี้ในระดับกว้าง และนำมาปรับใช้แก้ปัญหาในระดับนโยบาย เพื่อให้องค์ความรู้ ภูมิปัญญาท้องถิ่นต่างๆ ในบ้านเรายังมีลมหายใจ เพราะความรู้เหล่านี้ยังทันสมัยเสมอ

พิธีปิดกั้นโรคระบาด ภูมิปัญญาปกาเกอะญอที่กลับมามีชีวิตในวัน COVID-19 ระบาดไปทั่วโลก

โลก พระจันทร์ มนุษย์ กับพื้นที่ว่างที่จำเป็น

ผู้เฒ่าเล่าให้ฟังว่า แต่ก่อนนั้นโลกและพระจันทร์เคยอยู่แนบชิดติดกัน เหมือนเป็นดาวดวงเดียวกันที่เลี้ยงดูมนุษย์และสรรพสิ่งอื่นๆ ทุกครั้งที่มนุษย์รู้สึกหิว มนุษย์จะไปขอเนื้อพระจันทร์มาประทังชีวิต และพระจันทร์ก็ยินดีที่จะแบ่งเนื้อของตัวเองให้มนุษย์ทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน เป็นไปแบบนั้นมาช้านาน จนเมื่อเวลาผ่านไปมนุษย์เริ่มขอมากขึ้น ขอเกินความจำเป็น เก็บสะสม จนพระจันทร์ต้องหนีจากโลกไป นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา พระจันทร์ไม่กลับมาหามนุษย์อีกเลย

อย่างไรก็ตาม พระจันทร์ยังคงห่วงใยมนุษย์ด้วยการโคจรรอบโลก คอยบอกกล่าวให้สัญญาณกับมนุษย์ ให้มีชีวิตหมุนไปอย่างสอดคล้องกับจังหวะข้างขึ้น ข้างแรม การบอกให้รู้จักหยุดเก็บหน่อไม้ เพื่อให้หน่อไม้ได้แทงลำเพื่อให้เราได้ใช้ในวันข้างหน้า หยุดหาปลาเพื่อให้ปลาในลำห้วยขยายพันธุ์ หยุดตำข้าวเพื่อให้เราได้ยินเสียงของตัวเอง 

ทุกๆ วันพระก็เป็นการปิดตัวเองที่อยู่กับสังคมไทยมาช้านาน และถ้าบวกกับวันอาทิตย์ที่หลายๆ คนเข้าโบสถ์แล้ว ปีปีหนึ่งเราแบ่งเบาภาระของโลกได้มากทีเดียว

พิธีปิดกั้นโรคระบาด ภูมิปัญญาปกาเกอะญอที่กลับมามีชีวิตในวัน COVID-19 ระบาดไปทั่วโลก

‘ต่า เต๊ะ เซ ต่า กว่า เซ’ สรรพสิ่งถูกสร้าง สรรพสิ่งจะได้รับการดูแล

คนปกาเกอะญอเชื่อว่า เมื่อทุกสิ่งบนโลกนี้ถูกสร้างขึ้นมา สิ่งเหล่านั้นจึงได้รับการดูแล ซึ่งไม่ได้แปลว่าเราไม่ต้องทำอะไรเลย การปิดบ้าน ปิดเมือง ก็เป็นการแก้ไขปัญหาที่ดีได้ แต่การกลับมาเชื่อและวางใจในธรรมชาติอีกครั้งนั้น เป็นสิ่งที่เราควรได้บ่มเพาะให้กับลูกหลานของเรา ที่กำลังเติบโตในวันที่พวกเขาถูกพรากออกจากธรรมชาติมากขึ้นทุกๆ วัน 

เราเป็นเพียงส่วนหนึ่งของธรรมชาติ ถึงแม้มนุษย์จะเก่งกาจกว่าสิ่งมีชีวิตอื่นๆ แต่เราก็มีอานุภาพทำลายล้างมากกว่าสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นๆ เช่นกัน การปิดบ้าน ปิดเมือง ปิดทาง ป้องกันสิ่งชั่วร้ายเหล่านั้น ไม่ใช่กับภูตผีตามความเชื่อ ตามจินตนาการเท่านั้น หากแต่เป็นภูตผีที่อยู่ในร่างของมนุษย์อย่างเราๆ ที่สร้างสิ่งชั่วร้าย อย่างสงคราม การแบ่งแยก ชนชั้นวรรณะ ถูกสอนให้รดน้ำเมล็ดพันธุ์แห่งความโลภครั้งแล้วครั้งเล่า จนใครบางคนเชื่ออย่างสนิทใจว่า ทรัพยากรบนโลกไม่มีวันหมด และพวกเขากำลังตักตวงจากโลกอย่างบ้าคลั่ง ราวกับยักษ์ผู้หิวโหยที่กินทุกอย่างที่ขวางหน้า

ผู้เฒ่าจึงเรียกโลกใบนี้ว่า ‘ห่อโข่’ ที่ไม่ได้มีความหมายแค่โลกหรือแผ่นดิน แต่ยังมีความหมายว่า ที่ร้องไห้ ที่ที่มนุษย์ทุกคนต้องร้องไห้ ต้องพบเจอกับความทุกข์ ความยากลำบาก ความเศร้าโศกเสียใจ ความไม่สะดวกสบาย ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่เราต่างรู้กันดี ทุกครั้งที่แม่ให้กำเนิดชีวิตใหม่ ทารกคนนั้นจะต้องร้องไห้ เพื่อเป็นการนับหนึ่งของการมีชีวิตบนโลก และเมื่อเติบโตไป อาจจะมีการร้องไห้อีกหลายครั้งหลายหน หลายเหตุผล หลายสถานที่ แต่ที่แน่นอนคือ เมื่อถึงวาระที่ใครคนใดคนหนึ่งต้องจากเราไป จะมีน้ำตารสเค็มไหลออกมาบอกลาผู้เป็นที่รัก ที่เดินทางบนโลกนี้จนถึงนาทีสุดท้าย ส่วนคนที่ยังมีชีวิตก็แค่ต้องเดินทางต่อไปตามทางที่ถูกสร้างไว้

พิธีปิดกั้นโรคระบาด ภูมิปัญญาปกาเกอะญอที่กลับมามีชีวิตในวัน COVID-19 ระบาดไปทั่วโลก

การปิดพื้นที่ชีวิตของเรา บางช่วงบางตอน บางฤดู เคยเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นปกติในอดีต และการถอยกลับมาอยู่กับตัวเองเป็นการเปิดพื้นที่ให้กับธรรมชาติได้มีเวลาเยียวยา ฟื้นฟูชีวิตตัวเอง ก่อนที่ธรรมชาติจะมีแรงดูแลเราต่อไป

อย่าได้กังวลมากเกินไปจนกินไม่ได้ นอนไม่หลับ เรามีโอกาสแล้วที่จะได้ฝึกกลับไปวางใจในตัวเองในธรรมชาติ สิ่งที่เราทำได้ที่บ้านในตอนนี้ คือการขุดดิน อ่านหนังสือ ปลูกผัก เล่นดนตรี ฝึกโยคะ รดน้ำต้นไม้ เรียนทำอาหาร ทำขนม ทำกาแฟกิน เก็บเมล็ดพันธุ์ ทอผ้า กวาดบ้าน ทำงานฝีมือ และกิจกรรมอื่นๆ มากมาย หรือถ้าง่วงมากก็นอนขี้เกียจเฉยๆ ก็ไม่ได้เป็นภัยกับใคร 

สิ่งเล็กๆ เหล่านี้น่าจะพอช่วยให้พี่น้องของเราที่ต้องปฏิบัติหน้าที่ตามโรงพยาบาลต่างๆ ในเมืองหลวง ต่างจังหวัด ทุกอำเภอ ตำบล ชุมชน ได้บ้าง พวกเขาจะได้ไม่เหนื่อยจนเกินไป 

มีภาพข่าวภาพหนึ่งกับคำบรรยายใต้ภาพจากประเทศอิตาลีที่กำลังเผชิญกับโรคระบาด COVID-19 นี้อย่างหนัก ภาพหมอกำลังเข็นคนไข้สูงวัยเพื่อไปสแกนปอด ในขณะที่กำลังจะถึงทางเข้าห้องสแกน
พระอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้า หมอถามคนป่วยว่าอยากชมพระอาทิตย์ตกดินไหม คนไข้ยิ้มตอบ และพวกเขาสองคนก็ได้ใช้เวลาสั้นๆ ชื่นชมกับสิ่งที่พวกเราหลายคนรู้ดีว่าปรากฏการณ์ของธรรมชาติมันมีค่าต่อจิตใจเพียงใด 

จะว่าไปการปิดบ้าน ปิดเมือง เป็นการใช้เทคโนโลยีเก่าแก่ที่เหมาะสมแล้วกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นใน พ.ศ. 2563

ต่าบลึ๊ครับ

Writer & Photographer

โอชิ จ่อวาลู

นักการภารโรงที่ Lazy man College ผู้กำลังหัดเขียนเล่าเรื่อง

Lazy Man College

เรื่องราวการอยู่ร่วมกันของชาวปกาเกอะญอกับธรรมชาติ

ฤดูร้อนมักทำให้เราคิดถึงป่า ภูเขา ทะเล แม่น้ำ ที่ปัดเป่าคลายร้อนให้กายและใจของเราได้เป็นอย่างดี เราจึงนัดกันออกเดินทางไปไกลออกไปจากเชียงใหม่ไม่มากนัก มีบทกวีที่ยังคงเดินทางเงียบๆ กลางหุบเขาริมแม่น้ำเงาซึ่งไหลผ่านจังหวัดตากและแม่ฮ่องสอน เราจะได้กลับไปเยี่ยมเพื่อนเก่า ป่านนี้คงโตขึ้นเยอะ และพวกเขาต้องมีอะไรสนุกแบ่งปันกับเราอย่างแน่นอน

แม่น้ำเงา

9 โมงเช้าวันจันทร์ เราออกเดินทางจากเชียงใหม่บนทางหลวงหมายเลข 108 ก่อนจะลดความเร็วเลี้ยวขวาที่อำเภอฮอด มุ่งหน้าสู่อำเภอแม่สะเรียง และเลี้ยวซ้ายเข้าสู่ถนนหมายเลข 105 ที่เราต้องนั่งคุยกันในรถอีกนาน กว่าจะเลี้ยวซ้ายอีกครั้ง

เครื่องยนต์ 4 ล้อคันแกร่งพาเราเลาะเลี้ยวเข้าป่า ขึ้นดอยลงเขา ขวามือของเรา นักเดินทางชื่อแม่น้ำเงากำลังสวนทางกับเราอย่างช้าๆ โครงการถนนคอนกรีตกำลังฉาบทาถนน เครื่องจักรกำลังขุดเซาะไหล่เขา ปรับดินเกลี่ยทางเพื่อความสะดวกรวดเร็วในการเดินทางของคน ความเร็วนี้เองเป็นสัญลักษณ์ของความเจริญที่มนุษย์ไล่กวดมาช้านาน แต่เราก็ยังไม่ค่อยแน่ใจนักว่าความเร็วจะพาเราไปที่ใด

ถนนลูกรังกำลังหยอกล้อกับล้อรถที่เหยียบย่ำให้ฝุ่นคลุ้ง จนรถคันหลังต้องชะลอความเร็ว เพื่อวิสัยในการมองเห็นที่ไม่เป็นอันตรายต่อการขับขี่ ส่วนเด็กแว้นและผู้ใหญ่ไม่แว้นบนเบาะรถมอเตอร์ไซค์ อาจจะกลายร่างเป็นมนุษย์สีเหลืองได้เมื่อเดินทางถึงบ้าน 

นานมากแล้วที่ไม่ได้เห็นฝุ่นบนถนนที่หนาท่วมล้อรถหลายนิ้ว เวลาเต้นของฝุ่นผงออร์แกนิกบนถนนกำลังจะหมดลง เพราะแผ่นคอนกรีตที่มาล่าอาณานิคมบนไหล่เขากำลังเคลื่อนประชิดใกล้เข้ามาทุกที 

มองทะลุผ่านกระจกออกไปจากห้องโดยสารแคบๆ ฝุ่นผงเหล่านั้นก็ไม่ได้ต่างไปชีวิตคนชายขอบ คนจนที่ไม่รู้ว่าจะถูกไล่ที่เมื่อไหร่ 

เราแวะพักที่อุทยานแห่งชาติแม่เงา มีเด็กนักเรียนเกือบทั้งโรงเรียนกำลังเพลิดเพลินกับการเล่นน้ำ บ้างนอนแช่น้ำ บ้างกำลังฝึกว่ายท่าผีเสื้อ ส่วนคนที่เล่นน้ำมาพักหนึ่งก็ออกมานอนอาบแดดคลายหนาว เหล่าซือบางคนสนุกจนเกือบแยกไม่ออกว่าใครเป็นครู ใครคือนักเรียน

คาบเรียนนอกห้องสี่เหลี่ยมเป็นที่โปรดปรานของเด็กไม่น้อย ได้แต่หวังว่าน้องๆ จะมีคาบเรียนแบบนี้บ่อยๆ ในฤดูร้อน

เพื่อนเก่า แม่น้ำเงา และบทกวีวัยเยาว์ การพักผ่อนช่วงฤดูร้อนที่ทำให้เห็นการเติบโตของชีวิต

แม่น้ำเงามีต้นทางจากอำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ ก่อนไหลข้ามพรมแดนสมมติเข้ามาในเขตจังหวัดแม่ฮ่องสอนและตาก เดินทางไปสมทบกับแม่น้ำยวมกับแม่น้ำเมย และไปบรรจบกับพี่ใหญ่อย่างโฃ่โกล หรือแม่น้ำสาละวินที่บ้านสบเมย มีบทธาของปกาเกอะญอ กล่าวไว้ว่า

“หากแม่น้ำเมยสามารถไหลทะลุผ่านโฃ่โกลได้ ดินแดนศักดิ์สิทธิ์จะปรากฏให้เราเห็นอีกครั้ง”

ยังมีบทธาที่พูดถึงกิเลน ราชสีห์ ผู้มีลวดลายเหมือนต้นบุก พวกมันจะกลืนกินชีวิตผู้คน ทั้งยังชอบกินต้นไม้ ก้อนหิน ดินทราย ตลอดสายน้ำสาละวิน

หากใครเคยไปหมู่บ้านสบเมยแล้วมองลงไปที่แม่น้ำ 2 สายที่มาบรรจบกัน เป็นไปได้ยากมากที่แม่น้ำเล็กกว่า จะไหลทะลุผ่านพลังอำนาจของแม่น้ำที่ใหญ่กว่าอย่างโฃ่โกล

นักมวยบางคนอาจแบกน้ำหนักของคู่ชกที่ใหญ่กว่าและล้มคู่ต่อสู้ได้ แต่แม่น้ำเงาไม่ใช่นักมวย แม่น้ำเงาเป็นเพียงนักเดินทางที่บังเอิญไหลไปเจอกับหมุดหมายของบทกวีบทนั้น ถ้าความบังเอิญทำให้แม่น้ำเงาต้องคิดถึงการต่อสู้ขึ้นมาจริงๆ มันคงเป็นนักต่อสู้ตัวน้อยที่ไหลเย็นแต่ไม่ถอย

บ้านริมเงา 

ในที่สุดเราเดินทางมาถึงบ้านอุมโละ ตำบลแม่สวด อำเภอสบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอน อีกฟากฝั่งของแม่น้ำเงาที่ห่างไปไม่กี่สิบหลา เป็นอำเภอท่าสองยางเขตจังหวัดตาก คงมีเพียงฝูงนกนางแอ่นบนฟ้าที่บินมาทักทาย และบอกเราว่า ปีกบางๆ ของพวกมันเป็นอิสระจากพรมแดนสมมติของมนุษย์มานานแล้ว

อะไรบางอย่างดลใจให้เราจอดรถเพื่อแวะยืดเส้นยืดสายที่ร้านค้าเล็กๆ ข้างทาง เรานึกขึ้นได้ว่าเราควรมีอาหารมังสวิรัติติดไม้ติดมื้อเข้าไป เพราะเจ้าบ้านที่เราจะพักด้วยไม่กินเนื้อสัตว์

เพื่อนเก่า แม่น้ำเงา และบทกวีวัยเยาว์ การพักผ่อนช่วงฤดูร้อนที่ทำให้เห็นการเติบโตของชีวิต
เพื่อนเก่า แม่น้ำเงา และบทกวีวัยเยาว์ การพักผ่อนช่วงฤดูร้อนที่ทำให้เห็นการเติบโตของชีวิต

อยู่ๆ ก็มีสาวน้อยปรากฏตัวออกมาจากในร้าน จิเว เจ้าบ้านที่เราตั้งใจไปเยี่ยมนั่นเอง จิเวบอกว่าวันนี้แม่ชวนพี่ต้นโพธิ์และน้องๆ ตามไปรักษาผู้ป่วยอีกหมู่บ้านหนึ่ง ตอนบ่ายๆ ถึงจะกลับมา จิเวขอแม่มาอยู่เป็นเพื่อนเจ้าของร้านขายของ พวกเราจึงได้เช็กอินกับเจ้าบ้านตัวน้อยแบบไม่ได้นัดหมาย

พวกเราบางส่วนเดินตามหลังจิเว ที่พาเราไปรู้จักกับทางลัดกลับบ้าน เราเดินผ่านนาแปลงเล็กๆ ก่อนจะถึงริมแม่น้ำ

ตะไคร่สีเขียวในฤดูกำลังแหวกว่ายไปกับฝูงปลาตัวน้อย ก้อนหินใต้น้ำลื่น ถ้าเดินไม่ระวังก็อาจจะได้ว่ายน้ำข้ามฝั่งแทน แม่น้ำเงาไหลเย็นสบายใจ เช่นเดียวกับสองเท้าเปล่าเปลือยของจิเวที่เดินข้ามแม่น้ำอย่างสบายตีน เท้าคู่นั้นคงสนิทมักคุ้นกับจังหวะของแม่น้ำสายนี้เป็นอย่างดี ถึงได้รับอนุญาตให้ข้ามฝั่งไปได้อย่างรวดเร็ว

ขึ้นจากฝั่งมาถึงสวนหลังบ้าน ต้นไม้ต่างถิ่นอย่างสะตอซึ่งเดินทางมาจากทางใต้ ออกใบรับหน้าร้อนให้ร่มเงาอย่างดี เช่นเดียวกับต้นมังคุดหน้าบ้านที่รอวันสุกให้เด็กปีนเล่นและเก็บผลกิน ต้นหม่อนมีผลสุกสีดำโน้มกิ่งลงมาเป็นซุ้มนำทางเข้าสู่ลานดินหน้าบ้าน หันซ้ายมีต้นลิ้นจี่ กล้วย ขนุน ก็ช่วยให้ความร่มรื่นเช่นกัน หันขวากลับมาต้นข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด ก็มีให้เก็บไปปรุงอาหาร 

ถ้าเราเดินเข้าบ้านทางถนน เราจะเห็นหน้าต่างจากชั้นสองเปิดทิ้งไว้หนึ่งบานทักทายสายตาของเรา เมื่อเดินเข้าไปใกล้ตัวบ้านก่อนจะขึ้นบันไดไม้ เราจะพบข้อความภาษาอังกฤษตัวพิมพ์ใหญ่ บางคำเริ่มเลือนลางจนเกือบจะอ่านไม่ออก ตัวหนังสือที่เขียนด้วยถ่านสีดำบนแผ่นไม้มีข้อความว่า

“DARK AGE IS COMING NOW POST CIVILIZATION IT IS NOT MY MISTAKE THAT YOU CANNOT UNDERSTAND”

เพื่อนเก่า แม่น้ำเงา และบทกวีวัยเยาว์ การพักผ่อนช่วงฤดูร้อนที่ทำให้เห็นการเติบโตของชีวิต

สักพักใหญ่ๆ เจ้าบ้านอีกที่เหลืออีก 6 คนก็กลับมาถึง เราได้พบกับเพื่อนเก่าจนครบแล้ว ได้เวลาก่อฟืน หุงข้าว ทำอาหารกินกัน ฟ้ามืดลง นกแซงแซวคงเข้านอนแล้ว อากาศกำลังดี บทสนทนาล้อมรอบกองไฟสลับกับเสียงเพลงของคลีโพที่เด็กๆ ยังจำได้ จุดที่เราอยู่ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ จึงไม่มีการไถหน้าจอเกิดขึ้นให้เรารู้สึกห่างเหินกัน

กอแปทะ เป็นหมู่บ้านเล็กๆ ริมแม่น้ำเงาที่ยังสงบ โดยเฉพาะกลางคืน เราได้ยินเสียงของป่าและแม่น้ำได้ชัดเจน

ดาวบนฟ้าส่องสว่างให้เห็น ได้เวลาเข้านอนแล้วพรุ่งนี้ค่อยว่ากัน

บทกวีวัยเยาว์

เช้าตรู่ของวันใหม่ อากาศกำลังดี เราทยอยตื่นมาทักทายเจ้าบ้านจนครบทั้งหมด 7 ชีวิต ต้นโพธิ์ พี่ชายคนโต ตามด้วย กันยา มาลี จิเว พรานป่า นาดิน และ แม่เก๋ หรือที่ชาวบ้านเรียกขานด้วยความนับถือว่า บูญทูโม หรือ แม่บุญทอง

พี่เก๋ช่วยรักษาชาวบ้านด้วยภูมิปัญญาแบบองค์รวมที่ต่อชีวิตผู้คนมานักต่อนัก ด้วยอาศัยองค์ความรู้ที่ร่ำเรียนมาเช่นการฝังเข็มควบคู่กับการใช้ยาสมุนไพร การปรับเรื่องการกิน การงดเว้นเนื้อสัตว์ และปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อสุขภาพ คือความคิดความเชื่อของคนนั่นเอง

คนไข้หลายคนเปลี่ยนมากินอาหารมังสวิรัติและมีอาการดีขึ้น บางคนเจ็บป่วยรุนแรงแต่ก็หายราวกับปาฏิหาริย์ เพราะการปรับเปลี่ยนตัวเองทั้งเรื่องการกินและวิธีคิดซึ่งไม่ง่ายนัก รายที่ได้ผล เพราะเกิดขึ้นจากการเข้าใกล้ความตายจึงเปลี่ยนแปลงตัวเองได้อย่างเด็ดขาด

ควันในครัวลอยคลุ้ง เจ้าบ้านกำลังทำอาหารกันอยู่ การไม่กินเนื้อสัตว์ทำให้การทำอาหารที่นี่ง่ายขึ้นมาก วันนี้มีผัดผัก น้ำพริก แกงเขียวหวานเจ และเมนูน่าสนใจสำหรับมื้อเช้าคือ น้ำพริกยอดข่า ที่จิเวตั้งใจให้เราได้ลิ้มลองฝีมือของลูกครัววัยกระเตาะ 

เพื่อนเก่า แม่น้ำเงา และบทกวีวัยเยาว์ การพักผ่อนช่วงฤดูร้อนที่ทำให้เห็นการเติบโตของชีวิต

ข่าอ่อนหรือต้นข่าที่กำลังโผล่ขึ้นมาจากดิน ขมิ้น เกลือ พริก และตะไคร้ต้น คือเครื่องปรุงทั้งหมด นำหัวหรือต้นข่าอ่อนที่แกะเอาเฉพาะส่วนที่อ่อนไปต้มจนนุ่ม โขลกพริก ขมิ้น เกลือ ลูกตะไคร้ต้น แล้วนำไปผัดน้ำมันเติมน้ำเล็กน้อย ปรุงรสด้วยเกลือเล็กน้อย ก็จะได้นำพริกข่าอ่อนสูตรบ้านริมเงาไว้กินแก้หิวแล้ว

กินข้าวเช้าเสร็จเยี่ยมไร่ในเงาของพี่ต้นข้าว ลูกคนแรกของพี่เก๋และพี่ยอด ถ้าเด็กหญิงต้นข้าวในวันนั้นยังมีชีวิตป่านนี้ก็จะโตเป็นสาวอายุ 20 ปีพอดี

จิเวหยิบผ้าทอผืนเล็กฝีมือของพี่ต้นข้าวมาให้พวกเราดูก่อนจะเอามาโพกหัว พี่เก๋เล่าว่า ต้นขนุนที่เราได้กินเป็นต้นขนุนที่ต้นข้าวปลูกไว้เมื่อครั้งยังเด็กมาก ปีนี้มันออกผลดกให้นกหนูมาแบ่งไปกิน

บ้านไม้ในไร่ตีนเขามีบทกวีที่เขียนใส่กระดาษแปะติดตามผนังบ้าน ที่ตอนนี้ถูกรวบรวมและได้รับการตีพิมพ์ในชื่อ เมล็ดเล็กเล็กๆ มีต้นไม้ใหญ่อยู่ข้างใน โดยสำนักพิมพ์นาคร

จิเวและนาดินน้องเล็กพาพวกเราไปดูต้นน้ำเล็กๆ ที่เป็นน้ำดื่มน้ำใช้ของที่นี่ เขื่อนเล็กๆ มีใบไม้ทับถมปิดทางน้ำ จิเวใช้มือเก็บใบไม้ออก เราได้เห็นกุ้งต้นน้ำครอบครัวใหญ่ที่ดูแลต้นน้ำให้เด็ก

เพื่อนเก่า แม่น้ำเงา และบทกวีวัยเยาว์ การพักผ่อนช่วงฤดูร้อนที่ทำให้เห็นการเติบโตของชีวิต
เพื่อนเก่า แม่น้ำเงา และบทกวีวัยเยาว์ การพักผ่อนช่วงฤดูร้อนที่ทำให้เห็นการเติบโตของชีวิต

เด็กๆ เดินฝ่าหนามในป่าอย่างชำนาญ ไม่มีริ้วรอยขีดข่วนให้เห็นก่อนจะไปปีนต้นหมากให้พี่ๆ ดู ก่อนจะกลับเข้าหมู่บ้าน พี่คลี และ พี่เอก แซ็กป่า เล่นเพลงให้เด็กๆ และพี่เก๋ฟัง ก่อนเสียงร้องจะเงียบลงเหลือเพียงเสียงกีตาร์และทำนองของแซกโซโฟนที่นุ่มนวล เราแต่ละคนเลือกอ่านบทกวีที่แปะไว้ อ่านไปพร้อมกับเสียงดนตรีบรรเลง บทกวีบางบทมีใจความว่า

“ฉันคือบทกวี

เมล็ดจากต้นธารเถื่อน

หยั่งรากดิน

ต้น กิ่ง ก้าน ใบ หยั่งฟ้า

ไม่ใช่คำกวี ไม่ใช่หน้ากระดาษ

ไร้อักษร ไร้ภาษา

เมล็ดเล็กๆ ที่ห่อหุ้มป่าใหญ่

อยู่ในฉัน

อยู่ในเธอ”

ตอนบ่ายเด็กๆ พาเราไปเล่นน้ำกันที่สะพานแขวนไม่กว้างมาก มีรถมอเตอร์ไซค์สัญจรไปมา ทำให้สะพานโยกโคลงเคลง จิเวโดดลงน้ำที่ความสูงไม่ต่ำกว่า 4 เมตร พรานป่าว่ายน้ำไปรับพี่สาวก่อนจับมือกันขึ้นจากน้ำ

โรคขาดธรรมชาติคงไม่เกิดขึ้นกับเด็กที่นี่ เด็กๆ ใช้ร่างกายมือและเท้าอย่างเต็มประสิทธิภาพ เด็กๆ ทุกคนเรียนรู้การหุงข้าว ตัดฟืน ทำอาหาร ขุดดิน เก็บผัก ทักษะการใช้ชีวิตที่ได้รับการบ่มเพาะจาก พ่อ แม่ พี่ และฤดูกาลที่แตกต่างกัน ทำให้เด็กๆ ก้าวเท้าเคลื่อนไหวได้อย่างมั่นใจ

เวลา 2 วันผ่านไปอย่างรวดเร็ว ก่อนพวกเราจะกลับ จิเวใช้เวลาว่างหลังจากไปเล่นน้ำ ทอผ้าผืนเล็กเป็นที่ระลึกให้พี่โอม แทนมิตรภาพที่ได้ถักทอขึ้นมาด้วยความตั้งใจ

เพื่อนเก่า แม่น้ำเงา และบทกวีวัยเยาว์ การพักผ่อนช่วงฤดูร้อนที่ทำให้เห็นการเติบโตของชีวิต
เพื่อนเก่า แม่น้ำเงา และบทกวีวัยเยาว์ การพักผ่อนช่วงฤดูร้อนที่ทำให้เห็นการเติบโตของชีวิต

บุญทูโมจะยังอุทิศชีวิตท่องเที่ยวเยียวยาผู้คนต่อไป เช่นเดียวกับเด็กๆ ที่จะเติบโตต้อนรับความเปลี่ยนของชีวิตอย่างไม่หยุดนิ่งเคียงคู่แม่เงา ถนนคอนกรีตแข็งแรงกำลังหลั่งไหลเอาสิ่งใหม่ๆ เข้ามา แต่บทกวีก็จะเดินทางและมีชีวิตของพวกเขาต่อไป

ขอคาราวะดวงวิญญาณของ วีระศักดิ์ ยอดระบำ ต้นข้าว ขอบคุณพี่เก๋และบทกวีทั้ง 6 หน่อที่ดูแลพวกเราอย่างดี ขอบคุณพี่โอม พี่โอ๋ คลีโพ เอก แซ็กป่า นุ น๊อต ที่ดูแลกันตลอดการเดินทาง

สวัสดีวันสงกรานต์

เพื่อนเก่า แม่น้ำเงา และบทกวีวัยเยาว์ การพักผ่อนช่วงฤดูร้อนที่ทำให้เห็นการเติบโตของชีวิต

Writer & Photographer

โอชิ จ่อวาลู

นักการภารโรงที่ Lazy man College ผู้กำลังหัดเขียนเล่าเรื่อง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load