COVID-19 ที่กำลังระบาดไปทั่วโลก ประเทศต่างๆ ปิดเมือง ปิดประเทศ เพื่อแก้ปัญหา เราอาจจะไม่เคยรู้มาก่อนว่า การปิดบ้านปิดเมืองเกิดขึ้นมานานแล้ว 

ในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง มีทหารญี่ปุ่นบางส่วนถอยทัพ เดินเท้ากลับมาจากพม่า ผ่านหมู่บ้าน ป่าเขา ตามดอยต่างๆ ผู้เฒ่าที่เกิดทันเหตุการณ์ครั้งนั้นเล่าว่า ทหารญี่ปุ่นอ่อนล้า หิวโหย จนต้องเอาปืนแลกกับอาหารประทังชีวิต เพื่อพยุงตัวเองให้ถึงจุดหมาย หลายคนหมดแรงและสิ้นลมระหว่างทาง 

พิธีปิดกั้นโรคระบาด ภูมิปัญญาปกาเกอะญอที่กลับมามีชีวิตในวัน COVID-19 ระบาดไปทั่วโลก

ระยะเวลาไล่เลี่ยกันนั้นเกิดโรคระบาด (อหิวาตกโรค) คร่าชีวิตผู้คนบริเวณนี้มากมาย จนทำให้ต้องย้ายหมู่บ้าน หลังจากนั้นจึงมีการทำพิธีปิดหมู่บ้านทุกครั้งที่เกิดโรคระบาด 

เหตุการณ์ครั้งนั้นผ่านไปแล้วเกือบ 80 ปี ‘พิธีเกร๊าะหยี่ เกร๊าะแกล๊ะ’ (ปิดบ้าน ปิดทาง) ได้ถูกรื้อฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง เพื่อป้องกันการระบาดของ COVID-19 ที่กำลังลุกลามในวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ หมู่บ้านต่างๆ ของชาวปกาเกอะญอจึงทยอยทำพิธีปิดหมู่บ้านกันอย่างต่อเนื่อง

ที่ชุมชนบ้านหนองเต่า ตำบลแม่วิน อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ ได้กำหนดให้ วันที่ 24 และ 25 มีนาคม เป็นวันปิดหมู่บ้าน โดยปิดทุกทางเข้าออก ห้ามคนในออก ห้ามคนนอกเข้า ระหว่างที่มีการปิดหมู่บ้านจะมีการผลัดเปลี่ยนเฝ้าเวรยามที่ทางเข้าออก จนกว่าทางจะเปิดใช้อีกครั้ง

พิธีเริ่มขึ้นตอนเย็นของวันที่ 24 ผู้เฒ่าพ่อบ้านและหนุ่มๆ ไปรวมตัวกันที่ทางเข้าหมู่บ้าน ซึ่งแยกเป็น 3 กลุ่ม เพราะมีทางเข้ามี 3 ทาง ไม้ไผ่ถูกนำมากั้นทาง มีอาวุธจำลองที่ทำจากเศษไม้และไม้ไผ่ เช่น ดาบ หอก ธนู ปืน ซึ่งเป็นการบ่งบอกว่าโรคระบาดครั้งนี้อันตราย 

พิธีปิดกั้นโรคระบาด ภูมิปัญญาปกาเกอะญอที่กลับมามีชีวิตในวัน COVID-19 ระบาดไปทั่วโลก

ต๋าแหลวตัวผู้ที่สานด้วยไม้ไผ่เป็นรูปสามแฉก เป็นสัญลักษณ์ห้ามผ่านหรือห้ามเข้าถูกติดไว้ด้านบน เพื่อให้คนที่ผ่านไปมาเห็นได้ชัดเจน 

พิธีปิดกั้นโรคระบาด ภูมิปัญญาปกาเกอะญอที่กลับมามีชีวิตในวัน COVID-19 ระบาดไปทั่วโลก
พิธีปิดกั้นโรคระบาด ภูมิปัญญาปกาเกอะญอที่กลับมามีชีวิตในวัน COVID-19 ระบาดไปทั่วโลก

ผู้เฒ่าที่นำพิธีท่องบทสวดฉบับป้องกันภัย มีเนื้อหากล่าวเตือนผู้บุกรุกว่าไม่ให้รุกล้ำ และอวยพรให้ขวัญกำลังใจกับผู้เข้าร่วมพิธี จากนั้นผู้เฒ่าพรมน้ำขมิ้น ส้มป่อย ก่อนให้ทุกคนล้างมือให้เรียบร้อย หลังเสร็จพิธี ผู้เฒ่าจึงเดินทางกลับเข้าไปในหมู่บ้าน ปล่อยให้คนหนุ่มผลัดเปลี่ยนกันเฝ้ายาม และเมื่อครบกำหนดผู้เฒ่าคนเดิมก็ไปทำพิธีเปิดทาง ด้วยการจุดเทียนหนึ่งเล่มบอกกล่าวกับเจ้าที่เจ้าทาง และทางก็เปิดใช้เป็นปกติอีกครั้ง

การปิดหมู่บ้าน นอกจากช่วยป้องกันโรคระบาดแล้ว ยังเป็นการกลับมาตรวจสอบทรัพยากรของครัวเรือนและชุมชนว่า เราขาดเหลืออะไรในการดำรงชีวิต สิ่งสำคัญที่เราต้องมี เช่น ข้าว อาหาร พืชผัก สัตว์เลี้ยง ที่จะเป็นเสบียง หากเราต้องเผชิญกับวิกฤตขั้นรุนแรง เรามีวิชาความรู้ในการอยู่กับป่าหลงเหลือแค่ไหน สอดคล้องกับคำกล่าวที่เตือนเราว่า “หากเกิดพายุใหญ่จะไม่มีอะไรที่เรายึดไว้ได้ นอกจากตอข้าวและเทียนไขขี้ผึ้ง” สองสิ่งนี้จะพาเราให้ผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากไปได้

การทิ้งระยะห่างจากคนรอบกาย เป็นช่วงเวลาที่เราจะได้กลับมาอยู่กับตัวเอง ฟังเสียงตัวเอง ทบทวนชีวิตที่ผ่านมาว่ามีอะไรที่ดีแล้ว และต้องแก้ไขตัวเองในเรื่องใดบ้าง วิถีชีวิตในท้องถิ่นชนบทหรือของชนเผ่าต่างๆ ในแต่ละฤดู วิถีชีวิตของผู้คนจะออกแบบให้แตกต่างกันโดยธรรมชาติ เช่น ฤดูฝนเราต้องเพาะปลูก สร้างอาหารเตรียมไว้สำหรับฤดูถัดไป ฤดูหนาวเราต้องเตรียมฟืนไว้ให้พอ ส่วนฤดูร้อนเป็นช่วงเวลาทอผ้า-จักสานไว้ใช้ เป็นต้น วิถีที่ไม่ได้ซ้ำเดิมของแต่ละฤดูทำให้พฤติกรรมการใช้ทรัพยากรธรรมชาติไม่ซ้ำที่จุดเดิมเช่นกัน จึงเกิดเป็นช่วงเวลาที่ให้ดินพักฟื้น ตอไม้แตกกอ น้ำไหลกลับคืนสู่ห้วย

แต่ในความเป็นจริงของยุคสมัยปัจจุบันที่มนุษย์แข่งขันกันอย่างเอาเป็นเอาตาย ธรรมชาติจึงกลายเป็นผู้รับเคราะห์ จนเกิดเป็นภาวะโลกร้อนบวกกับโรคระบาดอย่างที่เป็น การปิดหรือผ่อนพักจังหวะชีวิตของมนุษย์ จึงเป็นสิ่งสำคัญต่อการอยู่รอดของระบบนิเวศและตัวมนุษย์เอง 

พิธีปิดบ้าน เป็นผลจากประสบการณ์ตรงของผู้คนในอดีต การปิดบ้าน ปิดทาง ปิดเมือง ปิดประเทศ จึงเป็นแบบฝึกหัดที่ดี แต่คำถามก็คือจะทำอย่างไรให้ภาครัฐเห็นความสำคัญต่อภูมิปัญญาท้องถิ่น ให้มีพื้นที่ขององค์ความรู้เหล่านี้ในระดับกว้าง และนำมาปรับใช้แก้ปัญหาในระดับนโยบาย เพื่อให้องค์ความรู้ ภูมิปัญญาท้องถิ่นต่างๆ ในบ้านเรายังมีลมหายใจ เพราะความรู้เหล่านี้ยังทันสมัยเสมอ

พิธีปิดกั้นโรคระบาด ภูมิปัญญาปกาเกอะญอที่กลับมามีชีวิตในวัน COVID-19 ระบาดไปทั่วโลก

โลก พระจันทร์ มนุษย์ กับพื้นที่ว่างที่จำเป็น

ผู้เฒ่าเล่าให้ฟังว่า แต่ก่อนนั้นโลกและพระจันทร์เคยอยู่แนบชิดติดกัน เหมือนเป็นดาวดวงเดียวกันที่เลี้ยงดูมนุษย์และสรรพสิ่งอื่นๆ ทุกครั้งที่มนุษย์รู้สึกหิว มนุษย์จะไปขอเนื้อพระจันทร์มาประทังชีวิต และพระจันทร์ก็ยินดีที่จะแบ่งเนื้อของตัวเองให้มนุษย์ทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน เป็นไปแบบนั้นมาช้านาน จนเมื่อเวลาผ่านไปมนุษย์เริ่มขอมากขึ้น ขอเกินความจำเป็น เก็บสะสม จนพระจันทร์ต้องหนีจากโลกไป นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา พระจันทร์ไม่กลับมาหามนุษย์อีกเลย

อย่างไรก็ตาม พระจันทร์ยังคงห่วงใยมนุษย์ด้วยการโคจรรอบโลก คอยบอกกล่าวให้สัญญาณกับมนุษย์ ให้มีชีวิตหมุนไปอย่างสอดคล้องกับจังหวะข้างขึ้น ข้างแรม การบอกให้รู้จักหยุดเก็บหน่อไม้ เพื่อให้หน่อไม้ได้แทงลำเพื่อให้เราได้ใช้ในวันข้างหน้า หยุดหาปลาเพื่อให้ปลาในลำห้วยขยายพันธุ์ หยุดตำข้าวเพื่อให้เราได้ยินเสียงของตัวเอง 

ทุกๆ วันพระก็เป็นการปิดตัวเองที่อยู่กับสังคมไทยมาช้านาน และถ้าบวกกับวันอาทิตย์ที่หลายๆ คนเข้าโบสถ์แล้ว ปีปีหนึ่งเราแบ่งเบาภาระของโลกได้มากทีเดียว

พิธีปิดกั้นโรคระบาด ภูมิปัญญาปกาเกอะญอที่กลับมามีชีวิตในวัน COVID-19 ระบาดไปทั่วโลก

‘ต่า เต๊ะ เซ ต่า กว่า เซ’ สรรพสิ่งถูกสร้าง สรรพสิ่งจะได้รับการดูแล

คนปกาเกอะญอเชื่อว่า เมื่อทุกสิ่งบนโลกนี้ถูกสร้างขึ้นมา สิ่งเหล่านั้นจึงได้รับการดูแล ซึ่งไม่ได้แปลว่าเราไม่ต้องทำอะไรเลย การปิดบ้าน ปิดเมือง ก็เป็นการแก้ไขปัญหาที่ดีได้ แต่การกลับมาเชื่อและวางใจในธรรมชาติอีกครั้งนั้น เป็นสิ่งที่เราควรได้บ่มเพาะให้กับลูกหลานของเรา ที่กำลังเติบโตในวันที่พวกเขาถูกพรากออกจากธรรมชาติมากขึ้นทุกๆ วัน 

เราเป็นเพียงส่วนหนึ่งของธรรมชาติ ถึงแม้มนุษย์จะเก่งกาจกว่าสิ่งมีชีวิตอื่นๆ แต่เราก็มีอานุภาพทำลายล้างมากกว่าสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นๆ เช่นกัน การปิดบ้าน ปิดเมือง ปิดทาง ป้องกันสิ่งชั่วร้ายเหล่านั้น ไม่ใช่กับภูตผีตามความเชื่อ ตามจินตนาการเท่านั้น หากแต่เป็นภูตผีที่อยู่ในร่างของมนุษย์อย่างเราๆ ที่สร้างสิ่งชั่วร้าย อย่างสงคราม การแบ่งแยก ชนชั้นวรรณะ ถูกสอนให้รดน้ำเมล็ดพันธุ์แห่งความโลภครั้งแล้วครั้งเล่า จนใครบางคนเชื่ออย่างสนิทใจว่า ทรัพยากรบนโลกไม่มีวันหมด และพวกเขากำลังตักตวงจากโลกอย่างบ้าคลั่ง ราวกับยักษ์ผู้หิวโหยที่กินทุกอย่างที่ขวางหน้า

ผู้เฒ่าจึงเรียกโลกใบนี้ว่า ‘ห่อโข่’ ที่ไม่ได้มีความหมายแค่โลกหรือแผ่นดิน แต่ยังมีความหมายว่า ที่ร้องไห้ ที่ที่มนุษย์ทุกคนต้องร้องไห้ ต้องพบเจอกับความทุกข์ ความยากลำบาก ความเศร้าโศกเสียใจ ความไม่สะดวกสบาย ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่เราต่างรู้กันดี ทุกครั้งที่แม่ให้กำเนิดชีวิตใหม่ ทารกคนนั้นจะต้องร้องไห้ เพื่อเป็นการนับหนึ่งของการมีชีวิตบนโลก และเมื่อเติบโตไป อาจจะมีการร้องไห้อีกหลายครั้งหลายหน หลายเหตุผล หลายสถานที่ แต่ที่แน่นอนคือ เมื่อถึงวาระที่ใครคนใดคนหนึ่งต้องจากเราไป จะมีน้ำตารสเค็มไหลออกมาบอกลาผู้เป็นที่รัก ที่เดินทางบนโลกนี้จนถึงนาทีสุดท้าย ส่วนคนที่ยังมีชีวิตก็แค่ต้องเดินทางต่อไปตามทางที่ถูกสร้างไว้

พิธีปิดกั้นโรคระบาด ภูมิปัญญาปกาเกอะญอที่กลับมามีชีวิตในวัน COVID-19 ระบาดไปทั่วโลก

การปิดพื้นที่ชีวิตของเรา บางช่วงบางตอน บางฤดู เคยเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นปกติในอดีต และการถอยกลับมาอยู่กับตัวเองเป็นการเปิดพื้นที่ให้กับธรรมชาติได้มีเวลาเยียวยา ฟื้นฟูชีวิตตัวเอง ก่อนที่ธรรมชาติจะมีแรงดูแลเราต่อไป

อย่าได้กังวลมากเกินไปจนกินไม่ได้ นอนไม่หลับ เรามีโอกาสแล้วที่จะได้ฝึกกลับไปวางใจในตัวเองในธรรมชาติ สิ่งที่เราทำได้ที่บ้านในตอนนี้ คือการขุดดิน อ่านหนังสือ ปลูกผัก เล่นดนตรี ฝึกโยคะ รดน้ำต้นไม้ เรียนทำอาหาร ทำขนม ทำกาแฟกิน เก็บเมล็ดพันธุ์ ทอผ้า กวาดบ้าน ทำงานฝีมือ และกิจกรรมอื่นๆ มากมาย หรือถ้าง่วงมากก็นอนขี้เกียจเฉยๆ ก็ไม่ได้เป็นภัยกับใคร 

สิ่งเล็กๆ เหล่านี้น่าจะพอช่วยให้พี่น้องของเราที่ต้องปฏิบัติหน้าที่ตามโรงพยาบาลต่างๆ ในเมืองหลวง ต่างจังหวัด ทุกอำเภอ ตำบล ชุมชน ได้บ้าง พวกเขาจะได้ไม่เหนื่อยจนเกินไป 

มีภาพข่าวภาพหนึ่งกับคำบรรยายใต้ภาพจากประเทศอิตาลีที่กำลังเผชิญกับโรคระบาด COVID-19 นี้อย่างหนัก ภาพหมอกำลังเข็นคนไข้สูงวัยเพื่อไปสแกนปอด ในขณะที่กำลังจะถึงทางเข้าห้องสแกน
พระอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้า หมอถามคนป่วยว่าอยากชมพระอาทิตย์ตกดินไหม คนไข้ยิ้มตอบ และพวกเขาสองคนก็ได้ใช้เวลาสั้นๆ ชื่นชมกับสิ่งที่พวกเราหลายคนรู้ดีว่าปรากฏการณ์ของธรรมชาติมันมีค่าต่อจิตใจเพียงใด 

จะว่าไปการปิดบ้าน ปิดเมือง เป็นการใช้เทคโนโลยีเก่าแก่ที่เหมาะสมแล้วกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นใน พ.ศ. 2563

ต่าบลึ๊ครับ

Writer & Photographer

โอชิ จ่อวาลู

นักการภารโรงที่ Lazy man College ผู้กำลังหัดเขียนเล่าเรื่อง

Lazy Man College

เรื่องราวการอยู่ร่วมกันของชาวปกาเกอะญอกับธรรมชาติ

ทางเข้าหมู่บ้านถูกปิดเป็นคำรบสาม ชาวบ้านผลัดเปลี่ยนเวรยามกันไปเฝ้าตรวจตราคนเข้าออกเพื่อความปลอดภัยของชีวิต หลายคนกำลังกักตัวที่บ้านหรือในสวน ถ้าโลกต้องการให้เราพบกันน้อยลง นี่คงเป็นโอกาสที่เราจะได้พบกับธรรมชาติให้มากขึ้น

ผมนัดกับ แทะ-นิรักษ์พัน แปรดำรงค์กุล คุณพ่อลูกสองผู้ที่หลงใหลในเฟิร์นมาหลายปีแล้ว แทะน่าจะเป็นหนึ่งในคนรุ่นใหม่บนดอยที่รู้จักเฟิร์นดีมากคนหนึ่ง ทั้งในตำราและภูมิปัญญาแบบผู้เฒ่าสมัยก่อน เขาสารภาพว่าเขาห่างเหินกับเฟิร์นมาสักพักแล้ว ด้วยเหตุผลหลายประการ การมาพักช่วงสั้นๆ ในสวนใกล้กับป่า น่าจะทำให้ความรักที่มีต่อเฟิร์นของเขาผลิบานอีกครั้ง

สวนและนาที่ห่างออกจากหมู่บ้านไปไกลจึงสงบเงียบ เสียงรถบนถนนดังไกลๆ ให้ได้ยินแต่ไม่รบกวนอะไร กระท่อมหลังเดิมของพ่อตาของแทะยังคงแข็งแรง หญ้าและต้นไม้กลับมาเขียวอีกครั้งหลังจากฝนหลงฤดูร้อนพัดกระหน่ำไปเมื่อไม่นาน

เดินป่ากับคนรักเฟิร์น เรียนรู้ภูมิปัญญาปกาเกอะญอเรื่องพืชที่บอกความสมบูรณ์ของป่า
เดินป่ากับคนรักเฟิร์น เรียนรู้ภูมิปัญญาปกาเกอะญอเรื่องพืชที่บอกความสมบูรณ์ของป่า

เราเดินทางไปถึงที่พักก็เย็นพอดี หลังจากปลดกระเป๋าและนั่งพักผ่อนบนแคร่ใต้ถุนกระท่อมพอหอมปากหอมคอ แทะก่อฟืนหุงข้าว น้ำซุปมันฝรั่งกับไข่เจียวและข้าวดอยร้อนๆ เป็นมื้อเย็นที่พอเหมาะพอดีสำหรับเรา

เมื่อถึงฤดูเพาะปลูก กระท่อมกลางนาเป็นเหมือนบ้านหลังที่สองสำหรับการมาพักชั่วคราว โดยเฉพาะคนที่นาอยู่ไกลบ้าน การมีกระท่อมไว้นอนพักค้างคืน มีเตาไฟสำหรับทำอาหาร ช่วยประหยัดเวลาได้มากพอสมควร 

กระท่อมไม่มีไฟฟ้า นอกจากไฟจากกองฟืนและแสงจันทร์ลางๆ หิ่งห้อยบรรทุกตะเกียงเรืองแสงพากันไปฟังจิ้งหรีดที่กำลังร้องเพลงลูกทุ่งประสานเสียงกับเหล่าเขียดในท้องนา ฟังไกลๆ ก็เพราะดี ลมพัดเย็นสบาย เสียงกล่อมนอนจากธรรมชาติทำให้รู้สึกผ่อนคลายจนหลับไป

เฟิร์น สิ่งมีชีวิตที่เป็นมากกว่าความสวยงามในราวป่า

เช้าแล้ว ตื่นมาเตรียมมื้อเช้ากินกันก่อนเดินเท้าเข้าป่า ก้าวเท้าออกไปไม่ทันไร แทะชี้ให้ดู ‘กิ๊โข่ดอ’ หรือย่านลิเภา เฟิร์นเถาที่คนปกาเกอะญอนำมาใช้ประกอบพิธีกินข้าวใหม่หลังเก็บเกี่ยว การนำเถาของย่านลิเภามาพันหม้อหุงข้าว ครกกระเดื่อง เสาเตาไฟ หรือ ‘เส่อกิ๊เต่อ’ ตลอดจนข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ เพื่อแสดงออกถึงการสำนึกรู้คุณต่อสิ่งของที่ช่วยให้การดำรงชีวิตดำเนินไปอย่างสะดวกราบรื่น นอกจากนี้ เถาของย่านลิเภาที่พันรอบข้าวสิ่งของต่างๆ นั้น เป็นการบอกกล่าวให้เราดูแลข้าวของให้ดี เพื่อที่เราจะมีกินมีใช้ไม่ขาดมือ 

เดินป่ากับคนรักเฟิร์น เรียนรู้ภูมิปัญญาปกาเกอะญอเรื่องพืชที่บอกความสมบูรณ์ของป่า

เถาของย่านลิเภาเปรียบเสมือนเชือกที่พันและผูกเราไว้กับข้าว ให้เรายึดเหนี่ยวชีวิตไว้กับข้าวปลาอาหารให้มั่น เมื่อคนสมัยโบราณไม่มีภาษาเขียน การจดบันทึกความหมายของธรรมชาติจึงถูกเล่าผ่านพิธีกรรม เมื่อพิธีกรรมเป็นสิ่งที่ศักดิ์สิทธิ์ จึงไม่ผิดมากนักถ้าหากจะบอกว่าเฟิร์นคือพืชศักดิ์สิทธิ์ ชาวอินเดียนแดงเผ่าเชอโรกี เชื่อว่าเฟิร์นก้านดำมีพลังรักษาโรคเกี่ยวกับหัวใจ

‘กิ๊โข่ดอ’ มีสรรพคุณทางยาที่ช่วยขับนิ่ว แก้เจ็บคอ ลดอาการปวดหลัง โดยนำเหง้า ราก และลำต้น มาต้มน้ำกิน ส่วนยอดอ่อนยังใช้ประกอบอาหารได้ เช่น ลวกจิ้มกินกับน้ำพริก เป็นต้น

เดินป่ากับคนรักเฟิร์น เรียนรู้ภูมิปัญญาปกาเกอะญอเรื่องพืชที่บอกความสมบูรณ์ของป่า
เดินป่ากับคนรักเฟิร์น เรียนรู้ภูมิปัญญาปกาเกอะญอเรื่องพืชที่บอกความสมบูรณ์ของป่า

เดินขึ้นเขาใต้ร่มไม้ใหญ่ ลำธารสายเล็กมีน้ำไหลช้าๆ ครอบครัวเฟิร์นหลายชนิดกำลังรอให้เราไปทำความรู้จัก แทะ พลิกใบของต้น ‘โดะเก่โข่ง’ หรือเฟิร์นกีบแรด เพื่อดูสปอร์ที่เรียงชิดติดกันเป็นแนวยาวตามขอบใบด้านใน เมื่อจังหวะและเวลาพร้อม สปอร์เหล่านี้ก็จะออกเดินทางกลายเป็นต้นเฟิร์นต่อไปในอนาคต

เหง้าของกีบแรดเป็นยาสมานแผลที่ดีมากชนิดหนึ่ง หากเราโดนหนามเกี่ยวหรือของมีคมบาด ให้ใช้เหง้าของกีบแรดทา จะทำให้แผลหดตัว ช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น

มีเฟิร์นหลายชนิดที่หน้าตาคล้ายกันมากจนมือใหม่อย่างผมอาจแยกไม่ออก แต่ไม่ใช่ปัญหาสำหรับผู้รักเฟิร์น แทะบอกได้ทันทีว่าต้นเฟิร์นที่ยืนสง่าบนหินที่มีเหล่ามอสปกคลุมใต้ต้นนั้นชื่อว่า ‘ต้นห่อทีหล่า’ เฟิร์นที่เป็นตัวชูรสในการทำอาหารของคนบนดอยมาช้านาน ซึ่งเด็กๆ รุ่นใหม่อาจจะไม่รู้จักแล้ว 

เดินป่ากับคนรักเฟิร์น เรียนรู้ ภูมิปัญญา ปกาเกอะญอ เรื่องพืชที่บอกความสมบูรณ์ของป่า

‘โปล่ แปล ดอ’ หรือผักกูด น่าจะเป็นเฟิร์นที่ทุกคนรู้จักดี แต่ใครรู้ว่าเฟิร์นชนิดนี้มีธาตุเหล็กสูงช่วยบำรุงเลือดได้เป็นอย่างดี

เดินป่ากับคนรักเฟิร์น เรียนรู้ ภูมิปัญญา ปกาเกอะญอ เรื่องพืชที่บอกความสมบูรณ์ของป่า

นอกจากนี้มีเฟิร์นชนิดหนึ่งที่ชอบชิมเหล้า ‘โท’ หรือ โชน ที่ชูใบเป็นตัว V ก้านยาวๆ ของโชนถูกนำมาใช้เป็นหลอดดูดสำหรับชิมเหล้าของเหล่าบรรดาแม่บ้าน โดยการริดใบออกให้เหลือแต่ลำต้นยาวประมาณหนึ่งศอก จากนั้นให้เอาไปซุกในผงขี้เถ้าที่ยังมีความร้อนอยู่ ความร้อนจากผงขี้เถ้าจะทำให้ไส้ข้างในหดตัว ทำให้เราดึงไส้ออกได้อย่างง่ายดาย เพียงเท่านี้ก็จะได้หลอดดูดที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมไว้ใช้งานต่อไป 

เดินป่ากับคนรักเฟิร์น เรียนรู้ ภูมิปัญญา ปกาเกอะญอ เรื่องพืชที่บอกความสมบูรณ์ของป่า

ส่วน ‘ก่าบอชือ’ กูดเกี๊ยะ เป็นเฟิร์นที่แม่ไก่จะรู้จักดี ทุกครั้งที่แม่ไก่ออกไข่ เจ้าของไก่จะไปตักกูดเกี๊ยะมาใส่ในรังไก่เพื่อป้องกันไม่ให้ไข่แตกและเป็นที่นอนนุ่มๆ ของแม่ไก่

เดินป่ากับคนรักเฟิร์น เรียนรู้ ภูมิปัญญา ปกาเกอะญอ เรื่องพืชที่บอกความสมบูรณ์ของป่า

บ้านของเฟิร์น

แทะเล่าว่าเราพบเห็นเฟิร์นได้บนดิน บนหิน ในน้ำ และบนต้นไม้ เฟิร์นยังเป็นบ้านของสัตว์ตัวเล็กๆ อย่างแมงมุม กิ้งก่า ตุ๊กแกหางเฟิร์น ตั๊กแตน หนอน และสัตว์ตัวอื่นๆ ที่พรางตัวเพื่อหลบภัย เช่นเดียวกับพวกเราทุกคนที่พึ่งพาพืชชนิดนี้ทั้งทางตรงและทางอ้อม

เฟิร์นเป็นตัวชี้วัดสุขภาพของระบบนิเวศ เช่นเดียวกับสัตว์อย่างเสือ ลิง กระทิง นกหัวขวาน ที่ไหนยังมีเฟิร์น อย่างน้อยๆ เราก็พอคาดเดาได้ว่าป่าแห่งนั้นยังคงเป็นป่าที่มีชีวิต มีน้ำมีลำธารที่สะอาด และมีสิ่งมีชีวิตอื่นอาศัยอยู่ในนั้น ซึ่งเท่ากับว่าเราจะยังมีชีวิตที่ดี เพราะ ‘ขวัญ’ ยังอยู่กับเรา ผมเพิ่งเข้าใจว่าการที่เราซื้อต้นไม้มาไว้ที่บ้านคือการเรียกขวัญกลับมานี่เอง

เฟิร์นช่วยรักษาความชุมชื้นให้หน้าดิน ช่วยยืดหน้าดินไม่ให้พังทลายยามฝนหลาก ไม่เพียงแค่ร่างกายของเราที่ต้องการต้นไม้ หากแต่จิตใจของเราก็ต้องการพลังจากต้นไม่ไม้น้อยไปกว่ากัน ทุกครั้งที่เข้าป่าหรือได้นั่งใต้ร่มไม้เราจึงรู้สึกร่มเย็น เฟิร์นจึงทำหน้าที่เป็นสมุนไพรที่รักษาทั้งร่างกายและเยียวยาจิตใจของเราได้เป็นอย่างดี

หลังจากเดินป่าเรียนรู้เรื่องเฟิร์นกับแทะทั้งวัน มุมมองที่มีต่อเฟิร์นของผมเปลี่ยนไป เราอาจจะเคยรู้สึกกับต้นไม้ใบหญ้าว่าเป็นเพียงวัชพืช จนกระทั่งเราได้พาตัวเองไปสัมผัสกับต้นไม้ที่เราไม่เคยรู้จักมาก่อน สิ่งเราคิดว่าไกลตัวกลับมีความสำคัญมากกว่าที่เราคิด สิ่งที่แวดล้อมล้วนเกี่ยวข้องกับสุขทุกข์ของเรา คนสมัยก่อนเชื่อว่าขวัญของเราเดินทางมากับต้นไม้ ขวัญและกำลังใจจึงเติบโตขึ้นในป่าและกลับคืนสู่ป่าเช่นเดียวกัน 

เดินป่ากับคนรักเฟิร์น เรียนรู้ ภูมิปัญญา ปกาเกอะญอ เรื่องพืชที่บอกความสมบูรณ์ของป่า
เดินป่ากับคนรักเฟิร์น เรียนรู้ ภูมิปัญญา ปกาเกอะญอ เรื่องพืชที่บอกความสมบูรณ์ของป่า

แทะตั้งใจสร้างพื้นที่เรียนรู้เกี่ยวกับเฟิร์น เขาอยากถ่ายทอดเรื่องราวให้เด็กๆ และผู้ที่สนใจ เขากำลังลงมืออย่างช้าๆ แต่มีความหวังว่า สักวันหนึ่งพื้นที่เล็กๆ ที่เขาสร้างขึ้นมา จะทำให้เราได้กลับมาสนใจเรื่องราวของเฟิร์นและความเกี่ยวข้องของเรากับธรรมชาติ

จริงทีเดียวที่มีคนกล่าวไว้ว่าสุขภาพที่ดีคือความมั่งคั่ง ถ้าโลกของเรามีสุขภาพที่ดี นั่นแสดงว่ามนุษย์ทุกคนบนโลกล้วนคือผู้ที่มั่งมี อาจไม่ใช่เรื่องทรัพย์สินเงินทอง แต่ความรุ่มรวยที่เต็มไปด้วยความร่มเย็น สันติสุข ที่เราได้มีโอกาสแบ่งปันซึ่งกัน แบ่งปันพื้นที่ให้สิ่งมีชีวิตอื่นๆ รวมถึงบ้านของต้นเฟิร์นด้วย 

ถึงตอนนี้ใครที่กำลังมองหาต้นไม้สักต้นมาไว้ที่บ้าน คงไม่ลืมหยิบเฟิร์นกลับมาด้วยสักต้น เพื่อที่ขวัญและกำลังใจจะกลับมา ในวันที่พวกเราหลายๆ คนต้องกักตัวที่บ้าน ไม่ได้เดินทางเหมือนเช่นเคย

Writer & Photographer

โอชิ จ่อวาลู

นักการภารโรงที่ Lazy man College ผู้กำลังหัดเขียนเล่าเรื่อง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load