ห่อโข่ ดาวเคราะห์สีน้ำเงิน ที่ที่เราทุกคนร้องไห้

การร้องไห้เป็นธรรมชาติอย่างหนึ่งของมนุษย์ ที่เราทุกคนบนโลกล้วนเคยประสบพบเจอในชีวิต แม้เราจดจำเสียงร้องไห้ครั้งแรกของเราในวันที่ลืมตาดูโลกไม่ได้ ทารกบางคนถูกตีก้นหากชักช้าไม่ยอมร้องไห้ให้หมอตำแยสมัยใหม่ฟัง หลังจากการร้องไห้ครั้งนั้น เราได้เริ่มต้นมีชีวิตบนโลกใบนี้ที่หมุนมาช้านานและกำลังหมุนต่อไป

‘ห่อโข่’ แปลว่า ดิน โลก และที่ร้องไห้ การร้องไห้เป็นภาษาแรกของมนุษย์ทุกคน ทุกเผ่าพันธุ์บนโลก ยังไม่มีบันทึกไหนบอกว่ามีเด็กลืมตาดูโลกแล้วหัวเราะ อาจมีบ้างที่มีเด็กน้อยยิ้ม แต่มันจะเกิดหลังจากร้องไห้ ภาษาสากลนี้จึงเหมาะที่สุดแล้วสำหรับความเชื่อบรรพบุรุษของปกาเกอะญอ ผู้เรียกขานดาวเคราะห์สีน้ำเงินดวงนี้ว่าห่อโข่ หรือที่ที่เราทุกคนร้องไห้

ปกาเกอะญอเชื่อว่า ห่อโข่ คือดาวโลก ที่ที่ทุกคนร้องไห้ เพราะน้ำตาบอกว่าเรามีชีวิต

วาระที่หนึ่ง

การเกิดมาแล้วร้องไห้ทันที แปลว่าการเดินทางบนโลกใบนี้มันไม่ใช่เรื่องสนุกนัก เราต้องพบเจอความยากลำบากไม่มากก็น้อย ไม่ช้าก็เร็วเป็นเรื่องปกติธรรมดา แต่ก็มีเรื่องราวที่มอบรอยยิ้มและความสุขใจให้เราได้เช่นกัน อย่างเด็กๆ ใช้การร้องไห้เป็นเครื่องมือในการได้มาซึ่งของเล่น ขนม หรืออะไรก็ตามที่ปรากฏขึ้นตรงหน้า 

เมื่อครั้งพ่อแม่พาไปยังแหล่งที่มีของเล่นเด็ก เด็กบางคนขอผู้ปกครองด้วยวาจาอย่างน่ารักน่าเอ็นดู ก็ได้ของที่หมายปองมาครองครองอย่างราบรื่น แต่คงมีเด็กจำนวนมากที่อาจต้องสวมบทบาทนักแสดง ด้วยการเปล่งเสียงร้องและรีดน้ำตาออกมา ถ้ายังไม่ประสบความสำเร็จ ก็ยังมีไม้ตายสุดท้ายด้วยการลงไปนอนเกลือกกลิ้งบนพื้น ซึ่งใช้ได้ผลอยู่บ่อยๆ แต่พอโตขึ้นมาหน่อยอาจจะต้องใช้วิธีอื่นๆ ที่เหมาะกับวัยมากขึ้น นี่ก็เป็นความยากลำบากน้อยๆ ของผู้ปกครองเช่นเดียวกับลูกๆ ที่ต้องฝึกฝนไม้ตายไว้ใช้ยามจำเป็น

ฟ้าเจ็ดซ้อนดินเจ็ดชั้น ความเชื่อ ของปกาเกอะญอ ต่อ ห่อโข่ หรือโลกที่เราอาศัย และการร่ำไห้ ธรรมชาติอย่างหนึ่งของมนุษย์ที่แสดงถึงการมีชีวิตอยู่

จึงมีสุภาษิตกล่าวไว้ว่า เด็กได้มาด้วยการร้องไห้ ผู้ใหญ่ได้มาด้วยเล่ห์กล และวัยเด็กนี้เองเป็นวัยที่หอมที่สุด ความหอมเป็นกลิ่นและบรรยากาศที่มีชีวิตชีวา เราสังเกตได้จากบ้านที่มีเด็กอยู่ มักมีเสียงเพลงของพ่อแม่ที่กล่อมลูกน้อย เสียงที่ญาติๆ ข้างบ้านไปแสดงความเอ็นดูเจ้าตัวน้อย เสียงหัวเราะและเสียงร้องเพลงของเด็กน้อยที่โตขึ้นมาหน่อย ช่วยหล่อเลี้ยงบรรยากาศของบ้านให้อบอวลไปด้วยความสดใสด้วยพลังงานของเด็ก ช่วยให้ผู้ใหญ่ยิ้มได้และรู้สึกผ่อนคลายจากความเครียดของการงาน เด็กจึงเนื้อหอมที่สุดในบ้าน

มีเรื่องเล่าว่า เมื่อครั้งที่ผู้ใหญ่กำลังถกเถียงกันเรื่องกำจัดปีศาจตัวหนึ่งที่เข้ามารุกรานหมู่บ้าน ทำให้ผู้คนเดือดร้อน ล้มป่วย และสร้างความหวาดกลัวไปทั่ว ผู้ใหญ่ประชุมหารือกัน 7 วัน 7 คืนบนบ้าน แต่ก็หาทางออกไม่เจอ เด็กๆ ที่กำลังเล่นกันตามประสาเด็กใต้ถุนบ้านได้ยินเสียงผู้ใหญ่ถกเถียงกันอย่างจริงจัง จนรู้สึกว่ามันรบกวนการเล่นของพวกเขา เด็กคนหนึ่งในนั้นจึงขึ้นไปบนบ้าน แล้วยื่นปืนลมที่ทำจากไม้ไผ่ของตัวเอง และบอกกับผู้ใหญ่ว่าให้ล่อปีศาจเข้ามาในปืนลมของเขา ครั้นปีศาจเข้าไปแล้วให้เอาขี้ผึ้งอุดหัวท้ายของปืนลมแล้วเอาไปเผา ปีศาจก็จะไม่โผล่มาอีก

ทางออกที่ง่ายราวกับปอกกล้วยกินของเด็ก สำหรับผู้ใหญ่แล้วมันเป็นความคิดที่ไร้เดียงสาเท่านั้นเอง แต่ผลที่ออกมาก็ทำให้ผู้ใหญ่ต้องคิดใหม่ ผู้ใหญ่คิดมากไป คิดซับซ้อนเกินไป จึงไม่แปลกที่เจ้าชายน้อยจะไม่ค่อยเข้าใจพวกผู้ใหญ่นัก

การร้องไห้วาระแรกนี้เป็นการร้องไห้พื่อต้อนรับเริ่มต้นการมีชีวิตในโลก ซึ่งวัยเด็กนี้เอง น่าจะเป็นวัยที่พวกเราหลายคนยกมือสนับสนุนเห็นด้วยว่า วัยเด็กคือวัยที่เรามีความสุขมากที่สุด

ฟ้าเจ็ดซ้อนดินเจ็ดชั้น ความเชื่อ ของปกาเกอะญอ ต่อ ห่อโข่ หรือโลกที่เราอาศัย และการร่ำไห้ ธรรมชาติอย่างหนึ่งของมนุษย์ที่แสดงถึงการมีชีวิตอยู่

วาระที่สอง

การดีใจก็ทำให้เราร้องไห้ได้เช่นกัน บ่อยครั้งที่เราเห็นนักกีฬาหลั่งน้ำตาในโอกาสที่ได้รับชัยชนะ หลังการแข่งขันจบสิ้นลง การบากบั่นฝึกฝนมาทั้งปีได้รับผลตอบแทนที่มีค่าต่อจิตจากมากมาย เช่นเดียวกับฝ่ายที่ปราชัยก็ร่ำไห้เสียใจที่พลาดหวังในการแข่งขันทั้งๆ ที่ก็ฝึกฝนไม่น้อยไปกว่ากัน ความรักมีพลังมหาศาลที่จะปลดปล่อยน้ำตาอุ่นๆ ไหลมาอาบแก้มของใครต่อมากมาย ความผิดหวังจากความรักนำมาซึ่งความโศกเศร้าอย่างถึงที่สุดนี่เอง ที่เปลี่ยนแปลงคนคนหนึ่งกลายเป็นอีกคนไปเลย

วาระที่สาม

การจากลาดูจะเป็นสิ่งที่ทำให้มนุษย์ร้องไห้มากที่สุดครั้งหนึ่ง โดยเฉพาะการจากลาที่ไม่มีวันได้พบเจอกันอีก คนสมัยก่อนเชื่อว่านอกจากโลกใบนี้แล้ว ยังมีโลกอีก 4 ใบทับซ้อนกันอยู่ คือ โลกที่เรากำลังอยู่ โลกวิญญาณ โลกแห่งความตาย โลกนรก โลกสวรรค์ ในบรรดาโลกทั้งห้านี้มีการร้องไห้ให้ได้ยิน และทุกโลกต่างหมุนโคจรไปกับเราทุกขณะทุกวัน หากเราดีใจ อิ่มใจ หรือรู้สึกสงบ ก็บอกได้เลยว่า เรากำลังอยู่ในโลกสวรรค์ แต่ถ้าเราทุกข์ใจ ก็บอกได้ทันทีเช่นกันว่าเรากำลังย่ำไปในโลกของนรก ส่วนคนที่เมาสุรา อาจจะกำลังท่องเที่ยวไปในโลกแห่งวิญญาณ เพราะร่างกายที่อ่อนเอนทรงตัวไม่มั่นคงนั้น อาจเหลือความเป็นมนุษย์เพียงครึ่งเดียว ในแต่ละวันเราอาจจะท่องเที่ยวไปมาจนครบทั้งห้าโลกก็ได้

ฟ้าเจ็ดซ้อนดินเจ็ดชั้น ความเชื่อ ของปกาเกอะญอ ต่อ ห่อโข่ หรือโลกที่เราอาศัย และการร่ำไห้ ธรรมชาติอย่างหนึ่งของมนุษย์ที่แสดงถึงการมีชีวิตอยู่

ฟ้าเจ็ดซ้อนดินเจ็ดชั้น

โลกไม่ได้อยู่โดดเดี่ยวลำพัง โลกต้องการผู้ที่คอยช่วยเหลืออย่างดวงอาทิตย์ที่ส่องสว่างมายังโลก ทำให้โลกนั้นมีชีวิต มีความหวัง 

‘หมื่อหล่า’ แปลตรงตัวว่า ใบของดวงอาทิตย์ มีความหมายว่า ‘ความหวัง’ ตราบใดที่โลกยังมีดวงอาทิตย์ เราก็จะยังมีความหวัง ต่อให้บางยุคบางสมัยยากลำบาก ในการประกอบพิธีกรรม คนสมัยก่อนจะเอ่ยขอบคุณฟ้าดินเพื่อระลึกถึงบุญคุณของธรรมชาติที่ได้ดูแลมนุษย์ให้อยู่รอดปลอดภัยในทุกฤดูทุกปี ที่เราอยู่รอดปลอดภัยได้ทุกวันนี้ นอกจากเป็นเพราะการเรียนรู้ที่จะปรับตัวของเราแล้ว ส่วนสำคัญคือการบิดตัวถ้อยทีถ้อยอาศัยของโลกที่พอเหมาะพอดี

ฟ้าเจ็ดซ้อนดินเจ็ดชั้น ความเชื่อ ของปกาเกอะญอ ต่อ ห่อโข่ หรือโลกที่เราอาศัย และการร่ำไห้ ธรรมชาติอย่างหนึ่งของมนุษย์ที่แสดงถึงการมีชีวิตอยู่

ทุกๆ วันมีก้อนอุกกาบาตโคจรมาชนกับโลกนับครั้งไม่ถ้วน แต่ด้วยชั้นบรรยากาศของโลกนี้เอง ช่วยปกป้องให้เรารอดพ้นจากภัยอันตรายที่เกิดกับเรา หากก้อนอุกกาบาตเหล่านั้นทะลวงชั้นบรรยากาศโลกเข้ามาได้ โลกอาจจะเจ็บปวดโดยที่เราไม่รู้เลย

หรือการรักษาสมดุลและจัดวาง วงแหวนแห่งไฟที่เป็นรอยแยกของเปลือกโลก ซึ่งทอดยาวตามแนวชายฝั่งในมหาสมุทรแปซิฟิก เก็บภูเขาไฟและระเบิดเวลาของการเกิดแผ่นดินไหว เราในฐานะมนุษย์แทบจะบังคับอะไรไม่ได้เลย หากเกิดอะไรขึ้นแบบกะทันหัน

แต่เพราะความรักของดวงดาวที่ร้องไห้ ซึ่งมอบความรักที่ยิ่งใหญ่ เป็นความรักที่ไร้กาลเวลา ต่อให้เราจะตัดต้นไม้มาสร้างบ้าน ต้นไม้ไม่เคยห้าม แต่ยังแตกกิ่งก้านใหม่ออกมาให้ร่มเงากับเราอีกครั้ง เราจับปลาในท้องทะเลกิน มหาสมุทรไม่เคยห้าม แถมยังเพิ่มฝูงปลาให้เรา แผ่นดินไม่เคยห้ามเราทำเหมืองแร่ เพื่อให้เราได้นั่งเครื่องบินท่องเที่ยว ส่งจรวดไปดาวอังคาร มีชีวิตอย่างสะดวกสบาย

นอกจากการใส่วันสิ่งแวดล้อมโลกลงในปฏิทิน เพื่อย้ำเตือนให้เราเห็นคุณค่าของโลกใบนี้ การกล่าวขอบคุณฟ้าเจ็ดซ้อนดินเจ็ดชั้น ก็เป็นสิ่งเล็กๆ ที่ทำให้เรายังพอนึกภาพที่เราเกี่ยวข้องกับโลกและจักรวาลได้บ้าง คนรุ่นก่อนที่เชื่อว่าชีวิตของเราขึ้นตรงต่อแรงหมุนของโลก และเราต้องยอมรับและหมุนไปกับฤดูกาลของโลกที่หมุนเปลี่ยนไป

กินน้ำ ให้รักษาชีวิตของน้ำ ใช้ดิน ให้ดูแลชีวิตของโลก

คือถ้อยคำสั้นๆ ที่คนรุ่นก่อนฝากไว้ให้เรา เพื่อที่เราจะยังมีความหวังต่อไป ในวันที่เราต่างได้ยินเสียงสะอื้นจากดาวเคราะห์สีน้ำเงินดวงนี้

ฟ้าเจ็ดซ้อนดินเจ็ดชั้น ความเชื่อ ของปกาเกอะญอ ต่อ ห่อโข่ หรือโลกที่เราอาศัย และการร่ำไห้ ธรรมชาติอย่างหนึ่งของมนุษย์ที่แสดงถึงการมีชีวิตอยู่

Writer & Photographer

โอชิ จ่อวาลู

นักการภารโรงที่ Lazy man College ผู้กำลังหัดเขียนเล่าเรื่อง

Lazy Man College

เรื่องราวการอยู่ร่วมกันของชาวปกาเกอะญอกับธรรมชาติ

เข้าสู่เดือนมีนาคมแล้ว อากาศบนดอยตอนเช้ายังคงหนาวเย็น ดอกฝ้ายสีขาวในสวนที่ได้เมล็ดจากไร่หมุนเวียนของเพื่อนเมื่อ 2 ปีก่อนออกดอกให้ชื่นใจ ต้นไม้ที่ผลัดใบเมื่อต้นหนาว กลับมาผลิใบให้ร่มเงาร่มรื่นให้ได้หลบแดดร้อนในตอนกลางวัน

ลือ หล่า ธรรมนูญชีวิตชาวปกากะญอ ที่ย้ำเตือนว่ามนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ

เสียงตีไม้ตอนสายๆ ดังมาจากหลายทิศทาง เสียงที่ทำให้หลังคาบ้านผลิบานกลายเป็นที่หลบฝนหลบแดด ปีนี้มีหลายครอบครัวที่กำลังสร้างบ้านใหม่แทนหลังเก่าที่ได้ทำหน้าที่มายาวนาน หลังคาได้เวลารื้อ ผนังผุพังได้เวลาเปลี่ยน ไม้และเสาที่ยังใช้งานได้ ก็พร้อมแปลงร่างไปเป็นบ้านหลังใหม่ต่อไป

ส่วนชิ้นไม้ที่แตกหัก ยังมีคุณค่า สามารถเอาไปทำเล้าหมู เล้าไก่ หรือเอาไปทำแคร่ไว้นอนเล่นใต้ต้นไม้ได้ กว่าจะเป็นบ้านหลังหนึ่งต้องใช้เวลาในการเก็บสะสมไม้หลายปี บ้านไม้ที่อายุเก่า 30 ปีขึ้นไม้ เป็นไม้ที่เลื่อยด้วยมือและแบกออกมาด้วยกำลังคนอย่างยากลำบาก ไม้เก่าจึงถูกนำกลับมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

แม่เป็นใย ใบคือพ่อ

มีเรื่องเล่าว่ามีผู้หญิงและผู้ชายฝั่งละ 30 ชีวิต ได้ท้าประลองสร้างบ้านแข่งกัน ผู้ชายนั้นคิดว่าตัวเองแข็งแรงจึงตัดไม้ใหญ่มาทำเสาบ้าน และเอาไม้ทั้งท่อนมาเป็นหลังคา ส่วนผู้หญิงนั้นใช้เพียงต้นไม้เล็กๆ เป็นเสาและนำใบไม้มาทำหลังคา ผู้ชายทั้งหลายต่างเฝ้ามองผลงานของตัวเองด้วยความภาคภูมิใจ และมั่นใจเหลือเกินว่าพวกเขาจะชนะการประลอง และได้แต่งงานกับผู้หญิงเหล่านั้น

กระทั่งฤดูฝนเดินทางมาถึง บ้านหลังเล็กและยืดหยุ่นกว่าของผู้หญิงที่มีหลังคาจากหญ้าคา สามารถป้องกันฝนได้เป็นอย่างดี ทำให้พวกเขาได้พักผ่อนอย่างสบายใจ ส่วนบ้านที่แข็งแรงของผู้ชายกลับมีน้ำฝนหยดทะลุหลังคาลงมาในบ้าน ตอนแรกๆ ก็ยังอดทนได้ดี แต่เมื่อเวลาผ่านไปนานเข้า พวกเขาเริ่มทนไม่ไหว ร่างกายกำยำแข็งแรงเริ่มหนาวสั่นจนต้องสยบให้กับเม็ดฝนเม็ดเล็กๆ คนแล้วคนเล่าวิ่งเข้ามาหลบฝนในบ้านของผู้หญิงจนหมดครบทุกคน

การประลองครั้งนั้นผู้ชายเป็นฝ่ายปราชัยอย่างเป็นเอกฉันท์ แม่หญิงจึงเป็นเจ้าของบ้านตราบจนทุกวันนี้ ผู้ชายจึงแต่งเข้าบ้านผู้หญิง และต้องรออย่างน้อย 3 ปีจึงย้ายออกไปสร้างบ้านของตัวเองกับภรรยาได้ ถ้าวันหนึ่งหากภรรยาที่เป็นเจ้าบ้านวายชนม์ บ้านจะถูกรื้อทั้งหลัง หากเป็นสามี แค่รื้อเตาไฟก็เพียงพอแล้วในฐานะได้เพียงรองแชมป์

ลือ หล่า ธรรมนูญชีวิตชาวปกากะญอ ที่ย้ำเตือนว่ามนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ

เราขานชื่อโลกใบนี้ว่า ‘ห่อโข่ แม่ธรณี ปาจามามา กายา’ หรืออื่นๆ เพื่อระลึกถึงพระคุณของแม่ ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์ แม่น้ำ แผ่นดิน ที่มอบความรัก ความเมตตาต่อเราอย่างเหนียวแน่นเหมือนเส้นใยที่ยึดใบไม้ให้มั่นคง เช่นเดียวกับป่าดิบชื้นก็ถูกเรียกว่าป่าแม่หญิงที่เกอ เนอ หมื่อ ซึ่งมีความหลายหลาย ชุ่มชื่นตลอดทั้งปี ต่างจากเกอ เนอ พา ป่าผู้ชายที่แห้งแล้งเมื่อถึงหน้าร้อน

พิธีกรรมสำคัญในชุมชนหลายพิธีต้องใช้เหล้า และต้องต้มโดยผู้หญิงเท่านั้น ใช้เหล้าตามท้องตลาดไม่ได้ ไม่เคยมีพ่อบ้านคนไหนกล้าต้มเหล้าพิธี ถ้าวันหนึ่งแม่บ้านเกิดอยากงอนขึ้นมา ไม่ยอมต้มเหล้าสักปี เท่ากับว่าพิธีกรรมบางอย่างจะต้องเป็นหมันไปเลย

ทุกครั้งที่มีการสร้างบ้าน คนหนุ่มและพ่อบ้านจะช่วยกันสร้างบ้าน แม่และพี่สาวจะคอยทำกับข้าว ผู้เป็นแม่จะเป็นคนคอยเสนอความคิดว่าอะไรส่วนไหนของบ้านควรอยู่ตรงไหน เพราะความเป็นแม่เกี่ยวข้องกับตัวบ้านโดยตรง แม่จะรู้ว่าตรงไหนเหมาะสำหรับทอผ้า เก็บเมล็ดพันธ์ุ ตั้งครัวและข้าวของต่างๆ

ลือ หล่า ธรรมนูญชีวิตชาวปกากะญอ ที่ย้ำเตือนว่ามนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ

  นอกจากนี้แม่จะรู้อีกว่ามีแม่ไก่กี่ตัว แต่ละตัวมีลูกอีกกี่ตัว พวกมันนอนตรงไหน แม่รู้จักบ้านและรอบบ้านทุกซอกทุกมุม แม่จึงเป็นแม่ของบ้านที่แท้จริง

ส่วนผู้เป็นพ่อมีหน้าที่เข้าป่าไปหาไม้มาสร้างบ้าน ฝึกฝนการสร้างบ้าน การหาสมุนไพรไว้ใช้ยามเจ็บป่วย การหาอาหารจากป่า ตลอดจนพาฝูงวัวฝูงควายเข้าป่า พ่อจึงมีความรู้มากเรื่องป่าและเส้นทางของภูเขา ผู้เป็นพ่อสำคัญเหมือนพระจันทร์ที่คอยดูแลงานตามฤดู คอยดูแลความเป็นอยู่ในวงรอบที่กว้างออกไป                         

ใบไม้เติบโต เดินทาง และผลัดใบ

ทุกๆ ปีใบไม้จะทำหน้าที่สำคัญหลายครั้ง เช่นช่วงปีใหม่ จะมีการนำใบของ แฆะหล่า หรือ ตองกง มาห่อขนมพื้นบ้านที่เรียกว่า เมตอ ส่วนดอกและลำต้นนั้นของตองกงยังนิยมนำมาทำไม้กวาดเช่นกัน มันจึงมีชื่อเรียกอีกชื่อว่า ต้นไม้กวาด

การทำเมตอเริ่มจากการไปเก็บใบตองกงมาล้างหรือเช็ด แล้วม้วนเป็นทรงกรวยเทข้าวเหนียวที่ผสมถั่วลงไป แล้วพับส่วนที่เหลือปิดปากแล้วมัดด้วยตอก น้ำไปต้มในหม้อสักหนึ่งชั่วโมงก็สุกพอดี และเมตอทรงกรวยก็พร้อมแล้วสำหรับการต้อนรับแขกในโอกาสพิเศษ

นอกจากตองกง ยังมีใบตองสาดที่ใช้ห่อข้าวเช่นเดียวกับใบตองจากกล้วย รักษาความหอมความอร่อยของข้าวไว้ได้มากกว่าถุงพลาสติกหลายเท่า เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ใบไม้เหล่านี้ได้ยังถูกเลือกใช้ในชีวิตประจำวัน ถึงแม้จะน้อยลงไปก็ตาม

ลือ หล่า ธรรมนูญชีวิตชาวปกากะญอ ที่ย้ำเตือนว่ามนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ

การมีอยู่ของใยและใบ เป็นการอยู่รอดพื้นเพและรากเหง้า แบบแผนชีวิตที่ได้รับการสืบทอดส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น สำหรับคนสมัยก่อน ลือ หล่า คือธรรมนูญชีวิตที่จะคอยดูแลชีวิต ครอบครัว ชุมชน จนเกิดเป็นวิถีปฏิบัติในการอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างสงบสุข เพราะถ้ามนุษย์คิดว่าตัวเองเล็กและธรรมชาติเป็นสิ่งที่เหนือกว่า เมื่อนั้นมนุษย์จะปรับตัวเข้าหาธรรมชาติ 

เราสังเกตได้จากวิถีชีวิตคนสมัยก่อนที่สอดคล้อง เลื่อนไหลไปกับที่ต่างกันไป การเพาะปลูกหน้าฝน พักผ่อนหน้าหนาว สร้างบ้านหน้าร้อน ทำให้กลไกของธรรมชาติหมุนไปอย่างอิสระไม่ขัดข้อง

ทุกๆ วันจะมีภาษาใดภาษาหนึ่งตายลง อาจจะเป็นคำพูดหรือความหมาย เพราะเมื่อเด็กไปโรงเรียน 5 วันต่อสัปดาห์ และถ้าอีก 2 วันที่หยุดเรียนเด็กๆ ไม่ได้ไปสวนกับพ่อแม่ ไม่ได้ขุดดิน ปีนต้นไม้ จับมีด หรือกิจกรรมอื่นที่มีคำศัพท์เฉพาะเข้ามาเกี่ยวข้อง เป็นไปได้มากที่คำเหล่านั้นในภาษาแม่จะถูกหลงลืมไป 

ลือ หล่า ธรรมนูญชีวิตชาวปกากะญอ ที่ย้ำเตือนว่ามนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ
ลือ หล่า ธรรมนูญชีวิตชาวปกากะญอ ที่ย้ำเตือนว่ามนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ

เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป ลือ หล่า ก็เปลี่ยนไปตามยุคสมัย ไม่เคยมีวัฒนธรรมใดถูกแช่แข็งได้ ผู้เฒ่าหลายคนเฝ้าดูความเป็นไปของชุมชน บ้างถอนหายใจ บ้างส่ายหัว บ้างบอกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นและกำลังจะเกิดขึ้นไม่เคยเป็นสิ่งใหม่ มันแค่เปลี่ยนรูปร่างเท่านั้นเอง  คนสมัยก่อนเคยไปถึงดวงดาวดวงอื่นมาแล้วเช่นกัน แต่หาใช่การพาเท้าสองข้างลงไปเหยียบสัมผัสดวงดาวอื่นจริงๆ เหมือนนักบินอวกาศ แต่มันคือการเดินทางด้วยจินตนาการ ร้อยเรียงเป็นบทเพลงคิดถึงคนรักที่อยู่แสนไกล การดำรงอยู่ของวัฒนธรรมที่ยาวนาน มักมีจินตนาการร่วมของผู้คนที่แน่นแฟ้นและเต็มไปด้วยความศรัทธา ความเปลี่ยนแปลงมีข้อดีอยู่บ้าง ตรงที่มันพูดความจริงกับเราบ่อยๆ ว่าเราต่างต้องร่วงโรยเหมือนใบไม้ที่ผลัดใบ ทิ้งตัวลงดินไปในที่สุดไม่วันใดก็วันหนึ่ง ธรรมนูญนี้เป็นครรลอง เป็นหนทางของโลกใบนี้ และจะเป็นเช่นนี้ต่อไปอีกยาวนาน

Writer & Photographer

โอชิ จ่อวาลู

นักการภารโรงที่ Lazy man College ผู้กำลังหัดเขียนเล่าเรื่อง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load