เข้าสู่เดือนมีนาคมแล้ว อากาศบนดอยตอนเช้ายังคงหนาวเย็น ดอกฝ้ายสีขาวในสวนที่ได้เมล็ดจากไร่หมุนเวียนของเพื่อนเมื่อ 2 ปีก่อนออกดอกให้ชื่นใจ ต้นไม้ที่ผลัดใบเมื่อต้นหนาว กลับมาผลิใบให้ร่มเงาร่มรื่นให้ได้หลบแดดร้อนในตอนกลางวัน

ลือ หล่า ธรรมนูญชีวิตชาวปกากะญอ ที่ย้ำเตือนว่ามนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ

เสียงตีไม้ตอนสายๆ ดังมาจากหลายทิศทาง เสียงที่ทำให้หลังคาบ้านผลิบานกลายเป็นที่หลบฝนหลบแดด ปีนี้มีหลายครอบครัวที่กำลังสร้างบ้านใหม่แทนหลังเก่าที่ได้ทำหน้าที่มายาวนาน หลังคาได้เวลารื้อ ผนังผุพังได้เวลาเปลี่ยน ไม้และเสาที่ยังใช้งานได้ ก็พร้อมแปลงร่างไปเป็นบ้านหลังใหม่ต่อไป

ส่วนชิ้นไม้ที่แตกหัก ยังมีคุณค่า สามารถเอาไปทำเล้าหมู เล้าไก่ หรือเอาไปทำแคร่ไว้นอนเล่นใต้ต้นไม้ได้ กว่าจะเป็นบ้านหลังหนึ่งต้องใช้เวลาในการเก็บสะสมไม้หลายปี บ้านไม้ที่อายุเก่า 30 ปีขึ้นไม้ เป็นไม้ที่เลื่อยด้วยมือและแบกออกมาด้วยกำลังคนอย่างยากลำบาก ไม้เก่าจึงถูกนำกลับมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

แม่เป็นใย ใบคือพ่อ

มีเรื่องเล่าว่ามีผู้หญิงและผู้ชายฝั่งละ 30 ชีวิต ได้ท้าประลองสร้างบ้านแข่งกัน ผู้ชายนั้นคิดว่าตัวเองแข็งแรงจึงตัดไม้ใหญ่มาทำเสาบ้าน และเอาไม้ทั้งท่อนมาเป็นหลังคา ส่วนผู้หญิงนั้นใช้เพียงต้นไม้เล็กๆ เป็นเสาและนำใบไม้มาทำหลังคา ผู้ชายทั้งหลายต่างเฝ้ามองผลงานของตัวเองด้วยความภาคภูมิใจ และมั่นใจเหลือเกินว่าพวกเขาจะชนะการประลอง และได้แต่งงานกับผู้หญิงเหล่านั้น

กระทั่งฤดูฝนเดินทางมาถึง บ้านหลังเล็กและยืดหยุ่นกว่าของผู้หญิงที่มีหลังคาจากหญ้าคา สามารถป้องกันฝนได้เป็นอย่างดี ทำให้พวกเขาได้พักผ่อนอย่างสบายใจ ส่วนบ้านที่แข็งแรงของผู้ชายกลับมีน้ำฝนหยดทะลุหลังคาลงมาในบ้าน ตอนแรกๆ ก็ยังอดทนได้ดี แต่เมื่อเวลาผ่านไปนานเข้า พวกเขาเริ่มทนไม่ไหว ร่างกายกำยำแข็งแรงเริ่มหนาวสั่นจนต้องสยบให้กับเม็ดฝนเม็ดเล็กๆ คนแล้วคนเล่าวิ่งเข้ามาหลบฝนในบ้านของผู้หญิงจนหมดครบทุกคน

การประลองครั้งนั้นผู้ชายเป็นฝ่ายปราชัยอย่างเป็นเอกฉันท์ แม่หญิงจึงเป็นเจ้าของบ้านตราบจนทุกวันนี้ ผู้ชายจึงแต่งเข้าบ้านผู้หญิง และต้องรออย่างน้อย 3 ปีจึงย้ายออกไปสร้างบ้านของตัวเองกับภรรยาได้ ถ้าวันหนึ่งหากภรรยาที่เป็นเจ้าบ้านวายชนม์ บ้านจะถูกรื้อทั้งหลัง หากเป็นสามี แค่รื้อเตาไฟก็เพียงพอแล้วในฐานะได้เพียงรองแชมป์

ลือ หล่า ธรรมนูญชีวิตชาวปกากะญอ ที่ย้ำเตือนว่ามนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ

เราขานชื่อโลกใบนี้ว่า ‘ห่อโข่ แม่ธรณี ปาจามามา กายา’ หรืออื่นๆ เพื่อระลึกถึงพระคุณของแม่ ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์ แม่น้ำ แผ่นดิน ที่มอบความรัก ความเมตตาต่อเราอย่างเหนียวแน่นเหมือนเส้นใยที่ยึดใบไม้ให้มั่นคง เช่นเดียวกับป่าดิบชื้นก็ถูกเรียกว่าป่าแม่หญิงที่เกอ เนอ หมื่อ ซึ่งมีความหลายหลาย ชุ่มชื่นตลอดทั้งปี ต่างจากเกอ เนอ พา ป่าผู้ชายที่แห้งแล้งเมื่อถึงหน้าร้อน

พิธีกรรมสำคัญในชุมชนหลายพิธีต้องใช้เหล้า และต้องต้มโดยผู้หญิงเท่านั้น ใช้เหล้าตามท้องตลาดไม่ได้ ไม่เคยมีพ่อบ้านคนไหนกล้าต้มเหล้าพิธี ถ้าวันหนึ่งแม่บ้านเกิดอยากงอนขึ้นมา ไม่ยอมต้มเหล้าสักปี เท่ากับว่าพิธีกรรมบางอย่างจะต้องเป็นหมันไปเลย

ทุกครั้งที่มีการสร้างบ้าน คนหนุ่มและพ่อบ้านจะช่วยกันสร้างบ้าน แม่และพี่สาวจะคอยทำกับข้าว ผู้เป็นแม่จะเป็นคนคอยเสนอความคิดว่าอะไรส่วนไหนของบ้านควรอยู่ตรงไหน เพราะความเป็นแม่เกี่ยวข้องกับตัวบ้านโดยตรง แม่จะรู้ว่าตรงไหนเหมาะสำหรับทอผ้า เก็บเมล็ดพันธ์ุ ตั้งครัวและข้าวของต่างๆ

ลือ หล่า ธรรมนูญชีวิตชาวปกากะญอ ที่ย้ำเตือนว่ามนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ

  นอกจากนี้แม่จะรู้อีกว่ามีแม่ไก่กี่ตัว แต่ละตัวมีลูกอีกกี่ตัว พวกมันนอนตรงไหน แม่รู้จักบ้านและรอบบ้านทุกซอกทุกมุม แม่จึงเป็นแม่ของบ้านที่แท้จริง

ส่วนผู้เป็นพ่อมีหน้าที่เข้าป่าไปหาไม้มาสร้างบ้าน ฝึกฝนการสร้างบ้าน การหาสมุนไพรไว้ใช้ยามเจ็บป่วย การหาอาหารจากป่า ตลอดจนพาฝูงวัวฝูงควายเข้าป่า พ่อจึงมีความรู้มากเรื่องป่าและเส้นทางของภูเขา ผู้เป็นพ่อสำคัญเหมือนพระจันทร์ที่คอยดูแลงานตามฤดู คอยดูแลความเป็นอยู่ในวงรอบที่กว้างออกไป                         

ใบไม้เติบโต เดินทาง และผลัดใบ

ทุกๆ ปีใบไม้จะทำหน้าที่สำคัญหลายครั้ง เช่นช่วงปีใหม่ จะมีการนำใบของ แฆะหล่า หรือ ตองกง มาห่อขนมพื้นบ้านที่เรียกว่า เมตอ ส่วนดอกและลำต้นนั้นของตองกงยังนิยมนำมาทำไม้กวาดเช่นกัน มันจึงมีชื่อเรียกอีกชื่อว่า ต้นไม้กวาด

การทำเมตอเริ่มจากการไปเก็บใบตองกงมาล้างหรือเช็ด แล้วม้วนเป็นทรงกรวยเทข้าวเหนียวที่ผสมถั่วลงไป แล้วพับส่วนที่เหลือปิดปากแล้วมัดด้วยตอก น้ำไปต้มในหม้อสักหนึ่งชั่วโมงก็สุกพอดี และเมตอทรงกรวยก็พร้อมแล้วสำหรับการต้อนรับแขกในโอกาสพิเศษ

นอกจากตองกง ยังมีใบตองสาดที่ใช้ห่อข้าวเช่นเดียวกับใบตองจากกล้วย รักษาความหอมความอร่อยของข้าวไว้ได้มากกว่าถุงพลาสติกหลายเท่า เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ใบไม้เหล่านี้ได้ยังถูกเลือกใช้ในชีวิตประจำวัน ถึงแม้จะน้อยลงไปก็ตาม

ลือ หล่า ธรรมนูญชีวิตชาวปกากะญอ ที่ย้ำเตือนว่ามนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ

การมีอยู่ของใยและใบ เป็นการอยู่รอดพื้นเพและรากเหง้า แบบแผนชีวิตที่ได้รับการสืบทอดส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น สำหรับคนสมัยก่อน ลือ หล่า คือธรรมนูญชีวิตที่จะคอยดูแลชีวิต ครอบครัว ชุมชน จนเกิดเป็นวิถีปฏิบัติในการอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างสงบสุข เพราะถ้ามนุษย์คิดว่าตัวเองเล็กและธรรมชาติเป็นสิ่งที่เหนือกว่า เมื่อนั้นมนุษย์จะปรับตัวเข้าหาธรรมชาติ 

เราสังเกตได้จากวิถีชีวิตคนสมัยก่อนที่สอดคล้อง เลื่อนไหลไปกับที่ต่างกันไป การเพาะปลูกหน้าฝน พักผ่อนหน้าหนาว สร้างบ้านหน้าร้อน ทำให้กลไกของธรรมชาติหมุนไปอย่างอิสระไม่ขัดข้อง

ทุกๆ วันจะมีภาษาใดภาษาหนึ่งตายลง อาจจะเป็นคำพูดหรือความหมาย เพราะเมื่อเด็กไปโรงเรียน 5 วันต่อสัปดาห์ และถ้าอีก 2 วันที่หยุดเรียนเด็กๆ ไม่ได้ไปสวนกับพ่อแม่ ไม่ได้ขุดดิน ปีนต้นไม้ จับมีด หรือกิจกรรมอื่นที่มีคำศัพท์เฉพาะเข้ามาเกี่ยวข้อง เป็นไปได้มากที่คำเหล่านั้นในภาษาแม่จะถูกหลงลืมไป 

ลือ หล่า ธรรมนูญชีวิตชาวปกากะญอ ที่ย้ำเตือนว่ามนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ
ลือ หล่า ธรรมนูญชีวิตชาวปกากะญอ ที่ย้ำเตือนว่ามนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ

เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป ลือ หล่า ก็เปลี่ยนไปตามยุคสมัย ไม่เคยมีวัฒนธรรมใดถูกแช่แข็งได้ ผู้เฒ่าหลายคนเฝ้าดูความเป็นไปของชุมชน บ้างถอนหายใจ บ้างส่ายหัว บ้างบอกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นและกำลังจะเกิดขึ้นไม่เคยเป็นสิ่งใหม่ มันแค่เปลี่ยนรูปร่างเท่านั้นเอง  คนสมัยก่อนเคยไปถึงดวงดาวดวงอื่นมาแล้วเช่นกัน แต่หาใช่การพาเท้าสองข้างลงไปเหยียบสัมผัสดวงดาวอื่นจริงๆ เหมือนนักบินอวกาศ แต่มันคือการเดินทางด้วยจินตนาการ ร้อยเรียงเป็นบทเพลงคิดถึงคนรักที่อยู่แสนไกล การดำรงอยู่ของวัฒนธรรมที่ยาวนาน มักมีจินตนาการร่วมของผู้คนที่แน่นแฟ้นและเต็มไปด้วยความศรัทธา ความเปลี่ยนแปลงมีข้อดีอยู่บ้าง ตรงที่มันพูดความจริงกับเราบ่อยๆ ว่าเราต่างต้องร่วงโรยเหมือนใบไม้ที่ผลัดใบ ทิ้งตัวลงดินไปในที่สุดไม่วันใดก็วันหนึ่ง ธรรมนูญนี้เป็นครรลอง เป็นหนทางของโลกใบนี้ และจะเป็นเช่นนี้ต่อไปอีกยาวนาน

Writer & Photographer

โอชิ จ่อวาลู

นักการภารโรงที่ Lazy man College ผู้กำลังหัดเขียนเล่าเรื่อง

Lazy Man College

เรื่องราวการอยู่ร่วมกันของชาวปกาเกอะญอกับธรรมชาติ

ฤดูร้อนมักทำให้เราคิดถึงป่า ภูเขา ทะเล แม่น้ำ ที่ปัดเป่าคลายร้อนให้กายและใจของเราได้เป็นอย่างดี เราจึงนัดกันออกเดินทางไปไกลออกไปจากเชียงใหม่ไม่มากนัก มีบทกวีที่ยังคงเดินทางเงียบๆ กลางหุบเขาริมแม่น้ำเงาซึ่งไหลผ่านจังหวัดตากและแม่ฮ่องสอน เราจะได้กลับไปเยี่ยมเพื่อนเก่า ป่านนี้คงโตขึ้นเยอะ และพวกเขาต้องมีอะไรสนุกแบ่งปันกับเราอย่างแน่นอน

แม่น้ำเงา

9 โมงเช้าวันจันทร์ เราออกเดินทางจากเชียงใหม่บนทางหลวงหมายเลข 108 ก่อนจะลดความเร็วเลี้ยวขวาที่อำเภอฮอด มุ่งหน้าสู่อำเภอแม่สะเรียง และเลี้ยวซ้ายเข้าสู่ถนนหมายเลข 105 ที่เราต้องนั่งคุยกันในรถอีกนาน กว่าจะเลี้ยวซ้ายอีกครั้ง

เครื่องยนต์ 4 ล้อคันแกร่งพาเราเลาะเลี้ยวเข้าป่า ขึ้นดอยลงเขา ขวามือของเรา นักเดินทางชื่อแม่น้ำเงากำลังสวนทางกับเราอย่างช้าๆ โครงการถนนคอนกรีตกำลังฉาบทาถนน เครื่องจักรกำลังขุดเซาะไหล่เขา ปรับดินเกลี่ยทางเพื่อความสะดวกรวดเร็วในการเดินทางของคน ความเร็วนี้เองเป็นสัญลักษณ์ของความเจริญที่มนุษย์ไล่กวดมาช้านาน แต่เราก็ยังไม่ค่อยแน่ใจนักว่าความเร็วจะพาเราไปที่ใด

ถนนลูกรังกำลังหยอกล้อกับล้อรถที่เหยียบย่ำให้ฝุ่นคลุ้ง จนรถคันหลังต้องชะลอความเร็ว เพื่อวิสัยในการมองเห็นที่ไม่เป็นอันตรายต่อการขับขี่ ส่วนเด็กแว้นและผู้ใหญ่ไม่แว้นบนเบาะรถมอเตอร์ไซค์ อาจจะกลายร่างเป็นมนุษย์สีเหลืองได้เมื่อเดินทางถึงบ้าน 

นานมากแล้วที่ไม่ได้เห็นฝุ่นบนถนนที่หนาท่วมล้อรถหลายนิ้ว เวลาเต้นของฝุ่นผงออร์แกนิกบนถนนกำลังจะหมดลง เพราะแผ่นคอนกรีตที่มาล่าอาณานิคมบนไหล่เขากำลังเคลื่อนประชิดใกล้เข้ามาทุกที 

มองทะลุผ่านกระจกออกไปจากห้องโดยสารแคบๆ ฝุ่นผงเหล่านั้นก็ไม่ได้ต่างไปชีวิตคนชายขอบ คนจนที่ไม่รู้ว่าจะถูกไล่ที่เมื่อไหร่ 

เราแวะพักที่อุทยานแห่งชาติแม่เงา มีเด็กนักเรียนเกือบทั้งโรงเรียนกำลังเพลิดเพลินกับการเล่นน้ำ บ้างนอนแช่น้ำ บ้างกำลังฝึกว่ายท่าผีเสื้อ ส่วนคนที่เล่นน้ำมาพักหนึ่งก็ออกมานอนอาบแดดคลายหนาว เหล่าซือบางคนสนุกจนเกือบแยกไม่ออกว่าใครเป็นครู ใครคือนักเรียน

คาบเรียนนอกห้องสี่เหลี่ยมเป็นที่โปรดปรานของเด็กไม่น้อย ได้แต่หวังว่าน้องๆ จะมีคาบเรียนแบบนี้บ่อยๆ ในฤดูร้อน

เพื่อนเก่า แม่น้ำเงา และบทกวีวัยเยาว์ การพักผ่อนช่วงฤดูร้อนที่ทำให้เห็นการเติบโตของชีวิต

แม่น้ำเงามีต้นทางจากอำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ ก่อนไหลข้ามพรมแดนสมมติเข้ามาในเขตจังหวัดแม่ฮ่องสอนและตาก เดินทางไปสมทบกับแม่น้ำยวมกับแม่น้ำเมย และไปบรรจบกับพี่ใหญ่อย่างโฃ่โกล หรือแม่น้ำสาละวินที่บ้านสบเมย มีบทธาของปกาเกอะญอ กล่าวไว้ว่า

“หากแม่น้ำเมยสามารถไหลทะลุผ่านโฃ่โกลได้ ดินแดนศักดิ์สิทธิ์จะปรากฏให้เราเห็นอีกครั้ง”

ยังมีบทธาที่พูดถึงกิเลน ราชสีห์ ผู้มีลวดลายเหมือนต้นบุก พวกมันจะกลืนกินชีวิตผู้คน ทั้งยังชอบกินต้นไม้ ก้อนหิน ดินทราย ตลอดสายน้ำสาละวิน

หากใครเคยไปหมู่บ้านสบเมยแล้วมองลงไปที่แม่น้ำ 2 สายที่มาบรรจบกัน เป็นไปได้ยากมากที่แม่น้ำเล็กกว่า จะไหลทะลุผ่านพลังอำนาจของแม่น้ำที่ใหญ่กว่าอย่างโฃ่โกล

นักมวยบางคนอาจแบกน้ำหนักของคู่ชกที่ใหญ่กว่าและล้มคู่ต่อสู้ได้ แต่แม่น้ำเงาไม่ใช่นักมวย แม่น้ำเงาเป็นเพียงนักเดินทางที่บังเอิญไหลไปเจอกับหมุดหมายของบทกวีบทนั้น ถ้าความบังเอิญทำให้แม่น้ำเงาต้องคิดถึงการต่อสู้ขึ้นมาจริงๆ มันคงเป็นนักต่อสู้ตัวน้อยที่ไหลเย็นแต่ไม่ถอย

บ้านริมเงา 

ในที่สุดเราเดินทางมาถึงบ้านอุมโละ ตำบลแม่สวด อำเภอสบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอน อีกฟากฝั่งของแม่น้ำเงาที่ห่างไปไม่กี่สิบหลา เป็นอำเภอท่าสองยางเขตจังหวัดตาก คงมีเพียงฝูงนกนางแอ่นบนฟ้าที่บินมาทักทาย และบอกเราว่า ปีกบางๆ ของพวกมันเป็นอิสระจากพรมแดนสมมติของมนุษย์มานานแล้ว

อะไรบางอย่างดลใจให้เราจอดรถเพื่อแวะยืดเส้นยืดสายที่ร้านค้าเล็กๆ ข้างทาง เรานึกขึ้นได้ว่าเราควรมีอาหารมังสวิรัติติดไม้ติดมื้อเข้าไป เพราะเจ้าบ้านที่เราจะพักด้วยไม่กินเนื้อสัตว์

เพื่อนเก่า แม่น้ำเงา และบทกวีวัยเยาว์ การพักผ่อนช่วงฤดูร้อนที่ทำให้เห็นการเติบโตของชีวิต
เพื่อนเก่า แม่น้ำเงา และบทกวีวัยเยาว์ การพักผ่อนช่วงฤดูร้อนที่ทำให้เห็นการเติบโตของชีวิต

อยู่ๆ ก็มีสาวน้อยปรากฏตัวออกมาจากในร้าน จิเว เจ้าบ้านที่เราตั้งใจไปเยี่ยมนั่นเอง จิเวบอกว่าวันนี้แม่ชวนพี่ต้นโพธิ์และน้องๆ ตามไปรักษาผู้ป่วยอีกหมู่บ้านหนึ่ง ตอนบ่ายๆ ถึงจะกลับมา จิเวขอแม่มาอยู่เป็นเพื่อนเจ้าของร้านขายของ พวกเราจึงได้เช็กอินกับเจ้าบ้านตัวน้อยแบบไม่ได้นัดหมาย

พวกเราบางส่วนเดินตามหลังจิเว ที่พาเราไปรู้จักกับทางลัดกลับบ้าน เราเดินผ่านนาแปลงเล็กๆ ก่อนจะถึงริมแม่น้ำ

ตะไคร่สีเขียวในฤดูกำลังแหวกว่ายไปกับฝูงปลาตัวน้อย ก้อนหินใต้น้ำลื่น ถ้าเดินไม่ระวังก็อาจจะได้ว่ายน้ำข้ามฝั่งแทน แม่น้ำเงาไหลเย็นสบายใจ เช่นเดียวกับสองเท้าเปล่าเปลือยของจิเวที่เดินข้ามแม่น้ำอย่างสบายตีน เท้าคู่นั้นคงสนิทมักคุ้นกับจังหวะของแม่น้ำสายนี้เป็นอย่างดี ถึงได้รับอนุญาตให้ข้ามฝั่งไปได้อย่างรวดเร็ว

ขึ้นจากฝั่งมาถึงสวนหลังบ้าน ต้นไม้ต่างถิ่นอย่างสะตอซึ่งเดินทางมาจากทางใต้ ออกใบรับหน้าร้อนให้ร่มเงาอย่างดี เช่นเดียวกับต้นมังคุดหน้าบ้านที่รอวันสุกให้เด็กปีนเล่นและเก็บผลกิน ต้นหม่อนมีผลสุกสีดำโน้มกิ่งลงมาเป็นซุ้มนำทางเข้าสู่ลานดินหน้าบ้าน หันซ้ายมีต้นลิ้นจี่ กล้วย ขนุน ก็ช่วยให้ความร่มรื่นเช่นกัน หันขวากลับมาต้นข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด ก็มีให้เก็บไปปรุงอาหาร 

ถ้าเราเดินเข้าบ้านทางถนน เราจะเห็นหน้าต่างจากชั้นสองเปิดทิ้งไว้หนึ่งบานทักทายสายตาของเรา เมื่อเดินเข้าไปใกล้ตัวบ้านก่อนจะขึ้นบันไดไม้ เราจะพบข้อความภาษาอังกฤษตัวพิมพ์ใหญ่ บางคำเริ่มเลือนลางจนเกือบจะอ่านไม่ออก ตัวหนังสือที่เขียนด้วยถ่านสีดำบนแผ่นไม้มีข้อความว่า

“DARK AGE IS COMING NOW POST CIVILIZATION IT IS NOT MY MISTAKE THAT YOU CANNOT UNDERSTAND”

เพื่อนเก่า แม่น้ำเงา และบทกวีวัยเยาว์ การพักผ่อนช่วงฤดูร้อนที่ทำให้เห็นการเติบโตของชีวิต

สักพักใหญ่ๆ เจ้าบ้านอีกที่เหลืออีก 6 คนก็กลับมาถึง เราได้พบกับเพื่อนเก่าจนครบแล้ว ได้เวลาก่อฟืน หุงข้าว ทำอาหารกินกัน ฟ้ามืดลง นกแซงแซวคงเข้านอนแล้ว อากาศกำลังดี บทสนทนาล้อมรอบกองไฟสลับกับเสียงเพลงของคลีโพที่เด็กๆ ยังจำได้ จุดที่เราอยู่ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ จึงไม่มีการไถหน้าจอเกิดขึ้นให้เรารู้สึกห่างเหินกัน

กอแปทะ เป็นหมู่บ้านเล็กๆ ริมแม่น้ำเงาที่ยังสงบ โดยเฉพาะกลางคืน เราได้ยินเสียงของป่าและแม่น้ำได้ชัดเจน

ดาวบนฟ้าส่องสว่างให้เห็น ได้เวลาเข้านอนแล้วพรุ่งนี้ค่อยว่ากัน

บทกวีวัยเยาว์

เช้าตรู่ของวันใหม่ อากาศกำลังดี เราทยอยตื่นมาทักทายเจ้าบ้านจนครบทั้งหมด 7 ชีวิต ต้นโพธิ์ พี่ชายคนโต ตามด้วย กันยา มาลี จิเว พรานป่า นาดิน และ แม่เก๋ หรือที่ชาวบ้านเรียกขานด้วยความนับถือว่า บูญทูโม หรือ แม่บุญทอง

พี่เก๋ช่วยรักษาชาวบ้านด้วยภูมิปัญญาแบบองค์รวมที่ต่อชีวิตผู้คนมานักต่อนัก ด้วยอาศัยองค์ความรู้ที่ร่ำเรียนมาเช่นการฝังเข็มควบคู่กับการใช้ยาสมุนไพร การปรับเรื่องการกิน การงดเว้นเนื้อสัตว์ และปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อสุขภาพ คือความคิดความเชื่อของคนนั่นเอง

คนไข้หลายคนเปลี่ยนมากินอาหารมังสวิรัติและมีอาการดีขึ้น บางคนเจ็บป่วยรุนแรงแต่ก็หายราวกับปาฏิหาริย์ เพราะการปรับเปลี่ยนตัวเองทั้งเรื่องการกินและวิธีคิดซึ่งไม่ง่ายนัก รายที่ได้ผล เพราะเกิดขึ้นจากการเข้าใกล้ความตายจึงเปลี่ยนแปลงตัวเองได้อย่างเด็ดขาด

ควันในครัวลอยคลุ้ง เจ้าบ้านกำลังทำอาหารกันอยู่ การไม่กินเนื้อสัตว์ทำให้การทำอาหารที่นี่ง่ายขึ้นมาก วันนี้มีผัดผัก น้ำพริก แกงเขียวหวานเจ และเมนูน่าสนใจสำหรับมื้อเช้าคือ น้ำพริกยอดข่า ที่จิเวตั้งใจให้เราได้ลิ้มลองฝีมือของลูกครัววัยกระเตาะ 

เพื่อนเก่า แม่น้ำเงา และบทกวีวัยเยาว์ การพักผ่อนช่วงฤดูร้อนที่ทำให้เห็นการเติบโตของชีวิต

ข่าอ่อนหรือต้นข่าที่กำลังโผล่ขึ้นมาจากดิน ขมิ้น เกลือ พริก และตะไคร้ต้น คือเครื่องปรุงทั้งหมด นำหัวหรือต้นข่าอ่อนที่แกะเอาเฉพาะส่วนที่อ่อนไปต้มจนนุ่ม โขลกพริก ขมิ้น เกลือ ลูกตะไคร้ต้น แล้วนำไปผัดน้ำมันเติมน้ำเล็กน้อย ปรุงรสด้วยเกลือเล็กน้อย ก็จะได้นำพริกข่าอ่อนสูตรบ้านริมเงาไว้กินแก้หิวแล้ว

กินข้าวเช้าเสร็จเยี่ยมไร่ในเงาของพี่ต้นข้าว ลูกคนแรกของพี่เก๋และพี่ยอด ถ้าเด็กหญิงต้นข้าวในวันนั้นยังมีชีวิตป่านนี้ก็จะโตเป็นสาวอายุ 20 ปีพอดี

จิเวหยิบผ้าทอผืนเล็กฝีมือของพี่ต้นข้าวมาให้พวกเราดูก่อนจะเอามาโพกหัว พี่เก๋เล่าว่า ต้นขนุนที่เราได้กินเป็นต้นขนุนที่ต้นข้าวปลูกไว้เมื่อครั้งยังเด็กมาก ปีนี้มันออกผลดกให้นกหนูมาแบ่งไปกิน

บ้านไม้ในไร่ตีนเขามีบทกวีที่เขียนใส่กระดาษแปะติดตามผนังบ้าน ที่ตอนนี้ถูกรวบรวมและได้รับการตีพิมพ์ในชื่อ เมล็ดเล็กเล็กๆ มีต้นไม้ใหญ่อยู่ข้างใน โดยสำนักพิมพ์นาคร

จิเวและนาดินน้องเล็กพาพวกเราไปดูต้นน้ำเล็กๆ ที่เป็นน้ำดื่มน้ำใช้ของที่นี่ เขื่อนเล็กๆ มีใบไม้ทับถมปิดทางน้ำ จิเวใช้มือเก็บใบไม้ออก เราได้เห็นกุ้งต้นน้ำครอบครัวใหญ่ที่ดูแลต้นน้ำให้เด็ก

เพื่อนเก่า แม่น้ำเงา และบทกวีวัยเยาว์ การพักผ่อนช่วงฤดูร้อนที่ทำให้เห็นการเติบโตของชีวิต
เพื่อนเก่า แม่น้ำเงา และบทกวีวัยเยาว์ การพักผ่อนช่วงฤดูร้อนที่ทำให้เห็นการเติบโตของชีวิต

เด็กๆ เดินฝ่าหนามในป่าอย่างชำนาญ ไม่มีริ้วรอยขีดข่วนให้เห็นก่อนจะไปปีนต้นหมากให้พี่ๆ ดู ก่อนจะกลับเข้าหมู่บ้าน พี่คลี และ พี่เอก แซ็กป่า เล่นเพลงให้เด็กๆ และพี่เก๋ฟัง ก่อนเสียงร้องจะเงียบลงเหลือเพียงเสียงกีตาร์และทำนองของแซกโซโฟนที่นุ่มนวล เราแต่ละคนเลือกอ่านบทกวีที่แปะไว้ อ่านไปพร้อมกับเสียงดนตรีบรรเลง บทกวีบางบทมีใจความว่า

“ฉันคือบทกวี

เมล็ดจากต้นธารเถื่อน

หยั่งรากดิน

ต้น กิ่ง ก้าน ใบ หยั่งฟ้า

ไม่ใช่คำกวี ไม่ใช่หน้ากระดาษ

ไร้อักษร ไร้ภาษา

เมล็ดเล็กๆ ที่ห่อหุ้มป่าใหญ่

อยู่ในฉัน

อยู่ในเธอ”

ตอนบ่ายเด็กๆ พาเราไปเล่นน้ำกันที่สะพานแขวนไม่กว้างมาก มีรถมอเตอร์ไซค์สัญจรไปมา ทำให้สะพานโยกโคลงเคลง จิเวโดดลงน้ำที่ความสูงไม่ต่ำกว่า 4 เมตร พรานป่าว่ายน้ำไปรับพี่สาวก่อนจับมือกันขึ้นจากน้ำ

โรคขาดธรรมชาติคงไม่เกิดขึ้นกับเด็กที่นี่ เด็กๆ ใช้ร่างกายมือและเท้าอย่างเต็มประสิทธิภาพ เด็กๆ ทุกคนเรียนรู้การหุงข้าว ตัดฟืน ทำอาหาร ขุดดิน เก็บผัก ทักษะการใช้ชีวิตที่ได้รับการบ่มเพาะจาก พ่อ แม่ พี่ และฤดูกาลที่แตกต่างกัน ทำให้เด็กๆ ก้าวเท้าเคลื่อนไหวได้อย่างมั่นใจ

เวลา 2 วันผ่านไปอย่างรวดเร็ว ก่อนพวกเราจะกลับ จิเวใช้เวลาว่างหลังจากไปเล่นน้ำ ทอผ้าผืนเล็กเป็นที่ระลึกให้พี่โอม แทนมิตรภาพที่ได้ถักทอขึ้นมาด้วยความตั้งใจ

เพื่อนเก่า แม่น้ำเงา และบทกวีวัยเยาว์ การพักผ่อนช่วงฤดูร้อนที่ทำให้เห็นการเติบโตของชีวิต
เพื่อนเก่า แม่น้ำเงา และบทกวีวัยเยาว์ การพักผ่อนช่วงฤดูร้อนที่ทำให้เห็นการเติบโตของชีวิต

บุญทูโมจะยังอุทิศชีวิตท่องเที่ยวเยียวยาผู้คนต่อไป เช่นเดียวกับเด็กๆ ที่จะเติบโตต้อนรับความเปลี่ยนของชีวิตอย่างไม่หยุดนิ่งเคียงคู่แม่เงา ถนนคอนกรีตแข็งแรงกำลังหลั่งไหลเอาสิ่งใหม่ๆ เข้ามา แต่บทกวีก็จะเดินทางและมีชีวิตของพวกเขาต่อไป

ขอคาราวะดวงวิญญาณของ วีระศักดิ์ ยอดระบำ ต้นข้าว ขอบคุณพี่เก๋และบทกวีทั้ง 6 หน่อที่ดูแลพวกเราอย่างดี ขอบคุณพี่โอม พี่โอ๋ คลีโพ เอก แซ็กป่า นุ น๊อต ที่ดูแลกันตลอดการเดินทาง

สวัสดีวันสงกรานต์

เพื่อนเก่า แม่น้ำเงา และบทกวีวัยเยาว์ การพักผ่อนช่วงฤดูร้อนที่ทำให้เห็นการเติบโตของชีวิต

Writer & Photographer

โอชิ จ่อวาลู

นักการภารโรงที่ Lazy man College ผู้กำลังหัดเขียนเล่าเรื่อง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load