ฆระอันแสนรื่นรมย์ เห็นจะเป็นชื่อเต็มอย่างไม่เป็นทางการของ ‘โรงแรมฆรารมณ์’ หรือ ‘Karaarom Hotel’ โรงแรมแนว City Hotel ที่มีทำเลตั้งอยู่ในซอยสุขุมวิท 36 ถือเป็นโรงแรมที่มีแนวทางในการบริหารและบริการค่อนข้างเฉพาะตัว เพื่อความสะดวกสบายและสุขใจของแขกผู้เข้าพัก

โรงแรมแห่งนี้บริหาร คิดค้น ก่อตั้ง และอยู่อาศัยโดย จ็อบ-ณัฐธี วิโรจนาภิรมย์ และ กอ-กรพินธุ์ โตทับเที่ยง สองสามีภรรยาผู้ห่างไกลจากคำว่าคนโรงแรมในทีแรก ก่อนสั่งสมประสบการณ์ผ่านการเปิดโรงแรมถึง 3 แห่ง จนกลายมาเป็นผู้ที่มีลายเซ็นในการทำโรงแรมชนิดไม่ซ้ำใคร

ฆรารมณ์ : เปลี่ยนอะพาร์ตเมนต์เป็น City Hotel บรรยากาศบ้านแสนรื่นรมย์ในซอยสุขุมวิท 36

ไม่ใช่แค่เสิร์ฟความสุขให้แก่แขก แต่ยังคำนึงถึงและกอดคอเหล่าพนักงานให้เดินเคียงข้างไปด้วยกัน ในวันที่บ้านหลังที่ 4 อย่าง โรงแรมฆรารมณ์ ได้ถือกำเนิดขึ้นมา (แม้จะเพียงแค่ 4 เดือน)

Under Construction

แรกเริ่มเดิมที จ็อบและกอเป็นคนนอกสายงานโรงแรม มีลูกเสี้ยวมาบ้างจากการที่กอเคยทำโรงแรมซึ่งเป็นธุรกิจของครอบครัว ทว่าสิ่งนั้นทำให้เธอเข็ดกับงานบริหารโรงแรมใหญ่จนจำขึ้นใจ หากถามว่าทั้งสองคนอยู่นอกสายงานโรงแรมขนาดไหน ก็ชนิดที่ว่า จ็อบมาจากสายวิศวกรรมการบินและอวกาศ (Aerospace Engineer) ในขณะที่กอเคยทำงานองค์กรระหว่างประเทศ

  “มาทำโรงแรมก็อาศัยความมั่วพอสมควร” กอเล่าด้วยท่าทีติดตลก

จ็อบเสริมต่อว่า อาคารโรงแรมแห่งนี้เคยมีสถานะเป็นบ้านสไตล์อะพาร์ตเมนต์ มักมีชาวต่างชาติมาเช่าอยู่อาศัยแบบรายเดือน ก่อนเจ้าโควิด-19 เข้ามาทำตัวกร่างเป็นเจ้าพ่อมาเฟีย ไล่ที่ลูกค้าออกนอกประเทศไปเกือบหมด ท้ายที่สุดพอเห็นแววว่า ลูกค้าระยะยาวคงยังไม่กลับมาแน่ ๆ ทั้งคู่จึงตัดสินใจรื้อ โละ สร้าง แล้วรีโนเวตอะพาร์ตเมนต์เป็นโรงแรมใจกลางสุขุมวิทเสียเลย

ฆรารมณ์ : เปลี่ยนอะพาร์ตเมนต์เป็น City Hotel บรรยากาศบ้านแสนรื่นรมย์ในซอยสุขุมวิท 36
ฆรารมณ์ : เปลี่ยนอะพาร์ตเมนต์เป็น City Hotel บรรยากาศบ้านแสนรื่นรมย์ในซอยสุขุมวิท 36

แต่นี่ไม่ใช่ครั้งแรกของทั้งคู่ เพราะอันที่จริงพวกเขาเคยมีบทเรียนครั้งใหญ่จากการทำโรงแรมแห่งแรกมาก่อนหน้านี้ โรงแรมชื่อว่า Tints of Blue ตั้งอยู่ที่ซอยสุขุมวิท 27 ปัจจุบันยังคงเปิดทำการ

แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นหลัก เพราะเจ้าลูกคนโต ณ สุขุมวิท 27 ทำให้ทั้งสองคนพอจะรู้แนวทางการรับมือกับการเปิดโรงแรมชนิดพอเอาอยู่ เพราะในวันแรกจ็อบบอกว่า “เปิดเอามัน ก็มันเลย” 

ความมันที่ว่า คือ จ็อบต้องไปล้างห้องน้ำเอง ขับรถไปซื้อของเอง กอต้องไปนั่ง Front Desk แถมต้องลากแม่บ้านจากบ้านตัวเองมาช่วยอีกแรง เรียกได้ว่าโดนรับน้องไปเต็ม ๆ จนถึงกับต้องปิดระบบให้ตัวเองและแม่บ้านได้พักหายใจกันสักยกสองยก แล้วจึงค่อยขึ้นชกต่อด้วยกระบวนท่าที่พร้อมรับมือมากขึ้น แถมแขกก็เอ็นดูในความตั้งใจนี้ ให้คำแนะนำน้อยใหญ่กับทั้งสองเพื่อความสมบูรณ์พร้อมในอนาคต

“ยู ยูต้องขึ้นราคานะ ถ้ายูทำราคาเนี้ย มันไม่ได้! ห้องมันก็จะเต็มตลอดน่ะสิ” 

นี่คือคำแนะนำแรกที่แขกบอกกับกอ

My story and furniture are not for sale (for now)

หลังจาก Tints of Blue รับน้องจนรู้งาน จ็อบและกอก็เริ่มออกท่องยุทธจักรตะลุยยุทธภพ ด้วยการเปิดโรงแรมแห่งอื่นที่เชียงใหม่และหัวหินอย่างละ 1 ที่ แล้วจึงย้อนกลับมายังสุขุมวิทอีกครั้ง ณ ซอย 36 ด้วยชื่อ ‘ฆรารมณ์’ ซึ่งเราก็ได้บอกใบ้ถึงที่มาที่ไปของชื่อนี้ตั้งแต่ต้นบทความแล้ว แต่การได้รับรู้จากคำอธิบายของผู้คิดค้นและเลือกคัดจัดสรรความหมายเห็นจะเป็นการดีที่สุด

 “ฆรารมณ์ คำว่า ฆรา มาจาก ฆระ แปลว่า ‘เรือน’ อยากให้ที่นี่เป็นที่ที่มีความรื่นรมย์ เราพยายามทำให้เป็นบ้านค่ะ เป็นที่พักผ่อนท่ามกลางความวุ่นวายของสุขุมวิท นี่คือคอนเซ็ปต์หลัก” 

ฆรารมณ์ : เปลี่ยนอะพาร์ตเมนต์เป็น City Hotel บรรยากาศบ้านแสนรื่นรมย์ในซอยสุขุมวิท 36

กออธิบายที่มาที่ไปของชื่อ ซึ่งไม่ใช่แค่เอาไว้ใช้สำหรับค้นหาโรงแรมในเว็บไซต์ แต่ยังเป็นเครื่องบ่งบอกแนวทางในการรับแขกของโรงแรมแห่งนี้อีกด้วย และสิ่งที่เพิ่มเข้ามาก็ไม่ใช่อะไรอื่น แต่เป็นเหล่าของตกแต่งที่มาจากภาคเหนือ บรรดาเซรามิกตามความชอบส่วนตัวของกอ รูปวาดที่พยายามสนับสนุนศิลปินไทยให้ได้มากที่สุด และเฟอร์นิเจอร์ที่เป็นของสะสมของจ็อบ

หากแขกถามถึงที่มาที่ไปของข้าวของแต่ละชิ้น รับรองว่าเขาและเธอจะบอกเล่าเรื่องราวของของสิ่งนั้นได้ทุกชิ้น ซึ่งทั้งสองคนต่างคัดเลือกกันอย่างประณีต พินิจพิเคราะห์จากความชอบของตน นำมาเพิ่มเสริมเติมแต่งเข้าไป เพื่อให้ภายในของบ้านของฆรารมณ์กลมกล่อมลงตัวมากยิ่งขึ้น 

แต่ใครจะไปนึกว่า วันดีคืนดีแขกผู้เข้าพักจะนึกคึก จนเกิดเป็นคอนเซ็ปต์อีกอย่างหนึ่งที่โผล่ขึ้นมาทีหลัง 

ฆรารมณ์ : เปลี่ยนอะพาร์ตเมนต์เป็น City Hotel บรรยากาศบ้านแสนรื่นรมย์ในซอยสุขุมวิท 36

กอบอกกับเราว่า “พอของวางอยู่ทุกที่ ก็จะมีคนขอซื้อกันเยอะมาก อย่างร้านนี้ค่ะ (คาเฟ่ที่ชั้น 2) มีคนขอซื้อโซฟา” พอจะเข้าใจได้ถึงแขกที่มาท่องเที่ยวแล้วกำลังอยู่ในอารมณ์อยากจับจ่ายใช้สอย ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจประเทศที่ไม่ค่อยจะดีนัก แต่เล่นมาขอซื้อโซฟากันแบบนี้ โรงแรมก็ลำบากสิครับ

กลับกัน จ็อบกับกอนั้นพึงใจที่จะขายของเหล่านี้ออกไปเพื่อเป็นการหมุนเวียนเฟอร์นิเจอร์ภายในพื้นที่ ไม่เพียงเท่านั้น ทั้งสองยังเปิดช็อปเล็ก ๆ ขายสินค้าที่พวกเขาคัดเลือกเข้ามาเอง ทั้งเสื้อผ้า เซรามิก ของกระจุกกระจิก จนถึงผลิตภัณฑ์อาบน้ำที่ใช้ในโรงแรม ปรุงสูตรและกลิ่นขึ้นมาเฉพาะ

พวกเขาจึงออกคอนเซ็ปต์ใหม่ที่ว่า ‘ขายทุกอย่างยกเว้นตึก’ ก็นั่นแหละครับ ขนได้ก็เอาไปเลย

แต่ของบางชิ้นทั้งสองก็เลือกที่จะแจกแทน (ไม่ใช่เฟอร์นิเจอร์แน่นอน) โดยหวังว่าจะเป็นโมเมนต์เล็ก ๆ น้อย ๆ ให้แขกได้จดจำจากการเข้ามาพักที่โรงแรมแห่งนี้ ซึ่งถ้าใครไปเข้าพักที่ฆรารมณ์ในช่วงนี้ คุณอาจจะได้ข้าวของประดับบนต้นคริสต์มาสเป็นของติดไม้ติดมือกลับมาคนละอันสองอัน

My living room, but for you

ต่อจากคอนเซ็ปต์ความเป็นบ้านที่ถูกตั้งต้นเอาไว้ จึงพ่วงมาด้วยการเช็กอินที่อยากให้แขกรู้สึกเหมือนได้เข้ามาในห้องนั่งเล่น ซึ่งก็คือชั้น 2 ของโรงแรม เมื่อเดินเข้ามาจะพบกับเคาน์เตอร์สั่งเครื่องดื่มของ คาเฟ่มรีจิ (Mareeji) คาเฟ่ประจำโรงแรม

ถ้าหากผู้อ่านกำลังสงสัยว่า แล้วไหนล่ะคือเคาน์เตอร์เช็กอิน ใช่ครับ คุณกำลังเข้าใจความรู้สึกของแขกที่มาที่นี่เป็นครั้งแรกอย่างถูกต้องแล้ว เพราะคาเฟ่นี้เอง คือห้องนั่งเล่นและที่เช็กอินไปพร้อม ๆ กัน

 “เมื่อก่อนต้องมีป้ายตั้งค่ะ Reception นะจ๊ะ” กออธิบายถึงการใช้พื้นที่ต่าง ๆ ภายในโรงแรม

นอน Karaarom Hotel โรงแรมใจกลางเมืองย่านสุขุมวิท 36 ของคู่รักคนทำโรงแรม ที่อยากให้แขกพักผ่อนสบายที่สุดใน 'บ้าน'

ชั้น 2 นอกจากเป็นคาเฟ่และร้านอาหาร ยังมีฟิตเนสกับออฟฟิศอยู่ทางด้านหลัง

ชั้น 3, 4, 5, 6 และ 7 เป็นห้องพักของลูกค้า

ชั้น 7 กับ 8 บางส่วนเป็นที่พักอาศัยของจ็อบกับกอ หรือบ้านของทั้งสองนั่นเอง

และท้ายที่สุด ชั้น 9 เป็นดาดฟ้า

“เมื่อก่อนดาดฟ้าไม่ได้เปิดให้ลูกค้าขึ้น เพราะใช้กันเอง แต่เราต้องการเพิ่มพื้นที่ให้แขก และเรารู้ว่าโรงแรมเราอยู่ในเมือง ห้องไม่ใหญ่มาก ก็เลยเปิดดาดฟ้าให้แขกเปลี่ยนบรรยากาศ ลูกค้าต่างชาติจะขึ้นไปนั่งอ่านหนังสือ อาบแดด เล่นชิงช้า ซึ่งแขกต่างชาติชอบการเจอแดดมากเลย” จ็อบกล่าว

สำหรับ City Hotel แล้ว นี่คงเป็นการจัดสรรพื้นที่ได้อย่างครบครันเพื่อเอื้อประโยชน์แก่แขกที่มาเข้าพัก เพราะคงมีแขกไม่น้อยที่อยากนั่งพักผ่อนหย่อนใจในร้านอาหาร ก่อนจะต้องแบกกระเป๋าขึ้นไปแล้วลงมาอีกรอบ หรือการมีดาดฟ้า คงเป็นจุดที่ซื้อใจใครหลาย ๆ คนได้อย่างไม่ยากเย็น

ถือได้ว่าการเสียสละที่ตากผ้านั้นไม่ได้เสียเปล่าแม้แต่น้อย

This room is not only for me, but for you too

สำหรับห้องพักของโรงแรมฆรารมณ์ จ็อบและกอต่างใช้ประสบการณ์ที่เคยทำโรงแรมทั้ง 3 ที่ก่อนหน้า ผนวกเข้ากับการไปท่องเที่ยวต่างประเทศบ่อยครั้ง และสถานการณ์มากมายของแขกที่เคยพบเจอมาเพื่อเป็นแนวทางในการออกแบบ ที่นี่จึงมีห้องพักถึง 7 ประเภท

1. Studio ห้องทั่วไป ขนาด 21 – 24 ตารางเมตร

2. Deluxe ห้องขนาด 27 ตารางเมตร มีอ่างอาบน้ำ

3. 1-Bedroom ห้องทั่วไป ขนาด 35 ตารางเมตร

4. Premiere 1-Bedroom ห้องทั่วไปขนาด 35 ตารางเมตร เพิ่มอ่างอาบน้ำเข้ามา

5. Duplex ห้องขนาด 41 ตารางเมตร มี 2 ชั้น ซึ่งมีห้องน้ำแบบฝักบัวและห้องนั่งเล่นอยู่ชั้นล่าง หากเดินขึ้นไปชั้นบนจะพบกับเตียงนอนและอ่างอาบน้ำ

6. Quadruple ห้องขนาด 44 ตารางเมตร มี 4 ที่นอนแบบฟูกยกสูง

7. Family ห้องใหญ่ขนาด 48 ตารางเมตร พร้อมด้วยเตียงคิงไซส์และเตียง 2 ชั้น (Bunk Bed)

นอน Karaarom Hotel โรงแรมใจกลางเมืองย่านสุขุมวิท 36 ของคู่รักคนทำโรงแรม ที่อยากให้แขกพักผ่อนสบายที่สุดใน 'บ้าน'

ประเภทห้องของฆรามรมณ์มีหลากหลาย แน่นอนว่าเหมาะกับกลุ่มนักเดินทางเกือบทุกแบบ และทุกห้องพักของโรงแรมเพียบพร้อมไปด้วยครัวที่ประกอบอาหารได้อย่างถึงพริกถึงขิง ตั้งแต่เตาไฟฟ้า เครื่องดูดควัน ไมโครเวฟ จนถึงอุปกรณ์ทำครัวต่าง ๆ ทั้งหมดทั้งมวลนี้มากจากความคิดอยากให้แขกสะดวกสบายที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ สำหรับการกินอาหารและประกอบอาหารเอง

นอน Karaarom Hotel โรงแรมใจกลางเมืองย่านสุขุมวิท 36 ของคู่รักคนทำโรงแรม ที่อยากให้แขกพักผ่อนสบายที่สุดใน 'บ้าน'
นอน Karaarom Hotel โรงแรมใจกลางเมืองย่านสุขุมวิท 36 ของคู่รักคนทำโรงแรม ที่อยากให้แขกพักผ่อนสบายที่สุดใน 'บ้าน'

นอกจากอาหารเช้าสำหรับบริการแขก ลูกค้าทั่วไปยังใช้บริการห้องอาหารและคาเฟ่ เพื่ออิ่มอร่อยกับเมนูอาหารไทยพ่วงอาหารใต้ในราคาย่อมเยา เราลองลิ้มมาเผื่อแล้ว ถึงเครื่อง หรอยสุด ๆ 

This service is for you and them

ทว่าหลักใหญ่สำคัญของการทำงานโรงแรมนั้นอยู่ที่งานบริการ หรือการสร้างความพึงพอใจให้แขกรู้สึกเป็นสุขระหว่างที่กำลังทอดกาย คาดหวังความสงบ โดยมีเหล่าคนโรงแรมเป็นผู้รับผิดชอบทุกสิ่งทุกอย่างที่กำลังเกิดขึ้นภายใน จ็อบและกอเองก็ไม่ได้มองข้ามส่วนนี้แม้แต่น้อย พวกเขาต่างพยายามให้โรงแรมแห่งนี้บริการแขกได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง ไม่ว่าผ่านงานบริการที่เป็นกันเองในสถานที่ หรือนอกสถานที่ผ่าน Local Map ที่พวกเขาจัดทำขึ้นสำหรับลูกค้าที่ต้องการสำรวจย่านสุขุมวิท

จนถึงการบอกวิธีเดินทางที่ไม่ใช่แค่นั่งแท็กซี่ เพื่อซึมซับอรรถรสกรุงเทพฯ อย่างที่ควรรู้สึกจริง ๆ ซึ่งจ็อบย้ำเรื่องเดินทางด้วยเรือ เพราะเขาหลงมาแล้ว ถือเป็นการสำรวจเส้นทาง

นอน Karaarom Hotel โรงแรมใจกลางเมืองย่านสุขุมวิท 36 ของคู่รักคนทำโรงแรม ที่อยากให้แขกพักผ่อนสบายที่สุดใน 'บ้าน'

ขณะเดียวกัน จ็อบและกอต่างไม่ลืมว่า การทำงานทั้งหมดทั้งมวลนี้ไม่ได้เกิดขึ้นและประสบผลสำเร็จเพียงเพราะพวกเขาแค่สองคน บรรดาพนักงานต่างต้องได้รับผลตอบแทนต่อความเหน็ดเหนื่อย ในฐานะสมาชิกที่ช่วยกันดูแลบ้านหลังนี้ที่มีแขกไม่ซ้ำหน้าเข้ามาพักกันแบบวันต่อวัน

ไม่ว่าจะเป็นวันหยุด ประกันอุบัติเหตุ การแบ่ง Service Charge อย่างเท่าเทียม และจ็อบก็ยังยินดีมาก ๆ ที่พนักงานจะนำลูกมาเลี้ยงที่โรงแรมมากกว่าไปฝากคนอื่น โดยพร้อมจะเปิดห้องว่างให้เด็ก ๆ นอนหรือวิ่งเล่นตามสบาย เพราะฉะนั้นแล้ว This service is for you and them จึงเป็นประโยคจำกัดความการบริการของโรงแรมแห่งนี้ ที่ไม่ได้ทิ้งพี่น้องพนักงานไว้ข้างหลัง เพราะแนวคิดการบริการของทั้งสองคนยังร่วมมาด้วยความสุขของคนทำงาน และประสบการณ์ที่พร้อมมอบให้ ชนิดที่ว่าบางทีพนักงานอาจต้องไปชงค็อกเทล ทั้ง ๆ ที่ชีวิตนี้เคยชงแต่โอวัลตินแบบ 3 in 1

This is my experience. You can have it. 

โดยปริยาย จ็อบและกอให้คำแนะนำในการทำโรงแรม 3 ข้อ โดยมีพื้นฐานอยู่บนประสบการณ์ของพวกเขาที่ไม่เคยคิดเอาตัวเองไปเทียบชั้นกับโรงแรมใหญ่ และนี่คือคำแนะนำจากพวกเขาทั้งคู่

ข้อแรก จ็อบเริ่มก่อนด้วยการบอกว่า ต้องรู้สึกดีกับสิ่งที่ทำ ชอบหรือรักในสิ่งที่ทำ

ส่วนข้อที่สองนั้นค่อนข้างส่วนตัว จงอย่าหวังพึ่งคอนเนกชัน

เพราะจ็อบบอกว่า “มันยากมากกับการก้าวข้ามความเกรงใจ”

กอสรุปจบให้เราว่า ต้องรู้จักใส่ใจรายละเอียดและรักบริการ

“คิดเผื่อเยอะ ๆ เราต้องลองคิดไปว่า ถ้าเราเป็นลูกค้า เราเข้าพัก เราอยากได้อะไร แล้วลองดูว่า เราจะเสนออะไรให้ลูกค้าได้บ้าง ขณะเดียวกันสิ่งนั้นก็ยังต้องเป็นตัวตนที่ชัดเจนของเราด้วย”

สำหรับกอ การมีตัวตนที่ชัดเจนคือสิ่งที่จะแสดงให้เห็นถึงจุดยืนในการทำโรงแรมของตัวเอง และจุดยืนบนสถานที่ที่โรงแรมตั้งอยู่ ซึ่งการใส่ใจในรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ถือเป็นหนึ่งสิ่งที่กลายเป็นประสบการณ์ให้แขกได้ เพราะคงไม่มีแขกคนไหนนึกคิดว่าโรงแรมเล็ก ๆ จะมีเตารีด หรือ Shoehorn (อุปกรณ์ช้อนรองเท้า) ให้ในทุก ๆ ห้อง การมีห้องครัวอำนวยความสะดวก ดาดฟ้าเพื่อสเปซที่มากขึ้น และความเป็นกันเองที่เหล่าพนักงานมอบให้ และไม่ใช่แค่สำหรับกอ แต่สำหรับคนทำโรงแรมแล้ว มันคงเป็นความรู้สึกดีไม่ใช่น้อยเมื่อลูกค้าสัมผัสได้ว่า คนทำโรงแรมตั้งใจมอบสิ่งนี้ให้แก่พวกเขา

นอน Karaarom Hotel โรงแรมใจกลางเมืองย่านสุขุมวิท 36 ของคู่รักคนทำโรงแรม ที่อยากให้แขกพักผ่อนสบายที่สุดใน 'บ้าน'

ในท้ายที่สุด นี่คงเป็นคำยืนกรานเพื่อบ่งบอกความเป็นตัวของตัวเองที่กอได้บอกกับเรา

“เรายังยืนยันว่า เราจะทำแบบที่เราทำ เพื่อลองดูว่าจะมีที่ยืนในทองหล่อหรือเปล่า ตอนนี้ก็ยังพอมี ต่อไปไม่รู้นะ (หัวเราะ) เราเลยต้องหาจุดยืน ต้องทำให้ลูกค้าสัมผัสถึงสิ่งที่เราตั้งใจมอบให้ได้ เพื่อให้ลูกค้ากลับมาใช้บริการซ้ำ เพราะการที่ลูกค้ากลับมา มันเป็นความรู้สึกที่ดีมากสำหรับคนทำโรงแรม พวกเราทำที่นี่เพื่อแบ่งปันความสุข เราอยากให้แขกได้ใช้เวลาดี ๆ และมีประสบการณ์ที่ดีกลับไป”

Karaarom Hotel

ที่ตั้ง : 8 นภาทรัพย์ 2, ซอยสุขุมวิท 36 แขวงคลองตัน เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร (แผนที่)

โทรศัพท์ : 08 8867 4777

เว็บไซต์ : www.karaarom.com

Facebook : Karaarom Hotel

Writer

Avatar

พัทธนันท์ สวนมะลิ

เด็กกรุงเทพฯ ผู้เป็น Sneakerhead และ Cinephile ที่หอบเสื่อผืนหมอนใบมาเรียนเชียงใหม่ แล้วสุดท้ายก็กลับไปตายรังที่กรุงเทพฯ

Photographer

Avatar

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

Have a Nice Stay

รวมที่พักแนวคิดดีที่น่าไปนอนทำความรู้จัก

หลังกินมื้อเที่ยงรสชาติจัดจ้านฝีมือคนตรัง เราก็เดินทางมาถึง ‘Sirichai Design Hotel’ อ.กันตัง ทันในช่วงบ่าย ด้วยฝีมือการขับรถลู่ลมของคนตรังอีกเช่นกัน

เราถือโอกาสระหว่างทางพูดคุยกับพี่คนขับ เพราะเห็นว่าศิริชัยเป็นโรงแรมเก่าแก่ที่อยู่คู่จังหวัดมานาน แต่กลับได้รับคำถามกลับมา เมื่อพี่คนขับไม่เข้าใจว่าเราจะเข้าไปคุยกับโรงแรมเก่าที่ดูร้างไร้ไปทำไม 

คำตอบคือ ก๊วง-เมธี สกุลส่องบุญศิริ ทายาทรุ่นสาม ได้ปัดฝุ่นโรงแรมเก่ากว่า 60 ปีของปู่ให้กลายเป็นที่พักสไตล์คนรุ่นใหม่ โดยคงไว้ซึ่งจิตวิญญาณความเป็นเมืองท่ากันตังในอดีต ตั้งแต่การตกแต่ง ผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นที่วางขายในคาเฟ่ ไปจนถึงเมนูอาหารจากร้านค้าในชุมชน

Sirichai Design Hotel หลานชายเปลี่ยนโรงแรมปี 1967 ให้เป็นที่พักสุดชิกแห่งกันตัง จ.ตรัง

มีทายาทมากมายเลือกใช้ชีวิตต่อในเมืองหลวงเมื่อพบว่าตัวเองชื่นชอบอะไร 

แต่ก๊วงกลับบ้านเกิดมาพร้อมปริญญาจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ เพื่อเปลี่ยนปมวัยเด็กที่เคยถูกล้อว่าเป็นลูกหลานโรงแรมร้างให้กลายเป็นความภาคภูมิใจของชีวิต 

“ผมเกิดมามันก็โทรมแล้ว”

กลิ่นหอมของกาแฟเป็นตัวเริ่มต้นบทสนทนาของเราในวันนี้้ ส่วนก๊วงรับหน้าที่เป็นบาริสต้า

เขาชงกาแฟไปเล่าไปว่า คาเฟ่นี้ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างตั้งใจ แต่เป็นเพราะลูกค้าที่เข้าพักมักจะขอเครื่องดื่มรสชาติดีจากเจ้าของโรงแรมที่ชื่นชอบอเมริกาโน่

ทว่า กระป๋องชาไทยกลับเป็นเมนูที่เขาเลือกสรรให้คนกรุงชิม

“เพราะมันเป็นชาใต้” ก๊วงให้เหตุผล 

Sirichai Design Hotel หลานชายเปลี่ยนโรงแรมปี 1967 ให้เป็นที่พักสุดชิกแห่งกันตัง จ.ตรัง
Sirichai Design Hotel หลานชายเปลี่ยนโรงแรมปี 1967 ให้เป็นที่พักสุดชิกแห่งกันตัง จ.ตรัง

เราพลิกเจ้ากระป๋องชาในมือไปมาอย่างงุนงง เพราะจำได้ว่าไม่กี่นาทีก่อนยังเห็นก๊วงขมักเขม้นชงชาใส่แก้ว เขาบอกว่านี่เป็นหนึ่งในวิสัยทัศน์ที่เขายึดมั่น คือการทำโรงแรมศิริชัยให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมให้มากที่สุด จึงเปลี่ยนแก้วพลาสติกให้กลายเป็นกระป๋องอะลูมิเนียมที่นำไปรีไซเคิลและกลับมาใช้ซ้ำได้

หลังได้ยินเรื่องราวที่คงเป็นแค่อินโทร เราพบว่าที่นี่น่าสนใจกว่าที่คิด และก๊วงคงไม่ได้ทำแค่ปัดฝุ่นแน่ ๆ

ความเก่าของศิริชัยแท้จริงแล้วเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 1944 เป็นอาคารไม้จำนวน 12 ห้อง ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามกันนี้เอง ก่อนย้ายมาที่นี่เมื่อปี 1967 ในยุคที่ อ.กันตังเฟื่องฟูจากการเป็นเมืองท่าของคนใต้ แขกไปใครมาก็จะต้องแวะมานอนพักเพื่อรอขึ้นเรือไปค้าขาย รับส่งสินค้า ทั้งในและต่างประเทศ จนมีภาพจำคือขบวนรถไฟที่แน่นขนัดจนต้องนั่งบนหลังคา

“แต่ผมเกิดมามันก็โทรมแล้ว ไม่เคยเห็นยุครุ่งเรือง” เขาเบรกรถไฟดังเอี๊ยด พลางหัวเราะไปด้วย เพราะเวลาล่วงเลยไป อ.กันตังก็ได้รับความนิยมลดน้อยลง จากเมืองท่าเหลือเพียงเมืองทางผ่าน จากรถไฟเคยมาวันละ 4 รอบเหลือเพียงรอบเดียว ไม่มีเรือขนส่งมาเทียบท่า และไร้เงาของนักท่องเที่ยว

“ก่อนที่ผมจะกลับมาคือแทบจะไม่มีลูกค้ามาเข้าโรงแรมด้วยซ้ำ ไม่มีใครกล้าเข้า

“มันโทรมมาตั้งแต่เราเด็ก ตอนอยู่โรงเรียนเราโดนล้อว่าเป็นลูกหลานที่นี่ เหมือนเป็นปมในใจ ผมมีแผนไว้อยู่แล้วว่าจะปรับปรุง เรียนจบเริ่มคิดว่าอยากทำธุรกิจเป็นของตัวเอง หาไปเรื่อย ๆ ก็ไม่เจอ จนมาขอที่บ้านว่า งั้นทำโรงแรมแล้วกัน เพราะไหน ๆ มันก็เป็นของเราอยู่แล้ว”

โรงแรมสุดหวงแหนที่โรยราไปตามความชราของปู่ ผ่านมือลูกชายที่ประกอบอาชีพรับราชการ จึงตกทอดมาสู่หลานในที่สุด เพียงแต่ไม่มีอะไรง่ายดังใจนึก

Sirichai Design Hotel หลานชายเปลี่ยนโรงแรมปี 1967 ให้เป็นที่พักสุดชิกแห่งกันตัง จ.ตรัง

“มันยังไม่ตอบโจทย์”

Sirichai Design Hotel หลานชายเปลี่ยนโรงแรมปี 1967 ให้เป็นที่พักสุดชิกแห่งกันตัง จ.ตรัง

“ตอนแรกปู่ก็ไม่เห็นด้วยเท่าไหร่” กะไว้แล้ว

งั้นคุณโน้มน้าวปู่ยังไง – เราถาม

“โน้มน้าวไม่ได้หรอกครับ แต่ว่าลองเลย” เขาตอบยิ้ม ๆ ก่อนจะเผยความลับ

“ครั้งแรก เรารีโนเวตเล็ก ๆ ก่อน อย่างหน้าตาโรงแรมยังเหมือนเดิมครับ แค่ปรับความสะอาด ขัดพื้นให้น่าพักขึ้น ปู่ก็เริ่มเห็นว่ามีคนเข้ามาพักเพิ่ม แต่ถามว่าเยอะไหม ก็ยังไม่เยอะ 

“แล้วถึงจะทาสีใหม่ คนกันตังก็ยังเห็นว่ามันเก่าเหมือนเดิม” คนขับรถเรายืนยันความจริงข้อนี้ได้ดี 

“มีคนมาจอดหน้าโรงแรม ดูอยากจะพักแหละ แต่ว่าไม่มั่นใจว่ามันจะเป็นยังไง ผมเห็นบ่อยมาก รถมาจอดแล้วก็ขับไป เลยรู้สึกว่าการรีโนเวตนี้น่าจะยังไม่ตอบโจทย์ ผมเลยออกแบบใหม่”

Sirichai Design Hotel หลานชายเปลี่ยนโรงแรมปี 1967 ให้เป็นที่พักสุดชิกแห่งกันตัง จ.ตรัง
Sirichai Design Hotel หลานชายเปลี่ยนโรงแรมปี 1967 ให้เป็นที่พักสุดชิกแห่งกันตัง จ.ตรัง

จากโรงแรมศิริชัยจึงแปลงโฉมเป็น Sirichai Design Hotel ด้วยความตั้งใจให้มีกลิ่นอายของเมืองท่า ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในท่าเรือและสถานีรถไฟ

ก๊วงปรับด้านหน้าโรงแรมให้โมเดิร์นขึ้นแต่ก็ไม่ถึงกับหรูหรา ส่วนชั้นล่างตกแต่งด้วยการนำเหล็กมากัดสนิม ผสมกับเฟอร์นิเจอร์ไม้ ร่วมกับบรรดาของเก่าที่ยังคงเก็บไว้ ทั้งพื้นเดิมจากยุคปู่ โต๊ะที่เราเห็นตรงหน้าก็มาจากวงกบประตู-หน้าต่างเดิม ที่รื้อและนำมาดีไซน์ใหม่โดยฝีมือช่างจากกันตังทั้งหมด

แต่ทั้งหมดนี้จะมากพอให้คนตรังเห็นการเปลี่ยนแปลงรึเปล่า 

“ผมเคยคิดจะเปลี่ยนชื่อโรงแรม” เขาบังเอิญพูดสิ่งที่เราสงสัยในใจ

“รู้สึกว่าจะทำยังไงให้คนเปลี่ยนไป เพราะคงคิดว่าจะเก่าแบบเดิม มีชื่อเสียงแบบเดิม แต่คำว่า ศิริชัย จริง ๆ ไม่ได้แย่ แล้วมันก็ขลังด้วย เพราะพระตั้งให้” 

โอเค เราเข้าใจแล้วว่าทำไม

อย่างต่อมาที่เขาลงมือเปลี่ยนหลังการปรับปรุงครั้งที่ 2 จึงหนีไม่พ้นความคิดของคนในชุมชน 

Sirichai Design Hotel หลานชายเปลี่ยนโรงแรมปี 1967 ให้เป็นที่พักสุดชิกแห่งกันตัง จ.ตรัง

“เราต้องไปหาชุมชน”

“เพราะคนที่อยู่ในกันตังมันแคบ เขาเกิดมาก็เห็นโรงแรมนี้กันทุกคนแหละ แล้วเขาก็หลอนเรื่องผี” หลานชายเปิดอก

“โดยปกติของที่นี่ คือชาวบ้านเขาจะคุยกันว่าลูกหลานกลับมาหาไม่มีที่ให้นอน ตอนเย็นกินข้าวที่บ้าน นั่งคุยกันเสร็จ 3 – 4 ทุ่ม ก็กลับไปนอนโรงแรมในเมือง ไอ้เราก็สนใจว่าทำไมไม่นอนแถวนี้ โรงแรมเยอะแยะ เขาบอกว่ามันเก่าแล้ว เขาไม่อยากให้ใครมา”

ก๊วงจึงตัดสินใจเปลี่ยนความคิดตั้งแต่วันแรกที่เปิดตัว และนั่นทำให้คนตรังกลับบ้านเป็นลูกค้าหลักของเขาจนถึงตอนนี้

“เราไม่ได้ประชาสัมพันธ์อะไรเลย แต่ดึงคนในชุมชนเข้ามาดูว่าเปลี่ยนไปยังไงบ้าง คาเฟ่จะเป็นตัวหนึ่งที่ช่วยเปลี่ยนแนวคิด เพราะถ้าเปิดแต่โรงแรมเฉย ๆ ไม่มีใครเดินเข้ามา แนวคิดมันก็จะไม่เปลี่ยน และเรามีโปรโมชันลด 10% ให้คนกันตังตลอดเวลา”

ภายในร้านเองก็มีการวางขายงานฝีมือของคนในชุมชน เราเห็นทั้งผ้าบาติก ผ้าทอ รวมถึงขนมที่ไม่ใช่ครัวซองต์ เบเกอรี่ แต่เป็นเหล่าขนมโบราณขึ้นชื่อของคนใต้ที่เขารวบรวมไว้ให้ ก๊วงบอกว่าหากอยากซื้อของกลับไปฝากใคร ก็ขอให้มาลองชิมที่ร้านเขาเสียก่อน 

“เมืองนี้มันเงียบลง ผมคนเดียวไม่มีทางทำให้อำเภอนี้กลับมาอีกครั้งหรอก เราต้องไปหาชุมชน หรือให้ชุมชนมาหาเราบ้าง ชวนเขาคุย ชวนเขาเสนอไอเดีย หรือมีผลิตภัณฑ์ก็เอามา เราตั้งขายให้ฟรีเลย แล้วก็เอาตังค์ไปให้เขา กลายเป็นว่าโรงแรมก็เหมือนร้านขายของ ลูกค้าเข้ามาก็ต้องเดินดูครับ” 

จากโรงแรมเกือบร้างเก่าสุดใน อ.กันตัง สู่ Sirichai Design Hotel โฉมใหม่ เชื่อมโยงที่พักกับย่านและฝันอยากเป็น Zero Waste
จากโรงแรมเกือบร้างเก่าสุดใน อ.กันตัง สู่ Sirichai Design Hotel โฉมใหม่ เชื่อมโยงที่พักกับย่านและฝันอยากเป็น Zero Waste

“เหมือนตายตาหลับ”

เราเดินขึ้นบันไดเก่าแก่ตามก๊วงไปชมห้องพักที่เขาบอกว่าโครงสร้างเดิมทำให้ปรับปรุงยากมาก แต่บัณฑิตวิศวกรรมศาสตร์ก็ทำจนสำเร็จ 

“รูปทรงมันดูก็รู้ว่าเก่าครับ คานเยอะมาก สร้างใหม่ไม่ได้ อย่างวิศวกรรุ่นใหม่เขาจะนิยมทำให้พอประมาณ คือคำนวณไว้แล้วว่าอันนี้รับน้ำหนักเท่านี้ ต้องสร้างแค่นี้พอ แต่นี่คนรุ่นเก่าเขาสร้างเผื่อไว้เยอะเลย ไม่รู้กี่เสาก็ตั้งเต็มไปหมด” ก๊วงหัวเราะร่วน 

จากโรงแรมเกือบร้างเก่าสุดใน อ.กันตัง สู่ Sirichai Design Hotel โฉมใหม่ เชื่อมโยงที่พักกับย่านและฝันอยากเป็น Zero Waste

“ช่างเมื่อก่อนไม่มีแปลน เขาก็สร้างแบบแข็งแรงที่สุด ผมจะเดินท่อเชื่อมท่อน้ำใหม่ พอเจาะลงไปเจอคานด้านล่าง เราไม่รู้ท่ออยู่ตรงไหน สายไฟอยู่ตรงไหนก็ไม่รู้” 

โรงแรมมีทั้งหมด 20 ห้อง จากห้องพัดลมเปลี่ยนเป็นแอร์ทั้งหมด เดินไฟและระบบน้ำใหม่ให้ปลอดภัยและทันสมัยขึ้น แม้จะแก้ไขโครงสร้างห้องไม่ได้ แต่ก็ปรับสัดส่วนใหม่ให้คล่องตัว แบ่งออกเป็นห้อง Deluxe มีระเบียงส่วนตัวพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวก ห้อง Superior ตกแต่งในสไตล์มินิมอลกะทัดรัด ห้อง Standard เลือกได้ทั้งเตียงเดี่ยวหรือคู่ในราคาสบายกระเป๋า และห้อง Bunk Bed เตียง 2 ชั้น สำหรับวัยรุ่นสายลุยทุกท่าน 

และสิ่งสำคัญที่ทุกห้องมีร่วมกัน คือหนังสือของโรงแรม 

คุณเขียนเองเหรอ – เราสงสัย เพราะมันไม่ได้มีเพียงประวัติของศิริชัยเพียงเท่านั้น

จากโรงแรมเกือบร้างเก่าสุดใน อ.กันตัง สู่ Sirichai Design Hotel โฉมใหม่ เชื่อมโยงที่พักกับย่านและฝันอยากเป็น Zero Waste

“ใช่ครับ ผมรวบรวมร้านอาหาร ของอร่อยในกันตัง อยากกินแบบไหนก็็บอก จะอาหารตามสั่ง ข้าวต้ม หมูกระทะ ก๋วยเตี๋ยว ราดหน้า อยากกินร้านไหนก็ได้เลย เราทำแผนที่ไว้ให้แล้ว โรงแรมอยู่ตรงนี้ลูกค้าไปไหนได้บ้าง แล้วส่วนใหญ่ลูกค้าจะถามหามื้อเช้า ซึ่งเราไม่ได้มีอาหารแบบในโรงแรมบริการ แต่ให้คนในชุมชนเอาเมนูของร้านเขามาวางไว้ตรงคาเฟ่ข้างล่าง แล้วเขาก็มาส่งให้”

มากไปกว่านั้น เป้าหมายต่อไปที่ก๊วงอยากไปให้ถึง คือการทำให้ศิริชัยเป็นโรงแรมปลอดขยะ เห็นได้จากเครื่องดื่มที่เขาเสิร์ฟในกระป๋องนั่นแหละ ซึ่งก๊วงบอกว่าเขาใช้หลอด Bioplastic ย่อยสลายได้เอง ถุงกระดาษ ไม่มีพลาสติกแม้แต่น้อย ส่วนภายในห้องพักของเขา คงมีเพียงถังขยะกับที่ห่อแก้วที่ยังต้องพึ่งพามันอยู่ ทั้งหมดนี้้เป็นไอเดียที่ซึบซับมาจากคุณพ่อคุณแม่ ข้าราชการที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมมาก่อนเขาหลายปี

“โรงแรมเราแยกขยะหมดแล้วก็เอาไปขาย แล้วผมจบวิศวกรรมเครื่องกลพลังงานมา เลยคิดว่าหลังจากนี้จะทำโปรเจกต์จัดการพลังงาน ลดค่าไฟของโรงแรมลงด้วยครับ”

จากโรงแรมเกือบร้างเก่าสุดใน อ.กันตัง สู่ Sirichai Design Hotel โฉมใหม่ เชื่อมโยงที่พักกับย่านและฝันอยากเป็น Zero Waste

ก๊วงพาเราชมโรงแรม เล่าถึงรายละเอียดต่าง ๆ อย่างภาคภูมิใจ อาจเป็นเพราะเขาไม่ได้ลงแรงปรับปรุงมันเพื่อแค่ให้ทันสมัยขึ้้น แต่ยังทำเพื่อขจัดปมวัยเยาว์ให้หายเป็นปลิดทิ้ง

“ตอนนี้หายแล้วนะครับ หายแล้วจริง ๆ” เขายืนยัน 

“เมื่อก่อนถ้าพูดถึงโรงแรมจะมีแต่ด้านลบ ตอนนี้มีแต่คนคุยกับเราเราในแง่บวกมากขึ้น โรงแรมเป็นยังไงบ้าง คนมาเยอะขึ้นนะ จากที่แทบไม่ทักกันเลย”

แล้วเจ้าของโรงแรมตัวจริงที่เห็นมันทั้งในวันที่รุ่งโรจน์สุดขีดและโรยราสุดขั้วอย่างปู่ล่ะ

“แกไม่ค่อยพูด แต่แกยิ้มแล้วบอกว่า เออ เหมือนตายตาหลับ”

3 Things
you should do

at Sirichai Design Hotel

01

ไหว้พระ 3 ศาลเจ้า กันตังมี 3 ศาลเจ้าหลักที่สายมูห้ามพลาด คือ ศาลเจ้าฮกเกี้ยนก๋งก้วน ศาลเจ้าเก่งจิวโฮ่ยก้วน และศาลปู่เจ้ากันตัง ครบทั้งเรื่องงาน ความรัก และโชคลาภ

02

กินมื้อเช้ารอบตลาดกันตัง รอบ ๆ โรงแรมมีทั้งติ่มซำ บะหมี่ อาหารอิสลาม ให้ได้เลือกทาน และใกล้กันยังมีสถานีรถไฟให้ไปถ่ายรูปชิก ๆ

03

เที่ยว 4 เกาะเมืองตรัง ห่างจากที่พักไปประมาณ 30 นาที จะเจอท่าเรือที่ออกไปดำน้ำ ดูปะการังน้ำตื้นได้ ทั้งที่เกาะกระดาน เกาะมุข และแวะชมความสวยงามของถ้ำมรกต สถานที่ติด 1 ใน 10 Unseen Thailand

Sirichai Design Hotel

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

Avatar

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load