เพื่อจะไปยังจุดหมายของคอลัมน์ Share Location ในวันนี้ เรานั่งรถตรงไปที่ท่าเรือท่าดินแดง สองข้างทางคือการประกอบสร้างทางวัฒนธรรมที่หลากหลายแต่ลงตัว มีตลาดท่าดินแดงซึ่งสะท้อนวิถีชีวิตการจับจ่ายใช้สอยของคนไทย ความเชื่อแบบจีนที่ถูกแสดงออกผ่านศาลเจ้าซำไนเก็ง ไปจนถึงสถานที่อันเป็นจุดหมายปลายทางอย่างคาเฟ่แห่งใหม่ที่คละคลุ้งไปด้วยกลิ่นอายของวัฒนธรรมอินเดีย

สุดถนนท่าดินแดง เราได้พบป้ายสีน้ำตาลขนาดใหญ่ ภายในประกอบไปด้วยภาพเมล็ดกาแฟ ม้วนผ้า รถมอเตอร์ไซค์เวสป้า และข้อความเขียนว่า ‘KAPPRA CAFFE’ (กัปปร้า คาเฟ่) ไม่รอช้า เราเดินเลี้ยวซ้ายตามเครื่องหมายที่ป้ายบอก ระหว่างทางเต็มไปด้วยภาพวาดฝาผนังเป็นแนวยาว ทำเอาอดใจไม่ไหวจนต้องแวะถ่ายรูป ถ่ายไปถ่ายมา รู้ตัวอีกทีก็มาถึงร้านกาแฟหน้าตาน่ารักที่กำลังตามหา Kappra Cafe 

KAPPRA CAFE : เรียนรู้เรื่องผ้า ดื่มชาอินเดีย ชิมอาหารวีแกน ที่คาเฟ่ใหม่ในท่าดินแดง

อาคารขนาดเล็กกะทัดรัด ตกแต่งด้วยสีขาวและโรสโกลด์ เหมือนกำลังส่งเสียงกระซิบชวนให้เราเข้าไปชม ที่เห็นอยู่ด้านหน้าคือชั้นวางที่มีเค้กกับขนมน่ารับประทาน และที่ยืนอยู่สองคนตรงกลางร้าน คนหนึ่งคือชายวัยกลางคนท่าทางใจดีในเสื้อยืดสีเข้ม ผ้าโพกศีรษะสีขาว อีกคนคือสาวในเสื้อเชิ้ตแขนกุดสีดำเข้ากับแว่นสายตาของเธอ ทั้งคู่ใส่หน้ากากอนามัย แต่หากมองทะลุผ่านได้ คงเห็นรอยยิ้มต้อนรับจากสองพ่อลูกเจ้าของร้านเป็นแน่

KAPPRA CAFE : เรียนรู้เรื่องผ้า ดื่มชาอินเดีย ชิมอาหารวีแกน ที่คาเฟ่ใหม่ในท่าดินแดง

แปลงโฉมห้องเก็บผ้าเป็นคาเฟ่เสน่ห์ล้น

“Kappra ในภาษาฮินดี แปลว่าผ้า” 

กุลินนา สิริกุลธาดา ลูกสาวคนโตวัย 22 เริ่มต้นอธิบายที่มาของชื่อคาเฟ่อันเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งก็ดูเป็นชื่อที่อธิบายตัวตนของสถานที่แห่งนี้ได้อย่างหมดจด

เดิมทีที่ตั้งของกัปปร้าเป็นออฟฟิศและห้องเก็บผ้า เพราะต้นตระกูลของกุลินนาทำธุรกิจเส้นด้ายมาตั้งแต่รุ่นคุณปู่ ก่อนส่งต่อมายังรุ่นพ่ออย่าง โกบิน-โกวิทัตย์ สิริกุลธาดา ที่พากิจการสำเร็จไปอีกขั้นผ่านการทอผ้านานาชนิดขายส่งทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นผ้าไทยทั้งสิ้น

KAPPRA CAFE : เรียนรู้เรื่องผ้า ดื่มชาอินเดีย ชิมอาหารวีแกน ที่คาเฟ่ใหม่ในท่าดินแดง

ธุรกิจสิ่งทอดำเนินไปอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลาถึง 30 ปี แต่เมื่อวิกฤตโรคระบาดย่างกราย ธุรกิจขายส่งเริ่มชะลอตัว เจ้าของกิจการที่มีประสบการณ์ตั้งแต่เด็กจึงปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ ลดการขายส่ง แล้วเพิ่มการขายปลีก โดยใช้โซเชียลมีเดียช่วยส่งเสริมการขาย กลายเป็นว่าโดนใจกลุ่มลูกค้าหน้าใหม่เข้าอย่างจัง

 “เมื่อก่อนตรงนี้เป็นที่เก็บผ้า ด้านบนเป็นออฟฟิศ แต่พอลูกค้าเยอะขึ้น ก็เริ่มไม่มีที่ให้ลูกค้านั่ง ก็เลยเกิดไอเดียว่า เรามาเปลี่ยนชั้นล่างเป็นร้านกาแฟเถอะ ส่วนด้านบนก็ทำเป็นโชว์รูมแสดงงานผ้าซะเลย” โกบินเล่าด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

จากห้องเก็บผ้าที่คาดว่าอัดแน่นไปด้วยสิ่งทอนับร้อยนับพันหลา ถูกแปรสภาพเป็นคาเฟ่สุดชิค ให้คนทั่วไปแวะเวียนมาชิมอาหารและกาแฟ แต่สำหรับลูกค้าที่สนใจงานผ้าและสิ่งทอก็เลือกชมได้ตามใจที่สตูดิโอด้านบน ถึงตรงนี้เรากระจ่างแล้วว่า เหตุใดโลโก้ของร้านจึงมีทั้งม้วนผ้าและเมล็ดกาแฟ แต่ที่ยังคิดไม่ตกคือรถมอเตอร์ไซค์ในภาพ

“ในโลโก้ร้านจะเห็นเป็นรูปรถเวสป้า เพราะในวงการสิ่งทอจะใช้รถประเภทนี้ขนส่งผ้า ใช้มาห้าสิบ หกสิบ ปีแล้ว การขนผ้ากับเวสป้าเป็นอะไรที่คู่กัน” คุณพ่อไขข้อข้องใจ

และในเมื่อจะทำร้านกาแฟทั้งที ก็คงดีไม่น้อยหากได้ไอเดียของคนรุ่นใหม่มาเติมเต็ม กุลินนาที่กำลังศึกษาชั้นปีที่ 3 มหาวิทยาลัยนิวยอร์ก จึงตัดสินใจพักการเรียนมาช่วยพ่อทำร้านกาแฟเต็มตัว เพราะในช่วงโควิดที่ต้องเรียนออนไลน์ ต่อให้ตั้งใจเรียนแค่ไหนก็คงไม่มีทางได้รับวิชาที่ควรได้อย่างเต็มที่อยู่แล้ว เธอจึงขอใช้เวลาตรงนี้ นำความรู้ด้านความยั่งยืนที่มีมาเติมแต่ง KAPPRA CAFE ให้เก๋ไก๋ไม่มีใครเหมือน

KAPPRA CAFE : เรียนรู้เรื่องผ้า ดื่มชาอินเดีย ชิมอาหารวีแกน ที่คาเฟ่ใหม่ในท่าดินแดง
KAPPRA CAFE : เรียนรู้เรื่องผ้า ดื่มชาอินเดีย ชิมอาหารวีแกน ที่คาเฟ่ใหม่ในท่าดินแดง

ชิมอาหารวีแกนแสนอร่อย

“ช่วงนี้มีกระแสเรื่องการรักษ์โลก รักสุขภาพ บวกกับครอบครัวเรากินเจมาตั้งแต่เกิดอยู่แล้ว ก็เลยคิดว่าถ้าจะต้องเสิร์ฟอาหาร เราก็อยากเสิร์ฟสิ่งที่ตัวเองกินได้” 

ลูกสาวครอบครัวที่นับถือศาสนาซิกข์ นิกายนามธารี ซึ่งเป็นมังสวิรัติเคร่งครัด เล่าถึงจุดเริ่มต้นที่อยากให้กัปปร้าเป็นคาเฟ่ที่จำหน่ายเฉพาะอาหารวีแกน ซึ่งเป็นอาหารที่ปราศจากผลิตภัณฑ์จากสัตว์แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ พูดง่าย ๆ ว่าทุกเมนู ทั้งอาหาร ขนม ชา หรือกาแฟ ต้องไม่มีชีส ไข่ และห้ามใช้นมเป็นวัตถุดิบ ด้านพ่อของกุลินนาที่ก่อนหน้านี้ แม้จะกินมังสวิรัติแต่ก็ชอบดื่มนม จึงต้องปรับตัวยกใหญ่เพื่อใช้ชีวิตแบบวีแกน เขาเริ่มต้นขีดเส้นอย่างจริงจังว่าผลิตภัณฑ์จากสัตว์ไม่ได้เป็นของมนุษย์

“วัวผลิตนมเพื่อลูกวัว ไม่ใช่ลูกคน ผึ้งผลิตน้ำผึ้งเพื่อผึ้ง ไม่ใช่เพื่อคน ตอนแรกก็กลัวนะ ไม่รู้ว่าจะทำได้มั้ย ก็ขอลองสิบห้าวัน สุดท้ายลองมาจะครบปีแล้ว ก็ทำได้นะ” โกบินเล่าอย่างภูมิใจเหนือโต๊ะกระจกทรงกลมที่มีอาหารเรียงราย

KAPPRA CAFE : เรียนรู้เรื่องผ้า ดื่มชาอินเดีย ชิมอาหารวีแกน ที่คาเฟ่ใหม่ในท่าดินแดง

ดูเหมือนว่าการช่วยโลกที่ง่ายที่สุดเท่าที่มนุษย์คนหนึ่งจะทำได้อาจเริ่มต้นจากการงดบริโภคเนื้อสัตว์ เพราะเนื้อสัตว์เป็นอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานมหาศาลในกระบวนการผลิต ซึ่งนับวันก็ยิ่งทำลายสิ่งแวดล้อมไปเรื่อย ๆ คาเฟ่แห่งนี้จึงเป็นเหมือนแรงผลักดันเล็ก ๆ ที่อยากช่วยให้คนหันมาตระหนักถึงปัญหานี้มากยิ่งขึ้น และต่อให้ลูกค้าที่แวะเวียนเข้ามาไม่รู้จักวีแกนนี้มาก่อน หนึ่งมื้อที่มาที่นี่ เขาก็จะมีส่วนช่วยโลก ทั้งยังอาจจะได้รับความรู้เรื่องอาหารวีแกนติดตัวกลับไป

“หลายคนก็ไม่รู้หรอกว่าที่นี่เป็นคาเฟ่วีแกน ลูกค้าส่วนใหญ่ก็เป็นศิลปินที่เข้ามาวาด เขียน หรือดูผ้า ระหว่างคิดไอเดียสร้างสรรค์ เขาอาจจะอยากกินอะไรอร่อย ๆ ก็เลยสั่งโดยที่ไม่รู้ พอกินเสร็จถึงจะถามว่านี่คือเมนูอะไร นมอะไร เราก็ได้โอกาสเล่าเรื่อง Veganism ให้เขาฟัง ไม่มีนม ไม่มีเนย แต่คุกกี้ก็อร่อยและหวานได้ แค่นี้ก็ดีใจมากแล้ว เพราะนี่เป็นหนึ่งมื้อที่เขาได้ลดมลพิษให้โลก ไม่ว่าเขาจะรู้หรือไม่รู้ตัวก็ตาม แต่มันก็เป็นก้าวเล็ก ๆ ที่ดีและมีคุณค่า”

หลังพกความตั้งใจอันเต็มเปี่ยม เธอและพ่อก็จัดแจงสร้างสรรค์เมนูวีแกนแสนอร่อย ไม่เพียงงดใช้เนื้อสัตว์ แต่ส่วนผสมที่นำมาทดแทนต้องมีคุณภาพ ที่สำคัญต้องถูกปากลูกค้า ทั้งคู่ปรึกษาเชฟอาหารวีแกนอย่าง Tida Wei ก่อนร่วมกันวางคอนเซ็ปต์เมนู Plant-based ที่ผสมผสานวัฒนธรรมอินเดียเข้ากับอัตลักษณ์ของท่าดินแดง จนได้เป็นเมนูสุดสร้างสรรค์ที่เสิร์ฟในขนาดพอเหมาะ หั่นเป็นชิ้น กินกับมื้อได้ เลือกผ้าไปกินไปก็หายห่วง 

และนี่คือ 5 เมนูที่เราอยากชวนให้คุณลองเมื่อแวะไปกัปปร้า คาเฟ่

KAPPRA CAFE : เรียนรู้เรื่องผ้า ดื่มชาอินเดีย ชิมอาหารวีแกน ที่คาเฟ่ใหม่ในท่าดินแดง
  1. น้ำตกหมูย่าง ที่ใช้เห็ดและขนุนแทนเนื้อหมู ก่อนชูรสด้วยซอสน้ำจิ้มแจ่วสูตรโฮมเมด เสิร์ฟบนขนมปังซาวโดวจ์ที่เหนียว นุ่ม ย่อยง่าย ถึงขนาดที่ว่า ตอนเขียนยังน้ำลายสอ อยากขอกินอีกหลาย ๆ รอบ
  2. สโมค 24 แครอท แครอทรมควันที่ถูกสร้างสรรค์ดั่งงานศิลปะจนคนกินได้กลิ่นท้องทะเล คลุกเคล้ากำลังดีกับวาซาบิซูพรีมครีม ตบท้ายด้วยการโรยคาเวียร์สูตรวีแกน อร่อยเพลินจนลืมว่าเมนูนี้ไม่มีเนื้อ
  3. ‘เอนเจล’ อาซาอิ เบอร์รี่ โบว์ล ชุ่มฉ่ำกับเนื้อผลไม้นานาชนิด ทั้งสตรอว์เบอร์รี่ เมลอน อัลมอนด์ ไปจนถึงอาซาอิ เบอร์รี่ ผลไม้มากคุณประโยชน์จากบราซิลที่กำลังมาแรงสุด ๆ ในแวดวงคนรักสุขภาพ
KAPPRA CAFE : เรียนรู้เรื่องผ้า ดื่มชาอินเดีย ชิมอาหารวีแกน ที่คาเฟ่ใหม่ในท่าดินแดง
  1. คลาสสิก ช็อกชิพ คุกกี้ ไม่ใช้นม ไม่ใส่เนย แต่ เฮ้ย! หอม กรอบ อร่อย แบบที่สาวกคุกกี้และช็อกโกแลตจะติดใจตั้งแต่คำแรก
  2. ซิกเนเจอร์ เดอร์ตี้ หนึ่งในกาแฟวีแกนสูตรแรก ๆ ของกรุงเทพฯ ที่ขมอมหวานกำลังดี เหมาะสำหรับผู้ที่ชอบดื่มกาแฟเบา ๆ และก่อนดื่มก็แชะภาพลงอินสตาแกรมได้ด้วยเพราะกาแฟสวยมาก

นอกจากนี้ อีกหนึ่งเมนูชวนลองคงหนีไม่พ้นชาอินเดีย ที่สองพ่อลูกย้ำแล้วย้ำอีกว่า ยากมากกว่าจะได้สูตรที่ลงตัว 

“เครียดมากตอนที่คิดว่าต้องทำชาอินเดียแบบไม่มีนม กว่าจะได้สูตรนี้มาต้องให้ยายเขาที่อายุเจ็ดสิบกว่าลองชิม เขาดื่มจนจะหมด เราถึงเฉลยว่าแก้วนี้ไม่มีนม เขางงมาก พูดเป็นเล่น เรายืนยันกับเขาว่าเรื่องจริง ยายก็ว่า งั้นโอเค ผ่าน!” โกบินเล่าอย่างออกรส

เคล็ดลับที่แท้จริงของชาอินเดียแบบฉบับกัปปร้า คือการใช้นมถั่วเหลือง Bonsoy แทนนมวัว จนได้รสสัมผัสที่แม้แต่คุณยายที่ทำชามาทั้งชีวิตยังติดใจ ยิ่งไปกว่านั้น ส่วนผสมในทุกคำของกัปปร้ายังไม่ได้นำเข้ามาจากที่ไหน แต่หาได้จากในไทยทั้งสิ้น ช็อกโกแลตที่กินมาจากชุมพร เมล็ดกาแฟมาจากภาคเหนือ หรือน้ำมันที่ใช้ประกอบอาหารก็เป็นน้ำมันมะพร้าวของไทย แม้การใช้ส่วนผสมในท้องถิ่น โดยเฉพาะเมื่อนำมาปรุงเป็นเมนูวีแกนจะมีต้นทุนสูง แต่กัปปร้า คาเฟ่ก็เชื่อว่า สิ่งที่พวกเขาทำคือก้าวเล็ก ๆ ที่สำคัญ และเมื่อถึงวันหนึ่งที่มีคนนิยมทานวีแกนมากพอ ต้นทุนของวัตถุดิบก็จะถูกลง และแนวโน้มต่าง ๆ ในสังคมก็จะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น

เมื่อทั้งครอบครัวรวมตัวผลักดันเรื่องความยั่งยืน

เมื่อเหตุผลในการเนรมิตเมนู Plant-based ของสองพ่อลูกตั้งต้นจากแนวคิดเรื่องความยั่งยืน (Sustainable) เราจึงขอถามทั้งคู่ต่อในประเด็นนี้

กุลินนาเดินไปหยิบบางอย่างที่หลังร้าน ในขณะที่โกบินเริ่มเล่า ชายเชื้อสายอินเดียบอกว่า ความตั้งใจเรื่องการรักษาสิ่งแวดล้อมมาจากลูกสาว ก่อนถูกต่อยอดเป็นคอนเซ็ปต์หลักของร้านที่ต้องการลดการทำลายโลกในทุกองค์ประกอบ แพ็กเกจจิ้งทั้งหมดของร้านพยายามเลี่ยงการใช้พลาสติกให้มากที่สุดเท่าที่มากได้ ยอมจ่ายแพงกว่าแลกกับการแสดงให้ผู้อื่นเห็นว่า ธุรกิจและความยั่งยืนไปด้วยกันรอด 

“เราอยากให้องค์กรต่าง ๆ ทำเหมือนกัน หรือในวงการผ้าเอง ทุกวันนี้เราก็ให้ความสำคัญกับผ้ารีไซเคิลมากขึ้น ซึ่งก็ได้รับการตอบรับที่ดีมาก ๆ จากเด็กรุ่นใหม่” คุณพ่อสรุป ก่อนที่ลูกสาวจะเดินออกมาพร้อมกล่องใส่อาหารจากเส้นใยพืชที่ไม่ผ่านกระบวนการเคมีในขั้นตอนผลิต กัปปร้าใช้วัสดุชนิดนี้ทุกทีที่ลูกค้าสั่งอาหารกลับไปทานที่บ้าน กล่องขนาดเท่าฝ่ามือตรงหน้าใช้ต้นทุนมากกว่ากล่องโฟมหรือพลาสติกเกือบสิบเท่า

“เราตั้งเป้าไว้แต่แรกว่าจะไม่ให้กัปปร้าเป็นแบรนด์ที่ทิ้งพลาสติกไว้บนโลกอีกหลายร้อยปี ลูกหลานเราตายแล้ว แต่สิ่งที่ทิ้งจากร้านเรายังอยู่ เราไม่เอาแบบนั้น” 

เธอพูดอย่างมั่นใจ และเราก็เชื่อ เพราะตอนจัดงานเปิดตัวร้านเมื่อต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมา กัปปร้าก็เชิญชวนให้ทุกคนร่วมสนับสนุนโครงการ Big Tree โดยแทนที่ลูกค้าจะจ่ายเงินซื้ออาหารใน 5 วันแรก ทางร้านกลับนำเงินทั้งหมด รวมกับเงินสดส่วนตัวในจำนวนเท่ากัน บริจาคให้โครงการเพื่อนำไปใช้ดูแลต้นไม้ใหญ่ทั่วประเทศ กุลินนาเชื่อว่า จริง ๆ แล้ว ต้นไม้ใหญ่ที่มีอายุกว่า 50 ปีคือสิ่งที่ดูแลและเป็นร่มเงาให้กับมนุษย์ แต่วันนี้คนไทยกลับนิยมปลูกต้นไม้ต้นใหม่มากกว่าดูแลรักษาต้นไม้ใหญ่ที่เก่าแก่

KAPPRA CAFE : เรียนรู้เรื่องผ้า ดื่มชาอินเดีย ชิมอาหารวีแกน ที่คาเฟ่ใหม่ในท่าดินแดง

ปัจจุบัน ปรีตี สิริกุลธาดา คุณแม่ของกุลินนารักต้นไม้มากถึงขึ้นมีผลิตภัณฑ์ปุ๋ยเป็นของตนเอง คุณพ่อก็เป็นเจ้าแรก ๆ ของไทยที่ให้ความสำคัญกับการรีไซเคิลผ้าโพลีเอสเตอร์ ส่วนน้องสาวของเธอก็ตระหนักถึงปัญหาสิ่งแวดล้อม นี่จึงเป็นเหมือนการผลักดันซึ่งกันและกันของสมาชิกในครอบครัว และอีกไม่นาน หากกิจการคาเฟ่เริ่มเข้าที่และสถานการณ์โรคระบาดดีขึ้น เธอจะกลับไปเรียนที่นิวยอร์กอีกครั้ง แนวคิดเรื่องความยั่งยืนในอีกซีกโลกก้าวหน้ากว่าไทยมาก จนเธออยากนำสารพัดไอเดียมาปรับใช้ในประเทศบ้านเกิด

“เราชอบไอเดียคอมมูนิตี้การ์เด้นมาก ๆ เมื่อก่อนนิวยอร์กเต็มไปด้วยมลพิษ คนป่วยเยอะมาก จนมีกลุ่มผู้หญิงผิวดำสูงอายุช่วยกันเอาปุ๋ย เอาเมล็ดพันธุ์ไปปลูก จนทำให้สังคมเริ่มตระหนักถึงปัญหาสิ่งแวดล้อม ทุกวันนี้นิวยอร์กมีพื้นที่สีเขียวเยอะขึ้นมาก กลุ่มที่ริเริ่มก็ดีใจกันมาก เราซาบซึ้งกับสิ่งที่เขาทำและอยากเอาความรู้ตรงนั้นกลับมาทำที่นี่”

และอีกไม่นาน ที่ชั้น 5 ซึ่งเป็นดาดฟ้าของคาเฟ่ก็จะเริ่มปลูกต้นไม้เช่นกัน เราเริ่มอดใจไม่ไหว อยากเห็นสวยลอยฟ้าของที่นี่บ้างจัง

KAPPRA Graffiti และวิถีชุมชนท่าดินแดง

อีกหนึ่งสิ่งที่สอดแทรกอยู่แทบทุกองค์ประกอบของกัปปร้า คาเฟ่ คือร่องรอยของชุมชนท่าดินแดง สองพ่อลูกแสดงออกอย่างแรงกล้าว่า ต้องการให้ร้านเป็นส่วนหนึ่งที่ร่วมสร้างชุมชนให้เติบโตอย่างยั่งยืน ทั้งคู่แบ่งปันข้อมูลกับร้านกาแฟในย่าน เพื่อสร้างเป็นคอมมูนิตี้ที่แข็งแรงและอบอุ่น ถัดไปจากกัปปร้าก็ยังมี Deep Root Cafe, บ้านอากง อาม่า และร้านน่าสนใจอีกมากมาย

“วันหน้าถ้าคนมาเดินเที่ยวที่นี่มากขึ้นก็ได้ประโยชน์ร่วมกันทั้งสังคม ในซอยก็อาจจะค้าขายดีขึ้น สร้างงานสร้างอาชีพมากขึ้น เราอยากให้คนที่มาเห็นถึงความหลากหลายของท่าดินแดง ที่นี่ไม่ได้มีแค่ร้านกาแฟอย่างเดียว ถ้าคุณเป็นคอกาแฟก็มาได้ ชอบศิลปะก็มี รักผ้าก็มี เราอยากชวนยังไงก็ได้ให้คุณมาชุมชนนี้ โดยไม่จำเป็นต้องจบที่ร้านเรา” ผู้เป็นพ่อเล่าให้ฟัง

ชิมอาหารวีแกนยามเที่ยง จิบชาอินเดียยามบ่าย แล้วคุยเรื่องผ้าแบบสบาย ๆ ที่ KAPPRA CAFE ร้านทรงเสน่ห์แห่งท่าดินแดง

เพราะเหตุนี้ กำไรของกัปปร้าแทบทั้งหมดจึงย้อนกลับไปที่ชุมชน ตั้งแต่ทำธุรกิจทอผ้า เจ้าของกิจการก็รังสรรค์กิจกรรมเพื่อชุมชนมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการออกไปทำความสะอาด แจกอาหารให้คนในละแวก ไปจนถึงการให้ทุนการศึกษาแก่ลูกหลานของมอเตอร์ไซค์วินท่าดินแดง แลกกับการดูแลต้นไม้ในสวนของแม่ปรีตี

มากไปกว่านั้น เราก็เพิ่งได้รู้ความจริงว่า คาเฟ่ที่นั่งอยู่เป็นฝีมือการออกแบบของนักเรียนและนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยในละแวก องค์ประกอบต่าง ๆ ทั้งภายในและภายนอกถูกออกแบบโดยนักศึกษาชั้นปีที่ 3 มหาวิทยาลัยศิลปากร ส่วนภาพวาดบนกำแพงเป็นจินตนาการของนักเรียนจากวิทยาลัยเพาะช่าง 

“เรากับคุณพ่อเดินเข้ามหาลัย ตรงไปหาอาจารย์แล้วถามเขาว่า มีเด็กที่พอมีฝีมือมั้ย เรามีโปรเจกต์แบบนี้ อยากให้นักเรียนนักศึกษาในชุมชนท่าดินแดงได้แสดงฝีมือ เรามีทุนการศึกษาเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้เป็นการตอบแทน เขาอาจจะไม่มีพอร์ตงานมาโชว์ แต่เราเชื่อมั่นในตัวเขา บอกเขาว่านี่คือชุมชนของคุณ คุณอยากให้คนที่มาได้เห็น ได้รู้อะไร ก็วาดได้เต็มที่”

ชิมอาหารวีแกนยามเที่ยง จิบชาอินเดียยามบ่าย แล้วคุยเรื่องผ้าแบบสบาย ๆ ที่ KAPPRA CAFE ร้านทรงเสน่ห์แห่งท่าดินแดง

กุลินนานำไอเดียการออกแบบของนักศึกษาครึ่งหนึ่ง ผสมกับรสนิยมของตัวเองอีกครึ่งหนึ่ง จนได้เป็นหน้าตาของร้านแบบที่ใครเห็นเป็นต้องแวะมอง ด้านกราฟฟิตี้ด้านหน้าที่เราแวะถ่ายรูปตั้งแต่ตอนมาถึงก็สะท้อนธรรมชาติ ลวดลายของผ้า ตลอดจนอารยธรรมอินเดียได้อย่างลงตัว โกบินเล่าคอนเซ็ปต์ให้นักเรียนฟังทั้งเรื่องความยั่งยืน อาหารวีแกน ตลอดจนสิ่งทอ ก่อนพวกเขาจะต่อยอดเป็นกำแพงที่มีลวดลายน่าประทับใจ

“เหลือกำแพงอีกส่วนหนึ่งที่คิดว่าอยากใส่ประวัติศาสตร์ของท่าดินแดงเข้าไป วันหน้าใครมาตรงนี้จะได้รู้ว่าที่นี่มีความเป็นมาอย่างไร ตรงข้ามเป็นสำเพ็ง เยาวราช แต่ก่อนมีถนนน้อย ต้องขนส่งทางแม่น้ำ เราอยากให้คนรุ่นหลังได้รู้เรื่องราวเหล่านี้” หัวหน้าครอบครัวแห่งท่าดินแดงเอ่ยอย่างภาคภูมิ

Fabric Studio โชว์รูมผ้าที่เข้าใจลูกค้ามากกว่าใคร

เมื่อเหลือบไปมองขวามือของร้าน จะเห็นลานขนาดย่อมที่มีม้วนผ้านานาชนิดตั้งอยู่ ป้ายไฟเขียนว่าบริเวณที่เรากำลังดูคือ Cutting Studio โซนที่พร้อมตัดแต่งผ้าสำหรับลูกค้าที่มาพร้อมความตั้งใจส่วนตัว แต่ก่อนจะทำการตัด ผู้ที่มาก็ควรได้เลือกก่อนว่าตนเองต้องการอะไร จึงถึงเวลาที่เราจะไปสำรวจชั้นสองของที่นี่

ชิมอาหารวีแกนยามเที่ยง จิบชาอินเดียยามบ่าย แล้วคุยเรื่องผ้าแบบสบาย ๆ ที่ KAPPRA CAFE ร้านทรงเสน่ห์แห่งท่าดินแดง

หน้าบันไดมีหลอดไฟชมพูเหลืองส่งแสงเรือง ๆ ขดเป็นคำว่า Fabric Studio พ่อลูกนำทางเราขึ้นไปชั้นบน สู่ดินแดนที่เป็นดังสรวงสวรรค์ของบรรดาคนรักผ้าทั้งปวง

ในโชว์รูมแห่งนี้มีงานผ้าหลากสี หลายประเภท ตั้งแต่ผ้าแฟชั่น กันเปื้อน กันไฟ ผ้าที่ทำจากพืชอย่างกันชง ไปจนถึงสิ่งทอที่ใช้ในครัวเรือนอย่างผ้าม่าน โซฟา ตลอดจนผ้าสำหรับทำที่นั่งติดรถยนต์สำหรับเด็ก ทางซ้ายมือเต็มไปด้วยสมุดเล่มหนารวมลายผ้านานาชนิดเท่าที่มีอยู่ในคลัง ซึ่งสมุดทุกเล่มทำจากกระดาษรีไซเคิล ตรงกลางห้องคือตัวอย่างผ้ากองพะเนิน ที่เตะตาที่สุดเห็นจะเป็นผ้าแคนวาสพิมพ์ลาย ซึ่งทุกหลาทำมาจากผ้ารีไซเคิลร้อยเปอร์เซ็นต์ และสุดท้ายทางขวามือคือบริเวณสำหรับนั่งคิด นั่งคุย ที่สองพ่อลูกจะนัดที่ปรึกษามาโยนไอเดียกับลูกค้าเพื่อหาสิ่งที่ดีที่สุด ด้านหลังจึงเห็นเป็นกระดาษโพสต์อิทแผงใหญ่ที่ลูกค้าใช้บรรยายความรู้สึกที่ได้ทำงานร่วมกับพนักงานขายแต่ละคน

ชิมอาหารวีแกนยามเที่ยง จิบชาอินเดียยามบ่าย แล้วคุยเรื่องผ้าแบบสบาย ๆ ที่ KAPPRA CAFE ร้านทรงเสน่ห์แห่งท่าดินแดง
ชิมอาหารวีแกนยามเที่ยง จิบชาอินเดียยามบ่าย แล้วคุยเรื่องผ้าแบบสบาย ๆ ที่ KAPPRA CAFE ร้านทรงเสน่ห์แห่งท่าดินแดง

“ที่นี่เป็นสตูดิโอที่มีลูกค้าหลากหลายมาก จะดีไซน์เนอร์หรือคนทั่วไปก็เข้ามารู้ มาฟังนวัตกรรมการทำผ้าได้ เขาไปพาหุรัด อาจจะไม่มีคนให้คำปรึกษา แต่ถ้ามาที่นี่ ใครเข้ามาก็คุยกับเราได้ฟรี เราช่วยบอก ช่วยสอน บางทีไม่ใช่แค่สอนเรื่องผ้า แต่คุณพ่อสอนถึงขั้นว่า ถ้าอยากเปิดบริษัทต้องทำยังไง” ลูกสาวเริ่มเล่า ก่อนคุณพ่อเล่าต่อ

“เคยเจอเด็กเดินเข้ามาแล้วบอกว่า พี่ หนูไม่รู้อะไรเรื่องผ้าเลยนะ แต่อยากมีแบรนด์ เราก็เลยเริ่มรวบรวมรายชื่อช่างตัดผ้า พอเจอเด็กแบบนี้อีกก็จะบอกเขาได้ว่า ถ้าจะตัดแนวนี้ควรไปหาช่างคนไหน ก็ช่วยจับคู่ให้เขา เราไม่จำเป็นต้องได้ขายทุกครั้ง คิดแค่ว่า ถ้าช่วยอะไรได้นิดหน่อย เราก็ช่วย ที่นี่จึงเต็มไปด้วยความรู้สึกที่ดีต่อกัน”

เรื่องราวที่เราประทับใจคือครั้งหนึ่ง โกบินสนใจอยากซื้อรองเท้าผ้าใบที่ทำจากผ้ารีไซเคิลของแบรนด์ Maddy Hopper แต่กลายเป็นว่าสีที่ต้องการหมด ต้องรอผลิตเป็นเวลานาน เจ้าของกิจการทอผ้าจึงไม่รอช้า ชวนธุรกิจรองเท้ามาพูดคุย เพราะอยากช่วยให้เขาขายสินค้าได้โดยที่ของไม่หมดสต็อก จากที่เคยดีไซน์ผ้าจำหน่ายอย่างน้อยครั้งละหมื่นหลา โกบินก็ยอมลดอัตราการผลิตเหลือเพียงห้าร้อยหลาเพื่อให้ตรงกับทุนการผลิตของ Maddy Hopper พร้อมเสนอไอเดียผ้ารีไซเคิลกันเปื้อนเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกเผื่อแบรนด์รองเท้าจะสนใจ

พื้นที่แห่งนี้จึงเป็นของทุกคนที่อยากสร้างสรรค์งานผ้าอย่างแท้จริง เพราะสองพ่อลูกรู้ดีว่าการเลือกสิ่งทอเป็นเรื่องของรสนิยมส่วนตัว ดังนั้น สิ่งสำคัญคือทุกคนบนชั้นนี้ต้องรู้สึกผ่อนคลายและมีอิสระเต็มที่ที่จะใช้จินตนาการแต่งแต้มลงบนผ้าทุกผืน และควรได้เลือกเส้นใยที่ตรงกับความต้องการในจังหวะเวลาที่เหมาะสมที่สุด หากลูกค้าต้องการผ้าแค่หลาเดียว ที่นี่ก็ยินดีจำหน่าย ถ้าอยากออกแบบลายเอง ทางร้านก็เต็มใจนั่งคุย เพื่อนำไปสู่การถักทอที่ตรงใจ หรือถ้ามากับแก๊งเพื่อนเพื่อเลือกผ้าตัดเป็นชุดเข้าธีมก็ทำได้

ชิมอาหารวีแกนยามเที่ยง จิบชาอินเดียยามบ่าย แล้วคุยเรื่องผ้าแบบสบาย ๆ ที่ KAPPRA CAFE ร้านทรงเสน่ห์แห่งท่าดินแดง

“เราช่วยลูกค้าคิด คุณจะขายยังไง ขายทางไหน ถ้าผ่านอินสตาแกรมก็น่าจะราคาประมาณนี้ สีประมาณนี้ ที่ปรึกษาของที่นี่จะช่วยคิด บางทีเราก็ขายหลาเดียวกัน ให้เขาลองตัดชุดเดียวเพื่อถ่ายรูป ถ้าขายได้ ค่อยมาซื้อจากเราในปริมาณมากขึ้น เราอยากให้เขาเริ่มต้นธุรกิจโดยเสียหายน้อยที่สุด อยากให้เขามารู้จักผ้าได้ง่ายที่สุด เพราะจริงๆ แล้วงานผ้าไม่ใช่สิ่งน่ากลัว” สองพ่อลูกร่วมกันสรุป

เกร็ดความรู้จากสตูดิโอสิ่งทอ

“เวลาไปเปิดบูธที่เยอรมนี ผ้าของเราจะมีคำว่า Made in Thailand ซึ่งคนทั่วโลกให้ความสำคัญกับสิ่งนี้มาก เขาเชื่อมั่นในฝีมือของไทย แต่ปัญหาคือทุกวันนี้เราไม่ได้แข็งแกร่งเท่าเมื่อก่อน”

ในวันที่กิจการทอผ้าถูกท้าทายโดยมหาอำนาจที่มีเทคโนโลยีการผลิตครบมือ คำถามคือโกบินมีกลยุทธ์ในเส้นทางสายนี้อย่างไร ไหนๆ ก็อยู่ที่ Fabric Studio เราจึงอดไม่ได้ที่จะขอความรู้จากผู้ที่คร่ำหวอดในวงการเสียหน่อย

“ถ้าผมสู้กับจีน ผมก็แพ้วันยังค่ำ ต่อให้ยอมขายขาดทุนก็ยังแพงกว่าผ้าจากจีน เพราะต้นทุนเขาถูกกว่า ฐานการผลิตเมืองไทยสู้จีนไม่ได้ ตอนปี 94-95 โรงทอผ้าในไทยปิดไปเกือบพันแห่ง สิ่งเดียวที่เราจะสู้เขาได้คือการออกแบบ เราจึงต้องมีลวดลายหรือผ้าแบบใหม่ ๆ อยู่เสมอ”

ประสบการณ์กว่า 20 ปี ทำให้วันนี้โกบินเลือกที่จะปรับตัวเพื่อต่อสู้กับฐานการผลิตยักษ์ใหญ่ วันนี้เขาอยากเรียกตัวเองว่าดีไซน์เนอร์ ที่แม้หลายครั้งจะออกแบบแล้วไม่มีคนซื้อ แต่เขาก็ยืนยันจะไม่หยุดออกแบบ เพราะนี่คือธุรกิจเดียวของครอบครัว ไม่มีธุรกิจสำรอง จึงขอออกแบบและทอต่อไปเรื่อย ๆ และถ้าหากลวดลายไหนต้องย้อมหรือพิมพ์ก็จะส่งต่อให้บริษัทที่ทำธุรกิจร่วมกันมาตลอดช่วยต่อยอดผลงาน

ชิมอาหารวีแกนยามเที่ยง จิบชาอินเดียยามบ่าย แล้วคุยเรื่องผ้าแบบสบาย ๆ ที่ KAPPRA CAFE ร้านทรงเสน่ห์แห่งท่าดินแดง
ชิมอาหารวีแกนยามเที่ยง จิบชาอินเดียยามบ่าย แล้วคุยเรื่องผ้าแบบสบาย ๆ ที่ KAPPRA CAFE ร้านทรงเสน่ห์แห่งท่าดินแดง

ผู้เป็นพ่อยกตัวอย่างให้เราเห็นภาพการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมสิ่งทอเพิ่มเติมว่า จากที่สมัยก่อนประเทศไทยผลิตผ้าซาตินหรือผ้าต่วนใช้เองทั้งหมด มาวันนี้กลับเหลือผ้าซาตินไทยไม่ถึงห้าเปอร์เซ็นต์ นอกนั้นเป็นสินค้าจากจีน แม้จะเหลือเพียงน้อยนิด ผ้าซาตินไทยก็ยังเป็นที่ต้องการในตลาดเฉพาะกลุ่มอยู่ เพราะสินค้าจากแดนมังกรไม่สามารถใช้วิธีการผลิตที่จำเพาะต่อความต้องการของลูกค้าทุกรายได้

“เขาต้องการต่วน 110 กรัม ทั้งที่ทั่วไปของต่วนคือแค่ 95 กรัม เราก็ผลิตให้เขาเอาไปทำกางเกงมวยที่สีไม่ตก จุดแข็งอย่างหนึ่งที่เรามีคือเราควบคุมกระบวนการผลิตให้เป็นไปตามความต้องการของลูกค้ารายย่อยแบบที่จีนทำไม่ได้”

ทั้งนี้ โกบินยังหันมาพัฒนาผ้าที่ทอจากพืชอย่างกัญชง เพราะเป็นวัสดุที่ใช้น้ำเพียงหนึ่งในสามของการผลิตผ้าฝ้าย อายุการใช้งานมากกว่า ผิวสัมผัสนิ่มกว่า ดูดซับน้ำได้ดีกว่า อีกทั้งยังเป็นพืชที่ดูแลได้ง่ายเพราะทนต่อแมลงศัตรูพืช 

แล้วทำไมคนไทยไม่ใช้ผ้ากัญชงตั้งนานแล้ว เราสงสัย

“ก็เพราะกัญชงนำไปทำยาเสพติดได้ ทุกรัฐบาลสมัยก่อนจึงห้ามปลูกกัญชงในประเทศ แต่ทุกวันนี้ก็เริ่มมีแล้ว” เจ้าของกิจการตอบทุกคำถามจนเรามั่นใจว่า ใครก็ตามที่เข้ามาใน Fabric Studio จะต้องได้ความรู้เรื่องผ้ากลับไปไม่มากก็น้อย

ชิมอาหารวีแกนยามเที่ยง จิบชาอินเดียยามบ่าย แล้วคุยเรื่องผ้าแบบสบาย ๆ ที่ KAPPRA CAFE ร้านทรงเสน่ห์แห่งท่าดินแดง

ไม่ใช่คู่แข่ง แต่คือคนที่มีความตั้งใจเดียวกัน

หลังทัวร์จนทั่วโชว์รูมจัดแสดงผ้า เราก็ลงบันไดกลับมายังคาเฟ่อีกครั้ง พร้อมโยนคำถามสุดท้ายให้สองพ่อลูก “อะไรทำให้เชื่อว่าร้านที่ขายอาหารวีแกนจะไปรอด โดยเฉพาะในช่วงโควิดแบบนี้”

“เราว่ายิ่งกว่าไปรอด มันจะไปได้ไกล เพราะเราทำทั้งหมดนี้ด้วยใจ ทุกคนที่เข้ามามีแต่คำชมเกี่ยวกับสิ่งที่เราทำ เขามาครั้งหนึ่งแล้วก็กลับมาใหม่ พาแฟน พาแม่ พาเพื่อนมา คอมมูนีตี้ของคนที่กินวีแกน คนรักผ้า และคนที่เห็นความสำคัญของสิ่งแวดล้อมมีแต่จะเติบโตขึ้นเรื่อยๆ หรือหลายครั้ง คนในชุมชนนี้ก็แวะเวียนเข้ามาเหมือนกัน ดังนั้น ถ้าเรายังทำตามความตั้งใจของเราอยู่ ลูกค้าก็จะวนกลับมา ธุรกิจก็จะไปต่อได้” กุลินนาตอบทันควัน

ใต้ไฟสีเหลืองนวลในร้านสีขาว ลูกสาวและคุณพ่ออยากส่งต่อสิ่งที่ตัวเองเชื่อผ่านคาเฟ่อายุไม่ถึงเดือน ทั้งคู่ตั้งใจเปิดเผยข้อมูลทุกมุมของร้านอย่างเต็มที่ หากใครถามว่าวัตถุดิบนี้ได้จากที่ไหน พวกเขาก็ยินดีตอบ เพราะความตั้งใจเริ่มแรกคือ หากกัปปร้าประสบความสำเร็จ กิจการที่จัดสรรวัตถุดิบมาให้ก็ควรประสบความสำเร็จเช่นเดียวกัน กุลินนาและโกบินพร้อมช่วยโฆษณาให้คนไปอุดหนุนธุรกิจพันธมิตรโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย

แล้วถ้ามีคนทำตามแล้วทำได้ดีกว่าล่ะ 

“จะยิ่งดีเลย นี่แหละจะตอบคำถามที่ว่าร้านจะไปรอดได้ยังไง ร้านจะไปรอดเพราะคนอื่นที่ทำได้ดีกว่าจะช่วยเรา กลุ่มที่ใหญ่ขึ้นจะช่วยให้ธุรกิจทั้งหมดไปต่อได้” คุณพ่อตอบ

“ใช่ ถ้าเขาทำได้ดี เราไม่มีทางโกรธเลยนะ เพราะเราเองก็ได้บุญด้วย ยิ่งร้านวีแกนเติบโต เรายิ่งแฮปปี้ เราไม่คิดว่าเขาเป็นคู่แข่ง เพราะพวกเขาคือคนที่มีความตั้งใจแบบเดียวกัน สุดท้ายนี่คือคอมมูนี้ตี้ของวีแกนที่ทุกคนช่วยเหลือกัน” ลูกสาวตอบด้วยรอยยิ้ม

ชิมอาหารวีแกนยามเที่ยง จิบชาอินเดียยามบ่าย แล้วคุยเรื่องผ้าแบบสบาย ๆ ที่ KAPPRA CAFE ร้านทรงเสน่ห์แห่งท่าดินแดง

KAPPRA CAFE

ที่ตั้ง : 437/22 ถนนท่าดินแดง แขวงสมเด็จเจ้าพระยา เขตคลองสาน กรุงเทพฯ 10600 (แผนที่)

วัน-เวลาทำการ : จันทร์ – ศุกร์ 9.00 – 18.00 น. เสาร์ – อาทิตย์ 9.00 – 17.00 น.

โทรศัพท์ : 080-080-4061

Facebook : Kappra Cafe

Website: Kappra Cafe

Writer

สิรวิชญ์ บุญประสิทธิการ

มนุษย์ภูเก็ต เด็กนิเทศที่ทำงานพิเศษเป็นนักเล่าเรื่อง โกโก้ หนัง และฟุตบอล ช่วยให้เข้านอนอย่างมีคุณภาพ

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

Share Location

รวมสถานที่สวยและดีที่อยากชวนคุณแวะเวียนไปช่วงวันหยุด

ร้านกาแฟขายคู่กับอะไรได้อีกในความคิดของคุณ

ประเมินประมาณความนิยม แน่นอนว่ายืนหนึ่งต้องยกให้เมนูเบเกอรี่ บ้างนำเสนอขนมไทยโบราณ เชื่อไหมว่าบางแห่งมีบริการขนมจีนน้ำเงี้ยวด้วย ถ้าคิดว่า เห้ย! แล้ว อยากบอกว่าร้านนี้ก็น่าสนใจไม่แพ้กันเพราะเขาขายคู่กับรองเท้า!

Basecamp Trail Provision’ คือร้านกาแฟที่ครั้นจะแนะนำให้นักวิ่ง ก็กลัวตัวเองจะหิ้วมะพร้าวห้าวมาขายสวน เพราะหากไม่ใช่หน้าใหม่นักหรือขาจรที่เพิ่งเคยมาเคาะเท้าแถวเชียงใหม่ คงรู้จักมักคุ้นกันดี เนื่องจากไม่เพียงเป็นคาเฟ่บรรยากาศร่มรื่นเขียวขจีที่ทั้งบริหารและบริการโดยนักวิ่งแถวหน้าและนักวิ่งแถวบ้านแทบทั้งทีม ทว่ายังมีโซนจำหน่ายรองเท้า ไม้โพล ไฟคาดหัว นาฬิกา สารพัดอุปกรณ์พื้นฐาน ตลอดจนบริการที่ดีต่อใจมิตรรักนักวิ่ง จึงทำให้ที่นี่เป็นเสมือนฮับของคนรักการวิ่งโดยเฉพาะสายเลนธรรมชาติ รวมถึงสำนักป้ายยาที่จะช่วยจุดประกายไฟในการออกกำลังกายให้ลุกโชน

เราเดินทางมุ่งหน้ามายังเชิงดอยสุเทพ เพื่อพูดคุยกับ เค้ก-ภาวิดา และ แฮรี่-แฮรี่ โวเวลส์ คู่รักนักวิ่งเทรลและเจ้าของร้าน ชวนไขแนวคิด แรงบันดาลใจ และเส้นทางการสรรค์สร้าง Basecamp Trail Provision จากร้านกาแฟเล็ก ๆ ใต้คอนโดสู่การเติบโตอย่างมีเอกลักษณ์ พร้อมเรื่องราวโปรเจกต์ที่พวกเขากำลังผลักดันให้เมืองหลวงแห่งการวิ่งเทรลแห่งนี้ดียิ่งขึ้นกว่าเดิม

Basecamp Trail Provision คาเฟ่สีเขียวและเทรลฮับเชียงใหม่ของสองคู่รักนักวิ่งเทรล

Max Heart R(el)ate

“ก่อนเปิดร้านกาแฟทำอะไรกันมาก่อนเหรอครับ”

ผมปูบทสนทนาด้วยคำถามคลาสสิก กระนั้นก็เดาไม่ออกเลยว่า เค้ก ที่ภายนอกดูเป็นผู้หญิงทะมัดทะแมงแต่งตัวเท่ จะเคยทำงานอยู่ฝ่ายกิจการนักเรียน ส่วนแฮรี่ ชายหนุ่มอัธยาศัยดีและสุภาพนอบน้อม ก่อนหน้าเคยสังกัดองค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐานประเทศที่สาม ทั้งคู่เป็นชาวเชียงใหม่ รักการวิ่ง แต่ได้มีโอกาสสบตากันจริงครั้งร่วมงานที่แม่ฮ่องสอน จากนั้นจึงออกวิ่งเคียงข้างกันพลันควงแขนกลับมาปักหลักจังหวัดบ้านเกิด

นับนิ้วย้อนไปราว 7 ปี เป็นช่วงที่เค้กและแฮรี่เริ่มเสพติดการวิ่งผจญป่า โดยมีเส้นทางวิ่งเทรลวัดผาลาด-วัดพระธาตุดอยสุเทพเป็นสนามซ้อมประจำ แต่เรื่องของเรื่องคือ ทุกคราวที่ออกมาวิ่งแล้วอยากเติมคาเฟอีนหรือปวดห้องน้ำ กลับไม่มีร้านไหนให้พึ่งพา ท้ายสุดจึงผุดไอเดียเปิด ‘Basecamp Coffee House’ ร้านกาแฟสำหรับรองรับนักวิ่งและคนออกกำลังกายยามเช้าตรู่ ความใจเด็ดคือทั้งสองจับมือกันลาชีวิตมนุษย์เงินเดือน เพื่อสวมหมวกเจ้าของกิจการแบบนับหนึ่งใหม่หมดจด ชนิดไม่เคยมีประสบการณ์ทำธุรกิจหรือแม้แต่หยิบแทมเปอร์มาก่อน

“มันเป็นความต้องการจากใจของพวกเรามากกว่าครับ” แฮรี่ตอบเมื่อถูกถามถึงความกล้าได้กล้าเสีย “แล้วเราก็ไม่ได้คิดว่าถ้าทำแล้วจะต้องรวยหรือมีรายได้เป็นกอบเป็นกำ เพียงแต่ต้องการมีความสุขกับการวิ่ง กับการกินกาแฟ และกับคอมมูนิตี้นักวิ่งเป็นหลักครับ”

ร้านกาแฟยุคตั้งไข่ของคู่รักนักวิ่ง อาศัยเช่าพื้นที่ส่วนหนึ่งของโครงการคอนโดมิเนียม บรรยากาศกะทัดรัดและอบอุ่นด้วยลูกค้ากลุ่มเล็ก ๆ แต่เหนียวแน่น ทั้งนักวิ่ง นักปั่น หรือเหล่ายิปซีสะพายแล็ปท็อปที่พอได้แวะเวียนมาบ่อยเข้าก็เปลี่ยนไปสะพายเป้น้ำ สวมคอมเพรสชั่น รับและปันแรงบันดาลใจในเกมกีฬาแก่กัน พลางเติมไฟฟูมฟักคอมมูนิตี้ของคนที่ชอบวิ่ง ปั่น ออกกำลังกาย

Basecamp Trail Provision คาเฟ่สีเขียวและเทรลฮับเชียงใหม่ของสองคู่รักนักวิ่งเทรล
Basecamp Trail Provision คาเฟ่สีเขียวและเทรลฮับเชียงใหม่ของสองคู่รักนักวิ่งเทรล

Community Supporter

บนบันไดสีอ่อนทอดสู่ตัวร้านมีข้อความ ‘Start – Finish’ ประดับกึ่งกลางขั้น เค้กเชื่อมโยงว่ามันเป็นเสมือนหมุดหมายความตั้งใจที่เธออยากปลุกปั้นที่นี่ให้เป็นดัง Trailhead จุดเริ่มของการออกไปวิ่งเทรลในเส้นทางใกล้เมืองชิดเขาและจุดสิ้นสุดหลังวิ่งเสร็จสรรพ พร้อมสำหรับการผ่อนพักหรือทำงานต่อ

ขณะเดียวกันจุดเริ่มของ Basecamp Trail Provision กว่าจะมาถึงวันนี้ไม่ได้มีเพียงระยะเวลาที่ล่วงผ่าน แต่ยังโยกย้ายร้านมาแล้วถึง 2 คราว จึงก้าวมายืนอยู่อีกฝั่งของจุดสิ้นสุด ซึ่งบรรจบฝันของคนทั้งคู่

“จากเป็นห้องเล็ก ๆ ใต้คอนโด เราก็ขยับหาที่ใหม่ไม่ไกลกันเพื่อขยายร้าน ระหว่างทำร้านสองก็ได้ไอเดียขายอุปกรณ์วิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ทำให้มีลูกค้าเพิ่มขึ้น จนประมาณกลางปี 2021 จึงตัดสินใจย้ายร้านมาตรงนี้ ซึ่งเป็นทำเลที่เราเล็งไว้ตั้งแต่เปิดร้านแรกแล้วล่ะ แค่ตอนนั้นหลายอย่างยังไม่พร้อม” เค้กพาย้อนเรื่องราวการเดินทางของร้าน ก่อนเสริมต่อ “เรารู้สึกว่ามันเป็นทำเลในฝันของเราเลย เพราะมีพื้นที่เกือบ 2 ไร่ เพียงพอรองรับลูกค้า แล้วก็ต่อเติมโซนจำหน่ายอุปกรณ์วิ่งแยกส่วนจากคาเฟ่ หรือปลูกสิ่งอำนวยความสะดวกสนับสนุนชุมชนได้สบาย”

พื้นที่กว้างขวางที่เค้กบรรยายเดิมเคยเป็นป่ารกทึบ ปัจจุบันโปร่งโล่ง สดชื่น ทว่ายังคงเขียวครึ้มและเย็นรื่น เนื่องจากการออกแบบร้านนั้นให้ความสำคัญกับการรักษาลักษณะธรรมชาติของพื้นที่และดูแลต้นไม้ใหญ่ บรรยากาศร้านจึงล้อมรอบไปด้วยร่มเงาของมะขาม ลำไย ขนุนป่า มะกอกป่า และอีกนานาชนิดพันธุ์ที่เจ้าตัวพยายามนึกแต่จนใจคล้ายติดอยู่ริมฝีปาก

Basecamp Trail Provision คาเฟ่สีเขียวและเทรลฮับเชียงใหม่ของสองคู่รักนักวิ่งเทรล
Basecamp Trail Provision คาเฟ่สีเขียวและเทรลฮับเชียงใหม่ของสองคู่รักนักวิ่งเทรล

“บรรยากาศตรงนี้ทำให้แนวคิดความเป็น Basecamp ชัดเจนขึ้น” แฮรี่พูด “อีกอย่างพอย้ายมาปุ๊บเราก็คุยกับเค้กว่าอยากปรับชื่อร้านจาก Basecamp Coffee House เป็น Basecamp Trail Cafe เพราะรู้สึกว่าชื่อเดิมเน้นไปทางการเป็นสเปเชียลลิตี้ด้านกาแฟ ซึ่งเรารู้ตัวเองว่าไม่ใช่ ส่วนฝั่งขายอุปกรณ์วิ่งเราใช้ Basecamp Trail Provision แต่พอสื่อสารออกไป คนส่วนใหญ่มักจะติดเรียกร้านเรารวม ๆ ว่า Basecamp Trail Provision มากกว่า”

แม้จะออกตัวว่าไม่ได้สเปเชียลลิตี้ แต่กาแฟของที่นี่ก็เปี่ยมความใส่ใจด้วยการเลือกใช้เมล็ดกาแฟคุณภาพจากผู้ผลิตท้องถิ่น พร้อมสร้างสรรค์เมนูสนุก ๆ มาให้ลองลิ้มทุกเดือน แต่ถ้าใครไม่ถนัดทางคาเฟอีน ก็มีน้ำผลไม้สดและคีเฟอร์เครื่องดื่มโปรไบโอติกเพื่อสุขภาพไว้เติมความสดชื่น ที่สำคัญทางร้านยังสนับสนุนผลิตภัณฑ์และบริการรักษ์โลก เช่น นำแก้วมาเองมีส่วนลด ใช้หลอดและแก้วพลาสติกย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ ตลอดจนมุมจำหน่ายสินค้าไลฟ์สไตล์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

Basecamp Trail Provision คาเฟ่สีเขียวและเทรลฮับเชียงใหม่ของสองคู่รักนักวิ่งเทรล
Basecamp Trail Provision คาเฟ่สีเขียวและเทรลฮับเชียงใหม่ของสองคู่รักนักวิ่งเทรล

ส่วนสำนักป้ายยาในคราบของร้านขายอุปกรณ์การวิ่งนั้นจะเน้นนำเสนอแบรนด์ผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย ตอบโจทย์ครบทั้งสายซ้อม สายแข่ง ยันสายแฟและไม่ซ้ำกับบนห้าง โดยเฉพาะแบรนด์เอเชียและแบรนด์ไทย อาทิ Milestone SCSL YUP Brooo ซึ่งทางร้านเทใจสนับสนุน ควบคู่ออกแบบบริการแพ็กเกจดูแลนักวิ่งต่างชาติที่อยากมาประลองสนามเทรลในบ้านเรา ทั้งเรื่องที่พัก การเดินทาง เซอร์วิสก่อน-หลัง และระหว่างแข่งขัน เพื่อให้พวกเขาได้โฟกัสกับการวิ่งอย่างเต็มที่ มอบความสุข ความประทับใจ เพื่อร่วมผลักดันวงการวิ่งเทรลไทยให้เติบโต

อย่างที่เกริ่นไว้ว่าอีกฝันคือการได้เป็นพื้นที่อำนวยความสะดวกสำหรับนักวิ่ง Basecamp Trail Provision จึงชักชวนเพื่อนฝูงมาเปิดร้านบริการความอร่อยคลายหิว พร้อมโหลดคาร์บ ทั้ง ‘ร้านลุงไก่’ สไตล์ตามสั่งครอบจักรวาล และ Treespoon ที่เสิร์ฟเบรกฟาสต์และสโมกบาร์บีคิว รวมถึงมีบริการพิเศษอย่างห้องอาบน้ำ

“ที่ร้านเรามีห้องอาบน้ำ 2 ห้องค่ะ เพื่อช่วยให้นักวิ่งประหยัดเวลาไม่ต้องกลับไปอาบน้ำที่พัก วิ่งเสร็จแล้วแวะมาอาบน้ำได้ที่ร้าน ใครอยากนั่งชิลล์กินกาแฟ หรือทำงานทำธุระต่อก็ลุยได้เลย”

เจ้าของร้านมาดเท่กระซิบว่าห้องอาบน้ำมีบริการน้ำอุ่น สบู่ แชมพู ครีมนวดผม และไดร์เป่าผมครบเซ็ต แถมไม่คิดค่าบริการ เพราะเป็นสิ่งที่พวกเขาอยากตอบแทนเพื่อนนักวิ่งที่คอยสนับสนุนทางร้านเสมอมา

Great Pacer

ทั้งเห็นมากับตาว่ามักมีบรรดานักวิ่งระดับอีลิตเวียนมาปรากฏกายถ่ายภาพลงโซเชียลอยู่เนือง ๆ ซึ่งดูเหมือนจะช่วยตอกย้ำสิ่งที่ได้ยินกับหูว่า “หากนักวิ่งคนไหนไม่ได้แวะ Basecamp ก็คงเหมือนยังไม่ถึงเชียงใหม่” ให้ดูเป็นเรื่องจริงจัง เมื่อได้อยู่ต่อหน้าผู้อยู่เบื้องหลังเสียงเล่าอ้าง เราจึงถือโอกาสถามกุญแจดอกลับที่ทำให้ Basecamp Trail Provision เดินทางมาถึงจุดนี้

เค้กครุ่นคิด “น่าจะความจริงใจนะคะ”

เรียบง่ายปานนั้น ผมคิด และคำตอบนี้พาให้คิดย้อนไปในคราวแรกที่โทรมาติดต่อขอนัดหมายสัมภาษณ์ผ่านหมายเลขที่แปะหน้าเฟซบุ๊กแฟนเพจของร้าน แนะนำตัวพลางพูดคุยพักใหญ่ กว่าจะรู้ว่าปลายสายสนทนานั่นแหละคือเค้ก หาใช่พนักงาน จนต้องหัวเราะกลบเกลื่อนแก้เก้อ เช่นกับแรกมาถึงที่เจอแฮรี่ทักทายพลันขอโทษขอโพยอย่างรู้สึกผิด เนื่องจากเค้กติดลูกค้าอยู่นานสองนาน

Basecamp Trail Provision คาเฟ่สีเขียวและเทรลฮับเชียงใหม่ของสองคู่รักนักวิ่งเทรล

“เค้กทุ่มเทกับร้านมากครับ เช้ายันเย็นเขาจะติดอยู่กับมือถือตลอด นั่งตอบลูกค้า คุยกับลูกค้าเองหมดเลย” แฮรี่บอก

เค้กอธิบายอย่างเก็บอาการเขิน “เพราะเรารู้สึกว่าเราเข้าถึงลูกค้าได้ง่ายกว่า ก่อนหน้านี้เคยให้น้อง ๆ เป็นแอดมินช่วยตอบ แต่บางครั้งคำตอบมันไม่ได้ไปในทางเดียวกัน เราจึงเลือกตอบเองมากกว่า เบอร์โทรร้านก็ใช้เบอร์ส่วนตัวเลย เนื่องจากเราแคร์เรื่องการให้ข้อมูลลูกค้ามาก ๆ เรายังคงรักษาความตั้งใจแรกว่าอยากเปิดร้านเพราะแค่ต้องการมีความสุขกับการวิ่ง การกินกาแฟ ไม่ใช่นักธุรกิจมองตัวเลขหาผลกำไร ถ้ามีสิ่งไหนที่เราให้ลูกค้าได้เราให้ หรืออันไหนที่มันไม่ขาดทุนจนเกินไป พอจะช่วยส่งเสริมคอมมูนิตี้ได้เราก็ดัน”

แฮรี่เสริมว่านอกจากปัจจัยข้างต้น สิ่งที่ทำให้ Basecamp เติบโตแข็งแรงคือพลังของทีมงาน บางคนล้มลุกคลุกคลานด้วยกันมาตั้งแต่ออกสตาร์ท บ้างช่วยฉุดลากราวเพเซอร์ที่พร้อมเคียงข้างเข้าเส้นชัย

“สมัยทำร้านแรกเรามีลูกค้าคนแรกชื่อน้องบัว ซึ่งน้องบัวนี่แหละที่อยู่กับมาเราจนถึงทุกวันนี้ จากนักศึกษาปี 1 รู้จักกันในฐานะลูกค้ากลายมาเป็นผู้จัดการคาเฟ่ พอร้านสองคนที่มาอยู่ด้วยคือบาส ปัจจุบันบาสเป็นหัวหน้าบาริสต้าที่เก่งมาก เราโตมาได้ก็เพราะทีมนี้ และร้านนี้จะอยู่ไม่ได้เลยถ้าไม่มีทีมของเรา

“การบริหารของเราเป็นลักษณะเปิดคุยกัน น้อง ๆ แต่ละคนมีความคิดใหม่ ๆ มานำเสนอตลอด ความคิดไหนเข้าท่าก็หยิบมาลอง ที่กาแฟของเราดีได้ก็เพราะเด็กเหล่านี้ พวกเขาไม่หยุดที่จะพัฒนา” เค้กสำทับ

ผมผงกหัวหงึกหงักและไม่แปลกใจเลยที่หนึ่งในสนามเมเจอร์ของวงการคาเฟ่ไทย Basecamp Trail Provision ยังไม่หลุดออกจากการแข่งขัน แต่นั่นแหละ ยังสงสัยว่านอกเหนือความจริงใจและให้เกียรติมีอะไรอีกไหมที่เชื่อมร้อยใจทีมงาน สร้างทีมเวิร์ก

Basecamp Trail Provision คาเฟ่ของคู่รักนักวิ่งเทรลแห่งเชียงใหม่ ริมดอยสุเทพ ที่มีทุกอย่างเพื่อนักวิ่งเทรล

จึงชวน บาส-นราธิป จันทร์วัง หัวหน้าบาริสต้า ที่มีตัวตนอีกด้านเป็นนักวิ่งแนวหน้าขาแรงแห่งทีม Kailas Thailand มาเล่าถึงชีวิตหลังเอสเพรสโซ่แมชชีน โดยบาสกล่าวยิ้ม ๆ ว่าสิ่งที่ทำให้เขามีความสุขกับการทำงาน คือการได้มีวันหยุดพัก 2 วันต่อสัปดาห์ และช่วงเวลาที่เอื้อต่อการฝึกซ้อมวิ่ง อีกทั้งทางร้านยังช่วยเป็นสปอนเซอร์ค่าสมัคร ค่าที่พัก หรือค่าเดินทาง หากทีมงานคนไหนสนใจลงงานวิ่งแข่งขัน แถมทุกคนยังได้รับงบพิเศษสำหรับเลือกซื้ออุปกรณ์การวิ่งของร้านด้วย

“ด้วยร้านมีแนวทางสนับสนุนการวิ่งเทรลอยู่แล้ว แต่ไม่ว่าจะสนใจการวิ่งเทรลหรือไม่ก็ตาม เราทุกคนมีงบในการซื้อของอุปกรณ์เหล่านี้ ซึ่งมันดีนะครับ บางคนไม่ค่อยได้ออกกำลังกายเลย พอซื้อของไปแล้วก็อยากใช้ บางครั้งพวกเราก็ชวนกันไปเดินเล่น หรือบางคนวิ่งต่อจนเป็นนิสัย”

ในไอเดียของเค้กกับแฮรี่ พวกเขาเพียงอยากส่งต่อสุขภาพที่ดีให้ทีมงาน ทว่าอีกด้านบาสบอกว่าสิทธิประโยชน์นี้ยังช่วยให้ทุกคนได้ปรับจูนความคิด พูดคุยกันเข้าอกเข้าใจ และทำงานเป็นทีมได้ง่ายขึ้น

ก่อนที่บาริสต้าขาแรงจะกลับไปประจำการหน้าเคาน์เตอร์ ดูแลลูกค้าที่เริ่มคึกคักในมื้อบ่าย ผมขอเขาหล่นคำถามสุดท้ายเพราะอยากรู้สิ่งที่ซ่อนอยู่ในแววตาและน้ำเสียงอิ่มเอมตลอดการสนทนาช่วงสั้น ๆ นี้

“ผมประทับใจการให้โอกาสคนทำงานได้ทำในสิ่งที่ชอบ ไม่ใช่เฉพาะเรื่องของการวิ่งนะครับ คือการที่บริษัทเอกชนให้วันหยุด 2 วันต่อสัปดาห์หายากมากนะในเชียงใหม่ สิ่งนี้เอื้อให้เราได้จัดการธุระของตัวเอง ได้ทำอะไรที่ชื่นชอบ ได้มีเวลาทบทวนว่าการทำงานหรือการใช้ชีวิตของเราเป็นอย่างไร ซึ่งมันช่วยเติมพลังและทำให้รู้สึกอยากกลับมาทำงานในทุก ๆ เช้าครับ”

Trail Destination

ปี 2022 กลางฤดูฝน ต้นเดือนกรกฎาคม ร้าน Basecamp อายุครบ 6 ขวบปี ไม่เพียงจำนวนสมาชิกทีมที่โตตาม เค้กสังเกตว่าชุมชนนักวิ่งก็ขยับขยาย เฉกเช่นไลฟ์สไตล์ของลูกค้าที่หลากหลาย มีทั้ง นักวิ่ง นักปั่น นักศึกษา อาจารย์ Digital Nomad คาเฟ่ฮอปเปอร์ กระทั่งบรรดาคนรักน้องแมว น้องหมา น้องนก เรื่อยไปจนน้องเต่า เพราะทางร้านต้อนรับสัตว์เลี้ยง แต่ที่เธอเอ่ยว่าดีใจสุดคือการได้จุดประกายการออกกำลังกาย

“เราดีใจเวลาได้เห็นลูกค้าแวะมาอุดหนุนแล้วรู้สึกสนใจอยากเดินป่าหรือวิ่งเทรล”

“อีกอย่างสังคมวิ่งเทรลไม่ได้น่ากลัว ดูอย่างหุ่นเราสองคนสิ” แฮรี่ว่ากลั้วหัวเราะ “คือการวิ่งเทรลจะช้าจะเร็วก็ไปได้ทั้งนั้น ถ้าผมมีเวลาว่างก็จะพาลูกค้าที่เป็นมือใหม่ไปลองเดินเทรลด้วยกัน ส่วนใครอยากออกยาว ๆ ก็จะหาเพื่อนที่เขามีโปรแกรมให้พาไปด้วยกัน” แฮรี่หยุดชั่วครู่ เหมือนนึกอะไรขึ้นได้ “การวิ่งเทรลมันเป็น Love-Hate Relationship นะ คือสำหรับผมขาขึ้นเนี่ยโคตรเกลียดเข้าไส้เลย แต่พอดันตัวเองไปเรื่อย ๆ จนไต่ถึงเป้าหมายได้มันรู้สึกปลอดโปร่ง อีกอย่างความสุขของการวิ่งเทรลนั้นเป็นแบบ Full Package คือไม่ใช่แค่ตอนวิ่ง แต่หลังจากวิ่งเสร็จเราได้อาบน้ำสดชื่น แล้วยังกินดื่มแบบไม่ค่อยรู้สึกผิดเท่าไหร่ด้วย”

“ก็จริง” เค้กเห็นพ้อง “เสน่ห์ของวิ่งเทรลคือเหมือนการพักผ่อน เพราะการได้ใกล้ชิดธรรมชาติ ได้ฟังเสียงนกร้อง หยุดเวลาอยู่ท่ามกลางสีเขียวของผืนป่า บางครั้งก็ช่วยเยียวยาความเครียดเราได้”

ความสุขจากการวิ่งและการงานที่รักสร้างสรรค์พลังบวก ซึ่งเค้กกับแฮรี่อยากแบ่งปัน ทั้งในรูปแบบของการพัฒนาร้านให้เป็นดังบ้านหลังที่สองของทุกคน และคอมมูนิตี้เปี่ยมมิตรภาพสำหรับนักวิ่งหน้าเก่า-ใหม่ กอปรกับยกระดับวงการวิ่งเทรลเชียงใหม่ให้ดียิ่งกว่า ผ่านการจับมือคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ขับเคลื่อนเวทีการประชุมหารือกลุ่มนักวิ่งเทรลเชียงใหม่ โปรเจกต์ลงขันความคิดนำเสนอเส้นทางวิ่งเทรลที่ให้นักกีฬาทั่วไป นักเดินป่า นักสํารวจเส้นทางธรรมชาติเข้าพื้นที่เขตอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย ได้อย่างถูกต้องและไม่ขัดต่อกฎระเบียบ ควบคู่ปรับปรุงเส้นทางให้มีมาตรฐาน ด้วยการทำป้ายบอกข้อมูลเส้นทาง ป้ายบอกระยะทาง ป้ายบอกพิกัดหากเกิดเหตุฉุกเฉิน หรือแจ้งจุดสัญญาณโทรศัพท์ เพื่อให้เมืองหลวงแห่งการวิ่งเทรลแห่งนี้เป็น Trail Destination สมกับการจัดงานแข่งขันระดับโลกอย่างแท้จริง พร้อมสร้างโอกาสกระจายรายได้สู่ชุมชนในพื้นที่อย่างยั่งยืน

Basecamp Trail Provision คาเฟ่ของคู่รักนักวิ่งเทรลแห่งเชียงใหม่ ริมดอยสุเทพ ที่มีทุกอย่างเพื่อนักวิ่งเทรล

Basecamp Trail Provision

ที่ตั้ง : ถนนสุเทพ ตำบลสุเทพ อำเภอเมืองเชียงใหม่ เชียงใหม่ (แผนที่

วัน-เวลาทำการ : เปิดทุกวัน เวลา 07.00 – 17.00 น.

โทรศัพท์ : 09 4618 9090

Facebook : BasecampTrailProvision

เว็บไซต์ : www.basecampth.com

Writer

คุณากร

เป็นคนอ่านช้าที่อาศัยครูพักลักจำ จับพลัดจับผลูจนกลายมาเป็นคนเขียนช้า ที่อยากแบ่งปันเรื่องราวบันดาลใจให้อ่านกันช้าๆ เวลาว่างชอบวิ่งแต่ไม่ชอบแข่งขัน มีเจ้านายเป็นแมวโกญจาที่ชอบคลุกทราย นอนหงาย และกินได้ทั้งวัน

Photographer

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ผู้รักจักรยานไม่น้อยไปกว่าลูก ซึ่งความรักที่มีต่อทั้งสองมากกว่าการถ่ายรูปด้วยซ้ำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load