เพื่อจะไปยังจุดหมายของคอลัมน์ Share Location ในวันนี้ เรานั่งรถตรงไปที่ท่าเรือท่าดินแดง สองข้างทางคือการประกอบสร้างทางวัฒนธรรมที่หลากหลายแต่ลงตัว มีตลาดท่าดินแดงซึ่งสะท้อนวิถีชีวิตการจับจ่ายใช้สอยของคนไทย ความเชื่อแบบจีนที่ถูกแสดงออกผ่านศาลเจ้าซำไนเก็ง ไปจนถึงสถานที่อันเป็นจุดหมายปลายทางอย่างคาเฟ่แห่งใหม่ที่คละคลุ้งไปด้วยกลิ่นอายของวัฒนธรรมอินเดีย

สุดถนนท่าดินแดง เราได้พบป้ายสีน้ำตาลขนาดใหญ่ ภายในประกอบไปด้วยภาพเมล็ดกาแฟ ม้วนผ้า รถมอเตอร์ไซค์เวสป้า และข้อความเขียนว่า ‘KAPPRA CAFFE’ (กัปปร้า คาเฟ่) ไม่รอช้า เราเดินเลี้ยวซ้ายตามเครื่องหมายที่ป้ายบอก ระหว่างทางเต็มไปด้วยภาพวาดฝาผนังเป็นแนวยาว ทำเอาอดใจไม่ไหวจนต้องแวะถ่ายรูป ถ่ายไปถ่ายมา รู้ตัวอีกทีก็มาถึงร้านกาแฟหน้าตาน่ารักที่กำลังตามหา Kappra Cafe 

KAPPRA CAFE : เรียนรู้เรื่องผ้า ดื่มชาอินเดีย ชิมอาหารวีแกน ที่คาเฟ่ใหม่ในท่าดินแดง

อาคารขนาดเล็กกะทัดรัด ตกแต่งด้วยสีขาวและโรสโกลด์ เหมือนกำลังส่งเสียงกระซิบชวนให้เราเข้าไปชม ที่เห็นอยู่ด้านหน้าคือชั้นวางที่มีเค้กกับขนมน่ารับประทาน และที่ยืนอยู่สองคนตรงกลางร้าน คนหนึ่งคือชายวัยกลางคนท่าทางใจดีในเสื้อยืดสีเข้ม ผ้าโพกศีรษะสีขาว อีกคนคือสาวในเสื้อเชิ้ตแขนกุดสีดำเข้ากับแว่นสายตาของเธอ ทั้งคู่ใส่หน้ากากอนามัย แต่หากมองทะลุผ่านได้ คงเห็นรอยยิ้มต้อนรับจากสองพ่อลูกเจ้าของร้านเป็นแน่

KAPPRA CAFE : เรียนรู้เรื่องผ้า ดื่มชาอินเดีย ชิมอาหารวีแกน ที่คาเฟ่ใหม่ในท่าดินแดง

แปลงโฉมห้องเก็บผ้าเป็นคาเฟ่เสน่ห์ล้น

“Kappra ในภาษาฮินดี แปลว่าผ้า” 

กุลินนา สิริกุลธาดา ลูกสาวคนโตวัย 22 เริ่มต้นอธิบายที่มาของชื่อคาเฟ่อันเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งก็ดูเป็นชื่อที่อธิบายตัวตนของสถานที่แห่งนี้ได้อย่างหมดจด

เดิมทีที่ตั้งของกัปปร้าเป็นออฟฟิศและห้องเก็บผ้า เพราะต้นตระกูลของกุลินนาทำธุรกิจเส้นด้ายมาตั้งแต่รุ่นคุณปู่ ก่อนส่งต่อมายังรุ่นพ่ออย่าง โกบิน-โกวิทัตย์ สิริกุลธาดา ที่พากิจการสำเร็จไปอีกขั้นผ่านการทอผ้านานาชนิดขายส่งทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นผ้าไทยทั้งสิ้น

KAPPRA CAFE : เรียนรู้เรื่องผ้า ดื่มชาอินเดีย ชิมอาหารวีแกน ที่คาเฟ่ใหม่ในท่าดินแดง

ธุรกิจสิ่งทอดำเนินไปอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลาถึง 30 ปี แต่เมื่อวิกฤตโรคระบาดย่างกราย ธุรกิจขายส่งเริ่มชะลอตัว เจ้าของกิจการที่มีประสบการณ์ตั้งแต่เด็กจึงปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ ลดการขายส่ง แล้วเพิ่มการขายปลีก โดยใช้โซเชียลมีเดียช่วยส่งเสริมการขาย กลายเป็นว่าโดนใจกลุ่มลูกค้าหน้าใหม่เข้าอย่างจัง

 “เมื่อก่อนตรงนี้เป็นที่เก็บผ้า ด้านบนเป็นออฟฟิศ แต่พอลูกค้าเยอะขึ้น ก็เริ่มไม่มีที่ให้ลูกค้านั่ง ก็เลยเกิดไอเดียว่า เรามาเปลี่ยนชั้นล่างเป็นร้านกาแฟเถอะ ส่วนด้านบนก็ทำเป็นโชว์รูมแสดงงานผ้าซะเลย” โกบินเล่าด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

จากห้องเก็บผ้าที่คาดว่าอัดแน่นไปด้วยสิ่งทอนับร้อยนับพันหลา ถูกแปรสภาพเป็นคาเฟ่สุดชิค ให้คนทั่วไปแวะเวียนมาชิมอาหารและกาแฟ แต่สำหรับลูกค้าที่สนใจงานผ้าและสิ่งทอก็เลือกชมได้ตามใจที่สตูดิโอด้านบน ถึงตรงนี้เรากระจ่างแล้วว่า เหตุใดโลโก้ของร้านจึงมีทั้งม้วนผ้าและเมล็ดกาแฟ แต่ที่ยังคิดไม่ตกคือรถมอเตอร์ไซค์ในภาพ

“ในโลโก้ร้านจะเห็นเป็นรูปรถเวสป้า เพราะในวงการสิ่งทอจะใช้รถประเภทนี้ขนส่งผ้า ใช้มาห้าสิบ หกสิบ ปีแล้ว การขนผ้ากับเวสป้าเป็นอะไรที่คู่กัน” คุณพ่อไขข้อข้องใจ

และในเมื่อจะทำร้านกาแฟทั้งที ก็คงดีไม่น้อยหากได้ไอเดียของคนรุ่นใหม่มาเติมเต็ม กุลินนาที่กำลังศึกษาชั้นปีที่ 3 มหาวิทยาลัยนิวยอร์ก จึงตัดสินใจพักการเรียนมาช่วยพ่อทำร้านกาแฟเต็มตัว เพราะในช่วงโควิดที่ต้องเรียนออนไลน์ ต่อให้ตั้งใจเรียนแค่ไหนก็คงไม่มีทางได้รับวิชาที่ควรได้อย่างเต็มที่อยู่แล้ว เธอจึงขอใช้เวลาตรงนี้ นำความรู้ด้านความยั่งยืนที่มีมาเติมแต่ง KAPPRA CAFE ให้เก๋ไก๋ไม่มีใครเหมือน

KAPPRA CAFE : เรียนรู้เรื่องผ้า ดื่มชาอินเดีย ชิมอาหารวีแกน ที่คาเฟ่ใหม่ในท่าดินแดง
KAPPRA CAFE : เรียนรู้เรื่องผ้า ดื่มชาอินเดีย ชิมอาหารวีแกน ที่คาเฟ่ใหม่ในท่าดินแดง

ชิมอาหารวีแกนแสนอร่อย

“ช่วงนี้มีกระแสเรื่องการรักษ์โลก รักสุขภาพ บวกกับครอบครัวเรากินเจมาตั้งแต่เกิดอยู่แล้ว ก็เลยคิดว่าถ้าจะต้องเสิร์ฟอาหาร เราก็อยากเสิร์ฟสิ่งที่ตัวเองกินได้” 

ลูกสาวครอบครัวที่นับถือศาสนาซิกข์ นิกายนามธารี ซึ่งเป็นมังสวิรัติเคร่งครัด เล่าถึงจุดเริ่มต้นที่อยากให้กัปปร้าเป็นคาเฟ่ที่จำหน่ายเฉพาะอาหารวีแกน ซึ่งเป็นอาหารที่ปราศจากผลิตภัณฑ์จากสัตว์แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ พูดง่าย ๆ ว่าทุกเมนู ทั้งอาหาร ขนม ชา หรือกาแฟ ต้องไม่มีชีส ไข่ และห้ามใช้นมเป็นวัตถุดิบ ด้านพ่อของกุลินนาที่ก่อนหน้านี้ แม้จะกินมังสวิรัติแต่ก็ชอบดื่มนม จึงต้องปรับตัวยกใหญ่เพื่อใช้ชีวิตแบบวีแกน เขาเริ่มต้นขีดเส้นอย่างจริงจังว่าผลิตภัณฑ์จากสัตว์ไม่ได้เป็นของมนุษย์

“วัวผลิตนมเพื่อลูกวัว ไม่ใช่ลูกคน ผึ้งผลิตน้ำผึ้งเพื่อผึ้ง ไม่ใช่เพื่อคน ตอนแรกก็กลัวนะ ไม่รู้ว่าจะทำได้มั้ย ก็ขอลองสิบห้าวัน สุดท้ายลองมาจะครบปีแล้ว ก็ทำได้นะ” โกบินเล่าอย่างภูมิใจเหนือโต๊ะกระจกทรงกลมที่มีอาหารเรียงราย

KAPPRA CAFE : เรียนรู้เรื่องผ้า ดื่มชาอินเดีย ชิมอาหารวีแกน ที่คาเฟ่ใหม่ในท่าดินแดง

ดูเหมือนว่าการช่วยโลกที่ง่ายที่สุดเท่าที่มนุษย์คนหนึ่งจะทำได้อาจเริ่มต้นจากการงดบริโภคเนื้อสัตว์ เพราะเนื้อสัตว์เป็นอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานมหาศาลในกระบวนการผลิต ซึ่งนับวันก็ยิ่งทำลายสิ่งแวดล้อมไปเรื่อย ๆ คาเฟ่แห่งนี้จึงเป็นเหมือนแรงผลักดันเล็ก ๆ ที่อยากช่วยให้คนหันมาตระหนักถึงปัญหานี้มากยิ่งขึ้น และต่อให้ลูกค้าที่แวะเวียนเข้ามาไม่รู้จักวีแกนนี้มาก่อน หนึ่งมื้อที่มาที่นี่ เขาก็จะมีส่วนช่วยโลก ทั้งยังอาจจะได้รับความรู้เรื่องอาหารวีแกนติดตัวกลับไป

“หลายคนก็ไม่รู้หรอกว่าที่นี่เป็นคาเฟ่วีแกน ลูกค้าส่วนใหญ่ก็เป็นศิลปินที่เข้ามาวาด เขียน หรือดูผ้า ระหว่างคิดไอเดียสร้างสรรค์ เขาอาจจะอยากกินอะไรอร่อย ๆ ก็เลยสั่งโดยที่ไม่รู้ พอกินเสร็จถึงจะถามว่านี่คือเมนูอะไร นมอะไร เราก็ได้โอกาสเล่าเรื่อง Veganism ให้เขาฟัง ไม่มีนม ไม่มีเนย แต่คุกกี้ก็อร่อยและหวานได้ แค่นี้ก็ดีใจมากแล้ว เพราะนี่เป็นหนึ่งมื้อที่เขาได้ลดมลพิษให้โลก ไม่ว่าเขาจะรู้หรือไม่รู้ตัวก็ตาม แต่มันก็เป็นก้าวเล็ก ๆ ที่ดีและมีคุณค่า”

หลังพกความตั้งใจอันเต็มเปี่ยม เธอและพ่อก็จัดแจงสร้างสรรค์เมนูวีแกนแสนอร่อย ไม่เพียงงดใช้เนื้อสัตว์ แต่ส่วนผสมที่นำมาทดแทนต้องมีคุณภาพ ที่สำคัญต้องถูกปากลูกค้า ทั้งคู่ปรึกษาเชฟอาหารวีแกนอย่าง Tida Wei ก่อนร่วมกันวางคอนเซ็ปต์เมนู Plant-based ที่ผสมผสานวัฒนธรรมอินเดียเข้ากับอัตลักษณ์ของท่าดินแดง จนได้เป็นเมนูสุดสร้างสรรค์ที่เสิร์ฟในขนาดพอเหมาะ หั่นเป็นชิ้น กินกับมื้อได้ เลือกผ้าไปกินไปก็หายห่วง 

และนี่คือ 5 เมนูที่เราอยากชวนให้คุณลองเมื่อแวะไปกัปปร้า คาเฟ่

KAPPRA CAFE : เรียนรู้เรื่องผ้า ดื่มชาอินเดีย ชิมอาหารวีแกน ที่คาเฟ่ใหม่ในท่าดินแดง
  1. น้ำตกหมูย่าง ที่ใช้เห็ดและขนุนแทนเนื้อหมู ก่อนชูรสด้วยซอสน้ำจิ้มแจ่วสูตรโฮมเมด เสิร์ฟบนขนมปังซาวโดวจ์ที่เหนียว นุ่ม ย่อยง่าย ถึงขนาดที่ว่า ตอนเขียนยังน้ำลายสอ อยากขอกินอีกหลาย ๆ รอบ
  2. สโมค 24 แครอท แครอทรมควันที่ถูกสร้างสรรค์ดั่งงานศิลปะจนคนกินได้กลิ่นท้องทะเล คลุกเคล้ากำลังดีกับวาซาบิซูพรีมครีม ตบท้ายด้วยการโรยคาเวียร์สูตรวีแกน อร่อยเพลินจนลืมว่าเมนูนี้ไม่มีเนื้อ
  3. ‘เอนเจล’ อาซาอิ เบอร์รี่ โบว์ล ชุ่มฉ่ำกับเนื้อผลไม้นานาชนิด ทั้งสตรอว์เบอร์รี่ เมลอน อัลมอนด์ ไปจนถึงอาซาอิ เบอร์รี่ ผลไม้มากคุณประโยชน์จากบราซิลที่กำลังมาแรงสุด ๆ ในแวดวงคนรักสุขภาพ
KAPPRA CAFE : เรียนรู้เรื่องผ้า ดื่มชาอินเดีย ชิมอาหารวีแกน ที่คาเฟ่ใหม่ในท่าดินแดง
  1. คลาสสิก ช็อกชิพ คุกกี้ ไม่ใช้นม ไม่ใส่เนย แต่ เฮ้ย! หอม กรอบ อร่อย แบบที่สาวกคุกกี้และช็อกโกแลตจะติดใจตั้งแต่คำแรก
  2. ซิกเนเจอร์ เดอร์ตี้ หนึ่งในกาแฟวีแกนสูตรแรก ๆ ของกรุงเทพฯ ที่ขมอมหวานกำลังดี เหมาะสำหรับผู้ที่ชอบดื่มกาแฟเบา ๆ และก่อนดื่มก็แชะภาพลงอินสตาแกรมได้ด้วยเพราะกาแฟสวยมาก

นอกจากนี้ อีกหนึ่งเมนูชวนลองคงหนีไม่พ้นชาอินเดีย ที่สองพ่อลูกย้ำแล้วย้ำอีกว่า ยากมากกว่าจะได้สูตรที่ลงตัว 

“เครียดมากตอนที่คิดว่าต้องทำชาอินเดียแบบไม่มีนม กว่าจะได้สูตรนี้มาต้องให้ยายเขาที่อายุเจ็ดสิบกว่าลองชิม เขาดื่มจนจะหมด เราถึงเฉลยว่าแก้วนี้ไม่มีนม เขางงมาก พูดเป็นเล่น เรายืนยันกับเขาว่าเรื่องจริง ยายก็ว่า งั้นโอเค ผ่าน!” โกบินเล่าอย่างออกรส

เคล็ดลับที่แท้จริงของชาอินเดียแบบฉบับกัปปร้า คือการใช้นมถั่วเหลือง Bonsoy แทนนมวัว จนได้รสสัมผัสที่แม้แต่คุณยายที่ทำชามาทั้งชีวิตยังติดใจ ยิ่งไปกว่านั้น ส่วนผสมในทุกคำของกัปปร้ายังไม่ได้นำเข้ามาจากที่ไหน แต่หาได้จากในไทยทั้งสิ้น ช็อกโกแลตที่กินมาจากชุมพร เมล็ดกาแฟมาจากภาคเหนือ หรือน้ำมันที่ใช้ประกอบอาหารก็เป็นน้ำมันมะพร้าวของไทย แม้การใช้ส่วนผสมในท้องถิ่น โดยเฉพาะเมื่อนำมาปรุงเป็นเมนูวีแกนจะมีต้นทุนสูง แต่กัปปร้า คาเฟ่ก็เชื่อว่า สิ่งที่พวกเขาทำคือก้าวเล็ก ๆ ที่สำคัญ และเมื่อถึงวันหนึ่งที่มีคนนิยมทานวีแกนมากพอ ต้นทุนของวัตถุดิบก็จะถูกลง และแนวโน้มต่าง ๆ ในสังคมก็จะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น

เมื่อทั้งครอบครัวรวมตัวผลักดันเรื่องความยั่งยืน

เมื่อเหตุผลในการเนรมิตเมนู Plant-based ของสองพ่อลูกตั้งต้นจากแนวคิดเรื่องความยั่งยืน (Sustainable) เราจึงขอถามทั้งคู่ต่อในประเด็นนี้

กุลินนาเดินไปหยิบบางอย่างที่หลังร้าน ในขณะที่โกบินเริ่มเล่า ชายเชื้อสายอินเดียบอกว่า ความตั้งใจเรื่องการรักษาสิ่งแวดล้อมมาจากลูกสาว ก่อนถูกต่อยอดเป็นคอนเซ็ปต์หลักของร้านที่ต้องการลดการทำลายโลกในทุกองค์ประกอบ แพ็กเกจจิ้งทั้งหมดของร้านพยายามเลี่ยงการใช้พลาสติกให้มากที่สุดเท่าที่มากได้ ยอมจ่ายแพงกว่าแลกกับการแสดงให้ผู้อื่นเห็นว่า ธุรกิจและความยั่งยืนไปด้วยกันรอด 

“เราอยากให้องค์กรต่าง ๆ ทำเหมือนกัน หรือในวงการผ้าเอง ทุกวันนี้เราก็ให้ความสำคัญกับผ้ารีไซเคิลมากขึ้น ซึ่งก็ได้รับการตอบรับที่ดีมาก ๆ จากเด็กรุ่นใหม่” คุณพ่อสรุป ก่อนที่ลูกสาวจะเดินออกมาพร้อมกล่องใส่อาหารจากเส้นใยพืชที่ไม่ผ่านกระบวนการเคมีในขั้นตอนผลิต กัปปร้าใช้วัสดุชนิดนี้ทุกทีที่ลูกค้าสั่งอาหารกลับไปทานที่บ้าน กล่องขนาดเท่าฝ่ามือตรงหน้าใช้ต้นทุนมากกว่ากล่องโฟมหรือพลาสติกเกือบสิบเท่า

“เราตั้งเป้าไว้แต่แรกว่าจะไม่ให้กัปปร้าเป็นแบรนด์ที่ทิ้งพลาสติกไว้บนโลกอีกหลายร้อยปี ลูกหลานเราตายแล้ว แต่สิ่งที่ทิ้งจากร้านเรายังอยู่ เราไม่เอาแบบนั้น” 

เธอพูดอย่างมั่นใจ และเราก็เชื่อ เพราะตอนจัดงานเปิดตัวร้านเมื่อต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมา กัปปร้าก็เชิญชวนให้ทุกคนร่วมสนับสนุนโครงการ Big Tree โดยแทนที่ลูกค้าจะจ่ายเงินซื้ออาหารใน 5 วันแรก ทางร้านกลับนำเงินทั้งหมด รวมกับเงินสดส่วนตัวในจำนวนเท่ากัน บริจาคให้โครงการเพื่อนำไปใช้ดูแลต้นไม้ใหญ่ทั่วประเทศ กุลินนาเชื่อว่า จริง ๆ แล้ว ต้นไม้ใหญ่ที่มีอายุกว่า 50 ปีคือสิ่งที่ดูแลและเป็นร่มเงาให้กับมนุษย์ แต่วันนี้คนไทยกลับนิยมปลูกต้นไม้ต้นใหม่มากกว่าดูแลรักษาต้นไม้ใหญ่ที่เก่าแก่

KAPPRA CAFE : เรียนรู้เรื่องผ้า ดื่มชาอินเดีย ชิมอาหารวีแกน ที่คาเฟ่ใหม่ในท่าดินแดง

ปัจจุบัน ปรีตี สิริกุลธาดา คุณแม่ของกุลินนารักต้นไม้มากถึงขึ้นมีผลิตภัณฑ์ปุ๋ยเป็นของตนเอง คุณพ่อก็เป็นเจ้าแรก ๆ ของไทยที่ให้ความสำคัญกับการรีไซเคิลผ้าโพลีเอสเตอร์ ส่วนน้องสาวของเธอก็ตระหนักถึงปัญหาสิ่งแวดล้อม นี่จึงเป็นเหมือนการผลักดันซึ่งกันและกันของสมาชิกในครอบครัว และอีกไม่นาน หากกิจการคาเฟ่เริ่มเข้าที่และสถานการณ์โรคระบาดดีขึ้น เธอจะกลับไปเรียนที่นิวยอร์กอีกครั้ง แนวคิดเรื่องความยั่งยืนในอีกซีกโลกก้าวหน้ากว่าไทยมาก จนเธออยากนำสารพัดไอเดียมาปรับใช้ในประเทศบ้านเกิด

“เราชอบไอเดียคอมมูนิตี้การ์เด้นมาก ๆ เมื่อก่อนนิวยอร์กเต็มไปด้วยมลพิษ คนป่วยเยอะมาก จนมีกลุ่มผู้หญิงผิวดำสูงอายุช่วยกันเอาปุ๋ย เอาเมล็ดพันธุ์ไปปลูก จนทำให้สังคมเริ่มตระหนักถึงปัญหาสิ่งแวดล้อม ทุกวันนี้นิวยอร์กมีพื้นที่สีเขียวเยอะขึ้นมาก กลุ่มที่ริเริ่มก็ดีใจกันมาก เราซาบซึ้งกับสิ่งที่เขาทำและอยากเอาความรู้ตรงนั้นกลับมาทำที่นี่”

และอีกไม่นาน ที่ชั้น 5 ซึ่งเป็นดาดฟ้าของคาเฟ่ก็จะเริ่มปลูกต้นไม้เช่นกัน เราเริ่มอดใจไม่ไหว อยากเห็นสวยลอยฟ้าของที่นี่บ้างจัง

KAPPRA Graffiti และวิถีชุมชนท่าดินแดง

อีกหนึ่งสิ่งที่สอดแทรกอยู่แทบทุกองค์ประกอบของกัปปร้า คาเฟ่ คือร่องรอยของชุมชนท่าดินแดง สองพ่อลูกแสดงออกอย่างแรงกล้าว่า ต้องการให้ร้านเป็นส่วนหนึ่งที่ร่วมสร้างชุมชนให้เติบโตอย่างยั่งยืน ทั้งคู่แบ่งปันข้อมูลกับร้านกาแฟในย่าน เพื่อสร้างเป็นคอมมูนิตี้ที่แข็งแรงและอบอุ่น ถัดไปจากกัปปร้าก็ยังมี Deep Root Cafe, บ้านอากง อาม่า และร้านน่าสนใจอีกมากมาย

“วันหน้าถ้าคนมาเดินเที่ยวที่นี่มากขึ้นก็ได้ประโยชน์ร่วมกันทั้งสังคม ในซอยก็อาจจะค้าขายดีขึ้น สร้างงานสร้างอาชีพมากขึ้น เราอยากให้คนที่มาเห็นถึงความหลากหลายของท่าดินแดง ที่นี่ไม่ได้มีแค่ร้านกาแฟอย่างเดียว ถ้าคุณเป็นคอกาแฟก็มาได้ ชอบศิลปะก็มี รักผ้าก็มี เราอยากชวนยังไงก็ได้ให้คุณมาชุมชนนี้ โดยไม่จำเป็นต้องจบที่ร้านเรา” ผู้เป็นพ่อเล่าให้ฟัง

ชิมอาหารวีแกนยามเที่ยง จิบชาอินเดียยามบ่าย แล้วคุยเรื่องผ้าแบบสบาย ๆ ที่ KAPPRA CAFE ร้านทรงเสน่ห์แห่งท่าดินแดง

เพราะเหตุนี้ กำไรของกัปปร้าแทบทั้งหมดจึงย้อนกลับไปที่ชุมชน ตั้งแต่ทำธุรกิจทอผ้า เจ้าของกิจการก็รังสรรค์กิจกรรมเพื่อชุมชนมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการออกไปทำความสะอาด แจกอาหารให้คนในละแวก ไปจนถึงการให้ทุนการศึกษาแก่ลูกหลานของมอเตอร์ไซค์วินท่าดินแดง แลกกับการดูแลต้นไม้ในสวนของแม่ปรีตี

มากไปกว่านั้น เราก็เพิ่งได้รู้ความจริงว่า คาเฟ่ที่นั่งอยู่เป็นฝีมือการออกแบบของนักเรียนและนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยในละแวก องค์ประกอบต่าง ๆ ทั้งภายในและภายนอกถูกออกแบบโดยนักศึกษาชั้นปีที่ 3 มหาวิทยาลัยศิลปากร ส่วนภาพวาดบนกำแพงเป็นจินตนาการของนักเรียนจากวิทยาลัยเพาะช่าง 

“เรากับคุณพ่อเดินเข้ามหาลัย ตรงไปหาอาจารย์แล้วถามเขาว่า มีเด็กที่พอมีฝีมือมั้ย เรามีโปรเจกต์แบบนี้ อยากให้นักเรียนนักศึกษาในชุมชนท่าดินแดงได้แสดงฝีมือ เรามีทุนการศึกษาเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้เป็นการตอบแทน เขาอาจจะไม่มีพอร์ตงานมาโชว์ แต่เราเชื่อมั่นในตัวเขา บอกเขาว่านี่คือชุมชนของคุณ คุณอยากให้คนที่มาได้เห็น ได้รู้อะไร ก็วาดได้เต็มที่”

ชิมอาหารวีแกนยามเที่ยง จิบชาอินเดียยามบ่าย แล้วคุยเรื่องผ้าแบบสบาย ๆ ที่ KAPPRA CAFE ร้านทรงเสน่ห์แห่งท่าดินแดง

กุลินนานำไอเดียการออกแบบของนักศึกษาครึ่งหนึ่ง ผสมกับรสนิยมของตัวเองอีกครึ่งหนึ่ง จนได้เป็นหน้าตาของร้านแบบที่ใครเห็นเป็นต้องแวะมอง ด้านกราฟฟิตี้ด้านหน้าที่เราแวะถ่ายรูปตั้งแต่ตอนมาถึงก็สะท้อนธรรมชาติ ลวดลายของผ้า ตลอดจนอารยธรรมอินเดียได้อย่างลงตัว โกบินเล่าคอนเซ็ปต์ให้นักเรียนฟังทั้งเรื่องความยั่งยืน อาหารวีแกน ตลอดจนสิ่งทอ ก่อนพวกเขาจะต่อยอดเป็นกำแพงที่มีลวดลายน่าประทับใจ

“เหลือกำแพงอีกส่วนหนึ่งที่คิดว่าอยากใส่ประวัติศาสตร์ของท่าดินแดงเข้าไป วันหน้าใครมาตรงนี้จะได้รู้ว่าที่นี่มีความเป็นมาอย่างไร ตรงข้ามเป็นสำเพ็ง เยาวราช แต่ก่อนมีถนนน้อย ต้องขนส่งทางแม่น้ำ เราอยากให้คนรุ่นหลังได้รู้เรื่องราวเหล่านี้” หัวหน้าครอบครัวแห่งท่าดินแดงเอ่ยอย่างภาคภูมิ

Fabric Studio โชว์รูมผ้าที่เข้าใจลูกค้ามากกว่าใคร

เมื่อเหลือบไปมองขวามือของร้าน จะเห็นลานขนาดย่อมที่มีม้วนผ้านานาชนิดตั้งอยู่ ป้ายไฟเขียนว่าบริเวณที่เรากำลังดูคือ Cutting Studio โซนที่พร้อมตัดแต่งผ้าสำหรับลูกค้าที่มาพร้อมความตั้งใจส่วนตัว แต่ก่อนจะทำการตัด ผู้ที่มาก็ควรได้เลือกก่อนว่าตนเองต้องการอะไร จึงถึงเวลาที่เราจะไปสำรวจชั้นสองของที่นี่

ชิมอาหารวีแกนยามเที่ยง จิบชาอินเดียยามบ่าย แล้วคุยเรื่องผ้าแบบสบาย ๆ ที่ KAPPRA CAFE ร้านทรงเสน่ห์แห่งท่าดินแดง

หน้าบันไดมีหลอดไฟชมพูเหลืองส่งแสงเรือง ๆ ขดเป็นคำว่า Fabric Studio พ่อลูกนำทางเราขึ้นไปชั้นบน สู่ดินแดนที่เป็นดังสรวงสวรรค์ของบรรดาคนรักผ้าทั้งปวง

ในโชว์รูมแห่งนี้มีงานผ้าหลากสี หลายประเภท ตั้งแต่ผ้าแฟชั่น กันเปื้อน กันไฟ ผ้าที่ทำจากพืชอย่างกันชง ไปจนถึงสิ่งทอที่ใช้ในครัวเรือนอย่างผ้าม่าน โซฟา ตลอดจนผ้าสำหรับทำที่นั่งติดรถยนต์สำหรับเด็ก ทางซ้ายมือเต็มไปด้วยสมุดเล่มหนารวมลายผ้านานาชนิดเท่าที่มีอยู่ในคลัง ซึ่งสมุดทุกเล่มทำจากกระดาษรีไซเคิล ตรงกลางห้องคือตัวอย่างผ้ากองพะเนิน ที่เตะตาที่สุดเห็นจะเป็นผ้าแคนวาสพิมพ์ลาย ซึ่งทุกหลาทำมาจากผ้ารีไซเคิลร้อยเปอร์เซ็นต์ และสุดท้ายทางขวามือคือบริเวณสำหรับนั่งคิด นั่งคุย ที่สองพ่อลูกจะนัดที่ปรึกษามาโยนไอเดียกับลูกค้าเพื่อหาสิ่งที่ดีที่สุด ด้านหลังจึงเห็นเป็นกระดาษโพสต์อิทแผงใหญ่ที่ลูกค้าใช้บรรยายความรู้สึกที่ได้ทำงานร่วมกับพนักงานขายแต่ละคน

ชิมอาหารวีแกนยามเที่ยง จิบชาอินเดียยามบ่าย แล้วคุยเรื่องผ้าแบบสบาย ๆ ที่ KAPPRA CAFE ร้านทรงเสน่ห์แห่งท่าดินแดง
ชิมอาหารวีแกนยามเที่ยง จิบชาอินเดียยามบ่าย แล้วคุยเรื่องผ้าแบบสบาย ๆ ที่ KAPPRA CAFE ร้านทรงเสน่ห์แห่งท่าดินแดง

“ที่นี่เป็นสตูดิโอที่มีลูกค้าหลากหลายมาก จะดีไซน์เนอร์หรือคนทั่วไปก็เข้ามารู้ มาฟังนวัตกรรมการทำผ้าได้ เขาไปพาหุรัด อาจจะไม่มีคนให้คำปรึกษา แต่ถ้ามาที่นี่ ใครเข้ามาก็คุยกับเราได้ฟรี เราช่วยบอก ช่วยสอน บางทีไม่ใช่แค่สอนเรื่องผ้า แต่คุณพ่อสอนถึงขั้นว่า ถ้าอยากเปิดบริษัทต้องทำยังไง” ลูกสาวเริ่มเล่า ก่อนคุณพ่อเล่าต่อ

“เคยเจอเด็กเดินเข้ามาแล้วบอกว่า พี่ หนูไม่รู้อะไรเรื่องผ้าเลยนะ แต่อยากมีแบรนด์ เราก็เลยเริ่มรวบรวมรายชื่อช่างตัดผ้า พอเจอเด็กแบบนี้อีกก็จะบอกเขาได้ว่า ถ้าจะตัดแนวนี้ควรไปหาช่างคนไหน ก็ช่วยจับคู่ให้เขา เราไม่จำเป็นต้องได้ขายทุกครั้ง คิดแค่ว่า ถ้าช่วยอะไรได้นิดหน่อย เราก็ช่วย ที่นี่จึงเต็มไปด้วยความรู้สึกที่ดีต่อกัน”

เรื่องราวที่เราประทับใจคือครั้งหนึ่ง โกบินสนใจอยากซื้อรองเท้าผ้าใบที่ทำจากผ้ารีไซเคิลของแบรนด์ Maddy Hopper แต่กลายเป็นว่าสีที่ต้องการหมด ต้องรอผลิตเป็นเวลานาน เจ้าของกิจการทอผ้าจึงไม่รอช้า ชวนธุรกิจรองเท้ามาพูดคุย เพราะอยากช่วยให้เขาขายสินค้าได้โดยที่ของไม่หมดสต็อก จากที่เคยดีไซน์ผ้าจำหน่ายอย่างน้อยครั้งละหมื่นหลา โกบินก็ยอมลดอัตราการผลิตเหลือเพียงห้าร้อยหลาเพื่อให้ตรงกับทุนการผลิตของ Maddy Hopper พร้อมเสนอไอเดียผ้ารีไซเคิลกันเปื้อนเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกเผื่อแบรนด์รองเท้าจะสนใจ

พื้นที่แห่งนี้จึงเป็นของทุกคนที่อยากสร้างสรรค์งานผ้าอย่างแท้จริง เพราะสองพ่อลูกรู้ดีว่าการเลือกสิ่งทอเป็นเรื่องของรสนิยมส่วนตัว ดังนั้น สิ่งสำคัญคือทุกคนบนชั้นนี้ต้องรู้สึกผ่อนคลายและมีอิสระเต็มที่ที่จะใช้จินตนาการแต่งแต้มลงบนผ้าทุกผืน และควรได้เลือกเส้นใยที่ตรงกับความต้องการในจังหวะเวลาที่เหมาะสมที่สุด หากลูกค้าต้องการผ้าแค่หลาเดียว ที่นี่ก็ยินดีจำหน่าย ถ้าอยากออกแบบลายเอง ทางร้านก็เต็มใจนั่งคุย เพื่อนำไปสู่การถักทอที่ตรงใจ หรือถ้ามากับแก๊งเพื่อนเพื่อเลือกผ้าตัดเป็นชุดเข้าธีมก็ทำได้

ชิมอาหารวีแกนยามเที่ยง จิบชาอินเดียยามบ่าย แล้วคุยเรื่องผ้าแบบสบาย ๆ ที่ KAPPRA CAFE ร้านทรงเสน่ห์แห่งท่าดินแดง

“เราช่วยลูกค้าคิด คุณจะขายยังไง ขายทางไหน ถ้าผ่านอินสตาแกรมก็น่าจะราคาประมาณนี้ สีประมาณนี้ ที่ปรึกษาของที่นี่จะช่วยคิด บางทีเราก็ขายหลาเดียวกัน ให้เขาลองตัดชุดเดียวเพื่อถ่ายรูป ถ้าขายได้ ค่อยมาซื้อจากเราในปริมาณมากขึ้น เราอยากให้เขาเริ่มต้นธุรกิจโดยเสียหายน้อยที่สุด อยากให้เขามารู้จักผ้าได้ง่ายที่สุด เพราะจริงๆ แล้วงานผ้าไม่ใช่สิ่งน่ากลัว” สองพ่อลูกร่วมกันสรุป

เกร็ดความรู้จากสตูดิโอสิ่งทอ

“เวลาไปเปิดบูธที่เยอรมนี ผ้าของเราจะมีคำว่า Made in Thailand ซึ่งคนทั่วโลกให้ความสำคัญกับสิ่งนี้มาก เขาเชื่อมั่นในฝีมือของไทย แต่ปัญหาคือทุกวันนี้เราไม่ได้แข็งแกร่งเท่าเมื่อก่อน”

ในวันที่กิจการทอผ้าถูกท้าทายโดยมหาอำนาจที่มีเทคโนโลยีการผลิตครบมือ คำถามคือโกบินมีกลยุทธ์ในเส้นทางสายนี้อย่างไร ไหนๆ ก็อยู่ที่ Fabric Studio เราจึงอดไม่ได้ที่จะขอความรู้จากผู้ที่คร่ำหวอดในวงการเสียหน่อย

“ถ้าผมสู้กับจีน ผมก็แพ้วันยังค่ำ ต่อให้ยอมขายขาดทุนก็ยังแพงกว่าผ้าจากจีน เพราะต้นทุนเขาถูกกว่า ฐานการผลิตเมืองไทยสู้จีนไม่ได้ ตอนปี 94-95 โรงทอผ้าในไทยปิดไปเกือบพันแห่ง สิ่งเดียวที่เราจะสู้เขาได้คือการออกแบบ เราจึงต้องมีลวดลายหรือผ้าแบบใหม่ ๆ อยู่เสมอ”

ประสบการณ์กว่า 20 ปี ทำให้วันนี้โกบินเลือกที่จะปรับตัวเพื่อต่อสู้กับฐานการผลิตยักษ์ใหญ่ วันนี้เขาอยากเรียกตัวเองว่าดีไซน์เนอร์ ที่แม้หลายครั้งจะออกแบบแล้วไม่มีคนซื้อ แต่เขาก็ยืนยันจะไม่หยุดออกแบบ เพราะนี่คือธุรกิจเดียวของครอบครัว ไม่มีธุรกิจสำรอง จึงขอออกแบบและทอต่อไปเรื่อย ๆ และถ้าหากลวดลายไหนต้องย้อมหรือพิมพ์ก็จะส่งต่อให้บริษัทที่ทำธุรกิจร่วมกันมาตลอดช่วยต่อยอดผลงาน

ชิมอาหารวีแกนยามเที่ยง จิบชาอินเดียยามบ่าย แล้วคุยเรื่องผ้าแบบสบาย ๆ ที่ KAPPRA CAFE ร้านทรงเสน่ห์แห่งท่าดินแดง
ชิมอาหารวีแกนยามเที่ยง จิบชาอินเดียยามบ่าย แล้วคุยเรื่องผ้าแบบสบาย ๆ ที่ KAPPRA CAFE ร้านทรงเสน่ห์แห่งท่าดินแดง

ผู้เป็นพ่อยกตัวอย่างให้เราเห็นภาพการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมสิ่งทอเพิ่มเติมว่า จากที่สมัยก่อนประเทศไทยผลิตผ้าซาตินหรือผ้าต่วนใช้เองทั้งหมด มาวันนี้กลับเหลือผ้าซาตินไทยไม่ถึงห้าเปอร์เซ็นต์ นอกนั้นเป็นสินค้าจากจีน แม้จะเหลือเพียงน้อยนิด ผ้าซาตินไทยก็ยังเป็นที่ต้องการในตลาดเฉพาะกลุ่มอยู่ เพราะสินค้าจากแดนมังกรไม่สามารถใช้วิธีการผลิตที่จำเพาะต่อความต้องการของลูกค้าทุกรายได้

“เขาต้องการต่วน 110 กรัม ทั้งที่ทั่วไปของต่วนคือแค่ 95 กรัม เราก็ผลิตให้เขาเอาไปทำกางเกงมวยที่สีไม่ตก จุดแข็งอย่างหนึ่งที่เรามีคือเราควบคุมกระบวนการผลิตให้เป็นไปตามความต้องการของลูกค้ารายย่อยแบบที่จีนทำไม่ได้”

ทั้งนี้ โกบินยังหันมาพัฒนาผ้าที่ทอจากพืชอย่างกัญชง เพราะเป็นวัสดุที่ใช้น้ำเพียงหนึ่งในสามของการผลิตผ้าฝ้าย อายุการใช้งานมากกว่า ผิวสัมผัสนิ่มกว่า ดูดซับน้ำได้ดีกว่า อีกทั้งยังเป็นพืชที่ดูแลได้ง่ายเพราะทนต่อแมลงศัตรูพืช 

แล้วทำไมคนไทยไม่ใช้ผ้ากัญชงตั้งนานแล้ว เราสงสัย

“ก็เพราะกัญชงนำไปทำยาเสพติดได้ ทุกรัฐบาลสมัยก่อนจึงห้ามปลูกกัญชงในประเทศ แต่ทุกวันนี้ก็เริ่มมีแล้ว” เจ้าของกิจการตอบทุกคำถามจนเรามั่นใจว่า ใครก็ตามที่เข้ามาใน Fabric Studio จะต้องได้ความรู้เรื่องผ้ากลับไปไม่มากก็น้อย

ชิมอาหารวีแกนยามเที่ยง จิบชาอินเดียยามบ่าย แล้วคุยเรื่องผ้าแบบสบาย ๆ ที่ KAPPRA CAFE ร้านทรงเสน่ห์แห่งท่าดินแดง

ไม่ใช่คู่แข่ง แต่คือคนที่มีความตั้งใจเดียวกัน

หลังทัวร์จนทั่วโชว์รูมจัดแสดงผ้า เราก็ลงบันไดกลับมายังคาเฟ่อีกครั้ง พร้อมโยนคำถามสุดท้ายให้สองพ่อลูก “อะไรทำให้เชื่อว่าร้านที่ขายอาหารวีแกนจะไปรอด โดยเฉพาะในช่วงโควิดแบบนี้”

“เราว่ายิ่งกว่าไปรอด มันจะไปได้ไกล เพราะเราทำทั้งหมดนี้ด้วยใจ ทุกคนที่เข้ามามีแต่คำชมเกี่ยวกับสิ่งที่เราทำ เขามาครั้งหนึ่งแล้วก็กลับมาใหม่ พาแฟน พาแม่ พาเพื่อนมา คอมมูนีตี้ของคนที่กินวีแกน คนรักผ้า และคนที่เห็นความสำคัญของสิ่งแวดล้อมมีแต่จะเติบโตขึ้นเรื่อยๆ หรือหลายครั้ง คนในชุมชนนี้ก็แวะเวียนเข้ามาเหมือนกัน ดังนั้น ถ้าเรายังทำตามความตั้งใจของเราอยู่ ลูกค้าก็จะวนกลับมา ธุรกิจก็จะไปต่อได้” กุลินนาตอบทันควัน

ใต้ไฟสีเหลืองนวลในร้านสีขาว ลูกสาวและคุณพ่ออยากส่งต่อสิ่งที่ตัวเองเชื่อผ่านคาเฟ่อายุไม่ถึงเดือน ทั้งคู่ตั้งใจเปิดเผยข้อมูลทุกมุมของร้านอย่างเต็มที่ หากใครถามว่าวัตถุดิบนี้ได้จากที่ไหน พวกเขาก็ยินดีตอบ เพราะความตั้งใจเริ่มแรกคือ หากกัปปร้าประสบความสำเร็จ กิจการที่จัดสรรวัตถุดิบมาให้ก็ควรประสบความสำเร็จเช่นเดียวกัน กุลินนาและโกบินพร้อมช่วยโฆษณาให้คนไปอุดหนุนธุรกิจพันธมิตรโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย

แล้วถ้ามีคนทำตามแล้วทำได้ดีกว่าล่ะ 

“จะยิ่งดีเลย นี่แหละจะตอบคำถามที่ว่าร้านจะไปรอดได้ยังไง ร้านจะไปรอดเพราะคนอื่นที่ทำได้ดีกว่าจะช่วยเรา กลุ่มที่ใหญ่ขึ้นจะช่วยให้ธุรกิจทั้งหมดไปต่อได้” คุณพ่อตอบ

“ใช่ ถ้าเขาทำได้ดี เราไม่มีทางโกรธเลยนะ เพราะเราเองก็ได้บุญด้วย ยิ่งร้านวีแกนเติบโต เรายิ่งแฮปปี้ เราไม่คิดว่าเขาเป็นคู่แข่ง เพราะพวกเขาคือคนที่มีความตั้งใจแบบเดียวกัน สุดท้ายนี่คือคอมมูนี้ตี้ของวีแกนที่ทุกคนช่วยเหลือกัน” ลูกสาวตอบด้วยรอยยิ้ม

ชิมอาหารวีแกนยามเที่ยง จิบชาอินเดียยามบ่าย แล้วคุยเรื่องผ้าแบบสบาย ๆ ที่ KAPPRA CAFE ร้านทรงเสน่ห์แห่งท่าดินแดง

KAPPRA CAFE

ที่ตั้ง : 437/22 ถนนท่าดินแดง แขวงสมเด็จเจ้าพระยา เขตคลองสาน กรุงเทพฯ 10600 (แผนที่)

วัน-เวลาทำการ : จันทร์ – ศุกร์ 9.00 – 18.00 น. เสาร์ – อาทิตย์ 9.00 – 17.00 น.

โทรศัพท์ : 080-080-4061

Facebook : Kappra Cafe

Website: Kappra Cafe

Writer

สิรวิชญ์ บุญประสิทธิการ

มนุษย์ภูเก็ต เด็กนิเทศที่ทำงานพิเศษเป็นนักเล่าเรื่อง โกโก้ หนัง และฟุตบอล ช่วยให้เข้านอนอย่างมีคุณภาพ

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

Share Location

รวมสถานที่สวยและดีที่อยากชวนคุณแวะเวียนไปช่วงวันหยุด

ชายหาดสีขาวทอดตัวยาวเต็มไปด้วยสัตว์ทะเลตัวจิ๋ว ทิวสนเรียงราย แคมป์ช้างตัวเล็กใหญ่ ร้านอาหารและบาร์เครื่องดื่มในบรรยากาศอะโลฮ่า และมีโรงเรียนสอนเซิร์ฟบอร์ดสำหรับผู้ใหญ่ ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมหาดปะการัง หรือ Memories Beach จังหวัดพังงา จึงกลายเป็นหาดประจำของนักเซิร์ฟบอร์ดมือใหม่และมือเก๋าที่แวะเวียนไปมาบ่อย ๆ

ที่นี่กลายเป็นหมุดหมายปลายทางที่ใครหลายคนตั้งใจมาปักไว้ บ้างปักหมุดชั่วคราว บ้างก็ปักหลักอยู่ยาว แพร-เพียงแพร โชติฐ์สถาพรป์ ก็เป็นอีกคนที่หลงรักที่นี่อย่างถอนตัวไม่ขึ้น เธอเก็บกระเป๋าโยกย้ายมาอยู่เขาหลักเมื่อ 3 ปีก่อน พร้อมก่อตั้ง Seapiens Camp Khaolak แคมป์ธรรมชาติสำหรับเด็ก ๆ ที่สอนเล่นเซิร์ฟ ผจญภัยและทำความรู้จักกับท้องทะเลอย่างเป็นมิตรที่หาดปะการัง

Seapiens Camp แคมป์เด็กที่มีห้องเรียนและสนามเด็กเล่นเป็นท้องทะเลและหาดทรายพังงา

“ชื่อของที่นี่มาจากคำว่า Sapiens เป็นหนังสือที่เล่าเกี่ยวกับวิวัฒนาการของเผ่าพันธุ์มนุษย์ ความสัมพันธ์ของมนุษย์และธรรมชาติ แล้วเราก็อยากให้ที่นี่เป็นสถานที่เชื่อมโยงความสัมพันธ์ของทะเลและมนุษย์ไว้ด้วยกัน ก็เลยเอาคำว่า Sea ไปใส่ไว้แทน กลายเป็น Seapiens” แพรเฉลยที่มาแสนน่ารักของชื่อแคมป์ให้เราฟัง 

“ที่นี่เริ่มต้นเมื่อ 4 ปีก่อน ตอนนั้นเขาหลักยังมีนักท่องเที่ยวไม่เยอะ เรากับ Co-founder มาที่นี่ครั้งแรก เจอเด็กคนหนึ่งกำลังเซิร์ฟอยู่ น้องเล่นเก่งมาก เล่นทั้งวันเลย สุดท้ายเราตัดสินใจเข้าไปทักทายน้อง พอได้คุยกันรู้สึกเลยว่าน้องแตกต่างจากเด็กคนอื่นที่เราเคยเจอ ดูมั่นใจ แววตาเขามีความสุขมาก ๆ ตอนนั้นน้องน่าจะอายุแค่ 7 – 8 ขวบ แต่น้องบอกกับเราว่า น้องอยากเป็นนักกีฬาทีมชาติ มีเป้าหมายของตัวเองตั้งแต่ 7 ขวบ เราสองคนก็เลยคิดว่าอยากให้เด็กคนอื่นมีโอกาสลองมาเล่น เราอยากเห็นสิ่งที่อยู่ในเด็กคนนี้ ไปอยู่กับเด็ก ๆ คนอื่นด้วย” เธอย้อนความถึงจุดเริ่มต้น 

“โปรแกรมแรกของ Seapiens Camp Khaolak เลยเริ่มต้นมาจากสอนเซิร์ฟบอร์ดให้เจ้าตัวน้อยก่อน เพราะเราสองคนถนัดกันอยู่แล้ว จากนั้นเราคิดต่อว่า เขาหลักเป็นทะเลที่มีทรัพยากรสมบูรณ์มาก มีความพร้อมในเรื่องการท่องเที่ยว ก็เลยเกิดเป็นโปรแกรมอื่นตามมาด้วย ในคอนเซ็ปต์ Edutainment เรารู้สึกว่าการที่เขาเดินทางมาหาเราถึงพังงา จะทำยังไงให้มันไม่ใช่แค่สนุก แต่ต้องสนุกและได้เรียนรู้ ได้ Entertainment ได้ Education ไปพร้อม ๆ กัน ทุก ๆ โปรแกรมเลยเป็นความรู้ 40 เปอร์เซ็นต์ สอดแทรกอยู่บนพื้นฐานการเล่นอีก 60 เปอร์เซ็นต์ ให้ความสนุกเป็นตัวนำเด็ก ๆ ไป” เธอเล่าแนวคิด

ทำไมความสนุกถึงควบคู่ไปกับการเรียนรู้ได้ เด็กที่โตในยุคเรียนเป็นเรียน ห้ามเล่น! อดเอ่ยปากถามไม่ได้

“สำหรับเรา เด็กก็คือเด็ก สิ่งแรกที่เด็กคิด เด็กอยากทำ ก็คือการเล่น เพราะฉะนั้น..เล่นเลย! จากนั้นค่อยเอาความรู้เข้าไปใส่ในการเล่นของเขา เขาจะได้รับความรู้โดยไม่รู้สึกว่ากำลังฝืน ในทุกกิจกรรมเราจะมีสื่อการสอน ทั้งสื่อภาพ สื่อวิดีโอ ไปจนถึงเกมที่ให้เขาได้ลงมือด้วยตัวเองจริง ๆ” แพรเล่าวิธีการคิดกิจกรรมชนะใจเด็ก ๆ 

Seapiens Camp แคมป์เด็กที่มีห้องเรียนและสนามเด็กเล่นเป็นท้องทะเลและหาดทรายพังงา
Seapiens Camp แคมป์เด็กที่มีห้องเรียนและสนามเด็กเล่นเป็นท้องทะเลและหาดทรายพังงา

PRIVATE SURFING

โปรแกรมแรกที่ครองใจเด็ก ๆ มานักต่อนัก ทั้งเจ้าตัวน้อยจอมซนที่ชอบทะเล วิ่งไปลุยทรายตั้งแต่แรกเห็น จนถึงเจ้าตัวน้อยที่ยังกลัวเลอะ ไม่กล้าก้าวเท้าเหยียบทราย ให้เปลี่ยนใจไปหลงรักเขาหลัก คลื่นทะเล และหาดทราย

“เราให้เด็ก ๆ ได้ทำความรู้จักกับเซิร์ฟคัลเจอร์ก่อน เล่าประวัติความเป็นมา เปิดการ์ตูนสนุก ๆ เล่าให้เขาฟัง มีเกมที่เราคิดขึ้นเอง สอนให้เขาได้เรียนรู้ถึงการเกิดคลื่น ให้เขาเข้าใจว่าคลื่นมันเกิดจากอะไร ก่อนที่จะไปเล่นเซิร์ฟ มันก็เลยกลายเป็นเรื่องราวที่เชื่อมโยงกัน โดยที่เราไม่ต้องบังคับหรือยัดเยียดเนื้อหาให้เขา

“ซึ่งความปลอดภัยเป็นอย่างแรกที่เราคิด เพราะถ้าเด็กเล่นแล้วเจ็บขึ้นมา จะเป็นเรื่องที่ติดอยู่ในใจเด็ก เขาจะไม่เล่นแล้ว ไม่เอาแล้ว ความปลอดภัยที่แคมป์เลยมาเป็นอันดับหนึ่ง อย่างโปรแกรมเซิร์ฟ เด็กจะต้องใส่ทั้งหมวกกันน็อก ทั้งชูชีพ แล้วก็มีคุณครูที่ดูแลน้องเฉพาะคนเลย จริง ๆ คุณครูที่แคมป์ทุกคนเป็น Surfer ทั้งหมด เราเล่นเซิร์ฟอยู่แล้ว เราอยู่กับทะเลทุกวัน เราบอกกันตลอดว่าจะต้องดูแลน้องทุกคนเหมือนเป็นน้องสาวกับน้องชายของเราเอง เวลาที่น้องเล่นเซิร์ฟ เราผลักส่งเขาไป เราจะต้องไปรับเขาเหมือนไปรับน้องเรา ต้องไปถึงตัวเขาให้เร็วที่สุด” เธอย้ำอย่างหนักแน่น

Seapiens Camp แคมป์เด็กที่มีห้องเรียนและสนามเด็กเล่นเป็นท้องทะเลและหาดทรายพังงา

เรียนรู้กันกันจนเหนื่อย และแล้วก็ถึงเวลา… แคมป์ไฟ! อีกหนึ่งกิจกรรมโปรดของเจ้าตัวแสบทั้งหลาย ที่เด็ก ๆ ติดใจไม่แพ้การ์ตูนหรือท้องทะเล คือการจุดไฟ ปิ้งมาร์ชเมลโล่ แม้จะเป็นกิจกรรมสนุก ๆ ที่อร่อยสำหรับเด็ก ๆ แต่ Seapiens Camp Khaolak ก็ยังไม่พลาดที่จะสอดแทรกความรู้ลงไปตามคอนเซ็ปต์ Edutainment

“เล่นเซิร์ฟเสร็จ ก็จะมีแคมป์ไฟ จุดไฟตรงกลางวงให้เด็ก ๆ ปิ้งมาร์ชเมลโล่กัน คุณครูที่คอยมาช่วยจุดไฟก็จะเล่าให้ฟังว่าทำไมต้องจุดไฟแบบนี้ ทำไมต้องวางหินแบบนี้ เด็ก ๆ ก็สนใจ เข้ามาดูเราใกล้ ๆ ช่วยเราหยิบจับฟืน เขาจะได้ความรู้เรื่องการเกิดไฟ รวมถึงทิศทางลม และทรายที่อยู่บริเวณนั้นด้วย” เธอเล่า ก่อนพาไปสู่กิจกรรมน่าสนุกถัดไป

Seapiens Camp แคมป์เด็กที่มีห้องเรียนและสนามเด็กเล่นเป็นท้องทะเลและหาดทรายพังงา

SHAPER HOUSE

“หนูอยากทำอันนี้ (เซิร์ฟบอร์ด) กลับบ้านด้วย” เมื่อเสียงเจื้อยแจ้วเอ่ยขึ้นมา ลอยเข้าหูของคุณครูผู้รับฟังเสียงเจ้าตัวน้อยพอดี โปรแกรม Shaper House อันน่าสนุกจึงเกิดขึ้นในห้องเรียนกลางหาดทรายแห่งนี้ 

“Shaper เป็นชื่อเรียกอาชีพคนทำเซิร์ฟบอร์ดในต่างประเทศ ทำเงินได้มหาศาลเลย แต่ในประเทศไทย อาชีพนี้ยังไม่แพร่หลาย จุดเริ่มต้นของโปรแกรมนี้ เราอยากเอาอาชีพนี้มาเป็นตัวอย่างให้น้อง ๆ เห็นว่า ในโลกนี้มีอาชีพอะไรอีกเยอะมาก อยากให้น้องได้สนุกกับการดีไซน์เซิร์ฟบอร์ดของตัวเอง ผ่านกระบวนการเคลือบเซิร์ฟบอร์ด ได้หยิบจับอุปกรณ์ที่ใช้จริงในโรงงาน ให้น้องได้เป็นคนแรกที่สัมผัสว่ามันมีอะไรมากกว่าที่เรารู้จักในทุกวันนี้” เธอเล่าความตั้งใจ

ในคลาสเรียนนี้ เด็ก ๆ เริ่มต้นด้วยการดูการ์ตูนแสนสนุก เรียนรู้วิธีการทำเซิร์ฟบอร์ดด้วยเปลือกหอย ตามฉบับ Shaper มือโปรในอดีต ก่อนจะสำรวจรอบ ๆ ตัวภายในห้อง Shaper Room ที่ทำมาเพื่อ Shaper ตัวน้อยโดยเฉพาะ เพื่อหาอุปกรณ์ชิ้นใหม่ที่ยุคปัจจุบันใช้กัน จากนั้นมีวิดีโอสอนทำเซิร์ฟบอร์ดทีละขั้นตอน เพื่อตอบข้อสงสัยในใจเด็ก ๆ จากนั้นปล่อยให้วัยซนดีไซน์ ระบายสี และลงมือขัดเซิร์ฟบอร์ดอันจิ๋วด้วยตัวเองจนเสร็จ พร้อมพกเป็นของที่ระลึกกลับบ้าน

Seapiens Camp แคมป์เด็กที่มีห้องเรียนและสนามเด็กเล่นเป็นท้องทะเลและหาดทรายพังงา
Seapiens Camp แคมป์เด็กที่มีห้องเรียนและสนามเด็กเล่นเป็นท้องทะเลและหาดทรายพังงา

MEET MARINE LIFE

ไปสำรวจสัตว์ทะเลกัน! 

เมื่อได้ยินคำนี้ ขอยอมรับตามตรงว่าแม้ร่างกายและวัยจะไม่เด็กแล้ว ก็ยังแอบตื่นเต้นตามเสียงเรียกของคุณครูไม่ได้ แล้วเจ้าตัวน้อยที่ร่างกายและหัวใจยังเด็ก จะตื่นเต้นแค่ไหนกันนะ 

“เด็ก ๆ ชอบมาก!” คุณครูแพรขวัญใจเด็ก ๆ ยืนยันกับเรา 

“เราจะจับมือพาเขาไปสำรวจทะเล ให้เขาได้คว้าแว่นขยายและกล้องส่องทางไกล สวมชุดกันฝนหลากสีออกเดินทางไปกับเรา คุณครูจะคอยเล่าให้ฟังว่า ระบบนิเวศบริเวณนั้นเป็นอย่างไร วันนี้เราจะเจอใครกันบ้าง จะเจอพี่ทากทะเลหรือเปล่านะ จะเจอพี่ปลิงทะเลไหม แล้วทำไมพี่ปูเสฉวนถึงมาอยู่ตรงนี้กันนะ มื้อกลางวันของพี่ปักเป้าเขาเป็นอะไร

“เราอัปเดตลิสต์สัตว์ทะเลที่เด็ก ๆ เจอกันในเพจ Seapiens Camp ด้วยนะ เพราะบางครั้งเป็นสัตว์ชนิดใหม่ที่เราเพิ่งเคยเจอ บางครั้งเป็นสิ่งที่เจอประจำ เราสอนเขาได้ว่าทำไมพี่คนนี้ถึงมาให้เจอบ่อย ๆ ทำไมพี่คนนี้ไม่ค่อยมา” 

เด็ก ๆ จะได้ทบทวนความรู้ระหว่างทาง ด้วยเกมแปะสติกเกอร์ ให้เจ้าหนูเสนอว่าสัตว์ทะเลชนิดไหน อาศัยอยู่ตรงไหนของทะเลกันนะ ใต้โขดหินหรือเปล่า ในหาดทรายหรือเปล่า พี่คนไหนที่เจอเขาว่ายอยู่เยอะ ๆ ช่วยกันแปะสติกเกอร์รูปสัตว์ชนิดต่าง ๆ ลงบนภาพการ์ตูน ก่อนคุณครูใจดีจะชวนเด็ก ๆ สวมชุดปฏิบัติการสำหรับนักวิทยาศาสตร์ตัวน้อย ไปเก็บตัวอย่างสัตว์ทะเลที่สนใจ แล้วนำมาส่องกล้องจุลทรรศน์ เพื่อเรียนรู้เรื่องกายภาพจนถึงพฤติกรรมการใช้ชีวิต

ถ้าใครอ่านมาถึงตรงนี้แล้วรู้สึกเป็นห่วง ว่าการเก็บตัวอย่างสัตว์ทะเลมาเรียนรู้ พี่ ๆ สัตว์ทะเลจะกลับบ้านถูกไหม แพรก็แอบกระซิบช่วยให้หมดห่วงว่า “สัตว์และปะการังทุกตัวที่เราเก็บไปเข้าห้องแล็บ เราจะพาเขากลับมาปล่อยที่เดิมทุกครั้ง เด็ก ๆ ก็จะได้เรียนรู้วิธีการเก็บตัวอย่างที่ไม่เป็นอันตรายต่อสัตว์และธรรมชาติด้วย” 

จบทริปด้วยการจูงมือเจ้าหนูกลับมาวาดรูป ทบทวนว่าวันนี้ได้ทำความรู้จักพี่ ๆ สัตว์ทะเลตัวไหนบ้าง

เรียนรู้วัฒนธรรมเซิร์ฟ โต้คลื่น สำรวจสัตว์ทะเล ในห้องเรียนธรรมชาติ ริมหาดปะการัง จังหวัดพังงา

OCEAN AND ART

“โปรแกรมนี้เราเริ่มต้นจากการที่อยากให้เด็ก ๆ เก็บขยะทะเล ถ้าเราบอกเขาว่า เด็ก ๆ ไปเก็บขยะกัน เขาคงไม่อยากไป เลยคิดกันว่าจะทำยังไงให้เขาอยากลุกออกไปเก็บขยะกับเรา โดยไม่รู้สึกว่ากำลังโดนบังคับ เริ่มต้นจากเราชวนเขาดูสื่อการเรียนรู้ก่อน ชวนให้เขาคิดกับเราว่าทำไมน้ำทะเลถึงมีสีฟ้านะ สื่อที่เราเตรียมมาก็จะช่วยตอบข้อสงสัยของเขา ว่ามันเป็นการสะท้อนของแสงนะ ออกมาเป็นโปรแกรมศิลปะ ชวนให้เขาได้มาสร้างเมืองริมทะเลตามจินตนาการ ได้สร้างหาดทราย น้ำทะเลของตัวเอง” แพรบรรยายถึงความสนุกที่มาของกิจกรรมน่าสนุกอย่าง Ocean and Art

พอเด็ก ๆ ทำทรายและทะเลเสร็จแล้ว ทีนี้ก็เข้าทาง!

“เด็ก ๆ ไปเก็บขยะมาสร้างบ้านกัน” น้ำเสียงน่าสนุกของคุณครูเกริ่นขึ้น ก่อนเจ้าตัวน้อยจะรีบลุกอย่างตื่นเต้นในทันที เพื่อไปเก็บขยะมาสร้างเป็นเมืองในจินตนาการของตัวเอง “โปรแกรมนี้สำหรับเราถือว่าประสบความสำเร็จมาก น้องบางคนเก็บขยะมาสร้างโมเดลบ้านเสร็จแล้ว ยังถือถุงมาบอกเราอีกว่าหนูอยากไปเก็บขยะต่อ เรายังสอนเขาต่อเรื่องของขยะได้อีก ชวนเขาคิดไปถึงของเล่นที่บ้าน ถ้าหนูเอาไปทิ้ง จะต้องใช้เวลากี่ปีในการย่อยสลาย หนึ่งร้อยปีเลยนะรู้ไหม สุดท้ายเขาก็จะเข้าใจเรื่องการทิ้งขยะมากขึ้น เล่นแบบระมัดระวัง คุ้มค่าที่สุด” เธอเล่าถึงเรื่องราวเรียกรอยยิ้ม

เรียนรู้วัฒนธรรมเซิร์ฟ โต้คลื่น สำรวจสัตว์ทะเล ในห้องเรียนธรรมชาติ ริมหาดปะการัง จังหวัดพังงา

Seapiens Camp 

“การที่เขาได้มาเข้าแคมป์ เขาจะต้องปรับตัวเข้ากับธรรมชาติรอบ ๆ เป็นฝ่ายที่คอยทำความเข้าใจกับธรรมชาติ เราว่าเรื่องนี้เด็ก ๆ จะได้พัฒนาการไปเต็ม ๆ เลย เดินไปสำรวจหินจะต้องทำยังไง เพราะหินก็เป็นหิน เป็นพื้นเรียบให้เขาไม่ได้ เขาก็จะต้องเรียนรู้ที่จะระมัดระวัง เดินช้า ๆ เพื่อไม่ให้ล้ม” เธออธิบายถึงวิธีคิด นอกจากปรับตัวให้เข้ากับธรรมชาติ เจ้าตัวน้อยยังต้องคอยปรับตัวเข้ากับเพื่อนและคุณครู เรียนรู้ที่จะไว้ใจเพื่อนร่วมเดินทางด้วย

แล้วมีน้อง ๆ คนไหนที่งอแงบ้างไหมนะ – เราสงสัย

“เยอะเลยค่ะ แต่ด้วยความที่คุณครูเจอมาบ่อย ก็จะคิดกันเสมอว่านี่คือการพาน้อง ๆ ไปเล่น ต้องไม่ทิ้งน้องนะ เราก็จะมีวิธีการคุยกับน้อง ถ้าหนูไม่ไปกับพี่แพร หนูจะเสียดายนะ เพราะพี่แพรจะพาเราไปดูบ้านปูเสฉวน ทำให้เขารู้สึกว่าเราก็เล่นกับเขาได้นะ เราเป็นเพื่อนเขาได้ พอได้พาเขาไปดูปูเสฉวน เด็ก ๆ ก็จะเห็นว่าปูมันอยู่ในเปลือกหอย เราก็สอนเขาได้ ถ้าเขาไปทะเล แล้วเก็บเปลือกหอยกลับบ้าน พี่ปูเสฉวนก็จะไม่มีบ้านอยู่นะ เราเชื่อว่าทุกอย่างกลายเป็นกิจกรรมสำหรับเด็กได้หมด เพียงแต่ว่าเราต้องใส่เรื่องราวเข้าไป ที่นี่ทุกอย่างจะถูกเล่าผ่านเรื่องราวน่าสนุก พี่คนนี้เขาเกิดมาแบบนี้ มีเพื่อนเป็นพี่คนนี้นะ ทำเรื่องธรรมดาให้มันน่าสนุก เด็ก ๆ เขาก็จะตื่นตาตื่นใจ” แพรเผยเคล็ดลับมัดใจเจ้าหนู

แพรยังกระซิบให้เราฟังด้วยว่า การมาเปิดแคมป์ธรรมชาติให้เจ้าตัวน้อยมาเรียนรู้ ทั้งการเล่นเซิร์ฟ การจุดไฟ การดูคลื่น ไม่ทิ้งขยะในทะเล รวมถึงทำความรู้จักสิ่งมีชีวิตใต้น้ำหลากชนิดแล้ว ทั้งหมดนี้ไม่เป็นเพียงการสอนเด็ก ๆ เท่านั้น แต่ในฐานะผู้สอนก็ได้เรียนรู้หลายสิ่งเหมือนกัน, เรียนรู้เรื่องอะไรบ้างเหรอคะ – เราถามกลับ

เรียนรู้วัฒนธรรมเซิร์ฟ โต้คลื่น สำรวจสัตว์ทะเล ในห้องเรียนธรรมชาติ ริมหาดปะการัง จังหวัดพังงา

“เราได้เรียนรู้ว่า เด็กทุกคนต่างกัน เราต้องเข้าใจธรรมชาติของเด็ก โลกนี้มีอะไรที่เขาจะต้องเจออีกเยอะ ต้องค้นหาตัวตน เด็กบางคนได้เรียนรู้ เจอความเป็นตัวเองจากกิจกรรมนี้ บางคนเจอจากอีกกิจกรรมหนึ่ง เราก็ต้องพยายามทำกิจกรรมให้หลากหลายขึ้น เพื่อเด็ก ๆ ทุกคนจะได้สนุก แล้วก็เจอตัวตนของตัวเองจากที่นี่” เธอตอบ 

“มีหลายครอบครัวกลับมาที่ Seapiens Camp ปีละสองสามครั้ง มาอยู่อาทิตย์ สองอาทิตย์ บางครอบครัวมาบ่อยจนกลายเป็นเพื่อน ไปเล่นเซิร์ฟด้วยกันทั้งคุณครู พ่อแม่ลูก ไปกินข้าว ปิ้งบาร์บีคิวที่หาดด้วยกันก็มี พ่อแม่บางคนไม่คิดว่าลูกตัวเองจะทำได้ บางคนไม่คิดว่าลูกจะยอมเดินบนทราย พอมาที่นี่ลูกเขากลับกล้าเดินลุยทรายกับพี่ ๆ ไปสำรวจสัตว์ทะเล เราดีใจมาก มีความสุขมาก ที่เห็นเด็กตัวเล็ก ๆ ปลดล็อกความกลัวของตัวเอง แล้วยอมวิ่งลงไปเล่นกับเรา

“บางคนยังพูดไม่ชัดเลย บอกเราว่า ‘อยากไปเรียนเจิฟ ไปเรียนเจิฟ’ ที่สำคัญเราดีใจที่เด็กบางคนมาแคมป์เราแล้วเขามีเป้าหมายใหม่ในชีวิตเพิ่มเข้ามาอีกหนึ่งอย่าง บางคนบอกว่าอยากเป็นนักเซิร์ฟทีมชาติ บางคนบอกว่าอยากจับสัตว์ทะเลทุกวัน มันเกิดการพัฒนาต่อ เขาอาจจะโตไปเป็นสัตวแพทย์ เรียนประมง เราไม่รู้ว่าอนาคตเมื่อเขาโตขึ้น ความฝันจะเปลี่ยนไหม แต่อย่างน้อยวันนี้เขาเข้าใจการมีเป้าหมาย และเติบโตไปอย่างมีเป้าหมายแล้ว” แพรเสริม 

“เราอยากให้เขารู้สึกว่าทะเลเป็นบ้านของเขา ให้เขาสนุก สบายใจ อยากกลับมาที่นี่อีก คิดว่าการที่เขามาแคมป์กับเรา ต้องมีสักเรื่องที่โดนใจเขา พอเขารู้สึกว่าที่นี่เป็นบ้าน เมื่อเขาเติบโตขึ้น เราไม่ได้คาดหวังว่าจะเห็นในวันนี้ ในอีก 2 หรือ 3 ปีนี้ แต่ว่าในอีก 10 ปี 20 ปี ที่เขาโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่เหมือนเรา เขาจะไม่มีทางทำลายบ้านของเขาแน่ ๆ” 

เธอทิ้งท้ายถึงภาพอนาคตที่อยากเห็น

เรียนรู้วัฒนธรรมเซิร์ฟ โต้คลื่น สำรวจสัตว์ทะเล ในห้องเรียนธรรมชาติ ริมหาดปะการัง จังหวัดพังงา

Seapiens Camp Khaolak

ที่ตั้ง : หาดปะการัง ตำบลคึกคัก อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา (แผนที่)

สอบถามวัน-เวลาจัดกิจกรรมและโปรแกรมห้องเรียนธรรมชาติได้ที่ 

โทรศัพท์ : 08 0991 2516

เว็บไซต์ : www.seapienscamp.comFacebook : Seapiens Camp Khaolak

Writer

นิธิตา เอกปฐมศักดิ์

นักคิดนักเขียนมือสมัครเล่น ผู้สนใจงานคราฟต์ ต้นไม้และการออกแบบเป็นพิเศษ แต่สนใจหมูสามชั้นย่างเป็นพิเศษใส่ไข่

Photographer

ณัฐปคัลภ์ ทัศนวิริยกุล

ช่างภาพอิสระ | ภูเก็ต ชอบหาของอร่อยกิน รักการใช้เวลากับคนรัก ig : Kenhitive

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load