เช้าตรู่ของวันหนึ่งในเดือนกุมภาพันธ์ ณ สนามบินคันไซ หญิงสองวัยกับเป้ใบเขื่องที่ตั้งใจจะตะลุยกิน เที่ยว และเสพวัฒนธรรมญี่ปุ่นฉบับแบกแพกเกอร์ ที่มาเยือนดินแดนอาทิตย์อุทัยเป็นครั้งแรก เมื่อคนหนึ่งเกิดในยุคดิจิทัลและอีกคนเกิดในยุคแอนะล็อก ความมั่นใจต่างสมัยส่งผลให้พวกเราเชื่อใจในไกด์นำทางที่ต่างกัน เมื่อเธอมั่นใจใน Google Maps ต่างกับฉันที่โตมากับยุคเฟื่องฟูของหนังสือไกด์บุ๊ก ในมือของเธอจึงเป็นสมาร์ทโฟน ส่วนฉันอุ่นใจกับหนังสือนำทาง 

สองไกด์นำเรามาถึงทางออกสถานีรถไฟเพื่อไปตั้งหลักยังเมืองเก่าเกียวโต

แต่ก่อนตะลุยเที่ยวตามแผนการที่วางไว้ เราก็สะดุดตากับไกด์นำทางใหม่ที่สถานีรถไฟ ซึ่งเป็นแผนที่ที่ทำไว้อย่างละเอียดจนแทบรู้สึกเหมือนกับว่า ‘ได้พกเพื่อนชาวญี่ปุ่นติดตัวไปด้วยทุกแห่ง’

สองสาวแบกเป้ตะลุยเกียวโต โกเบ โอซาก้า กินเที่ยวตามรอยร้านอาหารใน Netflix

มุ่งหน้าสู่เกียวโต : อาราชิยาม่า (Arashiyama) ป่าไผ่และชาเขียวแสนอร่อย

สองสาวแบกเป้ตะลุยเกียวโต โกเบ โอซาก้า กินเที่ยวตามรอยร้านอาหารใน Netflix

เมื่อไกด์ในมือ 3 สไตล์มีความเห็นพ้องกัน การเดินทางจากที่พักจึงเป็นไปด้วยความราบรื่น

ภาพใบไผ่ลู่ลมพัดปลิวไหว เหมือนที่เห็นจากโปสการ์ดวัยเด็ก คืออาราชิยาม่าที่เราตั้งใจมาในวันนี้ สัมผัสของความหนาวเย็นและกลิ่นของความสดชื่น คือสิ่งยืนยันว่าเรามาถึงที่นี่แล้ว 

ผู้คนมากมายยกกล้องขึ้นมาถ่ายภาพเก็บความทรงจำอันประทับใจ เราอยากเต็มอิ่มกับสถานที่ให้มากที่สุด จึงค่อย ๆ เดินจนทั่ว หยุดดูความงามจากสีสันของดอกไม้ จนมาถึงริมแม่น้ำโฮซุกาวะ (Hozugawa River) เรานั่งละเลียดมองดูเรือที่พายผ่านไปอย่างช้า ๆ

สองสาวแบกเป้ตะลุยเกียวโต โกเบ โอซาก้า กินเที่ยวตามรอยร้านอาหารใน Netflix

เก็บแรง เติมพลัง พักขา แล้วค่อยออกเดินมาถึงถนนใหญ่ สองข้างทางเต็มไปด้วยร้านรวงมากมายที่แวะลิ้มชิมอาหารได้ตลอดแนว และที่ยอดฮิตคงหนีไม่พ้นขนมหลากประเภทจากชาเชียว ทั้งเค้กขอนไม้ ช็อกโกแลต โมจิ แซนด์วิชคุกกี้ แต่ที่ทำให้เรากล้าฝ่าความหนาวเย็นเพื่อแลกกับประสบการณ์แห่งรสชาติในครั้งนี้ คือ ไอศกรีมแสนนุ่มละมุนทว่าหนักแน่นด้วยชาเขียวที่แทรกผ่านทุกอณูของเนื้อสัมผัส จนเกือบสำลักผงชาเชียวที่ออนทอปมา  

ความเข้มข้นของชาเชียว ทำให้เราต้องไปถึงเมืองอุจิ (Uji) จากสถานีรถไฟอุจิ เดินตรงไปไม่ไกลนักจะพบร้าน Nakamura Tokichi ซึ่งตั้งอยู่ใกล้สามแยก บรรยากาศภายในมีลูกค้ามากมายตั้งตารอคอยมื้ออาหารแสนพิเศษ ภายใต้อากาศหนาวเย็นท่ามกลางละอองหิมะโปรย เมื่อถึงคิวสั่งอาหาร เราเลือกที่นั่งด้านในเพราะมีไออุ่น หลังจากดูเมนูซึ่งแน่นอนว่าเราเลือกจากรูปภาพตามเคมีที่ต้องกัน จนได้โซบะชาเขียวเส้นเหนียวนุ่มในน้ำซุปร้อนกลมกล่อม พร้อมเรียกความสดชื่นด้วยไอศกรีมชาเขียว โมจิ ถั่วแดงกวนที่เสิร์ฟมาในถ้วยไม้ไผ่เป็นของหวานตบท้าย

สองสาวแบกเป้ตะลุยเกียวโต โกเบ โอซาก้า กินเที่ยวตามรอยร้านอาหารใน Netflix

แสงในฤดูหนาวที่เข้ากันกับเรื่องเล่าจากไกด์บุ๊กถึงเมืองอุจิ ในฐานะต้นกำเนิดวรรณกรรมสุดแสนคลาสสิกของญี่ปุ่น เรียกร้องให้เดินทอดน่องไปชื่นชมประติมากรรมตามจุดต่าง ๆ ของเมือง น่าเสียดายที่เรามีเวลาเพียงได้ชมรูปปั้นหินของมุระซะกิ ชิกิบุ (Murasaki Shikibu) ผู้ประพันธ์นวนิยายระดับโลก ณ ริมน้ำอุจิ ก่อนลาเมืองเล็ก ๆ ที่งดงาม  

สองสาวแบกเป้ตะลุยเกียวโต โกเบ โอซาก้า กินเที่ยวตามรอยร้านอาหารใน Netflix

โกเบ : เยือนปราสาทนกกระยางขาว

ภายใต้ชื่อเสียงของจังหวัดเฮียวโงะที่เลื่องลือในความอร่อยของเนื้ออย่างโกเบ ยังมีปราสาทที่ติดอันดับ 1 ใน 3 ปราสาทซึ่งงดงามที่สุดของญี่ปุ่น ความงามที่เย้ายวนของประสาทนกกระยางขาว หรือ ฮิเมจิ แม้ต้องเดินทางจากเกียวโตกว่า 2 ชั่วโมง ก็สร้างแรงดึงดูดให้เราต้องก้าวเท้าไปชื่นชม จากสถานีรถไฟฮิเมจิยังต้องเดินเท้าไปตามรอยของ Google Maps เป็นระยะทางถึง 1.4 กิโลเมตร

สองสาวแบกเป้ตะลุยเกียวโต โกเบ โอซาก้า กินเที่ยวตามรอยร้านอาหารใน Netflix

ปราสาทสีขาวสูงใหญ่ขนาดแหงนหน้าจนคอตั้งบ่า คล้ายกล่าวถ้อยคำเชื้อเชิญให้ขึ้นไปสำรวจโครงสร้างภายในที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้แบบดั้งเดิม มีทั้งชั้นวางอาวุธอย่างปืนและหอก ช่องขนาดเล็กสำหรับยิงปืนและธนู ซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมาก แถมบริเวณกำแพงปราสาทยังมีช่องสำหรับปล่อยหินก้อนใหญ่ใส่ข้าศึกด้วย 

ความสูง 32 เมตรกับขั้นบันไดที่แสนชัน ทำให้กล้ามเนื้อขาถึงขั้นสั่นเกร็ง แต่การได้ลงมานั่งรับลมเย็นดูผู้คนพาสุนัขมาเดินเล่น โดยมีปราสาทฮิเมจิเป็นฉากหลังสลับกับมองเหรียญที่ระลึกในมือ อันเป็นเสมือนสัญลักษณ์แห่งผู้พิชิตปราสาทฮิเมจิ พร้อม ๆ กับนั่งกินไอศกรีมหลากรสหลายแบบจากตู้กด ก็ทำให้ความล้าหดหายไป ก่อนท้องจะร้องเรียกให้ไปชิมสเต๊กชั้นเลิศแห่งเมืองโกเบ 

สองสาวแบกเป้ตะลุยเกียวโต โกเบ โอซาก้า กินเที่ยวตามรอยร้านอาหารใน Netflix

แม้การเดินทางจากฮิเมจิไปยังโกเบจะไม่ราบรื่นอย่างใจหวัง เพราะขณะที่เราตั้งใจอ่านจอแสดงเส้นทางในขบวนรถไฟ กลับพบว่ากำลังมุ่งหน้าไปผิดจุดหมาย จึงต้องตัดสินใจลงอย่างกระทันหัน Kasumigaoka สถานีขนาดเล็กไร้ผู้คน จึงมีความเงียบและที่นั่งอย่างเหลือเฟือให้เราได้ตั้งสติเปิด Google Maps ค้นหาเที่ยวรถไฟขบวนถัดไป 

โกเบยามเย็นคึกคักด้วยผู้คน ร้านอาหารและแสงไฟพร้อมความอร่อยชุ่มฉ่ำจากเนื้อสเต๊กชั้นดี แต่ก็ยังอดเสียดายไม่ได้ เมื่อเวลาอันจำกัดทำให้เราไม่ได้เลาะเล่นแถวอ่าวโกเบ เพราะแสงสีน้ำเงินเวิ้งว้างจากท้องฟ้ายามค่ำเป็นสีสันที่บอกเวลาว่า ‘แบกแพกเกอร์มือใหม่จงรุดหน้ากลับเกียวโตเถิดหนา’

โอซาก้า : รสชาติที่หลากหลาย

บ้านเรือนหนาแน่น เป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึง ‘โอซาก้า’ เมืองปลายทางที่เป็นตัวแทนแหล่งอาหาร จนได้รับการขนานนามให้เป็น ‘ครัวแห่งญี่ปุ่น’ ที่นำเราไปค้นหารสของอาหารและความเป็นชาติผ่านเรื่องเล่าในพิพิธภัณฑ์  

  • ตามรอย Netflix 

‘นักมายากลผู้ควบคุมไฟได้ดั่งใจ’ นิยามสั้น ๆ สุดประทับใจของ คุณลุงโทโย จากสารคดี Street Food : Asia (Osaka Episode) ของ Netflix ที่ทำให้เราตกหลุมรักทั้งอาหารและแนวคิดในการใช้ชีวิต จึงหมุดหมายให้เป็นหนึ่งในร้านที่จะทักทายทำความรู้จักกับลิ้นสัมผัสและกระเพาะอาหารของพวกเรา

ท่องเที่ยวภูมิภาคคันไซกับไกด์ 3 สไตล์ แผนที่ท้องถิ่นญี่ปุ่น หนังสือนำทาง และ Google Maps

เมื่อ Google สร้างเส้นทางคู่ขนานให้ชีวิตต้องมีทางเลือก เราทั้งคู่ตัดสินใจเลือกเส้นทางที่ไม่พลุกพล่าน ทำให้พบกับบรรยากาศที่ต่างออกไป ทั้งลัดเลาะคูคลองระบายน้ำ ลอดใต้สะพาน ผ่านร้านคาเฟ่แนวตะวันตก จนมาพบกับร้านอาหารเล็ก ๆ ข้างทาง แต่แน่นขนัดด้วยผู้คนที่ต่อแถวเรียงราย ทำให้เรามั่นใจว่าต้องเป็นที่นี่แน่ ๆ Izakaya Toyo 

กว่าชั่วโมงหลังต่อแถวริมถนน คิวค่อย ๆ ร่นเข้ามา เริ่มได้ยินเสียงคุณลุงโทโยสร้างสีสันให้ลูกค้าผ่านเสียงทักทายและรอยยิ้ม ทุกเปลวไฟที่โชนแสง ทุกเสียงเชียร์ที่กึกก้อง ทุกการเคลื่อนไหวด้วยมือเปล่าในการทำอาหาร จากลีลาอันเป็นธรรมชาติและใบหน้าแสนสุขของลุงโทโย ช่วยเสริมรสชาติวัตถุดิบที่สดใหม่ให้อร่อยล้ำมากยิ่งขึ้น

ท่องเที่ยวภูมิภาคคันไซกับไกด์ 3 สไตล์ แผนที่ท้องถิ่นญี่ปุ่น หนังสือนำทาง และ Google Maps

Uni Ikura Maguro ที่ได้กินในวันนี้จึงไม่ใช่แค่อาหาร หากแต่เป็นประตูเปิดไปสู่ร้าน Izakaya อันเป็นเสมือนโลกทั้งใบของชายสูงวัยที่ชื่อโทโย โลกที่เก็บรวบรวมทักษะเกี่ยวกับอาหารญี่ปุ่น มาถ่ายทอดให้เหล่านักชิมได้อิ่มและเพลิดเพลินไปกับความธรรมดาที่สุดแสนอร่อย

  • พิพิธภัณฑ์ที่ถูกสร้างให้มีชีวิต

ละเอียดอ่อน ซ่อนความหมาย พิพิธภัณฑ์สไตล์ญี่ปุ่นใน Osaka Museum of Housing and Living ที่ซุกซ่อนตัวอยู่ภายในตึก Tenjimbashi-suji Shotengai  

บันไดพาเรามาสู่หน้าลิฟต์ของอาคารที่เงียบและอ้างว้าง ไม่มีความน่าดึงดูดใด ๆ จนเกิดท้อใจว่าจะได้อะไรกลับไปบ้าง ทว่าเมื่อลิฟต์เปิดขึ้นที่ชั้น 8 พนักงานสาวหน้าตาจิ้มลิ้มสวมชุดกิโมโนประจำชาติ รอต้อนรับด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม รอบตัวมีผู้คนคึกคักหลากหลายช่วงวัยทั้งชายและหญิง ทำให้ใจพองโตจนเกิดมั่นใจเดินไปซื้อตั๋ว

ท่องเที่ยวภูมิภาคคันไซกับไกด์ 3 สไตล์ แผนที่ท้องถิ่นญี่ปุ่น หนังสือนำทาง และ Google Maps

จุดเริ่มต้นเปิดรับเพื่อนใหม่ในนามของพิพิธภัณฑ์ต่างแดน สัมผัสการจำลองเมืองโอซาก้า พื้นที่จัดแสดงแบ่งเป็นตรอกซอกซอยที่มี 2 ซอยหลัก ต่างนำเรื่องราวความเป็นอยู่ของผู้คนในอดีตมาเล่าผ่านข้าวของเครื่องใช้ ร้านค้า ของขายและบ้านเรือนที่จำลองจากของจริง ผู้ชมจึงสนุกไปกับการทดลองเล่น หยิบ จับ สัมผัสบ้านยุคเก่าของญี่ปุ่น ดูห้องครัว ชมชุดหุ่นฟางสำหรับกันหนาว แต่นี่กลับไม่ใช่ไฮไลต์ เพราะความละเอียดอ่อนถูกซ่อนไว้ผ่านการล้อเล่นกับผัสสะอื่น ๆ อย่างแสงสีที่ค่อย ๆ เคลื่อนคล้อยไปตามช่วงวัน 

ท่องเที่ยวภูมิภาคคันไซกับไกด์ 3 สไตล์ แผนที่ท้องถิ่นญี่ปุ่น หนังสือนำทาง และ Google Maps

ขณะเพลิดเพลินกับสิ่งจำลองต่าง ๆ กลับไม่รู้เลยว่า แสงค่อย ๆ แปรเปลี่ยนไป จากยามเช้าสดใส กลางวันเจิดจ้า จนความมืดค่อย ๆ คืบคลานเข้ามา สำหรับผู้ที่เคยมาเป็นครั้งแรกย่อมงุนงง มองตากันและเริ่มคิดหาทางกลับที่พัก ก่อนรีบออกจากห้องจัดแสดงได้ยินเสียงไก่ขันจึงฉุกคิดได้ว่า ‘เราโดนหลอกเข้าแล้ว’ จากความพลาดท่าเสียทีที่ไกด์บุ๊กไม่มีโอกาสส่งเสียงเตือน กลายเป็นเสียงหัวเราะและความครื้นเครง 

ก่อนพระจันทร์ขึ้นบนท้องฟ้า ฝูงนกน้อยบินผ่าน กลุ่มดาวเปล่งประกาย เมื่อตั้งหลักได้เราจึงคิดหาที่นั่งพร้อมเข้าไปในบ้านที่มีแสงไฟอบอุ่น สำรวจบรรยากาศภายใต้ความมืดสลัว ทุกอย่างรอบตัวนิ่งสนิท เสียงฝีเท้านักท่องเที่ยวจางหายไป กระทั่งเวลาผ่านไปสักระยะกว่าแสงสว่างจะมาเยือน พร้อมไก่ขันให้สัญญาณว่าวันใหม่มาถึงแล้ว เมื่อนั้นไฟในบ้านเริ่มดับลง นักท่องเที่ยวออกจากชายคาส่งเสียงพูดคุยส่งสัญญาณแห่งชีวิตให้กลับมาสู่ห้องจัดแสดงอีกครั้ง

ท่องเที่ยวภูมิภาคคันไซกับไกด์ 3 สไตล์ แผนที่ท้องถิ่นญี่ปุ่น หนังสือนำทาง และ Google Maps

เมื่อเสี้ยวหนึ่งของคันไซ ได้กลายมาเป็นเสี้ยวแห่งความทรงจำของเรา หลังไม่ได้ท่องเที่ยวนับแรมปี ความกระหายในการเดินทางทำให้อดไม่ได้ที่จะนึกถึงเพื่อนนำเที่ยวต่างสมัย ทั้งเพื่อนรุ่นคลาสสิกอย่างไกด์บุ๊ก เพื่อนเรียลไทม์อย่าง Google Maps หรือเพื่อนพื้นถิ่นอย่างแผนที่แจกฟรีจากญี่ปุ่น ที่ร่วมตะลุยกันทุกที่จนกระดาษแทบละลาย และสุดท้ายเพื่อนร่วมแชร์ห้องพัก Angleli สาวนักบัญชีชาวฟิลิปปินส์ ผู้ชื่นชอบการเดินทางแบบลำพังที่มาพร้อมกระเป๋าลากใบโต เข้ามาเติมเต็มการท่องเที่ยวของเราให้ครบรส และความชื่นชอบในเมืองไทยของเธอ ทำให้หวังว่าเราจะมีโอกาสได้ต้อนรับเพื่อนจากต่างแดนสักครั้งที่ Bangkok

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งสมุดลิมิเต็ดอิดิชัน จาก ZEQUENZ แบรนด์สมุดสัญชาติไทย ทำมือ 100 % เปิดได้ 360 องศา ให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writers

โสภา ศรีสำราญ

ลูกหลานลาวครั่งที่พันพัวอยู่กับวงการอาหารและงานเขียนหลากแนว ชื่นชอบงานศิลปะ วัฒนธรรม รักการท่องเที่ยวและการตีสนิทกับผู้คนในทุกที่ที่ไปเยือน

สุธาสินี บุญเกิด

ชาวตะกั่วป่า จบประวัติศาสตร์ ไม่เคยสนใจดาราศาสตร์จนรู้จักพลูโต เข้าร้านกาแฟแต่สั่งโกโก้ ชอบเดินโต๋เต๋แวะชิมริมทาง ริอ่านปลูกผักกระถางสไตล์คนเมือง

Photographer

โสภา ศรีสำราญ

ลูกหลานลาวครั่งที่พันพัวอยู่กับวงการอาหารและงานเขียนหลากแนว ชื่นชอบงานศิลปะ วัฒนธรรม รักการท่องเที่ยวและการตีสนิทกับผู้คนในทุกที่ที่ไปเยือน

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

27 มิถุนายน 2560
9 K

เมื่อพูดถึงปารีส เมืองหลวงของฝรั่งเศส สิ่งที่ผุดพรายขึ้นมาในหัวเราเป็นอันดับแรกๆ คืออะไร หอไอเฟล น้ำหอม แฟชั่น โมนาลิซ่า ความหรูหรา หรือความโรแมนติก?

ในม่านหมอกของความงดงามเหล่านั้น ปารีสได้ชื่อว่าเป็นนครแห่งแสงสว่าง (La Ville LumièreThe City of Light) เพราะเป็นเมืองแรกในยุโรปที่ติดตั้งเสาไฟตะเกียงเเก๊สหลายหมื่นดวงบนท้องถนนในทศวรรษ 1860 ทำให้กลายเป็นเมืองหรูหราสว่างไสวไม่มีวันหลับ นำมาซึ่งความสำรวยสำราญทั้งในยามกลางวันและกลางคืน สมกับเป็นเมืองที่ผู้คนเฝ้าฝันถึง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวตรัสไว้ในพระราชนิพนธ์ ไกลบ้าน ว่า ปารีสเป็น ‘เมืองบรมสุข’

นอกจากความสว่างไสวที่มองเห็นได้ด้วยสายตาแล้ว ปารีสยังได้ชื่อว่าเป็นเมืองที่จุดไฟส่องสว่างทั้งในสมองและจิตใจ เนื่องจากเป็นบ้านเกิดของปัญญาความคิดหลายสาขาตั้งแต่อดีตกาล กลิ่นหอมรัญจวนของน้ำหอมชโลมเมืองให้รื่นรมย์ คลอเคล้าไปกับอวลไออุดมการณ์ทางการเมืองและการปฏิวัติ สำนึกของ เสรีภาพ เสมอภาค ภราดรภาพ (Liberté, Égalité, Fraternité-คำขวัญประจำชาติฝรั่งเศส) ล่องลอยอยู่ในบรรยากาศ กระตุ้นให้แรงบันดาลใจแห่งประชาธิปไตยของไทย (ที่ตอนนี้อยู่ไหนไม่รู้) กำเนิดขึ้นที่มหานครแห่งนี้เมื่อ 90 ปีก่อน

ปารีส

ย่าน Quartier Latin (การ์ติเย ลาแตง) กลางกรุงปารีส ได้ชื่อว่าเป็นถิ่นชุมนุมปราชญ์ราชบัณฑิตมาเนิ่นนาน หนึ่งในสถานที่สำคัญที่สุดในย่านนี้คือมหาวิทยาลัยปารีส หรือที่รู้จักกันในชื่อ ซอร์บอนน์ (Université Paris-Sorbonne) ที่ก่อตั้งขึ้นในราวคริสต์ศตวรรษที่ 12 ได้ชื่อว่าเก่าแก่เป็นอันดับ 2 ของโลก (รองจากมหาวิทยาลัยโบโลญญาในอิตาลี) จวบจนปัจจุบันซอร์บอนน์ก็มีอายุเกือบ 1,000 ปีแล้ว ด้วยเหตุนี้ การ์ติเย ลาแตง จึงเป็นย่านของนิสิตนักศึกษาและเป็นแหล่งวิชาความรู้

ปารีส ปารีส

อพาร์ตเมนต์เลขที่ 9 ถนนซอมเมอราร์ (Rue de Sommerard) ตั้งอยู่บนถนนสายเล็กๆ ที่เงียบสงบในย่านนี้ ต้นเดือนกุมภาฯ พ.ศ. 2469 (ค.ศ. 1927) ท่ามกลางความหนาวเหน็บในฤดูหนาวของกรุงปารีส นักเรียนไทยที่ศึกษาอยู่ในประเทศฝรั่งเศส อังกฤษ และสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งศึกษาอยู่ในสายวิชาที่ต่างกัน 7 คน รวมกันเช่าห้องห้องหนึ่งในอพาร์ตเมนต์เลขที่ 9 แห่งนี้ เพื่อใช้เป็นที่ประชุมเรื่องการเปลี่ยนแปลงการปกครองของสยาม ซึ่งเป็นการประชุมที่จริงจังมากทีเดียวเพราะใช้ไปเวลาทั้งสิ้น 4 วัน 5 คืน และในวันเริ่มการประชุมก็ตรงกับวันเกิดปีที่ 30 ของประยูร ภมรมนตรี หนึ่งในแกนนำ น่าสนใจที่บรรพบุรุษของเรามีกิจกรรมวันเกิดที่แสนยิ่งใหญ่และจะเปลี่ยนโฉมหน้าของบ้านเกิดเมืองนอนตลอดไป

ในบรรดาผู้ที่มาประชุมในครั้งนั้น มี 2 คนที่เราได้ยินชื่อกันจนคุ้นหู คนแรกคือ ปรีดี พนมยงค์ นักศึกษาปริญญาเอก สาขานิติศาสตร์ ผู้เป็นแกนนำและมันสมองของกลุ่ม อีกคนก็คือ ร้อยโท แปลก ขีตตะสังคะ นักเรียนทหารปืนใหญ่ ชื่อนี้อาจจะฟังดูไม่คุ้นนัก แต่ทุกคนคงจะร้องอ๋อเมื่อบอกว่า ท่านผู้นี้คือ จอมพล ป. พิบูลสงคราม ซึ่งต่อมาจะเป็นนายกรัฐมนตรีที่ดำรงตำแหน่งยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย เป็นเวลาถึง 14 ปี 11 เดือน เป็นเรื่องแปลกดีที่ จอมพล ป. เกิดวันที่ 14 กรกฎา ตรงกับวันทลายคุกบัสตีย์ (Bastille) หมุดหมายสำคัญของการปฏิวัติฝรั่งเศส ซึ่งถือเป็นวันชาติฝรั่งเศสในเวลาต่อมา

การหารือในวันนั้นถือเป็นการประชุมทางการครั้งแรกของ ‘คณะราษฎร’ ใครจะนึกว่าโครงการบ้าบิ่นของคนหนุ่ม 7 คนที่เริ่มต้นในห้องเเคบๆ ในเมืองแห่งการปฏิวัติในวันนั้น จะเป็นจริงขึ้นในอีก 5 ปีต่อมา ใครจะเชื่อว่าความคิดที่หากปฏิบัติการไม่สำเร็จ คณะราษฏรจะกลายเป็นกบฏซึ่งมีโทษคือการประหารชีวิต จะนำพาประชาธิปไตยมาสู่ในในปี 2475 (แต่ตอนนี้อยู่ไหนแล้วหว่า)

ปารีส

ปัจจุบัน อพาร์ตเมนต์เลขที่ 9 ถนนซอมเมอราร์ ได้กลายเป็นโรงแรม Best Western Le Jardin de Cluny โรงแรมสี่ดาวที่เงียบสงบ เน้นการประกอบกิจการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และสนับสนุนการท่องเที่ยงอย่างยั่งยืน ไฮไลต์หนึ่งของโรงแรมคือบุฟเฟต์อาหารเช้าแบบออร์แกนิกที่ให้บริการทุกเช้าในห้องอาหารเพดานโค้งสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 13 สนนราคาค่าห้องตกคืนละ 250 – 360 ยูโร (ตีคร่าวๆ เป็นตัวเลขกลมๆ ตกประมาณ 9,000 – 13,000 บาท ได้นอนในตึกประวัติศาสตร์เลยนะ)

ตอนหาข้อมูลเขียนบทความเรื่องนี้เรานึกถึงหนังเรื่อง Les Misérables ที่ได้ดูเมื่อสี่ห้าปีก่อน (ซึ่งตอนนั้นอินมาก) หนังสร้างขึ้นมาจากวรรณกรรมอมตะนิรันดร์กาลเล่มหนามากของ Victor Hugo (เล่มดังอีกเล่มคือ Notre-Dame de Paris ที่ต้นฉบับดาร์กมาก แต่ Disney ใส่ความชวนฝันแล้วปิดท้ายด้วย Happy ending กลายมาเป็นแอนิเมชัน The Hunchback of Notre Dame ในปี 1996) Les Misérables ได้รับการยกย่องให้เป็นวรรณกรรมหนึ่งเล่มสำคัญที่สุดของฝรั่งเศสในศตวรรษที่ 19 การประชุมของคณะราษฎรทำให้เรานึกถึงมาริอุส (แสดงโดย Eddie Redmayne) พระเอกของเรื่องกับแก๊งหนุ่มนักปฏิวัติ ซึ่งเป็นคนหนุ่มจากหลากหลายสาขา แต่มีอุดมการณ์ร่วมกันที่จะเปลี่ยนแปลงสังคมไปสู่ยุคสมัยใหม่ ในตอนรวมตัวกันเพื่อประชุมวางแผนการปฏิวัติโค่นล้มรัฐบาล พวกเขาร้องเพลงชื่อ Red and Black มีท่อนหนึ่งที่จับใจและถ่ายทอดความรู้สึกของคนหนุ่มที่กำลัง ‘คิดการใหญ่’ ได้เป็นอย่างดี

“Have you asked of yourselves
What’s the price you might pay?
Is it simply a game for rich young boys to play?
The colours of the world are changing
day by day…”

หนุ่มนักปฏิวัติใน Les Misérables รวมตัวกันในชื่อ The Friends of the ABC (Les Amis de lABC) มีที่มาจากการอ่านออกเสียงตัวอักษร A B C แบบฝรั่งเศส เป็น อา เบ เซ ซึ่งไปคล้ายกับเสียงอ่านคำว่า abaissés (แปลอังกฤษว่า the “lowly” / abased) สื่อความหมายประมาณว่าเป็นกลุ่มคนที่ถูกกดให้ต้อยต่ำ (จากอำนาจของผู้ปกครอง) ความหมายนี้ทำให้เรานึงถึงคำว่า ‘คณะราษฎร’ แม้พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ปี 2555 จะให้ความหมายของคำว่า ‘ราษฎร’ เอาไว้ว่า ‘พลเมืองของประเทศ’ แต่ปรีดี พนมยงค์ ผู้เลือกใช้ชื่อคณะราษฎรได้อธิบายความหมายของคำว่าราษฎรเอาไว้ว่า พลเมืองสยามส่วนมากซึ่งอยู่ภายใต้อำนาจการปกครองสมัยนั้นเรียกตัวเองว่าราษฎร… คือแสดงถึงลักษณะของพลเมืองส่วนใหญ่ที่ถูกปกครองโดยระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ดังนั้น เราจึงถือว่าเราเป็น คณะราษฎร เพราะเราทำตรงกับความต้องการของราษฎร” เราจึงคิดว่าความหมายของ The Friends of the ABC ก็มีเซนส์เดียวกับความหมายของคำว่า คณะราษฎร ที่ปรีดีกล่าวไว้เลยทีเดียว

เมื่อฝันและหวังของคนหนุ่มต่อประชาธิปไตยยังคงเรืองรอง ตามรอยคาเฟ่ที่ชุมนุมของ ปรีดี พนมยงค์ จอมพล ป. พิบูลสงคราม และคณะราษฎรที่ฝรั่งเศส

เหล่าปัญญาชน นักคิดนักเขียน และศิลปิน ในปารีสมักรวมตัวกันที่ café ซึ่งไม่ได้เสิร์ฟแค่ชากาแฟอย่าเดียวเท่านั้น แต่ café ในปารีสยังเสริฟอาคารคาวหวานทั้งเบาทั้งหนักและเครื่องดื่มนานาชนิดตลอดทั้งวัน
The Friends of the ABC พบปะกันที่ Café ABC เช่นเดียวกับคณะราษฎรก็พบปะกับที่ café (ลองนึกถึงการพบปะที่ café ของเหล่าคนดังในยุค 1920 ในหนัง Midnight in Paris-สมัยเดียวกันกับยุคกำเนิดคณะราษฎรในปารีส) ท่านผู้หญิงพูนสุข พนมยงค์ คู่ชีวิตของปรีดีเล่าไว้ว่า

เมื่อครั้งที่นายปรีดีเป็นนักศึกษา เคยมาเดินเล่นและพูดคุยปัญหาบ้านเมืองกับเพื่อนคนหนึ่ง บางวัน ข้าพเจ้ากับนายปรีดีออกจาก Sainte-Geneviève แล้วก็มานั่งเล่นที่ร้านกาแฟ Café Select มุมถนน Rue des Ecoles ตัดกับถนน Boulevard Saint-Michel… นายปรีดีเล่าให้ข้าพเจ้าฟังว่า ที่ร้านกาแฟนี้ นายปรีดีและเพื่อนๆ ร่วมกันคิดเปลี่ยนแปลงการปกครอง ปรารถนาให้สยามประเทศมีรัฐธรรมนูญ มีรัฐสภา มีเสรีภาพและประชาธิปไตย… เมื่อ 2 ปีก่อน (พฤษภาคม 2542) ข้าพเจ้าหวนกลับไปปารีสอีกครั้ง ร้าน Café Select ปัจจุบันเป็นร้านขายเสื้อผ้า ไม่หลงเหลือสภาพเดิมให้ปรากฏ”

เมื่อฝันและหวังของคนหนุ่มต่อประชาธิปไตยยังคงเรืองรอง ตามรอยคาเฟ่ที่ชุมนุมของ ปรีดี พนมยงค์ จอมพล ป. พิบูลสงคราม และคณะราษฎรที่ฝรั่งเศส

เมื่อฝันและหวังของคนหนุ่มต่อประชาธิปไตยยังคงเรืองรอง ตามรอยคาเฟ่ที่ชุมนุมของ ปรีดี พนมยงค์ จอมพล ป. พิบูลสงคราม และคณะราษฎรที่ฝรั่งเศส

เมื่อฝันและหวังของคนหนุ่มต่อประชาธิปไตยยังคงเรืองรอง ตามรอยคาเฟ่ที่ชุมนุมของ ปรีดี พนมยงค์ จอมพล ป. พิบูลสงคราม และคณะราษฎรที่ฝรั่งเศส

แต่อย่างไรก็ตามมีหนังสือบางเล่มกล่าวว่าร้าน Café Le Select ยังเปิดให้บริการอยู่จนถึงทุกวันนี้ เราตามรอยจนไปถึงร้านเลขที่ 99 boulevard du Montparnasse ไม่ไกลจากย่านการ์ติเย ลาแตง นัก ก็พบร้านกาแฟปารีเซียงคลาสสิก ตั้งเก้าอี้หวายน่าเอ็นดูไว้หน้าร้านเช่นเดียวกับร้านกาแฟทั่วไปในปารีส แต่โดดเด่นด้วยไฟนีออนขดเป็นคำว่า Le Select ชื่อของร้าน Café แห่งนี้เปิดบริการมาตั้งแต่ปี 1923 (พ.ศ. 2466) เป็นร้านดังพอตัวในฐานะที่พบปะของเหล่านักคิด มีศิลปินเซเลบอย่าง Picasso และนักเขียนดังอย่าง F. Scott Fitzgerald (คนเขียน The Great Gatsby) และ Ernest Hemingway (คนเขียน The Old Man and the Sea) เเวะเวียนมาเขียนงานบ้าง เจอเพื่อนบ้าง กินข้าวบ้าง

เมื่อฝันและหวังของคนหนุ่มต่อประชาธิปไตยยังคงเรืองรอง ตามรอยคาเฟ่ที่ชุมนุมของ ปรีดี พนมยงค์ จอมพล ป. พิบูลสงคราม และคณะราษฎรที่ฝรั่งเศส

เราสั่ง Café gourmand กับบริกรที่เป็นคุณลุงรุ่นเก๋าท่าทางใจดี เพื่อนเราที่เรียนอยู่ที่ปารีสแนะนำให้สั่งเมนูนี้เพราะจะได้ละเลียดทั้งกาแฟเอสเพรสโซเคล้าคลอกับขนมหวานที่เสริฟพร้อมกันมาหลากหลายชนิดตามแต่ละร้านจะเลือกสรรจัดให้ (ซึ่ง gourmand นอกจากจะแปลว่านักชิมแล้วยังแปลว่าตะกละด้วยเเหละ) ชมร้านไปพลาง จิบกาแฟพลาง กินขนมไปพลาง ก็ได้แต่นึกคิดไปว่า ร้านนี้รึเปล่านะ โต๊ะตัวนี้ใช่ไหม เก้าอี้ตัวนี้รึเปล่า ที่เหล่าคนหนุ่มกลุ่มหนึ่งมานั่ง มาพบปะกัน เมื่อ 90 ปีก่อนเพื่อคุยกันถึงอนาคตที่ใฝ่ฝันถึง

ภาพ :  www.parisenimages.fr

ถ้าคุณมีประสบการณ์เดินทางแปลกใหม่ / บทเรียนจากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญส่งเรื่องราวของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue/โรงเรียนนานาชาติ’

ถ้าผลงานของคุณได้รับการตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะมีสมุดบันทึกปกหนังเล่มสวยส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

 

 


 

อ้างอิง

กษิติ มงคลนาวิน, ฝรั่งเศส. กรุงเทพฯ : ปราชญ์เปรียว, 2549.

เกียรติชัย พงษ์พาณิชย์. ปฏิวัติ 2475. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : แสงดาว, 2560.

จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ, ไกลบ้าน. พิมพ์ครั้งที่ 6. กรุงเทพฯ : อักษรเจริญทัศน์, 2545.

ชาญวิทย์ เกษตรศิริ. 2475 การปฏิวัติสยาม. พิมพ์ครั้งที่ 2 แก้ไขเพิ่มเติม. กรุงเทพฯ : มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์
      และมนุษยศาสตร์, 2543.
นครินทร์ เมฆไตรรัตน์. การปฏิวัติสยาม พ.ศ. 2475. พิมพ์ครั้งที่ 5 ฉบับแก้ไขและปรับปรุงครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ :
      ฟ้าเดียวกัน, 2553.
พูนศุข พนมยงค์, ท่านผู้หญิง. ไม่ขอรับเกียรติยศใดๆ ทั้งสิ้น 95 ปี 4 เดือน 9 วัน พูนศุข พนมยงค์. กรุงเทพฯ : ตถาตา
      พับลิเคชั่น, 2551.

Writer & Photographer

นักรบ มูลมานัส

นักคุ้ยของเก่าผู้เล่าเรื่องผ่านการสร้างภาพ (ประกอบ) ที่อยากจะลองเล่าเรื่องผ่านตัวอักษรดูบ้าง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load