เกือบ 2 ปีที่แล้ว Tencent Video แพลตฟอร์มวิดีโอสตรีมมิงจากประเทศจีนที่มียอดผู้ใช้ถึง 900 ล้านคน ตัดสินใจเข้ามาทำตลาดในไทยเป็นพื้นที่แรก ในชื่อใหม่ WeTV ภายใต้บริษัท เทนเซ็นต์ (ประเทศไทย) จํากัด

ท่ามกลางสนามรบวิดีโอสตรีมมิงมากมาย ยังไม่นับรวมถึงโซเชียลมีเดียต่างๆ ยอดผู้ใช้งานของ WeTV แพลตฟอร์มรายเดียวที่นำเสนอคอนเทนต์จีนอย่างถูกลิขสิทธิ์ เติบโตขึ้นถึง 7 เท่า ในเวลาไม่ถึง 2 ปี

กลยุทธ์หลักได้แก่ ออริจินัล คอนเทนต์ นวัตกรรม และคอมมูนิตี้ 3 สิ่งที่ทำให้ WeTV แตกต่างจากวิดีโอสตรีมมิงอื่นๆ ในตลาดเดียวกัน แต่ไม่ใช่แค่การนำเข้าคอนเทนต์จากจีนที่ทำให้แบรนด์นี้ประสบความสำเร็จ WeTV ต้องการขยายกลุ่มเป้าหมายด้วยการทำงานกับผู้ผลิตในประเทศเพื่อผลิตคอนเทนต์ส่งออกและสร้างวัฒนธรรมใหม่ร่วมกัน  เช่นเดียวกับการนำคอนเทนต์คุณภาพจากประเทศข้างเคียง อาทิ เกาหลี และญี่ปุ่น มาออกอากาศ เพื่อเป้าหมายสุดท้ายที่จะเป็นศูนย์รวมความบันเทิงของเอเชียอย่างสมบูรณ์

กนกพร ปรัชญาเศรษฐ Country Manager เบื้องหลัง WeTV แพลตฟอร์มที่เป็นมากกว่าผู้สร้างคอนเทนต์

คุณเจี๊ยบ-กนกพร ปรัชญาเศรษฐ คือ Country Manager ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จนี้ เธออยู่ในวงการดิจิทัลมีเดียมา 10 ปี ก่อนผันตัวมาดูแลเรื่องดิจิทัลคอนเทนต์มากขึ้น 

เธอเชื่อในการเปลี่ยนแปลงจึงทำงานแบบธุรกิจสตาร์ทอัพ เพราะการปรับตัวให้เร็วในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีเป็นเรื่องสำคัญ ทีมของเธอคล่องตัวและมีิวิธีการทำงานแบบ Cross Functional คือการให้คนที่มีหน้าที่แตกต่างกันมาทำงานร่วมกันเพื่อเป้าหมายเดียว

WeTV เป็นเจ้าของคอนเทนต์ดังอย่าง ปรมาจารย์ลัทธิมาร (The Untamed), สามชาติสามภพ ลิขิตเหนือเขนย (Eternal Love of Dream) และยังเป็นผู้ริเริ่มโปรเจกต์ละคร ฉลาดเกมส์โกง (Bad Genius The Series) ที่ทำร่วมกับ GDH 

WeTV ในวันนี้ ไม่ได้เป็นแค่แพลตฟอร์มนำเสนอข้อมูลและเนื้อหาต่างๆ ทางเดียว คุณเจี๊ยบเห็นภาพแบรนด์เป็นคอมมูนิตี้ของคนที่ชอบอะไรเหมือนๆ กันมาตั้งแต่วันแรก ซึ่งอธิบายกลยุทธ์และวิธีการทำงานหลายอย่างของเธอได้ดีที่สุด

ว่าแล้วก็กดเพลย์ฟังแนวคิดของเธอไปพร้อมๆ กัน

สิ่งที่ยากที่สุดของการพา WeTV เข้ามาในไทยคืออะไร

สิ่งที่ยากที่สุดคือการทำความเข้าใจกลุ่มผู้ใช้บริการ ในฐานะแพลตฟอร์ม เรารู้อยู่แล้วว่าจุดแข็งเราคือคอนเทนต์จีน เพราะเรานำดีเอ็นเอของ Tencent Video มาใช้ คอนเทนต์จีนเคยป๊อปปูลาร์มากในสมัย 80s ถึง 90s แล้วก็ค่อยๆ ห่างหายไป เรื่องแรกที่ต้องทำจึงเป็นการบ่งชี้กลุ่มทาร์เก็ตในไทย ซึ่งท้าทายมากนะ เราต้องหาว่ากลุ่มคนที่ดูคอนเทนต์จีนเขาอยู่ที่ไหน พอหาเจอก็ต้องแนะนำตัวเอง ทำความรู้จักเขา ซึ่งจริงๆ แล้วในไทยเอง คอนเทนต์จีนอาจจะแค่ไม่มีคนพูดถึง แต่ไม่ได้แปลว่าไม่มีคนดู ถ้าเราลองไปเสิร์ช Google Trend ‘หนังจีนพากย์ไทย’ ยังมีคนหาค่อนข้างเยอะ และเป็นอะไรที่คนไทยคุ้นเคยอยู่แล้ว 

 ในฐานะ Country Manager คุณทำให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้ยังไง

หน้าที่ของเราคือกำหนดทิศทางของธุรกิจว่าเราจะเดินไปทางไหน วางกลยุทธ์ของโปรดักต์ การวางแผนในการดำเนินงาน เราต้องดูภาพรวมทั้งหมด นอกเหนือจากนี้ เราเองต้องหาโอกาสในการขยายธุรกิจกับพันธมิตรต่างๆ ไม่ว่าจะเชิงคอนเทนต์ เชิงคู่ค้า หรือผู้ให้บริการอื่นๆ ที่เราสามารถจับมือกันทางธุรกิจได้ด้วย

ไทยเป็นที่แรกที่ Tencent Video มาเปิดธุรกิจนอกประเทศ เราจึงต้องทำงานร่วมกับทีมภูมิภาค สร้างความเข้าใจตรงกัน ทิศทางของโปรดักต์จากจีนมาไทยต้องทำการ Localize อย่างแอปพลิเคชันที่มีผู้ใช้งาน 900 ล้านคน เราไม่จำเป็นต้องรับมาทุกฟีเจอร์ หรือเรื่อง Content Strategy ก็สำคัญ เราต้องหาคอนเทนต์ที่ดูได้พร้อมกันทั้งจีนและพื้นให้บริการอื่นๆ ที่ WeTV มีให้บริการ 

ในทางกลับกันก็จะมีคอนเทนต์ไทยที่จะได้ไปฉายในพื้นที่อื่นๆ เราต้องคุยกับ Country Manager ในแต่ละพื้นที่ด้วย สมมติเราจะทำเรื่องนี้ ทางฝั่งโน้นสนใจที่จะนำคอนเทนต์เราไปฉายพร้อมกันไหม 

และอีกหน้าที่หลักของ Country Manager ที่สำคัญมากๆ คือการคัดเลือก Talent ของทีม เป็นเรื่องยาก หายาก แต่หาได้ (หัวเราะ)

ทีมที่ WeTV มองหาเป็นแบบไหน

ทีม WeTV ทำงานเหมือนสตาร์ทอัพ อย่างแรกต้องมีแพสชันในฝั่งของคอนเทนต์ ไม่จำเป็นว่าทุกคนต้องชอบคอนเทนต์ที่เฉพาะเจาะจง เพียงแต่ต้องเปิดใจกว้างๆ ในเรื่องของการเสพ ที่สำคัญ เรามองหา Talent ที่เป็นได้ทั้งสองขั้วคือ Service Provider และ User บางคนชอบดูซีรีส์มากๆ ดูเยอะ แต่มองแค่ในมุมของผู้ใช้งานอย่างเดียว เราต้องการคนที่มีบาลานซ์ในการดูคอนเทนต์กับคนที่อยากเติบโตในธุรกิจที่เป็น Fast Moving 

ทีมเราไม่ใหญ่เพราะฉะนั้น Multi-Task Skills เป็นเรื่องสำคัญ ลำดับชั้นของทีมมีค่อนข้างน้อย ทีมมีโอกาสทำงานหลายๆ อย่าง แบบ Cross Functional สิ่งที่เราสื่อสารกับทีมตลอดคือการถือเป้าหมายเดียวกัน พอคนเราน้อย เราจะมองหาความคิดเห็นระหว่างทีมเสมอ เช่น การตลาดทำการสื่อสารแบบนี้ เราเดินไปถามทุกทีมเลยว่า ชอบไหม เข้าใจไหม ซื้อไหม เหมือนที่เราต้องพยายามบาลานซ์มุม Service Provider กับ User บางคอนเทนต์เราอยากทำ แต่พอสลับหัวเป็นผู้ใช้งาน บางทีไม่เข้าใจ ไม่เวิร์ก

กนกพร ปรัชญาเศรษฐ Country Manager เบื้องหลัง WeTV แพลตฟอร์มที่เป็นมากกว่าผู้สร้างคอนเทนต์

อะไรคือทักษะของผู้บริหารแพลตฟอร์มวิดีโอสตรีมมิงที่ต้องนำทีมที่มีส่วนร่วมในการทำงานทั้งกระบวนการแบบนี้

สำหรับเรามีสี่อย่าง หนึ่ง ความไม่อยากตกเทรนด์ ในการเดินทางแต่ละปี จะมีเทรนด์ใหม่ๆ เกิดขึ้นเสมอ หนึ่งไตรมาสความนิยมก็เปลี่ยนไป คอนเทนต์มีขึ้นมีลง ซึ่งเราต้องหาให้เจอ บางทีมันอาจไม่ใช่เทรนด์ของคอนเทนต์ แต่เป็นเทรนด์ของพฤติกรรมผู้บริโภคทั้งหลาย เช่น ในช่วง COVID-19 คนมีเวลาเยอะขึ้น เป็นช่วง Golden Time ที่เขาจะอยู่กับเรานานขึ้น หรือบางช่วงเวลาเสพสื่อของเขาสั้นลง เราก็ต้องปรับตัว สอง การบริหารการเปลี่ยนแปลง เป็นเรื่องสำคัญ เราสื่อสารกับทีมตลอดว่า “ไม่มีอะไรตายตัวนะ” วันนี้เราอาจจะรับคนนี้เข้ามาเป็น Digital Marketing แต่หนูจะไม่ได้ทำดิจิทัลตลอด มันอาจจะมีบางช่วงที่เราต้องปรับเปลี่ยนไปทางอื่น พอเรามีความสามารถในการเปลี่ยนแปลงแล้ว เราและทีมต้องมีอย่างที่สาม คือความคล่องตัว ไม่ใช่ว่า “เปลี่ยนได้ค่ะ แต่อีกสามอาทิตย์ได้ไหมคะพี่” บางทีของเรามันต้องเปลี่ยนในข้ามคืน 

ท้ายที่สุดเลย Country Manager ต้องมีการตัดสินใจที่เด็ดขาด ลังเลไม่ได้ นั่นแปลว่าเราต้องยอมรับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นได้ด้วย เพราะเราก็ไม่รู้หรอกว่ามันจะถูกหรือผิด แต่ถ้าไม่ทำสิ่งนี้ตอนนี้ มันอาจจะสายเกินไปก็ได้

ท่ามกลางสมรภูมิวิดีโอสตรีมมิงที่แข่งขันกันดุเดือดมาก กลยุทธ์ที่ WeTV ใช้สู้ในศึกนี้คืออะไร

เรายึดหลักอยู่สามแกน แกนแรกคือ ออริจินัล คอนเทนต์ อาจเป็นเอ็กซ์คลูซีฟที่หาดูที่ไหนไม่ได้ หลักๆ จะเป็นของจีน และก็มีของไทยด้วย ต่อมาเราก็เติมคอนเทนต์ของเกาหลี ญี่ปุ่น เพื่อที่จะทำให้เราเป็นศูนย์รวมความบันเทิงของเอเชียที่แท้จริง แกนที่สองคือนวัตกรรม ข้อนี้ต่อยอดมาจากโปรดักต์หลัก Tencent Video เช่น ฟีเจอร์ที่ช่วยสร้าง Engagement อย่าง Flying Comment (คอมเมนต์วิ่ง) หรือการโหวต ซึ่งน่าจะยังไม่มีใครทำมาก่อน 

นอกจากนี้เราพยายามเข้าใจ Pain Point ของลูกค้า ซีรีส์จีนความยาวหลายตอน พอติดแล้วก็อยากดูตอนต่อไปให้เร็วกว่าเดิม เราจึงมีฟังก์ชัน Fast Track ที่ผู้ใช้สามารถซื้อตอนได้ล่วงหน้า ตอนแรกที่จะปล่อยฟีเจอร์นี้ก็ค่อนข้างเครียดเพราะไม่รู้ว่าเสียงตอบรับจะดีไหม พอปล่อยไปแล้วกลายเป็นว่าอยากให้ทุกเรื่องมีฟีเจอร์นี้  

แกนสุดท้ายคือคอมมูนิตี้ เราพยายามสร้างคอมมูนิตี้ทั้ง Internal และ External ให้แข็งแรง จน WeTV ในทุกช่องทางโตเร็วมาก ยกตัวอย่างเช่น Twitter ใครๆ จะทราบว่ามันยาก มีผู้ติดตามหนึ่งหมื่นก็ถือว่ายอดเยี่ยมแล้ว วันนี้เรามีผู้ติดตามเกือบๆ แสนเจ็ด สำหรับผู้บริโภค ถ้าอยากหาข้อมูลที่เกี่ยวกับข้อมูลความบันเทิงโดยเฉพาะจากจีน วันนี้เราเป็น Top of Mind 

การทำงานในองค์กรที่เกี่ยวข้องกับผู้ใช้งานที่มาจากหลากหลายวัฒนธรรม ความรู้ความเข้าใจเรื่องคอนเทนต์สำคัญแค่ไหน

เราว่าเป็นข้อดีของธุรกิจฝั่ง Tech Entertainment ยิ่งเราเป็นแพลตฟอร์มด้วย ทำให้มีดาต้าอยู่ในมือเยอะ ดาต้าทำให้เราอุ่นใจระดับหนึ่งเพราะเราเห็นทิศทาง ในเรื่องของการตัดสินใจจึงง่ายและแม่นยำยิ่งขึ้น มันต้องใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์ เซนส์อย่างเดียวไม่น่ารอด (หัวเราะ) แต่ถามว่าต้องมีไหม ก็ต้องมีด้วย

คุณมีหลักในการเลือกคอนเทนต์มาลงใน WeTV อย่างไร

เรามองในเรื่องของ Tier ของคอนเทนต์เป็นหลักเพราะว่าเรามีของเยอะ เช่น คอนเทนต์ระดับ S+ จะต้องฉายพร้อมกันทุกประเทศ ยกตัวอย่างเช่น ตอนต้นปีเรามีเรื่อง สามชาติสามภพ ลิขิตเหนือเขนย โปรดักชันใหญ่ ดาราเบอร์ใหญ่ กลุ่มฐานแฟนก็ใหญ่ เวลาลงก็จะลงพร้อมพื้นที่ให้บริการอื่นๆ ซึ่งช่วยแก้ Pain Point ให้ผู้บริโภคด้วย พอฉายพร้อมกันก็แปลว่าคุณจะได้ดูซีรีส์เบอร์ใหญ่ ด้วยแพลตฟอร์มคุณภาพระดับโลก ด้วยประสบการณ์ที่ดีเยี่ยม ซับไตเติ้ลก็เตรียมไว้เรียบร้อย ไม่ใช่ถูกๆ ผิดๆ

ส่วน Local Content เรามีสิทธิ์ในการตัดสินใจสูง ปีนี้เรามีคอนเทนต์รีรันจากช่อง 3 ซึ่งเป็นไอเดียของทีมที่เสนอไปว่าอยากทำงานร่วมกับ Content Provider ในประเทศ รวมไปถึงการผลิต ออริจินัล คอนเทนต์ ด้วยเช่นกัน อย่าง ฉลาดเกมส์โกง (Bad Genius The Series) ที่ทำร่วมกับ GDH สมมติฐานคนดูซีรีส์จีนมีประมาณหนึ่ง แต่เราเห็นโอกาสว่าคนอยากเสพคอนเทนต์ที่หาดูที่ไหนไม่ได้ นี่ก็เป็นโอกาสที่ได้ขยายฐานกลุ่มผู้ชม พอเราทำแบบนี้ ก็ต้องดูดาต้าว่ากลุ่มผู้ชมที่ได้มาใหม่นั้นเชื่อมกับสิ่งที่เรามีอยู่แล้วบ้างไหม โชคดีที่เราทำงานเกี่ยวกับดิจิทัลมาตลอด เลยได้เห็นการใช้ดาต้าที่ไม่เหมือนกันเลยนำมาปรับใช้ได้

อะไรคือปัจจัยที่สำคัญที่สุดที่ทำให้ WeTV ประสบความสำเร็จได้เร็วขนาดนี้

แกนแรกคือ โปรดักต์ เราเป็น Service Provider ที่มีโปรดักต์ใช้ง่าย ไม่ยุ่งยาก ตอบโจทย์ลูกค้า อีกอย่างคือโมเดล Freemium ที่ให้ประโยชน์กับผู้ใช้ในการลองดูคอนเทนต์ใหม่ๆ แต่ยังไม่อยากสมัครสมาชิก เมื่อเขาเปิดใจและเจอกับคอนเทนต์ที่ใช่ เขาก็ยินดีที่จะสมัคร

พอเรามีแพลตฟอร์มที่ดี แต่ไม่มีคอนเทนต์ที่คนอยากดูบางทีก็ยาก นำเข้ามาสู่แกนที่สองเรื่องคอนเทนต์ คอนเทนต์ที่ผลิตจาก Tencent Video เป็นคุณภาพระดับโลก พอเรามีที่ทางที่ถูกลิขสิทธิ์ให้คนดูได้ชม เขาก็แฮปปี้ มันลดขั้นตอนของเขาไปเยอะ เช่น การไปเสิร์ชดู ไปมุด VPN บ้าง ไปหาดูจากแหล่งที่ไม่ถูกลิขสิทธิ์บ้าง ประสบการณ์ที่ไม่ดีทำให้เขารำคาญใจ พอเรามีแพลตฟอร์มที่ดี คอนเทนต์ที่ดี ตอบโจทย์ความต้องการของเขา เราเองก็ค่อยๆ ประสบความสำเร็จไปด้วย

อย่างที่คุณบอกไปเมื่อตอนต้น คอนเทนต์จีนเคยได้รับความนิยมมากเมื่อ 30 ปีที่แล้ว การโปรโมตป๊อปคัลเจอร์จากจีนให้เข้าถึงใจคนไทยในวันนี้มีความยากง่ายยังไง

คอนเทนต์จีนที่ห่างหายไปทำให้เราต้องแนะนำตัวกับคนไทยใหม่ค่อนข้างเยอะ ซึ่งพฤติกรรมของผู้บริโภคไทยเปิดกว้างหลากหลาย พอเราแนะนำคอนเทนต์จีนไปทำให้เกิดกระแสใหญ่กลับมา การขยายเสียงเพื่อบอกต่อของเขาดังกว่าเรามาก ในขณะเดียวกัน พลังแฟนคลับก็จะช่วยเข้ามาสนับสนุนตรงนี้ได้ดี อย่างกรณีของนักแสดงชื่อ เซียวจ้าน (Xiao Zhan) ปีที่แล้วได้เป็นดาราเอเชียที่หล่อที่สุดจากการโหวตของแฟนคลับทั่วเอเชีย เขาเป็นนักแสดงในซีรีส์ ปรมาจารย์ลัทธิมาร ส่วนปีนี้เรามี หวัง อี้ป๋อ (Wang-Yibo) เข้ามาเสริม ซึ่งช่วยให้คนรู้จักป๊อปคัลเจอร์ในฝั่งจีนมากขึ้น สร้างความแมสให้กับซีรีส์จีนมากขึ้น ทำให้สาวกเกาหลีข้ามฝั่งมาอินกับซีรีส์จีนมากขึ้น

ขณะเดียวกัน เราก็มีคนไทยที่ไปอยู่ในป๊อปคัลเจอร์ฝั่งโน้นอย่าง เนเน่-พรนับพัน พรเพ็ญพิพัฒน์ ที่เหมือนเป็นตัวแทนทีมชาติไทยไปเปิดตลาด ให้ชาติอื่นเห็นศักยภาพของศิลปินไทย และศักยภาพของการโหวตของแฟนๆ ชาวไทย อีกหน่อยมันอาจจะไม่ได้แยกเป็นป๊อปคัลเจอร์ของที่ใดที่หนึ่งแล้ว แต่มันจะเชื่อมกันด้วยซ้ำ

หรือปีที่แล้วเราทำ Fan Meeting ศิลปินจีนที่เป็นนักแสดงนำของซีรีส์ ปรมาจารย์ลัทธิมาร การตอบรับเหนือความคาดหมายมากๆ มีแฟนๆ ต่อคิวหน้าห้าง พอเปิดห้างปุ๊บวิ่งเข้าไปเลย เป็นปรากฏการณ์ เขาดังทั้งในจีนและพื้นที่ให้บริการอื่นๆ ในแถบเอเชีย การจัด Fan Meeting ที่บ้านเราเลยเรียกผู้ชมจากทั้งในประเทศและนอกประเทศ คิวซื้อบัตรเป็นแสนคิวแต่มีบัตรแค่ห้าพันใบ 

ทำไมซีรีส์ ปรมาจารย์ลัทธิมาร ถึงดังถล่มทลาย

เดิมที่ต้นกำเนิดของ ปรมาจารย์ลัทธิมาร คือนิยายออนไลน์จีน ดังมากที่จีน แล้วก็มีการแปลเป็นเวอร์ชันภาษาไทย จากนั้นมีคนนำนิยายมาสร้างเป็น Anime ก็ดังอีก ด้วยตัวเนื้อเรื่องเองมีรายละเอียดเยอะ เลยตัดสินใจสร้างเป็นซีรีส์ขึ้นมา เพราะมันมีโอกาสสร้างแฟนได้ในหลายมิติ อ่านแล้ว ดู Anime แล้ว พอเป็นซีรีส์ที่แสดงเป็นคนก็อยากดูอีก แล้วในเรื่องมันมีหลายสำนัก บางคนอาจจะไม่ต้องชอบตัวหลักก็ได้ แต่ชอบบ้านข้างเคียง 

เรื่องนี้มีการพูดถึงที่ฝั่งจีนก่อนว่า จะมีซีรีส์เรื่องนี้นะ เป็นอย่างนี้นะ พอเขารอกันนานก็เกิดการอั้น มีการบอกต่อเยอะ พอวันที่จะปล่อยจริงๆ เหมือนเขื่อนแตกเลย ซีรีส์นี้มีห้าสิบตอน มีคนเอาสีหน้าของนักแสดงไปทำมีมเยอะมาก ซึ่งอาจจะเป็นความโชคดีของเรา หลายๆ คนที่ไม่เคยรู้จัก WeTV ก็ได้รู้จักเราผ่านแฮชแท็ก ปรมาจารย์ลัทธิมาร เลยเป็นโอกาสให้เราขยายฐานกลุ่มคนดูด้วย การตลาดเราทำเต็มที่ แต่ต้องขอบคุณพลังของแฟนๆ ณ ที่นี่ด้วยเช่นกัน ขนาดเราไปไหว้พระที่พม่า ยังเห็นคนไทยติดเข็มกลัดเซียวจ้านไว้ที่กระเป๋าเลย ตายแล้ว นี่ฉันมาขอพร หรือเขามาขอพรให้ฉัน (หัวเราะ)

แล้วปรากฏการณ์ที่แฟนชาวไทยโหวตข้ามประเทศให้เนเน่ ในรายการ CHUANG 2020 กว่า 400,000 บัญชี เกิดขึ้นได้ยังไง

มันเหมือนเราเชียร์ทีมชาติไทย และรูปแบบของรายการก็เปิดโอกาสให้คนต่างชาติเข้าไปมีพื้นที่ในตลาดที่ใหญ่ที่สุดในโลก บวกกับความสามารถของศิลปินที่เจิดจรัสจริงๆ เมนเทอร์ก็ชื่นชมอย่างมาก พัฒนาการของเนเน่ในแต่ละอีพีก็โดดเด่น พอได้เห็นศักยภาพของคนไทยในต่างประเทศ กองเชียร์ชาติไทยก็มาเลย ทีมมอนิเตอร์เขาจะมีกลยุทธ์ในการโหวตด้วยนะ ในหนึ่งวันโหวตได้เจ็ดคน ถ้าทุกคนโหวตทั้งเจ็ดคน คะแนนก็จะเฉลี่ย เขาบอกว่าขอให้ชนะขาดเลย ห้ามใช้อีกหกเสียง ให้คุณใช้เสียงเดียวเพื่อคนคนเดียว 

แฟนๆ ของ WeTV มีพฤติกรรมและความคาดหวังต่างจากผู้ชมที่ชมโทรทัศน์ช่องปกติ และแพลตฟอร์มสตรีมมิงอื่นๆ ยังไง

ที่ชัดที่สุดคือต้องเป็นคนที่ชื่นชอบความบันเทิงจากฝั่งเอเชีย หลักการไม่น่าจะแตกต่างกันมาก คอนเทนต์คือสิ่งที่ทำให้แตกต่าง เราว่าสิ่งที่เด่นสุดของแฟน WeTV คือคอมมูนิตี้ที่น่ารักมากๆ เขาจะช่วยเหลือกันเอง อย่างการที่จะซื้อ Fast Track ได้คุณต้องสมัคร VIP ก่อน มันเป็นสิทธิพิเศษของ VIP User ในวันที่เราปล่อยฟีเจอร์นี้ เราให้ข้อมูลในส่วนของเราอยู่แล้ว แต่ผู้ใช้บางคนยังมีคำถาม ก็จะมี Top Fan หลายๆ คนเข้าไปช่วยตอบ มันเกิด Brand Love 

สมมติมีซีรีส์เรื่องหนึ่งดังมากๆ ยังไม่มีใครนำเข้ามาเมืองไทย คนก็จะบอกว่า “WeTV เอาเข้ามาเถอะค่ะ รอแล้วนะ” เป็นที่พึ่งให้กับเขา อย่างในฟีเจอร์ Flying Comment ที่ User สามารถคุยกันระหว่างที่ดูคอนเทนต์ จะมีคนเมนต์ว่า “มีใครมาหรือยัง” “มาแล้วๆ” หรือบางทีเขามีปัญหาก็จะถามกันเองเลย “เธอรู้ไหมว่าปิดคอมเมนต์ยังไง” ฟีเจอร์มันเอื้อให้เขาพูดคุยกันได้ ในทวิตเตอร์จะเจอ “ขอตอบแทนแอด” บ่อยมาก บางทีมีคนมาคอมเมนต์ว่า “ซับไม่ขึ้น” ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องสัญญาณอินเทอร์เน็ต แล้วมีอีกคนมาเมนต์ว่า “ขึ้นจ้า” โดยที่เราไม่ต้องตอบเลย แต่มันทำให้เราเห็นว่ามันยังมีปัญหาจากโปรดักต์ ซึ่งมันอาจไม่ได้มาจากทางฝั่งเรา อาจเป็นทางฝั่งผู้ใช้บริการก็ได้ พอเห็นอย่างนี้เราจะส่งต่อไปยังทีมโปรดักต์ให้ช่วยเช็ก มีการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน

ครั้งหนึ่งเราเคยไปตอบทวิตของแอคเคาต์ข้างเคียงอย่าง JOOX แฟนคลับก็จะมีการบอกว่า “เขาคุยกันอะแม่ จิ้น” (หัวเราะ) กลายเป็นแอคเคาต์ที่เป็นมิตรกับผู้ใช้ เป็นเหมือนคอมมูนิตี้ไปแล้ว เพราะเราไม่อยากและไม่เคยเป็นแค่พื้นที่ในการให้ข้อมูล เราจึงพยายามสร้างบทสนทนาและการมีส่วนร่วมตลอดมา

คุณมีหลักในการลงทุนทำออริจินัล คอนเทนต์ ของไทยอย่างไร

หลักการต้องกลับไปที่คนดู ตอนนี้กลุ่มผู้ใช้งานเราเป็นใคร กลุ่มผู้ใช้งานเราชอบเสพอะไร มีคอนเทนต์ประเภทไหนที่เขาอยากดู ในขณะเดียวกันต้องดูถึงกลุ่มที่เราจะขยายไปด้วย ขอยกตัวอย่างเรื่องเดิม ฉลาดเกมส์โกง (Bad Genius The Series) มันยากมากๆ เพราะแฟนฝั่ง GDH เขาเหนียวแน่น แต่เราจะทำอะไรเพื่อให้ได้ฐานแฟนกลุ่มนี้มา พอดูฐานคนดูที่เราอยากขยายแล้วก็กลับมาที่ดาต้าว่าเราเคยชิมลางกลุ่มนี้หรือยัง พอเห็นไหมว่าถ้าทำออกมาแล้วจำนวนน่าจะประมาณไหน รวมไปถึงเนื้อเรื่อง เนื้อหา สดใหม่ไหม พอเราเป็นหน้าใหม่ โอกาสที่จะลองทำก็มีเยอะ ยกตัวอย่างซีรีส์เรื่อง อาทิตย์อัสดง ที่เพิ่งปล่อยไปเมื่อเดือนตุลาคม ยังไม่มีใครเคยทำแนวสยองขวัญแบบนี้ใน OTT (Over-the-top Content) เราพยายามทำ Cinematography สวยๆ การถ่ายทำที่คุณภาพฝรั่งแต่กลิ่นเป็นคนไทย เราอยากลองแล้วก็มีโอกาสได้ทำ

สำหรับคุณ การจัดอันดับแพลตฟอร์มวิดีโอสตรีมมิงอันดับหนึ่ง ควรวัดจากอะไร

เราจะกลับไปดูว่าโจทย์แรกของเราคืออะไร ไม่มี OTT เจ้าไหนที่ตอบโจทย์ผู้ใช้ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์หรอก มันจะแตกต่างกันไป จุดยืนของสิ่งที่เราจะให้ผู้ใช้ต่างหากที่จะเป็นตัวจัดอันดับได้ดี ซึ่งถ้ามองตัวเองว่าเป็นศูนย์รวมความบันเทิงแห่งเอเชีย เราตอบโจทย์สุด

แล้ว WeTV มองว่าตัวเองประสบความสำเร็จจากจุดยืนที่ตั้งไว้แล้วหรือยัง

ถ้า ณ วันนี้ บอกว่าเราเดินมาถูกทางดีกว่า เส้นทางนี้ยังอีกยาวไกล (ยิ้ม)

ตอนนี้เรามีทั้งโทรทัศน์ โรงหนัง เคเบิลทีวี ยูทูบ วิดีโอสั้นบนเฟซบุ๊ก TikTok Instagram และแพลตฟอร์มสตรีมมิง ช่วยคาดการณ์ให้หน่อยว่าในอนาคตอันใกล้นี้ พฤติกรรมการชมวิดีโอของคนจะเปลี่ยนไปอย่างไร

พฤติกรรมผู้บริโภคจะเปลี่ยนไปตามเวลาที่เขามี ถามว่าทุกวันนี้คอนเทนต์ที่ฮิต คือคอนเทนต์เต้นหรือเปล่า หรือคอนเทนต์ร้องเพลง จริงๆ แล้วเราตอบไม่ได้เลย ถ้าลองดูพฤติกรรมการเสพคอนเทนต์ในแต่ละแพลตฟอร์มจะเห็นชัด จะดูซีรีส์ต้องมีเวลา สมมติเรามี Quality Time ก่อนนอนสองชั่วโมง เราอาจจะอยากเสพคอนเทนต์ยาวที่มีคุณภาพ ในทางกลับกัน ช่วงเช้าระหว่างดื่มกาแฟหรือระหว่างเดินทาง มีเวลาไม่มาก การดูคอนเทนต์สั้นน่าจะตอบโจทย์มากกว่า สิ่งสำคัญอยู่ที่ว่าเรามีคอนเทนต์ประเภทไหน แล้วมันตอบโจทย์เวลาที่ผู้บริโภคมีได้หรือเปล่าต่างหาก

กนกพร ปรัชญาเศรษฐ Country Manager เบื้องหลัง WeTV แพลตฟอร์มที่เป็นมากกว่าผู้สร้างคอนเทนต์

Questions answered by Country Manager of WeTV Thailand

1. พูดภาษาจีนได้ไหม

Yi dian dian (นิดหน่อย)

2. ในฐานะผู้ชม รายการที่ชอบที่สุดใน WeTV คืออะไร

ตำนานหมิงหลัน ซีรีส์ที่มีมากกว่าหมื่นล้านวิวในจีน เป็นเรื่องเกี่ยวกับผู้หญิงในครอบครัวที่ลำบาก แต่มีอาม่าเป็นกุนซือสอนวิชาการใช้ชีวิต แม้จะเป็นเรื่องราวในสมัยโบราณ แต่หลายข้อนำมาปรับใช้ในชีวิตจริงได้ ที่กล้าพูดว่าชอบดูมาก เพราะหกสิบสามตอนดูไปแล้วสามรอบ ครั้งแรกดูซับ สองครั้งหลังดูพากษ์ (หัวเราะ)

3. รายการไหนใน WeTV ที่คิดว่าเดี๋ยวต้องดังแน่นอน

นี่ก็ปักหมุดมาหลายควอเตอร์แล้ว รอการจุดพลุ​ (หัวเราะ) แต่มีสองเรื่อง หนึ่ง The Oath of Love นำแสดงโดยเซียวจ้าน สอง นางโจร โดยหวัง อี้ป๋อ 

4. ทุกวันนี้ดูวิดีโอวันละกี่ชั่วโมง

เฉลี่ยวันละสอง ตอนนี้แยกไม่ออกแล้วว่าดูทำงานหรือดูเพื่อความบันเทิง เวลาอยู่กับเพื่อนแล้วนั่งดู เพื่อนจะชอบถามว่า อันนี้ทำงานหรืออยากดูเอง การดูของเราอาจจะเริ่มต้นที่ความอยากรู้ว่ามันดียังไง อีกแป๊บหนึ่ง อ้าวติด ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว (หัวเราะ) 

5. ในการทำงานกับคนจีน มี Culture Shock ไหนที่เซอร์ไพรส์ที่สุด

ไม่เรียกว่า Culture Shock แต่เป็นตัวอย่างที่ดีมากๆ คือความเร็วในการทำงาน การได้ทำงานกับทีมงานระดับโลก เราได้รู้ว่าเขามองหา Milestone ใหม่ๆ ตลอดเวลา และเขาทำงานเร็ว ปรับตัวเร็ว ซึ่งเราก็ได้นำกลับมาใช้ในทีม

6. ถ้าต้องเอาชีวิตคุณไปทำซีรีส์ น่าจะเป็นพล็อตเรื่องประมาณไหน

เป็นได้หลาย Genre มากเลย เป็นดราม่าก็ได้ เป็นคอเมดี้ก็ได้ คิดว่าน่าจะเป็นซิตคอมได้ เป็นเรื่องในครอบครัว ในที่ทำงาน

7. วิธีแก้เครียดของ Country Manager WeTV คืออะไร

ถ้าอยู่ในออฟฟิศก็จะเดินไปเกาะเก้าอี้ น้องๆ ทำอะไรกัน เป็นยังไงบ้าง สเต็ปถัดไปก็กินอะไรไหม เราอยากซื้อของกิน แต่อยากกินนิดเดียว คือเราพยายามปรับอารมณ์ตัวเองด้วยการคุยกับทีม หรือถ้าวันหยุด จะใช้เวลาอยู่กับตัวเองเยอะ อยู่กับที่บ้าน แต่เน้นกินเหมือนเดิม (หัวเราะ)

8. ดาราจีนในดวงใจคือใคร

ตัวเราไม่ได้มี Preference ของดาราขนาดนั้น ซึ่งเราอาจเป็นตัวแทนของผู้บริโภคยุคปัจจุบันด้วยซ้ำ เช่น เรื่องนี้ดี เราก็อินกับคนนี้ แต่พอได้ดูเรื่องใหม่ เราก็เปลี่ยนไปชอบอีกคนโดยทันที แต่ถ้าในแพลตฟอร์มของเราก็ต้องเป็นเซียวจ้านกับหวัง อี้ป๋อ หรือในรายการวาไรตี้ที่เราทำจะเป็น แจ็กสัน หวัง (Jackson Wang) ซึ่งมาดูๆ แล้ว เหมือนเราจะชอบไปทางเด็ก แนววัยรุ่นๆ เสียมากกว่า (หัวเราะ)

Writer

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

กัปตันทีม

บทสนทนานอกตำราวิชาการจัดการและแนวคิดในการทำงานของผู้บริหารองค์กร

บริษัท สบาย เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) หรือ SABUY ก่อตั้งขึ้นใน พ.ศ. 2557 ประกอบธุรกิจให้บริการรับชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ผ่านตู้เติมเงิน

เมื่อ 6 ปีก่อน ชูเกียรติ รุจนพรพจี เข้ามารับช่วงต่อด้วยตำแหน่งซีอีโอ หลังจากที่ตัดสินใจเกษียณไปแล้วตอนอายุ 35 เพราะเห็นโอกาสของธุรกิจนี้ที่จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางการเงิน (Financial Inclusion) ของสังคมได้

ถ้าเล่าประวัติคร่าว ๆ เขาเติบโตมาในครอบครัวฐานะปานกลางและที่บ้านล้มละลาย ตั้งใจเรียนจนเข้ามหาวิทยาลัยสาขาการเงินได้ หลังเรียนจบเขาได้ทำงานกับธนาคารต่างชาติอย่าง Hong Kong Bank (HSBC) และ Standard Chartered เป็นนายธนาคารมือฉมังที่ได้รับความไว้วางใจจากผู้ใหญ่มากมาย ตำแหน่งงานสุดท้ายของเขาคือ Managing Director ของ Standard Chartered ที่สิงคโปร์

มาวันนี้ SABUY มีบริษัทย่อยกว่า 30 บริษัท อาทิ บริษัท เวนดิ้ง พลัส จำกัด (VDP) บริษัท สบาย โซลูชั่นส์ จำกัด (SBS) และ บริษัท สบาย มันนี่ จำกัด (SBM) โดยแบ่งออกเป็น 5 ธุรกิจดังนี้ 

หนึ่ง Payments ธุรกิจบริการระบบชำระเงิน

สอง Merchandising ธุรกิจจัดจำหน่ายสินค้าและผลิตภัณฑ์

สาม Solutions ธุรกิจระบบโซลูชันส์

สี่ Financial Service ธุรกิจบริการทางการเงิน

ห้า New Economy ธุรกิจเศรษฐกิจใหม่

ชูเกียรติ รุจนพรพจี แห่ง SABUY ธุรกิจมูลค่า 4 หมื่นล้านที่อยากลดความเหลื่อมล้ำทางการเงิน

ทั้งหมดนี้คือความตั้งใจของชูเกียรติที่อยากสร้างระบบนิเวศการเงิน (SABUY Ecosystem) ในชีวิตประจำวันของผู้คน ไม่ว่าจะเป็นการใช้จ่ายหรือการรับเงิน เหมือนสโลแกนที่บอกว่า ‘ตื่นยันหลับ ชีวิตติด SABUY’ จึงตัดสินใจพาบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เริ่มซื้อขายบนตลาดในวันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563 ด้วยราคาหุ้นไอพีโอ 2.50 บาท และปิดตลาดด้วยราคาที่ตกลงมาเหลือ 1.87 บาท

นั่นไม่ใช่สัญญาณที่ดีสำหรับนักลงทุนทั่วไป

แต่ผู้บริหารคนนี้ไม่ย่อท้อ มุ่งพิสูจน์สิ่งที่ตัวเองเชื่อให้ทั้งคนนอกและคนในเห็น จนวันนี้ (19 เมษายน พ.ศ. 2565) ผ่านมาปีกว่า ๆ ราคาต่อหุ้น SABUY อยู่ที่ 27.75 บาท และดูเหมือนจะเข้าใกล้เป้าหมายขึ้นทุกที

คุณตัดสินใจเกษียณตอนอายุ 35 แล้วเดินทางไปท่องเที่ยวมาหลายปี อะไรทำให้คนที่ตัดสินใจแบบนั้นไปแล้วกลับมาทำธุรกิจ

ตอนนั้นมีเงินเก็บอยู่ประมาณ 300 – 400 ล้านบาท คำนวณกับค่าใช้จ่ายรายเดือนของตัวเองก็น่าจะอยู่ไปได้ถึงอายุ 90 แบบสบาย ๆ ชีวิตผมตั้งแต่เรียนจบก็มีแต่งานอย่างเดียว ทำงานติดต่อกันมา 14 ปี หลังเกษียณตลอด 6 ปี ได้พาคุณพ่อคุณแม่ไปเที่ยว ตอนนั้นไปกันเกือบ 20 ทริป ระหว่างนั้นก็มีรายได้จากการลงทุน จนวันหนึ่งมานั่งนึกว่าชีวิตเราผ่านมาแต่สิ่งดี ๆ ทำไมไม่หยิบยื่นแจกคนอื่นด้วย 

ช่วงที่ไม่ได้ทำงานก็มีโอกาสเจอเพื่อนร่วมงานเดิม ๆ บางคนที่คิดว่าเรายังมีประโยชน์ต่อเขาก็ยิ้มแย้มทักทาย แต่กับบางคนเขาก็ไม่ มันทำให้เราเรียนรู้เรื่องสังคมการทำงานมากขึ้น ในทางหนึ่ง เราเลยอยากพิสูจน์ตัวเองว่า ถ้าเริ่มทำธุรกิจจากศูนย์ ความสามารถที่มีอยู่จะยังใช้งานได้หรือเปล่า

ก่อนหน้านั้นคุณไม่เคยทำธุรกิจมาก่อนเหรอ

ไม่เคยเลย จริง ๆ นี่เป็นที่ทำงานที่ 3 ของผม หลังเรียนจบเราทำงานที่ Hong Kong Bank อยู่ 7 ปี ก่อนจะย้ายไป Standard Chartered อีก 7 ปี แล้วก็หยุดทำงานไป 6 ปี

คุณเห็นโอกาสอะไรใน SABUY ถึงคิดว่าน่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของการลองทำธุรกิจ

ลักษณะงานของผมที่สองธนาคารนั้นคือ ‘คนสร้างเมือง’ เป็นการเริ่ม Business Unit ใหม่ แล้วก็ทำได้ดี เราถนัดในการสร้างเมือง สร้างดินแดน สร้างกิจการ พอเราโตมาจากคนที่ไม่มีอะไร วันหนึ่งที่เรามีแล้วก็เลยอยากแบ่งปันคนอื่น 

แล้วในปัจจุบันยิ่งเห็นชัดว่า สังคมถูกออกแบบให้เอื้อประโยชน์กับนายทุนหรือคนที่แข็งแกร่งกว่า โอกาสที่เห็นกับ SABUY คือการสร้าง Financial Inclusion ที่ทุกคนมีส่วนร่วมทางการเงินได้เหมือน ๆ กัน

ชูเกียรติ รุจนพรพจี แห่ง SABUY ธุรกิจมูลค่า 4 หมื่นล้านที่อยากลดความเหลื่อมล้ำทางการเงิน
ชูเกียรติ รุจนพรพจี แห่ง SABUY ธุรกิจมูลค่า 4 หมื่นล้านที่อยากลดความเหลื่อมล้ำทางการเงิน

Financial Inclusion จำเป็นแค่ไหนกับประเทศเรา

นั่นเป็นเป้าหมายของเราเลยนะ เราอยากเป็น Data Company ที่นำข้อมูลมาทำให้เข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคมากขึ้น

ช่วงที่ผมหยุดงาน 6 ปี ผมมีพอร์ตการลงทุนเกือบพันล้าน แต่เชื่อไหมครับ ผมสมัครบัตรเครดิตใหม่ไม่ได้เลยสักใบ มันทำให้เห็นว่า พอเราไม่ได้อยู่ในระบบที่เรียกว่า Payroll (เงินเดือนประจำ) เราจะมีปัญหาในการเข้าถึงเงินทุน แล้วคิดดูสิว่าคนที่อยู่ในระบบมีแค่ 3 – 4 ล้านคนเองนะ ย้อนไปดูคนที่ยื่นภาษีบุคคลธรรมดามีประมาณ 3.5 ล้านคนเท่านั้น

นั่นแปลว่ายังมีคนอีกจำนวนมากที่ไม่ได้อยู่ในระบบนี้ เช่น คนขับแท็กซี่ พ่อค้าแม่ขายในตลาด เจ้าของร้านอาหารตามสั่ง เจ้าของร้านโชห่วย พวกเขาจึงไม่มีความสามารถในการเข้าถึงแหล่งเงิน มันน่าจะถึงเวลาแล้วที่เราต้องสร้าง Financial Inclusion โดยใช้ดาต้าวิเคราะห์ความสามารถในการหารายได้กับความสามารถในการใช้จ่าย นี่คือสิ่งที่เราอยากจะสร้างขึ้นมา

ในวันที่ทุกคนพูดเรื่อง Cashless Society ธุรกิจที่เริ่มต้นจากตู้เติมเงินจะเดินทางไปสู่การเปลี่ยนแปลงระบบการเงินของประเทศได้อย่างไร

ถ้าผมเริ่มต้นเหมือนธุรกิจ Fintech ทั่วไป ก็ต้องไประดมทุนจำนวนมหาศาลมาก่อน ระดมทุนเสร็จต้องทำขาดทุนก่อน วิธีขาดทุนก็คือการไปซื้อ User ซึ่งในฐานะอดีตนายธนาคาร ผมว่าวิธีนี้ง่ายเกินไป เลยทำตรงกันข้าม โดยการเริ่มต้นจากการสะสมข้อมูลและ User และธุรกิจของเราต้องไม่ขาดทุน

วันนี้พิสูจน์แล้วว่า SABUY ทำสำเร็จ ลองสังเกตธุรกิจที่มีคนใช้งานเยอะแต่ขาดทุน ถ้าระดมทุนใหม่ไม่ได้ก็ต้องปิดตัวลง เราจึงเห็นหลาย ๆ สตาร์ทอัพถอนตัวออกจากประเทศไทย เพราะเขามีเงินจำกัด และขาดทุนได้ในขอบเขตที่ตั้งไว้ 

ผมโตมากับระบบธนาคารเลย Conservative กว่า กองทัพต้องเดินด้วยเสบียง เสบียงของเราคือกำไร ยิ่งเราแข็งแรง แม้จะเดินได้ช้ากว่า แต่เรารู้ว่าเรารอด 

แพลตฟอร์มตู้เติมเงินคือการเริ่มจากกลุ่มเป้าหมายที่ฐานพีระมิด สร้าง User แล้วค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นไป ไต่ขึ้นไปเรื่อย ๆ ขณะที่ก็ทำกำไรไปด้วยในเวลาเดียวกัน ถ้าพูดถึงการแข่งขันธุรกิจออนไลน์ มีเป็นร้อยนะ แต่ออฟไลน์อย่างตู้เติมเงินมีเจ้าใหญ่ ๆ อยู่ 2 เจ้า

อย่างที่บอกเมื่อกี้ว่าคนที่อยู่ในระบบ Payroll และรับเงินผ่าน Electric Payment มีแค่ 3.5 ล้านคน นั่นหมายถึง ‘เงินสด’ ก็ยังเป็นตลาดที่ใหญ่มาก อย่างประเทศจีนที่เรามองว่ามีตลาด E-commerce ที่ใหญ่ที่สุด ยังมียอดขายออนไลน์แค่ 17 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลืออีก 83 เปอร์เซ็นต์ คือออฟไลน์ทั้งสิ้น

ทำไม Alibaba หรือ Amazon ถึงต้องเข้าซื้อห้างต่าง ๆ เพราะเขารู้ว่าตลาดออนไลน์มันโตมากไปกว่านี้ไม่ได้ เขาต้องเจาะกลุ่มออฟไลน์ สิ่งที่เราทำกลับกันคือสร้างฐานออฟไลน์ให้ใหญ่ก่อน แล้วค่อยขยับเป็นออนไลน์

ชูเกียรติ รุจนพรพจี แห่ง SABUY ธุรกิจมูลค่า 4 หมื่นล้านที่อยากลดความเหลื่อมล้ำทางการเงิน

เคยมี Success Case อื่น ๆ ที่ทำโมเดลนี้สำเร็จมาแล้วบ้างไหม

ขอยกตัวอย่าง Samsung กับ Huawei สองแบรนด์นี้ก็เริ่มมาจากพีระมิดข้างล่าง อย่าง Samsung เข้ามาตอนที่ Nokia หรือ Ericsson กำลังฮิต คนก็หัวเราะ ใช้ทำไม Samsung ซึ่งข้อดีก็คือทุกคนยอมรับว่าถ่ายภาพแล้วสวย ปรากฏวันหนึ่ง Huawei ไปเอากล้อง Leica มาใส่ในโทรศัพท์

หรืออย่างกรณีศึกษาในไทย Pruksa Property เริ่มจากสร้างบ้านแถวชานเมืองหลังละ 7 แสน จนวันนี้ขายคอนโดราคาเป็น 10 ล้านได้ เพราะรากฐานของบริษัทแข็งแรง มีฐานลูกค้าที่แข็งแรง

วันที่เข้าตลาดทุน การเดินทางสายตรงข้าม ส่งผลต่อความเข้าใจของนักลงทุนมากน้อยแค่ไหน

มีแต่คนไม่เข้าใจ (หัวเราะ) เขาบอกว่าเป็น Fake Business

วันที่เข้าตลาดหลักทรัพย์วันแรกก็โดนเลย ราคาเราต่ำกว่า IPO ผมเลยเรียกประชุมพนักงานแล้วบอกว่า เราเป็นของจริง คุณค่าของเราต้องทำด้วยตัวเอง อย่าให้คนอื่นมากำหนด ผมไม่ได้บอกให้คุณต้องเชื่อ เพราะหน้าที่ของผมคือการพิสูจน์ให้เห็นว่ามันถูกต้อง

วันนี้หุ้นของ SABUY ขึ้นมากี่เปอร์เซ็นต์แล้ว

วันแรกที่ผมเข้ามาเป็นซีอีโอ บริษัทนี้มีทุนจดทะเบียน 20 ล้านบาท กับพนักงาน 20 – 30 คน วันนี้มูลค่าบริษัทอยู่ระหว่าง 33,000 – 45,000 ล้านบาท ตอนเข้าตลาดฯ มูลค่าของเราอยู่ที่ 2,500 ล้านบาท โตขึ้นมาสิบกว่าเท่า เพราะคนเห็นว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ เราอยากสร้าง Diversity ให้มีความหลากหลายทางธุรกิจ ในขณะที่สร้าง Inclusion ให้ทุกคนเข้ามามีส่วนร่วมไปด้วยในเวลาเดียวกัน

ชูเกียรติ รุจนพรพจี แห่ง SABUY ธุรกิจมูลค่า 4 หมื่นล้านที่อยากลดความเหลื่อมล้ำทางการเงิน

จะพูดได้ไหมว่าธุรกิจคุณสร้างขึ้นเพื่อช่วยคนตัวเล็ก

เราทำผ่าน 3 ภารกิจหลัก

หนึ่ง Solution เราใช้ดาต้ามาแก้ปัญหาต่าง ๆ ทุกวันนี้คิดว่ามีคนอยู่ในระบบเว็บไซต์หางานออนไลน์กี่คน แต่วันนี้ผมมีจุดร้านสะดวกส่งอยู่ 12,000 จุดทั่วประเทศ ถ้า 12,000 จุดนี้ คุณสามารถยื่นบัตรประชาชนหรือบัตรแรงงานต่างด้าวทิ้งไว้เพื่อหางาน คุณอยากทำอะไร ถนัดอะไร ต้องการเรตเงินเดือนเท่าไหร่ ก็ให้ข้อมูลไว้ นายจ้างที่ตอนแรกไม่รู้จะหาแรงงานที่ไหนก็เข้าถึงข้อมูลตรงนี้ได้ ส่วนลูกจ้างก็มีโอกาสเข้าถึงอาชีพ เข้าถึงเงินทุน เข้าถึงทรัพยากร เข้าถึงโอกาส

ดาต้าที่เรามีช่วยคนได้ บางคนที่ทำงานทุกวันนี้ เขาไม่รู้ว่าจริง ๆ เขาควรทำงานนี้หรือเปล่า เขาเหมาะกับงานนี้ไหม เขาคิดอย่างเดียวว่าฉันอึด ฉันทำเป็นแต่แบบนี้ ดาต้าจะทำให้เราเข้าใจตัวเอง สมมติ วันนี้เขาขายอาหารตามสั่ง แต่เขาทำอาหารไม่อร่อย เขาอาจจะเหมาะกับการขายของมากกว่า นั่นคือ Diversity เป็นระบบนิเวศของช่องทางทำธุรกิจ พอเขามีทั้ง Diversity และ Inclusion เขาก็มีโอกาสที่คุณภาพชีวิตจะดีขึ้น รายได้มากขึ้น 

สอง Sales เราให้ความสำคัญกับการเข้าถึงราคาที่เป็นธรรม ต้นทุนที่มาถึง User ต้องต่ำกว่า พอต่ำแล้วจะเกิดการแข่งขันด้านสินค้าและบริการ ราคามาตรฐานก็จะเกิดขึ้นในระบบนิเวศของเรา คนซื้อซื้อได้ถูก คนขายก็ขายได้เยอะเพราะมีจำนวนคนซื้อมาก 

สาม Financial เราอยากให้บริการเข้าถึงเงินทุน คนที่ไม่มีสลิปเงินเดือนจำเป็นต้องไปกู้นอกระบบ ทั้ง ๆ ที่ตัวเขาก็มีอาชีพที่เลี้ยงตัวเองได้ ถ้าเรามีข้อมูลการหารายได้และการใช้จ่ายของเขาก็รู้ถึงความสามารถในการใช้หนี้ จะทำให้เกิดหนี้เสียน้อยมาก

ถ้าแยกเป็นส่วน ๆ อย่าง Solution, Merchandising และ Financial ก็พอจะนึกออกว่าใครคือคู่แข่ง แต่พอรวมกันทั้งหมด คู่แข่งของธุรกิจคุณจริง ๆ แล้วคือใคร

คือระบอบ คือระบบของการกินรวบ สิ่งที่เราทำนั้นเพื่อทุกคน คนตัวเล็ก คนตัวกลาง และคนตัวใหญ่ ดังนั้นระบอบที่เป็นแบบผูกขาด (Monopoly) จะไม่ชอบวิธีนี้ เพราะเราเข้าไปแทรกแซงสิ่งที่เขาทำอยู่แล้ว

ถ้าดู Core Business ของเรา เรื่องแรกคือเทคโนโลยีง่าย ๆ ที่ให้คนเข้าถึงได้ นำมาใช้อำนวยความสะดวก มีเว็บ 2.0 หรือ E-commerce และกำลังจะก้าวเข้าสู่เว็บ 3.0 ที่เป็น Blockchain

เรื่องที่สอง Payment ทั้งสกุลเงินไทย เงินดิจิทัล เป็นบริษัทการเงินที่ทำได้ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ เจ้าอื่นดูสลิปเงินเดือน ดูโฉนดที่ดิน แต่เราดูดาต้าถึงความสามารถในการหารายได้และความสามารถในการใช้จ่าย

สามคือช่องทางในการเข้าถึงคน เรามีทั้งออนไลน์และออฟไลน์ มีการซื้อธุรกิจเครือข่าย (Multi-level Marketing : MLM) และตอนนี้ผมกำลังศึกษาเรื่อง TV Shopping เจ้าสัวทุกรายในประเทศไทยซื้อช่องทางให้ตัวเองผูกขาด แต่เราเปิดช่องทางเยอะขึ้น ใหญ่ขึ้น ใครก็ตามที่โดนรังแกจากระบบผูกขาดจะมาอยู่กับเรา

ต่อมาคือ Financial การกระจายทรัพยากร กองทัพเดินด้วยการลงทุนและการกู้เงิน ทำยังไงให้คนเข้าถึงแหล่งทุน ทำยังไงให้คนที่ลงทุนใน Cryptocurrency วันนี้เข้าใจสิ่งที่เขากำลังลงทุนอยู่

สุดท้ายคือ Cloud Data หรือ Data Center เราพูดเรื่องนี้เยอะมาก สิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างรัสเซียและยูเครนทำให้เราเห็นความเสี่ยงของประเทศไทย Cloud ของประเทศเรามี 2 ค่าย ค่ายอเมริกาคือ AWS, Amazon, Microsoft ส่วนค่ายจีนมี Huawei Cloud, Tencent, Alibaba Cloud ถ้าสองค่ายอายัติข้อมูลเราทั้งหมด เราจะไม่เหลืออะไรเลย แต่ถ้าผมทำ Southeast Asia Cloud ล่ะ 

ชูเกียรติ รุจนพรพจี แห่ง SABUY ธุรกิจมูลค่า 4 หมื่นล้านที่อยากลดความเหลื่อมล้ำทางการเงิน

สไตล์การบริหารของอดีต Banker ที่ต้องเข้ามาบริหารธุรกิจที่เติบโตรวดเร็วเหมือนสตาร์ทอัพเป็นยังไง

ตอนสร้างธุรกิจตู้เติมเงิน เราเน้นแนวลูกทุ่ง เพราะถ้าไปแบบทางการ ลูกค้าไม่เข้าใจเรา เหมือนให้นักแต่งเพลง Kamikaze ไปทำเพลงแนวค่ายเบเกอรี่ แนวทางการบริหารของผมเลยต้อง Tailor Made กับธุรกิจที่ทำ ถ้าเป็นธุรกิจที่กลุ่มเป้าหมายเป็นแรงงาน เราต้องได้ใจเขา วิธีได้ใจก็คือเราต้องเดินร่วมกับเขา ทำงานกับเขา เสียเหงื่อไปกับเขา ทำให้เห็นว่าทุกปัญหานั้นแก้ไขได้ อย่ากลัวปัญหา เพราะหลาย ๆ ธุรกิจเติบโตช้าหรือไม่เกิดขึ้นเพราะเห็นปัญหาขึ้นมาก่อน

เรามองผลลัพธ์ เพราะรู้ดีว่าระหว่างทางต้องเจอปัญหามากมาย อย่าหลอกตัวเอง แก้ไปเถอะ พอแก้ไปเรื่อย ๆ สิ่งที่ติดตัวมากับทีมเราคือความสามารถในการแก้ปัญหา ทำให้เราทำได้เร็วกว่าคนอื่น 

คนที่แก้ปัญหาได้เก่งที่สุดคือคนที่เจอมาเยอะที่สุด

แล้ว SABUY เจอมาเยอะแค่ไหน

เยอะครับ (หัวเราะ)

คุณซื้อใจลูกน้องอย่างไร

การ Motivate คน ต้องทำให้เขารู้สึกว่า เราเชื่อมั่นและเข้าใจเขา ถ้าเป็นแบบนั้นทุกคนจะสู้เต็มที่ ขณะเดียวกันเราก็สร้างสิ่งแวดล้อมที่เอื้อให้ทุกคนกล้าวิ่งออกจาก Comfort Zone ของตัวเอง ลองทำเรื่องที่ไม่ถนัด ผมมีเคล็ดลับในการเลือกคนอยู่ 2 ข้อ

อย่างแรก คนที่จะเข้าทำงานที่นี่ เราไม่ดูวุฒิการศึกษา นอกจากเก่ง คุณต้องอึดและพร้อมแก้ปัญหา ที่เหลือก็รอดแล้ว ในสามก๊ก คนที่ฉลาดที่สุดอาจไม่ใช่สุมาอี้ ขงเบ้งฉลาดกว่า เพราะคนที่ฉลาดและอดทนคือคนที่ชนะยาวที่สุด 

วันนี้ความรู้ถูกแข่งด้วย Google และข้อมูลมากมายบนอินเทอร์เน็ต แต่บนนั้นไม่เคยสอนใครให้อดทน ไม่เคยสอนใครให้ยืดหยุ่น 

อย่างที่สอง จ้างคนเก่งและคนที่ใช่ คนที่ใช่ก็จะนำพาคนที่ใช่มาอีก

อย่างสุดท้าย การทำการสื่อสารเยอะเพื่อให้คนข้างนอกเข้าใจเรา แม้วันนี้เขาอาจจะไม่เข้ามาทำงานกับเรา แต่ 2 – 3 ปีข้างหน้า เขาอาจจะเห็นสิ่งที่เราพูดเมื่อ 2 ปีก่อน มันอาจสร้างความประทับใจให้เขา ไม่ว่าจะในฐานะพาร์ตเนอร์ธุรกิจหรือบุคลากรเก่ง ๆ 

หาคนเก่งอาจไม่ใช่เรื่องยาก แต่จะหาคนที่ใช่เจอได้อย่างไร

เราดูที่ Commitment และความตั้งใจของเขา

ชูเกียรติ รุจนพรพจี ซีอีโอ SABUY Technology ธุรกิจไทยที่มีเป้าหมายลดความเหลื่อมล้ำทางการเงิน และมีมูลค่ากว่า 4 หมื่นล้าน

พนักงานที่อายุน้อยที่สุดของสบายคือ 17 ปี

ทีมที่ทำเว็บ 3.0 รวมไปถึง Blockchain จะเป็นเด็ก ๆ ผมให้เขาใส่ไอเดียได้เต็มที่ ส่วนเรื่องการดำเนินงาน เรื่องการเงิน การบัญชี เดี๋ยวพวกเราจัดการเอง

เราต้องทำหลังบ้านให้ดีเพื่อให้เขาวิ่งได้เต็มที่ สิ่งที่ผมทำหลังจากนั้นคือให้สปอตไลต์เขา แล้วเดี๋ยวจะได้เด็ก ๆ อีกกลุ่มเข้ามาร่วมงาน แต่อย่าคิดว่าเขาโตขึ้นเก่งขึ้นแล้วจะต้องอยู่กับเรานะ มีเข้ามาก็มีออกไป ผมไม่เคยคิดจะครอบครองทาเลนต์เหล่านี้ เขาอยู่เพราะเขารู้สึกอยากอยู่ ผมก็ต้องทำ Environment ให้น่าอยู่ แต่วันหนึ่งที่เขาไม่อยากอยู่แล้ว Environment นี้ก็ต้องดึงดูดคนอื่นเข้ามาได้ด้วย

แล้วพนักงานที่อายุมากที่สุดล่ะ

60 กว่า และผมจะให้ทำไปจนถึง 75 เลยถ้าเขายังสนุกอยู่ ถ้าบริษัทเรายังมอบสิ่งดี ๆ ให้เขาอยู่

ธุรกิจที่เติบโตเร็วอย่างก้าวกระโดด ส่งผลต่อการบริหารทรัพยากรบุคคลอย่างไร

มันมีปัญหาเข้ามาเรื่อย ๆ เช่น Operation ไม่ทัน แต่นั่นคือสิ่งที่ต้องเจออยู่แล้ว ยกตัวอย่างธุรกิจ Call Center เมื่อไหร่ก็ตามที่ผมเดินไปแล้วพนักงานรับโทรศัพท์ทันตลอด แสดงว่าผมมีคนเยอะเกินไป ส่วนใหญ่งานจึงเข้ามามากกว่าคน เชื่อไหมถ้าที่นี่งานน้อยกว่าคนเมื่อไหร่ ผู้บริหารคงหงอยตาย อาจจะมีหลายคนลาออก เพราะคนที่นี่ชอบทำงาน

นั่นเป็นอีกสิ่งที่ทีมบริหารต้องเอาใจใส่ เราพยายามหาตัวตนของพนักงานแต่ละคนให้เจอ จริง ๆ มันเริ่มเห็นตั้งแต่วันแรกเลยนะ เราพอดูออกว่าจะดึงอะไรในตัวคนคนนี้ออกมา เวลาสัมภาษณ์งานผมมักถามผู้สมัคร 2 คำถามคือ หนึ่ง มองตัวเองยังไงในอีก 3 – 5 ปีข้างหน้า และสอง คุณมีอะไรจะถามผมไหม มันแสดงให้เห็นถึงสกิลล์การคิดวิเคราะห์ของเขา เขาอ่านเรายังไง ในเวลาเดียวกันเขาต้องรู้ตัวเองในอนาคตอันใกล้ อยากพัฒนาไปด้านไหน Motivation ของเขาคืออะไร และถ้าคนนั้นเป็นคนเก่ง ผมมักจะหักดิบด้วยการบอกว่า ‘คุณนี่ก็แปลกนะ ผมเห็นค่าคุณเยอะกว่าที่คุณเห็นค่าตัวเองอีก แปลว่าคุณยืนอยู่ผิดที่แล้ว’ แล้วก็รับเข้าทำงานเลย

ถ้าเราไม่ใช่คนบ้างานจะทำงานที่นี่ได้ไหม

ได้สิ ทุกงานมันมี Work-life Balance อยู่แล้ว ที่นี่ก็ไม่ได้มีระบบตอกบัตร คุณ Work from Anywhere ได้ และเราเชื่อเรื่อง Work Smart แต่ถ้าวันไหนคุณรู้สึกว่าตัวเองไม่มีค่าที่นี่เมื่อไหร่ คุณจะอยู่ไม่ได้เอง

วันนี้มูลค่าของ SABUY แตะ 45,000 ล้านบาท นั่นถือว่าเป็นความสำเร็จแล้วหรือไม่

ผมไม่ได้มองว่านี่จะเป็นมรดกของลูกหลาน แต่เป็นของมหาชน 

วันนี้ผมใช้สโลแกนว่า ตื่นยันหลับ ชีวิตติด SABUY แต่ในอีก 5 – 10 ปีข้างหน้า ทุกคนจะใช้คำว่า เกิดยันตาย ชีวิตติด SABUY วันไหนที่คนคิดถึงเราแบบนั้นถึงจะสำเร็จ

คุณเกษียณรอบแรกตอนอายุ 35 ณ วันนี้ วางแผนเกษียณครั้งที่สองแล้วหรือยัง

จริง ๆ ตั้งใจจะเป็นซีอีโอที่นี่อีก 7 ปี แล้วหลังจากนั้นค่อยขึ้นไปเป็นประธานบริหาร จากที่เคยทำงานเต็ม ๆ ทั้งสัปดาห์อาจจะเหลือสัปดาห์ละ 3 วัน วันละครึ่งวันพอ ผมไม่ได้อยากเลิกทำหรอก แต่ต้องให้โอกาสคนที่ต่อสู้ร่วมกับเรามา อาจจะหาคนที่เหมือนผมไม่ได้ แต่งานของผมแบ่งให้คน 5 คนได้ เขาก็ควรได้โอกาสนั้น

ชูเกียรติ รุจนพรพจี ซีอีโอ SABUY Technology ธุรกิจไทยที่มีเป้าหมายลดความเหลื่อมล้ำทางการเงิน และมีมูลค่ากว่า 4 หมื่นล้าน

Questions answered by CEO, SABUY

1. คุณเป็นแฟนฟุตบอลทีม…

Manchester United ชอบมาตั้งแต่ยุค 80 ที่ลิเวอร์พูลครองแชมป์ตลอด แต่แมนยูสำหรับผมคือนักสู้ แล้วผมก็มีเลือดนักสู้ ชอบเชียร์มวยรองบ่อน แมตช์วัน Boxing Day ในปี 1985 ที่ชนะ 3 – 1 ประทับใจมาก ช่วงนั้นเขามีนักเตะอายุเยอะ ๆ ด้วย เรารู้สึกว่าทีมนี้มีความไม่เพอเฟกต์อยู่ มันใกล้ตัวเรา แต่พอต้องสู้กับคนเก่ง ๆ ก็สู้ตาย

2. บทเรียนจากฟุตบอลที่มาใช้ในการทำธุรกิจคือ…

สำหรับผม ไม่มีคำว่าพรสวรรค์ มันคือการฝึก รอโอกาส และเวลาที่ใช่ เราจะอยู่ในวันที่ตัวเองล้มเหลว แล้ววันที่สำเร็จจะโคตรมีความสุข กีฬามีแพ้มีชนะ แต่ถ้าคุณจะชนะแล้วยืนระยะยาวได้ ต้องฝึกฝนสม่ำเสมอ

3. ถ้าได้เขียนหนังสือหนึ่งเล่มจะเกี่ยวกับ…

เรื่องการทำงานและครอบครัว ถ้าสังเกตคนที่ประสบความสำเร็จมาก ๆ จะมีปัญหาเรื่องครอบครัวหมดเลย แต่มันไม่ใช่ข้ออ้าง ความสำเร็จด้านการงานไม่ได้บอกว่าความเป็นคนของคุณสูงขึ้น อย่าโทษความสำเร็จว่าทำให้เราเปลี่ยนไป

4. บนโต๊ะทำงานคุณต้องมี…

มีนามบัตรและกระดาษโน้ตวางเกลื่อนไปหมด (หัวเราะ) อยากหาอะไรก็อยู่บนโต๊ะ 

5. ละครเวทีที่ชอบที่สุดคือ…

สี่แผ่นดิน มันสอนหลายเรื่อง เช่น ความกตัญญู การดูแลพ่อแม่ คุณค่าของคนที่บางคนตีค่าคนจากเงินในบัญชีที่เขามี การให้โอกาส ความเมตตา และสุดท้ายคือการไม่ลืมตัว

6. คุณสมบัติหนึ่งข้อในตัวเองที่อยากส่งต่อให้ลูกชาย-ลูกสาวคือ…

ความกตัญญู ผมมักขอให้เขารู้คุณคน เพราะสิ่งนี้จะเป็นโล่ที่ทำให้พวกเขามีแต่คนรัก มีแต่คนสนับสนุน สิ่งนั้นมีค่ากว่าเงินในบัญชีของผมเสียอีก

7. เสาร์-อาทิตย์ไปเจอคุณได้ที่…

ตามร้านอาหาร ตามห้าง เสาร์-อาทิตย์เป็นวันที่ผมอยู่กับครอบครัว แล้วก็ไปเจอกันที่บ้านแม่ ผมไปเยี่ยมแม่ทุกอาทิตย์

8. นักธุรกิจ 1 คนที่อยากดื่มกาแฟด้วยคือ…

Steve Jobs ผมชอบคนกล้าคิดต่าง เชื่อมั่นว่าสิ่งที่ทำใช่ ไม่มีถอยหลังกลับ ไม่มีคิดซ้ำสอง เขาสร้างบริษัทด้วยตัวเอง ถูกให้ออกแล้วก็กลับมาใหม่ คนสำเร็จล้มเหลวก็กลับมาสำเร็จได้ ผมชอบสไตล์คนนี้มากกว่า Jack Ma แจ็คพูดเก่ง แต่พูดเรื่องการเมือง นักธุรกิจเขาไม่พูดเรื่องการเมืองกันหรอก ถ้าพูดเรื่องการเมืองแปลว่าภัยมาถึงตัวแล้ว

Writer

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

วรุตม์ ไฉไลพันธุ์

เมื่อก่อนเป็นช่างภาพหนังสือเดินทาง ปัจจุบันเป็นช่างภาพกักตัวครับ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load