เกือบ 2 ปีที่แล้ว Tencent Video แพลตฟอร์มวิดีโอสตรีมมิงจากประเทศจีนที่มียอดผู้ใช้ถึง 900 ล้านคน ตัดสินใจเข้ามาทำตลาดในไทยเป็นพื้นที่แรก ในชื่อใหม่ WeTV ภายใต้บริษัท เทนเซ็นต์ (ประเทศไทย) จํากัด

ท่ามกลางสนามรบวิดีโอสตรีมมิงมากมาย ยังไม่นับรวมถึงโซเชียลมีเดียต่างๆ ยอดผู้ใช้งานของ WeTV แพลตฟอร์มรายเดียวที่นำเสนอคอนเทนต์จีนอย่างถูกลิขสิทธิ์ เติบโตขึ้นถึง 7 เท่า ในเวลาไม่ถึง 2 ปี

กลยุทธ์หลักได้แก่ ออริจินัล คอนเทนต์ นวัตกรรม และคอมมูนิตี้ 3 สิ่งที่ทำให้ WeTV แตกต่างจากวิดีโอสตรีมมิงอื่นๆ ในตลาดเดียวกัน แต่ไม่ใช่แค่การนำเข้าคอนเทนต์จากจีนที่ทำให้แบรนด์นี้ประสบความสำเร็จ WeTV ต้องการขยายกลุ่มเป้าหมายด้วยการทำงานกับผู้ผลิตในประเทศเพื่อผลิตคอนเทนต์ส่งออกและสร้างวัฒนธรรมใหม่ร่วมกัน  เช่นเดียวกับการนำคอนเทนต์คุณภาพจากประเทศข้างเคียง อาทิ เกาหลี และญี่ปุ่น มาออกอากาศ เพื่อเป้าหมายสุดท้ายที่จะเป็นศูนย์รวมความบันเทิงของเอเชียอย่างสมบูรณ์

กนกพร ปรัชญาเศรษฐ Country Manager เบื้องหลัง WeTV แพลตฟอร์มที่เป็นมากกว่าผู้สร้างคอนเทนต์

คุณเจี๊ยบ-กนกพร ปรัชญาเศรษฐ คือ Country Manager ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จนี้ เธออยู่ในวงการดิจิทัลมีเดียมา 10 ปี ก่อนผันตัวมาดูแลเรื่องดิจิทัลคอนเทนต์มากขึ้น 

เธอเชื่อในการเปลี่ยนแปลงจึงทำงานแบบธุรกิจสตาร์ทอัพ เพราะการปรับตัวให้เร็วในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีเป็นเรื่องสำคัญ ทีมของเธอคล่องตัวและมีิวิธีการทำงานแบบ Cross Functional คือการให้คนที่มีหน้าที่แตกต่างกันมาทำงานร่วมกันเพื่อเป้าหมายเดียว

WeTV เป็นเจ้าของคอนเทนต์ดังอย่าง ปรมาจารย์ลัทธิมาร (The Untamed), สามชาติสามภพ ลิขิตเหนือเขนย (Eternal Love of Dream) และยังเป็นผู้ริเริ่มโปรเจกต์ละคร ฉลาดเกมส์โกง (Bad Genius The Series) ที่ทำร่วมกับ GDH 

WeTV ในวันนี้ ไม่ได้เป็นแค่แพลตฟอร์มนำเสนอข้อมูลและเนื้อหาต่างๆ ทางเดียว คุณเจี๊ยบเห็นภาพแบรนด์เป็นคอมมูนิตี้ของคนที่ชอบอะไรเหมือนๆ กันมาตั้งแต่วันแรก ซึ่งอธิบายกลยุทธ์และวิธีการทำงานหลายอย่างของเธอได้ดีที่สุด

ว่าแล้วก็กดเพลย์ฟังแนวคิดของเธอไปพร้อมๆ กัน

สิ่งที่ยากที่สุดของการพา WeTV เข้ามาในไทยคืออะไร

สิ่งที่ยากที่สุดคือการทำความเข้าใจกลุ่มผู้ใช้บริการ ในฐานะแพลตฟอร์ม เรารู้อยู่แล้วว่าจุดแข็งเราคือคอนเทนต์จีน เพราะเรานำดีเอ็นเอของ Tencent Video มาใช้ คอนเทนต์จีนเคยป๊อปปูลาร์มากในสมัย 80s ถึง 90s แล้วก็ค่อยๆ ห่างหายไป เรื่องแรกที่ต้องทำจึงเป็นการบ่งชี้กลุ่มทาร์เก็ตในไทย ซึ่งท้าทายมากนะ เราต้องหาว่ากลุ่มคนที่ดูคอนเทนต์จีนเขาอยู่ที่ไหน พอหาเจอก็ต้องแนะนำตัวเอง ทำความรู้จักเขา ซึ่งจริงๆ แล้วในไทยเอง คอนเทนต์จีนอาจจะแค่ไม่มีคนพูดถึง แต่ไม่ได้แปลว่าไม่มีคนดู ถ้าเราลองไปเสิร์ช Google Trend ‘หนังจีนพากย์ไทย’ ยังมีคนหาค่อนข้างเยอะ และเป็นอะไรที่คนไทยคุ้นเคยอยู่แล้ว 

 ในฐานะ Country Manager คุณทำให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้ยังไง

หน้าที่ของเราคือกำหนดทิศทางของธุรกิจว่าเราจะเดินไปทางไหน วางกลยุทธ์ของโปรดักต์ การวางแผนในการดำเนินงาน เราต้องดูภาพรวมทั้งหมด นอกเหนือจากนี้ เราเองต้องหาโอกาสในการขยายธุรกิจกับพันธมิตรต่างๆ ไม่ว่าจะเชิงคอนเทนต์ เชิงคู่ค้า หรือผู้ให้บริการอื่นๆ ที่เราสามารถจับมือกันทางธุรกิจได้ด้วย

ไทยเป็นที่แรกที่ Tencent Video มาเปิดธุรกิจนอกประเทศ เราจึงต้องทำงานร่วมกับทีมภูมิภาค สร้างความเข้าใจตรงกัน ทิศทางของโปรดักต์จากจีนมาไทยต้องทำการ Localize อย่างแอปพลิเคชันที่มีผู้ใช้งาน 900 ล้านคน เราไม่จำเป็นต้องรับมาทุกฟีเจอร์ หรือเรื่อง Content Strategy ก็สำคัญ เราต้องหาคอนเทนต์ที่ดูได้พร้อมกันทั้งจีนและพื้นให้บริการอื่นๆ ที่ WeTV มีให้บริการ 

ในทางกลับกันก็จะมีคอนเทนต์ไทยที่จะได้ไปฉายในพื้นที่อื่นๆ เราต้องคุยกับ Country Manager ในแต่ละพื้นที่ด้วย สมมติเราจะทำเรื่องนี้ ทางฝั่งโน้นสนใจที่จะนำคอนเทนต์เราไปฉายพร้อมกันไหม 

และอีกหน้าที่หลักของ Country Manager ที่สำคัญมากๆ คือการคัดเลือก Talent ของทีม เป็นเรื่องยาก หายาก แต่หาได้ (หัวเราะ)

ทีมที่ WeTV มองหาเป็นแบบไหน

ทีม WeTV ทำงานเหมือนสตาร์ทอัพ อย่างแรกต้องมีแพสชันในฝั่งของคอนเทนต์ ไม่จำเป็นว่าทุกคนต้องชอบคอนเทนต์ที่เฉพาะเจาะจง เพียงแต่ต้องเปิดใจกว้างๆ ในเรื่องของการเสพ ที่สำคัญ เรามองหา Talent ที่เป็นได้ทั้งสองขั้วคือ Service Provider และ User บางคนชอบดูซีรีส์มากๆ ดูเยอะ แต่มองแค่ในมุมของผู้ใช้งานอย่างเดียว เราต้องการคนที่มีบาลานซ์ในการดูคอนเทนต์กับคนที่อยากเติบโตในธุรกิจที่เป็น Fast Moving 

ทีมเราไม่ใหญ่เพราะฉะนั้น Multi-Task Skills เป็นเรื่องสำคัญ ลำดับชั้นของทีมมีค่อนข้างน้อย ทีมมีโอกาสทำงานหลายๆ อย่าง แบบ Cross Functional สิ่งที่เราสื่อสารกับทีมตลอดคือการถือเป้าหมายเดียวกัน พอคนเราน้อย เราจะมองหาความคิดเห็นระหว่างทีมเสมอ เช่น การตลาดทำการสื่อสารแบบนี้ เราเดินไปถามทุกทีมเลยว่า ชอบไหม เข้าใจไหม ซื้อไหม เหมือนที่เราต้องพยายามบาลานซ์มุม Service Provider กับ User บางคอนเทนต์เราอยากทำ แต่พอสลับหัวเป็นผู้ใช้งาน บางทีไม่เข้าใจ ไม่เวิร์ก

กนกพร ปรัชญาเศรษฐ Country Manager เบื้องหลัง WeTV แพลตฟอร์มที่เป็นมากกว่าผู้สร้างคอนเทนต์

อะไรคือทักษะของผู้บริหารแพลตฟอร์มวิดีโอสตรีมมิงที่ต้องนำทีมที่มีส่วนร่วมในการทำงานทั้งกระบวนการแบบนี้

สำหรับเรามีสี่อย่าง หนึ่ง ความไม่อยากตกเทรนด์ ในการเดินทางแต่ละปี จะมีเทรนด์ใหม่ๆ เกิดขึ้นเสมอ หนึ่งไตรมาสความนิยมก็เปลี่ยนไป คอนเทนต์มีขึ้นมีลง ซึ่งเราต้องหาให้เจอ บางทีมันอาจไม่ใช่เทรนด์ของคอนเทนต์ แต่เป็นเทรนด์ของพฤติกรรมผู้บริโภคทั้งหลาย เช่น ในช่วง COVID-19 คนมีเวลาเยอะขึ้น เป็นช่วง Golden Time ที่เขาจะอยู่กับเรานานขึ้น หรือบางช่วงเวลาเสพสื่อของเขาสั้นลง เราก็ต้องปรับตัว สอง การบริหารการเปลี่ยนแปลง เป็นเรื่องสำคัญ เราสื่อสารกับทีมตลอดว่า “ไม่มีอะไรตายตัวนะ” วันนี้เราอาจจะรับคนนี้เข้ามาเป็น Digital Marketing แต่หนูจะไม่ได้ทำดิจิทัลตลอด มันอาจจะมีบางช่วงที่เราต้องปรับเปลี่ยนไปทางอื่น พอเรามีความสามารถในการเปลี่ยนแปลงแล้ว เราและทีมต้องมีอย่างที่สาม คือความคล่องตัว ไม่ใช่ว่า “เปลี่ยนได้ค่ะ แต่อีกสามอาทิตย์ได้ไหมคะพี่” บางทีของเรามันต้องเปลี่ยนในข้ามคืน 

ท้ายที่สุดเลย Country Manager ต้องมีการตัดสินใจที่เด็ดขาด ลังเลไม่ได้ นั่นแปลว่าเราต้องยอมรับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นได้ด้วย เพราะเราก็ไม่รู้หรอกว่ามันจะถูกหรือผิด แต่ถ้าไม่ทำสิ่งนี้ตอนนี้ มันอาจจะสายเกินไปก็ได้

ท่ามกลางสมรภูมิวิดีโอสตรีมมิงที่แข่งขันกันดุเดือดมาก กลยุทธ์ที่ WeTV ใช้สู้ในศึกนี้คืออะไร

เรายึดหลักอยู่สามแกน แกนแรกคือ ออริจินัล คอนเทนต์ อาจเป็นเอ็กซ์คลูซีฟที่หาดูที่ไหนไม่ได้ หลักๆ จะเป็นของจีน และก็มีของไทยด้วย ต่อมาเราก็เติมคอนเทนต์ของเกาหลี ญี่ปุ่น เพื่อที่จะทำให้เราเป็นศูนย์รวมความบันเทิงของเอเชียที่แท้จริง แกนที่สองคือนวัตกรรม ข้อนี้ต่อยอดมาจากโปรดักต์หลัก Tencent Video เช่น ฟีเจอร์ที่ช่วยสร้าง Engagement อย่าง Flying Comment (คอมเมนต์วิ่ง) หรือการโหวต ซึ่งน่าจะยังไม่มีใครทำมาก่อน 

นอกจากนี้เราพยายามเข้าใจ Pain Point ของลูกค้า ซีรีส์จีนความยาวหลายตอน พอติดแล้วก็อยากดูตอนต่อไปให้เร็วกว่าเดิม เราจึงมีฟังก์ชัน Fast Track ที่ผู้ใช้สามารถซื้อตอนได้ล่วงหน้า ตอนแรกที่จะปล่อยฟีเจอร์นี้ก็ค่อนข้างเครียดเพราะไม่รู้ว่าเสียงตอบรับจะดีไหม พอปล่อยไปแล้วกลายเป็นว่าอยากให้ทุกเรื่องมีฟีเจอร์นี้  

แกนสุดท้ายคือคอมมูนิตี้ เราพยายามสร้างคอมมูนิตี้ทั้ง Internal และ External ให้แข็งแรง จน WeTV ในทุกช่องทางโตเร็วมาก ยกตัวอย่างเช่น Twitter ใครๆ จะทราบว่ามันยาก มีผู้ติดตามหนึ่งหมื่นก็ถือว่ายอดเยี่ยมแล้ว วันนี้เรามีผู้ติดตามเกือบๆ แสนเจ็ด สำหรับผู้บริโภค ถ้าอยากหาข้อมูลที่เกี่ยวกับข้อมูลความบันเทิงโดยเฉพาะจากจีน วันนี้เราเป็น Top of Mind 

การทำงานในองค์กรที่เกี่ยวข้องกับผู้ใช้งานที่มาจากหลากหลายวัฒนธรรม ความรู้ความเข้าใจเรื่องคอนเทนต์สำคัญแค่ไหน

เราว่าเป็นข้อดีของธุรกิจฝั่ง Tech Entertainment ยิ่งเราเป็นแพลตฟอร์มด้วย ทำให้มีดาต้าอยู่ในมือเยอะ ดาต้าทำให้เราอุ่นใจระดับหนึ่งเพราะเราเห็นทิศทาง ในเรื่องของการตัดสินใจจึงง่ายและแม่นยำยิ่งขึ้น มันต้องใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์ เซนส์อย่างเดียวไม่น่ารอด (หัวเราะ) แต่ถามว่าต้องมีไหม ก็ต้องมีด้วย

คุณมีหลักในการเลือกคอนเทนต์มาลงใน WeTV อย่างไร

เรามองในเรื่องของ Tier ของคอนเทนต์เป็นหลักเพราะว่าเรามีของเยอะ เช่น คอนเทนต์ระดับ S+ จะต้องฉายพร้อมกันทุกประเทศ ยกตัวอย่างเช่น ตอนต้นปีเรามีเรื่อง สามชาติสามภพ ลิขิตเหนือเขนย โปรดักชันใหญ่ ดาราเบอร์ใหญ่ กลุ่มฐานแฟนก็ใหญ่ เวลาลงก็จะลงพร้อมพื้นที่ให้บริการอื่นๆ ซึ่งช่วยแก้ Pain Point ให้ผู้บริโภคด้วย พอฉายพร้อมกันก็แปลว่าคุณจะได้ดูซีรีส์เบอร์ใหญ่ ด้วยแพลตฟอร์มคุณภาพระดับโลก ด้วยประสบการณ์ที่ดีเยี่ยม ซับไตเติ้ลก็เตรียมไว้เรียบร้อย ไม่ใช่ถูกๆ ผิดๆ

ส่วน Local Content เรามีสิทธิ์ในการตัดสินใจสูง ปีนี้เรามีคอนเทนต์รีรันจากช่อง 3 ซึ่งเป็นไอเดียของทีมที่เสนอไปว่าอยากทำงานร่วมกับ Content Provider ในประเทศ รวมไปถึงการผลิต ออริจินัล คอนเทนต์ ด้วยเช่นกัน อย่าง ฉลาดเกมส์โกง (Bad Genius The Series) ที่ทำร่วมกับ GDH สมมติฐานคนดูซีรีส์จีนมีประมาณหนึ่ง แต่เราเห็นโอกาสว่าคนอยากเสพคอนเทนต์ที่หาดูที่ไหนไม่ได้ นี่ก็เป็นโอกาสที่ได้ขยายฐานกลุ่มผู้ชม พอเราทำแบบนี้ ก็ต้องดูดาต้าว่ากลุ่มผู้ชมที่ได้มาใหม่นั้นเชื่อมกับสิ่งที่เรามีอยู่แล้วบ้างไหม โชคดีที่เราทำงานเกี่ยวกับดิจิทัลมาตลอด เลยได้เห็นการใช้ดาต้าที่ไม่เหมือนกันเลยนำมาปรับใช้ได้

อะไรคือปัจจัยที่สำคัญที่สุดที่ทำให้ WeTV ประสบความสำเร็จได้เร็วขนาดนี้

แกนแรกคือ โปรดักต์ เราเป็น Service Provider ที่มีโปรดักต์ใช้ง่าย ไม่ยุ่งยาก ตอบโจทย์ลูกค้า อีกอย่างคือโมเดล Freemium ที่ให้ประโยชน์กับผู้ใช้ในการลองดูคอนเทนต์ใหม่ๆ แต่ยังไม่อยากสมัครสมาชิก เมื่อเขาเปิดใจและเจอกับคอนเทนต์ที่ใช่ เขาก็ยินดีที่จะสมัคร

พอเรามีแพลตฟอร์มที่ดี แต่ไม่มีคอนเทนต์ที่คนอยากดูบางทีก็ยาก นำเข้ามาสู่แกนที่สองเรื่องคอนเทนต์ คอนเทนต์ที่ผลิตจาก Tencent Video เป็นคุณภาพระดับโลก พอเรามีที่ทางที่ถูกลิขสิทธิ์ให้คนดูได้ชม เขาก็แฮปปี้ มันลดขั้นตอนของเขาไปเยอะ เช่น การไปเสิร์ชดู ไปมุด VPN บ้าง ไปหาดูจากแหล่งที่ไม่ถูกลิขสิทธิ์บ้าง ประสบการณ์ที่ไม่ดีทำให้เขารำคาญใจ พอเรามีแพลตฟอร์มที่ดี คอนเทนต์ที่ดี ตอบโจทย์ความต้องการของเขา เราเองก็ค่อยๆ ประสบความสำเร็จไปด้วย

อย่างที่คุณบอกไปเมื่อตอนต้น คอนเทนต์จีนเคยได้รับความนิยมมากเมื่อ 30 ปีที่แล้ว การโปรโมตป๊อปคัลเจอร์จากจีนให้เข้าถึงใจคนไทยในวันนี้มีความยากง่ายยังไง

คอนเทนต์จีนที่ห่างหายไปทำให้เราต้องแนะนำตัวกับคนไทยใหม่ค่อนข้างเยอะ ซึ่งพฤติกรรมของผู้บริโภคไทยเปิดกว้างหลากหลาย พอเราแนะนำคอนเทนต์จีนไปทำให้เกิดกระแสใหญ่กลับมา การขยายเสียงเพื่อบอกต่อของเขาดังกว่าเรามาก ในขณะเดียวกัน พลังแฟนคลับก็จะช่วยเข้ามาสนับสนุนตรงนี้ได้ดี อย่างกรณีของนักแสดงชื่อ เซียวจ้าน (Xiao Zhan) ปีที่แล้วได้เป็นดาราเอเชียที่หล่อที่สุดจากการโหวตของแฟนคลับทั่วเอเชีย เขาเป็นนักแสดงในซีรีส์ ปรมาจารย์ลัทธิมาร ส่วนปีนี้เรามี หวัง อี้ป๋อ (Wang-Yibo) เข้ามาเสริม ซึ่งช่วยให้คนรู้จักป๊อปคัลเจอร์ในฝั่งจีนมากขึ้น สร้างความแมสให้กับซีรีส์จีนมากขึ้น ทำให้สาวกเกาหลีข้ามฝั่งมาอินกับซีรีส์จีนมากขึ้น

ขณะเดียวกัน เราก็มีคนไทยที่ไปอยู่ในป๊อปคัลเจอร์ฝั่งโน้นอย่าง เนเน่-พรนับพัน พรเพ็ญพิพัฒน์ ที่เหมือนเป็นตัวแทนทีมชาติไทยไปเปิดตลาด ให้ชาติอื่นเห็นศักยภาพของศิลปินไทย และศักยภาพของการโหวตของแฟนๆ ชาวไทย อีกหน่อยมันอาจจะไม่ได้แยกเป็นป๊อปคัลเจอร์ของที่ใดที่หนึ่งแล้ว แต่มันจะเชื่อมกันด้วยซ้ำ

หรือปีที่แล้วเราทำ Fan Meeting ศิลปินจีนที่เป็นนักแสดงนำของซีรีส์ ปรมาจารย์ลัทธิมาร การตอบรับเหนือความคาดหมายมากๆ มีแฟนๆ ต่อคิวหน้าห้าง พอเปิดห้างปุ๊บวิ่งเข้าไปเลย เป็นปรากฏการณ์ เขาดังทั้งในจีนและพื้นที่ให้บริการอื่นๆ ในแถบเอเชีย การจัด Fan Meeting ที่บ้านเราเลยเรียกผู้ชมจากทั้งในประเทศและนอกประเทศ คิวซื้อบัตรเป็นแสนคิวแต่มีบัตรแค่ห้าพันใบ 

ทำไมซีรีส์ ปรมาจารย์ลัทธิมาร ถึงดังถล่มทลาย

เดิมที่ต้นกำเนิดของ ปรมาจารย์ลัทธิมาร คือนิยายออนไลน์จีน ดังมากที่จีน แล้วก็มีการแปลเป็นเวอร์ชันภาษาไทย จากนั้นมีคนนำนิยายมาสร้างเป็น Anime ก็ดังอีก ด้วยตัวเนื้อเรื่องเองมีรายละเอียดเยอะ เลยตัดสินใจสร้างเป็นซีรีส์ขึ้นมา เพราะมันมีโอกาสสร้างแฟนได้ในหลายมิติ อ่านแล้ว ดู Anime แล้ว พอเป็นซีรีส์ที่แสดงเป็นคนก็อยากดูอีก แล้วในเรื่องมันมีหลายสำนัก บางคนอาจจะไม่ต้องชอบตัวหลักก็ได้ แต่ชอบบ้านข้างเคียง 

เรื่องนี้มีการพูดถึงที่ฝั่งจีนก่อนว่า จะมีซีรีส์เรื่องนี้นะ เป็นอย่างนี้นะ พอเขารอกันนานก็เกิดการอั้น มีการบอกต่อเยอะ พอวันที่จะปล่อยจริงๆ เหมือนเขื่อนแตกเลย ซีรีส์นี้มีห้าสิบตอน มีคนเอาสีหน้าของนักแสดงไปทำมีมเยอะมาก ซึ่งอาจจะเป็นความโชคดีของเรา หลายๆ คนที่ไม่เคยรู้จัก WeTV ก็ได้รู้จักเราผ่านแฮชแท็ก ปรมาจารย์ลัทธิมาร เลยเป็นโอกาสให้เราขยายฐานกลุ่มคนดูด้วย การตลาดเราทำเต็มที่ แต่ต้องขอบคุณพลังของแฟนๆ ณ ที่นี่ด้วยเช่นกัน ขนาดเราไปไหว้พระที่พม่า ยังเห็นคนไทยติดเข็มกลัดเซียวจ้านไว้ที่กระเป๋าเลย ตายแล้ว นี่ฉันมาขอพร หรือเขามาขอพรให้ฉัน (หัวเราะ)

แล้วปรากฏการณ์ที่แฟนชาวไทยโหวตข้ามประเทศให้เนเน่ ในรายการ CHUANG 2020 กว่า 400,000 บัญชี เกิดขึ้นได้ยังไง

มันเหมือนเราเชียร์ทีมชาติไทย และรูปแบบของรายการก็เปิดโอกาสให้คนต่างชาติเข้าไปมีพื้นที่ในตลาดที่ใหญ่ที่สุดในโลก บวกกับความสามารถของศิลปินที่เจิดจรัสจริงๆ เมนเทอร์ก็ชื่นชมอย่างมาก พัฒนาการของเนเน่ในแต่ละอีพีก็โดดเด่น พอได้เห็นศักยภาพของคนไทยในต่างประเทศ กองเชียร์ชาติไทยก็มาเลย ทีมมอนิเตอร์เขาจะมีกลยุทธ์ในการโหวตด้วยนะ ในหนึ่งวันโหวตได้เจ็ดคน ถ้าทุกคนโหวตทั้งเจ็ดคน คะแนนก็จะเฉลี่ย เขาบอกว่าขอให้ชนะขาดเลย ห้ามใช้อีกหกเสียง ให้คุณใช้เสียงเดียวเพื่อคนคนเดียว 

แฟนๆ ของ WeTV มีพฤติกรรมและความคาดหวังต่างจากผู้ชมที่ชมโทรทัศน์ช่องปกติ และแพลตฟอร์มสตรีมมิงอื่นๆ ยังไง

ที่ชัดที่สุดคือต้องเป็นคนที่ชื่นชอบความบันเทิงจากฝั่งเอเชีย หลักการไม่น่าจะแตกต่างกันมาก คอนเทนต์คือสิ่งที่ทำให้แตกต่าง เราว่าสิ่งที่เด่นสุดของแฟน WeTV คือคอมมูนิตี้ที่น่ารักมากๆ เขาจะช่วยเหลือกันเอง อย่างการที่จะซื้อ Fast Track ได้คุณต้องสมัคร VIP ก่อน มันเป็นสิทธิพิเศษของ VIP User ในวันที่เราปล่อยฟีเจอร์นี้ เราให้ข้อมูลในส่วนของเราอยู่แล้ว แต่ผู้ใช้บางคนยังมีคำถาม ก็จะมี Top Fan หลายๆ คนเข้าไปช่วยตอบ มันเกิด Brand Love 

สมมติมีซีรีส์เรื่องหนึ่งดังมากๆ ยังไม่มีใครนำเข้ามาเมืองไทย คนก็จะบอกว่า “WeTV เอาเข้ามาเถอะค่ะ รอแล้วนะ” เป็นที่พึ่งให้กับเขา อย่างในฟีเจอร์ Flying Comment ที่ User สามารถคุยกันระหว่างที่ดูคอนเทนต์ จะมีคนเมนต์ว่า “มีใครมาหรือยัง” “มาแล้วๆ” หรือบางทีเขามีปัญหาก็จะถามกันเองเลย “เธอรู้ไหมว่าปิดคอมเมนต์ยังไง” ฟีเจอร์มันเอื้อให้เขาพูดคุยกันได้ ในทวิตเตอร์จะเจอ “ขอตอบแทนแอด” บ่อยมาก บางทีมีคนมาคอมเมนต์ว่า “ซับไม่ขึ้น” ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องสัญญาณอินเทอร์เน็ต แล้วมีอีกคนมาเมนต์ว่า “ขึ้นจ้า” โดยที่เราไม่ต้องตอบเลย แต่มันทำให้เราเห็นว่ามันยังมีปัญหาจากโปรดักต์ ซึ่งมันอาจไม่ได้มาจากทางฝั่งเรา อาจเป็นทางฝั่งผู้ใช้บริการก็ได้ พอเห็นอย่างนี้เราจะส่งต่อไปยังทีมโปรดักต์ให้ช่วยเช็ก มีการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน

ครั้งหนึ่งเราเคยไปตอบทวิตของแอคเคาต์ข้างเคียงอย่าง JOOX แฟนคลับก็จะมีการบอกว่า “เขาคุยกันอะแม่ จิ้น” (หัวเราะ) กลายเป็นแอคเคาต์ที่เป็นมิตรกับผู้ใช้ เป็นเหมือนคอมมูนิตี้ไปแล้ว เพราะเราไม่อยากและไม่เคยเป็นแค่พื้นที่ในการให้ข้อมูล เราจึงพยายามสร้างบทสนทนาและการมีส่วนร่วมตลอดมา

คุณมีหลักในการลงทุนทำออริจินัล คอนเทนต์ ของไทยอย่างไร

หลักการต้องกลับไปที่คนดู ตอนนี้กลุ่มผู้ใช้งานเราเป็นใคร กลุ่มผู้ใช้งานเราชอบเสพอะไร มีคอนเทนต์ประเภทไหนที่เขาอยากดู ในขณะเดียวกันต้องดูถึงกลุ่มที่เราจะขยายไปด้วย ขอยกตัวอย่างเรื่องเดิม ฉลาดเกมส์โกง (Bad Genius The Series) มันยากมากๆ เพราะแฟนฝั่ง GDH เขาเหนียวแน่น แต่เราจะทำอะไรเพื่อให้ได้ฐานแฟนกลุ่มนี้มา พอดูฐานคนดูที่เราอยากขยายแล้วก็กลับมาที่ดาต้าว่าเราเคยชิมลางกลุ่มนี้หรือยัง พอเห็นไหมว่าถ้าทำออกมาแล้วจำนวนน่าจะประมาณไหน รวมไปถึงเนื้อเรื่อง เนื้อหา สดใหม่ไหม พอเราเป็นหน้าใหม่ โอกาสที่จะลองทำก็มีเยอะ ยกตัวอย่างซีรีส์เรื่อง อาทิตย์อัสดง ที่เพิ่งปล่อยไปเมื่อเดือนตุลาคม ยังไม่มีใครเคยทำแนวสยองขวัญแบบนี้ใน OTT (Over-the-top Content) เราพยายามทำ Cinematography สวยๆ การถ่ายทำที่คุณภาพฝรั่งแต่กลิ่นเป็นคนไทย เราอยากลองแล้วก็มีโอกาสได้ทำ

สำหรับคุณ การจัดอันดับแพลตฟอร์มวิดีโอสตรีมมิงอันดับหนึ่ง ควรวัดจากอะไร

เราจะกลับไปดูว่าโจทย์แรกของเราคืออะไร ไม่มี OTT เจ้าไหนที่ตอบโจทย์ผู้ใช้ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์หรอก มันจะแตกต่างกันไป จุดยืนของสิ่งที่เราจะให้ผู้ใช้ต่างหากที่จะเป็นตัวจัดอันดับได้ดี ซึ่งถ้ามองตัวเองว่าเป็นศูนย์รวมความบันเทิงแห่งเอเชีย เราตอบโจทย์สุด

แล้ว WeTV มองว่าตัวเองประสบความสำเร็จจากจุดยืนที่ตั้งไว้แล้วหรือยัง

ถ้า ณ วันนี้ บอกว่าเราเดินมาถูกทางดีกว่า เส้นทางนี้ยังอีกยาวไกล (ยิ้ม)

ตอนนี้เรามีทั้งโทรทัศน์ โรงหนัง เคเบิลทีวี ยูทูบ วิดีโอสั้นบนเฟซบุ๊ก TikTok Instagram และแพลตฟอร์มสตรีมมิง ช่วยคาดการณ์ให้หน่อยว่าในอนาคตอันใกล้นี้ พฤติกรรมการชมวิดีโอของคนจะเปลี่ยนไปอย่างไร

พฤติกรรมผู้บริโภคจะเปลี่ยนไปตามเวลาที่เขามี ถามว่าทุกวันนี้คอนเทนต์ที่ฮิต คือคอนเทนต์เต้นหรือเปล่า หรือคอนเทนต์ร้องเพลง จริงๆ แล้วเราตอบไม่ได้เลย ถ้าลองดูพฤติกรรมการเสพคอนเทนต์ในแต่ละแพลตฟอร์มจะเห็นชัด จะดูซีรีส์ต้องมีเวลา สมมติเรามี Quality Time ก่อนนอนสองชั่วโมง เราอาจจะอยากเสพคอนเทนต์ยาวที่มีคุณภาพ ในทางกลับกัน ช่วงเช้าระหว่างดื่มกาแฟหรือระหว่างเดินทาง มีเวลาไม่มาก การดูคอนเทนต์สั้นน่าจะตอบโจทย์มากกว่า สิ่งสำคัญอยู่ที่ว่าเรามีคอนเทนต์ประเภทไหน แล้วมันตอบโจทย์เวลาที่ผู้บริโภคมีได้หรือเปล่าต่างหาก

กนกพร ปรัชญาเศรษฐ Country Manager เบื้องหลัง WeTV แพลตฟอร์มที่เป็นมากกว่าผู้สร้างคอนเทนต์

Questions answered by Country Manager of WeTV Thailand

1. พูดภาษาจีนได้ไหม

Yi dian dian (นิดหน่อย)

2. ในฐานะผู้ชม รายการที่ชอบที่สุดใน WeTV คืออะไร

ตำนานหมิงหลัน ซีรีส์ที่มีมากกว่าหมื่นล้านวิวในจีน เป็นเรื่องเกี่ยวกับผู้หญิงในครอบครัวที่ลำบาก แต่มีอาม่าเป็นกุนซือสอนวิชาการใช้ชีวิต แม้จะเป็นเรื่องราวในสมัยโบราณ แต่หลายข้อนำมาปรับใช้ในชีวิตจริงได้ ที่กล้าพูดว่าชอบดูมาก เพราะหกสิบสามตอนดูไปแล้วสามรอบ ครั้งแรกดูซับ สองครั้งหลังดูพากษ์ (หัวเราะ)

3. รายการไหนใน WeTV ที่คิดว่าเดี๋ยวต้องดังแน่นอน

นี่ก็ปักหมุดมาหลายควอเตอร์แล้ว รอการจุดพลุ​ (หัวเราะ) แต่มีสองเรื่อง หนึ่ง The Oath of Love นำแสดงโดยเซียวจ้าน สอง นางโจร โดยหวัง อี้ป๋อ 

4. ทุกวันนี้ดูวิดีโอวันละกี่ชั่วโมง

เฉลี่ยวันละสอง ตอนนี้แยกไม่ออกแล้วว่าดูทำงานหรือดูเพื่อความบันเทิง เวลาอยู่กับเพื่อนแล้วนั่งดู เพื่อนจะชอบถามว่า อันนี้ทำงานหรืออยากดูเอง การดูของเราอาจจะเริ่มต้นที่ความอยากรู้ว่ามันดียังไง อีกแป๊บหนึ่ง อ้าวติด ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว (หัวเราะ) 

5. ในการทำงานกับคนจีน มี Culture Shock ไหนที่เซอร์ไพรส์ที่สุด

ไม่เรียกว่า Culture Shock แต่เป็นตัวอย่างที่ดีมากๆ คือความเร็วในการทำงาน การได้ทำงานกับทีมงานระดับโลก เราได้รู้ว่าเขามองหา Milestone ใหม่ๆ ตลอดเวลา และเขาทำงานเร็ว ปรับตัวเร็ว ซึ่งเราก็ได้นำกลับมาใช้ในทีม

6. ถ้าต้องเอาชีวิตคุณไปทำซีรีส์ น่าจะเป็นพล็อตเรื่องประมาณไหน

เป็นได้หลาย Genre มากเลย เป็นดราม่าก็ได้ เป็นคอเมดี้ก็ได้ คิดว่าน่าจะเป็นซิตคอมได้ เป็นเรื่องในครอบครัว ในที่ทำงาน

7. วิธีแก้เครียดของ Country Manager WeTV คืออะไร

ถ้าอยู่ในออฟฟิศก็จะเดินไปเกาะเก้าอี้ น้องๆ ทำอะไรกัน เป็นยังไงบ้าง สเต็ปถัดไปก็กินอะไรไหม เราอยากซื้อของกิน แต่อยากกินนิดเดียว คือเราพยายามปรับอารมณ์ตัวเองด้วยการคุยกับทีม หรือถ้าวันหยุด จะใช้เวลาอยู่กับตัวเองเยอะ อยู่กับที่บ้าน แต่เน้นกินเหมือนเดิม (หัวเราะ)

8. ดาราจีนในดวงใจคือใคร

ตัวเราไม่ได้มี Preference ของดาราขนาดนั้น ซึ่งเราอาจเป็นตัวแทนของผู้บริโภคยุคปัจจุบันด้วยซ้ำ เช่น เรื่องนี้ดี เราก็อินกับคนนี้ แต่พอได้ดูเรื่องใหม่ เราก็เปลี่ยนไปชอบอีกคนโดยทันที แต่ถ้าในแพลตฟอร์มของเราก็ต้องเป็นเซียวจ้านกับหวัง อี้ป๋อ หรือในรายการวาไรตี้ที่เราทำจะเป็น แจ็กสัน หวัง (Jackson Wang) ซึ่งมาดูๆ แล้ว เหมือนเราจะชอบไปทางเด็ก แนววัยรุ่นๆ เสียมากกว่า (หัวเราะ)

Writer

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

กัปตันทีม

บทสนทนานอกตำราวิชาการจัดการและแนวคิดในการทำงานของผู้บริหารองค์กร

แบรนด์ Uniqlo เดินทางมาประเทศไทยเมื่อ 11 ปีก่อน โดยเปิดสาขาแรกที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ และได้รับความนิยมทันทีจากลูกค้าชาวไทยใหม่ ๆ รวมถึงแฟนของแบรนด์ที่เคยอุดหนุนทุกครั้งเวลาไปเที่ยวญี่ปุ่น

อาจเรียกได้ว่าเป็นแบรนด์เสื้อผ้าไม่กี่แบรนด์ในโลก ที่ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงอยากสร้างสรรค์เสื้อผ้าดี ๆ แต่มองไปไกลถึงชีวิตที่ดีขึ้นของผู้สวมใส่ 

ยูนิโคล่จึงไม่ได้นิยามตัวเองเป็น Workwear, Sportswear หรืออื่น ๆ แต่ให้คำจำกัดความว่า LifeWear ซึ่งแปลว่า 

“เสื้อผ้าที่ถูกออกแบบให้ผู้สวมใส่ทุกคนมีชีวิตที่ดีขึ้น เสื้อผ้าที่เรียบง่าย คุณภาพสูง มีความสวยงามในทุกรายละเอียด เหมาะกับการใช้งาน โดยคำนึงถึงความต้องการในชีวิตประจำวัน และมีการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง”

Hiroyuki Matsumoto เดินทางมาประเทศไทยเมื่อ 4 เดือนก่อน เพื่อรับตำแหน่ง Chief Operation Officer ประจำยูนิโคล่ ประเทศไทย ประจวบเหมาะในปีที่แบรนด์วางแผนจะสื่อสารเรื่องความยั่งยืนอย่างจริงจัง 

เพราะรู้ดีว่าอุตสาหกรรมเสื้อผ้าโดยรวมสร้างขยะและใช้ทรัพยากรที่ส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมจำนวนมหาศาล 

การผลิตยีนส์ 1 ตัวต้องใช้น้ำถึง 8,000 แกลลอน ซึ่งคือปริมาณน้ำที่มนุษย์ดื่มได้ถึง 7 ปี 

ในแต่ละปีมีการผลิตเสื้อผ้าใหม่แสนล้านชิ้น และมีขยะที่ต้องฝังกลบถึง 21 พันล้านตัน 

ตลอดกว่า 20 ปี ยูนิโคล่ในฐานะผู้จำหน่ายเสื้อผ้ารายใหญ่ของโลก จึงตั้งใจพัฒนานวัตกรรมใหม่ ๆ เพื่อผลิตเสื้อผ้าที่มีความยั่งยืน โดยคำนึงตั้งแต่การหาแหล่งวัตถุดิบที่น่าเชื่อถือ กระบวนการผลิตที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด การออกแบบที่คงทน เรียบง่าย และใช้ได้เป็นเวลานาน การขายและกิจกรรมหลังการขายที่คิดแบบ Circular Economy บริการรับคืนเสื้อผ้าเก่า ส่วนหนึ่งทำงานร่วมกับพันธมิตรเพื่อส่งต่อให้ผู้ที่ต้องการ อีกส่วนนำกลับไปรีไซเคิลที่โรงงานเพื่อผลิตอีกครั้ง 

บริษัทนี้ไม่มียูนิฟอร์ม มีเพียงนโยบายให้พนักงานใส่เสื้อผ้าของแบรนด์ เพราะเชื่อว่าทุกคนเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ของยูนิโคล่

วันนี้คุณมัตสึโมโตะมาในชุดทางการ เขาใส่ Ultra Light Jacket ทับเสื้อเชิ้ตแบบไม่ต้องรีด คู่กับกางเกง Ultra Light Pants สีเดียวกัน 

เขาเป็นแฟนตัวยงของแบรนด์มานานก่อนจะเข้าทำงานที่นี่ ซึ่งที่นี่ได้ปรับมุมมองและพฤติกรรมในการใส่เสื้อผ้า และทำให้มั่นใจว่าเสื้อผ้าที่ดีจะเปลี่ยนแปลงโลกได้

Hiroyuki Matsumoto ซีโอโอ Uniqlo Thailand แบรนด์ที่เชื่อว่าเสื้อผ้าที่ดีจะเปลี่ยนโลกได้

ในยุคหนึ่ง ยูนิโคล่สื่อสารเรื่องเสื้อผ้าสำหรับทุกคน​ (Made for all) อีกยุคหนึ่ง พูดเรื่อง LifeWear หรือเสื้อผ้าสำหรับการใช้ชีวิต มาปีนี้ แบรนด์นำเสนอคำว่า The Power of Clothing อะไรคือพลังของเสื้อผ้าในมุมมองของคุณ

คำว่า LifeWear แปลได้หลายความหมาย เสื้อผ้าของเราออกแบบมาสำหรับทุกคน ทั้งสวมใส่สบาย มีดีไซน์เรียบง่าย เหมาะสำหรับการใช้ชีวิตของทุกคนจริง ๆ ซึ่งที่ผ่านมาเราพยายามพิสูจน์เรื่องนี้อย่างมาก แต่มาถึงวันนี้ เสื้อผ้าสำหรับเราไม่ใช่แค่เครื่องนุ่งห่มอีกต่อไป เรามองมันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต เป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย ดังนั้นเสื้อผ้าก็ควรจะเป็นตัวแทนของความตั้งใจ ความคิด และอุดมการณ์ต่าง ๆ ของผู้สวมใส่ด้วยเช่นกัน นั่นคือพลังของเสื้อผ้าในมุมมองของผม

พลังของเสื้อผ้าเกิดขึ้นตั้งแต่ขั้นตอนแรก ยกตัวอย่างเช่น เรามีไอเท็มอย่าง DRY-EX ที่ผลิตจากเส้นใยรีไซเคิล พัฒนาออกมาเป็นเสื้อที่ใส่สบาย ดีไซน์สวย เหมาะกับการใช้ชีวิตของผู้คน เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตผู้ใช้งาน และสิ่งที่จะทำให้ชีวิตของเขาดีขึ้น 

คุณใช้ตัวการ์ตูนโดราเอมอนเป็นแอมบาสเดอร์ และเปลี่ยนสีโลโก้จากสีแดงเป็นสีเขียวในการสื่อสารเรื่องความยั่งยืนด้วย

คาแรกเตอร์โดราเอมอนถือกำเนิดในประเทศญี่ปุ่น เป็นที่รักของคนทั่วโลกมายาวนาน เช่นเดียวกันกับยูนิโคล่ โดราเอมอนจึงเป็นเหมือนนักเดินทางจากอนาคต ผู้จะมาช่วยเปลี่ยนโลกให้ไปสู่อนาคตที่ดีกว่า

ส่วนสีเขียวเป็นตัวแทนของสิ่งแวดล้อม ของการรักษาธรรมชาติ มันง่ายต่อความเข้าใจและง่ายต่อการสื่อสาร ไม่ว่าจะกับลูกค้าหรือพนักงานของเราเอง 

เราจึงเลือกใช้โดราเอมอนและโลโก้สีเขียวในการสื่อสารประเด็นความยั่งยืน เพราะอยากให้มองเป็นเรื่องสนุกและเข้าใจง่าย

‘เสื้อผ้าที่จะทำให้ชีวิตผู้คนดีขึ้น’ คือความตั้งใจตั้งแต่วันแรกของยูนิโคล่ ผ่านมาเกือบ 50 ปี นิยามของชีวิตที่ดีกว่าเปลี่ยนไปบ้างไหม

ผมว่ามันเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา ถ้าพูดถึงชีวิตที่ดีขึ้น มันขึ้นอยู่กับไลฟ์สไตล์ของแต่ละคน ความหมายของ ‘ความสบาย’ ของแต่ละคนก็แตกต่างกันไปอีกนะ บางคนชอบวิ่งออกกำลังกาย อาจต้องการเสื้อที่มีฟังก์ชันระบายเหงื่อ แห้งไว อีกคนอยู่ชนบท ชอบทำสวน ปลูกต้นไม้ อยู่กลางแจ้งบ่อย ๆ ก็มองหาเสื้อที่จะปกป้องผิวเขาจากแสงยูวี เพื่อให้ชีวิตนั้นง่ายและดียิ่งขึ้น

วิถีชีวิตของแต่ละคนไม่เหมือนกันหรอก แต่ผมพูดได้เลยว่า 80 เปอร์เซ็นต์ของลูกค้ามีความต้องการพื้นฐานจากเสื้อผ้าไม่ต่างกัน ไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่หรือทำอาชีพอะไร เช่น ทุกคนต้องการเสื้อผ้าที่คุณภาพคุ้มราคา หรือในบางวัฒนธรรมคนนิยมใส่เสื้อทับ ในประเทศที่ร้อนอย่างประเทศไทย เราต้องมีไอเท็มหน้าร้อนขายทุกฤดู และถ้าสังเกตดี ๆ ร้านในไทยจะสีสันสดใสกว่าประเทศอื่น ๆ 

เพราะคนไทยชอบสีสัน

ใช่ครับ (ยิ้ม) คนไทยชอบสีหลากหลาย เหมือนคุณมีสีมงคลที่ต้องใส่ในแต่ละวันด้วยใช่ไหม นั่นก็เป็นเอกลักษณ์หนึ่งเหมือนกัน 

คนไทยชอบแต่งตัว ชอบแฟชั่น ชอบติดตามเทรนด์ใหม่ ๆ ในฐานะร้านเสื้อผ้า เราพยายามอย่างมากเพื่อตอบโจทย์ลูกค้าให้ได้ ในร้านก็เลยโชว์เสื้อสีสดใสเยอะหน่อย ต่างจากร้านในญี่ปุ่น คนญี่ปุ่นชอบสีโมโนโทน สีเรียบ ๆ ชอบดีไซน์ทรงปล่อย ๆ หลวม ๆ ชอบลายขวาง 

ลูกค้าชาวไทยยังชอบคอลเลกชันใหม่ ๆ เวลามีอะไรใหม่ ๆ ออกมาจะได้รับความสนใจมาก โดยเฉพาะการคอลแลบกับดีไซเนอร์แบรนด์อื่น ๆ สิ่งที่เราพยายามทำมาตลอด คือการหาความต้องการของแต่ละประเทศที่ธุรกิจเราไปอยู่ แล้วตอบสนองความต้องการนั้นในแบบของเรา

Hiroyuki Matsumoto ซีโอโอ Uniqlo Thailand แบรนด์ที่เชื่อว่าเสื้อผ้าที่ดีจะเปลี่ยนโลกได้

ก่อนที่จะเข้าทำงานที่นี่ คุณเป็นแฟนคลับยูนิโคล่อยู่แล้วไหม

ใช่เลย ผมเป็นแฟนแบรนด์นี้อยู่แล้ว ตอนเริ่มทำงานที่นี่ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของตัวเองอยู่อย่างหนึ่ง ตอนทำงานที่อื่น ผมใส่เสื้อผ้าแบรนด์อะไรก็ได้ ที่นี่แม้จะไม่ได้มียูนิฟอร์มตายตัว แต่เราเลือกที่จะใส่เสื้อผ้าของยูนิโคล่มาทำงาน

วันนี้ก็ใส่ทั้งตัวนะ (ชี้ให้ดูสูทสีดำที่ใส่อยู่) หลายคนอาจคิดว่าเรามีแค่เสื้อผ้าลำลอง แต่จริง ๆ เรามีชุดทางการด้วย ตัวที่ใส่อยู่คือ แจ็กเก็ต เสื้อเชิ้ต แล้วก็กางเกงสแล็ก

เชื่อไหมว่าหลังจากเข้าทำงานที่นี่ ตู้เสื้อผ้าผมลดขนาดเหลือแค่ 10 เปอร์เซ็นต์จากเมื่อก่อน แต่ที่น่าทึ่งไปกว่านั้นคือ ผมเก็บเสื้อผ้าทั้งหมดได้ในกระเป๋าเดินทางใบเดียว

จะเป็นไปได้ยังไง

ไม่ได้อวยนะ (หัวเราะ) เสื้อผ้ายูนิโคล่ทนทานมาก ผ่านไปสองสามปีก็ยังใส่ได้ดี ดีไซน์ก็เรียบง่าย คุณอาจจะมีเสื้อแบบเดียวกันแต่หลายสี ไว้ใส่สับเปลี่ยนไปแต่ละโอกาสในแต่ละวัน จากที่เคยต้องมีเสื้อผ้าหลาย ๆ แบบในตู้ ก็เหลือแค่ชิ้นเบสิก ถ้าคิดจากมุมมองเรื่องความยั่งยืน นี่เป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่เหมือนกัน อย่างน้อยก็กับตู้เสื้อผ้าของผม

ยูนิโคล่ทำเรื่องความยั่งยืนมากว่า 20 ปีแล้ว ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของแหล่งที่มาวัตถุดิบในการผลิต กระบวนการผลิตเอง สินค้า ไปจนถึงชีวิตของเสื้อผ้าหลังการขาย แต่คนกลับไม่ค่อยรู้เรื่องเหล่านี้ ทำไมแบรนด์ถึงตัดสินใจออกมาสื่อสารเรื่องนี้ในปีนี้

ช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เราจัดงานแถลงข่าวหรือเชิญสื่อมวลชนมาเล่าเกี่ยวกับเรื่องนี้ไม่ได้ แต่ปีนี้ลูกค้าจะได้กลับมาใช้ชีวิตหลังโควิด-19 หลังจากที่คนส่วนใหญ่ฉีดวัคซีนกันไปแล้ว ผมว่าผู้คนกำลังจะเริ่มใช้ชีวิตอีกครั้ง สนุกกับการเดินทางอีกครั้ง นี่จึงเป็นเวลาที่เหมาะที่สุดที่จะเล่าเรื่องความยั่งยืนของแบรนด์ให้ทุกคนฟัง

2 ปีที่ผ่านมาเราพยายามพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ยั่งยืนยิ่งขึ้น ทำให้ธุรกิจยั่งยืนยิ่งขึ้น อย่างเดือนหน้าเราจะมีจัดประกวดแผนธุรกิจร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในงาน Chula Expo 2022 โดยธีมในปีนี้เป็นเรื่องความยั่งยืน เราจึงอยากเป็นส่วนหนึ่งในการให้ความรู้คนรุ่นใหม่เกี่ยวกับการทำธุรกิจอย่างยั่งยืนด้วย

อุตสาหกรรมเสื้อผ้าเปลี่ยนไปแค่ไหนในช่วงโควิด-19 

เปลี่ยนไปเยอะ

เพราะคนทำงานที่บ้านด้วยหรือเปล่า

นั่นก็ด้วย ความต้องการของลูกค้าเปลี่ยนไปเยอะ คนนิยมใส่ชุดลำลองอยู่บ้าน ที่เราเรียกกันว่า Loungewear ไม่ค่อยได้ใส่สูท อย่าว่าแต่สูทเลย เสื้อเชิ้ตก็แทบจะไม่ได้ใส่ (หัวเราะ) 

แต่ขณะที่คนชอบทำงาน Work from Home พวกเขาก็ยังตั้งตารอที่จะออกไปใช้ชีวิตนอกบ้าน และยังสนุกกับชีวิตนอกบ้านอยู่ เราพยายามตอบความต้องการตรงนั้น แต่จะทำยังไงให้มันยั่งยืนล่ะ เพราะถ้าพูดถึง Fast Fashion มันหมายถึงการผลิตเร็วในจำนวนมาก ๆ เพื่อสนองความต้องการที่เปลี่ยนตลอดเวลา 

คุณคิดว่าเสื้อผ้าจะเปลี่ยนโลกได้จริง ๆ เหรอ

ไม่ใช่แค่คิด แต่ผมเชื่ออย่างนั้น 

เราเปลี่ยนโลกได้ เราเปลี่ยนวงการเสื้อผ้าได้ และเราจะไม่หยุดพัฒนา แต่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ต้องการกำลังจากหลายทาง ในเรื่องความยั่งยืน ยูนิโคล่ยังถือเป็นคนตัวเล็ก เราต้องการแรงสนับสนุนจากบริษัทใหญ่ ๆ ในเมืองไทยที่เชี่ยวชาญเรื่องนี้มาก่อน เราเป็นบริษัทผลิตเสื้อผ้า เราเชี่ยวชาญด้านการผลิตเสื้อผ้าที่ดี ขายเสื้อผ้าที่ดี เลยต้องมีพันธมิตรที่ถนัดคนละด้านมาร่วมอุดมการณ์ เช่น บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และ บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) ที่มีความสนใจและเป้าหมายที่ดีร่วมกัน

ผมเชื่อว่า เราทำอะไรมากกว่าการดำเนินงานปกติที่เราทำอยู่แล้วได้

Hiroyuki Matsumoto ซีโอโอ Uniqlo Thailand แบรนด์ที่เชื่อว่าเสื้อผ้าที่ดีจะเปลี่ยนโลกได้

ความยั่งยืนของยูนิโคล่แบ่งได้เป็น 3 เรื่องใหญ่ ๆ คือ ผู้คน โลก และคอมมูนิตี้ ธุรกิจวางแผนว่าจะแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้ยังไง

เราให้ความสำคัญเรื่องการศึกษา สนับสนุนโรงเรียนต่าง ๆ และพยายามคิดหาวิธีที่จะทำให้ชีวิตประจำวันของคนไทยดีขึ้น การพัฒนาคุณภาพชีวิตทำงานก็เป็นอีกหนึ่งโฟกัสของธุรกิจ

เรื่องสิ่งแวดล้อมก็อย่างที่เล่าไปก่อนหน้านี้ แม้เราไม่ได้มีการผลิตอยู่ในประเทศไทย แต่เราก็ส่งฟีดแบ็กลูกค้าคนไทยไปให้โกลบอลเพื่อพัฒนาเป็นประจำ เรายังร่วมมือกับ UNHCR เพื่อช่วยเหลือผู้ลี้ภัยด้วย

เพราะเราไม่ได้มีร้านไปตั้งในทุกจังหวัด การทำโปรเจกต์ที่ร้านเพื่อสนับสนุนลูกค้าเลยยังไม่ครอบคลุม แต่เราก็ทำผ่านพาร์ตเนอร์ด้านต่าง ๆ และตั้งใจจะเปิดสาขาให้มากขึ้น

ตอนนี้มีทั้งหมดกี่สาขา

ตอนนี้มี 56 สาขาครับ

ปีนี้จะเปิดสาขาใหม่ไหม

น่าจะนะครับ (ยิ้ม) อาจจะบอกตัวเลขเป๊ะ ๆ ไม่ได้ 

เราพยายามฟังเสียงจากพนักงานและลูกค้า หลายครั้งมักมีลูกค้ามาถามว่า เมื่อไหร่จะไปเปิดสาขาที่จังหวัดเขา 

นอกจากจะได้บริการลูกค้า ยังสร้างงานให้พื้นที่นั่นด้วย

ใช่ครับ พนักงานเราเองก็มาจากหลายที่ทั่วประเทศ เขาเสนอให้ไปเปิดเมืองนั้นเมืองนี้ ถ้าที่ไหนมีศักยภาพ เราก็พร้อมที่จะพิจารณาต่อ

ในฐานะซีโอโอของบริษัท คุณสร้างแรงบันดาลใจให้พนักงานเข้าใจเรื่องความยั่งยืนยังไง

การสื่อสารเป็นคีย์สำคัญ เรามีพนักงานที่สำนักงานใหญ่และอีกมากมายหน้าร้าน แต่ละคนยุ่งกับการให้บริการลูกค้าและทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด

ในร้านยูนิโคล่ ลูกค้าคือราชา ขณะเดียวกันเราก็ต้องสื่อสารให้พนักงานเข้าใจด้วยว่า สิ่งที่เขากำลังทำอยู่ในทุกวันคืออะไร เราทำให้บริษัทยั่งยืนขึ้นได้ยังไง และจะมีส่วนช่วยประเทศไทยในทางไหนบ้าง

ยูนิโคล่เป็นแบรนด์สัญชาติญี่ปุ่น แต่เราอยากเป็นแบรนด์ของคนไทยด้วย พนักงานระดับผู้จัดการส่วนใหญ่ของเราก็เป็นคนไทย คงจะดีไม่น้อยถ้าวันหนึ่งลูกค้ามองว่าเราเป็นแบรนด์ไทย เพราะเราไม่ได้แค่เข้ามาทำธุรกิจ แต่อยากแบ่งปันคุณค่าบางอย่าง 

Hiroyuki Matsumoto ซีโอโอ Uniqlo Thailand แบรนด์ที่เชื่อว่าเสื้อผ้าที่ดีจะเปลี่ยนโลกได้

เล่าการเดินทางของเสื้อผ้ายูนิโคล่ตั้งแต่เป็นวัสดุจนถึงหลังการขายให้ฟังได้ไหม

อย่างการผลิตยีนส์ขึ้นมาหนึ่งตัวมีผู้เกี่ยวข้องมากมาย ตั้งแต่หาเส้นใยคอตตอน โดยเลือกซัพพลายเออร์ที่มีคุณภาพและให้ความสำคัญเรื่องความยั่งยืน รวมถึงตั้งใจจะลดการใช้น้ำและสารเคมี 

หลังจากได้แหล่งเส้นใยที่ดีแล้วก็นำมาผลิตในโรงงานคู่ค้า เพราะเราไม่มีโรงงานของตัวเอง แต่ทำงานร่วมกับโรงงานพาร์ตเนอร์ โดยส่งคนเข้าไปอบรม สอนให้เขาทำงานตามมาตรฐาน แล้วก็ค่อย ๆ พัฒนาการผลิตไปด้วยกัน โดยให้ความสำคัญกับสิทธิมนุษยชนของแรงงานเป็นอย่างมาก

ถัดมาคือการออกแบบ จะออกแบบยังไงให้ออกมาเป็น LifeWear หรือเสื้อผ้าสำหรับการใช้ชีวิต

อย่างวันนี้แจ็กเก็ตที่ผมใส่มา มองเผิน ๆ เหมือนสูททั่วไป แต่เบากว่า ใส่ได้หลายโอกาสมากกว่า ผมอาจจะพูดเป็นข้อ ๆ ไม่ได้ แต่นี่คือตัวอย่างของความพยายามในการสร้างเสื้อผ้าที่ยั่งยืนของเรา ถ้าเราทำสิ่งเหล่านี้สะสมไปเรื่อย ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ Supply Chain หรือบริการหลังจากขาย อย่าง RE:Uniqlo ที่ให้ลูกค้านำเสื้อผ้าที่ไม่ใช้แล้วมาบริจาค วันหนึ่งเราจะสร้างความเปลี่ยนแปลงได้แน่ ๆ

วันนี้ ลูกค้าอาจยังไม่รู้ว่าข้างหลังเราทำอะไรบ้าง แต่อย่างน้อย ๆ ถ้าเขาซื้อเสื้อผ้าของเราไป ก็เป็นการสนับสนุนความยั่งยืนต่อคน โลก และคอมมูนิตี้

ปีที่ผ่านมานอกจากโควิด-19 ยังมีเหตุการณ์ต่าง ๆ เกิดขึ้นในโลก ทั้งสงครามระหว่างยูเครนกับรัสเซีย หรือการละลายของน้ำแข็งขั้วโลก คุณมองว่าธุรกิจระดับโลกใหญ่ ๆ จำเป็นต้องมีส่วนร่วมหรือรับผิดชอบในสิ่งเหล่านี้ไหม

แน่นอนครับ อย่างกรณียูเครนกับรัสเซีย เราอาจจะช่วยไม่ได้ทุกอย่าง แต่ก็พยายามทำให้มากที่สุด เพราะในประเทศเหล่านั้นก็มีประชาชนเหมือน ๆ กับเราอยู่ เราจึงพยายามเปิดร้านให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แม้จะตัดสินใจปิดร้านในรัสเซียชั่วคราวก็ตาม

หรือเมื่อหลายปีก่อน เกิดแผ่นดินไหวรุนแรงในญี่ปุ่น เราก็พยายามเปิดร้านในบริเวณนั้นเพื่อให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยในด้านเครื่องนุ่งห่ม ถ้าเราช่วยเขาได้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ก็จะไม่ลังเลเลย นั่นคือปรัชญาและดีเอ็นเอของยูนิโคล่เลยครับ

ส่วนเรื่อง Climate Change ที่น้ำแข็งขั้วโลกละลาย เราแก้ปัญหาโดยตรงไม่ได้หรอก แต่เราทำผ่านการดำเนินธุรกิจที่มี ลดการทำลายสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรในกระบวนการผลิต หาพลังงานทางเลือกมาใช้ ทำให้มันเป็นส่วนหนึ่งในพันธกิจของเรา

Hiroyuki Matsumoto ซีโอโอคนใหม่ของ Uniqlo Thailand แบรนด์เสื้อผ้าที่เชื่อว่า เสื้อผ้าที่ดีจะเปลี่ยนโลกได้

อุตสาหกรรมเสื้อผ้าจะเดินไปทางไหนใน 10 ปีข้างหน้า

ผมว่าอุตสาหกรรมนี้จะโตขึ้นเรื่อย ๆ ถ้ามองอีก 50 ปี อาจจะค่อย ๆ ลดลง เพราะประชากรโลกน้อยลงทุกวัน แต่ถ้าใน 10 ปี ผมว่ายังโตได้อีก นั่นแปลว่าจะมีเสื้อผ้ามากมายและมีขยะจากเสื้อผ้าอีกมหาศาล เราต้องหาทางลดขยะตรงนั้น หนึ่ง โดยการผลิตเสื้อผ้าที่ทนทาน ใช้ได้ในระยะยาว ลดการซื้อเสื้อผ้าใหม่ ซึ่งเป็นเป้าหมายของเราในระยะยาว

ถ้าภาคธุรกิจไม่ขยับตัวตามเทรนด์และความต้องการของผู้บริโภค ก็อาจจะต้องปิดตัวลงในที่สุด

ก่อนหน้านี้คนอาจจะพูดกันว่า ไม่ใช่ลูกค้าทุกคนที่สนใจเรื่องนี้ แต่โควิด-19 ทำให้เห็นว่าเขาตระหนักถึงสิ่งนี้มากขึ้น อย่างในประเทศไทยเอง ผมว่าเกือบ 80 เปอร์เซ็นต์ของลูกค้าเลือกซื้อสินค้าจากแบรนด์ที่มีความยั่งยืนมากกว่า พฤติกรรมของผู้บริโภคขยับแล้ว เราในฐานะธุรกิจต้องขยับตาม ความยั่งยืนเลยไม่ใช่แค่เรื่องของใครฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เป็นการร่วมมือกันระหว่างแบรนด์กับลูกค้า

ถ้าไปพูดเรื่องนี้กับนักเคลื่อนไหวเรื่องสิ่งแวดล้อม เขาอาจบอกว่า การหยุดผลิตคือวิธีแก้ปัญหาที่ยั่งยืนที่สุด ซึ่งเป็นไปไม่ได้เลยสำหรับธุรกิจรีเทลอย่างยูนิโคล่ คุณบาลานซ์ระหว่างเป้าหมายทางธุรกิจและความยั่งยืนยังไง

ผมเห็นด้วยว่าวิธีที่ดีที่สุดคือการเลิกผลิต ขณะเดียวกันก็นึกไม่ออกเหมือนกันว่าทุกคนจะใช้ชีวิตโดยไม่ซื้อเสื้อผ้าใหม่เลยได้จริง ๆ หรือเปล่า บางคนอาจจะได้นะ แต่บางคนเขายังเอ็นจอยกับการแต่งตัวอยู่ เขาไม่สามารถใส่เสื้อเดิม ๆ ซ้ำ ๆ เพราะมันเป็นความสนุกอย่างหนึ่งของชีวิต เราจึงต้องบาลานซ์ระหว่างความสนุกนั้นกับความยั่งยืน

ในหนึ่งปี อุตสาหกรรมเสื้อผ้าสร้างขยะจำนวนมากจากกระบวนการผลิตแต่ละครั้ง ใช้น้ำจำนวนมหาศาล ซึ่งส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมโดยตรง เราพยายามพัฒนานวัตกรรมเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการผลิตของเรา ยกตัวอย่างเช่น กางเกงยีนส์ยูนิโคล่ที่ลดการใช้น้ำในการผลิตได้มากถึง 99 เปอร์เซ็นต์ เรายังพยายามใช้วัสดุรีไซเคิลและหาวิธีการอื่น ๆ กับสินค้าอื่น ๆ ที่จะสร้างผลกระทบน้อยที่สุด 

ถ้าคุณไปดูตามท้องตลาด จะเห็นเสื้อผ้าตามเทรนด์มากมายที่จะกลายเป็นขยะในอนาคต แต่ถ้าลองไปร้านของเรา จะเห็นเลยว่า 80 เปอร์เซ็นต์เป็นเสื้อผ้าเบสิกที่มีขายตลอด เราตั้งใจให้เสื้อผ้ายูนิโคล่ทนทานและยั่งยืน แบบที่ลูกค้าจะใช้งานได้เป็นเวลานาน ซึ่งจะทำให้จำนวนการบริโภคลดลงไปอีก

สมมติคุณซื้อยีนส์ 2 ตัวในปีนี้ และหวังว่าหนึ่งในสองตัวนั้นจะเป็นของยูนิโคล่ (หัวเราะ) คุณก็จะเป็นส่วนหนึ่งในการรักษาสิ่งแวดล้อม เราพยายามอย่างมากในการพัฒนาการดำเนินงานต่าง ๆ และเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ใช่แค่ตัวธุรกิจเท่านั้น แต่ก้าวไปข้างหน้าพร้อมลูกค้าด้วย

ความสำเร็จเรื่องความยั่งยืนของยูนิโคล่สำหรับคุณคืออะไร

คือการที่ได้เห็นลูกค้าใช้เสื้อผ้าของเราไปนาน ๆ ด้วยความทนทานและดีไซน์เรียบง่ายไม่ตกยุค สิ่งนี้สำเร็จในญี่ปุ่นแล้วนะ พ่อแม่หลายคนส่งต่อเสื้อผ้าของเราให้ลูก ๆ ลูกสาวบางคนใช้ชุดที่คุณแม่เคยใส่ บางกลุ่มก็เอาสินค้าที่เขาไม่ชอบสไตล์หรือไซส์ไม่พอดีแล้วไปขายในตลาดมือสอง ที่ญี่ปุ่นมีตลาดออนไลน์ที่ชื่อว่า Mercari ถ้าลองเข้าไปดูจะเห็นเลยว่ามีเสื้อผ้าแบรนด์เราเยอะมาก ผมได้ยินมาว่ามีมากกว่าครึ่ง เลยคิดว่านี่ก็เป็นก้าวสำคัญเรื่องความยั่งยืนอีกเช่นกัน 

อะไรจะทำให้แบรนด์ยูนิโคล่อยู่ไปได้ถึง 100 ปี

สำหรับผมคือการมีคนที่ดี เราเป็นบริษัทผลิตเสื้อผ้าที่มี ‘คน’ เป็นคนสร้างสรรค์สิ่งเหล่านั้น และผมไม่ได้พูดแค่พนักงานยูนิโคล่อย่างเดียว แต่รวมไปถึงคู่ค้าทางธุรกิจอื่น ๆ เราทำคนเดียวไม่ได้หรอกครับ ถ้าเรามีคนดี ๆ มีพาร์ตเนอร์ดี ๆ ลูกค้าดี ๆ ที่จะสนับสนุนธุรกิจของเรา ธุรกิจก็จะเติบโตไปได้เรื่อย ๆ 

เรามีแนวคิดของเรา ลูกค้าก็มีแนวคิดของเขา การสื่อสารให้เขาเข้าใจในเจตนารมณ์ของแบรนด์จึงเป็นเรื่องสำคัญที่สุด เรากำลังทำอะไร เราจะเดินไปทางไหน 

100 ปีเท่ากับหลายเจเนอเรชัน เราจึงหมั่นพัฒนาสินค้าและบริการให้เท่าทันลูกค้า เพื่อซัพพอร์ตการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไปตามยุคสมัยของเขา

ยูนิโคล่คือบริษัทระดับนานาชาติ เราลงทุนในหลายประเทศทั่วโลก แต่จริง ๆ แล้ว ธุรกิจของเรานั้นง่ายนิดเดียว เราขายเสื้อผ้า และเราก็ตั้งใจขายเสื้อผ้า แค่นั้นเอง ถ้าเราโฟกัสกับสิ่งนี้ ไม่หยุดพัฒนา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการผลิต การดำเนินงาน สินค้า หรือบริการ ด้วยการสนับสนุนของพนักงาน พาร์ตเนอร์ และลูกค้าที่น่ารัก ไม่ว่ายังไงเราต้องเดินทางไปสู่ปีที่ 100 ได้แน่นอน

Hiroyuki Matsumoto ซีโอโอคนใหม่ของ Uniqlo Thailand แบรนด์เสื้อผ้าที่เชื่อว่า เสื้อผ้าที่ดีจะเปลี่ยนโลกได้

Questions answered by COO of Uniqlo Thailand

01 ไอเท็มยูนิโคล่ที่ชอบที่สุดคือ…

Super Non-iron Shirt เปลี่ยนชีวิตผมเลย  ผมอยู่กรุงเทพฯ คนเดียว ครอบครัวอยู่ที่ญี่ปุ่นทั้งหมด อยู่นี่ผมไม่มีเตารีดนะ เสื้อรุ่นนี้เลยมีประโยชน์มาก แค่ซักและแขวนตากไว้ อีกวันก็ใส่ได้ ที่ใส่มา 95 เปอร์เซ็นต์คือเรียบกริบ ไม่ต้องรีดเลย

02 ไอเท็มยูนิโคล่ที่มีมากที่สุดคือ…

น่าจะเป็นเสื้อกีฬา เพราะผมเล่นเทนนิส

03 ความประทับใจแรกในวัฒนธรรมการทำงานของคนไทยคือ…

คนไทยชอบพูดว่า ‘ไม่เป็นไร’ ซึ่งผมชอบมาก ๆ ตอนเด็ก ๆ ผมเคยใช้ชีวิตที่ตุรกีพักหนึ่ง ที่นั่นก็มีวลีคล้าย ๆ กัน ความหมายประมาณว่า ถ้าคุณทำสิ่งหนึ่งในพรุ่งนี้ได้ ทำไมวันนี้ไม่สนุกกับชีวิตก่อนล่ะ

คนไทยยังยิ้มเก่งและใจดีอีกด้วย ที่ญี่ปุ่นมีหนังสือเล่มหนึ่งอธิบายรอยยิ้มของคนไทยว่ามี 12 ประเภท คุณต้องแยกแยะให้ออกว่ายิ้มแบบไหนหมายถึงอะไร (หัวเราะ)

04 วิชาที่ชอบที่สุดตอนเรียนที่ MIT Sloan คือ…

นานมากแล้วนะ (หัวเราะ) ที่ชอบที่สุดน่าจะเป็นวิชา Diversity Management อาจารย์สอนเกี่ยวกับการบริหารคนในบริษัทโกลบอลใหญ่ๆ เช่น โตโยต้าที่มีผู้บริหารจากหลายประเทศ ซึ่งสุดท้ายก็เป็นเรื่องการสื่อสารและการเรียนรู้ที่จะยอมรับความแตกต่างของวัฒนธรรม

04 ถ้าได้รับเลือกให้พูดบนเวที TED Talk คุณจะพูดเรื่อง…

ผมอยากพูดเรื่องความยั่งยืนผ่านประสบการณ์จริงของตัวเอง อยากเล่าเรื่องอิมแพคที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อเสื้อผ้า ตอนอยู่ญี่ปุ่น ตู้เสื้อผ้าผมเต็มไปด้วยเสื้อผ้าที่เก็บมานาน จนภรรยาถามบ่อย ๆ ว่าทำไมยังเก็บบางชิ้นอยู่ทั้งที่ไม่ได้ใช้เลย พอเริ่มทำงานที่นี่ ผมอยู่ได้ด้วยเสื้อผ้าชิ้นสำคัญ ๆ อย่างเสื้อยืดกับแจ็กเก็ต ซึ่งผมมีไว้หลายสีเลยแหละ

05 ร้านที่ไปบ่อยในสามย่าน…

Wawee Coffee ผมชอบที่เขาใช้เมล็ดกาแฟของไทย ผลิตในไทย วันไหนที่เข้าออฟฟิศก็จะซื้อกาแฟร้านนี้

06 นักเทนนิสในดวงใจคือ…

Roger Federer ไม่ใช่เพราะเขาเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ของยูนิโคล่นะ แต่เพราะสไตล์การเล่นเทนนิสของเขาเป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร การเคลื่อนไหวแต่ละครั้งมีเป้าหมาย ไม่เสียเปล่า สมูท ผมตีแบ็กแฮนด์มือเดียวเหมือนกัน ก็เลยชอบดูวิดีโอที่เขาเล่น แล้วพยายามเลียนแบบวิธีการ แต่ก็ยังอีกไกลครับ (หัวเราะ)

07 คำพูดติดปากของคุณคือ…

ก้าวเล็ก ๆ ทุก ๆ วันก็เปลี่ยนชีวิตคุณได้ ผมคิดว่าเราเปลี่ยนแปลงได้ ทั้งชีวิต ทั้งการงาน แต่อย่าลืมสนุกกับวันนี้ อย่ากังวลเรื่องพรุ่งนี้ให้มาก จงอยู่กับปัจจุบัน

การที่ผมเจอคุณในวันนี้อาจเป็นโอกาสเดียวเลยก็ได้นะ ดังนั้นผมจึงเอ็นจอยบทสนทนากับคุณวันนี้

08 ไอเท็มล่าสุดที่ซื้อจากร้านยูนิโคล่…

เสื้อ UV Protection Parka ผมซื้อช่วงสงกรานต์เพราะอากาศร้อนมาก และไม่ชอบทาครีมกันแดดตอนไปเล่นเทนนิส เพราะมันเหนียวเหนอะหนะ ล่าสุดใส่ไปเล่น ผิวคล้ำเฉพาะมือ คนก็ทักว่าไปทำอะไรมา เอาเป็นว่าผมทดลองใช้เสื้อนี้แล้ว มันเวิร์กครับ

09 คุณซื้อ UV Protection Parka สีอะไรมา…

สีกรมท่าครับ ผมยังใจไม่ถึงพอที่จะซื้อสีเหลืองหรือสีแดง (หัวเราะ)

Hiroyuki Matsumoto ซีโอโอ Uniqlo Thailand แบรนด์ที่เชื่อว่าเสื้อผ้าที่ดีจะเปลี่ยนโลกได้

ยูนิโคล่ ประเทศไทย ร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดรับสมัคร CHULA EXPO 2022′ Case Competition ในหัวข้อเรื่องการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs Goal) และมองหาผู้เข้าสมัครเป็นทีมนิสิตนักศึกษา 1 – 5 คนที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับปริญญาตรีทั่วประเทศ
ดูรายละเอียดในการสมัครและการเข้าแข่งขันเพิ่มเติมได้ที่ https://bit.ly/3KGgAPH สมัครได้ตั้งแต่วันนี้ – 20 พ.ค. 2565 (23.59 น.)
Facebook: Chula Expo

Instagram: chulaexpo2022

E-mail : [email protected]

Writer

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load