เกือบ 2 ปีที่แล้ว Tencent Video แพลตฟอร์มวิดีโอสตรีมมิงจากประเทศจีนที่มียอดผู้ใช้ถึง 900 ล้านคน ตัดสินใจเข้ามาทำตลาดในไทยเป็นพื้นที่แรก ในชื่อใหม่ WeTV ภายใต้บริษัท เทนเซ็นต์ (ประเทศไทย) จํากัด

ท่ามกลางสนามรบวิดีโอสตรีมมิงมากมาย ยังไม่นับรวมถึงโซเชียลมีเดียต่างๆ ยอดผู้ใช้งานของ WeTV แพลตฟอร์มรายเดียวที่นำเสนอคอนเทนต์จีนอย่างถูกลิขสิทธิ์ เติบโตขึ้นถึง 7 เท่า ในเวลาไม่ถึง 2 ปี

กลยุทธ์หลักได้แก่ ออริจินัล คอนเทนต์ นวัตกรรม และคอมมูนิตี้ 3 สิ่งที่ทำให้ WeTV แตกต่างจากวิดีโอสตรีมมิงอื่นๆ ในตลาดเดียวกัน แต่ไม่ใช่แค่การนำเข้าคอนเทนต์จากจีนที่ทำให้แบรนด์นี้ประสบความสำเร็จ WeTV ต้องการขยายกลุ่มเป้าหมายด้วยการทำงานกับผู้ผลิตในประเทศเพื่อผลิตคอนเทนต์ส่งออกและสร้างวัฒนธรรมใหม่ร่วมกัน  เช่นเดียวกับการนำคอนเทนต์คุณภาพจากประเทศข้างเคียง อาทิ เกาหลี และญี่ปุ่น มาออกอากาศ เพื่อเป้าหมายสุดท้ายที่จะเป็นศูนย์รวมความบันเทิงของเอเชียอย่างสมบูรณ์

กนกพร ปรัชญาเศรษฐ Country Manager เบื้องหลัง WeTV แพลตฟอร์มที่เป็นมากกว่าผู้สร้างคอนเทนต์

คุณเจี๊ยบ-กนกพร ปรัชญาเศรษฐ คือ Country Manager ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จนี้ เธออยู่ในวงการดิจิทัลมีเดียมา 10 ปี ก่อนผันตัวมาดูแลเรื่องดิจิทัลคอนเทนต์มากขึ้น 

เธอเชื่อในการเปลี่ยนแปลงจึงทำงานแบบธุรกิจสตาร์ทอัพ เพราะการปรับตัวให้เร็วในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีเป็นเรื่องสำคัญ ทีมของเธอคล่องตัวและมีิวิธีการทำงานแบบ Cross Functional คือการให้คนที่มีหน้าที่แตกต่างกันมาทำงานร่วมกันเพื่อเป้าหมายเดียว

WeTV เป็นเจ้าของคอนเทนต์ดังอย่าง ปรมาจารย์ลัทธิมาร (The Untamed), สามชาติสามภพ ลิขิตเหนือเขนย (Eternal Love of Dream) และยังเป็นผู้ริเริ่มโปรเจกต์ละคร ฉลาดเกมส์โกง (Bad Genius The Series) ที่ทำร่วมกับ GDH 

WeTV ในวันนี้ ไม่ได้เป็นแค่แพลตฟอร์มนำเสนอข้อมูลและเนื้อหาต่างๆ ทางเดียว คุณเจี๊ยบเห็นภาพแบรนด์เป็นคอมมูนิตี้ของคนที่ชอบอะไรเหมือนๆ กันมาตั้งแต่วันแรก ซึ่งอธิบายกลยุทธ์และวิธีการทำงานหลายอย่างของเธอได้ดีที่สุด

ว่าแล้วก็กดเพลย์ฟังแนวคิดของเธอไปพร้อมๆ กัน

สิ่งที่ยากที่สุดของการพา WeTV เข้ามาในไทยคืออะไร

สิ่งที่ยากที่สุดคือการทำความเข้าใจกลุ่มผู้ใช้บริการ ในฐานะแพลตฟอร์ม เรารู้อยู่แล้วว่าจุดแข็งเราคือคอนเทนต์จีน เพราะเรานำดีเอ็นเอของ Tencent Video มาใช้ คอนเทนต์จีนเคยป๊อปปูลาร์มากในสมัย 80s ถึง 90s แล้วก็ค่อยๆ ห่างหายไป เรื่องแรกที่ต้องทำจึงเป็นการบ่งชี้กลุ่มทาร์เก็ตในไทย ซึ่งท้าทายมากนะ เราต้องหาว่ากลุ่มคนที่ดูคอนเทนต์จีนเขาอยู่ที่ไหน พอหาเจอก็ต้องแนะนำตัวเอง ทำความรู้จักเขา ซึ่งจริงๆ แล้วในไทยเอง คอนเทนต์จีนอาจจะแค่ไม่มีคนพูดถึง แต่ไม่ได้แปลว่าไม่มีคนดู ถ้าเราลองไปเสิร์ช Google Trend ‘หนังจีนพากย์ไทย’ ยังมีคนหาค่อนข้างเยอะ และเป็นอะไรที่คนไทยคุ้นเคยอยู่แล้ว 

 ในฐานะ Country Manager คุณทำให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้ยังไง

หน้าที่ของเราคือกำหนดทิศทางของธุรกิจว่าเราจะเดินไปทางไหน วางกลยุทธ์ของโปรดักต์ การวางแผนในการดำเนินงาน เราต้องดูภาพรวมทั้งหมด นอกเหนือจากนี้ เราเองต้องหาโอกาสในการขยายธุรกิจกับพันธมิตรต่างๆ ไม่ว่าจะเชิงคอนเทนต์ เชิงคู่ค้า หรือผู้ให้บริการอื่นๆ ที่เราสามารถจับมือกันทางธุรกิจได้ด้วย

ไทยเป็นที่แรกที่ Tencent Video มาเปิดธุรกิจนอกประเทศ เราจึงต้องทำงานร่วมกับทีมภูมิภาค สร้างความเข้าใจตรงกัน ทิศทางของโปรดักต์จากจีนมาไทยต้องทำการ Localize อย่างแอปพลิเคชันที่มีผู้ใช้งาน 900 ล้านคน เราไม่จำเป็นต้องรับมาทุกฟีเจอร์ หรือเรื่อง Content Strategy ก็สำคัญ เราต้องหาคอนเทนต์ที่ดูได้พร้อมกันทั้งจีนและพื้นให้บริการอื่นๆ ที่ WeTV มีให้บริการ 

ในทางกลับกันก็จะมีคอนเทนต์ไทยที่จะได้ไปฉายในพื้นที่อื่นๆ เราต้องคุยกับ Country Manager ในแต่ละพื้นที่ด้วย สมมติเราจะทำเรื่องนี้ ทางฝั่งโน้นสนใจที่จะนำคอนเทนต์เราไปฉายพร้อมกันไหม 

และอีกหน้าที่หลักของ Country Manager ที่สำคัญมากๆ คือการคัดเลือก Talent ของทีม เป็นเรื่องยาก หายาก แต่หาได้ (หัวเราะ)

ทีมที่ WeTV มองหาเป็นแบบไหน

ทีม WeTV ทำงานเหมือนสตาร์ทอัพ อย่างแรกต้องมีแพสชันในฝั่งของคอนเทนต์ ไม่จำเป็นว่าทุกคนต้องชอบคอนเทนต์ที่เฉพาะเจาะจง เพียงแต่ต้องเปิดใจกว้างๆ ในเรื่องของการเสพ ที่สำคัญ เรามองหา Talent ที่เป็นได้ทั้งสองขั้วคือ Service Provider และ User บางคนชอบดูซีรีส์มากๆ ดูเยอะ แต่มองแค่ในมุมของผู้ใช้งานอย่างเดียว เราต้องการคนที่มีบาลานซ์ในการดูคอนเทนต์กับคนที่อยากเติบโตในธุรกิจที่เป็น Fast Moving 

ทีมเราไม่ใหญ่เพราะฉะนั้น Multi-Task Skills เป็นเรื่องสำคัญ ลำดับชั้นของทีมมีค่อนข้างน้อย ทีมมีโอกาสทำงานหลายๆ อย่าง แบบ Cross Functional สิ่งที่เราสื่อสารกับทีมตลอดคือการถือเป้าหมายเดียวกัน พอคนเราน้อย เราจะมองหาความคิดเห็นระหว่างทีมเสมอ เช่น การตลาดทำการสื่อสารแบบนี้ เราเดินไปถามทุกทีมเลยว่า ชอบไหม เข้าใจไหม ซื้อไหม เหมือนที่เราต้องพยายามบาลานซ์มุม Service Provider กับ User บางคอนเทนต์เราอยากทำ แต่พอสลับหัวเป็นผู้ใช้งาน บางทีไม่เข้าใจ ไม่เวิร์ก

กนกพร ปรัชญาเศรษฐ Country Manager เบื้องหลัง WeTV แพลตฟอร์มที่เป็นมากกว่าผู้สร้างคอนเทนต์

อะไรคือทักษะของผู้บริหารแพลตฟอร์มวิดีโอสตรีมมิงที่ต้องนำทีมที่มีส่วนร่วมในการทำงานทั้งกระบวนการแบบนี้

สำหรับเรามีสี่อย่าง หนึ่ง ความไม่อยากตกเทรนด์ ในการเดินทางแต่ละปี จะมีเทรนด์ใหม่ๆ เกิดขึ้นเสมอ หนึ่งไตรมาสความนิยมก็เปลี่ยนไป คอนเทนต์มีขึ้นมีลง ซึ่งเราต้องหาให้เจอ บางทีมันอาจไม่ใช่เทรนด์ของคอนเทนต์ แต่เป็นเทรนด์ของพฤติกรรมผู้บริโภคทั้งหลาย เช่น ในช่วง COVID-19 คนมีเวลาเยอะขึ้น เป็นช่วง Golden Time ที่เขาจะอยู่กับเรานานขึ้น หรือบางช่วงเวลาเสพสื่อของเขาสั้นลง เราก็ต้องปรับตัว สอง การบริหารการเปลี่ยนแปลง เป็นเรื่องสำคัญ เราสื่อสารกับทีมตลอดว่า “ไม่มีอะไรตายตัวนะ” วันนี้เราอาจจะรับคนนี้เข้ามาเป็น Digital Marketing แต่หนูจะไม่ได้ทำดิจิทัลตลอด มันอาจจะมีบางช่วงที่เราต้องปรับเปลี่ยนไปทางอื่น พอเรามีความสามารถในการเปลี่ยนแปลงแล้ว เราและทีมต้องมีอย่างที่สาม คือความคล่องตัว ไม่ใช่ว่า “เปลี่ยนได้ค่ะ แต่อีกสามอาทิตย์ได้ไหมคะพี่” บางทีของเรามันต้องเปลี่ยนในข้ามคืน 

ท้ายที่สุดเลย Country Manager ต้องมีการตัดสินใจที่เด็ดขาด ลังเลไม่ได้ นั่นแปลว่าเราต้องยอมรับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นได้ด้วย เพราะเราก็ไม่รู้หรอกว่ามันจะถูกหรือผิด แต่ถ้าไม่ทำสิ่งนี้ตอนนี้ มันอาจจะสายเกินไปก็ได้

ท่ามกลางสมรภูมิวิดีโอสตรีมมิงที่แข่งขันกันดุเดือดมาก กลยุทธ์ที่ WeTV ใช้สู้ในศึกนี้คืออะไร

เรายึดหลักอยู่สามแกน แกนแรกคือ ออริจินัล คอนเทนต์ อาจเป็นเอ็กซ์คลูซีฟที่หาดูที่ไหนไม่ได้ หลักๆ จะเป็นของจีน และก็มีของไทยด้วย ต่อมาเราก็เติมคอนเทนต์ของเกาหลี ญี่ปุ่น เพื่อที่จะทำให้เราเป็นศูนย์รวมความบันเทิงของเอเชียที่แท้จริง แกนที่สองคือนวัตกรรม ข้อนี้ต่อยอดมาจากโปรดักต์หลัก Tencent Video เช่น ฟีเจอร์ที่ช่วยสร้าง Engagement อย่าง Flying Comment (คอมเมนต์วิ่ง) หรือการโหวต ซึ่งน่าจะยังไม่มีใครทำมาก่อน 

นอกจากนี้เราพยายามเข้าใจ Pain Point ของลูกค้า ซีรีส์จีนความยาวหลายตอน พอติดแล้วก็อยากดูตอนต่อไปให้เร็วกว่าเดิม เราจึงมีฟังก์ชัน Fast Track ที่ผู้ใช้สามารถซื้อตอนได้ล่วงหน้า ตอนแรกที่จะปล่อยฟีเจอร์นี้ก็ค่อนข้างเครียดเพราะไม่รู้ว่าเสียงตอบรับจะดีไหม พอปล่อยไปแล้วกลายเป็นว่าอยากให้ทุกเรื่องมีฟีเจอร์นี้  

แกนสุดท้ายคือคอมมูนิตี้ เราพยายามสร้างคอมมูนิตี้ทั้ง Internal และ External ให้แข็งแรง จน WeTV ในทุกช่องทางโตเร็วมาก ยกตัวอย่างเช่น Twitter ใครๆ จะทราบว่ามันยาก มีผู้ติดตามหนึ่งหมื่นก็ถือว่ายอดเยี่ยมแล้ว วันนี้เรามีผู้ติดตามเกือบๆ แสนเจ็ด สำหรับผู้บริโภค ถ้าอยากหาข้อมูลที่เกี่ยวกับข้อมูลความบันเทิงโดยเฉพาะจากจีน วันนี้เราเป็น Top of Mind 

การทำงานในองค์กรที่เกี่ยวข้องกับผู้ใช้งานที่มาจากหลากหลายวัฒนธรรม ความรู้ความเข้าใจเรื่องคอนเทนต์สำคัญแค่ไหน

เราว่าเป็นข้อดีของธุรกิจฝั่ง Tech Entertainment ยิ่งเราเป็นแพลตฟอร์มด้วย ทำให้มีดาต้าอยู่ในมือเยอะ ดาต้าทำให้เราอุ่นใจระดับหนึ่งเพราะเราเห็นทิศทาง ในเรื่องของการตัดสินใจจึงง่ายและแม่นยำยิ่งขึ้น มันต้องใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์ เซนส์อย่างเดียวไม่น่ารอด (หัวเราะ) แต่ถามว่าต้องมีไหม ก็ต้องมีด้วย

คุณมีหลักในการเลือกคอนเทนต์มาลงใน WeTV อย่างไร

เรามองในเรื่องของ Tier ของคอนเทนต์เป็นหลักเพราะว่าเรามีของเยอะ เช่น คอนเทนต์ระดับ S+ จะต้องฉายพร้อมกันทุกประเทศ ยกตัวอย่างเช่น ตอนต้นปีเรามีเรื่อง สามชาติสามภพ ลิขิตเหนือเขนย โปรดักชันใหญ่ ดาราเบอร์ใหญ่ กลุ่มฐานแฟนก็ใหญ่ เวลาลงก็จะลงพร้อมพื้นที่ให้บริการอื่นๆ ซึ่งช่วยแก้ Pain Point ให้ผู้บริโภคด้วย พอฉายพร้อมกันก็แปลว่าคุณจะได้ดูซีรีส์เบอร์ใหญ่ ด้วยแพลตฟอร์มคุณภาพระดับโลก ด้วยประสบการณ์ที่ดีเยี่ยม ซับไตเติ้ลก็เตรียมไว้เรียบร้อย ไม่ใช่ถูกๆ ผิดๆ

ส่วน Local Content เรามีสิทธิ์ในการตัดสินใจสูง ปีนี้เรามีคอนเทนต์รีรันจากช่อง 3 ซึ่งเป็นไอเดียของทีมที่เสนอไปว่าอยากทำงานร่วมกับ Content Provider ในประเทศ รวมไปถึงการผลิต ออริจินัล คอนเทนต์ ด้วยเช่นกัน อย่าง ฉลาดเกมส์โกง (Bad Genius The Series) ที่ทำร่วมกับ GDH สมมติฐานคนดูซีรีส์จีนมีประมาณหนึ่ง แต่เราเห็นโอกาสว่าคนอยากเสพคอนเทนต์ที่หาดูที่ไหนไม่ได้ นี่ก็เป็นโอกาสที่ได้ขยายฐานกลุ่มผู้ชม พอเราทำแบบนี้ ก็ต้องดูดาต้าว่ากลุ่มผู้ชมที่ได้มาใหม่นั้นเชื่อมกับสิ่งที่เรามีอยู่แล้วบ้างไหม โชคดีที่เราทำงานเกี่ยวกับดิจิทัลมาตลอด เลยได้เห็นการใช้ดาต้าที่ไม่เหมือนกันเลยนำมาปรับใช้ได้

อะไรคือปัจจัยที่สำคัญที่สุดที่ทำให้ WeTV ประสบความสำเร็จได้เร็วขนาดนี้

แกนแรกคือ โปรดักต์ เราเป็น Service Provider ที่มีโปรดักต์ใช้ง่าย ไม่ยุ่งยาก ตอบโจทย์ลูกค้า อีกอย่างคือโมเดล Freemium ที่ให้ประโยชน์กับผู้ใช้ในการลองดูคอนเทนต์ใหม่ๆ แต่ยังไม่อยากสมัครสมาชิก เมื่อเขาเปิดใจและเจอกับคอนเทนต์ที่ใช่ เขาก็ยินดีที่จะสมัคร

พอเรามีแพลตฟอร์มที่ดี แต่ไม่มีคอนเทนต์ที่คนอยากดูบางทีก็ยาก นำเข้ามาสู่แกนที่สองเรื่องคอนเทนต์ คอนเทนต์ที่ผลิตจาก Tencent Video เป็นคุณภาพระดับโลก พอเรามีที่ทางที่ถูกลิขสิทธิ์ให้คนดูได้ชม เขาก็แฮปปี้ มันลดขั้นตอนของเขาไปเยอะ เช่น การไปเสิร์ชดู ไปมุด VPN บ้าง ไปหาดูจากแหล่งที่ไม่ถูกลิขสิทธิ์บ้าง ประสบการณ์ที่ไม่ดีทำให้เขารำคาญใจ พอเรามีแพลตฟอร์มที่ดี คอนเทนต์ที่ดี ตอบโจทย์ความต้องการของเขา เราเองก็ค่อยๆ ประสบความสำเร็จไปด้วย

อย่างที่คุณบอกไปเมื่อตอนต้น คอนเทนต์จีนเคยได้รับความนิยมมากเมื่อ 30 ปีที่แล้ว การโปรโมตป๊อปคัลเจอร์จากจีนให้เข้าถึงใจคนไทยในวันนี้มีความยากง่ายยังไง

คอนเทนต์จีนที่ห่างหายไปทำให้เราต้องแนะนำตัวกับคนไทยใหม่ค่อนข้างเยอะ ซึ่งพฤติกรรมของผู้บริโภคไทยเปิดกว้างหลากหลาย พอเราแนะนำคอนเทนต์จีนไปทำให้เกิดกระแสใหญ่กลับมา การขยายเสียงเพื่อบอกต่อของเขาดังกว่าเรามาก ในขณะเดียวกัน พลังแฟนคลับก็จะช่วยเข้ามาสนับสนุนตรงนี้ได้ดี อย่างกรณีของนักแสดงชื่อ เซียวจ้าน (Xiao Zhan) ปีที่แล้วได้เป็นดาราเอเชียที่หล่อที่สุดจากการโหวตของแฟนคลับทั่วเอเชีย เขาเป็นนักแสดงในซีรีส์ ปรมาจารย์ลัทธิมาร ส่วนปีนี้เรามี หวัง อี้ป๋อ (Wang-Yibo) เข้ามาเสริม ซึ่งช่วยให้คนรู้จักป๊อปคัลเจอร์ในฝั่งจีนมากขึ้น สร้างความแมสให้กับซีรีส์จีนมากขึ้น ทำให้สาวกเกาหลีข้ามฝั่งมาอินกับซีรีส์จีนมากขึ้น

ขณะเดียวกัน เราก็มีคนไทยที่ไปอยู่ในป๊อปคัลเจอร์ฝั่งโน้นอย่าง เนเน่-พรนับพัน พรเพ็ญพิพัฒน์ ที่เหมือนเป็นตัวแทนทีมชาติไทยไปเปิดตลาด ให้ชาติอื่นเห็นศักยภาพของศิลปินไทย และศักยภาพของการโหวตของแฟนๆ ชาวไทย อีกหน่อยมันอาจจะไม่ได้แยกเป็นป๊อปคัลเจอร์ของที่ใดที่หนึ่งแล้ว แต่มันจะเชื่อมกันด้วยซ้ำ

หรือปีที่แล้วเราทำ Fan Meeting ศิลปินจีนที่เป็นนักแสดงนำของซีรีส์ ปรมาจารย์ลัทธิมาร การตอบรับเหนือความคาดหมายมากๆ มีแฟนๆ ต่อคิวหน้าห้าง พอเปิดห้างปุ๊บวิ่งเข้าไปเลย เป็นปรากฏการณ์ เขาดังทั้งในจีนและพื้นที่ให้บริการอื่นๆ ในแถบเอเชีย การจัด Fan Meeting ที่บ้านเราเลยเรียกผู้ชมจากทั้งในประเทศและนอกประเทศ คิวซื้อบัตรเป็นแสนคิวแต่มีบัตรแค่ห้าพันใบ 

ทำไมซีรีส์ ปรมาจารย์ลัทธิมาร ถึงดังถล่มทลาย

เดิมที่ต้นกำเนิดของ ปรมาจารย์ลัทธิมาร คือนิยายออนไลน์จีน ดังมากที่จีน แล้วก็มีการแปลเป็นเวอร์ชันภาษาไทย จากนั้นมีคนนำนิยายมาสร้างเป็น Anime ก็ดังอีก ด้วยตัวเนื้อเรื่องเองมีรายละเอียดเยอะ เลยตัดสินใจสร้างเป็นซีรีส์ขึ้นมา เพราะมันมีโอกาสสร้างแฟนได้ในหลายมิติ อ่านแล้ว ดู Anime แล้ว พอเป็นซีรีส์ที่แสดงเป็นคนก็อยากดูอีก แล้วในเรื่องมันมีหลายสำนัก บางคนอาจจะไม่ต้องชอบตัวหลักก็ได้ แต่ชอบบ้านข้างเคียง 

เรื่องนี้มีการพูดถึงที่ฝั่งจีนก่อนว่า จะมีซีรีส์เรื่องนี้นะ เป็นอย่างนี้นะ พอเขารอกันนานก็เกิดการอั้น มีการบอกต่อเยอะ พอวันที่จะปล่อยจริงๆ เหมือนเขื่อนแตกเลย ซีรีส์นี้มีห้าสิบตอน มีคนเอาสีหน้าของนักแสดงไปทำมีมเยอะมาก ซึ่งอาจจะเป็นความโชคดีของเรา หลายๆ คนที่ไม่เคยรู้จัก WeTV ก็ได้รู้จักเราผ่านแฮชแท็ก ปรมาจารย์ลัทธิมาร เลยเป็นโอกาสให้เราขยายฐานกลุ่มคนดูด้วย การตลาดเราทำเต็มที่ แต่ต้องขอบคุณพลังของแฟนๆ ณ ที่นี่ด้วยเช่นกัน ขนาดเราไปไหว้พระที่พม่า ยังเห็นคนไทยติดเข็มกลัดเซียวจ้านไว้ที่กระเป๋าเลย ตายแล้ว นี่ฉันมาขอพร หรือเขามาขอพรให้ฉัน (หัวเราะ)

แล้วปรากฏการณ์ที่แฟนชาวไทยโหวตข้ามประเทศให้เนเน่ ในรายการ CHUANG 2020 กว่า 400,000 บัญชี เกิดขึ้นได้ยังไง

มันเหมือนเราเชียร์ทีมชาติไทย และรูปแบบของรายการก็เปิดโอกาสให้คนต่างชาติเข้าไปมีพื้นที่ในตลาดที่ใหญ่ที่สุดในโลก บวกกับความสามารถของศิลปินที่เจิดจรัสจริงๆ เมนเทอร์ก็ชื่นชมอย่างมาก พัฒนาการของเนเน่ในแต่ละอีพีก็โดดเด่น พอได้เห็นศักยภาพของคนไทยในต่างประเทศ กองเชียร์ชาติไทยก็มาเลย ทีมมอนิเตอร์เขาจะมีกลยุทธ์ในการโหวตด้วยนะ ในหนึ่งวันโหวตได้เจ็ดคน ถ้าทุกคนโหวตทั้งเจ็ดคน คะแนนก็จะเฉลี่ย เขาบอกว่าขอให้ชนะขาดเลย ห้ามใช้อีกหกเสียง ให้คุณใช้เสียงเดียวเพื่อคนคนเดียว 

แฟนๆ ของ WeTV มีพฤติกรรมและความคาดหวังต่างจากผู้ชมที่ชมโทรทัศน์ช่องปกติ และแพลตฟอร์มสตรีมมิงอื่นๆ ยังไง

ที่ชัดที่สุดคือต้องเป็นคนที่ชื่นชอบความบันเทิงจากฝั่งเอเชีย หลักการไม่น่าจะแตกต่างกันมาก คอนเทนต์คือสิ่งที่ทำให้แตกต่าง เราว่าสิ่งที่เด่นสุดของแฟน WeTV คือคอมมูนิตี้ที่น่ารักมากๆ เขาจะช่วยเหลือกันเอง อย่างการที่จะซื้อ Fast Track ได้คุณต้องสมัคร VIP ก่อน มันเป็นสิทธิพิเศษของ VIP User ในวันที่เราปล่อยฟีเจอร์นี้ เราให้ข้อมูลในส่วนของเราอยู่แล้ว แต่ผู้ใช้บางคนยังมีคำถาม ก็จะมี Top Fan หลายๆ คนเข้าไปช่วยตอบ มันเกิด Brand Love 

สมมติมีซีรีส์เรื่องหนึ่งดังมากๆ ยังไม่มีใครนำเข้ามาเมืองไทย คนก็จะบอกว่า “WeTV เอาเข้ามาเถอะค่ะ รอแล้วนะ” เป็นที่พึ่งให้กับเขา อย่างในฟีเจอร์ Flying Comment ที่ User สามารถคุยกันระหว่างที่ดูคอนเทนต์ จะมีคนเมนต์ว่า “มีใครมาหรือยัง” “มาแล้วๆ” หรือบางทีเขามีปัญหาก็จะถามกันเองเลย “เธอรู้ไหมว่าปิดคอมเมนต์ยังไง” ฟีเจอร์มันเอื้อให้เขาพูดคุยกันได้ ในทวิตเตอร์จะเจอ “ขอตอบแทนแอด” บ่อยมาก บางทีมีคนมาคอมเมนต์ว่า “ซับไม่ขึ้น” ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องสัญญาณอินเทอร์เน็ต แล้วมีอีกคนมาเมนต์ว่า “ขึ้นจ้า” โดยที่เราไม่ต้องตอบเลย แต่มันทำให้เราเห็นว่ามันยังมีปัญหาจากโปรดักต์ ซึ่งมันอาจไม่ได้มาจากทางฝั่งเรา อาจเป็นทางฝั่งผู้ใช้บริการก็ได้ พอเห็นอย่างนี้เราจะส่งต่อไปยังทีมโปรดักต์ให้ช่วยเช็ก มีการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน

ครั้งหนึ่งเราเคยไปตอบทวิตของแอคเคาต์ข้างเคียงอย่าง JOOX แฟนคลับก็จะมีการบอกว่า “เขาคุยกันอะแม่ จิ้น” (หัวเราะ) กลายเป็นแอคเคาต์ที่เป็นมิตรกับผู้ใช้ เป็นเหมือนคอมมูนิตี้ไปแล้ว เพราะเราไม่อยากและไม่เคยเป็นแค่พื้นที่ในการให้ข้อมูล เราจึงพยายามสร้างบทสนทนาและการมีส่วนร่วมตลอดมา

คุณมีหลักในการลงทุนทำออริจินัล คอนเทนต์ ของไทยอย่างไร

หลักการต้องกลับไปที่คนดู ตอนนี้กลุ่มผู้ใช้งานเราเป็นใคร กลุ่มผู้ใช้งานเราชอบเสพอะไร มีคอนเทนต์ประเภทไหนที่เขาอยากดู ในขณะเดียวกันต้องดูถึงกลุ่มที่เราจะขยายไปด้วย ขอยกตัวอย่างเรื่องเดิม ฉลาดเกมส์โกง (Bad Genius The Series) มันยากมากๆ เพราะแฟนฝั่ง GDH เขาเหนียวแน่น แต่เราจะทำอะไรเพื่อให้ได้ฐานแฟนกลุ่มนี้มา พอดูฐานคนดูที่เราอยากขยายแล้วก็กลับมาที่ดาต้าว่าเราเคยชิมลางกลุ่มนี้หรือยัง พอเห็นไหมว่าถ้าทำออกมาแล้วจำนวนน่าจะประมาณไหน รวมไปถึงเนื้อเรื่อง เนื้อหา สดใหม่ไหม พอเราเป็นหน้าใหม่ โอกาสที่จะลองทำก็มีเยอะ ยกตัวอย่างซีรีส์เรื่อง อาทิตย์อัสดง ที่เพิ่งปล่อยไปเมื่อเดือนตุลาคม ยังไม่มีใครเคยทำแนวสยองขวัญแบบนี้ใน OTT (Over-the-top Content) เราพยายามทำ Cinematography สวยๆ การถ่ายทำที่คุณภาพฝรั่งแต่กลิ่นเป็นคนไทย เราอยากลองแล้วก็มีโอกาสได้ทำ

สำหรับคุณ การจัดอันดับแพลตฟอร์มวิดีโอสตรีมมิงอันดับหนึ่ง ควรวัดจากอะไร

เราจะกลับไปดูว่าโจทย์แรกของเราคืออะไร ไม่มี OTT เจ้าไหนที่ตอบโจทย์ผู้ใช้ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์หรอก มันจะแตกต่างกันไป จุดยืนของสิ่งที่เราจะให้ผู้ใช้ต่างหากที่จะเป็นตัวจัดอันดับได้ดี ซึ่งถ้ามองตัวเองว่าเป็นศูนย์รวมความบันเทิงแห่งเอเชีย เราตอบโจทย์สุด

แล้ว WeTV มองว่าตัวเองประสบความสำเร็จจากจุดยืนที่ตั้งไว้แล้วหรือยัง

ถ้า ณ วันนี้ บอกว่าเราเดินมาถูกทางดีกว่า เส้นทางนี้ยังอีกยาวไกล (ยิ้ม)

ตอนนี้เรามีทั้งโทรทัศน์ โรงหนัง เคเบิลทีวี ยูทูบ วิดีโอสั้นบนเฟซบุ๊ก TikTok Instagram และแพลตฟอร์มสตรีมมิง ช่วยคาดการณ์ให้หน่อยว่าในอนาคตอันใกล้นี้ พฤติกรรมการชมวิดีโอของคนจะเปลี่ยนไปอย่างไร

พฤติกรรมผู้บริโภคจะเปลี่ยนไปตามเวลาที่เขามี ถามว่าทุกวันนี้คอนเทนต์ที่ฮิต คือคอนเทนต์เต้นหรือเปล่า หรือคอนเทนต์ร้องเพลง จริงๆ แล้วเราตอบไม่ได้เลย ถ้าลองดูพฤติกรรมการเสพคอนเทนต์ในแต่ละแพลตฟอร์มจะเห็นชัด จะดูซีรีส์ต้องมีเวลา สมมติเรามี Quality Time ก่อนนอนสองชั่วโมง เราอาจจะอยากเสพคอนเทนต์ยาวที่มีคุณภาพ ในทางกลับกัน ช่วงเช้าระหว่างดื่มกาแฟหรือระหว่างเดินทาง มีเวลาไม่มาก การดูคอนเทนต์สั้นน่าจะตอบโจทย์มากกว่า สิ่งสำคัญอยู่ที่ว่าเรามีคอนเทนต์ประเภทไหน แล้วมันตอบโจทย์เวลาที่ผู้บริโภคมีได้หรือเปล่าต่างหาก

กนกพร ปรัชญาเศรษฐ Country Manager เบื้องหลัง WeTV แพลตฟอร์มที่เป็นมากกว่าผู้สร้างคอนเทนต์

Questions answered by Country Manager of WeTV Thailand

1. พูดภาษาจีนได้ไหม

Yi dian dian (นิดหน่อย)

2. ในฐานะผู้ชม รายการที่ชอบที่สุดใน WeTV คืออะไร

ตำนานหมิงหลัน ซีรีส์ที่มีมากกว่าหมื่นล้านวิวในจีน เป็นเรื่องเกี่ยวกับผู้หญิงในครอบครัวที่ลำบาก แต่มีอาม่าเป็นกุนซือสอนวิชาการใช้ชีวิต แม้จะเป็นเรื่องราวในสมัยโบราณ แต่หลายข้อนำมาปรับใช้ในชีวิตจริงได้ ที่กล้าพูดว่าชอบดูมาก เพราะหกสิบสามตอนดูไปแล้วสามรอบ ครั้งแรกดูซับ สองครั้งหลังดูพากษ์ (หัวเราะ)

3. รายการไหนใน WeTV ที่คิดว่าเดี๋ยวต้องดังแน่นอน

นี่ก็ปักหมุดมาหลายควอเตอร์แล้ว รอการจุดพลุ​ (หัวเราะ) แต่มีสองเรื่อง หนึ่ง The Oath of Love นำแสดงโดยเซียวจ้าน สอง นางโจร โดยหวัง อี้ป๋อ 

4. ทุกวันนี้ดูวิดีโอวันละกี่ชั่วโมง

เฉลี่ยวันละสอง ตอนนี้แยกไม่ออกแล้วว่าดูทำงานหรือดูเพื่อความบันเทิง เวลาอยู่กับเพื่อนแล้วนั่งดู เพื่อนจะชอบถามว่า อันนี้ทำงานหรืออยากดูเอง การดูของเราอาจจะเริ่มต้นที่ความอยากรู้ว่ามันดียังไง อีกแป๊บหนึ่ง อ้าวติด ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว (หัวเราะ) 

5. ในการทำงานกับคนจีน มี Culture Shock ไหนที่เซอร์ไพรส์ที่สุด

ไม่เรียกว่า Culture Shock แต่เป็นตัวอย่างที่ดีมากๆ คือความเร็วในการทำงาน การได้ทำงานกับทีมงานระดับโลก เราได้รู้ว่าเขามองหา Milestone ใหม่ๆ ตลอดเวลา และเขาทำงานเร็ว ปรับตัวเร็ว ซึ่งเราก็ได้นำกลับมาใช้ในทีม

6. ถ้าต้องเอาชีวิตคุณไปทำซีรีส์ น่าจะเป็นพล็อตเรื่องประมาณไหน

เป็นได้หลาย Genre มากเลย เป็นดราม่าก็ได้ เป็นคอเมดี้ก็ได้ คิดว่าน่าจะเป็นซิตคอมได้ เป็นเรื่องในครอบครัว ในที่ทำงาน

7. วิธีแก้เครียดของ Country Manager WeTV คืออะไร

ถ้าอยู่ในออฟฟิศก็จะเดินไปเกาะเก้าอี้ น้องๆ ทำอะไรกัน เป็นยังไงบ้าง สเต็ปถัดไปก็กินอะไรไหม เราอยากซื้อของกิน แต่อยากกินนิดเดียว คือเราพยายามปรับอารมณ์ตัวเองด้วยการคุยกับทีม หรือถ้าวันหยุด จะใช้เวลาอยู่กับตัวเองเยอะ อยู่กับที่บ้าน แต่เน้นกินเหมือนเดิม (หัวเราะ)

8. ดาราจีนในดวงใจคือใคร

ตัวเราไม่ได้มี Preference ของดาราขนาดนั้น ซึ่งเราอาจเป็นตัวแทนของผู้บริโภคยุคปัจจุบันด้วยซ้ำ เช่น เรื่องนี้ดี เราก็อินกับคนนี้ แต่พอได้ดูเรื่องใหม่ เราก็เปลี่ยนไปชอบอีกคนโดยทันที แต่ถ้าในแพลตฟอร์มของเราก็ต้องเป็นเซียวจ้านกับหวัง อี้ป๋อ หรือในรายการวาไรตี้ที่เราทำจะเป็น แจ็กสัน หวัง (Jackson Wang) ซึ่งมาดูๆ แล้ว เหมือนเราจะชอบไปทางเด็ก แนววัยรุ่นๆ เสียมากกว่า (หัวเราะ)

Writer

พิมพ์อร นทกุล

อดีตเด็กบัญชี เชื่อในบทสนทนาที่ดี และมีความสุขกับการเล่าเรื่องราวต่างๆ ส่วนใหญ่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

กัปตันทีม

บทสนทนานอกตำราวิชาการจัดการและแนวคิดในการทำงานของผู้บริหารองค์กร

ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร เป็นนายธนาคารที่ขึ้นชื่อเรื่องความคิดต่าง คิดนอกกรอบ มีวิธีบริหารงานและบริหารคนที่แตกต่าง เข้ายุคเข้าสมัย บางอย่างก็ดูจะล้ำยุค จนน่าแปลกใจว่าเขาบริหารธนาคารของรัฐบาลแบบนี้ได้ด้วยหรือ

น่าสนใจขนาดนั้น The Cloud ก็เลยชวน ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) มานั่งคุยกันเรื่องแนวคิดในการบริหารธนาคาร ในรายการ Talk of The Cloud ถ้าใครสนใจกลยุทธ์ที่เรียกว่า ‘Quick Win’ สร้างชัยชนะด้วยความรวดเร็ว ในสงครามแบบมหากาพย์ที่ต้องรบกันแบบยาว ๆ ต้องลองชมกันดูครับ

ไหน ๆ ก็มีโอกาสได้นั่งคุยกับสุดยอดผู้บริหารนักคิด เราก็เลยขอคุยกับ ดร.รักษ์ อีกสักเรื่อง เป็นแนวคิดของการเป็นนักบริหาร ที่ผู้อ่านนำไปประยุกต์ใช้ได้แบบง่าย ๆ

ก่อนอื่น เรามาทำความรู้จัก ดร.รักษ์ กันสักนิด

ดร.รักษ์ EXIM BANK นายแบงก์ครีเอทีฟ ผู้สร้าง Quick Win ในสงครามมหากาพย์

เขาจบปริญญาตรีด้านวิศวกรรมศาสตร์ ต่อปริญญาโทด้านบริหารธุรกิจ ตามด้วยปริญญาเอกด้านเศรษฐศาสตร์ เคยนั่งเก้าอี้รองกรรมการผู้จัดการ EXIM BANK เมื่อปี 2559 แล้วย้ายไปรับตำแหน่ง กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ที่นั่นเขาได้ทำโครงการอันโด่งดังอย่าง ‘คลินิกหมอหนี้’ เป็นนายธนาคารที่สวมเสื้อยืดออกไปเดินข้างถนน แก้ปัญหาหนี้สินภาคครัวเรือนให้ประชาชน

ก่อนจะกลับมารับตำแหน่งนายใหญ่ของ EXIM BANK อีกรอบ เมื่อ 1 เมษายน 2564 ในวันที่เขามีอายุ 47 ปี

ถือเป็นหัวเรือใหญ่ของธนาคารที่อายุน้อยที่สุดในประเทศ

สถิตินั้นไม่น่าตื่นเต้นเท่า เขาทำให้ธนาคารบรรลุเป้าสินเชื่อปี 2564 ได้แล้ว ซึ่งตอนนี้ผ่านไปแค่ 5 เดือนเท่านั้น

ถ้าคุณชอบฟังผู้บริหารเล่าความคิดคม ๆ แบบแตกต่าง คุณจะรัก ดร.รักษ์ แน่นอน

ดร.รักษ์ EXIM BANK นายแบงก์ครีเอทีฟ ผู้สร้าง Quick Win ในสงครามมหากาพย์

อะไรคือความยากของการเป็นผู้บริหารธนาคารที่คนทั่วไปนึกไม่ถึง

ผมว่าเป็นเรื่องการบริหารความคาดหวังของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เหมือนคุณเป็นลูกค้าฝากเงินกู้เงินของธนาคารใดก็ตาม คุณก็คาดหวังกับธนาคารนั้น ความคาดหวังนี้เมื่อยี่สิบปีก่อน นายแบงก์หลายคนโดยเฉพาะนายแบงก์ภาครัฐ เขาไม่สนใจ ไม่ฟัง เขาสนใจแค่จะขายของชิ้นนี้ ราคาเท่านี้ เงื่อนไขแบบนี้ ซื้อก็ซื้อ ไม่ซื้อก็ไป พอซื้อแล้วเขาก็ไม่มาสนใจว่าคุณจะรู้สึกยังไง ได้วงเงินสินเชื่อสะดวกรวดเร็วไหม ตอนมีปัญหาโทรมา มีคนรับสายหรือเปล่า หรือต้องคุยกับคอมพิวเตอร์

นี่เป็นเรื่องการบริหารความคาดหวัง ใครบริหารความคาดหวังได้ดีที่สุด จะมีส่วนแบ่งทางการตลาดสูงที่สุด มันเป็นเกมช่วงชิงความคาดหวัง เพราะฉะนั้นนายแบงก์รุ่นใหม่ต้องไม่หูดับ ต้องฟังให้มากขึ้น แต่คนที่ขึ้นบันไดชีวิตขึ้นไปเรื่อย ๆ หูจะพิการ ตาจะเริ่มแคบ ไม่มองกว้าง แล้วมีสิ่งที่เรียกว่าอัตตา ก็คิดแบบนี้ จะทำอย่างนี้

ก่อนที่ EXIM BANK จะออกผลิตภัณฑ์ ผมจะมี Focus Group ให้พนักงานไปคุยกับพันธมิตร คนที่ร่วมปล่อยเงิน ลูกค้าจริงที่เดินเข้ามาในธนาคาร และคนที่เป็นผู้ตรวจประเมินเรา ถ้าเราทำแบบนี้คุณคิดยังไง เราก็จะบริหารความคาดหวังได้สามร้อยหกสิบองศา หลังจากนั้นก็มาดูว่า แล้วเพื่อนพนักงานของเราล่ะ ผมจะเช็กทุกครั้งเวลาที่มีโอกาสได้พูดคุยกันว่าเขาคิดยังไง มีประเด็นอะไรไม่พอใจในสิ่งที่เราดูแลไหม

เราเอาสิ่งที่เรียกว่า Flexi Hours มาใช้ก่อนโควิดอีก จะดีกว่าไหมถ้าไหน ๆ คุณต้องไปส่งลูกตอนเช้าอยู่แล้ว คุณก็เริ่มงานได้ตั้งแต่เจ็ดโมงครึ่ง แล้วสามโมงครึ่งก็ไปรับลูก ทำไมต้องรอให้ถึงสี่โมงครึ่งหรือห้าโมงครึ่ง หลัง ๆ ผมไปไกลกว่านั้น คือ เอางานเป็นตัวตั้ง ผมไม่สนใจการตอกบัตร พอเรามีสัญญาใจระหว่างกัน ก็ถอดเครื่องสแกนนิ้วไปได้เลย สิ่งพวกนี้มาจากการคุยกับเขา ได้บริหารความคาดหวัง แล้วเขาก็รู้ว่าผมคาดหวังอะไรในตัวเขา

ผมไม่ชอบรำวง เพราะฉะนั้นผมจะเอาผลงานเป็นตัวตั้ง บางคนไม่สามารถส่งมอบผลงานได้ จะเอากระบวนการมาเป็นตัวตั้ง อ้างว่าทำไม่ถึงเป้าเพราะปัญหาตรงนั้นตรงนี้ ผมก็จะคุยกับเพื่อนพนักงานอย่างเป็นพี่เป็นน้องกันว่า ผมไม่สนใจกระบวนการว่าคุณจะมากี่โมงกลับกี่โมง หรือคุณจะแบ่งเวลาดูแลลูกครึ่งวัน ขออย่างเดียวว่าวันจันทร์ผมต้องได้ผลงานตามที่เราตกลงกัน

ผลงานก็เป็นการตกลงร่วมกัน ไม่ใช่นายจ้างจะสั่งเท่าไหร่ก็ได้ พวกคุณเสนอมาว่าคุณทำได้กี่ชิ้น คุณบอกแปดสิบ ผมบอกร้อย พบกันครึ่งทางได้ไหม แปดสิบห้า เก้าสิบ แต่เราสัญญากันแล้วนะ จับมือกันแล้ว ออกจากห้องไป วันจันทร์เจอกันเก้าสิบ นี่คือภาพที่ทำให้ทุกคนมีสิทธิ์แสดงความคิดเห็น แล้วตกลงร่วมกันได้

เราต้องฝึกให้ทุกคนเปล่งเสียงความต้องการของตัวเอง เพราะบางคนโดนสะกดจิตตั้งแต่เด็ก ห้ามออกเสียง ห้ามเสนอความเห็น ปัจจุบันเป็นยุคที่ไม่มีชั้นวรรณะ ไม่มีคลานเข่า ไม่มีคำว่านายกับลูกน้อง มันเป็นแค่หัวโขน เราต่างทำหน้าที่ของกันและกัน ผมเป็นนายคุณ ไม่ได้เป็นเจ้าของชีวิตคุณ สิ่งที่เราปฏิบัติต่อกัน เราปฏิบัติด้วยความเคารพ ผมเคารพในวิชาชีพคุณ เคารพความเป็นมืออาชีพคุณ คุณก็ต้องเคารพในความเป็นมืออาชีพของผม ผมเป็นผู้ควบคุมคุณ แต่ควบคุมด้วยมนุษยธรรม ความยุติธรรม และหัวใจ

KPIs ที่นี่เป็นแบบสามร้อยหกสิบองศา ผมอาจจะได้คะแนนประเมินแย่ก็ได้ แต่ลูกน้องจะบอกได้ว่าผมฟัง และทำสิ่งที่ควรต้องทำ และทำมากกว่าที่คนคาดหวัง เพราะผมเชื่อว่าสิ่งต่าง ๆ สามารถเปลี่ยนแปลงให้ดีกว่านี้ได้อีกจากการฟังกันและกันมากขึ้น เพื่อดูแลกันและกันให้ดีขึ้น

การเป็นผู้บริหารองค์กรในวัยสี่สิบกว่า ๆ ต่างจากการเป็นในวัยสามสิบของธุรกิจยุคใหม่ หรือเป็นในวัยห้าสิบขององค์กรยุคเก่ายังไง

คนวัยสี่สิบกว่าคือวัยกลางคน ไม่เร็วเกินไป ไม่ช้าเกินไป บางคนมาอยู่ในตำแหน่งนี้ตอนอายุห้าสิบแปด เขาต้องยกการ์ดสูงเพราะเหลือเวลาน้อย เขาไม่สามารถ Commit อะไรที่ใหญ่เกินตัวได้ การมาอยู่ตรงนี้เร็วเกินไป ก็มีความฝันเยอะ มีความจริงน้อย มาอยู่ตอนวัยกลางคน เป็นรสชาติที่กำลังดี คือไม่ยกการ์ดสูง สร้างอะไรที่เซ็กซี่เฟี้ยวฟ้าวได้ แต่ก็ไม่ประมาท

ยุคนี้ไปลองดูผู้บริหารขององค์กรระดับโลก Top 20 ที่อยู่ใน Forbes หรือ Harvard Business Review เราจะเห็นว่าอายุของผู้บริหารที่เป็นไวน์ที่อร่อยที่สุดในการดื่มคือ สี่สิบเอ็ดบวกลบ ไม่แก่ไป ไม่เด็กไป สิ่งเหล่านี้ประเทศไทยต้องปรับ ถ้าคุณรอให้เขาขึ้นเป็นเบอร์หนึ่งตอนอายุห้าสิบเจ็ด ห้าสิบแปด เขาเหมือนมาพูลวิลล่า มาเพื่อเกษียณ มาเพื่อป้องกันตัว มาเพื่อทำอะไรบางอย่างที่อาจจะไม่เคยทำในอดีต มันเป็นแค่ความฝันของเขา ไม่ใช่ความฝันของประเทศ ไม่ใช่เป็นความฝันของประชาชน

ดร.รักษ์ EXIM BANK นายแบงก์ครีเอทีฟ ผู้สร้าง Quick Win ในสงครามมหากาพย์

อะไรคือทักษะที่ผู้บริหารยุคนี้ควรมีที่สุด

เป็นคำถามที่ตอบยาก เพราะว่ามีคำว่าที่สุด ผมคิดว่าเป็นเรื่องของส่วนผสม ผมอาจจะตอบไม่ตรงคำถามนะ ตอนที่เราโตมา เราอ่านหนังสือได้เป็นเล่ม ๆ แต่วันนี้การอ่านหนังสือแบบนั้นไม่ได้ถูกจริตกับคนยุคนี้อีกต่อไป ต้องเขียนอะไรให้ไม่เกินหนึ่งหน้าไลน์ หรือหนึ่งคืบ ต้องสื่อสารให้อ่านเข้าใจในหนึ่งคืบ ถึงจะโดน เราเปลี่ยนความคิดคนไม่ได้ แต่ปรับการสื่อสารของเราได้ จะไปยากอะไร เรามีหนังสือดีหนึ่งเล่ม แล้วก็มีเรื่องย่อหนึ่งคืบที่สรุปประเด็นไว้ปกหลัง ถ้าคุณอ่านเรื่องย่อแล้วโดนค่อยมาอ่านหนังสือ

ผู้บริหารในอนาคตควรมีทักษะการสื่อสาร ทั้งพูด อ่าน เขียน บางคนจบมาจากสถาบันที่ดีมาก แต่สื่อสารไม่ได้เรื่องเลย พูดสามนาทีบนโพเดียม ผมรู้สึกว่าเอาปืนจุดสามห้ามายิงผมดีกว่า ทนฟังไม่ได้ (หัวเราะ) วันนี้เราไม่ได้ลงทุนสร้างผู้ประกอบการอย่างเดียว แต่ต้องสร้างผู้บริหารที่จะไปโค้ชผู้ประกอบการด้วย

ทักษะหนึ่งที่ต้องสร้างคือ การสื่อสาร ผู้บริหารภาครัฐส่วนใหญ่อาจจะไม่ได้ทำ Media Training แต่ผมทำ ผมลงเรียนของผมเอง ผมทนไม่ได้ถ้าตัวเองอยู่หน้ากล้องแล้วพูดไม่รู้เรื่อง หรือตอบไม่ตรงประเด็น

คุณต้องทำตัวเป็นน้ำครึ่งแก้ว ต้องเติมเนื้อหาใหม่ ๆ เข้าไปได้ แล้วก็ต้องลบความทรงจำเก่า ๆ ได้เหมือนกัน บางเรื่องมันใช้กับโลกอนาคตไม่ได้แล้ว เราต้องปลดพันธนาการของสิ่งที่เคยจดจำมาในอดีต สิ่งเหล่านี้เป็นเสน่ห์ของผู้บริหารยุคใหม่

ถ้าสอนลูกน้องได้แค่เรื่องเดียว คุณอยากสอนอะไร

การถ่อมตัว การโน้มตัวลงมาให้ต่ำกว่าจุดที่คุณคิดว่าคุณจะต่ำได้ โดยยังรักษาความดีของตัวเอง ประนีประนอมให้มากที่สุด แต่ไม่ประนีประนอมกับเรื่องความไม่ถูกต้องและสิ่งไม่ดี ไม่ว่าคุณจะอยู่ตรงไหนของเส้นทางอาชีพ คุณก็จะเปิดใจรับฟังคนได้ในทุกระดับชั้น ผมนั่งทานข้าวและคุยกับพนักงานทำความสะอาดของ กทม. ได้ คุยสนุกสนานกับพี่วินมอเตอร์ไซค์หรือคนขับแท็กซี่ได้ เพราะสิ่งที่เขาเล่า เป็นโจทย์ที่ผมต้องเข้าไปแก้ นี่คือพันธกิจของเจ้าหน้าที่รัฐทุกคน ถ้าเราไม่โน้มตัวลงไป หรือไม่เปิดใจรับฟัง เราจะไม่มีทางได้ยินเสียงของคนเหล่านั้นเลย

แล้วก็ให้พื้นที่ที่ปลอดภัยกับพวกเขา ผมจะพูดกับลูกน้องว่า ทุกอย่างจบที่ห้องนี้ ออกจากห้องไป เราจะกลับไปรู้สึกแบบเดิม ห้องนี้เป็นห้องแห่งความปลอดภัย เราต้องเคารพในความคิดเห็นของเขา ถ้าเป็นประโยชน์กับองค์กรเราก็ให้เครดิตเขา นายบางคนชอบขโมยไอเดียลูกน้อง ไปบอกว่านี่ฉันคิด ฉันทำ ผลออกมาตรงข้าม แต่ยิ่งผมบอกว่า คุณคนนั้นเป็นคนคิด คุณคนนี้เป็นคนทำ ผมเองยิ่งดูดี ผมจะบอกว่าของบางอย่างต้องโค้ชกัน การที่จะทำให้สังคมเรามีคุณภาพ โดยเฉพาะผู้นำของสังคม ต้องอาศัยการเรียนรู้ และการโค้ช

หลายคนถามผมว่า พอหมดเทอมที่นี่ผมจะทำอะไร ผมอยากเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย อยากเป็นเจ้าของโรงเรียนมัธยมที่ดีที่สุดของประเทศ ผมรู้สึกว่ามันต้องเริ่มต้นจากตรงนั้น ตรงนี้มันสายเกินไปแล้ว เราต้องย้อนกลับไปสร้างประชากรที่มีคุณภาพตั้งแต่วัยเรียน

ดร.รักษ์ EXIM BANK นายแบงก์ครีเอทีฟ ผู้สร้าง Quick Win ในสงครามมหากาพย์

คุณว่าการทำงานกับคนวัยยี่สิบหรือวัยห้าสิบแบบไหนยากกว่า

ห้าสิบเป็นน้ำเต็มแก้ว ยี่สิบเป็นแก้วเปล่า ท้าทายกันคนละแบบ น้ำเต็มแก้วก็ต้องพยายามรินน้ำที่เต็มออกโดยไม่ให้หก หรือเปื้อนโต๊ะ แล้วก็ต้องเติมสิ่งที่เราต้องการในตัวตนของเขาเข้าไปใหม่ อายุห้าสิบมีตัวตน มีอัตตา ยากจะเปลี่ยนความคิด หรือแนวทางปฏิบัติเดิมของเขา

วัยยี่สิบเหมือนแก้วเปล่า เติมเท่าไหร่ก็แทบจะไม่เต็ม เพราะการเติมให้เต็มใช้เวลานาน มันเป็นเรื่องของการลงทุน เราต้องลงทุนกับพนักงานที่เพิ่งจบใหม่ เพื่อให้เขามีศักยภาพในการทำงาน หลายคนเขียนเป็นทฤษฎีว่า สามปีแรกของการเริ่มงานที่ไหนก็ตาม นายจ้างขาดทุน เงินเดือนหมื่นห้า สองหมื่น สามหมื่น ที่จ่ายให้ไป เราต้องตามไปโค้ชอีก เขายังทำงานไม่ได้เท่าเงินที่เราจ่ายไป

แต่สิ่งที่ยากยิ่งกว่าก็คือ ทำยังไงให้วัยห้าสิบกับยี่สิบอยู่ด้วยกันได้ เพราะเขาคิดกันคนละแบบ เวลามองปัญหา มองกันคนละมุมเลย ไม่มีใครผิด ไม่มีใครถูก ผมพยายามทำให้มีพื้นที่ปลอดภัย มีสิ่งที่เรียกว่า Community of Practice (CoP) เพื่อให้คนที่ไม่ต้องมีตำแหน่งระดับสูงในองค์กร แต่เป็นคนเก่งที่สุด เช่น ถ้าพูดเรื่องสินเชื่อเอสเอ็มอี อาจจะเป็นพนักงานระดับกลาง แต่เขาเก่งที่สุดในองค์กรนี้ พูดเรื่องเมียนมาอาจจะเป็นหัวหน้าสำนักงานผู้แทนในย่างกุ้งที่เมียนมาซึ่งเก่งมาก เราก็ให้บทบาทเขาขึ้นมา ให้เขาได้แบ่งปันประสบการณ์ของเขา วันนี้ถ้าไปอยู่ในห้องเรียนของ EXIM BANK คนที่มาสอนคือลูกค้านะ ไม่ใช่นายแบงก์ เราเชิญคนที่ประสบความสำเร็จหรือผ่านปัญหานั้นมาได้ มาแบ่งปันประสบการณ์ให้เพื่อน ๆ ฟัง ไม่ใช่นายแบงก์มาสอน ตอนนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไปหมดแล้ว

ตั้งแต่ทำงานมา จุดไหนที่คุณคิดว่าประสบความสำเร็จสูงสุด

คลินิกหมอหนี้ ผมทำตอนอยู่ที่ บสย. (บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม) วันนี้คลินิกหมอหนี้ ได้ยกวิทยฐานะจากธนาคารแห่งประเทศไทยแล้ว เป็นโครงการที่ขอให้ทุกสถาบันการเงินในประเทศไทยทำ กลายเป็นวาระแห่งชาติ กลายเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์

ในวันที่เราเอาระบบอัตโนมัติเข้ามาทำงานแทนคน จะต้องร่ำลาพนักงานเกือบร้อยคนเลย ทำยังไงไม่ต้องลาจากพวกเขา เขาก็มีลูกมีเมีย มีภาระผ่อนบ้าน ผ่อนรถ เราก็เปลี่ยนเขามาเป็นคุณหมอที่ช่วยบริหารจัดการหนี้เสียของประชาชน แทนที่จะแจกซองขาวให้เขา

จากจุดตั้งต้นในการแก้ปัญหาองค์กร วันนี้กลายมาเป็นสิ่งที่ช่วยแก้ปัญหาประเทศ เราทำก่อนที่หนี้ครัวเรือนจะโดดขึ้นมาเป็นเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ในวันนี้ เราเอานายแบงก์ที่ทำงานในปัจจุบันไม่ได้ ออกมาเดินข้างถนน มาช่วยแก้ปัญหาให้ประเทศ

ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร ผู้เชื่อว่า “เราต้องแบ่งเวลาชีวิตเพื่อเติมเต็มจิตวิญญาณตัวเอง โดยไม่เป็นมนุษย์ที่บกพร่องต่อหน้าที่”

ชีวิตของคุณเคยเจอความล้มเหลวบ้างไหม แล้วมันสอนอะไรคุณบ้าง

ห้องประชุมที่อยู่ห่างจากตรงนี้ยี่สิบก้าว คือห้องที่ลูกน้องเคยอุ้มผมไปห้องไอซียู นี่คือความล้มเหลวของผม ผมนั่งประชุมจนเลือดท่วมกระเพาะอาหาร เลือดออกในช่องท้องผมสองลิตรครึ่ง เพราะผมเป็นกรดไหลย้อน ผมเป็นคนที่ถ้าคุณแทงผม ต้องแทงให้ลึกมาก กว่าผมจะร้อง ผมเป็นลูกทหาร ถูกฝึกให้กลืนความเจ็บปวดของตัวเอง ความเจ็บปวดของคนทั่วไปนั้นสำหรับผมถือว่าธรรมดามาก ร่างกายเตือนผมมาหลายปีแล้วนะ แต่ผมก็ไม่เคยฟัง

จนเส้นเลือดใหญ่ในช่องท้องแตก เลือดก็เอ่อขึ้นมา พอลุกเปลี่ยนอิริยาบทก็อาเจียนเป็นเลือด ผมต้องไปนอนเล่นที่ห้องไอซียู ลูกน้องผมเลยเรียกห้องประชุมสะแกวัลย์ (ห้องที่เกิดเหตุ) ว่าห้อง Scary เพราะนายเกือบจะตายคางาน คนที่บอกว่าทำงานหนักไม่ตาย ไม่จริง ผมเกือบตายมาแล้ว

เหตุการณ์นี้ทำให้ผมนึกถึงภาพลูกเมียยืนอยู่หน้าห้องผ่าตัด ถามว่าเอาชีวิตมาทิ้งตรงนี้คุ้มไหม เราเห็นหน้าเศร้า ๆ ของพ่อแม่ตัวเองที่ยังต้องดูแลในวันที่ท่านแก่เฒ่า มันคุ้มกันไหม ทุกวันนี้ผมเลยจัดสรรเวลาอ่านนิทานให้ลูกฟังก่อนมาทำงาน ผมบอกเลขาว่า อย่าโทรหาผมก่อนสิบโมงเช้า ผมรู้ว่านี่คือเวลาที่ผมต้องบอกรักภรรยากับลูก ต้องดูแลคุณพ่อคุณแม่ ผมจะไม่ให้ปัจจัยที่ผมควบคุมได้มารบกวนเวลาของผม

แล้วผมก็พยายามสอนทุกคนว่า คุณต้องมีเวลาส่วนตัว มีเวลาที่จะเติมเต็มจิตวิญญาณของตัวเอง ขณะเดียวกันผมก็มีเวลาที่บอกลูกเมียว่า อันนี้เป็นเวลาของพ่อ ขอพื้นที่ส่วนตัวให้พ่อนะ นี่คือที่มาของการพยายามแบ่งตารางชีวิตตัวเอง ทุกคนมีเวลาเท่ากันคนละยี่สิบสี่ชั่วโมง ทำยังไงให้เติมเต็มจิตวิญญาณของเราได้มากที่สุด แล้วเราก็ไม่ได้เป็นมนุษย์ที่บกพร่องต่อหน้าที่ ภาพตอนใช้ชีวิตในห้องไอซียูสอนผมแบบนี้

คุณอยากให้โลกจำว่าเป็นผู้บริหารแบบไหน

ไม่เคยคิดเลย (คิดนาน) อย่างแรก ผมไม่อยากมีตัวตน ไม่ได้อยากอยู่ในห้องจาริกานุสรณ์ เวลาคุณไปตามบริษัทใหญ่ ๆ จะเห็นภาพอดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่ติดทุก ๆ สองเมตร ให้จำ จำ จำ แต่ผมไม่เชื่อในความทรงจำเหล่านั้น ผมไม่เคยอินกับภาพผู้อาวุโสพวกนั้นเลยนะ

ผมอยากให้คนจำงานของผม จำว่ามีคลินิกหมอหนี้ จำได้ว่าช่วยผู้ประกอบการไทย ทำประโยชน์อะไร ให้กับใคร เราเอามาปรับปรุงให้ดีขึ้น หรือเอากลับมาใช้ใหม่ได้ไหม สิ่งเหล่านี้น่าจดจำมากกว่า

ถ้าเกิดคนชื่นชมผลงานของคุณทั่วประเทศ แต่ไม่รู้ว่าใครทำ คุณจะเสียใจไหม

ไม่เลย มันเป็นความสวยงามมากกว่า พื้นที่สมองมีจำกัด ถ้าเราต้องมานั่งจำว่า นายสมชายทำงานนี้เมื่อปีนั้น นางสมหญิงทำงานนั้นเมื่อปีนี้ มันเปลืองสมอง จำแค่งานและประโยชน์จากงานนั้นน่าจะดีกว่า

ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร ผู้เชื่อว่า “เราต้องแบ่งเวลาชีวิตเพื่อเติมเต็มจิตวิญญาณตัวเอง โดยไม่เป็นมนุษย์ที่บกพร่องต่อหน้าที่”

10 เรื่องของ ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร ที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน

1. วิชาที่ชอบที่สุดสมัยเรียน

ประวัติศาสตร์ เพราะมันสอนให้เราไม่ทำผิดซ้ำซาก

2. ชื่อคนที่มีอิทธิพลต่อความคิดของคุณ

พระพุทธเจ้า ผมรอดจากวิกฤตของชีวิตทุกครั้งด้วยธรรมะ

3. ตอนเช้าคุณทำอะไรก่อนออกจากบ้านบ้าง

ผมตื่นตีสี่ ช่วงตีสี่ถึงตีห้าผมจะอ่านหนังสือที่เติมเต็มจิตวิญญาณ ทั้งธรรมะ บทความ การเรียนรู้ใหม่ๆ ช่วงตีห้าครึ่งถึงหกโมงครึ่ง ผมจะวิ่ง วิ่งวันละหนึ่งชั่วโมง เป็นการเติมเต็มความแข็งแรงให้ร่างกาย แล้วก็ตรวจงานลูกน้อง พอลูกและภรรยาตื่น ก็เป็นเวลาที่อยู่กับครอบครัว อ่านนิทานให้ลูกฟัง ทำอาหารให้ภรรยาทาน แล้วค่อยอาบน้ำแต่งตัวไปทำงาน สิบโมงเช้า ผมพร้อมทำงานเต็มที่

4. ช่วง WFH ถ้าไม่อยู่หน้าจอ คุณจะอยู่ที่ไหน

อยู่กับหนังสือ ผมอ่านหนังสือผ่านจอไม่ได้ ต้องได้กลิ่นกระดาษ กลิ่นหมึก ผมมีห้องสมุดของผมที่บ้าน มนุษย์ทุกคนควรมีเวลาใช้ชีวิตกับโลกแห่งหนังสือนะ

5.วันไหนมาออฟฟิศ คุณทานอาหารเที่ยงที่ไหน กับใคร

ทานข้าวคนเดียว ในห้องประชุม ผมใช้ชีวิตใกล้เคียงคนคุกนะ (หัวเราะ) ถึงเวลาพี่ ๆ น้อง ๆ ก็เอาอาหารมาให้ ผมก็อยู่กับงาน และอาหารตรงหน้า

6. คุณเดินไปแผนกไหนบ่อยที่สุด

สำนักกรรมการผู้จัดการ คือสำนักของผมเอง เพราะต้องไปตามงาน ถัดจากนั้นก็เป็นฝ่ายวิจัยธุรกิจ และทีมที่ดูแลงานพัฒนาผู้ประกอบการ

7. กลุ่มเพื่อนที่สนิทที่สุด

เพื่อนมัธยมปลาย ที่โรงเรียนจิตรลดา

8. ถ้าต้องเปิดร้านขายของออนไลน์ คุณขายอะไรได้บ้าง

ขายวิธีการแก้ปัญหา เป็นบริการให้คำแนะนำแบบออนไลน์

9. ถ้าพักร้อนปิดมือถือได้หนึ่งเดือนจะทำอะไร

ใช้หนี้คนที่ผมติดหนี้ นั่นคือ คุณพ่อคุณแม่ที่เกือบครึ่งปีแล้ว ผมแทบไม่เจอหน้าท่านเลย และลูกกับภรรยาที่ผมไม่เคยได้ทำตามสัญญาเลย เพื่อนที่บอกว่าจะไปกินข้าว ไปเที่ยวเล่นกับเขา แต่ไม่เคยได้ไป

10. เรื่องล่าสุดที่ได้เรียนรู้

การ WFH ทำให้รู้ว่า ภรรยาเรารับภาระหนักแค่ไหนในการดูแลลูกอายุหกขวบ เรามักคิดว่าฉันทำงานเหนื่อย เธอเป็นแม่บ้านสบาย พอวันนี้เราได้อยู่กับเขา เหมือนได้สลับวิญญาณกัน ก็รู้ว่ามันไม่ง่ายเลย ชีวิตแม่บ้านไม่ใช่งานสบายอย่างที่คิด ได้เข้าใจครอบครัว และการสร้างสมดุลชีวิตมากขึ้นด้วย

Writer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ผู้ที่หาความสุขจากสิ่งรอบๆ ตัว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load