เกือบ 2 ปีที่แล้ว Tencent Video แพลตฟอร์มวิดีโอสตรีมมิงจากประเทศจีนที่มียอดผู้ใช้ถึง 900 ล้านคน ตัดสินใจเข้ามาทำตลาดในไทยเป็นพื้นที่แรก ในชื่อใหม่ WeTV ภายใต้บริษัท เทนเซ็นต์ (ประเทศไทย) จํากัด

ท่ามกลางสนามรบวิดีโอสตรีมมิงมากมาย ยังไม่นับรวมถึงโซเชียลมีเดียต่างๆ ยอดผู้ใช้งานของ WeTV แพลตฟอร์มรายเดียวที่นำเสนอคอนเทนต์จีนอย่างถูกลิขสิทธิ์ เติบโตขึ้นถึง 7 เท่า ในเวลาไม่ถึง 2 ปี

กลยุทธ์หลักได้แก่ ออริจินัล คอนเทนต์ นวัตกรรม และคอมมูนิตี้ 3 สิ่งที่ทำให้ WeTV แตกต่างจากวิดีโอสตรีมมิงอื่นๆ ในตลาดเดียวกัน แต่ไม่ใช่แค่การนำเข้าคอนเทนต์จากจีนที่ทำให้แบรนด์นี้ประสบความสำเร็จ WeTV ต้องการขยายกลุ่มเป้าหมายด้วยการทำงานกับผู้ผลิตในประเทศเพื่อผลิตคอนเทนต์ส่งออกและสร้างวัฒนธรรมใหม่ร่วมกัน  เช่นเดียวกับการนำคอนเทนต์คุณภาพจากประเทศข้างเคียง อาทิ เกาหลี และญี่ปุ่น มาออกอากาศ เพื่อเป้าหมายสุดท้ายที่จะเป็นศูนย์รวมความบันเทิงของเอเชียอย่างสมบูรณ์

กนกพร ปรัชญาเศรษฐ Country Manager เบื้องหลัง WeTV แพลตฟอร์มที่เป็นมากกว่าผู้สร้างคอนเทนต์

คุณเจี๊ยบ-กนกพร ปรัชญาเศรษฐ คือ Country Manager ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จนี้ เธออยู่ในวงการดิจิทัลมีเดียมา 10 ปี ก่อนผันตัวมาดูแลเรื่องดิจิทัลคอนเทนต์มากขึ้น 

เธอเชื่อในการเปลี่ยนแปลงจึงทำงานแบบธุรกิจสตาร์ทอัพ เพราะการปรับตัวให้เร็วในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีเป็นเรื่องสำคัญ ทีมของเธอคล่องตัวและมีิวิธีการทำงานแบบ Cross Functional คือการให้คนที่มีหน้าที่แตกต่างกันมาทำงานร่วมกันเพื่อเป้าหมายเดียว

WeTV เป็นเจ้าของคอนเทนต์ดังอย่าง ปรมาจารย์ลัทธิมาร (The Untamed), สามชาติสามภพ ลิขิตเหนือเขนย (Eternal Love of Dream) และยังเป็นผู้ริเริ่มโปรเจกต์ละคร ฉลาดเกมส์โกง (Bad Genius The Series) ที่ทำร่วมกับ GDH 

WeTV ในวันนี้ ไม่ได้เป็นแค่แพลตฟอร์มนำเสนอข้อมูลและเนื้อหาต่างๆ ทางเดียว คุณเจี๊ยบเห็นภาพแบรนด์เป็นคอมมูนิตี้ของคนที่ชอบอะไรเหมือนๆ กันมาตั้งแต่วันแรก ซึ่งอธิบายกลยุทธ์และวิธีการทำงานหลายอย่างของเธอได้ดีที่สุด

ว่าแล้วก็กดเพลย์ฟังแนวคิดของเธอไปพร้อมๆ กัน

สิ่งที่ยากที่สุดของการพา WeTV เข้ามาในไทยคืออะไร

สิ่งที่ยากที่สุดคือการทำความเข้าใจกลุ่มผู้ใช้บริการ ในฐานะแพลตฟอร์ม เรารู้อยู่แล้วว่าจุดแข็งเราคือคอนเทนต์จีน เพราะเรานำดีเอ็นเอของ Tencent Video มาใช้ คอนเทนต์จีนเคยป๊อปปูลาร์มากในสมัย 80s ถึง 90s แล้วก็ค่อยๆ ห่างหายไป เรื่องแรกที่ต้องทำจึงเป็นการบ่งชี้กลุ่มทาร์เก็ตในไทย ซึ่งท้าทายมากนะ เราต้องหาว่ากลุ่มคนที่ดูคอนเทนต์จีนเขาอยู่ที่ไหน พอหาเจอก็ต้องแนะนำตัวเอง ทำความรู้จักเขา ซึ่งจริงๆ แล้วในไทยเอง คอนเทนต์จีนอาจจะแค่ไม่มีคนพูดถึง แต่ไม่ได้แปลว่าไม่มีคนดู ถ้าเราลองไปเสิร์ช Google Trend ‘หนังจีนพากย์ไทย’ ยังมีคนหาค่อนข้างเยอะ และเป็นอะไรที่คนไทยคุ้นเคยอยู่แล้ว 

 ในฐานะ Country Manager คุณทำให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้ยังไง

หน้าที่ของเราคือกำหนดทิศทางของธุรกิจว่าเราจะเดินไปทางไหน วางกลยุทธ์ของโปรดักต์ การวางแผนในการดำเนินงาน เราต้องดูภาพรวมทั้งหมด นอกเหนือจากนี้ เราเองต้องหาโอกาสในการขยายธุรกิจกับพันธมิตรต่างๆ ไม่ว่าจะเชิงคอนเทนต์ เชิงคู่ค้า หรือผู้ให้บริการอื่นๆ ที่เราสามารถจับมือกันทางธุรกิจได้ด้วย

ไทยเป็นที่แรกที่ Tencent Video มาเปิดธุรกิจนอกประเทศ เราจึงต้องทำงานร่วมกับทีมภูมิภาค สร้างความเข้าใจตรงกัน ทิศทางของโปรดักต์จากจีนมาไทยต้องทำการ Localize อย่างแอปพลิเคชันที่มีผู้ใช้งาน 900 ล้านคน เราไม่จำเป็นต้องรับมาทุกฟีเจอร์ หรือเรื่อง Content Strategy ก็สำคัญ เราต้องหาคอนเทนต์ที่ดูได้พร้อมกันทั้งจีนและพื้นให้บริการอื่นๆ ที่ WeTV มีให้บริการ 

ในทางกลับกันก็จะมีคอนเทนต์ไทยที่จะได้ไปฉายในพื้นที่อื่นๆ เราต้องคุยกับ Country Manager ในแต่ละพื้นที่ด้วย สมมติเราจะทำเรื่องนี้ ทางฝั่งโน้นสนใจที่จะนำคอนเทนต์เราไปฉายพร้อมกันไหม 

และอีกหน้าที่หลักของ Country Manager ที่สำคัญมากๆ คือการคัดเลือก Talent ของทีม เป็นเรื่องยาก หายาก แต่หาได้ (หัวเราะ)

ทีมที่ WeTV มองหาเป็นแบบไหน

ทีม WeTV ทำงานเหมือนสตาร์ทอัพ อย่างแรกต้องมีแพสชันในฝั่งของคอนเทนต์ ไม่จำเป็นว่าทุกคนต้องชอบคอนเทนต์ที่เฉพาะเจาะจง เพียงแต่ต้องเปิดใจกว้างๆ ในเรื่องของการเสพ ที่สำคัญ เรามองหา Talent ที่เป็นได้ทั้งสองขั้วคือ Service Provider และ User บางคนชอบดูซีรีส์มากๆ ดูเยอะ แต่มองแค่ในมุมของผู้ใช้งานอย่างเดียว เราต้องการคนที่มีบาลานซ์ในการดูคอนเทนต์กับคนที่อยากเติบโตในธุรกิจที่เป็น Fast Moving 

ทีมเราไม่ใหญ่เพราะฉะนั้น Multi-Task Skills เป็นเรื่องสำคัญ ลำดับชั้นของทีมมีค่อนข้างน้อย ทีมมีโอกาสทำงานหลายๆ อย่าง แบบ Cross Functional สิ่งที่เราสื่อสารกับทีมตลอดคือการถือเป้าหมายเดียวกัน พอคนเราน้อย เราจะมองหาความคิดเห็นระหว่างทีมเสมอ เช่น การตลาดทำการสื่อสารแบบนี้ เราเดินไปถามทุกทีมเลยว่า ชอบไหม เข้าใจไหม ซื้อไหม เหมือนที่เราต้องพยายามบาลานซ์มุม Service Provider กับ User บางคอนเทนต์เราอยากทำ แต่พอสลับหัวเป็นผู้ใช้งาน บางทีไม่เข้าใจ ไม่เวิร์ก

กนกพร ปรัชญาเศรษฐ Country Manager เบื้องหลัง WeTV แพลตฟอร์มที่เป็นมากกว่าผู้สร้างคอนเทนต์

อะไรคือทักษะของผู้บริหารแพลตฟอร์มวิดีโอสตรีมมิงที่ต้องนำทีมที่มีส่วนร่วมในการทำงานทั้งกระบวนการแบบนี้

สำหรับเรามีสี่อย่าง หนึ่ง ความไม่อยากตกเทรนด์ ในการเดินทางแต่ละปี จะมีเทรนด์ใหม่ๆ เกิดขึ้นเสมอ หนึ่งไตรมาสความนิยมก็เปลี่ยนไป คอนเทนต์มีขึ้นมีลง ซึ่งเราต้องหาให้เจอ บางทีมันอาจไม่ใช่เทรนด์ของคอนเทนต์ แต่เป็นเทรนด์ของพฤติกรรมผู้บริโภคทั้งหลาย เช่น ในช่วง COVID-19 คนมีเวลาเยอะขึ้น เป็นช่วง Golden Time ที่เขาจะอยู่กับเรานานขึ้น หรือบางช่วงเวลาเสพสื่อของเขาสั้นลง เราก็ต้องปรับตัว สอง การบริหารการเปลี่ยนแปลง เป็นเรื่องสำคัญ เราสื่อสารกับทีมตลอดว่า “ไม่มีอะไรตายตัวนะ” วันนี้เราอาจจะรับคนนี้เข้ามาเป็น Digital Marketing แต่หนูจะไม่ได้ทำดิจิทัลตลอด มันอาจจะมีบางช่วงที่เราต้องปรับเปลี่ยนไปทางอื่น พอเรามีความสามารถในการเปลี่ยนแปลงแล้ว เราและทีมต้องมีอย่างที่สาม คือความคล่องตัว ไม่ใช่ว่า “เปลี่ยนได้ค่ะ แต่อีกสามอาทิตย์ได้ไหมคะพี่” บางทีของเรามันต้องเปลี่ยนในข้ามคืน 

ท้ายที่สุดเลย Country Manager ต้องมีการตัดสินใจที่เด็ดขาด ลังเลไม่ได้ นั่นแปลว่าเราต้องยอมรับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นได้ด้วย เพราะเราก็ไม่รู้หรอกว่ามันจะถูกหรือผิด แต่ถ้าไม่ทำสิ่งนี้ตอนนี้ มันอาจจะสายเกินไปก็ได้

ท่ามกลางสมรภูมิวิดีโอสตรีมมิงที่แข่งขันกันดุเดือดมาก กลยุทธ์ที่ WeTV ใช้สู้ในศึกนี้คืออะไร

เรายึดหลักอยู่สามแกน แกนแรกคือ ออริจินัล คอนเทนต์ อาจเป็นเอ็กซ์คลูซีฟที่หาดูที่ไหนไม่ได้ หลักๆ จะเป็นของจีน และก็มีของไทยด้วย ต่อมาเราก็เติมคอนเทนต์ของเกาหลี ญี่ปุ่น เพื่อที่จะทำให้เราเป็นศูนย์รวมความบันเทิงของเอเชียที่แท้จริง แกนที่สองคือนวัตกรรม ข้อนี้ต่อยอดมาจากโปรดักต์หลัก Tencent Video เช่น ฟีเจอร์ที่ช่วยสร้าง Engagement อย่าง Flying Comment (คอมเมนต์วิ่ง) หรือการโหวต ซึ่งน่าจะยังไม่มีใครทำมาก่อน 

นอกจากนี้เราพยายามเข้าใจ Pain Point ของลูกค้า ซีรีส์จีนความยาวหลายตอน พอติดแล้วก็อยากดูตอนต่อไปให้เร็วกว่าเดิม เราจึงมีฟังก์ชัน Fast Track ที่ผู้ใช้สามารถซื้อตอนได้ล่วงหน้า ตอนแรกที่จะปล่อยฟีเจอร์นี้ก็ค่อนข้างเครียดเพราะไม่รู้ว่าเสียงตอบรับจะดีไหม พอปล่อยไปแล้วกลายเป็นว่าอยากให้ทุกเรื่องมีฟีเจอร์นี้  

แกนสุดท้ายคือคอมมูนิตี้ เราพยายามสร้างคอมมูนิตี้ทั้ง Internal และ External ให้แข็งแรง จน WeTV ในทุกช่องทางโตเร็วมาก ยกตัวอย่างเช่น Twitter ใครๆ จะทราบว่ามันยาก มีผู้ติดตามหนึ่งหมื่นก็ถือว่ายอดเยี่ยมแล้ว วันนี้เรามีผู้ติดตามเกือบๆ แสนเจ็ด สำหรับผู้บริโภค ถ้าอยากหาข้อมูลที่เกี่ยวกับข้อมูลความบันเทิงโดยเฉพาะจากจีน วันนี้เราเป็น Top of Mind 

การทำงานในองค์กรที่เกี่ยวข้องกับผู้ใช้งานที่มาจากหลากหลายวัฒนธรรม ความรู้ความเข้าใจเรื่องคอนเทนต์สำคัญแค่ไหน

เราว่าเป็นข้อดีของธุรกิจฝั่ง Tech Entertainment ยิ่งเราเป็นแพลตฟอร์มด้วย ทำให้มีดาต้าอยู่ในมือเยอะ ดาต้าทำให้เราอุ่นใจระดับหนึ่งเพราะเราเห็นทิศทาง ในเรื่องของการตัดสินใจจึงง่ายและแม่นยำยิ่งขึ้น มันต้องใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์ เซนส์อย่างเดียวไม่น่ารอด (หัวเราะ) แต่ถามว่าต้องมีไหม ก็ต้องมีด้วย

คุณมีหลักในการเลือกคอนเทนต์มาลงใน WeTV อย่างไร

เรามองในเรื่องของ Tier ของคอนเทนต์เป็นหลักเพราะว่าเรามีของเยอะ เช่น คอนเทนต์ระดับ S+ จะต้องฉายพร้อมกันทุกประเทศ ยกตัวอย่างเช่น ตอนต้นปีเรามีเรื่อง สามชาติสามภพ ลิขิตเหนือเขนย โปรดักชันใหญ่ ดาราเบอร์ใหญ่ กลุ่มฐานแฟนก็ใหญ่ เวลาลงก็จะลงพร้อมพื้นที่ให้บริการอื่นๆ ซึ่งช่วยแก้ Pain Point ให้ผู้บริโภคด้วย พอฉายพร้อมกันก็แปลว่าคุณจะได้ดูซีรีส์เบอร์ใหญ่ ด้วยแพลตฟอร์มคุณภาพระดับโลก ด้วยประสบการณ์ที่ดีเยี่ยม ซับไตเติ้ลก็เตรียมไว้เรียบร้อย ไม่ใช่ถูกๆ ผิดๆ

ส่วน Local Content เรามีสิทธิ์ในการตัดสินใจสูง ปีนี้เรามีคอนเทนต์รีรันจากช่อง 3 ซึ่งเป็นไอเดียของทีมที่เสนอไปว่าอยากทำงานร่วมกับ Content Provider ในประเทศ รวมไปถึงการผลิต ออริจินัล คอนเทนต์ ด้วยเช่นกัน อย่าง ฉลาดเกมส์โกง (Bad Genius The Series) ที่ทำร่วมกับ GDH สมมติฐานคนดูซีรีส์จีนมีประมาณหนึ่ง แต่เราเห็นโอกาสว่าคนอยากเสพคอนเทนต์ที่หาดูที่ไหนไม่ได้ นี่ก็เป็นโอกาสที่ได้ขยายฐานกลุ่มผู้ชม พอเราทำแบบนี้ ก็ต้องดูดาต้าว่ากลุ่มผู้ชมที่ได้มาใหม่นั้นเชื่อมกับสิ่งที่เรามีอยู่แล้วบ้างไหม โชคดีที่เราทำงานเกี่ยวกับดิจิทัลมาตลอด เลยได้เห็นการใช้ดาต้าที่ไม่เหมือนกันเลยนำมาปรับใช้ได้

อะไรคือปัจจัยที่สำคัญที่สุดที่ทำให้ WeTV ประสบความสำเร็จได้เร็วขนาดนี้

แกนแรกคือ โปรดักต์ เราเป็น Service Provider ที่มีโปรดักต์ใช้ง่าย ไม่ยุ่งยาก ตอบโจทย์ลูกค้า อีกอย่างคือโมเดล Freemium ที่ให้ประโยชน์กับผู้ใช้ในการลองดูคอนเทนต์ใหม่ๆ แต่ยังไม่อยากสมัครสมาชิก เมื่อเขาเปิดใจและเจอกับคอนเทนต์ที่ใช่ เขาก็ยินดีที่จะสมัคร

พอเรามีแพลตฟอร์มที่ดี แต่ไม่มีคอนเทนต์ที่คนอยากดูบางทีก็ยาก นำเข้ามาสู่แกนที่สองเรื่องคอนเทนต์ คอนเทนต์ที่ผลิตจาก Tencent Video เป็นคุณภาพระดับโลก พอเรามีที่ทางที่ถูกลิขสิทธิ์ให้คนดูได้ชม เขาก็แฮปปี้ มันลดขั้นตอนของเขาไปเยอะ เช่น การไปเสิร์ชดู ไปมุด VPN บ้าง ไปหาดูจากแหล่งที่ไม่ถูกลิขสิทธิ์บ้าง ประสบการณ์ที่ไม่ดีทำให้เขารำคาญใจ พอเรามีแพลตฟอร์มที่ดี คอนเทนต์ที่ดี ตอบโจทย์ความต้องการของเขา เราเองก็ค่อยๆ ประสบความสำเร็จไปด้วย

อย่างที่คุณบอกไปเมื่อตอนต้น คอนเทนต์จีนเคยได้รับความนิยมมากเมื่อ 30 ปีที่แล้ว การโปรโมตป๊อปคัลเจอร์จากจีนให้เข้าถึงใจคนไทยในวันนี้มีความยากง่ายยังไง

คอนเทนต์จีนที่ห่างหายไปทำให้เราต้องแนะนำตัวกับคนไทยใหม่ค่อนข้างเยอะ ซึ่งพฤติกรรมของผู้บริโภคไทยเปิดกว้างหลากหลาย พอเราแนะนำคอนเทนต์จีนไปทำให้เกิดกระแสใหญ่กลับมา การขยายเสียงเพื่อบอกต่อของเขาดังกว่าเรามาก ในขณะเดียวกัน พลังแฟนคลับก็จะช่วยเข้ามาสนับสนุนตรงนี้ได้ดี อย่างกรณีของนักแสดงชื่อ เซียวจ้าน (Xiao Zhan) ปีที่แล้วได้เป็นดาราเอเชียที่หล่อที่สุดจากการโหวตของแฟนคลับทั่วเอเชีย เขาเป็นนักแสดงในซีรีส์ ปรมาจารย์ลัทธิมาร ส่วนปีนี้เรามี หวัง อี้ป๋อ (Wang-Yibo) เข้ามาเสริม ซึ่งช่วยให้คนรู้จักป๊อปคัลเจอร์ในฝั่งจีนมากขึ้น สร้างความแมสให้กับซีรีส์จีนมากขึ้น ทำให้สาวกเกาหลีข้ามฝั่งมาอินกับซีรีส์จีนมากขึ้น

ขณะเดียวกัน เราก็มีคนไทยที่ไปอยู่ในป๊อปคัลเจอร์ฝั่งโน้นอย่าง เนเน่-พรนับพัน พรเพ็ญพิพัฒน์ ที่เหมือนเป็นตัวแทนทีมชาติไทยไปเปิดตลาด ให้ชาติอื่นเห็นศักยภาพของศิลปินไทย และศักยภาพของการโหวตของแฟนๆ ชาวไทย อีกหน่อยมันอาจจะไม่ได้แยกเป็นป๊อปคัลเจอร์ของที่ใดที่หนึ่งแล้ว แต่มันจะเชื่อมกันด้วยซ้ำ

หรือปีที่แล้วเราทำ Fan Meeting ศิลปินจีนที่เป็นนักแสดงนำของซีรีส์ ปรมาจารย์ลัทธิมาร การตอบรับเหนือความคาดหมายมากๆ มีแฟนๆ ต่อคิวหน้าห้าง พอเปิดห้างปุ๊บวิ่งเข้าไปเลย เป็นปรากฏการณ์ เขาดังทั้งในจีนและพื้นที่ให้บริการอื่นๆ ในแถบเอเชีย การจัด Fan Meeting ที่บ้านเราเลยเรียกผู้ชมจากทั้งในประเทศและนอกประเทศ คิวซื้อบัตรเป็นแสนคิวแต่มีบัตรแค่ห้าพันใบ 

ทำไมซีรีส์ ปรมาจารย์ลัทธิมาร ถึงดังถล่มทลาย

เดิมที่ต้นกำเนิดของ ปรมาจารย์ลัทธิมาร คือนิยายออนไลน์จีน ดังมากที่จีน แล้วก็มีการแปลเป็นเวอร์ชันภาษาไทย จากนั้นมีคนนำนิยายมาสร้างเป็น Anime ก็ดังอีก ด้วยตัวเนื้อเรื่องเองมีรายละเอียดเยอะ เลยตัดสินใจสร้างเป็นซีรีส์ขึ้นมา เพราะมันมีโอกาสสร้างแฟนได้ในหลายมิติ อ่านแล้ว ดู Anime แล้ว พอเป็นซีรีส์ที่แสดงเป็นคนก็อยากดูอีก แล้วในเรื่องมันมีหลายสำนัก บางคนอาจจะไม่ต้องชอบตัวหลักก็ได้ แต่ชอบบ้านข้างเคียง 

เรื่องนี้มีการพูดถึงที่ฝั่งจีนก่อนว่า จะมีซีรีส์เรื่องนี้นะ เป็นอย่างนี้นะ พอเขารอกันนานก็เกิดการอั้น มีการบอกต่อเยอะ พอวันที่จะปล่อยจริงๆ เหมือนเขื่อนแตกเลย ซีรีส์นี้มีห้าสิบตอน มีคนเอาสีหน้าของนักแสดงไปทำมีมเยอะมาก ซึ่งอาจจะเป็นความโชคดีของเรา หลายๆ คนที่ไม่เคยรู้จัก WeTV ก็ได้รู้จักเราผ่านแฮชแท็ก ปรมาจารย์ลัทธิมาร เลยเป็นโอกาสให้เราขยายฐานกลุ่มคนดูด้วย การตลาดเราทำเต็มที่ แต่ต้องขอบคุณพลังของแฟนๆ ณ ที่นี่ด้วยเช่นกัน ขนาดเราไปไหว้พระที่พม่า ยังเห็นคนไทยติดเข็มกลัดเซียวจ้านไว้ที่กระเป๋าเลย ตายแล้ว นี่ฉันมาขอพร หรือเขามาขอพรให้ฉัน (หัวเราะ)

แล้วปรากฏการณ์ที่แฟนชาวไทยโหวตข้ามประเทศให้เนเน่ ในรายการ CHUANG 2020 กว่า 400,000 บัญชี เกิดขึ้นได้ยังไง

มันเหมือนเราเชียร์ทีมชาติไทย และรูปแบบของรายการก็เปิดโอกาสให้คนต่างชาติเข้าไปมีพื้นที่ในตลาดที่ใหญ่ที่สุดในโลก บวกกับความสามารถของศิลปินที่เจิดจรัสจริงๆ เมนเทอร์ก็ชื่นชมอย่างมาก พัฒนาการของเนเน่ในแต่ละอีพีก็โดดเด่น พอได้เห็นศักยภาพของคนไทยในต่างประเทศ กองเชียร์ชาติไทยก็มาเลย ทีมมอนิเตอร์เขาจะมีกลยุทธ์ในการโหวตด้วยนะ ในหนึ่งวันโหวตได้เจ็ดคน ถ้าทุกคนโหวตทั้งเจ็ดคน คะแนนก็จะเฉลี่ย เขาบอกว่าขอให้ชนะขาดเลย ห้ามใช้อีกหกเสียง ให้คุณใช้เสียงเดียวเพื่อคนคนเดียว 

แฟนๆ ของ WeTV มีพฤติกรรมและความคาดหวังต่างจากผู้ชมที่ชมโทรทัศน์ช่องปกติ และแพลตฟอร์มสตรีมมิงอื่นๆ ยังไง

ที่ชัดที่สุดคือต้องเป็นคนที่ชื่นชอบความบันเทิงจากฝั่งเอเชีย หลักการไม่น่าจะแตกต่างกันมาก คอนเทนต์คือสิ่งที่ทำให้แตกต่าง เราว่าสิ่งที่เด่นสุดของแฟน WeTV คือคอมมูนิตี้ที่น่ารักมากๆ เขาจะช่วยเหลือกันเอง อย่างการที่จะซื้อ Fast Track ได้คุณต้องสมัคร VIP ก่อน มันเป็นสิทธิพิเศษของ VIP User ในวันที่เราปล่อยฟีเจอร์นี้ เราให้ข้อมูลในส่วนของเราอยู่แล้ว แต่ผู้ใช้บางคนยังมีคำถาม ก็จะมี Top Fan หลายๆ คนเข้าไปช่วยตอบ มันเกิด Brand Love 

สมมติมีซีรีส์เรื่องหนึ่งดังมากๆ ยังไม่มีใครนำเข้ามาเมืองไทย คนก็จะบอกว่า “WeTV เอาเข้ามาเถอะค่ะ รอแล้วนะ” เป็นที่พึ่งให้กับเขา อย่างในฟีเจอร์ Flying Comment ที่ User สามารถคุยกันระหว่างที่ดูคอนเทนต์ จะมีคนเมนต์ว่า “มีใครมาหรือยัง” “มาแล้วๆ” หรือบางทีเขามีปัญหาก็จะถามกันเองเลย “เธอรู้ไหมว่าปิดคอมเมนต์ยังไง” ฟีเจอร์มันเอื้อให้เขาพูดคุยกันได้ ในทวิตเตอร์จะเจอ “ขอตอบแทนแอด” บ่อยมาก บางทีมีคนมาคอมเมนต์ว่า “ซับไม่ขึ้น” ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องสัญญาณอินเทอร์เน็ต แล้วมีอีกคนมาเมนต์ว่า “ขึ้นจ้า” โดยที่เราไม่ต้องตอบเลย แต่มันทำให้เราเห็นว่ามันยังมีปัญหาจากโปรดักต์ ซึ่งมันอาจไม่ได้มาจากทางฝั่งเรา อาจเป็นทางฝั่งผู้ใช้บริการก็ได้ พอเห็นอย่างนี้เราจะส่งต่อไปยังทีมโปรดักต์ให้ช่วยเช็ก มีการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน

ครั้งหนึ่งเราเคยไปตอบทวิตของแอคเคาต์ข้างเคียงอย่าง JOOX แฟนคลับก็จะมีการบอกว่า “เขาคุยกันอะแม่ จิ้น” (หัวเราะ) กลายเป็นแอคเคาต์ที่เป็นมิตรกับผู้ใช้ เป็นเหมือนคอมมูนิตี้ไปแล้ว เพราะเราไม่อยากและไม่เคยเป็นแค่พื้นที่ในการให้ข้อมูล เราจึงพยายามสร้างบทสนทนาและการมีส่วนร่วมตลอดมา

คุณมีหลักในการลงทุนทำออริจินัล คอนเทนต์ ของไทยอย่างไร

หลักการต้องกลับไปที่คนดู ตอนนี้กลุ่มผู้ใช้งานเราเป็นใคร กลุ่มผู้ใช้งานเราชอบเสพอะไร มีคอนเทนต์ประเภทไหนที่เขาอยากดู ในขณะเดียวกันต้องดูถึงกลุ่มที่เราจะขยายไปด้วย ขอยกตัวอย่างเรื่องเดิม ฉลาดเกมส์โกง (Bad Genius The Series) มันยากมากๆ เพราะแฟนฝั่ง GDH เขาเหนียวแน่น แต่เราจะทำอะไรเพื่อให้ได้ฐานแฟนกลุ่มนี้มา พอดูฐานคนดูที่เราอยากขยายแล้วก็กลับมาที่ดาต้าว่าเราเคยชิมลางกลุ่มนี้หรือยัง พอเห็นไหมว่าถ้าทำออกมาแล้วจำนวนน่าจะประมาณไหน รวมไปถึงเนื้อเรื่อง เนื้อหา สดใหม่ไหม พอเราเป็นหน้าใหม่ โอกาสที่จะลองทำก็มีเยอะ ยกตัวอย่างซีรีส์เรื่อง อาทิตย์อัสดง ที่เพิ่งปล่อยไปเมื่อเดือนตุลาคม ยังไม่มีใครเคยทำแนวสยองขวัญแบบนี้ใน OTT (Over-the-top Content) เราพยายามทำ Cinematography สวยๆ การถ่ายทำที่คุณภาพฝรั่งแต่กลิ่นเป็นคนไทย เราอยากลองแล้วก็มีโอกาสได้ทำ

สำหรับคุณ การจัดอันดับแพลตฟอร์มวิดีโอสตรีมมิงอันดับหนึ่ง ควรวัดจากอะไร

เราจะกลับไปดูว่าโจทย์แรกของเราคืออะไร ไม่มี OTT เจ้าไหนที่ตอบโจทย์ผู้ใช้ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์หรอก มันจะแตกต่างกันไป จุดยืนของสิ่งที่เราจะให้ผู้ใช้ต่างหากที่จะเป็นตัวจัดอันดับได้ดี ซึ่งถ้ามองตัวเองว่าเป็นศูนย์รวมความบันเทิงแห่งเอเชีย เราตอบโจทย์สุด

แล้ว WeTV มองว่าตัวเองประสบความสำเร็จจากจุดยืนที่ตั้งไว้แล้วหรือยัง

ถ้า ณ วันนี้ บอกว่าเราเดินมาถูกทางดีกว่า เส้นทางนี้ยังอีกยาวไกล (ยิ้ม)

ตอนนี้เรามีทั้งโทรทัศน์ โรงหนัง เคเบิลทีวี ยูทูบ วิดีโอสั้นบนเฟซบุ๊ก TikTok Instagram และแพลตฟอร์มสตรีมมิง ช่วยคาดการณ์ให้หน่อยว่าในอนาคตอันใกล้นี้ พฤติกรรมการชมวิดีโอของคนจะเปลี่ยนไปอย่างไร

พฤติกรรมผู้บริโภคจะเปลี่ยนไปตามเวลาที่เขามี ถามว่าทุกวันนี้คอนเทนต์ที่ฮิต คือคอนเทนต์เต้นหรือเปล่า หรือคอนเทนต์ร้องเพลง จริงๆ แล้วเราตอบไม่ได้เลย ถ้าลองดูพฤติกรรมการเสพคอนเทนต์ในแต่ละแพลตฟอร์มจะเห็นชัด จะดูซีรีส์ต้องมีเวลา สมมติเรามี Quality Time ก่อนนอนสองชั่วโมง เราอาจจะอยากเสพคอนเทนต์ยาวที่มีคุณภาพ ในทางกลับกัน ช่วงเช้าระหว่างดื่มกาแฟหรือระหว่างเดินทาง มีเวลาไม่มาก การดูคอนเทนต์สั้นน่าจะตอบโจทย์มากกว่า สิ่งสำคัญอยู่ที่ว่าเรามีคอนเทนต์ประเภทไหน แล้วมันตอบโจทย์เวลาที่ผู้บริโภคมีได้หรือเปล่าต่างหาก

กนกพร ปรัชญาเศรษฐ Country Manager เบื้องหลัง WeTV แพลตฟอร์มที่เป็นมากกว่าผู้สร้างคอนเทนต์

Questions answered by Country Manager of WeTV Thailand

1. พูดภาษาจีนได้ไหม

Yi dian dian (นิดหน่อย)

2. ในฐานะผู้ชม รายการที่ชอบที่สุดใน WeTV คืออะไร

ตำนานหมิงหลัน ซีรีส์ที่มีมากกว่าหมื่นล้านวิวในจีน เป็นเรื่องเกี่ยวกับผู้หญิงในครอบครัวที่ลำบาก แต่มีอาม่าเป็นกุนซือสอนวิชาการใช้ชีวิต แม้จะเป็นเรื่องราวในสมัยโบราณ แต่หลายข้อนำมาปรับใช้ในชีวิตจริงได้ ที่กล้าพูดว่าชอบดูมาก เพราะหกสิบสามตอนดูไปแล้วสามรอบ ครั้งแรกดูซับ สองครั้งหลังดูพากษ์ (หัวเราะ)

3. รายการไหนใน WeTV ที่คิดว่าเดี๋ยวต้องดังแน่นอน

นี่ก็ปักหมุดมาหลายควอเตอร์แล้ว รอการจุดพลุ​ (หัวเราะ) แต่มีสองเรื่อง หนึ่ง The Oath of Love นำแสดงโดยเซียวจ้าน สอง นางโจร โดยหวัง อี้ป๋อ 

4. ทุกวันนี้ดูวิดีโอวันละกี่ชั่วโมง

เฉลี่ยวันละสอง ตอนนี้แยกไม่ออกแล้วว่าดูทำงานหรือดูเพื่อความบันเทิง เวลาอยู่กับเพื่อนแล้วนั่งดู เพื่อนจะชอบถามว่า อันนี้ทำงานหรืออยากดูเอง การดูของเราอาจจะเริ่มต้นที่ความอยากรู้ว่ามันดียังไง อีกแป๊บหนึ่ง อ้าวติด ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว (หัวเราะ) 

5. ในการทำงานกับคนจีน มี Culture Shock ไหนที่เซอร์ไพรส์ที่สุด

ไม่เรียกว่า Culture Shock แต่เป็นตัวอย่างที่ดีมากๆ คือความเร็วในการทำงาน การได้ทำงานกับทีมงานระดับโลก เราได้รู้ว่าเขามองหา Milestone ใหม่ๆ ตลอดเวลา และเขาทำงานเร็ว ปรับตัวเร็ว ซึ่งเราก็ได้นำกลับมาใช้ในทีม

6. ถ้าต้องเอาชีวิตคุณไปทำซีรีส์ น่าจะเป็นพล็อตเรื่องประมาณไหน

เป็นได้หลาย Genre มากเลย เป็นดราม่าก็ได้ เป็นคอเมดี้ก็ได้ คิดว่าน่าจะเป็นซิตคอมได้ เป็นเรื่องในครอบครัว ในที่ทำงาน

7. วิธีแก้เครียดของ Country Manager WeTV คืออะไร

ถ้าอยู่ในออฟฟิศก็จะเดินไปเกาะเก้าอี้ น้องๆ ทำอะไรกัน เป็นยังไงบ้าง สเต็ปถัดไปก็กินอะไรไหม เราอยากซื้อของกิน แต่อยากกินนิดเดียว คือเราพยายามปรับอารมณ์ตัวเองด้วยการคุยกับทีม หรือถ้าวันหยุด จะใช้เวลาอยู่กับตัวเองเยอะ อยู่กับที่บ้าน แต่เน้นกินเหมือนเดิม (หัวเราะ)

8. ดาราจีนในดวงใจคือใคร

ตัวเราไม่ได้มี Preference ของดาราขนาดนั้น ซึ่งเราอาจเป็นตัวแทนของผู้บริโภคยุคปัจจุบันด้วยซ้ำ เช่น เรื่องนี้ดี เราก็อินกับคนนี้ แต่พอได้ดูเรื่องใหม่ เราก็เปลี่ยนไปชอบอีกคนโดยทันที แต่ถ้าในแพลตฟอร์มของเราก็ต้องเป็นเซียวจ้านกับหวัง อี้ป๋อ หรือในรายการวาไรตี้ที่เราทำจะเป็น แจ็กสัน หวัง (Jackson Wang) ซึ่งมาดูๆ แล้ว เหมือนเราจะชอบไปทางเด็ก แนววัยรุ่นๆ เสียมากกว่า (หัวเราะ)

Writer

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

กัปตันทีม

บทสนทนานอกตำราวิชาการจัดการและแนวคิดในการทำงานของผู้บริหารองค์กร

การทำงานกับหลายจังหวัดทำให้ The Cloud สังเกตเห็นความจริงข้อหนึ่ง แต่ละจังหวัดมักมีคนขับเคลื่อนด้านต่าง ๆ หรือที่เราเรียกกันเองในกองบรรณาธิการว่า ‘พ่อเมือง-แม่เมือง’ โดยมากเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่กลับมาพัฒนาอำเภอบ้านเกิดให้ดีและสนุก เป็นบุคคลที่รู้จักและรักในจังหวัดเป็นชีวิตจิตใจ 

การมาขอนแก่นครั้งนี้ก็เหมือนกัน พิเศษขึ้นตรงที่ขอนแก่นไม่ได้มีแค่คนกลุ่มที่ว่า แต่ยังมีการรวมตัวของนักธุรกิจ ไม่ใช่แค่ 1 หรือ 2 แต่มากถึง 20 บริษัท เกิดเป็นบริษัท ขอนแก่นพัฒนาเมือง (เคเคทีที) จำกัด ที่ร่วมลงทุนพัฒนาจังหวัดโดยเริ่มจากการคมนาคมรถไฟฟ้ารางเบา จนเป็นต้นแบบ ‘ขอนแก่นโมเดล’ ที่ภาคเอกชนและท้องถิ่นเข้ามามีบทบาทอย่างจริงจัง

หนึ่งใน 20 รายชื่อนั้นคือ บริษัท ช ทวี จำกัด (มหาชน) ภายใต้การบริหารของ คุณสุรเดช ทวีแสงสกุลไทย ทายาทรุ่นสองคนสุดท้องที่เข้ามารับช่วงกิจการครอบครัวที่เริ่มจากโรงสีของอากง ตัวแทนจำหน่ายรถบรรทุกของป๊า ก่อนต่อยอดมาให้บริการออกแบบ ผลิต ประกอบ ติดตั้งระบบวิศวกรรมตัวถัง พัฒนานวัตกรรมอีกมากมาย จนครองตลาดรถลำเลียงอาหารขึ้นเครื่องบินในทวีปเอเชีย และอยู่คู่เมืองขอนแก่นมานานกว่า 50 ปี

ในบรรดาพี่น้อง 11 คน เขาคือคนที่เลือกสานต่อโรงงานแห่งนี้

นอกจากฝีมือการบริหารที่เก่งกาจ วิสัยทัศน์ที่เฉียบขาด และสไตล์การทำงานแบบลงมือทำ ชีวิตของคุณสุรเดชยังมันสุด ๆ ไม่ต่างจากออฟฟิศส่วนตัวของเขา ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นบ้านของครอบครัวที่ลูกสาวทั้งสี่เติบโตมา 

ด้านหนึ่งเป็นครัวทำอาหารที่มีเครื่องไม้เครื่องมือพร้อมสรรพ ตรงกลางเป็นโต๊ะทำงานขนาดใหญ่ ส่วนด้านหลังมีอุปกรณ์เครื่องมือช่างแขวนไว้มากมาย ถ้าไม่อยู่ในบ้านต้องเข้าใจผิดว่าเป็นโรงรถ เขาทำเฟอร์นิเจอร์เองเกือบทั้งหมด ส่วนใหญ่ดัดแปลงจากอะไหล่รถอย่างโต๊ะจากล้อแม็ก หรือโคมไฟจากพวงมาลัยที่มีก้านไฟเลี้ยวเป็นสวิตช์เปิดปิด

ถ้าให้เล่าประวัติสั้น ๆ คุณสุรเดชย้ายโรงเรียน 7 ครั้ง แล้วจึงไปเรียนต่อระดับมหาวิทยาลัยที่ญี่ปุ่น เข้าบริหาร ช ทวี ก่อนวิกฤต พ.ศ. 2540 ถึงพาบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ จนเจอกับวิกฤตอีกครั้งใน พ.ศ. 2563 

การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้เขาหันกลับมาพิจารณาธุรกิจที่มี พร้อมเตรียมตัวถูกแทรกแซงในอนาคตด้วยการเข้าระดมทุนในตลาดหุ้น Nasdaq ที่สหรัฐอเมริกา วางแผนปรับเปลี่ยนบริษัทให้เป็น Tech Company ที่สนใจ 3 เรื่อง คือ การออกโทเคน KGO การทำ NFT (Non-Fungible Token) และ Metaverse พัฒนาพนักงานให้โตเท่าทันความเปลี่ยนแปลง ขณะเดียวกันก็มุ่งพัฒนาเมืองขอนแก่นที่เขารักไปด้วย

ชั้นสองของออฟฟิศทำเป็นเหมืองขุดบิตคอยน์ ด้านข้างเป็นแปลงองุ่นที่ให้พนักงานช่วยกันปลูก และภาพขอนแก่นในหัวของเขา ใคร ๆ ก็บอกว่าเป็นแค่ฝัน

ส่วนเรื่องยาว ๆ จะเป็นอย่างไร ถ้าคุณได้อ่านคำพูดเขาเองน่าจะสนุกกว่า… แถมมันกว่าด้วย

คุณเป็นผู้บริหารที่ทำแชนแนลท่องเที่ยว

ใช่ (หัวเราะ) ผมมียูทูบชื่อ ‘ถนัดจริง กินเที่ยว’ คนดูคิดว่าผมมีทีมถ่ายทำเยอะ นึกว่าไปทีเป็นกองถ่าย แต่จริง ๆ แล้วทำอยู่คนเดียวนะ ทุกครั้งที่มีเวลาจะทำคอนเทนต์บนช่องนี้ อย่างเราชอบรถก็ไปแข่งรถ ขับโกคาร์ตขึ้นภูกระดึง ทำโน่นทำนี่ อีกเรื่องคือความรู้เกี่ยวกับเมืองขอนแก่น เล่าแผนพัฒนาจังหวัดไปเลย 16 ปี 

ผมจบจากญี่ปุ่น เลยมีคอนเทนต์แปลทวิตเตอร์คนญี่ปุ่นที่บอกว่ามาจากโลกอนาคตในปี 2058 น่าจะเป็นเหมือน AI ที่วันนี้ของญี่ปุ่นล้ำหน้าไปมาก คนบอกว่าต้องเอาข้อมูลให้ AI เยอะ ๆ พอมีข้อมูลเยอะ แต่ไม่มีคำถาม ก็ไม่รู้ว่ารู้เรื่องไหน เลยต้องใส่คำถามของมนุษย์เข้าไป จะได้รู้ว่ามันมีข้อมูลอะไรบ้าง คำตอบแต่ละเรื่องก็ใช้ได้นะ

หรือเรื่องโดรนผมก็ชอบ วิดีโอจากโดรนเราก็ถ่ายเอง ลูก ๆ ก็ไป

ลูก ๆ ก็ชอบเที่ยวเหมือนกันเหรอ

ลูกสาวผมก็ชอบ ไปเยอรมนี ไปฝรั่งเศส ก็พกโดรนตัวเล็ก วิดีโอแรก ๆ ไปมัลดีฟส์กับลูก แล้วผมมีลูกสาว 4 คน เขาก็จะ ‘ป๊ามุมนี้ ๆ’ ‘มุมนี้ต้องถ่ายแบบนี้’ เราก็ต้องขึ้นโดรนล็อกไว้ แล้วถือ Go Pro วิ่งตามลูก บางอันลูกก็ถ่ายให้ (หัวเราะ)

ออฟฟิศนี้เลยเป็นเหมือนพิพิธภัณฑ์รวบรวมสิ่งที่คุณชอบ

มันเป็นเหมือน Experiment ที่เราอยากทำอะไรก็ได้ อยากเอาจักรยานมาซ่อมเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ทำส่วนที่เป็นห้องช็อปเอาไว้ จริง ๆ ตรงกลางนี่ต้องเป็นโต๊ะช็อป แล้วห้องทำงานผมอยู่ชั้นบน แต่มีอาจารย์มาดูฮวงจุ้ยออฟฟิศเขาให้เปลี่ยน เขาบอกดูแล้วให้เอาโต๊ะทำงานมาอยู่ตรงนี้ ตรงนี้ดี ตอนนี้ห้องเดิมข้างบนเลยกลายเป็นที่สำหรับเครื่องขุดบิตคอยน์ที่กำลังทดลองอยู่

คุณสนใจเรื่องนวัตกรรม เทคโนโลยี และเครื่องยนต์ มาตั้งแต่เมื่อไหร่

เราชอบเรื่องพวกนี้ตั้งแต่เด็ก ผมเรียนจบปริญญาตรีตอนปี 1992 จบจากญี่ปุ่น กลับมาก็ชวนพี่สาวกู้เงินธนาคารทำ Search Engine สมัยนั้นมีน้อย มีแค่ AltaVista ส่วน Google ยังเป็นวุ้นอยู่เลย 

ไปถึงธนาคาร เขาก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไร ธนาคารไทยจะปล่อยกู้เฉพาะสิ่งที่จับต้องได้ มีที่ดินค้ำประกัน เพราะฉะนั้นในปี 1992 เรื่องเทคฯ มันไกลเกินไปมาก ก็ต้องล้มเลิก

เลยเลือกทำธุรกิจโรงงานของที่บ้าน ซึ่งต่างจากพี่น้องคนอื่น

เราเรียนจบวิศวกรรมยานยนต์ สนใจเรื่องนี้อยู่แล้วก็เลยเลือกโรงงานนี่แหละ แล้วค่อย ๆ นำนวัตกรรมใหม่ ๆ มาใส่ ทำให้โรงงานเรามีสินค้าแปลกใหม่ออกมาเยอะแยะไปหมด พอวิกฤตต้มยำกุ้ง (พ.ศ. 2540) ก็เจอปัญหาที่ต้องแก้มาเรื่อย ๆ 

12 ปีจากวิกฤตนั้น เราพาบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ ทำให้ธุรกิจเติบโตขึ้น จนมาเจอโรคโควิด-19 ทำให้รู้ว่า นวัตกรรมต่าง ๆ ที่เราวิจัยพัฒนามากำลังเปลี่ยนไปแล้ว

กลายเป็นว่าในปี 1992 เราอยากทำอะไร เราทำไม่ได้ เพราะขาดฟังก์ชันอยู่หลายอย่าง เช่น เรื่องเงินที่เราหาทุนไม่ได้

แต่วันนี้คุณทำได้

ปีนี้เราอยากทำหลายเรื่อง

2 ปีก่อน เราตัดสินใจระดมทุนในรูปแบบ SPAC (Special Purpose Acquisition Companies) เพราะกองทุนเมืองนอกพร้อมที่จะลงทุนกับนวัตกรรมใหม่ ๆ เราต้องการพาบริษัทนี้ข้ามจากการเป็นบริษัทธรรมดาไปเป็นบริษัทเทค เพราะโควิด-19 บังคับเลยว่าของที่เรามีถูกทุบทิ้งหมด ของที่ขายดีเมื่อวาน วันนี้สายการบินเขาไม่บินกันแล้ว ก็ขายไม่ได้ เงินไม่มี 

โมเดลธุรกิจที่เราวางแผนไว้ตอนนี้เลยมี 2 ส่วน หนึ่งคือของเก่าที่ทำอยู่แล้ว เช่น เราเป็นเจ้าแรกที่นำเทคโนโลยีมาใส่ในรถบัส หรือเรื่อง Bus Operation เราก็ทำ เรื่องยานพาหนะทางทหารก็ทำมานาน มีโครงการใหญ่ ๆ เข้ามาต่อเนื่องเรื่อย ๆ รถลำเลียงอาหารขึ้นเครื่องบิน (Ground Support Equipment : GSE) เราขายทั้งโลก และตอนนี้สายการบินก็ค่อย ๆ กลับมาให้บริการแล้ว ศูนย์ซ่อมรถที่เรามีทั่วประเทศก็น่าจะยังไม่โดน Disrupt เร็ว ๆ นี้ เราเลยเก็บไว้

มาส่วนที่เรากำลังเดินไป อย่างแรกคือรถ EV ที่เรากำลังทำกันอยู่ อีกตัวที่เพิ่งเซ็นสัญญาไปคือตัวราง Light Rail Transit ซึ่งผมว่าเราเข้าใจเทคโนโลยีดีพอสมควร ยังมีทำเรื่อง Blockchain ทำเรื่อง Smart City ให้ขอนแก่น นอกจากนี้ก็มีเรื่องบิตคอยน์ Fintech รถไฟฟ้าไร้คนขับ (Autonomous Car) และ Metaverse

นักลงทุนในประเทศไม่เข้าใจทิศทางที่คุณกำลังเดินไปเหรอ ถึงต้องไประดมทุนในต่างประเทศ

ภาษาวัยรุ่นเขาเรียกว่าอะไรล่ะ ใจไม่กล้าเหรอ

ใจไม่ถึง?

ใช่ ๆ ใจไม่ถึง คือหยอดกับเด็กไม่พอยังเอาเปรียบเด็กอีก ลองคิดดูว่ามีเด็กรุ่นใหม่ หัวคิดดี ๆ แต่ไม่มีเงิน พอไปหาแหล่งเงินทุนก็หมดกำลังใจ ก่อนเราจะไประดมทุนผ่าน SPAC อธิบายให้ใครฟังในบ้านเรา ไม่มีใครเอาเลย เขาไม่เห็นภาพ จนวันที่เราไปซื้อบริษัท AROGO และควบรวมกับ EON Reality Inc. เพื่อทำธุรกิจ Metaverse ด้านการศึกษา ตอนนี้มีมูลค่ารวมราว ๆ 655 ล้านเหรียญฯ

คนก็ตกใจ มันมีแบบนี้ด้วยเหรอวะ เอาเงินไป 4 – 5 ล้านเหรียญฯ แล้วก็ทำกองทุนมูลค่าร้อยล้านเหรียญ แล้วก็ไปควบรวมกับอีกบริษัทหนึ่งจนมีค่าถึง 655 ล้านเหรียญฯ 

คนไทยจะปิดหู เป็นไปไม่ได้หรอก ประเทศนี้เหมือนกับ Monkey see, Monkey believe อย่างเราทำเรื่องพัฒนาเมืองขอนแก่นหรืออะไรบ้า ๆ วันแรกก็ไม่มีใครเชื่อว่ามันจะเป็นไปได้นะ 

แล้วจะทำให้คนเชื่อได้ยังไง

พูดไปเขาอาจจะฟังแค่ 50 – 50 สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องทำให้เห็น อย่างเรื่องเมื่อกี้ก็ต้องทำให้ดูเลยว่าบริษัทมันซื้อได้จริงนะโว้ย ซื้อแล้วเดี๋ยว 9 เดือนมันเสร็จแล้วโว้ย แม่งบันทึกกำไรได้แล้วโว้ย แล้วก็กลับไปอย่างที่บอก เราถูกทุบทิ้ง แต่เรามีทางออก เราคิดตั้งนานแล้วว่าจะไปที่ใหม่ 

สิ่งที่ยากที่สุดในการบริหาร ช ทวี คืออะไร

คือเรื่องคนมั้ง โดยเฉพาะเวลาที่เราต้องแสดงให้เขาเห็นทางข้างหน้าเหมือนกับเรา 

สมมติเราบอกว่าจะไปเชียงใหม่ บางคนเขาไม่เคยไปเชียงใหม่ ความท้าทายคือเราพูดให้เขาเห็นภาพเชียงใหม่ได้ไหม การสื่อสารพวกนี้จึงสำคัญ เราต้องคุยกับคน คุยกับพนักงานทั้งหลายที่จะมาช่วยระดมสมองกันว่าจะทำยังไงดี 

อีกเรื่องคือความไว้ใจ (Trust) และความเชื่อ (Believe) ที่ต้องสร้าง ขณะที่ทำให้คนในเชื่อ ก็ต้องทำให้คนนอกเชื่อด้วย 

ฟังดูเหมือนเลือกเดินทางยากมาโดยตลอดตั้งแต่เริ่มทำธุรกิจ แต่ไม่เคยยอมแพ้เลยสักครั้ง

ตั้งแต่ตอนเรียนจบปี 1992 เรารู้ตัวว่าอยากทำอะไร แต่ไม่มีทุน เปรียบเทียบเหมือนกับอยากไปเชียงใหม่ แต่เครื่องมือไม่ครบ มันมีดินแดนเชียงใหม่ที่อยากไป ถ้าไปก็ไปได้ แต่เราไปไม่ได้เพราะไม่มีเงินเติมน้ำมัน ไม่มีใครให้เงินเติม และถ้าถีบจักรยานที่มีอยู่ก็คงไม่ถึงแน่ 

ผ่านมา 20 กว่าปี เราพบแหล่งให้ยืมเงินเติมน้ำมันใหม่ ใหญ่เบ้อเริ่ม เพราะฉะนั้นรอบนี้ไม่ต้องไปแค่เชียงใหม่แล้ว ไปดาวอังคารเลย เรามีทั้งประสบการณ์ มีโครงสร้าง มีทีมที่จะทำให้เราไปถึงตรงนั้นได้ และเมื่อไหร่ที่เราไปอยู่ตรงนั้นจะไม่มีใครตามทันแล้ว

ตั้งแต่ปี 1992 จนถึงตอนนี้ เราไม่เคยลืมสิ่งที่อยากทำ ก่อนหน้านี้อยากทำเทคฉิบหาย แต่พอจะเอาจริงไม่กล้าว่ะ บริษัทก็ยังต้องรันอยู่ ทำไปทำมาเป็นได้แค่งานอดิเรก 

คุณมีเป้าหมายใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ทำยังไงให้พนักงานเดินไปพร้อมกันได้

เราให้ทุกคนค่อย ๆ ทำไปด้วยกัน พนักงานของเราเริ่มอบรม Upskill และ Reskill มาตั้งแต่ปีที่แล้ว ทุกคนมีกระเป๋าตังค์วอลเล็ต ทุกคนรู้เรื่อง Token เข้าใจเรื่อง Digital Currency หรือการ Stake เหรียญ สิ่งสำคัญคือ เราต้องสอนให้เขาเข้าใจในทางที่เราจะไป

หนึ่ง เราให้แต่ละแผนกขุดบิตคอยน์ เอาเครื่องที่เร็วที่สุดขุด สอง เราให้ทุกคนทำเรื่องพลังงานทดแทน และสาม เราให้เขาทำเกษตร 

เรามีที่ดินพันไร่ พันไร่ของเราจะทำการเกษตร แต่เป็นการเกษตรประณีตซึ่งแบ่งเป็น 3 ธุรกิจ เริ่มจากโซลาร์เซลล์ เราทำได้เกือบร้อยเมกะวัตต์ในพื้นที่พันไร่นี้ ร้อยเมกะวัตต์เอาไปทำอะไรได้บ้าง ถ้าเราไม่รู้ก็คงรอภาครัฐ ขายไฟได้เงินนิด ๆ หน่อย ๆ แต่เรามีเหมืองบิตคอยน์ไปด้วย ซึ่งใช้ไฟเยอะมาก พอผลิตไฟได้เองเราก็เอามาใช้ตรงนี้ มีไฟเท่าไหร่เราเอาหมด ส่วนเหมืองเราก็ไม่ได้ทำขึ้นมาให้ได้เหรียญ แต่ทำให้วันหนึ่งมีคนมา Take over เหมืองเราอีกที แล้วทีมงานเราก็ต้องมีความรู้เรื่องพืชด้วย เพราะเราเห็นว่าจากนี้ไปความมั่นคงทางอาหารคือการเกษตร มันอาจพัฒนาไปเป็นพื้นที่ท่องเที่ยวได้ ซึ่งพืชที่เราเริ่มลองปลูกแล้วคือ องุ่น 

ทำไมต้ององุ่น

พนักงานก็ถามว่าเถ้าแก่จะให้เลี้ยงต้นองุ่นไปทำไมวะ (หัวเราะ) ข้าง ๆ ออฟฟิศผมมีต้นองุ่นเต็มไปหมด ต้นเล็ก ๆ ที่แต่ละคนช่วยรับผิดชอบ ผมบอกเสมอว่า ‘มึงอย่าทำตายนะ!’ 

ที่ให้ปลูกองุ่นเพราะเป็นพืชที่ดูแลยากมาก ๆ คนปลูกต้องอ่าน ต้องศึกษา ต้องวิเคราะห์ และเอาใจใส่มันสุด ๆ เลี้ยงให้รอดก่อน ถ้าปลูกองุ่นได้ พืชอื่นแม่งโคตรง่ายเลย

องค์ประกอบเหล่านี้จะพาบริษัทไปสู่อนาคตได้อีกไกลพอสมควร ทั้งยังเชื่อมกับเรื่อง Metaverse ที่เราทำอยู่ พอเอามารวมกันทั้งสามส่วน ทุกคนเห็นภาพชัดเจน แล้วแต่ละส่วนก็เป็นธรุกิจได้ อนาคตเราไม่ต้องแข่งกับใคร ไม่มีใครมาตามเรา ธุรกิจของเราเลยครบจบในระบบนิเวศตัวเอง เพราะสิ่งที่ยากในประเทศนี้คือการพึ่งพาภาครัฐ

ซึ่งเป็นข้อจำกัดของหลาย ๆ ธุรกิจ

ถูกต้อง ภาครัฐของไทยคือ ภาคที่บอกจะส่งเสริม แต่ส่งเสริมแบบมีข้อจำกัด 

เราทำธุรกิจมาเยอะ เราคุยกับคนเยอะ คุยกับกระทรวงต่าง ๆ พอเป็นระดับนั้น คนที่ไปคุยก็ต้องเป็นเถ้าแก่ ไม่ก็ซีอีโอ มองกลับมา ถ้าให้ลูกน้องหรือลูกเราไปคุยกับรัฐมนตรีจะได้เรื่องไหม เพราะของแบบนี้มันเป็นศิลปะ มันต้องเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ที่มี และแทบจะสอนกันไม่ได้เลย

เรามองแบบนี้ ถ้าวันหนึ่งไม่เหลือคนคุยกับภาครัฐแล้ว บริษัทเราก็ต้องปิด แล้วกระบวนการที่ต้องไปคุยเหล่านั้นมันถูกต้องแต่แรกหรือเปล่า เพราะฉะนั้น เราหันมาทำธุรกิจที่ยั่งยืนที่เราอยู่ได้ด้วยตัวเราเองดีกว่าไหม เป็นแผนการระยะยาวที่คิดรอบนี้แล้วอีก 40 ปีค่อยมาคิดใหม่ 

บริษัทเราซื้อเหรียญคริปโตเก็บไว้ทุกเดือน ครึ่งหนึ่งบิตคอยน์ ครึ่งหนึ่งอีเธอเรียม เก็บไปเรื่อย ๆ ในอัตราที่จะไม่เป็นภาระของบริษัท ขณะที่อีก 4 ปีข้างหน้าคนจะเริ่มรู้งี้ซื้อไว้ดีกว่า รู้งี้ไม่น่าทำคีย์หายเลย ไอ้ ‘รู้งี้’ มันจะมาในอีก 3 – 4 ปีถัดไป

ชีวิตคุณมีอะไรที่ ‘รู้งี้’ บ้างไหม

มี (นิ่งคิด) 

เฮ้ย ไม่มีว่ะ เราอยากทำอะไรก็ได้ทำทุกอย่างเลย หลายอย่างได้ลองแล้วพลาดจนเลิก ผมโชคดีที่เป็นลูกคนเล็กในพี่น้อง 11 คน แล้วที่บ้าน พ่อแม่ก็เอาใจลูกชายคนสุดท้าย เป็นคนที่ได้ไปเรียนเมืองนอก แต่กว่าจะได้ไปย้ายโรงเรียนมา 7 ที่

หลักสูตร 15 ปีรวมอนุบาล คุณย้ายโรงเรียน 7 ครั้งเลยเหรอ

เขาไม่ค่อยให้ผมเรียน (หัวเราะ) ตั้งแต่อนุบาลที่มีให้นอนกลางวัน แล้วก็ร้อนฉิบหาย อาบน้ำเสร็จให้เรานอน อยู่ดี ๆ ก็มีเด็กผู้หญิงมานอนข้าง ๆ ผมไม่ไหว บอกแม่ไม่เรียนแล้ว ออก!

จากนั้นก็ไปเรียนโรงเรียนอนุบาลพระกุมารเยซูขอนแก่น เรียนได้ 2 ปี มีคนบอกว่าถ้าอยากเป็นข้าราชการ ให้ไปเข้าวชิราวุธวิทยาลัย แต่โดนซ้ำชั้น เพราะผมทำข้อสอบไม่ได้ มันเป็นเรื่องกวางที่มองเงาในน้ำแล้วคิดว่าตัวเองสวยมาก พอเสือมาก็วิ่งหนีจนเขาไปพันกับเถาวัลย์ นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า สิ่งสวยงามอาจเป็นภัยกับตัวเรา ไอ้เราเป็นเด็กอีสาน เขาให้เขียน ‘กวาง’ เราไปเขียน ‘กวง’ กวงตัวหนึ่ง เลยโดนซ้ำชั้น อยู่ได้ 2 ปี แล้วแอบขึ้นรถหนีกลับขอนแก่นเลย (หัวเราะ)

ตอนนั้นอยู่ ป. อะไร

ป.2 เองมั้ง สมัยนั้น พ่อผมต้องไปรับรถ HINO กลับขอนแก่น แล้วทุกวันผมต้องเดินไปบ้านญาติที่เจริญผล เพื่อขึ้นรถไปโรงเรียนกับเขา วันนั้นระหว่างทางเจอรถป๊าที่กำลังจะกลับขอนแก่นพอดี เลยแอบขึ้นรถซ่อนอยู่ข้างหลัง พอถึงสระบุรีคิดว่าเขาคงไม่เลี้ยวรถกลับไปส่งแล้วเลยเคาะกระจก ป๊าตกใจ มึงมาได้ไง กูนึกว่ามึงอยู่โรงเรียน (หัวเราะ)

พอออกจากวชิรวุธก็กลับมาโดนซ้ำชั้นที่โรงเรียนมหาไถ่ศึกษาขอนแก่น แล้วก็อีก 2 โรงเรียน จนโตหน่อยอยากเตะบอล โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยเขาเตะบอลกัน เลยขอพ่อแม่ไปสอบ เขาบอกว่าจะเข้าสวนกุหลาบฯ ต้องเรียนพิเศษ ผมก็เรียน ง่ายมาก สอบได้แน่ ทีนี้พอถึงตอนสัมภาษณ์ มีคนเอากระดาษมาให้ใบหนึ่ง บอกให้ไปห้องนี้ ตอนแรกก็นึกว่าทุกคนได้เหมือนกัน แต่กลายเป็นว่าคนอื่นสุ่มหยิบกระดาษเอง หยิบได้เบอร์ไหน ไปห้องนั้น เราก็งงว่าทำไมเขาหยิบกันเองหมดเลย

แล้วทำยังไง

ไม่ได้! เราต้องเหมือนคนอื่น เลยทิ้งใบที่เขาให้มาแล้วไปหยิบใหม่ เดินเข้าไปสัมภาษณ์เสร็จก็ตกสัมภาษณ์เลย เพราะเสือกไม่ไปห้องนั้น ผมเลยไม่ชอบเรื่องเส้นสายแต่เด็ก สิ่งที่ทำกับขอนแก่นคือเราต้องการ Disrupt บางอย่าง ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความโปร่งใส ด้วยพลังที่พวกเรามี

สุดท้ายพ่อบอกว่า ‘มึงอยากเตะบอลมากใช่ไหม’ มีที่หนึ่งมีสนามบอลเยอะ ก็พาไปเรียนที่อัสสัมชัญศรีราชา แต่มีเรื่องจนไม่ได้เรียนต่อ เลยกลับมาจบ ม.ปลาย ที่ขอนแก่น 

แต่ล่าสุดเขาก็เรียกไปรับรางวัลศิษย์เก่าดีเด่นนะ ครูบอกว่าไม่เป็นไรหรอก เขาลืมกันหมดแล้ว (หัวเราะ)

การเป็นคนคิดต่างในยุคนั้นเป็นยังไง

บางทีคนเขาจะคิดว่าเราเป็นพวกต่อต้าน

ผมชอบเด็กสมัยนี้ ลูกผมมาถามว่า ‘ป๊า ขอไปประท้วงกับเขาได้ไหม’ ผมบอก ไปเลยลูก แต่ระวังตัวดี ๆ ไม่ต้องลงถนน ให้อยู่ตรงสกายวอร์ก แต่ถ้าจะลงไปให้อยู่บนเวทีนะ อย่าอยู่บนถนน

เราเห็นประวัติศาสตร์การเมืองมาหมดแล้ว ตอนเหตุการณ์เดือนตุลา พ่อผมพาไป นักศึกษาบอกเราชนะแล้ว เชิญพี่ ๆ ไปเลือกตั้ง ปรากฏนักการเมืองที่รับช่วงต่อก็ไปแย่อีก บางงานที่ผมทำเลยเขียนเองทำเอง ส่งโครงการไปให้รัฐบาล เขาถามว่าเอาใครมาทำ เอาเรานี่แหละ หรือจังหวัดถามว่าแล้วตำแหน่งนี้ใครนั่ง 

เราเอง

คนก็สงสัยว่าทำไมทำเองชงเอง เรามองว่าถ้าขึ้นไปแล้วแย่ เราลงเอง ดีกว่าที่เอาใครขึ้นไปทำแล้วคุมไม่ได้ คนที่มีอำนาจในมือแล้วเปลี่ยนไปก็เห็นมาเยอะแล้ว นั่นคือปัญหาของประเทศนี้

ลองคิดดูว่าเด็ก ๆ ที่ประท้วง สมมติได้ค่าขนมเดือนละหมื่นกว่าบาท ถ้าพ่อแม่รวย ๆ ให้เดือนละ 3 หมื่น แต่อยู่ดี ๆ ไปเจอกระเป๋าใบหนึ่งมีเงิน 17 ล้าน มันคนละเรื่องเลยนะ 

ประเทศนี้มีปัญหาทั้งระบบ เอาคนดีมาปกครองก็อยู่ไม่ไหว ผมเกลียดเรื่องแบบนี้เลยเป็นคนมีอะไรต้องทำเอง และไม่เคยไปขอใคร ถ้าจะขอก็ขอเพื่อจังหวัด ธุรกิจที่พยายามทำเลยต้องไปของมันเองได้ ไม่ต้องยุ่งกับการเมือง

ถ้ามีคนเสนอให้เป็นนายกรัฐมนตรี จะเป็นไหม

เป็นไปก็ไม่มีประโยชน์ วันหนึ่งที่ประชาชนกับราชการเชื่อมต่อกันโดยตรงได้ก็ไม่ต้องมีตัวแทน เพราะตัวแทนที่ส่งไปสุดท้ายก็บิดเบี้ยว ไม่ทำตามที่ประชาชนต้องการ ถ้าวันหนึ่งที่ประชาชนออกเสียงเองได้ บางตำแหน่งหรือบางหน่วยงานอาจไม่มีบทบาทอีกต่อไป จริงอยู่ที่ระดับนิติบัญญัติต้องมี ข้าราชการทำงานต้องมี แต่ระดับบริหารอาจไม่จำเป็นแล้ว ในขอนแก่นน่าจะอีก 4 ปีถึงได้เห็นสิ่งนี้

ผูกพันอะไรกับขอนแก่นถึงทุ่มเท่กับการพัฒนาเมืองขนาดนี้

ไม่ว่าจะไปไหนก็ตาม ผมแม่งจะอยากกลับขอนแก่น 

กลับขอนแก่นดีกว่า สนุกกว่า เราอยู่ที่นี่มาตั้งแต่เด็ก เราขี่จักรยาน เราเดินเที่ยว บางอย่างที่เคยเห็นแต่เด็ก ถ้าออกแรงหน่อยแล้วทำให้มันดี ให้มันสวยขึ้น จะดีไหม พอมันดีขึ้น ทั้งเมืองและคนก็ดีขึ้นไปด้วย

เราเป็นพ่อค้า พ่อค้าต้องการลูกค้า ถ้าช่วยให้คนที่เงินน้อยรวยขึ้นอีก ให้เขาพ้นเส้นความยากจน ลูกค้าก็เยอะขึ้น 

การบริหารประเทศนี้วันนี้เป็นแบบเลี้ยงไข้ เหมือนกลัวเขารวย อย่ารวย แล้วก็อย่าตาย ฝรั่งบอกทำธุรกิจแล้วต้องคืนสังคม เกิดเป็นโครงการ CSR (Corporate Social Responsibility) แบบที่ถ่ายรูปก็ถือว่าทำแล้ว แต่วันนี้สิ่งที่เรากำลังทำคือตรงกันข้าม เรารวมธุรกิจในขอนแก่น 20 เจ้า เกิดเป็นกลุ่มขอนแก่นพัฒนาเมือง ทำ CSR ขนาดใหญ่เพื่อสร้างเศรษฐกิจในจังหวัด แล้วเดี๋ยวธุรกิจของพวกเราจะดีขึ้นเอง

มันคือการแก้ปัญหาที่ต้นทาง ไม่ใช่การแจกเงินเหมือนที่เห็นบ่อย ๆ 

มันคือการแจกโอกาสให้คนตัวเล็ก ๆ มากกว่า เวลาข้าราชการไปแจกเงิน ชาวบ้านที่ได้รับอาจรู้สึกยกย่องเขา แต่ถามว่าเงินนั้นเงินใคร ก็เงินภาษีของพวกเราเอง พอเป็นโอกาส เขาจะภูมิใจในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ทำให้เขายืนบนขาของตัวเองได้

การที่เอกชนลุกขึ้นมาทำเรื่องการพัฒนาเมืองและสังคม มีข้อดี-ข้อเสียต่างจากรัฐทำอย่างไร

เรามีความคล่องตัวมากกว่า ถ้ารัฐบาลทำก็จะเป็นขั้นตอนแบบหนึ่ง แต่ละหน่วยงานเริ่มเขียนภารกิจว่าจะทำอะไร เพราะอย่างนั้นมันจึงไม่มีการบูรณาการ เนื่องจากระเบียบเขียนเอาไว้หมดแล้ว 1 -10 ทำแค่นี้ปลอดภัย ถ้าทำขาดโดน ทำเกินก็โดน ส่วนประชาชนจะเป็นยังไงช่างมัน

สิ่งที่เราทำอยู่คือการบูรณาการโดยมีเป้าหมาย คือ แก้จน ลดความเหลื่อมล้ำ ดังนั้น ภารกิจเราเลยมีหลากหลาย เป็นคนละแบบกับภาครัฐ แต่ไม่ได้หมายความว่าเราทิ้งข้าราชการนะ

อย่างขอนแก่น สมมติหน่วยงานหนึ่งบอกจะทำ 1 – 10 เราก็ติดต่อไปส่วนกลางที่กรุงเทพฯ บอกกระทรวงให้ไปบอกหน่วยงานนี้หน่อยว่า ให้ทำเรื่อง 11 กับ 12 ด้วย พอหน่วยงานนั้นเห็นกระดาษ 11, 12 ก็เห็นว่าดี ถ้าอย่างนั้นก็ไปช่วยเอกชนด้วยเลย

ขอนแก่นอยากเป็นแบบเมืองไหน

ผมว่าจริง ๆ แล้วไม่มี เราเคยไปดูพอร์ตแลนด์ แต่ก็ไม่ใช่ ขอนแก่นเลยเป็นโมเดลที่เราพยายามทำให้แมตช์กับประเทศไทย เพราะประเทศไทยมีปัญหา เราจึงทำให้ยั่งยืนและเกิดความร่วมมือระหว่างภาครัฐส่วนกลาง ภาครัฐ และภาคเอกชน 

ในขอนแก่นมีโอกาสอะไรที่คนส่วนใหญ่ยังไม่เห็นบ้าง

เยอะแยะเลย เราไม่ได้บอกว่าตัวเองเป็นเมืองท่องเที่ยวระดับโลก และไม่ได้ตั้งเป้าว่าจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ แต่ขอนแก่นเป็นเมืองแห่งโอกาส โอกาสที่ว่าอาจจะหมายถึงการทำธุรกิจ ทำการค้า หรือย้ายออฟฟิศมาอยู่ที่ดีกันดีกว่า

เรามีศูนย์วิจัย มี Infrastructure ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านดิจิทัล ด้านคมนาคมขนส่ง เรามี Sea, Land, Air ครบ มีท่าเรือบกที่เชื่อมต่อกับท่าเรือแหลมฉบัง สนามบินของเราก็อันดับต้น ๆ โรงพยาบาลก็ดี จะแพงถูกมีหมด 

ต่อไปมนุษย์จะเริ่มตัดสินใจเรื่องความครบความพร้อม เพราะฉะนั้นแต่ละเมืองจะต้องรู้ว่าตัวเอง Need อะไร Want อะไร ไม่ใช่จังหวัดข้าง ๆ มี เราอยากได้บ้าง ถามกลับว่าจะเอาไปทำไม ไม่รู้เหมือนกันแต่อยากได้ นั่นคือเมืองที่ไม่คิด แต่เมืองนี้คิด 

คุณวาดภาพขอนแก่นไว้สวยงาม เคยมีคนบอกไหมว่าสิ่งที่คิดอาจเป็นได้แค่ฝัน

มี (หัวเราะ) ผมเคยให้สัมภาษณ์กับนักข่าวคนหนึ่ง พอพูดจบ เขาอุทานเลยว่า ‘ฝัน’ แต่ผมโคตรชอบคำนี้เลย มนุษย์แม่งต้องมีฝัน แล้วก็ตั้งใจทำฝันนั้น ทำไปทำมาผ่านมา 6 ปี ขอนแก่นเริ่มเข้าใกล้สิ่งที่เราฝันไว้ วันนี้ก็ยังคิดว่ามันจะเป็นไปได้อยู่

Questions answered by CEO of Cho Thavee Plc.

01 ร้านอาหารที่กินบ่อยที่สุดในขอนแก่น…

ไข่กระทะมินเทียน อาหารญี่ปุ่นก็ Hayashi ถ้าอิตาเลียนจะเป็น Pomodoro 

02 ร้านกาแฟเจ้าประจำ…

Trinity Cafe’ กับ Cafe de’ Forest

03 นวัตกรรมที่เจ๋งที่สุดในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา…

Blockchain

04 โปรเจกต์พัฒนาเมืองที่ท้าทายที่สุด…

ระบบรางที่ขอนแก่น

05 เรื่องที่ได้เรียนรู้ล่าสุด…

องุ่นปลูกยาก!

06 หนังสือที่อยากแนะนำต่อ…

เศรษฐศาสตร์ความจน อ่านแล้วทำให้เห็นเลยว่าวิธีแก้จนของโลกนี้แม่งผิดมา 20 – 30 ปี สิ่งที่เราทำกับขอนแก่นตอนแรกก็ไม่รู้หรอกว่าถูกหรือผิด พออ่านเล่มนี้เลยรู้ว่า มาถูกทางแล้ว

07 ถ้าได้เขียนหนังสือจะเขียนเรื่อง…

เรื่องขอนแก่นโมเดล

08 แนวทางการทำธุรกิจที่เรียนรู้จากป๊า…

ป๊าบอกว่า หิวยังไงก็ต้องอมไม้จิ้มฟันไว้ให้คนคิดว่า เรากินข้าวมาแล้ว ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้กิน แปลว่าเราต้องถ่อมตัวและมุ่งทำสิ่งที่ตั้งใจไปเรื่อย ๆ

09 รถที่ ช ทวี อยากผลิตแต่ยังไม่ได้ผลิต…

กำลังจะทำ Autonomous ไร้คนขับ กำลังจะทดลองขับแล้วด้วย 

10 คุณเป็นพ่อที่…

ตามใจลูกหมดเลย แล้วก็ค่อย ๆ สอน สอนได้ถึง ป.5 ป.6 สอนแบบตามใจ ก่อนนอนจะเล่านิทานให้ลูกฟัง แต่นิทานไม่ใช่หนูน้อยหมวกแดง นิทานคือเรื่องของอนาคตของเรา เราเล่าฝันให้ลูกฟัง แล้วมันก็เข้าไปอยู่ในตัวลูกเราหมด เพราะฉะนั้น โครงสร้างของลูกถูกต้องแล้ว ส่วนการตัดสินใจก็แล้วแต่บุญแต่กรรม แล้ววันหนึ่งเรื่องที่เคยฟังจะสะกิดใจเขา บางทีเขาจำได้เป็นฉาก เรายังงง ๆ ว่านี่โม้ถึงตอนไหนแล้ววะ ลูกมันจำได้ (หัวเราะ)

Writer

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load