ผลงานของ โน้ต-ขนิษฐา นวลตรณี เจ้าของสตูดิโอออกแบบสิ่งทอ Kaniit.Textile เป็นสีสันและลวดลายที่หลายคนผ่านตาคุ้นเคยกันมาแล้วแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นการทำงานร่วมกับแบรนด์เสื่อ PDM ในคอลเลกชัน NANN เสื่อพับรุ่น NIK-NIK ที่หยิบเอาทิวเขาจากจังหวัดน่านมาเก็บไว้บนเสื่อ หรือคอลเลกชัน Aamu ที่สื่อสารสีสันและลวดลายจากความประทับใจในแสงเหนือ ขนิษฐายังมาพร้อมกับบทบาทการเป็นนักออกแบบสิ่งทอที่ทำงานประจำอยู่ที่โครงการพัฒนาดอยตุง มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงในพระบรมราชูปภัมภ์ เธอหยิบจับลายผ้าไทยและเอกลักษณ์ของชาวชาติพันธุ์มาสร้างสรรค์ผลงานเข้ากับเทคนิคใหม่ๆ เป็นลายผ้าที่บาลานซ์และให้ความสำคัญกับ ‘ดีไซน์ได้ ขายดีด้วย’ 

นิยามคำว่า ‘ออกแบบ’ สำหรับขนิษฐา จึงเป็นการสร้างสมดุลระหว่างศิลปะกับวิทยาศาสตร์ เกิดเป็นงานศิลปะที่ใช้งานได้จริง และเธอมีเส้นด้ายเป็นวัตถุดิบตั้งต้น

กระบวนการคิดไม่จำเป็นต้องถักทอเป็นแถวหรือเส้นตรงเช่นไร ลวดลายที่เธอสรรค์สร้างบนพื้นที่แห่งการทดลองและเล่นสนุกไปกับมันก็เป็นเช่นนั้น เจ้าของรางวัล Designer of the Year 2021 สาขา Textile and Fabric ปลายสายรอให้เราเข้าไปค้นวิธีคิด ฟังเบื้องหลังการทำงานที่ส่งให้เธอได้รับเลือกเป็นหนึ่งในเจ้าของรางวัลสุดยอดนักออกแบบไทยอยู่นี่แล้ว

โน้ต-ขนิษฐา นวลตรณี Kaniit.Textile นักออกแบบสิ่งทอผู้เชื่อในการทดลองและลงมือทำ

กล้ากระโดดลงสนามที่ไม่คุ้นเคย

“ผิดก็ผิด ทำผิดก็โอเค กลายเป็นสิ่งที่ฝังเรามาจนถึงทุกวันนี้ว่า ทำเลย ลองเถอะ ผิดก็คือผิด ผิดก็รู้ว่าผิด แล้วค่อยเปลี่ยน มันก็ยังดี ดีกว่าไม่รู้อะไรเลย” เธอเริ่มต้นเล่าวิธีการทำงานในแบบตัวเองอย่างออกรส

การเลือกไปเรียนต่อระดับปริญญาโทสาขา Textile Art and Design ที่ Aalto University ประเทศฟินแลนด์ สิ่งที่พบเจอจนนำพาไปสู่อาการตกใจ ก็คือการได้เจอกับระบบวิธีการคิดใหม่ ที่ทั้งอาจารย์และเพื่อนร่วมชั้นต่างมาพร้อมกับมุมมองแบบ ‘ลองทำเลย’ กันทั้งหมด โดยไม่มีกรอบ ไม่มีความกลัว ไม่มีข้อจำกัดว่าสิ่งนั้นๆ จะถูกหรือผิด

“พอเราไปเรียน Textile Art and Design ที่มีทั้งงานดีไซน์ งานในเชิงพาณิชย์ งานทางด้านแบบศิลปะ Abstract เปิดกว้างว่าแต่ละคนอยากทำอะไรก็เลือก ผลงานก็หลากหลาย

“มีเพื่อนอยากทำภาพซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากแผล เรางงมาก แผลสดเนี่ยนะ แต่อาจารย์ก็สนับสนุนว่าถ้าอยากทำ ทำเลย เขาก็ไปทดลองทำขึ้นมา จนเราเห็นว่ามันทำได้จริงๆ”

โน้ต-ขนิษฐา นวลตรณี Kaniit.Textile นักออกแบบสิ่งทอผู้เชื่อในการทดลองและลงมือทำ
โน้ต-ขนิษฐา นวลตรณี Kaniit.Textile นักออกแบบสิ่งทอผู้เชื่อในการทดลองและลงมือทำ

ขนิษฐาย้อนมุมมองจากการได้เผชิญกับโลกคนละใบหลังเรียนปริญญาตรีจากภาควิชา Industrial Design คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งผ่านหลักสูตรที่ติดตั้งวิธีคิดแบบเชิงพาณิชย์ และติดอาวุธวิธีคิดงานออกแบบที่ครอบคลุมหลายสาขา ตั้งแต่กราฟิก เซรามิก ตกแต่งภายใน จนถึงการออกแบบผลิตภัณฑ์ ทำให้ขนิษฐามีพื้นฐานและความเข้าใจถึงวิธีคิดของโลกทั้งสองใบที่แตกต่าง และนำมาปรับให้เขากับจริตการทำงานของตัวเองให้เหมาะสมที่สุด

ผลงานวิทยานิพนธ์ เธอจึงเลือกลงเล่นในสนามที่ไม่คุ้นเคย อย่างการทำศิลปะอินสตอลเลชัน แม้จะคาดเดาผลลัพธ์ปลายทางไม่ได้ เมื่อโจทย์คือการสื่อสารแนวคิดที่ตัวผู้สร้างต้องการสื่อ ซึ่งถือเป็นโลกคนละใบกับการทำงานเชิงพาณิชย์ที่เคยคุ้น แต่ด้วยความรู้สึกอยากทดลองและใจสู้ ขนิษฐาจึงเริ่มก้าวแรกด้วยการตั้งโจทย์ง่ายๆ ว่า อยากจะสื่อ ‘สาร’ อะไร

ด้วยความโชคดีที่เพื่อนร่วมชั้นเรียนชาวฟินแลนด์ตั้งคำถามว่า “มาจากเมืองไทย เป็นเมืองพุทธ มีความเชื่อในเรื่องเวียนว่ายตายเกิดหรือเปล่า” คำถามที่เป็นเหมือนสปริงบอร์ดในการต่อยอดและได้สาระสำคัญของคำว่า ‘แก่นพุทธ’ ให้เธอหยิบมานำเสนอเพื่อสร้างความเข้าใจ และต่อยอดเป็นการฉายภาพรูปธรรมของคำว่า ‘การเปลี่ยนแปลง’ ให้เห็นชัดเจนขึ้น 

โน้ต-ขนิษฐา นวลตรณี Kaniit.Textile นักออกแบบสิ่งทอผู้เชื่อในการทดลองและลงมือทำ

“ใจความของงานคือการแสดงให้เห็นประสบการณ์ง่ายๆ ว่า การมองสิ่งเดียวกัน ถ้ายืนอยู่ต่างมุมมันก็จะเปลี่ยน ใช้วิธีการขึงเส้นด้ายที่ย้อมสีธรรมชาติทีละเส้น ทั้งหมดสิบหกชั้น นับเป็นพันกว่าเส้น บอกได้เลยว่านี่คือการฝึกมือและฝึกความอดทนของเรา ทางมหาวิทยาลัยนำงานชิ้นนี้ไปเป็นหนึ่งในตัวแทนผลงานศึกษา จัดแสดงในงาน Milan Design Week” เธอเล่าถึงผลงานที่สื่อสาระว่า ไม่มีอะไรคงอยู่ถาวร และทุกอย่างคือการเปลี่ยนแปลง 

และเมื่อความกล้าลองผิดลองถูกบวกกับอิสระในการตัดสินใจ จึงได้ผลลัพธ์เป็นมุมมองใหม่ ที่ผลักฝีมือการสร้างสรรค์ให้ไปไกลกว่าเดิม

จริงอยู่ ในทุกงานออกแบบมีแรงบันดาลใจเป็นวัตถุดิบตั้งต้นที่สำคัญ สำหรับขนิษฐา แรงบันดาลใจนั้นเปรียบเหมือน ‘จุดเปิดสวิตช์’ เท่านั้น เพราะตลอดทางของการสะสม สิ่งที่เห็นก็ได้ถูกพัฒนาต่อเนื่องมา ซึ่งในความเป็นจริง ตัวนักออกแบบไม่ได้เริ่มทำงานจากตรงนั้น แต่เป็นการต่อยอดที่เกิดจากการค้นหาแรงบันดาลใจอื่นๆ มาพัฒนากลายเป็นงาน

โน้ต-ขนิษฐา นวลตรณี Kaniit.Textile นักออกแบบสิ่งทอผู้เชื่อในการทดลองและลงมือทำ

“แรงบันดาลใจเป็นเหมือนถังข้อมูล (Database) ที่เกิดการจำเข้าไป เหมือนผ่านตาแล้วก็ถูกเก็บเข้าไปในหัว ไม่รู้ว่าจะดึงออกมาใช้เมื่อไหร่ สมมติถ้าทำงานตอนนี้ แล้วอยู่ๆ อาจไปจุดประกายแรงบันดาลใจที่เจอเมื่อสิบปีที่แล้วก็ได้ ทุกอย่างถูกเก็บเข้ามารอไว้ก่อน จนมีจังหวะที่เหมาะสม”

“แม้แต่กระทั่งตอนคิดงาน เราไม่สเก็ตช์เลยนะ เคยมีคนถามว่าวาดรูปบ้างไหม วาดโครงสร้างผ้าอันนี้ไหม ไม่ ไม่วาด ทุกอย่างมันเกิดขึ้นในหัว เหมือนเราดูเพ้อๆ นะ แต่เป็นการนึกภาพในหัวว่า งานน่าจะออกมาเป็นประมาณนี้ เมื่อคิดผสมๆ อยู่ในหัวแล้วก็ทำเลย พอทำก็พัฒนาไปเรื่อยๆ” เธออธิบายการทำงานที่ต่อยอดจากวิธีคิดลองทำเลยอีกครั้ง

เส้นสายคือสมดุล

จากการเรียนสาขา Industrial Design ที่แท้จริงแล้วเป็นการผสมผสานกันระหว่างความเป็นวิทยาศาสตร์กับศิลปะ นิยามคำว่า ‘การออกแบบ’ ของเธอจึงเป็นเรื่องของการหาสมดุลที่ลงตัวระหว่างสองฝั่ง และเธอทำได้อย่างดีเยี่ยม ดังที่เห็นในฝีมือการออกแบบสารพัดลวดลายผ้า

“เราก็เหมือนสถาปนิกคนหนึ่ง แต่วัตถุดิบตั้งต้นของเราคือเส้นด้าย วิธีการเหมือนกัน แค่เปลี่ยนตัววัสดุกับนำข้อมูลเชิงเทคนิคมาใช้คนละแบบ เช่น เวลาสถาปนิกจะทำบ้าน ต้องเลือกวัสดุ เขาเลือกหินกรวด เบอร์ 1 2 3 เราเลือกเส้นด้ายเบอร์ 1 2 3 เขาเลือกโครงสร้าง วางคาน เราก็เลือกโครงสร้างในการทอว่าเราจะใช้อะไรทำ”

โน้ต-ขนิษฐา นวลตรณี Kaniit.Textile นักออกแบบสิ่งทอผู้เชื่อในการทดลองและลงมือทำ

ที่น่าสนใจ มุมมองการออกแบบของเธอยังถูกหล่อหลอมให้ ‘ดีไซน์ได้ ขายดีด้วย’ ทำให้ขนิษฐานึกถึงปัจจัยสำคัญอย่างความสามารถและกำลังในการผลิตผลงานออกแบบอยู่เสมอ 

จากแบบร่างนามธรรมในหัว สู่การส่งต่อให้โรงงานและเครื่องจักรที่จะต้องผลิตได้จริง ขายได้จริง ไม่อย่างนั้นแล้วประโยชน์จากการออกแบบจะไม่เกิด ความท้าทายจึงเป็นเรื่องของการบาลานซ์ระหว่างความคิดกับวิธีการทำงาน

“เราอาจจะคิดขั้นสุดเลย คิดแบบศิลปะสุดโต่ง คิดดีไซน์ในฝันเลยว่าอยากได้แบบนี้ แล้วค่อยจับไอเดียนั้นมาเจอกับเทคนิคที่มีความเป็นไปได้ว่าทำได้มากสุด สุดท้ายแล้วสิ่งนั้นก็จะค่อยๆ กลายเป็นงานศิลปะที่ทำได้จริง

“การดีไซน์ที่ดีไม่ได้จำเป็นต้องใช้วัสดุแพงที่สุด ใช้เทคนิคยากที่สุด แต่ต้องหาทางเลือกที่ดีที่สุด ณ ตอนนั้น หรือ ณ โจทย์นั้น” เธอย้ำ

หนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจน คือผลงานที่หลายคนคุ้นตา อย่างลวดลายบนเสื่อ PDM คอลเลกชัน AAMU (อามู) มาจากคำศัพท์ว่า aamurusko (อามูรุสโกะ) ในภาษาฟินแลนด์ที่แปลว่าแสงเหนือ ขนิษฐาได้ทำงานร่วมกับนักออกแบบและผู้ก่อตั้งแบรนด์ PDM อย่าง ดิว-ดุลยพล ศรีจันทร์ และ แมน-แมนรัตน์ สวนศิลป์พงศ์ ด้วยการทดลองเพื่อตอบรับกับโจทย์ที่ได้มาอย่างเต็มที่

โน้ต-ขนิษฐา นวลตรณี Kaniit.Textile นักออกแบบสิ่งทอผู้เชื่อในการทดลองและลงมือทำ
คุยกับ โน้ต-ขนิษฐา นวลตรณี นักออกแบบสิ่งทอไร้กรอบที่เชื่อในการลงมือทำ และสร้างสมดุลให้งานดีไซน์ขายดี

สร้างลวดลายกราฟิกที่ดูธรรมชาติ สีสันที่ผสมกันอย่างน่าสนใจ แพทเทิร์นที่ซ่อนความเท่เอาไว้ไม่อยู่ ทั้งยังต้องคิดเรื่องการผลิตที่มีความท้าทาย คือทำให้ลอกเลียนแบบได้ยากไปพร้อมกัน

“เราทดลองในสิ่งที่ไม่เกินข้อจำกัดของแบรนด์ ซึ่งเป็นวิธีการของเราเหมือนกัน ถ้าบอกทำได้มากสุดสี่สี เราก็ทำที่สี่สี ขีดจำกัดถึงเท่าไหน เราก็ทำให้มันเต็มถึงเท่านั้น”

คุยกับ โน้ต-ขนิษฐา นวลตรณี นักออกแบบสิ่งทอไร้กรอบที่เชื่อในการลงมือทำ และสร้างสมดุลให้งานดีไซน์ขายดี

อัปเดตระบบปฏิบัติการ

“เราจะเลือกทำเฉพาะที่รู้สึกว่า อันนี้มันคือใจความสำคัญนะ แล้วเราจะประเมินได้เร็วขึ้น เหมือนอัปเดตระบบปฏิบัติการ iOS พออัปแล้วทุกอย่างจะเร็วขึ้น แล้วรู้เลยว่า อันนี้เป็น Bug (​​ปัญหาที่เกิดขึ้นกับโปรแกรม) ไม่เอา”

นี่คือคำตอบเมื่อเราถามว่า ตลอดการทำงานกว่าสิบปี มีวิธีคิดส่วนไหนที่เปลี่ยนแปลงไปบ้าง เพราะที่จริงก็สงสัยอยู่ว่า นักออกแบบผู้ทำงานมาอย่างยาวนานจะมีอาการ ‘ชินมือ’ บ้างหรือไม่ อย่างการรู้สึกว่าทุกโจทย์จัดการได้ด้วยประสบการณ์ที่สั่งสม และคิดกระบวนการลงมือทำตั้งแต่ต้นจนจบได้อย่างคล่องตัว 

คุยกับ โน้ต-ขนิษฐา นวลตรณี นักออกแบบสิ่งทอไร้กรอบที่เชื่อในการลงมือทำ และสร้างสมดุลให้งานดีไซน์ขายดี

“การมีประสบการณ์เยอะเป็นเรื่องดี แต่เราพยายามเป็น Beginner ในทุกๆ ขั้นตอน หรือเปิดกว้างมากขึ้น เราทำงานมาเยอะ ก็ต้องทำงานกับรุ่นน้องคนละเจเนอเรชัน สำคัญคือเราต้องฟังคนอื่นด้วย”

ความโชคดีอีกประการคือ ขนิษฐาได้ทำงานในโครงการพัฒนาดอยตุง มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงในพระบรมราชูปภัมภ์ จึงมีโอกาสสร้างผลงานในพื้นที่ที่เปิดกว้าง และเปิดรับความเป็นไปได้ในการออกแบบ ไม่ว่าดีไซเนอร์จะมีโจทย์อยากทำผ้าแบบไหน ก็ยกมือเสนอได้โดยไม่มีข้อจำกัด เป็นพื้นที่แห่งการทดลองที่เรียกว่า ‘ทำงานไปด้วย ทดลองไปด้วย เล่นสนุกไปด้วย’

“เราเจอทีมที่ดี เจอ Creative Director ที่ส่งเสริมกัน พอเราสนุกปุ๊บ ก็อยากทำ อยากอัปเลเวลขึ้นไปอีก”

คุยกับ โน้ต-ขนิษฐา นวลตรณี นักออกแบบสิ่งทอไร้กรอบที่เชื่อในการลงมือทำ และสร้างสมดุลให้งานดีไซน์ขายดี
คุยกับ โน้ต-ขนิษฐา นวลตรณี นักออกแบบสิ่งทอไร้กรอบที่เชื่อในการลงมือทำ และสร้างสมดุลให้งานดีไซน์ขายดี
คุยกับ โน้ต-ขนิษฐา นวลตรณี นักออกแบบสิ่งทอไร้กรอบที่เชื่อในการลงมือทำ และสร้างสมดุลให้งานดีไซน์ขายดี

เมื่อความสามารถได้รับการรดน้ำ เติมปุ๋ยอย่างพอดี ผลงานก็เติบโตอย่างแข็งแรง ยิ่งเมื่อทำในนามขององค์กร ทุกชิ้นก็เป็นเหมือนหมุดหมายในการสร้างเครือข่ายที่เชื่อมโยงและแผ่ขยายออกไปเป็นวงกว้าง เป็นโอกาสที่คนอื่นๆ เข้ามาช่วยสนับสนุนและพัฒนาวิธีการสร้างสรรค์ แลกเปลี่ยนไอเดียเพื่อพัฒนาและต่อยอดไปไม่สิ้นสุด

คุยกับ โน้ต-ขนิษฐา นวลตรณี นักออกแบบสิ่งทอไร้กรอบที่เชื่อในการลงมือทำ และสร้างสมดุลให้งานดีไซน์ขายดี

ความเป็นไทยในสายตานักออกแบบไทย

สิ่งที่มาพร้อมกับตำแหน่งสุดยอดรางวัลนักออกแบบไทยนั้น ทำให้เราสงสัยว่า คำว่า ‘ความเป็นไทย’ นี้ยังมีความหมายในฐานะต้นทุนทางความคิดสร้างสรรค์ บนบริบทความเป็นปัจจุบันบ้างหรือเปล่า 

ขนิษฐาตอบด้วยการยกตัวอย่างโปรเจกต์ที่เธอมีโอกาสทำงานร่วมกับสถานเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทย โดยโจทย์คือหาจุดตัดที่ลงตัวในการร่วมมือกันนั้นว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง โดยที่ยังเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างนักออกแบบฝรั่งเศสกับนักออกแบบไทย

“ตอนนั้นเราคิดไม่ออกว่าจะโชว์ความเป็นไทยอย่างไร เลยใช้วิธีการพาเขาไปเที่ยว ไปดูเมือง ไปตลาด ไปปากคลองตลาด ไปสำเพ็ง ไปเยาวราช”

ผลึกที่ตกได้จากการสำรวจความเป็นไทยผ่านเมืองกรุงเทพฯ คือ “ความแตกต่างที่เชื่อมต่อกันได้อย่างไม่สิ้นสุด” เธอเล่าว่า ความเคลื่อนไหวที่ยุ่งเหยิงแบบสำเพ็งหรือปากคลองตลาด เมื่อนั่งรถต่อมาอีก 10 นาทีก็เจอห้างสรรพสินค้าหรูหราใจกลางเมือง นั่นทำให้ได้ข้อสรุปว่า

 “ความเป็นไทยที่เป็นต้นทุนไม่ใช่เรื่องของความหลากหลาย แต่เป็นการขมวดอะไรก็ตามที่เอามาทำเป็นเรื่องเดียวกันได้ เนื่องจากเราไม่เคยถูกกดดัน ดังนั้น มันเลยทำให้ทุกอย่างเป็นไปได้หมด จะจับอันนี้มาผสมอันนี้ก็ได้ วิธีคิดตามความเชื่อแบบไทยๆ เหมือนเป็นวิถีชีวิต หรือวิถีกระบวนการคิดแบบคนไทย ซึ่งจริงๆ อาจไม่จำเป็นต้องเป็นแบบ เป็นแถว เป็นเส้นตรง

“ในความเป็นไทยของเรา เราคิดว่ามันเป็นวิธีการจับมิกซ์แอนด์แมตช์ ที่บางทีไม่ต้องเข้ากันก็มีความเป็นไทย หมายถึงว่ามันเป็นระบบความเชื่อ ไม่ใช่สิ่งที่จับต้องยาก”

คุยกับ โน้ต-ขนิษฐา นวลตรณี นักออกแบบสิ่งทอไร้กรอบที่เชื่อในการลงมือทำ และสร้างสมดุลให้งานดีไซน์ขายดี

5 คำแนะนำถึงดีไซเนอร์รุ่นใหม่จากนักออกแบบสิ่งทอรุ่นพี่

01 อยากให้หาตัวเองให้เจอ 

ความหมายคือคล้ายๆ กับจุดยืนของตัวเอง ถ้าเราไม่รู้ว่าจุดยืนเราเป็นอะไร ให้เราค่อยๆ ตัดสิ่งที่เราไม่ชอบออกก่อน ดังนั้น ส่วนผสมของตัวเอง หมายถึง เราชอบอะไร เจอก็เก็บเข้ามา ค่อยๆ นำมาผสมและปรับมาเป็นจุดของเรา 

02 อยากให้ทุกคนทำหลายๆ อย่าง ลองหลายๆ อย่าง 

อย่าเลือกทำงานแบบที่ตัวเองเก่งอย่างเดียว ให้ลองไปอยู่ในบริบทอื่นๆ ที่เราไม่เคยทำ ไม่จำเป็นต้องเป็นงานออกแบบก็ได้ ทำอย่างอื่นเลย เพราะว่าทุกอย่างที่เราทำ สุดท้ายมันจะกลายเป็นไอเดียได้ 

03 อยากให้เล่นเยอะ ๆ อย่าเครียด 

การเล่นหรือการทดลองสำคัญพอๆ กับตัวเนื้องาน เหมือนเลี้ยงเด็กก็ต้องให้เด็กเล่นเพื่อให้เขามีประสบการณ์ เพราะว่าทำอะไรก็ตาม ไอเดียจะอยู่ในทุกที่ แม้แต่การคิดบางอย่าง เราก็อาจจะนำมาจากของเล่นก็ได้ ของเล่นที่ถูกพัฒนา เชื่อมโยง คิดใหม่ ถูกรีอินเตอร์เฟสมาเป็นของใหม่

04 เวลาคิดงานหรือเวลาทำงาน อยากให้คิดให้เยอะที่สุด ให้รอบที่สุด ให้ครอบคลุมที่สุด 

เพราะว่าการคิดเยอะเป็นสิ่งที่ไม่เสียทรัพยากร คิดให้ได้ในทุกๆ มุม ทุกมิติที่เกี่ยวข้องกับงานนั้น เพื่อที่เราจะได้ทำงานให้น้อยที่สุด ความหมายคือ ในความคิดของเรามันกลั่นกรองได้ ตัดตัวเลือกที่เราคิดแล้วว่าไม่ได้ออกไป ทำให้เราเสียทรัพยากรน้อยที่สุดตอนลงมือทำ แล้วจะทำให้คนอื่นที่ทำต่อจากเราทำงานง่ายมากขึ้น

05 ทุกอย่างต้องเปลี่ยนแปลง 

ถ้าเราคิดมาเยอะแล้ว แต่พอเราทำปุ๊บ หน้างานไม่โอเค เราต้องปรับนะ ไม่ใช่ดื้อ ถ้าเขาทำไม่ได้ เราก็ต้องปรับ ดังนั้น ทุกอย่างจะถูกปรับไปเรื่อยๆ จนกว่าจะหมดเวลา เหมือนเป็นการยอมรับตัวเองว่า ทุกอย่างที่เราคิดมันอาจไม่ได้ดีทั้งหมด แต่ทุกอย่างคือการที่เราต้องยืดหยุ่น ยอมรับความคิดเห็นของคนอื่นด้วย

Writer

กมลกานต์ โกศลกาญจน์

นักเขียนอิสระที่สนใจเรื่องงานออกแบบ สังคม และวัฒนธรรม ชื่นชอบการพูดคุยเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เพราะอยากเรียนรู้ในความแตกต่างที่หลากหลายของโลกใบนี้

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Designer of the Year

วิธีคิดเฉียบคมเบื้องหลังงานเด็ดของนักออกแบบแห่งปี

เปี๊ยะ-รุจิราภรณ์ หวั่งหลี อาจเป็นที่รู้จักในนามสะใภ้หวั่งหลีผู้อยู่เบื้องหลังการแปลงโฉม ‘ฮวย จุ่ง ล้ง’ ท่าเรือกลไฟโบราณของตระกูลหวั่งหลี เป็นพื้นที่สาธารณะริมแม่น้ำเจ้าพระยา ‘ล้ง 1919’ ซึ่งเป็นที่ฮือฮาตั้งแต่แรกเผยโฉมสู่สายตาสาธารณชน ทั้งเพราะคงเสน่ห์งานศิลปะจีนได้อย่างน่าประทับใจ และมีจุดประสงค์การใช้งานอันน่าชื่นชม

พาไปรู้จักเธอมากขึ้นอีกสักหน่อย 

คุณเปี๊ยะคือผู้คร่ำหวอดในวงการอินทีเรียร์ดีไซน์มากว่า 40 ปี เป็นแม่ทัพมัณฑนากรแห่ง PIA Interior บริษัทออกแบบภายในไซส์เบิ้มที่เจนเกมและมีชื่อเสียงมากเป็นอันดับต้นๆ ในไทย มีรางวัลระดับนานาชาติและความไว้วางใจจากบริษัทเครือใหญ่ๆ ทั้งไทยและเทศมากมายเป็นเครื่องการันตี

ในโอกาสที่ได้รางวัลนักออกแบบแห่งปี (Designer of the Year) สาขา Honor Award ประจำปี 2021 เราจึงขอนัดหมายพูดคุยกับเธอถึงเส้นทางชีวิต แนวคิดในการทำงาน และประวัติศาสตร์วงการออกแบบฉบับกระชับ ตั้งแต่ยุคที่มัณฑนากรไม่มีปากมีเสียงในทีม สู่วันที่เธอเชื่อว่า “อาชีพนี้ไม่มีวันตกงาน”

อินทีเรียร์ดีไซเนอร์รุ่นใหญ่ย้ำกับเรา 2 เรื่องตั้งแต่ต้นบทสนทนา

เรื่องแรก แม้รูปคำของบริษัท ‘PIA Interior’ จะถอดตามชื่อเล่น ‘เปี๊ยะ’ ในภาษาอังกฤษเป๊ะๆ แต่เธอกลับยืนกรานให้อ่านว่า ‘พี-ไอ-เอ อินทีเรียร์’ ซึ่งย่อจากชื่อเต็ม P INTERIOR AND ASSOCIATE COMPANY LIMITED

ด้วยองค์กรนี้ประกอบไปด้วยองคาพยพมากมาย เธอเป็นเพียงกลไกชิ้นหนึ่งเท่านั้น และนั่นทำให้ PIA Interior เป็นบริษัทออกแบบภายในที่จงใจไม่มีลวดลายเชิงดีไซน์เฉพาะตัว เป็นเหมือนน้ำที่เปลี่ยนรูปร่างไปตามภาชนะบรรจุได้อย่างไร้กระบวนท่า ส่วนสิ่งที่เป็นเอกลักษณ์ของบริษัทคือ ‘วัฒนธรรมการทำงาน’ ต่างหาก

เรื่องที่สอง เธอบอกว่าตัวเองเก่งเหมือนเป็ด ไม่ได้ครอบครองวิชาลับในเชิงออกแบบ แต่ความเป็นเป็ดซึ่งเดินได้ไม่คล่องแคล่ว ว่ายน้ำได้ไม่เชี่ยวชาญ และบินได้ไม่สูงนี้เอง ทำให้เธอกลายมาเป็นมัณฑนากรผู้ประสบความสำเร็จมากที่สุดคนหนึ่งในประเทศไทย พา PIA Interior มายืนอยู่แถวหน้าในวงการตกแต่งภายในได้ตลอด 2 ทศวรรษที่ผ่านมา

คุณเปี๊ยะถ่ายถอดตัวตนแบบเป็ดของเธอสู่ PIA Interior อย่างแนบเนียน และสร้างวัฒนธรรมการทำงานไม่เหมือนใครได้อย่างไร

เรื่องเล่าต่อไปนี้จะพาคุณผู้อ่านไปรู้จักเธอมากยิ่งขึ้น

รุจิราภรณ์ หวั่งหลี แม่ทัพมัณฑนากรแห่ง PIA Interior ผู้บอกว่าตัวเองเก่งเหมือนเป็ด

01 “อินทีเรียร์ดีไซเนอร์แทบจะไม่มีบทบาทอะไรเลย”

“อินทีเรียร์ดีไซเนอร์แทบจะไม่มีบทบาทอะไรเลย เป็นลูกไล่เขาด้วยซ้ำไป”

คุณเปี๊ยะเกริ่นถึงบรรยากาศแวดวงวิชาชีพสมัยเพิ่งเป็นมัณฑนากรป้ายแดง หลังเรียนจบด้านออกแบบภายในจาก Inchbald School of Design ประเทศอังกฤษ

หมุนทวนเข็มนาฬิกาย้อนกลับไป 40 กว่าปีก่อน ตอนนั้นงานอินทีเรียร์ดีไซน์ยังไม่เข้าครองพื้นที่ในใจผู้คนมากนัก จำนวนผู้เล่นก็ไม่ได้เหลือประมาณจนล้นตลาด ประกอบกับโชคดีที่มีญาติพี่น้องกระจายตัวอยู่ตามห้างร้านองค์กรต่างๆ มัณฑนากรคนเก่งจึงได้โอกาสโชว์ฝีมือ แผ้วทางเดินให้เรียบเตียน และหาตำแหน่งแห่งที่ของตัวได้ไม่ยาก

เริ่มต้นลับเขี้ยวเล็บจากงานเล็กๆ อย่างออกแบบร้านกาแฟ ร้านอาหาร แก่กล้าเพียงพอจึงขันอาสาตกแต่งห้องประชุมสำนักงานใหญ่ ให้กับ คุณบัญชา ล่ำซำ อดีตหัวเรือใหญ่แห่งธนาคารกสิกรไทย

“ครั้งหนึ่งดิฉันทำห้องประชุมทั้งชั้นใกล้เสร็จแล้ว เกิดกังวลว่าเรียบง่ายเกินไปเพราะเป็นสีเดียวกันหมด ซึ่งก็ควรเป็นแบบนั้น จะได้ไม่รบกวนสายตาและไปทิศทางเดียวกัน แต่เนื่องจากตอนนั้นยังวิทยายุทธยังไม่แก่กล้า จึงตระหนก กลัวโดนตำหนิว่าทำงานน้อย เลยตัดสินใจเพิ่มสีสันให้แตกต่างกัน แต่เมื่อย้อนไปดู กลับทำให้คิดได้ว่าเรายังอ่อนหัดนัก นี่สอนให้รู้ว่าประสบการณ์เท่านั้นที่ทำให้เราเดินและอยู่ในเส้นทางอาชีพนี้ได้อย่างมั่นคง

“สิ่งสำคัญคือการที่ต้องเข้าใจโจทย์ให้ถ่องแท้ ถ้าไม่รู้ก็ต้องยอมรับก่อนว่าไม่รู้ แล้วขวนขวายหามา ไม่อายที่จะถามเพื่อให้องค์ความรู้ที่ถูกต้อง

“สำคัญยิ่งกว่าการป้องกันไม่ให้ปัญหาเกิดขึ้น คือการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นแล้ว การที่เอาปัญหาไปซุกไว้ใต้พรม ทำให้ความวุ่นวายไม่จบสิ้น ดีไซเนอร์ต้องไม่ทำให้อะไรให้ซับซ้อน อย่าทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่”

ซีอีโอรุ่นเก๋าเล่าบทเรียนสนุกๆ ในวัยกำลังหัดเดินอย่างฉะฉาน พร้อมกำชับถึงความเชื่อตัวเองที่ยังยึดถือมาถึงปัจจุบัน ก่อนเฉลยอย่างภูมิใจว่า ประสบการณ์ตลอดหลายสิบปีนั้นทำให้เธอมองตัวเองเป็น ‘เป็ด’

“ดิฉันยอมรับว่าตัวเองเป็นเป็ด เพราะไม่ได้เก่งทุกอย่าง การเป็นผู้บริหารองค์กรที่มีแต่คนเก่งมาร่วมงานด้วย เราต้องไม่มีอัตตา ใจกว้างเพียงพอที่จะยอมรับความเห็นผู้อื่น รับความแตกต่างทุกแง่มุม มองเห็นสิ่งรอบตัวได้รอบด้านขึ้น และเรียนรู้ที่จะเข้าใจผู้อื่น จากแต่ก่อนที่ดุมากจนลูกชายบอกว่า ตุ๊กตุ๊กหน้าปากซอยยังกลัวเลย” พวกเราระเบิดเสียงหัวเราะพร้อมกัน ก่อนเธอจะเสริมต่อว่า

“เป็นเป็ดแบบนี้แหละดีแล้ว ไม่จำเป็นต้องเก่งที่สุด ขอเป็นคนธรรมดาที่มองภาพรวมออก และแก้ไขปัญหาให้ลุล่วงไปสู่ความสำเร็จได้ทุกขั้นตอนดีกว่า”

รุจิราภรณ์ หวั่งหลี แม่ทัพมัณฑนากรแห่ง PIA Interior ผู้บอกว่าตัวเองเก่งเหมือนเป็ด

02 จาก ‘เป็ด’ สู่ ‘PIA’

เส้นทางอาชีพของคุณเปี๊ยะเริ่มเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้นเมื่อเปิดบริษัท P49DESIGN AND ASSOCIATES ร่วมกับเพื่อนมัณฑนากรมากฝีมือ เป้า-วิภาวดี พัฒนพงศ์พิบูล ก่อนก่อตั้ง PIA Interior ของตัวเองใน ค.ศ. 1999 

แม้ว่าตามชื่อจะยังมีตัวตนของดิฉันอยู่ แต่องค์กรนี้ไม่ได้เป็นของดิฉันคนเดียว พาร์ตเนอร์ทุกคนเป็นส่วนหนึ่งของ PIA ลูกค้าจึงไม่ได้เข้ามาเพราะชื่อดิฉัน ไม่ได้ยึดติดว่าต้องเจอดิฉันเท่านั้น แต่เข้ามาเพราะความเป็น PIA ต่างหาก

“PIA เป็นเหมือนโรงพยาบาลซึ่งมีหมอผู้เชี่ยวชาญต่างแขนงกันไป กระจายงานออกไปสู่พาร์ตเนอร์แต่ละคนตามความเหมาะสม แต่ละทีมมีความเก่งเฉพาะตัว ทั้งทีมออกแบบโรงแรมที่พักระดับหกดาว อย่าง The Ritz-Carlton หรือ Hyatt ทีมทำงานระดับสี่ดาวอย่าง Courtyard by Marriott หรือ Novotel หรือทีมดูแลงานองค์กร คอนโดมิเนียม โรงพยาบาล หากอยากได้แบบเทิร์นคีย์รวดเร็วก็เป็นทีมหนึ่ง ไม่ได้ใช้อินทีเรียร์ดีไซเนอร์คนเดียวทำทุกอย่าง”

หัวใจอย่างหนึ่งขององค์กรใหญ่เช่น PIA Interior คือการบาลานซ์สัดส่วนผลงานด้านต่างๆ ให้ครบถ้วนและรอบด้าน ตั้งแต่โรงแรมที่พัก โรงพยาบาล ที่อยู่อาศัย บริษัทหน่วยงานและสถาบันการเงิน จนถึงร้านอาหาร บาร์ และหอศิลป์ 

รุจิราภรณ์ หวั่งหลี แม่ทัพมัณฑนากรแห่ง PIA Interior ผู้บอกว่าตัวเองเก่งเหมือนเป็ด
รุจิราภรณ์ หวั่งหลี แม่ทัพมัณฑนากรแห่ง PIA Interior ผู้บอกว่าตัวเองเก่งเหมือนเป็ด
รุจิราภรณ์ หวั่งหลี แม่ทัพมัณฑนากรแห่ง PIA Interior ผู้บอกว่าตัวเองเก่งเหมือนเป็ด

อย่างโรงแรมห้าดาว Trident Gurgoan ที่เมืองคุรุคราม ประเทศอินเดีย เป็นงานต่างประเทศที่ PIA Interior ได้ประสานพลังกับสถาปนิกคนเก่ง เล็ก-เมธา บุนนาค แห่ง Bunnag Architects และภูมิสถาปนิก ปุ้ย-วรรณพร พรประภา จาก P Landscape คุณเปี๊ยะบอกว่าโปรเจกต์นี้ให้ประสบการณ์ครั้งสำคัญทั้งในเชิงการออกแบบและทักษะการทำงานเป็นกลุ่ม เปิดประตูแห่งโอกาสให้บริษัทเป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติ

แต่หากพูดถึง PIA Interior ไม่พ้นต้องเอ่ยถึงโปรเจกต์สร้างชื่ออย่างพื้นที่ริมเจ้าพระยายอดฮิต-ล้ง1919 

รุจิราภรณ์ หวั่งหลี แม่ทัพมัณฑนากรแห่ง PIA Interior ผู้บอกว่าตัวเองเก่งเหมือนเป็ด

“เรายึดหลักการบูรณะเชิงอนุรักษ์ รักษาสถาปัตยกรรมให้งดงามตามจริงอย่างประณีต ระมัดระวัง และเคารพสถานที่ ส่วนภายในก็เปลี่ยนไปตามบริบทการใช้งานปัจจุบัน ต้องการคงสภาพให้อาคารเก่าเหล่านี้เป็นหมุดเวลาในประวัติศาสตร์ และบอกเล่าอดีตให้คนรุ่นใหม่ทราบที่มาและวิถีชีวิตของบรรพบุรุษ” แรงบันดาลใจเดินทางออกมาอย่างพรั่งพรูพร้อมกับแนวคิดในการอนุรักษ์ แววตาส่อประกายภาคภูมิจนเจ้าตัวเก็บไว้ไม่อยู่

คุยกับ เปี๊ยะ-รุจิราภรณ์ หวั่งหลี แม่ทัพแห่ง PIA Interior ผู้บอกว่าตัวเองเก่งแบบเป็ดและเลือกจะไม่มีสไตล์ของตัวเอง

วิถีการบริหารของเธอคล้ายกับการจำลองตัวตนแบบเป็ดของเธอที่มีความถนัดหลากหลาย ลงไปสู่องค์กรอย่างแนบเนียน แต่ PIA คงไม่ใช่เป็ดที่ ‘พอจะทำอะไรๆ ได้บ้าง’ อย่างที่คิด ทว่าเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ซึ่งมีพาร์ตเนอร์คอยเป็นแขนขา ขันอาสาทำงานที่ถนัด โดยมีคุณเปี๊ยะคอยคุมทิศคุมหางเสือเรืออยู่ไม่ห่าง ให้ทีมได้เต้นระบำไปกับงานออกแบบอย่างอย่างสนุกสนานเต็มความสามารถ

03 No Problem!

“เราไม่หยุดยืนกับที่เพื่อมีสไตล์ของตัวเอง เพราะความชอบของลูกค้ามีหลากหลาย ลางเนื้อชอบลางยา เหมือนคำพูดว่า ‘Beauty is in the eyes of the beholder.’ แต่อยากให้ขึ้นชื่อว่า ทำกับ PIA แล้วจะไม่มีปัญหา” คุณเปี๊ยะอธิบายฉะฉานเมื่อเราถามถึงลายเส้นเอกลักษณ์ขององค์กรพี่ใหญ่ซึ่งมีรยางค์มากมาย

“Commitment คือหัวใจในการทำงานของ PIA” เธอเฉลยกุญแจดอกสำคัญ

“โครงการแต่ละโครงการกินเวลาไม่น้อย สามปีบ้าง ห้าปีบ้าง บางครั้งยาวถึงแปดปี แต่เราไม่เคยทิ้ง งานอินทีเรียร์ไม่ใช่เพียงออกแบบสวยๆ แล้วจบ เราต้องเป็นตัวกลางที่มั่นคงเพื่อเชื่อมคนอื่นๆ เข้าด้วยกัน ให้เขาเชื่อมันได้ว่าเราอยู่ตรงนี้เสมอเพื่อช่วยเหลือ ปัญหาเกิดจากใครไม่ใช่สิ่งที่เราควรไปหา แต่ต้องแก้ปัญหาและเรียนรู้ที่จะไม่กล่าวโทษคนอื่น

“อีกอย่างที่ดิฉันคิดว่าสำคัญมากคือคุณธรรม เราถือเป็นกฎเหล็กเลยว่าไม่รับอามิสสินจ้างใดๆ เป็นอันขาด เพราะเมื่อไม่สุจริตในอาชีพแล้วจะไปท้วงติงหรือว่ากล่าวใครได้”

ลายเซ็นของ PIA จึงไม่ใช่เอกลักษณ์ในเชิงการออกแบบอย่างที่ใครๆ ต่างพยายามสร้างขึ้นหรือตามหา แต่เป็นวัฒนธรรมและความเชื่อในการทำงานอันแข็งแกร่ง ซึ่งคนในองค์กรยึดถือเอาไว้อย่างเหนียวแน่น

“การหาลูกค้าใหม่ไม่ยาก แต่ความสำเร็จของ PIA อยู่ตรงที่เราเก็บลูกค้าเก่าไว้ได้ มืออาชีพเขาจะรู้ว่า การแต่งให้ออกมาสวยงามนั้น ไม่ใช่ของยาก แต่ระหว่างทางนั้นคือความวุ่นวายที่จะเกิดขึ้นหากขาดประสบการณ์ ดิฉันจึงเน้นทักษะการแก้ปัญหาเป็นหลัก ให้โครงการแล้วเสร็จลุล่วงไปด้วยดี”

คุยกับ เปี๊ยะ-รุจิราภรณ์ หวั่งหลี แม่ทัพแห่ง PIA Interior ผู้บอกว่าตัวเองเก่งแบบเป็ดและเลือกจะไม่มีสไตล์ของตัวเอง

04 “นักออกแบบภายในที่ดีต้องไม่มีตัวตนมากเกินไป”

“สมัยนี้ งานออกแบบภายในสำคัญมาก ถึงขนาดขอสถาปนิกแก้ไขพื้นที่ได้เลย หากอินทีเรียร์ดีไซเนอร์คิดว่าดีกว่า เพราะเราคือคนสร้างความสุขแก่ผู้ใช้สถานที่นั้นจริงๆ”

จากวันวานที่มีหน้าที่เพียงเลือกลายวอลเปเปอร์และกลอนประตู คุณเปี๊ยะพาเรากลับมาสู่บทบาทนักออกแบบภายในยุคปัจจุบัน

“ไม่ใช่แค่ออกแบบให้สวยงาม แต่เราต้องสร้างประสบการณ์เพื่อดึงผู้ใช้งานให้กลับมาอีก จึงกลายเป็นวัฒนธรรมไปแล้วว่า อินทีเรียร์ดีไซเนอร์ต้องเข้าร่วมทีมก่อสร้างตั้งแต่วันแรกเสมอ ถึงขั้นบอกความต้องการกับสถาปนิกได้ เช่น ตรงส่วนล็อบบี้ขอความสูงอย่าต่ำกว่าแปดเมตร ขอเจาะตรงโน้นนิด ตรงนี้หน่อย จากแต่ก่อนนี่อยู่หางแถว สิ่งเหล่านี้เราแนะนำไม่ได้เลย

“แต่นักออกแบบภายในที่ดีต้องไม่มีตัวตนมากเกินไป” เราเลิกคิ้วทั้งคู่ขึ้น ชวนคู่สนทนาให้อธิบายต่อไป

“จริงอยู่ที่มัณฑนากรมีหน้าที่ให้สิ่งที่ลูกค้าต้องการ ห้ามยัดเยียดความคิดเราลงไป แต่หากลูกค้ายังไม่ชัดเจนในแนวทางที่อยากได้ เราก็ควรเป็นผู้นำเสนอ และต้องไม่กลัวที่จะบอกว่าผิดหากแนวทางของลูกค้านั้นไม่ใช่” 

หญิงเก่งตรงข้ามปรับโทนเสียงประโยคสุดท้ายเพื่อปาดไฮไลต์เน้นความสำคัญ ก่อนพูดต่อ

“ถ้ามัวแต่กลัวจะไม่ได้งานจนไม่กล้าถามหรือเสนอแนะลูกค้า ก็จะออกแบบผิดด้วยการตีความผิดๆ เหมือนติดกระดุมเสื้อผิดตั้งแต่เม็ดแรก กระดุมเม็ดต่อไปก็จะผิดเรื่อยๆ เราต้องสร้างความมั่นใจให้ลูกค้าให้ได้ ห้ามโลเล เขามาหาเราเพราะต้องการความช่วยเหลือ เหมือนไปหาหมอก็ต้องเชื่อหมอ ประสบการณ์จะสอนให้ฟังและพิจารณาได้เองว่าอะไรดีที่สุดสำหรับลูกค้า”

ผลจากการวางตัวดีมีความมั่นใจคือเป็นที่น่าเชื่อถือ ผลจากการเป็นที่น่าเชื่อถือคือดีไซเนอร์กล้าสร้างสรรค์งานโดยไม่คิดคำนึงว่าลูกค้าคือพระเจ้า พร้อมชี้ข้อบกพร่องออกไปอย่างห้าวหาญ

“บางคนเป็นอาร์ทิสต์มาก ใส่อะไรก็ได้ไปหาลูกค้า แต่ดิฉันสอนเด็กเสมอว่า สินค้าเหมือนกัน ถ้าคนหนึ่งแต่งตัวเรียบร้อยมาขาย อีกคนปล่อยชายเสื้อหัวยุ่งฟู คุณจะซื้อของจากคนไหน การนำเสนอตัวเองเป็นสิ่งสำคัญมาก ต้องมั่นใจ พูดจาถูกกาลเทศะ พอสร้างความมั่นใจให้ได้แต่แรก เขาก็จะเชื่อที่เราแนะนำ” กลเม็ดเด็ดพรายข้อนี้ยังใช้การได้ดีเสมอ 

แม้ในวัยใกล้ 70 เป็ดอย่างคุณเปี๊ยะจะไม่ได้ลงไปลุยงานทุกโปรเจกต์เช่นวันวาน คอยนั่งเก้าอี้บริหารงานอยู่ไกลๆ แต่นั่นเปิดที่ว่างให้นักออกแบบรุ่นใหม่ได้อาศัยร่มไทรใบบังของ PIA Interior ได้แสดงฝีไม้ลายมือและเติบโตตามวิถีแห่งตน

มัณฑนากรชั้นเซียนใช้ประสบการณ์หลายสิบปีถ่ายทอดกระบวนการคิด กลวิธีในการบริหาร และภาพกว้างของอาชีพอินทีเรียร์ดีไซน์ได้ครบถ้วนกระบวนความ

“ดิฉันเชื่อว่าเราควรเขยิบออกมาบ้างและบริษัทก็ควรจะเติบโตขึ้น เพื่อให้เด็กรุ่นหลังได้มีเส้นทางอาชีพ เหมือนเราวางทางเดินให้เด็กกับรุ่นใหม่ แต่ในทางกลับกัน ถ้าอยู่แค่นี้แล้วทำได้แบบนี้ก็ดีมากแล้ว ทำปัจจุบันให้ดีที่สุด ไม่ได้มองอนาคตไกลเกินไป เติบโตไปอย่างช้าๆ และมั่นคงดีกว่า อย่าตั้งความหวังมากเกินไป จะทำให้ผิดหวังได้” เธอทิ้งท้าย 

คุยกับ เปี๊ยะ-รุจิราภรณ์ หวั่งหลี แม่ทัพแห่ง PIA Interior ผู้บอกว่าตัวเองเก่งแบบเป็ดและเลือกจะไม่มีสไตล์ของตัวเอง

หัวเรือใหญ่แห่ง PIA Interior แบไต๋ 5 เคล็ดลับสำหรับมัณฑนากรรุ่นน้องให้เติบใหญ่อย่างมืออาชีพ

01 อัตตา (Ego)

“การยึดมั่นและถือตนเองเป็นใหญ่ที่เรียกว่า ‘อัตตา’ นั้น เป็นกับดักในการมองเห็นที่สำคัญ เราควรลดหรือละอัตตาลง ฝึกให้ใจกว้างยอมรับทุกความเห็นที่แตกต่างจากเรา แล้วนำมาคัดกรองเพื่อก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดี”

02 ความมุ่งมั่น (Commitment)

“การทุ่มเทมุ่งมั่นเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง ทำให้เราสร้างสรรค์งานได้ดีขึ้น เป็นการสร้างมูลค่าให้ตัวเราได้ในทุกวัน นอกจากนี้ยังเป็นการเพิ่มโอกาสก้าวหน้าสู่ความสำเร็จ”

03 การนำเสนอตัวเอง

“ภาพลักษณ์เปรียบเสมือนด่านแรก เราต้องนำเสนอตัวเองจากบุคลิกที่น่าเชื่อถือ วางตัวเหมาะสม รวมถึงทักษะในการสื่อสารทั้งด้วยคำพูดและภาษากาย เพื่อสร้างความสนใจ ความมั่นใจ และความไว้วางใจให้ลูกค้าและทุกฝ่าย”

04 ความซื่อสัตย์สุจริต 

“จรรยาบรรณพื้นฐานในทุกวิชาชีพคือความซื่อสัตย์สุจริต การซื่อสัตย์ต่อหน้าที่ เป็นมืออาชีพที่รับผิดชอบงานได้ดี ความสุจริตด้วยการไม่รับอามิสสินจ้างใดๆ เพราะหากไม่สุจริตในอาชีพแล้วจะไปท้วงติงหรือว่ากล่าวใครได้” 

05 เน้นทักษะการแก้ปัญหาเป็นหลัก

“ปัญหาเกิดจากใครไม่สำคัญ แต่ต้องแก้ปัญหาและเรียนรู้ที่จะไม่กล่าวโทษคนอื่น ไม่ทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ ต้องยุติปัญหาด้วยเหตุผล ห้ามใช้อารมณ์หรือความเห็นเฉพาะตัว”

ขอบคุณภาพผลงานจาก PIA Interior

Writer

นิรภัฎ ช้างแดง

กองบรรณาธิการผู้คนพบความสุขในวัยใกล้เบญจเพสจากบทสนทนาดีๆ กับคนดีๆ และเพลงรักสุดแสน Bittersweet ของ Mariah Carey

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load