จิงโจ้บกกับจิงโจ้น้ำต่างกันอย่างไร

อันดับแรก จิงโจ้บกเป็นสัตว์เดิน 2 ขา ขณะที่จิงโจ้น้ำมี 6 ขา อันดับต่อมา จิงโจ้บกมีกระเป๋าหน้าท้อง ส่วนจิงโจ้น้ำไม่มี และอันดับที่ 3 สำคัญมาก จิงโจ้บกอาศัยบนบก ส่วนจิงโจ้น้ำอาศัยในน้ำ

นี่คือความรู้สุดยอดจากผู้เขียนซึ่งจบดอกเตอร์ทางชีววิทยา

อืมม… ลองเขียนส่งไปแค่นี้ ดูซิท่าน บ.ก. จะว่ายังไง

เดี๋ยวสิฟระ! เป็นถึงขั้นดอกเตอร์จะเขียนแค่นี้ได้ไง ไม่เอา ขยำ ๆๆๆ ต้นฉบับ เอาให้แพะกิน จากนั้นรอแพะขี้ แล้วเก็บขี้แพะไปเป็นปุ๋ยใส่ต้นยูคาลิปตุส รอต้นยูคาลิปตุสโตแล้วโค่นมาทำกระดาษ A4 เอาล่ะ ได้กระดาษขาวแผ่นใหม่แล้ว

การตีท้ายครัวของจิงโจ้หนุ่ม เซ็กส์ประหลาดของจิงโจ้น้ำ และทำไมจิงโจ้ต้องโล้สำเภา
จิงโจ้น้ำระหว่างจับคู่ผสมพันธุ์
ภาพ : wikipedia.org

เริ่มต้นจากอย่างงี้ก็แล้วกัน คือวันก่อนผมไปอ่านเจอมาถึงพฤติกรรมที่น่าทึ่งของแมลงจิงโจ้น้ำ 

หากเราได้มีโอกาสเฝ้าดูจิงโจ้น้ำพลอดรักกัน เราจะเห็นตัวผู้ขึ้นไปขี่หลังตัวเมียแล้วเอาปลายขาทั้งหกดีดผิวน้ำเป็นจังหวะ ก่อเกิดวงคลื่นแผ่กระจายออกไปอย่างสวยงาม ผนวกรวมกับการโล้ไปข้างหน้าข้างหลังบนผิวน้ำของทั้งคู่ราวกับลีลาของนักสเก็ตน้ำแข็ง เราอาจจะมองแล้วคิดว่า โอ้ นี่มันระบำเริงรักที่แสนโรแมนติกอะไรเช่นนี้หนอ

ทว่า ในความเป็นจริงแล้ว สิ่งที่จิงโจ้น้ำตัวผู้กำลังทำอยู่ คือมันกำลังข่มขู่ตัวเมียด้วยการดีดน้ำเรียกศัตรู “จะยอมให้ข้าปล้ำดี ๆ มั้ย ถ้าไม่ยอมข้าจะเรียกไอ้มวนกรรเชียงมาแล้วนะ!”

มวนกรรเชียงคือผู้ล่าใต้ผิวน้ำที่เซอเรียลมาก ลองจินตนาการว่าใต้ผิวน้ำนั้นเป็นโลกกระจกเงา จิงโจ้น้ำที่เกาะอยู่ฝั่งหนึ่ง มองลงไปเห็นท้องแมลงอีกตัวที่เกาะสลับด้านกับมันเหมือนเป็นเงาสะท้อนของตัวเอง แต่หาใช่ไม่ จริง ๆ แล้วเงานั้นเป็นปีศาจที่อาศัยอยู่อีกฝั่งหนึ่งของโลกกระจก มันเป็นแมลงที่สเก็ตช์ผิวน้ำจากอีกด้านในท่านอนหงาย (สาเหตุให้เรียกมวนกรรเชียง หรือภาษาอังกฤษ Backswimmer) 

เมื่อเจอเหยื่อ มวนกรรเชียงจะตะครุบแล้วดึงพรวดลงไปใต้น้ำเหมือนผีดึงเราเข้ากระจก จากนั้นก็ใช้ปากแหลมเจาะดูดเลือดเราจนหมดตัว และแน่นอน ตามสูตรสัตว์ประหลาดในหนังเป๊ะ สิ่งที่ดึงดูดให้มันตามมาหาเหยื่อจนเจอก็คือ ความสั่นสะเทือน 

เพราะฉะนั้นแล้ว จังหวะการดีดน้ำของแมลงจิงโจ้ตัวผู้จึงไม่ใช่บทเพลงบรรเลงพิณที่เอาไว้ขับกล่อมตัวเมียแต่อย่างใด แต่เป็นการสร้างความสั่นที่ล่อมวนกรรเชียงให้รู้ตำแหน่ง แน่นอน เจ้ามวนร้ายอาจจะไม่ได้อยู่แถวนั้นแต่แรก แต่อาจใช้เวลาสักพักกว่าจะเดินทางมาถึง (นึกดนตรีประกอบแบบหนัง Jaws) ระหว่างนั้นตัวเมียก็อาจจะเริ่มใจไม่ดี รีบยอมให้มันปล้ำให้เร็วที่สุดแล้วเผ่นดีกว่า ขืนมวนมานี่กูโดนก่อนเลยเพราะกูอยู่ข้างล่าง ส่วนมึงขี่หลังกูอยู่สบายจัด พูดง่าย ๆ ว่าเหมือนตัวผู้เอามีดจี้คอให้ยอมมีอะไรกับมัน ตัวเมียที่โดนข่มขู่ในที่สุดก็ต้องจำใจโดนข่มขืน อนิจจามนต์รักจิงโจ้น้ำมาถึงจุดขื่นขมนี้ได้อย่างไร

การตีท้ายครัวของจิงโจ้หนุ่ม เซ็กส์ประหลาดของจิงโจ้น้ำ และทำไมจิงโจ้ต้องโล้สำเภา
คู่จิงโจ้น้ำที่กำลังผสมพันธุ์ กับมวนกรรเชียงที่กำลังมาตามความสั่นสะเทือน
ภาพ : www.discovermagazine.com

ปกติจิงโจ้น้ำเพศเมียไม่ใช่สัตว์ที่จะยอมตัวผู้ง่าย ๆ ตัวเมียผสมพันธุ์ครั้งเดียวหรือไม่กี่ครั้งก็เก็บสเปิร์มไว้ใช้ได้ตลอดชีวิต ผสมเพิ่มไปอีกก็ไม่ได้อะไรนอกจากเสียเวลาเสียพลังงาน 

ขณะที่ตัวผู้นั้นมีแรงขับดันทางวิวัฒนาการให้ผสมกับตัวเมียตัวใหม่เพิ่มเรื่อย ๆ เพราะยิ่งผสมได้มากก็ยิ่งทิ้งลูกไว้มาก และตัวมันเองก็เป็นลูกที่สืบทอดพันธุกรรมมาจากพ่อหื่นที่ประสบความสำเร็จทางด้านนี้นั่นแหละ ความต้องการที่ไม่เท่ากันของตัวผู้กับตัวเมีย คือความขัดแย้งขั้นรากฐานระหว่างเพศ ซึ่งคลาสสิกมากในโลกของสัตว์ 

ในกรณีของจิงโจ้น้ำ เมื่อสงครามระหว่างเพศดำเนินมาถึงจุดหนึ่ง ตัวเมียก็เริ่มมีวิวัฒนาการแก้เกมตัวผู้หื่นด้วยการเกิดอวัยวะปิดฝาโยนีขึ้นมา ซึ่งผมจะเรียกฝาปิดนี้ว่า ‘จะปิ้ง’ ตามชื่อแผ่นปิดจุดซ่อนเร้นของคนโบราณก็แล้วกัน ปกติแผ่นจะปิ้งปิดโยนีจิงโจ้น้ำจะอยู่ภายใต้บังคับบัญชาของตัวเมียเท่านั้นว่าวันนี้จะเปิดหรือจะปิดร้าน หากตัวเมียไม่ยอม ตัวผู้ก็หมดสิทธิจะทำอะไรทั้งสิ้น ต่อให้ลึงค์แข็งแรงแค่ไหนก็ไม่สามารถใช้กำลังทะลุทะลวงปราการเหล็กด่านสุดท้ายของอิสตรีเข้าไปได้

นั่นจึงเป็นที่มาของวิธีสกปรก 

วิวัฒนาการแก้เกมของตัวผู้ก็คือกลยุทธ์ข่มขู่ดังที่เล่าไป “ถ้ากลัวก็รีบเปิดจะปิ้งเสียดี ๆ ไม่อย่างนั้นเจอไอ้มวนกุนเชียงจกพุงไม่รู้ด้วยนะ!”

แน่นอน ในทางวิทยาศาสตร์เราเล่าเป็นตุเป็นตะอย่างเดียวไม่ได้ แต่ต้องพยายามทดลองด้วยว่ามีหลักฐานสนับสนุนคำอธิบายของเราหรือไม่ ซึ่งงานวิจัยหลักในหัวข้อนี้ทำไว้โดยทีมจากมหาวิทยาลัยแห่งชาติโซล (Seoul National University) ประเทศเกาหลีใต้ (ตามไปอ่านได้ที่ www.nature.com/articles/ncomms1051

ผลวิจัยพบว่ากลยุทธ์การใช้ความกลัวได้ผลดีมาก หลังจากตัวผู้เริ่มดีดน้ำขู่ไม่กี่นาที ตัวเมียก็ยอมเปิดจะปิ้งให้เลย ขณะที่ถ้านักวิจัยทดลองบล็อกตัวผู้ไม่ให้ดีดถึงน้ำ ตัวผู้จะต้องขี่หลังตัวเมียนานเฉลี่ยถึง 20 นาทีหรือบางครั้งนานเป็นชั่วโมง ตัวเมียถึงจะรำคาญจนยอมเปิดจะปิ้งให้ในที่สุด แสดงว่าการขู่ล่อมวนช่วยลดเวลาในการยินยอมของตัวเมียได้ ที่น่าสนใจมาก ๆ คือตัวเมียที่เคยผ่านประสบการณ์โดนมวนกรรเชียงทำร้ายมาก่อนแล้วรอดชีวิตมาได้ จะยิ่งรีบเปิดจะปิ้งให้ตัวผู้แทบจะในทันที คล้ายว่าเป็นความกลัวฝังใจของนางมาก ไม่อยากโดนมวนจกอีกแล้ว จะให้ทำอะไรก็ยอมทั้งนั้น ซึ่งนี่เองเป็นสิ่งที่ตัวผู้ฉกฉวยประโยชน์

ผลการทดลองสุดท้ายที่ทำให้การตีความเรื่องทั้งหมดดูน่าจะเป็นจริงและไม่ใช่เรื่องบังเอิญ คือทุกครั้งที่มีมวนกรรเชียงอยู่ในละแวกใกล้ ๆ ตัวผู้ที่ขี่หลังตัวเมียอยู่จะยิ่งดีดน้ำถี่ขึ้น แรงขึ้น เหมือนกับเป็นการจงใจตะโกนเรียก “มาทางนี้! ไอ้กุนเชียงมาทางนี้!” และมวนก็จะรีบว่ายมาตามความสั่นนั้นจริงๆ

เอาล่ะ ดูจิงโจ้น้ำไปแล้ว มาดูจิงโจ้บกกันบ้าง

ถึงตอนนี้หลายคนอาจจะเดาไม่ถูกแล้วว่าบทความนี้มันจะไปทางไหนต่อ

แต่เอาเป็นว่าเรามาคั่นรายการกันด้วยเรื่องที่มาของชื่อจิงโจ้ก่อนละกัน

จิงโจ้บก ภาษาอังกฤษเรียก แกงการู (Kangaroo) ซึ่งรากศัพท์นั้นเล่ากันว่าเริ่มมาจากกัปตันคุกล่องเรือไปถึงออสเตรเลีย แล้วก็ถามชาวบ้านอะบอริจินแถวนั้นว่า “ไอ้โดดโหยง ๆ สองขานี่ตัวอิหยัง” ชาวบ้านคนนั้นทำหน้าหล่อแล้วตอบกลับไปว่า “แกงการู” ซึ่งหลังจากฝรั่งเรียกตามไปทั่วโลกแล้ว ถึงค่อยมาค้นพบทีหลังว่าแกงการูในภาษาท้องถิ่นแปลว่า “กูฟังมึงไม่รู้เรื่อง”

แน่นอน เรื่องนี้เป็นที่มาเท็จ คงประมาณเดียวกับตำนาน “แมงโก้ส้นตีน” ของเมืองไทย ซึ่งทุกคนน่าจะเคยได้ยินนะ ในความเป็นจริง แกงการู ภาษาถิ่นแถวนั้นก็แปลว่าจิงโจ้นั่นแหละถูกแล้ว คนฝรั่งที่จดบันทึกมาก็เรียกถูกแล้ว ซึ่งคนที่จดก็คือนักธรรมชาติวิทยาชื่อ เซอร์ โจเซฟ แบ็งค์ (Sir Joseph Banks) หนึ่งในลูกเรือที่ไปกับกัปตันคุกนั่นเอง โดยวันที่ที่ลงในบันทึกก็คือ 12 กรกฎาคม ค.ศ. 1770

ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 4 (ค.ศ. 1861) คณะทูตไทยได้ไปเยือนสวนสัตว์ที่ฝรั่งเศสแล้วได้จดบันทึกการเห็นจิงโจ้ตัวเป็น ๆ ครั้งแรกของคนไทย โดย พระณรงค์วิชิต (จอน บุนนาค) ได้บรรบายไว้ว่า

“สัตว์อีกอย่างหนึ่งเป็นของประหลาด ไม่มีในเขตแดนสยาม เท้าหน้าสั้น เท้าหลังยาว รูปคล้ายชะมด มีถุงอยู่ที่ท้อง เมื่อเวลาเที่ยวหากิน ลูกก็ออกจากถุง เที่ยวเดินตามแม่ คนที่ไปดูตบมือให้ตกใจ ลูกก็วิ่งเข้าในถุงท้องแล้วเยี่ยมหน้าออกมา แม่ก็พาวิ่งไป ฝรั่งเศสเรียกว่า กังกูลู เป็นสัตว์บก”

อย่างไรก็ตาม ในพจนานุกรมไทยสมัยรัชกาลที่ 5 (ค.ศ. 1896) กลับมีการบัญญัติให้เรียกสัตว์ชนิดนี้ว่า ‘จิงโจ้’ แทนที่จะเรียก ‘กังกูลู’ ตามต้นฉบับ อยู่ดี ๆ ทำไมถึงเปลี่ยนมาใช้คำนี้

ที่น่าสนใจยิ่งกว่า คำว่า ‘จิงโจ้’ ปรากฏอยู่ในพระราชนิพนธ์ อิเหนา ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1 ซึ่งมีมานานก่อนชาวสยามจะรู้จักจิงโจ้ที่เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมมีกระเป๋าหน้าท้องเสียด้วยซ้ำ

กระลุมพู จับกระลำพักพ้อ

จิงโจ้ จับจิงจ้อแล้วส่งเสียง

ในบทชมนกของอิเหนาบทนี้ กระลุมพูเป็นชื่อนกชนิดหนึ่ง ส่วนกระลำพักเป็นชื่อต้นไม้

ท่อนต่อมาก็เช่นกัน จิงโจ้เป็นชื่อนกชนิดหนึ่ง ส่วนจิงจ้อเป็นชื่อต้นไม้

ปรากฏว่าก่อนจิงโจ้จะแปลว่าจิงโจ้ จิงโจ้ในสมัยนั้นเคยเป็นชื่อนกมาก่อน แต่ก็ไม่มีใครแน่ใจว่าหมายถึงนกอะไรในปัจจุบัน รู้แต่มันอาจจะร้องเสียง จี-โจ้ จี-โจ้ และเมื่อร้องก็อาจจะโยกหัวและตัวไปมา แลดูยงโย่ยงหยก จึงเหมาะกับชื่อ จิง-โจ้ จิง-โจ้

อีกหลักฐานความเก่าแก่ของคำว่าจิงโจ้ คือบทเพลงกล่อมเด็กที่มีมาแต่โบราณจนไม่ทราบที่มาดั้งเดิม

จิงเอ๋ยจิงโจ้ มาโล้สำเภา

หมาในไล่เห่า จิงโจ้ตกน้ำ

หมาในไล่ซ้ำ จิงโจ้ดำหนี

เอากล้วยสองหวี รับขวัญจิงโจ้

ไม่มีใครรู้เหมือนกันว่าทำไมจิงโจ้ในเพลงต้องไปโล้สำเภา แต่ปรากฏว่าในสมัยรัชกาลที่ 3 ได้มีการเอาบทกลอนนี้ไปถ่ายทอดเป็นภาพจิตกรรมฝาผนังที่วัดโพธิ์ และศิลปินก็ได้ตีความวาด ‘จิงโจ้โล้สำเภา’ ออกมาเป็นลักษณะ ผู้ชายเกือบเปลือยเกาะยงโย่อยู่ที่หัวเรือสำเภา และถ้าดูดี ๆ จะเห็นตีนนางเป็นตีนนก แถมมีขนนกอุย ๆ ปกคลุมตรงแขนด้วย สรุป จิงโจ้เวอร์ชันนี้คือเบิร์ดแมนนั่นเอง และเป็นเบิร์ดแมนที่ชอบทำบัดสีกับเรือสำเภาด้วยเหตุผลบางประการ

การตีท้ายครัวของจิงโจ้หนุ่ม เซ็กส์ประหลาดของจิงโจ้น้ำ และทำไมจิงโจ้ต้องโล้สำเภา
ภาพจากบทความ คนไทยเห็น “จิงโจ้” ครั้งแรกเมื่อใด? ทำไม “แกงการู” ในไทยถึงเรียกว่า “จิงโจ้”?
ภาพ : ศิลปกรรมวัฒนธรรม www.silpa-mag.com/history/article_32945

จะอย่างไรก็ตามแต่ แอคชันโล้สำเภากับการที่มีน้ำอยู่ในเรื่องด้วย ก็ชวนให้ผมคิดอย่างไม่มีมูลเลยแม้แต่น้อยว่า ไม่แน่จิงโจ้น้ำก็อาจจะเป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจให้เกิดเนื้อเพลงกับภาพนี้ขึ้นมาด้วยก็ได้นะ ไม่แน่แอคชันโล้สำเภานั่นแหละคือพฤติกรรมขย่มตัวดีดน้ำเรียกมวนกรรเชียงของตัวผู้เวลาขึ้นขี่ตัวเมีย ซึ่งคนโบราณอาจจะสังเกตเห็นมาตั้งแต่สมัยนั้นแล้ว และไม่แน่ชื่อจิงโจ้น้ำอาจจะมีมาก่อนจิงโจ้บก โอ้ว… อันนี้ผมมั่วนะครับ แต่ก็น่าสนใจ 

ท้ายที่สุด จิงโจ้ช่างเป็นคำที่ใช้เรียกสัตว์หลากหลายเหลือเกิน ทั้งนกจิงโจ้ แมลงจิงโจ้ จิงโจ้แบบเบิร์ดแมนแฟนทาสติกบีสต์ จนนักประวัติศาสตร์หลายท่านเชื่อกันว่า พอถึงสมัยรัชกาลที่ 5 มันอาจจะกลายเป็นคำที่ไว้เรียกสัตว์ประหลาดแบบกว้าง ๆ และพอคนไทยเริ่มรู้จักแกงการูซึ่งมีความประหลาด แถมยังเคลื่อนไหวยงโย่ยงหยก คงคอนเซปเดียวกับพวกที่เคยใช้ชื่อนี้มาก่อนด้วย ชื่อจิงโจ้ก็เลยตกเป็นสมญาของแกงการูในภาษาไทยไปโดยปริยาย 

ผมไม่รู้หรอกนะว่าแกงการูอร่อยมั้ย แต่แกงกาหรี่นั้นอร่อยแน่นอน

กลับมาปิดท้ายกันด้วยคำถามที่ว่า จิงโจ้บกกับจิงโจ้น้ำต่างกันอย่างไร

เอาจริง ๆ มันจะเด็ดมากถ้าหากว่าผมค้นคว้าเจอพฤติกรรมวิตถารหื่นโหดของจิงโจ้บกตัวผู้มาแข่งกับจิงโจ้น้ำที่เล่าไปได้ แต่ปรากฏว่าเท่าที่ค้นดู จิงโจ้บกตัวผู้นี่ไม่ค่อยมีอะไรวิตถารเท่าไหร่เลย ตัวเมียของมันก็ชิลล์มาก สาเหตุที่เกิดความสงบสุขทางเพศเช่นนี้ได้ อาจเป็นเพราะระบบผสมพันธุ์ของจิงโจ้บกเป็นแบบมีจ่าฝูงตัวเดียวครอบครองกรรมสิทธิ์ตัวเมียทั้งหมด ถ้าเป็นในสังคมมนุษย์ก็ไม่ใช่ค่านิยมที่ควรยกย่องเท่าไหร่ แต่อย่างน้อยในกรณีของจิงโจ้บก ตัวเมียที่อยู่ภายใต้การดูแลของพี่เบิ้มก็ไม่ต้องทนรำคาญตัวผู้ตัวเล็กตัวน้อยที่หื่นจัด แล้วคอยจ้องจะเข้ามาปล้ำมันตลอดเวลา สมมติถ้ามีไอ้เปี๊ยกตัวไหนคิดจะเข้ามาลวนลาม ตัวผู้จ่าฝูงก็จะโดดเข้ามาต่อยทันที ไม่ก็โน้มคอถีบ (มีงานวิจัยบอกด้วยว่าตัวผู้ที่กล้ามแขนใหญ่ยิ่งต่อสู้เก่ง) 

การตีท้ายครัวของจิงโจ้หนุ่ม เซ็กส์ประหลาดของจิงโจ้น้ำ และทำไมจิงโจ้ต้องโล้สำเภา
จิงโจ้บกตัวผู้สู้กัน
ภาพ : BBC Earth

การเป็นจิงโจ้บกตัวผู้ ถ้าอยากได้เมียกับเขาบ้างก็ต้องกินเยอะ ๆ โตไว ๆ และฝึกฝนหมัดมวยจนเก่งกล้าพอจะล้มจ่าฝูงตัวเก่าให้ได้ก่อน ศึกแห่งการผสมพันธุ์ในจิงโจ้บกจึงเป็นศึกระหว่างตัวผู้กับตัวผู้เป็นหลัก ไม่ได้มาซวยตัวเมียเหมือนอย่างในจิงโจ้น้ำ 

แต่ก็อีกนั่นแหละ เมื่อมีการแข่งขันที่เข้มข้น ก็ย่อมเกิดวิวัฒนาการวิธีเล่นสกปรกนอกกติกาขึ้นมาอีกแล้ว (หัวข้อนี้เรียกว่า Alternative Mating Tactics เป็นหัวข้อใหญ่ในวิชาพฤติกรรมศาสตร์ที่สักวันผมอยากเปิดคอร์สสอนมาก) เพียงแต่จิงโจ้บกตัวผู้ไม่ได้ตุกติกด้วยการทำร้ายข่มขู่ตัวเมีย แต่อาศัยทีเผลอของลูกพี่จ่าฝูงแอบเข้าไปเล่นชู้กับตัวเมียอย่างรวดเร็ว ไม่มีใครทันเห็น ซึ่งตัวเมียเองก็สมยอมและไม่ได้ขัดขืนอะไรด้วย อาจจะเป็นเพราะการเข้ามาของเด็กหนุ่มในลักษณะนี้เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วยความถี่กำลังดี ไม่มากเกินไปจนรำคาญ และตัวเมียเองก็อาจจะได้ประโยชน์จากการเพิ่มความหลากลายทางพันธุกรรมให้กับลูกที่เกิดมาบ้าง ไม่ใช่ว่ามีแต่ลูกที่ปฏิสนธิด้วยสเปิร์มของตัวจ่าฝูงอยู่ตัวเดียว 

สรุปแล้ว อาจกล่าวได้ว่า จิงโจ้บกต่างจากจิงโจ้น้ำตรงที่ตัวผู้ของจิงโจ้น้ำเลวกับตัวเมียมากกว่าเยอะ

การที่มันใช้ความกลัวเป็นเครื่องมือ ดีดน้ำเรียกปีศาจร้ายมากดขี่ให้ตัวเมียต้องยอม ถ้าเป็นคนก็เข้าข่ายแบล็กเมลข่มขู่ “คอยดูนะ ถ้าเธอไม่ยอม ฉันจะปล่อยคลิปเรียกพวกมวนกรรเชียงมารุม” 

พฤติกรรมมนุษย์อาจจะมีต้นตอมาจากสัญชาตญาณธรรมชาติทั้งนั้น แต่นั่นไม่ใช่ข้ออ้างที่เราจะหยุดวิวัฒนาการในระดับสติปัญญาและจริยธรรม

และเมื่อได้อ่านบทความตอนนี้แล้ว เราควรเลิกด่าผู้ชายเหี้ยว่า ไอ้เหี้ย

แต่เราควรด่ามันว่า ไอ้จิงโจ้น้ำ

อ้างอิงข้อมูล

th.wikipedia.org/wiki/จิงโจ้_(เทพปกรณัม)

www.silpa-mag.com/history/article_32945

www.discovermagazine.com/planet-earth/male-water-striders-summon-predators-to-blackmail-females-into-having-sex

www.atlasobscura.com/articles/the-sexual-intimidation-tactics-of-the-male-water-strider

www.youtube.com/watch?v=mUm7b5_UGZ0

slll.cass.anu.edu.au/centres/andc/borrowings-australian-aboriginal-languages

Writer

แทนไท ประเสริฐกุล

นักสื่อสารวิทยาศาสตร์สาขาชีววิทยา ผู้เคยผ่านทั้งช่วงอ้วนและช่วงผอมของชีวิต ชอบเรียนรู้เรื่องราวสนุกๆ ที่แฝงอยู่ในธรรมชาติแล้วนำมาถ่ายทอดต่อ ไม่ว่าจะผ่านงานเขียน งานแปล และงานคุยในรายการพอดแคสต์ที่ชื่อว่า WiTcast

เมฆนม

งานเขียนเบาๆ ว่าด้วยความเชื่อมโยงระหว่างชีวิตกับสรรพสิ่ง โดยแทนไท ประเสริฐกุล

8 กุมภาพันธ์ 2564
8 K

ทำไมม้าถึงมีลาย

แล้วทำไมแมวถึงเมากัญชา

สองอย่างนี้มันเกี่ยวกันยังไง 

ตามผมมาสิครับ เดี๋ยวจะเล่าให้อ่าน

เรื่องราวความน่าฉงนของลายม้าลาย เป็นที่สนใจในหมู่นักชีววิทยามานานโข กระทั่ง ชาร์ลส์ ดาร์วิน (Charles Darwin) ก็เคยตั้งสมมติฐานว่ามันเป็นลายเสริมสร้างความหล่อ จากการสังเกตว่าม้าลายตัวเมียไม่ยอมสนใจลาตัวผู้เลย จนกว่าจะมีคนไปเพนต์ลายสีขาวดำให้มัน 

ในขณะเดียวกัน นักชีวะอีกสายก็คิดว่า ลายทางน่าจะมีประโยชน์หน้าที่อะไรบางอย่างนอกเหนือจากความงามสิฟะ เช่น น่าจะช่วยพรางตัวมั้ย แต่อนิจจา นั่นก็เป็นสมมติฐานที่อ่อนเหลือเกิน แค่จินตนาการเห็นม้าลายยืนเด่นกลางทุ่ง ก็ชวนขมวดคิ้วแล้วว่ามันพรางตรงไหนวะ บ้างก็แก้ต่างว่า หรือมันพรางตัวตอนวิ่งไปวิ่งมาแล้วทำให้ผู้ล่าตาลายรึเปล่า ซึ่งสุดท้ายแล้วก็พิสูจน์ว่าไม่ใช่อยู่ดี เพราะสิงโตก็ล่าม้าลายกินได้ง่ายดาย ไม่เห็นมันจะแสดงอาการตาลายแต่อย่างใด

เวลาล่วงมาจนกระทั่งถึงช่วงทศวรรษที่แล้วนี้เอง ความจริงจึงเริ่มกระจ่างขึ้น ระหว่าง ค.ศ. 2010 – 2020 มีซีรีส์งานวิจัยเกี่ยวกับลายม้าลายที่ปรากฏเป็นข่าวดังอยู่บ่อยๆ จนหลายคนก็อาจจะเคยผ่านตามาบ้างแล้ว

ตกลงเฉลยก็คือ ลายม้าลายมีไว้ทำให้เหลือบตาลาย

เหลือบ หรือ Horse Flies เป็นชื่อรวมๆ ที่ไว้ใช้เรียกพวกแมลงวันดูดเลือด ซึ่งนอกจากจะตัวใหญ่ กัดเจ็บ เสียเลือดเยอะแล้ว ยังเป็นพาหะนำโรคต่างๆ มากมาย และเป็นศัตรูตัวร้ายของสัตว์ตระกูลม้าที่อาศัยอยู่ในทุ่งหญ้าสะวันนาแห่งแอฟริกา

เฉลยความลับสวรรค์ ทำไมม้าลายต้องมีลาย ทำไมแมวเมากัญชาแมว
หน้าตาเหลือบ (Horse Flies) หรือแมลงวันดูดเลือด เป็นประมาณนี้ 
ภาพ : insider.si.edu

งานวิจัยนำโดย คุณทิม คาโร (Tim Caro) พบว่า เหลือบประสบปัญหาการแลนดิ้งบนตัวม้าลายอย่างชัดเจนมาก เมื่อเทียบกับม้าทั่วไป กล่าวคือลายขาวสลับดำที่มีความถี่พอเหมาะ มีคุณสมบัติเป็นเหมือนภาพลวงตาบางอย่าง พอเหลือบจะบินไปเกาะแล้วกะระยะเบรกไม่ถูก มันจะบินเร็วไป เลยไป ตีโค้งผิดองศา เข้าใกล้ไม่สำเร็จ สุดท้ายถอดใจ ไปหาเลือดสัตว์อื่นดูดดีกว่า ที่สำคัญคือ เมื่อเอาลายม้าลายไปวาดบนวัตถุอย่างแผ่นป้าย ถังน้ำ ลูกบอลต่างๆ นานา ก็ได้ผลแบบเดียวกัน แสดงว่าเอฟเฟกต์มันอยู่ที่ลายขาวดำนี้จริงๆ 

ที่ผมชอบที่สุดคือพวกซีรีส์การทดลองกับสัตว์อื่นๆ เช่น เอาวัวมาเพนต์ลายม้าลาย ก็ปรากฏว่าช่วยทำให้เหลือบตอมน้อยลง 2 – 3 เท่า และเมื่อเอาม้าธรรมดามาใส่ชุดม้าลาย ปรากฏว่าทำให้เหลือบมาเกาะน้อยลงอย่างเห็นได้ชัดเช่นกัน (มีผลเฉพาะอวัยวะด้วย เช่น ถ้าหัวโผล่มาจากชุดม้าลาย ส่วนหัวก็จะโดนเหลือบตอมเท่าปกติ) 

เฉลยความลับสวรรค์ ทำไมม้าลายต้องมีลาย ทำไมแมวเมากัญชาแมว
การทดลองที่เอาวัวมาเพนต์ลายม้าลาย ปรากฏว่าทำให้แมลงวันดูดเลือดมาตอมน้อยลงจริงๆ
ภาพ : journals.plos.org/plosone
เฉลยความลับสวรรค์ ทำไมม้าลายต้องมีลาย ทำไมแมวเมากัญชาแมว
การทดลองให้ม้าสวมชุดลายม้าลายแล้วนับจำนวนเหลือบที่มาเกาะต่อนาที เทียบกับสวมชุดสีดำและสีเทา เห็นผลต่างชัดเจนมาก 
ภาพ : royalsocietypublishing.org

และที่น่าสนใจที่สุด มีคนตั้งข้อสังเกตว่า ชนพื้นเมืองหลายๆ แห่งทั้งที่แอฟริกาและที่อื่นซึ่งมีเหลือบชุกชุม มักมีขนบธรรมเนียมเพนต์ร่างกายเป็นเส้นๆ สีขาว ซึ่งเมื่ออยู่บนสีผิวที่คล้ำตามธรรมชาติอยู่แล้ว ก็ออกมาแลดูละม้ายคล้ายม้าลายอยู่ไม่น้อย หรือว่าบอดี้เพนต์เหล่านี้ก็มีประโยชน์ในการไล่แมลงดูดเลือดด้วยเหมือนกัน 

ไม่ว่าชาวเผ่าจะจงใจหรือไม่ก็ตาม นักวิจัยทดสอบสมมติฐานนี้โดยการเอาหุ่นโชว์เสื้อมาเพนต์ผิวสีน้ำตาล และป้ายสีขาวเป็นลายๆ แบบเดียวกับชาวเผ่า จากนั้นทากาวดักแมลงบนตัวหุ่นอีกที แล้วเอาไปตั้งไว้กลางทุ่ง ปรากฏว่าเมื่อนับจำนวนเหลือบที่มาติดกาว หุ่นที่ทาลายเส้นๆ สีขาวมีเหลือบมาติดน้อยกว่าหุ่นที่ทาสีน้ำตาลอย่างเดียวเป็น 10 เท่า เดี๋ยวไปล่าสัตว์คราวหน้าผมต้องลองเพนต์แบบนี้มั่งแล้ว

เฉลยความลับสวรรค์ ทำไมม้าลายต้องมีลาย ทำไมแมวเมากัญชาแมว
ชนเผ่าหลากหลายท้องถิ่นซึ่งอาศัยในบริเวณที่มีเหลือบดูดเลือด มักจะมีประเพณีเพนต์ร่างกายด้วยเส้นสีขาวเหมือนลายม้าลาย
เฉลยความลับสวรรค์ ทำไมม้าลายต้องมีลาย ทำไมแมวเมากัญชาแมว
การทดลองเอาหุ่นโชว์เสื้อมาเพ้นสีเลียนแบบชาวเผ่า ปรากฏว่าทำให้เหลือบมาตอมน้อยลงเยอะมาก เทียบกับเพนต์สีน้ำตาลล้วน
ภาพ : royalsocietypublishing.org

นอกจากนี้ อีกตัวอย่างน่าสนใจที่ผมก็เพิ่งรู้เหมือนกัน คือม้าลายเคยมีญาติอีกชนิดที่สูญพันธุ์ไปเมื่อไม่นานนี้ ชื่อว่า แควกก้า (Quagga) รูปแควกก้าจากสวนสัตว์เก่าๆ เผยให้เห็นหน้าตาเหมือนม้าลายที่ทาสีไม่เสร็จ นักวิทยาศาสตร์สันนิษฐานว่า บรรพบุรุษของแควกก้าก็คือม้าลายที่มีลายปกตินั่นแหละ แต่เมื่อสักหลายแสนปีก่อน มีการอพยพย้ายถิ่นไปอยู่ในที่ที่มีเหลือบรังควาญน้อยลง ตั้งแต่นั้นมา ลายแบบม้าลายก็เลยค่อยๆ หดหายจืดจางไปเรื่อยๆ จนเหลือแค่ตรงส่วนหัวกับคอเท่านั้น 

เฉลยความลับสวรรค์ ทำไมม้าลายต้องมีลาย ทำไมแมวเมากัญชาแมว
แควกก้า (Quagga) ญาติม้าลายที่ลายหายไป
ภาพ : Wikipedia

สรุปแล้ว หลักฐานต่างๆ ค่อนข้างชี้ไปในทิศทางว่า ลายม้าลายเป็นกลยุทธ์ป้องกันเหลือบดูดเลือด ส่วนกลไกชัดเจนว่าลายแบบนี้หลอกตาเหลือบได้ยังไง นักชีววิทยายังศึกษากันไม่กระจ่าง รวมทั้งคำถามที่ว่าเราจะเอาลายม้าลายมาประยุกต์ใช้กับแมลงวันที่ไม่ได้ดูดเลือด แต่ดูดขี้ หรือชอบตอมอาหาร แบบแถวบ้านเราได้หรือไม่ อันนี้ก็ยังไม่มีใครทดลอง ไม่เช่นนั้นเราคงได้เริ่มเห็นส้วมลายม้าลาย รถขยะลายม้าลาย หรือรถเข็นขายน้ำขายข้าวแกงลายม้าลาย อะไรต่างๆ เยอะแยะไปหมด เมื่อถึงวันนั้น เครื่องครัวตราหัวม้าลายก็จะเริ่มเมกเซนส์ขึ้น

อย่างไรก็ตาม ซีนหนึ่งที่เราเห็นลายม้าลายกระจายมาถึงประเทศไทยแล้วแน่ๆ ก็คือซีนศาลพระภูมิ นี่เป็นอีกหนึ่งปริศนาที่ค้างคาใจทั้งคนไทยและชาวต่างชาติที่ผ่านมาพบเห็นมาก ว่าทำไมต้องเอารูปปั้นม้าลายมาถวายศาลพระภูมิ แล้วถวายกันเยอะเสียจนประชากรม้าลายไทยจะแซงแอฟริกาอยู่แล้ว 

โอเค รู้กันอยู่ว่าเป็นของแก้บน แต่มันเริ่มต้นมาได้อย่างไร ในเมื่อถิ่นกำเนิดม้าลายก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเมืองไทยเลย เรื่องนี้ถ้าไปเสิร์ชหาในอินเทอร์เน็ต จะเจอคำตอบซ้ำไปซ้ำมาอยู่สองสามอย่าง ซึ่งผมคิดว่าสุดท้ายแล้วยังไม่มีอันไหนน่าจะใช่จริงๆ  

เริ่มจากคำตอบที่แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยก่อน คือว่ากันว่ามีชาวต่างชาติ บ้างก็ว่าเป็นฝรั่ง บ้างก็ว่าเป็นชาวจีน ผ่านมาเห็นศาลพระภูมิแล้วอยากจะลองไหว้บ้าง ก็เลยถามคนแถวนั้นว่าต้องทำยังไง คนแถวนั้นบอก ยูก็ไปซื้อมาลัยมาสิ ชาวต่างชาติก็เลยไปซื้อม้าลายมา… 

ที่เป็นไปได้มากขึ้นอีกหน่อยแต่ผมว่าก็ไม่น่าใช่อยู่ดี คือปรากฏการณ์แนว เอ้า อยากสุขภาพดีต้องปล่อยปลาหมอ อยากให้งานการลื่นปรื๊ด ต้องปล่อยปลาไหล ฯลฯ อันนี้ก็ อยากเดินทางข้ามอุปสรรคต่างๆ ปลอดภัย ก็ต้องถวายม้าลาย เพราะพ้องกับคำว่าทางม้าลาย… (เอาไว้ข้ามถนนไง เก็ตมั้ย) 

นอกเหนือจากนี้ก็มีคนคาดเดาเหตุผลไปในทางเศรษฐศาสตร์ เช่น จริงๆ คนจะถวายม้าธรรมดาตามความเชื่อดั้งเดิมแหละ แต่หาซื้อรูปปั้นม้าธรรมดาไม่ค่อยมีขาย มีแต่พวกม้าลายที่ผลิตไว้ตั้งในสนามเด็กเล่น ก็เลยซื้อแบบนั้นแทน พอมีคนทำอะไรแปลกๆ แบบนั้นสักคนสองคน แล้วเริ่มลือกันว่าคนที่มาถวายถูกหวย แค่นี้ก็น่าจะแพร่สะพัดได้ทั้งประเทศแล้ว ก่อเกิดซัพพลายดีมานด์ ทำให้ช่างปูนหันมาผลิตม้าลายขายเพื่อการแก้บนโดยตรง กลายเป็นตลาดใหม่ไปเลย

อันนี้ฟังดูน่าเป็นไปได้สุด แต่ก็ยังไม่มีหลักฐานพิสูจน์ 

ผมมีทฤษฎีของผมเอง

เมื่อ 20 กว่าปีก่อน มีชายคนหนึ่งเป็นนักร้องชื่อดังด้วย เขาเริ่มหลงใหลในสัตว์แอฟริกาลายขาวดำชนิดนี้มาก จนต้องแอบเอามาใส่ในเนื้อเพลง 

บรรจง ร้อยเป็น “ม้าลาย”… สนุกสุขใจหนักหนา

เป็นประจำทุกวันเวลา ไม่เคยเหนื่อยล้า กับ ม้า! ลาย!

ยิ่งถ้าไปฟังช่วงนาทีสุดท้ายของเพลง บุษบา จะพบว่า พี่ป๊อด โมเดิร์นด็อก มีความหมกมุ่นกับม้าลายมาก เขาแอบฟินกับการร้องคำว่า ม้าลาย ม้าลาย ม่าลาย มาลาย ม้าลาย มาลาย… ซ้ำแล้วซ้ำอีก โดยไม่มีใครล่วงรู้ความหมายที่แท้จริง จนกระทั่งในที่สุด ผมคิดว่าเขาอาจจะถูกมนตราบางอย่างเข้าครอบงำ (อารมณ์เดียวกับก้นหอยมรณะ ถ้าใครเคยอ่านจุนจิ อิโต้) จนถึงขั้นลุกขึ้นละเมอออกไปซื้อ ม้าลาย มาลาย ม้าลาย ม้าลาย มาลาย แล้วแอบเอาไปวางไว้ตามศาลพระภูมิต่างๆ กลางดึก จนเมื่อคนมาเห็นในวันรุ่งขึ้น จึงคิดว่าเป็นเทรนด์ใหม่ในการแก้บน แล้วก็เริ่มปฏิบัติตามกันตั้งแต่นั้นมา  

ถ้าไปสังเกตไทม์ไลน์การเริ่มปรากฏตัวของม้าลายตามศาลพระภูมิ จะเห็นว่าเป็นช่วงไล่เลี่ยกับที่เพลง บุษบา และวงโมเดิร์นด็อกเริ่มจะมีชื่อเสียงขึ้นมาพอดี และแม้ในปัจจุบันนี้ พี่ป๊อดก็ยังหมกมุ่นและหลงใหลในลายม้าลายอยู่อย่างเงียบๆ โดยผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าพี่โป้งและพี่เมธีที่เป็นเพื่อนร่วมวงนั้นถูกบังคับให้เข้าร่วมลัทธิตามอย่างเต็มใจหรือไม่อย่างไร เรื่องนี้คงเป็นปริศนาต่อไป จนกว่าเวลาจะเปิดเผยความจริง 

เฉลยความลับสวรรค์ ทำไมม้าลายต้องมีลาย ทำไมแมวเมากัญชาแมว

ค่ำคืนหนึ่ง ณ ศาลพระภูมิแห่งหนึ่ง แมลงวันตัวหนึ่งบินโฉบลงมาหวังจะแวะจิบแฟนต้าน้ำแดงให้ชื่นใจหลังจากบินเหนื่อยมาทั้งวัน ทันใดนั้นเอง รู้ตัวอีกที มันก็หัวทิ่มชนเสาสลบไป สิ่งสุดท้ายที่จำได้ลางๆ คือลายอะไรวะขาวๆ ดำๆ 

หลังจากนั้น กล้องแพนขึ้นข้างบน แมวตัวหนึ่งเดินวาร์ปออกมาจากศาลพระภูมิ ราวกับเพิ่งกลับจากท่องโลกวิญญาณ ถึงเวลาเหมียวออกโรงเสียที

เหมียวเดินกลับบ้านไปหาทาสของมัน เมื่อถึงบ้าน เจ้าทาสเอาน้ำเอาขนมออกมาบริการ จากนั้นควักขวดสเปรย์เล็กๆ ออกมาฉีดฟุดๆ ไปที่ตุ๊กตารูปผักต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นมะเขือเทศ แครอท หรือผักกาดขาว เหมียวสูดดมของเล่นเหล่านี้แล้วรู้สึกฟินจนอดใจไม่ไหว ต้องเอาหัวถูๆๆๆๆ แล้วลงไปนอนกลิ้งเกลือกอย่างเมามัน เจ้าทาสหัวเราะชอบใจ เจ้านายเราน่าร้ากกก 

ทำไมแมวถึงเมากัญชา 

เฉลยความลับสวรรค์ ทำไมม้าลายต้องมีลาย ทำไมแมวเมากัญชาแมว
พฤติกรรมคลาสสิกของแมวเมากัญชาแมว 
ภาพ : www.pinterest.dk

อันดับแรกก่อน กัญชาแมวไม่ใช่พืชประเภทกัญชาที่พวกมนุษย์เสพกัน แต่เป็นพืชตระกูลมินต์ที่ภาษาอังกฤษเรียก Cat Nip (Nepeta cataria) มีถิ่นกำเนิดอยู่อเมริกาเหนือ นอกจากนี้ยังมีพืชอีกสปีชีส์หนึ่งที่ก็ถือว่าเป็นกัญชาแมวเหมือนกัน แต่ขึ้นแถวจีน ญี่ปุ่น เรียกว่าต้น Silver Vine (Actinidia polygama)  

ล่าสุด มีนักวิจัยที่ญี่ปุ่นสกัดสารชื่อ Nepetalactol ออกมาจากใบกัญชาแมวฝั่งตะวันออกได้สำเร็จ และพบว่าสารตัวนี้เองที่ออกฤทธิ์ทำให้แมวฟิน และไม่ว่าจะทดลองในห้องแล็บ หรือไปออกฟีลด์ที่เกาะแมว (เกาะทาชิโระจิมะ) หรือไปทดลองกับแมวป่าและเสือดาวที่สวนสัตว์ ก็ได้ปฏิกิริยาตอบสนองแบบคลาสสิกเหมือนกันหมด คือน้องจะเข้ามาสนใจดมๆ แผ่นที่มีสารนี้พ่นไว้ จากนั้นเอาหัวถูๆๆๆๆ แล้วก็ลงไปนอนเกลือกกลิ้งอย่างมีความสุข ขณะที่หมากับหนูทดลองไม่มีปฏิกิริยาอะไรกับสารตัวนี้เลย

ถัดจากนั้น นักวิจัยทดลองต่ออีกโดยการวัดปริมาณฮอร์โมนฟิน (เบต้า-เอ็นดอร์ฟิน) ในเลือดของน้องแมวก่อนและหลังสูดดมสารสกัด ก็ปรากฏว่าการดมทำให้ระดับฮอร์โมนนี้สูงขึ้นเยอะ และเมื่อทดลองอีกแบบโดยให้น้องแมวกินยาบล็อกรีเซ็ปเตอร์ความฟินในสมอง (μ-opioid receptors) ก่อน ปรากฏว่าคราวนี้น้องดมแล้วเฉยๆ ไม่แสดงพฤติกรรมเอาหัวถูหรือนอนกลิ้งอีกต่อไป แสดงว่าการตอบสนองต่อกัญชาแมวนี่มันเชื่อมโยงอยู่กับชีวเคมีของความฟินจริงๆ

เฉลยความลับสวรรค์ ทำไมม้าลายต้องมีลาย ทำไมแมวเมากัญชาแมว
กราฟและรูปประกอบจากงานวิจัยที่ดูพฤติกรรมตอบสนองของแมวต่อสารสกัด Nepetalactol
ภาพ : advances.sciencemag.org

แต่ที่น่าสนใจที่สุดครับ ก็คือทีมวิจัยทีมนี้เขาคิดว่าความฟินจากการดมกัญชาของแมวน่าจะแฝงไว้ด้วยประโยชน์ทางวิวัฒนาการบางอย่าง เพราะตัวสาร Nepetalactol เอง เวลาอยู่ในพืชก็เอาไว้ไล่แมลงศัตรูพืชอยู่แล้ว หรือว่าเมื่อเหมียวเอาหัวไปถูก็ยืมมาใช้ไล่แมลงศัตรูเหมียวได้ด้วย

นักวิจัยทดลองพิสูจน์สมมติฐานนี้ (แบบค่อนข้างโหดหน่อย) โดยการวางยาสลบแมวทีละคู่ แต่ละคู่มีตัวที่เพิ่งเอาหัวไปถูกัญชาแมวมา และอีกตัวที่ไม่ได้ถู จากนั้นเอาตู้ใสๆ มาครอบหัวแมวทั้งสองตัวนี้ แล้วปล่อยยุงเข้าไปประมาณ 30 ตัว เพื่อดูว่ายุงจะไปเกาะหัวแมวตัวไหนมากกว่ากัน ก็ปรากฏว่าหัวน้องตัวที่ถูกับกัญชาแมวมามียุงตอมน้อยกว่าประมาณครึ่งหนึ่ง ทดลองอีกหลายรอบกับแมวอีกหลายคู่ก็ได้ผลแบบนี้

ดังนั้นสรุปแล้ว ตั้งแต่ปางบรรพ์มา แมวที่ฟินกับการถูหัวและนอนกลิ้งเกลือกกับต้น Cat Nip และ Silver Vine จะได้รับการปกป้องจากยุงกัดไปโดยปริยาย แม้ไม่ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ก็ทำให้ได้เปรียบเวลาซุ่มล่าเหยื่อยามราตรี  

ที่แท้แมวเมา ก็คือพฤติกรรมทายากันยุงนี่เอง

ไม่รู้ว่าสารนี้จะเวิร์กกับคนหรือเปล่า แม้มันจะไม่ทำให้เราฟิน แต่อย่างน้อยก็น่าเอามาประยุกต์ใช้เป็นยากันยุงตราแมวเมากัญชา ซื้อวันนี้แถมฟรีเสื้อลายม้าลาย ใช้คู่กันบอกลาทั้งเหลือบทั้งยุง แต่แค่มีผลข้างเคียงคือพ่นแล้วแมวจะมาถู

สรุปแล้ว ที่ม้ามีลายก็เพราะแมลงดูดเลือด

ที่แมวเมาแล้วน่ารักก็เพราะแมลงดูดเลือด

ถ้าไม่มีเหลือบ ก็ไม่มีม้าลาย

ทางม้าลายก็คงไม่ถูกเรียกว่าทางม้าลาย 

ศาลพระภูมิก็คงไม่มีม้าลาย

พี่ป๊อดคงเสียใจ

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น 

ถ้าไม่มียุง 

แมวก็ยังน่ารักอยู่ดี

Writer

แทนไท ประเสริฐกุล

นักสื่อสารวิทยาศาสตร์สาขาชีววิทยา ผู้เคยผ่านทั้งช่วงอ้วนและช่วงผอมของชีวิต ชอบเรียนรู้เรื่องราวสนุกๆ ที่แฝงอยู่ในธรรมชาติแล้วนำมาถ่ายทอดต่อ ไม่ว่าจะผ่านงานเขียน งานแปล และงานคุยในรายการพอดแคสต์ที่ชื่อว่า WiTcast

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load