จิงโจ้บกกับจิงโจ้น้ำต่างกันอย่างไร

อันดับแรก จิงโจ้บกเป็นสัตว์เดิน 2 ขา ขณะที่จิงโจ้น้ำมี 6 ขา อันดับต่อมา จิงโจ้บกมีกระเป๋าหน้าท้อง ส่วนจิงโจ้น้ำไม่มี และอันดับที่ 3 สำคัญมาก จิงโจ้บกอาศัยบนบก ส่วนจิงโจ้น้ำอาศัยในน้ำ

นี่คือความรู้สุดยอดจากผู้เขียนซึ่งจบดอกเตอร์ทางชีววิทยา

อืมม… ลองเขียนส่งไปแค่นี้ ดูซิท่าน บ.ก. จะว่ายังไง

เดี๋ยวสิฟระ! เป็นถึงขั้นดอกเตอร์จะเขียนแค่นี้ได้ไง ไม่เอา ขยำ ๆๆๆ ต้นฉบับ เอาให้แพะกิน จากนั้นรอแพะขี้ แล้วเก็บขี้แพะไปเป็นปุ๋ยใส่ต้นยูคาลิปตุส รอต้นยูคาลิปตุสโตแล้วโค่นมาทำกระดาษ A4 เอาล่ะ ได้กระดาษขาวแผ่นใหม่แล้ว

การตีท้ายครัวของจิงโจ้หนุ่ม เซ็กส์ประหลาดของจิงโจ้น้ำ และทำไมจิงโจ้ต้องโล้สำเภา
จิงโจ้น้ำระหว่างจับคู่ผสมพันธุ์
ภาพ : wikipedia.org

เริ่มต้นจากอย่างงี้ก็แล้วกัน คือวันก่อนผมไปอ่านเจอมาถึงพฤติกรรมที่น่าทึ่งของแมลงจิงโจ้น้ำ 

หากเราได้มีโอกาสเฝ้าดูจิงโจ้น้ำพลอดรักกัน เราจะเห็นตัวผู้ขึ้นไปขี่หลังตัวเมียแล้วเอาปลายขาทั้งหกดีดผิวน้ำเป็นจังหวะ ก่อเกิดวงคลื่นแผ่กระจายออกไปอย่างสวยงาม ผนวกรวมกับการโล้ไปข้างหน้าข้างหลังบนผิวน้ำของทั้งคู่ราวกับลีลาของนักสเก็ตน้ำแข็ง เราอาจจะมองแล้วคิดว่า โอ้ นี่มันระบำเริงรักที่แสนโรแมนติกอะไรเช่นนี้หนอ

ทว่า ในความเป็นจริงแล้ว สิ่งที่จิงโจ้น้ำตัวผู้กำลังทำอยู่ คือมันกำลังข่มขู่ตัวเมียด้วยการดีดน้ำเรียกศัตรู “จะยอมให้ข้าปล้ำดี ๆ มั้ย ถ้าไม่ยอมข้าจะเรียกไอ้มวนกรรเชียงมาแล้วนะ!”

มวนกรรเชียงคือผู้ล่าใต้ผิวน้ำที่เซอเรียลมาก ลองจินตนาการว่าใต้ผิวน้ำนั้นเป็นโลกกระจกเงา จิงโจ้น้ำที่เกาะอยู่ฝั่งหนึ่ง มองลงไปเห็นท้องแมลงอีกตัวที่เกาะสลับด้านกับมันเหมือนเป็นเงาสะท้อนของตัวเอง แต่หาใช่ไม่ จริง ๆ แล้วเงานั้นเป็นปีศาจที่อาศัยอยู่อีกฝั่งหนึ่งของโลกกระจก มันเป็นแมลงที่สเก็ตช์ผิวน้ำจากอีกด้านในท่านอนหงาย (สาเหตุให้เรียกมวนกรรเชียง หรือภาษาอังกฤษ Backswimmer) 

เมื่อเจอเหยื่อ มวนกรรเชียงจะตะครุบแล้วดึงพรวดลงไปใต้น้ำเหมือนผีดึงเราเข้ากระจก จากนั้นก็ใช้ปากแหลมเจาะดูดเลือดเราจนหมดตัว และแน่นอน ตามสูตรสัตว์ประหลาดในหนังเป๊ะ สิ่งที่ดึงดูดให้มันตามมาหาเหยื่อจนเจอก็คือ ความสั่นสะเทือน 

เพราะฉะนั้นแล้ว จังหวะการดีดน้ำของแมลงจิงโจ้ตัวผู้จึงไม่ใช่บทเพลงบรรเลงพิณที่เอาไว้ขับกล่อมตัวเมียแต่อย่างใด แต่เป็นการสร้างความสั่นที่ล่อมวนกรรเชียงให้รู้ตำแหน่ง แน่นอน เจ้ามวนร้ายอาจจะไม่ได้อยู่แถวนั้นแต่แรก แต่อาจใช้เวลาสักพักกว่าจะเดินทางมาถึง (นึกดนตรีประกอบแบบหนัง Jaws) ระหว่างนั้นตัวเมียก็อาจจะเริ่มใจไม่ดี รีบยอมให้มันปล้ำให้เร็วที่สุดแล้วเผ่นดีกว่า ขืนมวนมานี่กูโดนก่อนเลยเพราะกูอยู่ข้างล่าง ส่วนมึงขี่หลังกูอยู่สบายจัด พูดง่าย ๆ ว่าเหมือนตัวผู้เอามีดจี้คอให้ยอมมีอะไรกับมัน ตัวเมียที่โดนข่มขู่ในที่สุดก็ต้องจำใจโดนข่มขืน อนิจจามนต์รักจิงโจ้น้ำมาถึงจุดขื่นขมนี้ได้อย่างไร

การตีท้ายครัวของจิงโจ้หนุ่ม เซ็กส์ประหลาดของจิงโจ้น้ำ และทำไมจิงโจ้ต้องโล้สำเภา
คู่จิงโจ้น้ำที่กำลังผสมพันธุ์ กับมวนกรรเชียงที่กำลังมาตามความสั่นสะเทือน
ภาพ : www.discovermagazine.com

ปกติจิงโจ้น้ำเพศเมียไม่ใช่สัตว์ที่จะยอมตัวผู้ง่าย ๆ ตัวเมียผสมพันธุ์ครั้งเดียวหรือไม่กี่ครั้งก็เก็บสเปิร์มไว้ใช้ได้ตลอดชีวิต ผสมเพิ่มไปอีกก็ไม่ได้อะไรนอกจากเสียเวลาเสียพลังงาน 

ขณะที่ตัวผู้นั้นมีแรงขับดันทางวิวัฒนาการให้ผสมกับตัวเมียตัวใหม่เพิ่มเรื่อย ๆ เพราะยิ่งผสมได้มากก็ยิ่งทิ้งลูกไว้มาก และตัวมันเองก็เป็นลูกที่สืบทอดพันธุกรรมมาจากพ่อหื่นที่ประสบความสำเร็จทางด้านนี้นั่นแหละ ความต้องการที่ไม่เท่ากันของตัวผู้กับตัวเมีย คือความขัดแย้งขั้นรากฐานระหว่างเพศ ซึ่งคลาสสิกมากในโลกของสัตว์ 

ในกรณีของจิงโจ้น้ำ เมื่อสงครามระหว่างเพศดำเนินมาถึงจุดหนึ่ง ตัวเมียก็เริ่มมีวิวัฒนาการแก้เกมตัวผู้หื่นด้วยการเกิดอวัยวะปิดฝาโยนีขึ้นมา ซึ่งผมจะเรียกฝาปิดนี้ว่า ‘จะปิ้ง’ ตามชื่อแผ่นปิดจุดซ่อนเร้นของคนโบราณก็แล้วกัน ปกติแผ่นจะปิ้งปิดโยนีจิงโจ้น้ำจะอยู่ภายใต้บังคับบัญชาของตัวเมียเท่านั้นว่าวันนี้จะเปิดหรือจะปิดร้าน หากตัวเมียไม่ยอม ตัวผู้ก็หมดสิทธิจะทำอะไรทั้งสิ้น ต่อให้ลึงค์แข็งแรงแค่ไหนก็ไม่สามารถใช้กำลังทะลุทะลวงปราการเหล็กด่านสุดท้ายของอิสตรีเข้าไปได้

นั่นจึงเป็นที่มาของวิธีสกปรก 

วิวัฒนาการแก้เกมของตัวผู้ก็คือกลยุทธ์ข่มขู่ดังที่เล่าไป “ถ้ากลัวก็รีบเปิดจะปิ้งเสียดี ๆ ไม่อย่างนั้นเจอไอ้มวนกุนเชียงจกพุงไม่รู้ด้วยนะ!”

แน่นอน ในทางวิทยาศาสตร์เราเล่าเป็นตุเป็นตะอย่างเดียวไม่ได้ แต่ต้องพยายามทดลองด้วยว่ามีหลักฐานสนับสนุนคำอธิบายของเราหรือไม่ ซึ่งงานวิจัยหลักในหัวข้อนี้ทำไว้โดยทีมจากมหาวิทยาลัยแห่งชาติโซล (Seoul National University) ประเทศเกาหลีใต้ (ตามไปอ่านได้ที่ www.nature.com/articles/ncomms1051

ผลวิจัยพบว่ากลยุทธ์การใช้ความกลัวได้ผลดีมาก หลังจากตัวผู้เริ่มดีดน้ำขู่ไม่กี่นาที ตัวเมียก็ยอมเปิดจะปิ้งให้เลย ขณะที่ถ้านักวิจัยทดลองบล็อกตัวผู้ไม่ให้ดีดถึงน้ำ ตัวผู้จะต้องขี่หลังตัวเมียนานเฉลี่ยถึง 20 นาทีหรือบางครั้งนานเป็นชั่วโมง ตัวเมียถึงจะรำคาญจนยอมเปิดจะปิ้งให้ในที่สุด แสดงว่าการขู่ล่อมวนช่วยลดเวลาในการยินยอมของตัวเมียได้ ที่น่าสนใจมาก ๆ คือตัวเมียที่เคยผ่านประสบการณ์โดนมวนกรรเชียงทำร้ายมาก่อนแล้วรอดชีวิตมาได้ จะยิ่งรีบเปิดจะปิ้งให้ตัวผู้แทบจะในทันที คล้ายว่าเป็นความกลัวฝังใจของนางมาก ไม่อยากโดนมวนจกอีกแล้ว จะให้ทำอะไรก็ยอมทั้งนั้น ซึ่งนี่เองเป็นสิ่งที่ตัวผู้ฉกฉวยประโยชน์

ผลการทดลองสุดท้ายที่ทำให้การตีความเรื่องทั้งหมดดูน่าจะเป็นจริงและไม่ใช่เรื่องบังเอิญ คือทุกครั้งที่มีมวนกรรเชียงอยู่ในละแวกใกล้ ๆ ตัวผู้ที่ขี่หลังตัวเมียอยู่จะยิ่งดีดน้ำถี่ขึ้น แรงขึ้น เหมือนกับเป็นการจงใจตะโกนเรียก “มาทางนี้! ไอ้กุนเชียงมาทางนี้!” และมวนก็จะรีบว่ายมาตามความสั่นนั้นจริงๆ

เอาล่ะ ดูจิงโจ้น้ำไปแล้ว มาดูจิงโจ้บกกันบ้าง

ถึงตอนนี้หลายคนอาจจะเดาไม่ถูกแล้วว่าบทความนี้มันจะไปทางไหนต่อ

แต่เอาเป็นว่าเรามาคั่นรายการกันด้วยเรื่องที่มาของชื่อจิงโจ้ก่อนละกัน

จิงโจ้บก ภาษาอังกฤษเรียก แกงการู (Kangaroo) ซึ่งรากศัพท์นั้นเล่ากันว่าเริ่มมาจากกัปตันคุกล่องเรือไปถึงออสเตรเลีย แล้วก็ถามชาวบ้านอะบอริจินแถวนั้นว่า “ไอ้โดดโหยง ๆ สองขานี่ตัวอิหยัง” ชาวบ้านคนนั้นทำหน้าหล่อแล้วตอบกลับไปว่า “แกงการู” ซึ่งหลังจากฝรั่งเรียกตามไปทั่วโลกแล้ว ถึงค่อยมาค้นพบทีหลังว่าแกงการูในภาษาท้องถิ่นแปลว่า “กูฟังมึงไม่รู้เรื่อง”

แน่นอน เรื่องนี้เป็นที่มาเท็จ คงประมาณเดียวกับตำนาน “แมงโก้ส้นตีน” ของเมืองไทย ซึ่งทุกคนน่าจะเคยได้ยินนะ ในความเป็นจริง แกงการู ภาษาถิ่นแถวนั้นก็แปลว่าจิงโจ้นั่นแหละถูกแล้ว คนฝรั่งที่จดบันทึกมาก็เรียกถูกแล้ว ซึ่งคนที่จดก็คือนักธรรมชาติวิทยาชื่อ เซอร์ โจเซฟ แบ็งค์ (Sir Joseph Banks) หนึ่งในลูกเรือที่ไปกับกัปตันคุกนั่นเอง โดยวันที่ที่ลงในบันทึกก็คือ 12 กรกฎาคม ค.ศ. 1770

ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 4 (ค.ศ. 1861) คณะทูตไทยได้ไปเยือนสวนสัตว์ที่ฝรั่งเศสแล้วได้จดบันทึกการเห็นจิงโจ้ตัวเป็น ๆ ครั้งแรกของคนไทย โดย พระณรงค์วิชิต (จอน บุนนาค) ได้บรรบายไว้ว่า

“สัตว์อีกอย่างหนึ่งเป็นของประหลาด ไม่มีในเขตแดนสยาม เท้าหน้าสั้น เท้าหลังยาว รูปคล้ายชะมด มีถุงอยู่ที่ท้อง เมื่อเวลาเที่ยวหากิน ลูกก็ออกจากถุง เที่ยวเดินตามแม่ คนที่ไปดูตบมือให้ตกใจ ลูกก็วิ่งเข้าในถุงท้องแล้วเยี่ยมหน้าออกมา แม่ก็พาวิ่งไป ฝรั่งเศสเรียกว่า กังกูลู เป็นสัตว์บก”

อย่างไรก็ตาม ในพจนานุกรมไทยสมัยรัชกาลที่ 5 (ค.ศ. 1896) กลับมีการบัญญัติให้เรียกสัตว์ชนิดนี้ว่า ‘จิงโจ้’ แทนที่จะเรียก ‘กังกูลู’ ตามต้นฉบับ อยู่ดี ๆ ทำไมถึงเปลี่ยนมาใช้คำนี้

ที่น่าสนใจยิ่งกว่า คำว่า ‘จิงโจ้’ ปรากฏอยู่ในพระราชนิพนธ์ อิเหนา ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1 ซึ่งมีมานานก่อนชาวสยามจะรู้จักจิงโจ้ที่เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมมีกระเป๋าหน้าท้องเสียด้วยซ้ำ

กระลุมพู จับกระลำพักพ้อ

จิงโจ้ จับจิงจ้อแล้วส่งเสียง

ในบทชมนกของอิเหนาบทนี้ กระลุมพูเป็นชื่อนกชนิดหนึ่ง ส่วนกระลำพักเป็นชื่อต้นไม้

ท่อนต่อมาก็เช่นกัน จิงโจ้เป็นชื่อนกชนิดหนึ่ง ส่วนจิงจ้อเป็นชื่อต้นไม้

ปรากฏว่าก่อนจิงโจ้จะแปลว่าจิงโจ้ จิงโจ้ในสมัยนั้นเคยเป็นชื่อนกมาก่อน แต่ก็ไม่มีใครแน่ใจว่าหมายถึงนกอะไรในปัจจุบัน รู้แต่มันอาจจะร้องเสียง จี-โจ้ จี-โจ้ และเมื่อร้องก็อาจจะโยกหัวและตัวไปมา แลดูยงโย่ยงหยก จึงเหมาะกับชื่อ จิง-โจ้ จิง-โจ้

อีกหลักฐานความเก่าแก่ของคำว่าจิงโจ้ คือบทเพลงกล่อมเด็กที่มีมาแต่โบราณจนไม่ทราบที่มาดั้งเดิม

จิงเอ๋ยจิงโจ้ มาโล้สำเภา

หมาในไล่เห่า จิงโจ้ตกน้ำ

หมาในไล่ซ้ำ จิงโจ้ดำหนี

เอากล้วยสองหวี รับขวัญจิงโจ้

ไม่มีใครรู้เหมือนกันว่าทำไมจิงโจ้ในเพลงต้องไปโล้สำเภา แต่ปรากฏว่าในสมัยรัชกาลที่ 3 ได้มีการเอาบทกลอนนี้ไปถ่ายทอดเป็นภาพจิตกรรมฝาผนังที่วัดโพธิ์ และศิลปินก็ได้ตีความวาด ‘จิงโจ้โล้สำเภา’ ออกมาเป็นลักษณะ ผู้ชายเกือบเปลือยเกาะยงโย่อยู่ที่หัวเรือสำเภา และถ้าดูดี ๆ จะเห็นตีนนางเป็นตีนนก แถมมีขนนกอุย ๆ ปกคลุมตรงแขนด้วย สรุป จิงโจ้เวอร์ชันนี้คือเบิร์ดแมนนั่นเอง และเป็นเบิร์ดแมนที่ชอบทำบัดสีกับเรือสำเภาด้วยเหตุผลบางประการ

การตีท้ายครัวของจิงโจ้หนุ่ม เซ็กส์ประหลาดของจิงโจ้น้ำ และทำไมจิงโจ้ต้องโล้สำเภา
ภาพจากบทความ คนไทยเห็น “จิงโจ้” ครั้งแรกเมื่อใด? ทำไม “แกงการู” ในไทยถึงเรียกว่า “จิงโจ้”?
ภาพ : ศิลปกรรมวัฒนธรรม www.silpa-mag.com/history/article_32945

จะอย่างไรก็ตามแต่ แอคชันโล้สำเภากับการที่มีน้ำอยู่ในเรื่องด้วย ก็ชวนให้ผมคิดอย่างไม่มีมูลเลยแม้แต่น้อยว่า ไม่แน่จิงโจ้น้ำก็อาจจะเป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจให้เกิดเนื้อเพลงกับภาพนี้ขึ้นมาด้วยก็ได้นะ ไม่แน่แอคชันโล้สำเภานั่นแหละคือพฤติกรรมขย่มตัวดีดน้ำเรียกมวนกรรเชียงของตัวผู้เวลาขึ้นขี่ตัวเมีย ซึ่งคนโบราณอาจจะสังเกตเห็นมาตั้งแต่สมัยนั้นแล้ว และไม่แน่ชื่อจิงโจ้น้ำอาจจะมีมาก่อนจิงโจ้บก โอ้ว… อันนี้ผมมั่วนะครับ แต่ก็น่าสนใจ 

ท้ายที่สุด จิงโจ้ช่างเป็นคำที่ใช้เรียกสัตว์หลากหลายเหลือเกิน ทั้งนกจิงโจ้ แมลงจิงโจ้ จิงโจ้แบบเบิร์ดแมนแฟนทาสติกบีสต์ จนนักประวัติศาสตร์หลายท่านเชื่อกันว่า พอถึงสมัยรัชกาลที่ 5 มันอาจจะกลายเป็นคำที่ไว้เรียกสัตว์ประหลาดแบบกว้าง ๆ และพอคนไทยเริ่มรู้จักแกงการูซึ่งมีความประหลาด แถมยังเคลื่อนไหวยงโย่ยงหยก คงคอนเซปเดียวกับพวกที่เคยใช้ชื่อนี้มาก่อนด้วย ชื่อจิงโจ้ก็เลยตกเป็นสมญาของแกงการูในภาษาไทยไปโดยปริยาย 

ผมไม่รู้หรอกนะว่าแกงการูอร่อยมั้ย แต่แกงกาหรี่นั้นอร่อยแน่นอน

กลับมาปิดท้ายกันด้วยคำถามที่ว่า จิงโจ้บกกับจิงโจ้น้ำต่างกันอย่างไร

เอาจริง ๆ มันจะเด็ดมากถ้าหากว่าผมค้นคว้าเจอพฤติกรรมวิตถารหื่นโหดของจิงโจ้บกตัวผู้มาแข่งกับจิงโจ้น้ำที่เล่าไปได้ แต่ปรากฏว่าเท่าที่ค้นดู จิงโจ้บกตัวผู้นี่ไม่ค่อยมีอะไรวิตถารเท่าไหร่เลย ตัวเมียของมันก็ชิลล์มาก สาเหตุที่เกิดความสงบสุขทางเพศเช่นนี้ได้ อาจเป็นเพราะระบบผสมพันธุ์ของจิงโจ้บกเป็นแบบมีจ่าฝูงตัวเดียวครอบครองกรรมสิทธิ์ตัวเมียทั้งหมด ถ้าเป็นในสังคมมนุษย์ก็ไม่ใช่ค่านิยมที่ควรยกย่องเท่าไหร่ แต่อย่างน้อยในกรณีของจิงโจ้บก ตัวเมียที่อยู่ภายใต้การดูแลของพี่เบิ้มก็ไม่ต้องทนรำคาญตัวผู้ตัวเล็กตัวน้อยที่หื่นจัด แล้วคอยจ้องจะเข้ามาปล้ำมันตลอดเวลา สมมติถ้ามีไอ้เปี๊ยกตัวไหนคิดจะเข้ามาลวนลาม ตัวผู้จ่าฝูงก็จะโดดเข้ามาต่อยทันที ไม่ก็โน้มคอถีบ (มีงานวิจัยบอกด้วยว่าตัวผู้ที่กล้ามแขนใหญ่ยิ่งต่อสู้เก่ง) 

การตีท้ายครัวของจิงโจ้หนุ่ม เซ็กส์ประหลาดของจิงโจ้น้ำ และทำไมจิงโจ้ต้องโล้สำเภา
จิงโจ้บกตัวผู้สู้กัน
ภาพ : BBC Earth

การเป็นจิงโจ้บกตัวผู้ ถ้าอยากได้เมียกับเขาบ้างก็ต้องกินเยอะ ๆ โตไว ๆ และฝึกฝนหมัดมวยจนเก่งกล้าพอจะล้มจ่าฝูงตัวเก่าให้ได้ก่อน ศึกแห่งการผสมพันธุ์ในจิงโจ้บกจึงเป็นศึกระหว่างตัวผู้กับตัวผู้เป็นหลัก ไม่ได้มาซวยตัวเมียเหมือนอย่างในจิงโจ้น้ำ 

แต่ก็อีกนั่นแหละ เมื่อมีการแข่งขันที่เข้มข้น ก็ย่อมเกิดวิวัฒนาการวิธีเล่นสกปรกนอกกติกาขึ้นมาอีกแล้ว (หัวข้อนี้เรียกว่า Alternative Mating Tactics เป็นหัวข้อใหญ่ในวิชาพฤติกรรมศาสตร์ที่สักวันผมอยากเปิดคอร์สสอนมาก) เพียงแต่จิงโจ้บกตัวผู้ไม่ได้ตุกติกด้วยการทำร้ายข่มขู่ตัวเมีย แต่อาศัยทีเผลอของลูกพี่จ่าฝูงแอบเข้าไปเล่นชู้กับตัวเมียอย่างรวดเร็ว ไม่มีใครทันเห็น ซึ่งตัวเมียเองก็สมยอมและไม่ได้ขัดขืนอะไรด้วย อาจจะเป็นเพราะการเข้ามาของเด็กหนุ่มในลักษณะนี้เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วยความถี่กำลังดี ไม่มากเกินไปจนรำคาญ และตัวเมียเองก็อาจจะได้ประโยชน์จากการเพิ่มความหลากลายทางพันธุกรรมให้กับลูกที่เกิดมาบ้าง ไม่ใช่ว่ามีแต่ลูกที่ปฏิสนธิด้วยสเปิร์มของตัวจ่าฝูงอยู่ตัวเดียว 

สรุปแล้ว อาจกล่าวได้ว่า จิงโจ้บกต่างจากจิงโจ้น้ำตรงที่ตัวผู้ของจิงโจ้น้ำเลวกับตัวเมียมากกว่าเยอะ

การที่มันใช้ความกลัวเป็นเครื่องมือ ดีดน้ำเรียกปีศาจร้ายมากดขี่ให้ตัวเมียต้องยอม ถ้าเป็นคนก็เข้าข่ายแบล็กเมลข่มขู่ “คอยดูนะ ถ้าเธอไม่ยอม ฉันจะปล่อยคลิปเรียกพวกมวนกรรเชียงมารุม” 

พฤติกรรมมนุษย์อาจจะมีต้นตอมาจากสัญชาตญาณธรรมชาติทั้งนั้น แต่นั่นไม่ใช่ข้ออ้างที่เราจะหยุดวิวัฒนาการในระดับสติปัญญาและจริยธรรม

และเมื่อได้อ่านบทความตอนนี้แล้ว เราควรเลิกด่าผู้ชายเหี้ยว่า ไอ้เหี้ย

แต่เราควรด่ามันว่า ไอ้จิงโจ้น้ำ

อ้างอิงข้อมูล

th.wikipedia.org/wiki/จิงโจ้_(เทพปกรณัม)

www.silpa-mag.com/history/article_32945

www.discovermagazine.com/planet-earth/male-water-striders-summon-predators-to-blackmail-females-into-having-sex

www.atlasobscura.com/articles/the-sexual-intimidation-tactics-of-the-male-water-strider

www.youtube.com/watch?v=mUm7b5_UGZ0

slll.cass.anu.edu.au/centres/andc/borrowings-australian-aboriginal-languages

Writer

แทนไท ประเสริฐกุล

นักสื่อสารวิทยาศาสตร์สาขาชีววิทยา ผู้เคยผ่านทั้งช่วงอ้วนและช่วงผอมของชีวิต ชอบเรียนรู้เรื่องราวสนุกๆ ที่แฝงอยู่ในธรรมชาติแล้วนำมาถ่ายทอดต่อ ไม่ว่าจะผ่านงานเขียน งานแปล และงานคุยในรายการพอดแคสต์ที่ชื่อว่า WiTcast

เมฆนม

งานเขียนเบาๆ ว่าด้วยความเชื่อมโยงระหว่างชีวิตกับสรรพสิ่ง โดยแทนไท ประเสริฐกุล

หมายเหตุ – คอลัมน์เมฆนมหายไปนาน เพราะผู้เขียนมัวแต่ติดพันงานอื่นเยอะแยะมากมายก่ายกองสารพัดสารพันอิรุงตุงตุ้มมะรุมตุมนังไปหมด แม้กระทั่งตอนนี้ก็ยังไม่มีเวลาและจังหวะสมาธิพอที่จะละเมียดเขียนตอนใหม่ ด้วยฉะนี้แล้วจึงขอหยิบยืมผลงานเก่าของตัวเองที่เคยตีพิมพ์ในเว็บ Open Online เมื่อปี 2007 มาเผยแพร่ใหม่อีกครั้งก็แล้วกัน หวังว่าสาธุชนจะยังได้รับสาระบันเทิงจากเรื่องนี้อยู่ และถ้าชอบ ขอแนะนำให้ไปฟังเรื่องไคเมร่าต่อได้ในรายการ WiTcast ep 10.2 นะขอรับ

เป็นไปได้มั้ยครับ ที่ใครคนสักคนหนึ่งจะเป็นพ่อของหลานตัวเอง? หรือเป็นป้าของลูกตัวเอง? (ตอนเขียนบทความนี้ ผมยังไม่เคยดู Game of Thrones)

แล้วลองนึกภาพดูสิครับ จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าเกิดว่า ครึ่งหนึ่งของสเปิร์มในอัณฑะ (หรือไข่ในรังไข่) ของคุณ ไม่ได้เป็นของตัวคุณเอง แต่กลับเป็นของพี่ชายคุณหรือน้องสาวคุณเอามาฝากไว้?

ทั้งหลายที่ว่ามา ถ้าเป็นในคนก็คงจินตนาการได้ยากโขอยู่… แต่ถ้าเป็นในตัวมาร์โมเส็ทแล้วล่ะก็ ทั้งหมดนี้ถือได้ว่าเป็นเรื่องธรรมดามาก ๆ 

‘มาร์โมเส็ท’ (Marmoset) เป็นลิงตัวเล็ก ๆ ประเภทหนึ่ง ซึ่งอาศัยอยู่ในป่าเขตร้อนแถวอเมริกาใต้ (หรือแถวตลาดจตุจักรก็หาได้เหมือนกัน) ดูผิวเผินพวกมันก็หน้าตาเหมือนลิงธรรมดา ไม่ได้มีอะไรแปลกประหลาดมาก ทว่าเมื่อเจาะลึกลงไปถึงระดับเซลล์ มาร์โมเส็ทกลับแฝงไว้ซึ่งความพิศดารอันน่าอัศจรรย์ยิ่ง

มาร์โมเส็ท กับพันธุกรรมไคเมร่า เมื่อลิงหนึ่งตัวมีหลายตัวตนในร่างเดียว

สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมปกติทั่วไป เริ่มต้นชีวิตด้วยเซลล์เดียว จากนั้นจึงค่อย ๆ แบ่งตัวจาก 1 เป็น 2 เซลล์ จาก 2 เป็น 4 เซลล์ เป็น 16 เป็น 32 ไปเรื่อย ๆ จนกระทั่ง สมมติว่าถ้าเป็นคน เมื่อโตเต็มที่ก็จะมีเซลล์รวมทั้งหมดถึงประมาณ 100,000,000,000,000 (100 ล้านล้าน) เซลล์ เป็นตัวเลขที่เยอะกว่าจำนวนดวงดาวทั้งหมดในกาแล็กซี่ของเราซะอีก! (กาแล็กซี่ทางช้างเผือกมีดาวประมาณ 2 แสนล้านดวง) แต่ไม่ว่าจะมีเซลล์เยอะแค่ไหนก็ตาม สุดท้ายแล้วบรรดาเซลล์พวกนี้ทุก ๆ เซลล์ก็จะยังมีรหัสดีเอ็นเอที่เหมือนกันทั้งหมด จะไม่ให้เหมือนได้ยังไงล่ะครับ ในเมื่อมันต่างก็ก็อปปี้ ๆ ต่อ ๆๆๆ กันมาจากเซลล์เริ่มต้นเซลล์เดียวกัน ซึ่งก็คือเจ้าเม็ดเซลล์ดั้งเดิมที่ได้มาจากการรวมตัวกัน ระหว่างไข่ของแม่กับสเปิร์มของพ่อนั่นเอง

เช่นนี้แล้วก็หมายความว่า หากคุณไปก่ออาชญากรรมที่ไหนสักแห่งแล้วเผลอทิ้งร่องรอยเอาไว้ มันไม่สำคัญหรอกว่าเซลล์ที่คุณได้ทำหล่นเอาไว้จะเป็นเซลล์ผิวหนัง เซลล์ลำไส้เล็ก เซลล์สมอง เซลล์หัวใจ เซลล์รากขนจมูก เซลล์เยื่อบุทวารหนัก หรือเซลล์ส้นเท้าอะไรก็แล้วแต่ ทุก ๆ เซลล์ล้วนมีรหัสดีเอ็นเอเหมือนกันทั้งหมด บรรจุรหัสพันธุกรรมฉบับเดียวกันเอาไว้ทั้งหมด ตำรวจนำเซลล์ชนิดไหนก็ได้ไปใช้ในการระบุตัวตนของคุณ หรือจะให้เว่อร์ยิ่งขึ้น ขอเพียงคุณฮัดชิ่วใส่กระดาษสักแผ่น หรือแค่เช็ดตูดด้วยทิชชูสักใบ (เอาแบบสาก ๆ นะ) นักวิทยาศาสตร์ก็เก็บเอาเศษเซลล์พวกนี้ไปโคลนนิ่งออกมาเป็นคุณคนใหม่ได้ทั้งคน โดยไม่ยากเย็นแต่อย่างใด (ในทางทฤษฎี)

สรุป เซลล์ทุกเซลล์มีรหัสดีเอ็นเอเหมือนกันหมด และรหัสดีเอ็นเอชุดนั้น ไม่ว่าจะมาจากเซลล์ไหน มันก็คือ ‘ตัวตน’ เพียงหนึ่งเดียวทางพันธุกรรมของคุณ สรุปให้ง่ายขึ้นอีก สมมติรหัสพันธุกรรมของคุณเขียนว่า ‘ฮุมบารีฮุนบุนบาเล’ คุณไปดูที่เซลล์ไหนในตัวคุณ มันก็จะเขียน ‘ฮุมบารีฮุนบุนบาเล’ เหมือนกันหมด ในขณะที่ถ้าคุณไปดูของคุณป้าสมจิตข้างบ้าน ของแกก็จะเขียนเหมือนกันหมดทุกเซลล์เช่นกัน แต่อาจจะเขียนต่างไปจากคุณ คือเป็น ‘ฮุมบารูฮันบันบารัม’ แทน โดยปกติในสัตว์ทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นในคนหรือในชนิดไหน ๆ เรื่องราวก็จะเป็นประมาณนี้ทั้งสิ้น แต่ที่น่าสนใจก็คือ ปรากฏว่าในมาร์โมเส็ท มันไม่ใช่แฮะ

ในลิงมาร์โมเส็ท คุณแม่มักจะให้กำเนิดลูกแฝด 2 เสมอ แฝดในที่นี้ไม่ใช่แฝดแบบที่หน้าตาเหมือนกันเป๊ะ แต่เป็นแฝดแบบคนละไข่กัน ก็คือเป็นเสมือนพี่น้องที่แค่เกิดมาร่วมครรภ์ในเวลาเดียวกันเฉย ๆ เรื่องแปลกไม่ได้อยู่ตรงนี้หรอกครับ เพราะว่าขนาดในคน แฝดคู่ไม่เหมือน หรือ Unidentical Twins (เรียกอีกอย่างว่า Fraternal Twins) ก็มีให้เห็นอยู่ถมไป ทว่าในมาร์โมเส็ทนั้น มันจะมีปรากฏการณ์ที่พิเศษมาก ๆ อย่างหนึ่งเกิดขึ้น นั่นก็คือในวันที่ 18 – 20 หลังจากตัวอ่อนคู่แฝดทั้งสองได้รับการปฏิสนธิ รกของพวกมันจะค่อย ๆ เริ่มเติบโตมาผสานรวมกัน จนเกิดเป็นท่อที่เชื่อมโยงตัวอ่อนทั้งสอง ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนเซลล์ระหว่างกันและกันได้ เซลล์จากแฝดพี่อาจโยกย้ายภูมิลำเนาไปอยู่ฝั่งตัวอ่อนน้อง ขณะเดียวกัน เซลล์แฝดน้องก็อาจจะอพยพข้ามไปปะปนอยู่กับเซลล์ของตัวอ่อนพี่ได้! 

โอวว นึกภาพอะไรดีล่ะครับ นึกถึงนาฬิกาทรายที่ตั้งเอาไว้แนวนอนก็แล้วกัน ในกระเปาะแก้วฝั่งหนึ่งมีทรายสีขาว ส่วนอีกฝั่งหนึ่งมีทรายสีดำอยู่ เทกลับไปกลับมาสัก 2 – 3 รอบ ฝั่งดำก็จะได้ทรายสีขาวไปปนอยู่ปริมาณหนึ่ง ส่วนฝั่งขาวก็จะได้ทรายสีดำเข้ามาแทรกด้วยเช่นเดียวกัน สิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวอ่อนพี่น้องมาร์โมเส็ทก็เป็นประมาณนี้แหละครับ และหลังจากช่วงแลกเปลี่ยนเซลล์ผ่านไป ตัวอ่อนแต่ละตัวยังคงต้องแบ่งเซลล์ต่ออีกหลายรอบ คุณลองจินตนาการดูก็แล้วกันว่า พอโตขึ้นมา ตัวตนทางพันธุกรรมของพวกมันจะออกมาเป็นยังไง

ผลลัพธ์ที่ได้ หากคุณนำมาร์โมเส็ทโตเต็มที่มาสักตัวหนึ่ง เจาะเลือดหรือถอนขนมันออกมาตรวจดู คุณจะไม่ได้พบแค่เซลล์ที่บรรจุพันธุกรรมของตัวมันเองเพียงอย่างเดียว แต่จะพบเซลล์ที่บรรจุรหัสพันธุกรรมพี่น้องฝาแฝดของมันผสมผสานอยู่ด้วย! เท่ากับว่ามาร์โมเส็ทตัวนั้นเป็นทั้งตัวมันเองและทั้งพี่น้องของมันด้วยในเวลาเดียวกัน พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ มาร์โมเส็ทมีตัวตนในระดับพันธุกรรมถึง 2 ตัวตนในร่างเดียว! ในทางวิทยาศาสตร์ เราเรียกสิ่งมีชีวิตที่มีลักษณะพิเศษแบบนี้ว่า Genetic Chimera หรือ ไคเมร่าพันธุกรรม

ไคเมร่า มาจากชื่อสัตว์ประหลาดในตำนานกรีก ซึ่งมีลักษณะผสมผสานระหว่างสัตว์หลาย ๆ ชนิด มีหัว 3 หัว หัวหนึ่งเป็นสิงโต อีกหัวหนึ่งเป็นมังกร ส่วนอีกหัวหนึ่งเป็นแพะ ในทางพันธุกรรม ภายนอกสัตว์ที่เป็นไคเมร่าจะมีหน้าตาเหมือนสัตว์ปกติธรรมดาทั่วไปนี่แหละ มีแต่ในระดับเซลล์เท่านั้นที่เป็นส่วนผสมระหว่างสัตว์มากกว่า 1 ตัวเข้าด้วยกัน

มาร์โมเส็ท กับพันธุกรรมไคเมร่า เมื่อลิงหนึ่งตัวมีหลายตัวตนในร่างเดียว

ตั้งแต่เมื่อหลายสิบปีก่อน แวดวงวิทย์รู้มานานแล้วล่ะครับว่า มาร์โมเส็ทเป็นไคเมร่าในเลือด หมายถึงว่าเม็ดเลือดมันมีปนเปทั้งที่เป็นเซลล์ของตัวเองและเซลล์ที่ได้มาจากพี่น้องฝาแฝดด้วย แต่เมื่อปี 2007 เพิ่งมีการค้นพบว่า ระบบอื่น ๆ ในร่างกายของมันก็เป็นแบบนั้นด้วยเหมือนกัน ผลการวิจัยโดยทีมของ ดร. คอรินน่า รอสส์ (Corinna Ross) แห่งมหาวิทยาลัยเนบราสก้า สาขาลินคอล์น (University of Nebraska at Lincoln) ระบุว่า มาร์โมเส็ทเป็นไคเมร่าแทบจะทั้งตัวเลยก็ว่าได้ แต่จะเป็นมากเป็นน้อยนั้นแล้วแต่อวัยวะ ยกตัวอย่างเช่น ในม้ามหรือในตับ อาจจะประกอบไปด้วยเซลล์ที่มาจากฝาแฝดถึงประมาณ 30 – 40 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ถ้าเป็นอวัยวะอย่างผิวหนังหรือสมอง อาจจะพบเซลล์ของฝาแฝดปะปนอยู่แค่ไม่ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ เป็นต้น

ที่น่าสนใจที่สุดก็คือ ปรากฏการณ์ไคเมร่าในมาร์โมเส็ทที่พบนั้น ไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่ตับ ไต ไส้พุง ปอด ม้าม เลือด หัวใจ ผิวหนัง หรือสมองเท่านั้น แต่ยังแพร่ขยายเกินเลยไปจนถึงระดับเซลล์สืบพันธุ์ด้วย! นั่นหมายความว่าอย่างไรครับ ถ้าว่ากันตามนี้ก็คือ มาร์โมเส็ทตัวผู้ตัวหนึ่งที่คุณเห็นกำลังเดิน ๆ ชิลล์ ๆ อยู่บนต้นไม้เนี่ย ไม่เพียงแต่มีสเปิร์มของตัวเองอยู่ในอัณฑะของมันเท่านั้น แต่ยังคอยพกพาสเปิร์มของพี่ชาย (หรือน้องชาย) ของมันอีกจำนวนหนึ่งติดตัวไปไหนมาไหนด้วยตลอดเวลา!

เท่ากับว่า เมื่อไหร่ก็ตามที่มาร์โมเส็ทหนุ่มตัวนี้ไปมีเมียมีลูก ลูกที่เกิดมาอาจจะมีอยู่อีกส่วนหนึ่ง (ตามผลวิจัยค้นพบว่าเป็นประมาณ 1 ใน 3) ที่จะได้รับสืบทอดพันธุกรรมของพี่น้องฝาแฝดของมันไปแทน พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ เด็ก ๆ อาจถือกำเนิดมาจากสเปิร์มของคุณลุง แทนที่จะเกิดมาจากสเปิร์มของพ่อแท้ ๆ ของตัวเอง ทั้ง ๆ ที่คุณแม่ก็ไม่ได้เคยไปมีชู้กับพี่ชายของสามีมาก่อน จากมุมมองของคุณพ่อ ลูกที่เกิดมาอาจจะไม่ใช่ลูก แต่อาจจะเป็นหลานของตัวเอง มาร์โมเส็ท 2 ตัว อาจจะเป็นทั้งพี่น้องกัน และเป็นลูกพี่ลูกน้องกันด้วยในเวลาเดียวกัน

เอาเถอะ ประเดี๋ยวไว้ค่อยมางงเรื่องครอบครัวมาร์โมเส็ทกันต่อละกันนะครับ ตอนนี้ขอเปลี่ยนเรื่องไปดูในคนมั่งดีกว่า ว่าหากเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นมาบ้าง มันจะเป็นยังไง

ปรากฏว่าในคนเราเนี่ย ก็มีปรากฏการณ์ไคเมร่าเกิดขึ้นบ้างเหมือนกันครับ แต่ว่า นานน้านนจะพบเป็นข่าวขึ้นมาสักที ไม่ได้เกิดเป็นอาจิณเหมือนอย่างในมาร์โมเส็ท

เรื่องแรก ลิเดีย แฟร์ชาลด์ (Lydia Fairchild) คุณแม่ลูก 3 ประสบปัญหาเศรษฐกิจฝืดเคือง ก็เลยไปสมัครขอความช่วยเหลือทางด้านการเงินจากหน่วยงานรัฐ ตามกฎคาดว่า ยิ่งมีบุตรธิดาจำนวนมากเท่าไหร่ ก็น่าจะยิ่งมีสิทธิในการขอรับเงินได้มากขึ้นเท่านั้น อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการป้องกันการโกง (เผื่อประเดี๋ยวไปเอาลูกใครไม่รู้มาอ้าง) เจ้าหน้าที่ก็จะต้องมีการขอตรวจดีเอ็นเอดูให้เรียบร้อยเสียก่อนว่าเป็นแม่กับลูกกันจริงหรือเปล่า ไม่อย่างงั้นก็จะอนุมัติให้ไม่ได้ ตรงจุดนี้ คุณลิเดียแกก็ไม่ได้ว่าอะไร ก็เข้ารับการตรวจไปตามเรื่อง แต่ปรากฏว่าผลตรวจที่ออกมามันช่างน่าเซอร์ไพรซ์นัก

ผลดีเอ็นเอระบุว่า เด็ก ๆ เหล่านั้นเป็นพี่น้องกันจริง และเป็นลูกของสามีคุณลิเดียจริง แต่กลับไม่ใช่ลูกที่แท้จริงของตัวแกเอง… คุณลิเดียแกก็เถียงบอก มันจะไม่ใช่ได้ยังไงฟะ ก็คลอดออกมาจากท้องตัวเองชัด ๆ แล้วจะให้เป็นลูกคนอื่นไปได้ยังไง!?

อย่างไรก็ตาม ทางการเขาก็ไม่สนล่ะครับ ถือว่าว่ากันตามผลดีเอ็นเอเป็นหลัก คุณลิเดียเลยโดนข้อหาต้องสงสัย ว่าไปลักพาตัวลูกคนอื่นมาแอบอ้าง ซึ่งในกรณีนี้รัฐมีสิทธิที่จะจัดการยึดตัวเด็ก ๆ ไปดูแลแทนได้ คุณลิเดียแกเจอแบบนี้เข้าก็ฉุนกึก รีบไปค้นหาหลักฐานรูปถ่ายตอนท้อง สูติบัตร ใบรับรองจากหมอสูติฯ ต่าง ๆ นานาเอามายืนยัน แต่จนแล้วจนรอด ก็ไม่มีใครยอมรับฟัง ขนาดทนายเองก็ไม่มีเจ้าไหนยอมรับทำคดีความ เพราะในชั้นศาลแล้ว หลักฐานดีเอ็นเอถือว่าเป็นเสมือนสิ่งศักสิทธิ์ จะไปเถียงยังไงก็ไม่มีทางชนะได้

ในที่สุด ด้วยความอับจนปัญญา ลิเดียจึงเริ่มคิดวางแผนจะพาลูกหนี แต่ทว่าพอดี๊พอดี เรื่องทั้งหมดกลับได้รับการคลี่คลายซะก่อนด้วยความฟลุ๊กแบบสุด ๆ คือในระหว่างช่วงที่ชุลมุนวุ่นวายอยู่นั้นเอง คุณลิเดียแกก็เกิดท้องขึ้นมาอีกรอบ (ยังอุตส่าห์มีอารมณ์อีกนะ) และในการตั้งครรภ์ครั้งนี้เอง ทางรัฐได้จ้างเจ้าหน้าที่ศาลให้มาติดตามบันทึกรายละเอียดทุกอย่าง คือถึงขั้นเข้าไปรอในห้องทำคลอดด้วย แล้วพอเด็กเด้งออกมาปุ๊บ ก็รีบเก็บตัวอย่างเซลล์นำไปตรวจดีเอ็นเอในทันที ผลการตรวจสอบออกมาปรากฏว่า ในทางพันธุกรรม เด็กคนนี้ก็ยังไม่ใช่ลูกแท้ ๆ ของลิเดียอยู่ดี! 

ฟังดูบ้าดีแท้ มันจะไม่ใช่ได้ยังไง ก็คลอดกันให้ดูเห็น ๆ! จากเหตุการณ์ที่เกิด ทำให้ทางศาลเริ่มฉุกคิดขึ้นมามากขึ้น อืมม ในเมื่อเป็นแบบนี้ ก็แสดงว่าที่ผ่านที่ผ่านมาเธออาจจะไม่ได้โกหก แต่ถ้าอย่างนั้นแล้ว มันจะอธิบายได้ว่ายังไงกันล่ะ หรือว่าคุณลิเดียแกอาจจะมีความผิดปกติทางพันธุกรรมอะไรบางอย่าง ที่ทำให้คลอดลูกออกมาเป็นลูกคนอื่นได้ ทั้งหมดนี้อาจเป็นเรื่องที่ยังไม่เคยมีใครคาดถึงมาก่อน

ความผิดปกติที่ว่าก็คือปรากฏการณ์ไคเมร่านั่นแหละครับ ต่อมา มีทนายใจดีและหัวไวคนหนึ่งรับคดีนี้ไปทำ แล้วก็ไปค้นจนเจอเรื่องไคเมร่าในคนเข้า ก็เลยได้พาลิเดียไปตรวจสอบ แล้วก็ยืนยันพบว่าเธอเป็นมนุษย์ไคเมร่าจริง ๆ อย่างที่สงสัย ศาลรับพิจารณาแล้วก็เลยตัดสินให้เรื่องทั้งหมดได้รับการยกฟ้องไปในที่สุด ถือได้ว่าจบลงแบบ Happy Ending นี่โชคยังดีที่ว่าลิเดียเป็นผู้หญิง เลยมีหลักฐานพิสูจน์ได้ชัดเจนว่าเด็กคลอดออกมาจากตัวเธอจริง ๆ 

ถ้าเกิดสมติว่ากลับกัน ลูกตรวจดีเอ็นเอออกมาแล้วไม่ตรงกับฝ่ายชายขึ้นมาล่ะก็ เรื่องคงวุ่นวายกว่านี้เยอะ ฝ่ายคุณพ่อคงสงสัยทันทีว่าเมียตัวเองต้องไปมีชู้มาแน่ ๆ กว่าจะสืบสาวให้รู้เรื่องได้ว่าสามีเป็นมนุษย์ไคเมร่า มีหวังคงได้หย่าร้างกันไปเรียบร้อยแล้ว (แต่ในคดีฆ่าข่มขืน ไม่แน่ผู้ชายที่เป็นไคเมร่าอาจจะได้รับประโยชน์ เพราะรหัสดีเอ็นเอในสเปิร์มจากที่เกิดเหตุอาจจะสืบมาไม่ถึงตัวฆาตกรตัวจริง)

ไคเมร่าในคนเกิดขึ้นได้ยังไงครับ? สันนิษฐานกันว่า อย่างกรณีของลิเดียนี่ จริง ๆ แล้วตอนอยู่ในท้องแม่ เธออาจจะเคยมีฝาแฝดที่เป็นน้องสาวอยู่อีกคนหนึ่ง (แฝดคนละไข่ เหมือนอย่างในมาร์โมเส็ท) แต่จากนั้นตัวอ่อนของทั้ง 2 คน เกิดการผสมผสานรวมตัวกันกลายเป็นคนคนเดียว ซึ่งก็คือลิเดีย ส่วนน้องสาวของเธอถูกดูดกลืนหายเข้าไปเหลือแค่เป็นเซลล์กระจัดกระจายอยู่ในตัวลิเดียอีกทีหนึ่ง เซลล์ไข่ในรังไข่ของลิเดีย ที่ได้รับการปฏิสนธิจนให้กำเนิดเป็นลูกของเธอออกมา 4 คนนั้น จริง ๆ แล้ว ก็อาจจะมาจากเซลล์ของน้องสาวฝาแฝดเธอที่ไม่มีโอกาสลืมตามาดูโลกผู้นั้นนั่นเอง

ไคเมร่าเป็นปรากฏการณ์ที่พบได้ค่อนข้างน้อยในมนุษย์ แต่ก็ไม่แน่นะครับ จริง ๆ แล้วมันอาจจะเกิดบ่อยกว่าที่มีรายงานกันก็เป็นได้ เพราะคนเราอยู่ดี ๆ นั่งอยู่เฉย ๆ จะไปรู้ได้ยังไงว่าตัวเองเป็นไคเมร่า ก็มีแต่ต้องเกิดเรื่องเกิดราวขึ้นมาก่อนเหมือนคุณลิเดียนั่นแหละ ถึงจะมีโอกาสได้รู้ 

อย่างไรก็ตาม ไคเมร่าที่แสดงออกในลักษณะภายนอก ก็มีอยู่บ้างเหมือนกันนะ อย่างเช่นบางคน ตาสองข้างสีไม่เหมือนกัน พอไปตรวจถึงได้รู้ว่าเป็นไคเมร่า ผู้ชายอีกรายหนึ่ง ตอนแรกคิดว่าตัวเองเป็นทองแดง (มีไข่ข้างเดียว) พอไปให้หมอตรวจดู ปรากฏพบว่าข้างในท้องอีกข้างหนึ่งมีรังไข่ของผู้หญิงซ่อนอยู่ สันนิษฐานว่าเจริญมาจากเซลล์ของน้องสาวฝาแฝดที่เคยอยู่ด้วยกันในท้องแม่ แต่ไม่มีโอกาสได้เกิด (ฟังดูหลอนพิลึก)

ผู้หญิงอีกคนชื่อ คุณแม็คเคย์ ไปตรวจเลือดเพื่อจะบริจาคแล้วบังเอิญเจอว่าตัวเองเป็นคนมีเลือด 2 กรุ๊ป คือทั้ง A และ O ปนกัน หมอที่มีความรู้เรื่องไคเมร่าจึงถามคุณแม็คเคย์ว่ามีฝาแฝดหรือเปล่า คุณแม็คเคย์ตกใจมาก และตอบกลับไปว่า เคยมีน้องชายแฝด แต่เขาตายไปแล้วตั้งแต่ตอนอายุ 3 เดือน 

ไม่แน่นะครับ บางทีตัวคุณเอง ก็อาจจะเป็นไคเมร่าด้วยก็ได้ ต่อให้ตอนนี้คุณไม่มีพี่น้องฝาแฝด แต่ใครจะไปรู้ ไม่แน่ส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายคุณอาจจะประกอบขึ้นมาจากเซลล์ของเขาก็เป็นได้… ไม่แน่ ฝาแฝดที่ไม่มีตัวตน อาจจะแฝงเร้นอยู่ในตัวคุณเอง 

เอาล่ะ สุดท้ายนี้กลับมาว่าเรื่องมาร์โมเส็ทกันต่ออีกสักนิดเถอะครับ

มาร์โมเส็ท จริง ๆ แล้วไม่ได้ขึ้นชื่อแค่เรื่องไคเมร่าเพียงอย่างเดียวนะครับ แต่ยังได้รับการกล่าวขวัญถึงในฐานะสัตว์สังคมที่มีความรักใคร่ปรองดองกันดีมาก ๆ อีกด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกตัวผู้นี่ ถือได้ว่านิสัยดีมาก ๆ เมื่อเทียบกับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดอื่น ๆ สามีมาร์โมเส็ทจะช่วยเมียตัวเองเลี้ยงลูกอย่างใกล้ชิด คอยอุ้มดูแลให้ลูกขี่หลังตลอด ผิดกับพ่อหมา พ่อแมว หรือแม้แต่พ่อลิงอื่น ๆ ซึ่งพอฟันเสร็จแล้วก็มักจะชิ่งอย่างเดียว แล้วไม่ใช่เพียงแค่พ่อเท่านั้น แม้แต่บรรดาญาติ ๆ ป้า ๆ น้า ๆ อา ๆ ลุง ๆ ปู่ย่าตายายมาร์โมเส็ททั้งหลาย พอมีใครมีลูกมีหลานที ก็มักจะมาช่วยกันเลี้ยงช่วยกันอุ้มตลอด เรียกได้ว่าเป็นระบบเครือญาติแบบแน่นแฟ้นมาก ๆ

คุณคอรินน่า รอสส์ เชื่อว่าเอกลักษณ์เรื่องระบบครอบครัวใหญ่ ซึ่งมีสมาชิกคอยช่วยกันเลี้ยงดูเด็กแบบในมาร์โมเส็ทนั้น ส่วนหนึ่งน่าจะเป็นผลมาจากความเป็นไคเมร่าของพวกมันนั่นแหละ สาเหตุเนื่องมาจาก พอเป็นไคเมร่าปุ๊บ ก็เท่ากับว่าแต่ละตัวล้วนมีความเกี่ยวโยงสัมพันธ์กันมากกว่าปกติ อย่างพี่น้องกัน ธรรมดาแชร์ยีนร่วมกันแค่ประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ แต่พอเป็นไคเมร่า เซลล์ของฉันส่วนหนึ่งก็เป็นของเธอ เซลล์ของเธอส่วนหนึ่งก็เป็นของฉัน มันทำให้ยิ่งกลายเป็นญาติสนิทกันเข้าไปใหญ่ เลยระดับพี่น้องปกติไปอีก แถมถ้าเกิดพี่มีลูก ลูกที่เกิดมาก็อาจจะเป็นลูกของน้องก็ได้ ส่วนลูกที่เกิดกับน้องก็อาจจะเป็นลูกทางพันธุกรรมของพี่ก็ได้เหมือนกัน กลายเป็นว่าใครก็ตามมีลูก ก็ยิ่งช่วย ๆ กันเลี้ยงนั่นแหละดีที่สุด สังคมมันก็เลยออกมาในสภาพแบบว่า ไม่ค่อยมีการแบ่งแยกครอบครัวกันเท่าไหร่ ใครมีอะไรก็ช่วยเหลือกันไปนั่นแหละ จะยังไงก็ญาติ ๆ กันทั้งนั้น เพราะเนื่องมาจากปรากฏการณ์ไคเมร่านั่นเอง

อีกจุดหนึ่งที่น่าสนใจครับ บางครั้งการถ่ายเทเซลล์ระหว่างคู่ฝาแฝดที่เกิดขึ้นในท้องแม่ อาจเกิดแค่ในทิศทางเดียว ยกตัวอย่างเช่น เซลล์จากตัวอ่อนมาร์โมเส็ท A อาจจะอพยพข้ามไปปนกับตัวอ่อนมาร์โมเส็ท B แต่ในทางกลับกัน เซลล์จากตัวอ่อนมาร์โมเส็ท B ไม่ได้อพยพข้ามมาปนกับตัวอ่อนของมาร์โมเส็ท A เมื่อการถ่ายเทเกิดขึ้นด้านเดียวแบบนี้ ก็จะก่อให้เกิดสถานการณ์ที่ลูกมาร์โมเส็ทตัวหนึ่งเติบโตขึ้นมาเป็นไคเมร่า ในขณะที่พี่น้องฝาแฝดของมันอีกตัวหนึ่ง เติบโตขึ้นมาเป็นสัตว์ที่ทุกเซลล์ล้วนมีพันธุกรรมฉบับเดียวเหมือนกันหมดตามปกติ 

ทีมวิจัยทีมเดิมใช้โอกาสนี้ตั้งคำถามว่า จะเกิดอะไรขึ้น เมื่อลูกตัวหนึ่งเป็นไคเมร่า แต่อีกตัวหนึ่งไม่ได้เป็น พ่อของมันจะแยกแยะความแตกต่างได้หรือไม่ และจะรักตัวใดตัวหนึ่งมากกว่าอีกตัวหรือไม่

ผลการทดลองออกมาปรากฏว่า โดยเฉลี่ยแล้ว พ่อมาร์โมเส็ทให้เวลากับการอุ้มลูกที่เป็นไคเมร่า มากกว่าลูกที่มีพันธุกรรมปกติถึง 2 เท่า! ทำไมคุณพ่อถึงลำเอียง รักลูกที่เป็นไคเมร่ามากกว่า? คุณคอรินน่า อธิบายบอกว่า ในสัตว์พวกลิง มีหลักฐานว่าพ่อแม่สามารถจดจำลูกของตัวเอง โดยอาศัยแยกแยะจากกลิ่น ไม่แน่ ทารกมาร์โมเส็ทที่เป็นไคเมร่าอาจจะได้เปรียบตรงที่เซลล์ผิวหนังของมันประกอบขึ้นมาจากทั้งเซลล์ของมันเอง และเซลล์ของน้อง (หรือพี่) พอพ่อมาดมเข้า ก็เลยอาจจะได้ความรู้สึกเหมือนกับว่า เป็นลูก 2 ตัว ทั้งตัวพี่และก็ตัวน้องอยู่ในตัวเดียวกัน เปรียบเสมือนเป็นลูกยกกำลังสอง ซึ่งมีกลิ่นยวนใจชวนให้พ่อรักมากกว่าปกติ ทำนองนั้น ก็อาจจะเป็นไปได้

เคยได้ยินคำกล่าวว่า การค้นพบที่น่าสนใจ บางครั้งก็นำมาซึ่งคำถามเสียมากกว่าคำตอบซะอีก ผมว่ากรณีไคเมร่าในมาร์โมเส็ทนี่เข้าข่ายนั้นเป๊ะ ๆ เลยครับ มันช่างชวนให้ขบคิดซะเหลือเกิน ว่าในโลกของมาร์โมเส็ทนี่ คำว่า ‘ตัวตน’ คืออะไรกันแน่ การเป็นพ่อแม่ลูก เป็นลุงป้าน้าอาหลานเหลนโหลนกันนี่ ตกลงหมายถึงอะไร? และแม้กระทั่ง

แท้จริงแล้ว ความรักคืออะไร

Writer

แทนไท ประเสริฐกุล

นักสื่อสารวิทยาศาสตร์สาขาชีววิทยา ผู้เคยผ่านทั้งช่วงอ้วนและช่วงผอมของชีวิต ชอบเรียนรู้เรื่องราวสนุกๆ ที่แฝงอยู่ในธรรมชาติแล้วนำมาถ่ายทอดต่อ ไม่ว่าจะผ่านงานเขียน งานแปล และงานคุยในรายการพอดแคสต์ที่ชื่อว่า WiTcast

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load