ไม่ว่าเรื่องที่คุยอยู่จะเครียดแค่ไหน เพียงส่งสติกเกอร์ของ Kanahei ไป ก็ใจชื้นขึ้นทันตาเห็น

หลายครั้งที่ฉันนึกขอบคุณในใจดังๆ ถึงใครก็ตามที่เป็นผู้สร้างสรรค์ตัวการ์ตูนสุดน่ารักสองตัวนี้ ประกอบด้วย Piske ลูกเจี๊ยบสีขาวที่ดราม่าหน้านิ่ง กับ Usagi กระต่ายสีชมพูที่เฮฮาและก๋ากั่น พูดได้เต็มปากเลยว่าหากไม่มีสติกเกอร์พวกนี้ คงมีอารมณ์อีกมากมายที่ไม่รู้จะสื่อสารอย่างไรผ่านตัวอักษร

คานะเฮย์, Kanahei

เชื่อว่าไม่ใช่ฉันคนเดียวที่รู้สึกแบบนี้ เพราะสติกเกอร์เซ็ตนี้เป็นหนึ่งในของที่ขายดีที่สุดในไลน์ การันตีด้วยยอดโหลดกว่า 10 ล้านครั้ง จากผู้ใช้งานทั้งในเอเชีย อเมริกาเหนือ อเมริกาใต้ และยุโรป

หลังจากใช้สติกเกอร์ของเธอมาเกือบ 5 ปี ฉันก็ได้มีโอกาสขอบคุณเธอด้วยตัวเอง

คานะเฮย์, Kanahei

เบื้องหลังนามปากกา คานะเฮย์ (Kanahei) คือแม่บ้านญี่ปุ่นผู้วาดการ์ตูนเป็นอาชีพ โดยทำงานที่บ้านพร้อมเลี้ยงลูกชาย 3 คนไปด้วย เธอวาดรูปมาตั้งแต่สมัยมัธยม เริ่มจากการทำรูปน่ารักๆ คุณภาพไฟล์ไม่ต้องมาก เพื่อใช้ส่งหากันเป็นรูปๆ ไป รวมถึงวาดเป็นหน้าจอโทรศัพท์มือถือให้เพื่อนใช้ เมื่อโตขึ้นเธอก็หันมาวาดการ์ตูนและภาพประกอบเป็นอาชีพ รู้ตัวอีกทีก็อยู่ในวงการมาครบ 15 ปีแล้ว

ลายเส้นของเธอได้รับความนิยมขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งแอปพลิเคชันไลน์เปิดโอกาสให้คนทำสติกเกอร์มาลงขายเองได้ เธอใช้โอกาสนี้เผยแพร่งานตัวเองออกไประดับสากล และได้แรงตอบรับดีจนคว้ารางวัล Grand Prize ของ LINE Creators’ Stickers Award ในปี 2016 ชนะสติกเกอร์เซ็ตอื่นๆ อีกกว่า 6 แสนราย

ฉันเป็นหนึ่งในผู้โชคดีชาวไทยที่ได้พบเจอพูดคุยและขอลายเซ็นจากคานะเฮย์ตัวเป็นๆ ในงานแฟนมีตที่จัดโดย Sweet Summer การได้เห็นใบหน้าภายใต้หน้ากากยีราฟทำให้รู้ว่าเธอเป็นคนที่ยิ้มและหัวเราะอยู่ตลอด และแม้จะเพิ่งแจกลายเซ็นคนไปอย่างต่อเนื่องกว่า 2 ชั่วโมง เธอก็ยังมีสีหน้าสดใสสู้ตาย ไม่ต่างจากสติกเกอร์อันเต็มไปด้วยสีสันของเธอเลย

ไปรู้จักผู้หญิงใต้หน้ากากคนนี้ให้มากขึ้นดีกว่า

คานะเฮย์, Kanahei คานะเฮย์, Kanahei

คุณเริ่มต้นงานนี้จากตรงไหน

จริงๆ ฉันวาดการ์ตูนมาก่อนค่ะ จำความได้ก็เริ่มวาดแล้ว ตั้งแต่ตอนที่ยังไม่ 10 ขวบเลยล่ะมั้ง แล้วก็ตีโพยตีพายไปเองทั้งหมดว่าพอโตขึ้นจะต้องหากินกับการวาดการ์ตูน โดยไม่ได้คิดเลยว่าจะต้องทำอย่างอื่น พอรู้ตัวอีกทีก็มาถึงจุดนี้แล้วค่ะ

Piske และ Usagi มีเรื่องราวเบื้องหลังไหม เกิดมาจากอะไร

จำไม่ได้แล้วว่าวาดครั้งแรกเมื่อไหร่ เรียกว่าเกิดขึ้นตามธรรมชาติคงดีกว่า เพราะมีที่มาจากคาแรกเตอร์ที่เคยวาดขึ้นมาเพื่อเติมเต็มเฟรมของภาพตั้งแต่ในอดีตค่ะ ชื่อก็ไม่มีที่มาด้วยค่ะ ตั้งขึ้นมาเพราะรู้สึกว่าอยากใช้ชื่อนี้

ที่ฉันไม่เคยเปิดเผยเรื่องราวเบื้องหลังของคาแรกเตอร์เพราะอยากให้คนดูจินตนาการเองค่ะ ที่จริงแล้วจะแต่งเรื่องราวขึ้นมาทีหลังได้ แต่สำหรับฉันแล้ว Piske และ Usagi เป็นคาแรกเตอร์ที่เกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัว ทำให้ไม่อยากแต่งเรื่องขึ้นมาทีหลังแล้วบอกว่า “ที่จริงมีเรื่องราวแบบนี้…” อะไรทำนองนี้ค่ะ

เนื่องจากเป็นคาแรกเตอร์ที่เน้นความรั่ว เลยอยากให้ทุกคนยอมรับในความไม่ชัดเจนของทั้งสองตัวนี้ค่ะ

คุณคิดว่าทำไมสองคาแรกเตอร์นี้ถึงเป็นที่รักของคนมากมาย

ไม่เคยคิดมาก่อนว่าเป็นเพราะอะไร แต่ส่วนใหญ่จะได้รับคำชมว่าสีหน้าน่ารัก แล้วเวลาเห็นก็รู้สึกว่าเยียวยาจิตใจ คนทั้งโลกก็คงรู้สึกเหมือนกัน

คุณใช้สติกเกอร์ของตัวเองด้วยสินะ

ใช้ค่ะ สติกเกอร์ส่วนใหญ่สร้างขึ้นตอนที่ไลน์คุยกับเพื่อน แล้วรู้สึกว่าถ้ามีสติกเกอร์ที่แสดงอารมณ์แบบนี้ออกมาได้ก็คงดี เลยชอบใช้สติกเกอร์ที่แสดงสีหน้าที่อธิบายออกมาเป็นคำพูดไม่ได้หรือยากแก่การอธิบายค่ะ

สติกเกอร์ตัวไหนบ้างที่คานะเฮย์ชอบใช้เป็นพิเศษ

คานะเฮย์, Kanahei

สติกเกอร์ของคุณเหมือนจะแสดงอารมณ์ด้านบวกตลอดเลย

ค่ะ คงเพราะรู้สึกว่าไม่ใช่เรื่องดีที่จะแสดงอารมณ์ในเชิงลบให้คู่สนทนาได้รับรู้ค่ะ การแสดงความเศร้าออกมาในแนวแฝงอารมณ์ขันเอาไว้ ช่วยให้แสดงความรู้สึกออกมาได้โดยไม่รู้สึกว่าเป็นเรื่องร้ายแรงจนเกินไปค่ะ

แบบนี้จะถูกเข้าใจผิดว่ามีแต่ด้านที่สดใสด้านเดียวหรือเปล่า

ฉันก็ไม่ได้ปิดบังนะคะว่ามีชีวิตมายังไง แต่ก่อนเคยวาดรูปดาร์กๆ แล้วก็เคยคิดเหมือนกันว่าถ้าเราคงความดาร์กอยู่ตอนนี้จะเป็นยังไงน้า แต่พอคิดถึงชีวิตที่วาดคาแรกเตอร์น่ารักๆ ฟูๆ อย่างตอนนี้ก็มีความสุขดีแล้วค่ะ

ถ้าดูจากรูปอาจดูต่างกันมาก แต่ทั้งรูปที่ดาร์กและรูปที่น่ารักต่างก็เป็นตัวตนของฉันทั้งหมดค่ะ

ขยายความคำว่าดาร์กหน่อย

เคยวาดรูปสัตว์กินหัวคนด้วยค่ะ

โห ที่มาของรูปพวกนี้คืออะไร

เวลาฉันชอบอะไรจะชอบสุดๆ อย่างตอนอยู่ ม.ปลาย ชอบสัตว์มาก ชอบจนกระทั่งอยากโดนสัตว์กิน พอเห็นคนโดนสัตว์กินจะรู้สึกว่ามันน่ารักจังเลย แต่พอฉันมีลูกก็เปลี่ยนมาชอบสัตว์เล็กๆ กระจุกกระจิก แล้วผลงานก็จะเปลี่ยนไปตามความชื่นชอบในช่วงนั้นๆ ค่ะ

คานะเฮย์, Kanahei

คิดว่าเพราะอะไรคุณถึงประสบความสำเร็จ

วงการนี้อย่างแรกต้องมีดวง คนที่เก่งกว่าฉันมีเยอะมากๆ แต่ตอนที่ฉันเดบิวต์มาอาจไม่มีงานประเภทคล้ายๆ กันในตลาดด้วย แต่ที่สำคัญสำหรับฉันคือ ต้องตั้งใจเขียนรูปอย่างต่อเนื่อง และรู้สึกว่าตรงนี้เป็นเรื่องที่สำคัญมากๆ เลยค่ะ

ความยากของการทำสติกเกอร์เป็นอาชีพคืออะไร

ตอนแรกที่ฉันอยากทำสติกเกอร์ มาจากความอยากใช้ของตัวเอง เลยจะทำได้เยอะเลย ไอเดียไหลออกมาไม่หยุดเลย แต่พอทำไปสัก 30 – 50 เซ็ต กลายเป็นว่าท่ามันจะเริ่มซ้ำ ฉันเลยต้องพยายามรีเสิร์ชสีหน้าท่าทางใหม่ๆ ให้ไม่ซ้ำของเดิม นี่แหละค่ะน่าจะเป็นสิ่งที่ยากที่สุด

รีเสิร์ชสีหน้า ทำยังไง

ส่วนใหญ่ฉันจะอยู่บ้านทั้งวัน เลยหาแรงบันดาลใจในการทำสติกเกอร์ด้วยวิธีดูสีหน้าท่าทางของลูกๆ อย่างสติกเกอร์ที่เป็นทั้งสองตัวเล่นกันก็เอามาจากเวลาลูกเล่นกันจริงๆ ค่ะ

เข้าใจว่าคุณไม่ค่อยมีงานแฟนมีตบ่อยนัก

ที่ญี่ปุ่นไม่ค่อยจัดอีเวนต์ จะเคยมีแฟนมีตครั้งหนึ่งก็ที่ไต้หวันค่ะ แล้วก็อีกทีมาที่ไทยนี่แหละ มาเพราะอยากรู้ว่าในต่างประเทศแฟนคลับเป็นคนแบบไหน หน้าตาเป็นยังไงกันบ้าง โชคดีที่มีคนเชิญมาพอดีเลย

เคยคิดไหมว่าอยากไม่มีชื่อเสียง

ไม่เคยคิดเลยค่ะ ความดีใจ ความต้องการเจอแฟนคลับ ความอยากฟังคอมเมนต์จากแฟนคลับโดยตรง มันมีมากกว่า สิ่งเหล่านี้เอาชนะความรู้สึกเขินอายได้

ตอนที่แจกลายเซ็นก็อยากถอดหน้ากากนะ เพราะคิดว่าอยู่ใกล้กันนิดเดียว แฟนคลับก็คงอยากเห็นว่าฉันแสดงสีหน้ายังไง จริงๆ แล้วอยากให้แฟนคลับเห็นมากเลยว่าใต้หน้ากากดีใจขนาดไหน แต่ก็ยังไม่กล้าพอที่จะถอดให้เขาเห็นอยู่ดี เพราะยังกังวลอยู่

กังวลอะไร

ไม่ใช่เรื่องสนุกหรอกค่ะที่ต้องใส่หน้ากาก ตอนอายุไม่ถึง 20 ฉันก็เปิดเผยหน้าปกติ แต่พอไปออกอีเวนต์แล้วเคยเจอแฟนคลับมาแอบตาม ก็กลัวค่ะ เป็นประสบการณ์ที่ไม่ค่อยดี แล้วตอนนี้ฉันมีลูกแล้ว ถ้าเปิดเผยหน้าตาแล้วเขาตามมาถึงบ้านกลัวลูกจะเป็นอันตราย เลยต้องใส่หน้ากากไว้

คานะเฮย์, Kanahei คานะเฮย์, Kanahei คานะเฮย์, Kanahei

ทั้งเลี้ยงลูก ทำงานไปด้วย เหนื่อยมั้ย

ตอนที่วาดการ์ตูนก็มีบางช่วงที่นอนไม่ได้เลย เพราะงานไม่เสร็จ หรือเวลายุ่งๆ ก็ต้องอุ้มลูกไปเขียนงานไปก็มี แต่สามีก็ช่วยทำงานและเลี้ยงลูกด้วยคนละครึ่ง ทำให้ไม่ได้รู้สึกว่าเหนื่อยหรือหนักมากค่ะ ฉันโชคดีที่มีสถานะที่ดี เวลาอยู่บ้าน คิดงานไม่ออก หันไปคลายเครียดด้วยการซักผ้าก็โอเคแล้วค่ะ

จังหวะไหนที่โหดสุดๆ ในชีวิตแบบนี้

เคยมีครั้งหนึ่งที่จะปิดเดดไลน์แล้วแต่ลูกชาย 3 คนไม่สบายพร้อมกัน ไข้ขึ้น อาเจียน ฉันก็ทำอะไรไม่ได้ ต้องทำงานไปด้วย ดูแลลูกไปด้วย จนสุดท้ายตัวเองก็ติดไข้มา ไข้ขึ้นอาเจียนด้วยอีกคน เรียกได้ว่าแทบจะสูญพันธุ์กันทั้งบ้านเลยค่ะ (หัวเราะ)

เคยกลัวว่าการมีครอบครัวจะมาขัดขวางการทำงานที่รักมั้ย

ไม่เคยรู้สึกอย่างนั้นนะ ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ฉันจะคิดแทนว่าถ้าทำทั้งสองอย่างจะต้องทำยังไง ตอนที่จะมีลูกก็เหมือนกัน ช่วงที่คลอดลูกใหม่ๆ ก็ทำงานไม่ได้ แต่ก็ต้องคิดเผื่อว่าหลังจากช่วงนั้นจะต้องทำยังไงเพื่อให้ทำได้ทั้งสองอย่างไปพร้อมกัน

แล้วเท่าที่ผ่านมาเคยมีสถานการณ์ต้องเลือกระหว่างครอบครัวกับงานไหม

เพราะไม่เคยแบ่งเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัวออกจากกันอย่างชัดเจน ทำให้ไม่เคยตกอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งค่ะ

ถ้าจะมีอะไรสักอย่างที่ทำให้คุณต้องทิ้งการวาดการ์ตูน จะเป็นอะไร

เพราะว่าความรู้สึกของฉันออกมาในงานค่อนข้างเยอะ ดังนั้น ถ้าเกิดอะไรกับครอบครัวขึ้นมาก็คงวาดไม่ได้ไประยะหนึ่ง

ถ้าเลิกไปเลยอาจจะยาก มีเหมือนกันช่วงหนึ่งที่ดังมากๆ แฟนคลับส่งข้อความมาเยอะแยะเลย แต่หลังจากนั้น ก็เป็นขาลง พอข้อความหายไปฉันก็เริ่มสงสัยว่าคนไม่ต้องการรูปของฉันแล้วหรือเปล่า เพราะฉันเองเป็นคนที่จะวาดรูปถ้ามีคนต้องการ พอไม่มีเสียงตอบรับก็ทำให้เกิดความสับสนอยู่ประมาณเดือนหนึ่ง

แต่สุดท้ายก็ลุกขึ้นมาเขียนใหม่ เพราะคิดได้ว่าถ้าตัวเองชอบเขียนรูปและสนุกกับมัน ก็ไม่ต้องไปกังวลอะไรค่ะ

คานะเฮย์, Kanahei คานะเฮย์, Kanahei

คานะเฮย์จะมีนิทรรศการครบรอบ 15 ปี ที่ Event Square ชั้น 8 ของ Matsuya Ginza ในโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ตั้งแต่วันที่ 25 กรกฎาคม 2562 ถึง 6 สิงหาคม 2562 

Facebook : SweetSummer

Writer

Avatar

อลิษา ลิ้มไพบูลย์

นักอยากเขียนผู้เรียนปรัชญาเพื่อเยียวยาอาการคิดมาก เวลาว่างใช้ไปกับการร้องคอรัสเล่นๆ แบบจริงจัง และดูหนังอย่างจริงจังไปเล่นๆ

Photographer

Avatar

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

คนคุย

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

ตอนนี้ผมกำลังนั่งมือเย็นเฉียบอยู่ในร้านกาแฟแห่งหนึ่ง

ผมเป็นแบบนี้มาตั้งแต่ตอนเด็กแล้ว ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมอาการนี้ต้องเกิดขึ้นกับผมเวลาที่ตื่นเต้นหนักๆ ทุกครั้ง และสิ่งที่ทำให้ผมมานั่งมือเย็นเฉียบอยู่ตอนนี้เป็นเพราะผมมีนัดสัมภาษณ์กับ เฌอปราง อารีย์กุล

สำหรับคนที่รู้จัก BNK48 ดีอยู่แล้ว ผมคงไม่ต้องอธิบายเพิ่มเติมว่า เฌอปราง อารีย์กุล คือใคร แต่สำหรับคนที่ยังไม่รู้จักหรือเคยได้ยินมาแค่เพียงผ่านหู ผมขออธิบายแบบกระชับและเข้าใจง่ายๆ

BNK48 คือวงไอดอลเกิร์ลกรุ๊ปไทยหน้าใหม่ที่เกิดขึ้นจากการขยายสาขาของ AKB48 วงไอดอลชื่อดังจากประเทศญี่ปุ่นที่มาในคอนเซปต์ ‘ไอดอลที่คุณไปพบได้’

วิธีการไปพบไอดอลของคุณนั้นมีทั้งการไปที่เธียเตอร์ หรือโรงละครของวงที่เปิดการแสดงให้แฟนๆ สามารถตีตั๋วเข้าไปดูกันเป็นประจำ หรือการไปงานจับมือที่เหล่าแฟนคลับสามารถไปพบ จับมือ และพูดคุย กับสมาชิกที่เราชื่นชอบได้อย่างใกล้ชิด นอกจากนั้นทางวงยังมีระบบต่างๆ ที่ช่วยให้แฟนๆ ได้สนับสนุนไอดอลที่ตัวเองชื่นชอบกันอย่างเต็มที่ รวมไปถึงมีระบบจบการศึกษาซึ่งหมายถึงการลาออกจากวงของสมาชิกเมื่อตนเองรู้สึกอิ่มตัวและพร้อมที่จะก้าวไปยังเป้าหมายอื่นในชีวิตต่อไป โดยทางวงก็จะมีการเปิดออดิชันเพื่อรับสมาชิกใหม่เข้ามาทดแทนอยู่เสมอ

วันนี้ เฌอปราง คือหนึ่งในสมาชิกที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับต้นๆ ของวง BNK48 นั่นเอง

ไม่ต้องสงสัยว่าทำไมผมถึงรู้เรื่องราวเหล่านี้เป็นอย่างดี เพราะความจริงแล้วผมก็เป็นหนึ่งในแฟนคลับของวงไอดอลวงนี้เหมือนกัน

และไม่ต้องสงสัยอีกเช่นกันว่าทำไมผมถึงได้มือเย็นเฉียบกับการสัมภาษณ์ครั้งนี้

แม้ BNK48 จะมีคอนเซปต์ ‘ไอดอลที่คุณไปพบได้’ แต่โอกาสที่จะได้นั่งคุยกันยาวๆ แบบตัวต่อตัวในระยะประชิดเท่านี้ก็ไม่ใช่สิ่งที่จะเกิดขึ้นได้ง่ายๆ

เฌอปราง BNK48 เฌอปราง BNK48

1

โอกาสที่มีแค่หนึ่งในหลายพัน

เมื่อถึงเวลานัด เฌอปรางก็เดินเข้ามาในร้านพร้อมกับชุดเสื้อยืดสีขาวสกรีนลาย BNK48 และกระโปรงสีกรมท่าซึ่งเป็นหนึ่งในชุดยูนิฟอร์มประจำวงที่แฟนๆ คุ้นเคย แต่ที่แปลกตาไปบ้างคงเป็นรองเท้ากีฬาสีน้ำเงิน ไม่ใช่รองเท้าผ้าใบสีขาวที่เรามักจะเห็นกันอยู่เป็นประจำ

“เดี๋ยวสัมภาษณ์เสร็จแล้วเฌอต้องไปซ้อมเต้นต่อค่ะ” หญิงสาวจาก BNK48 ตอบเรื่องรองเท้าหลังจากหย่อนตัวลงบนเก้าอี้

“แต่ช่วงนี้พวกเราจะซ้อมกันน้อยลงกว่าช่วงแรกแล้ว จากแต่ก่อนที่ต้องซ้อมทุกวัน ตอนนี้จะเหลือแค่สัปดาห์ละไม่กี่ครั้ง เพราะว่ามันมีกิจกรรมอื่นๆ ที่เราต้องทำมากขึ้น”

กิจกรรมที่ว่ามีทั้งงาน Road Show ที่ออกไปเล่นมินิคอนเสิร์ตให้แฟนๆ ดูกันทุกสัปดาห์ ไลฟ์จาก Digital Live Studio (หรือที่มีชื่อเล่นว่าตู้ปลา) ที่มีให้ดูกันทุกวันผ่านทางเฟซบุ๊ก รายการ BNK48 Show ที่ฉายให้ชมกันทุกเย็นวันอาทิตย์ รวมไปถึงการให้สัมภาษณ์ ออกรายการ และเข้าร่วมงานอีเวนต์อื่นๆ เพื่อกระตุ้นและโปรโมตวงให้เป็นที่รู้จักของคนทั่วไป ซึ่งก็เหมือนจะได้ผลดี เพราะคนรอบตัวของผมตอนนี้ก็เริ่มมีการพูดถึงวง BNK48 แม้จะไม่ใช่คนที่ติดตามวงการไอดอลเกิร์ลกรุ๊ปมาก่อนเลยก็ตาม

“ช่วงนี้วงเราเลยมีอะไรให้ได้ดูกันทุกวัน วันละหลายรายการเลย เอาตามตรงเฌอเองก็พยายามไล่ตามดูนะ แต่มันเยอะมากจนดูไม่ทันเหมือนกัน” เธอหัวเราะออกมาหลังพูดจบ

จากที่สัมผัสด้วยตา เฌอปรางถือเป็นเด็กสาวที่ไม่ว่าใครก็คงพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าเหมาะกับการเป็นไอดอลอย่างมาก ไม่ว่าจะด้วยรูปลักษณ์ภายนอก ทักษะการร้องเต้น การวางตัว ความมุ่งมั่น หรือความเปล่งประกายที่ส่งออกมาจากตัวของเธอ ขนาดที่เคยมีสมาชิกวงคนหนึ่งกล่าวไว้ว่า ตอนที่เธอเห็นเฌอปรางในการออดิชันครั้งแรกก็รู้เลยว่าคนคนนี้ต้องออดิชันผ่านแน่ๆ

“แต่ในชีวิตปกติเฌอมีความเป็นไอดอลน้อยมากเลยนะ” เด็กสาวคนที่ว่าตอบสวนทางกับสิ่งที่หลายๆ คนคิด

“ตอนเด็กๆ เฌอเป็นเด็กที่ออกจากบ้านเพื่อไปเรียน เรียนแล้วก็กลับบ้าน แล้วก็ตื่นมาเพื่อออกไปเรียนใหม่ อยู่แค่นั้นเลย คือที่บ้านจะเป็นครอบครัวที่ค่อนข้างประคบประหงมหน่อย เราต้องอยู่ในสายตาเสมอ แล้วทีนี้บ้านเรามันก็อยู่ติดกับโรงเรียนเลยไง พอเลิกเรียนเราก็ไม่ได้มีโอกาสแวะไปไหน อาจจะมีไปเรียนไวโอลินบ้าง ซึ่งที่เรียนก็อยู่แถวบ้านอีกนั่นแหละ ชีวิตเราก็เลยวนอยู่แค่นี้ ไม่เคยจะไปร้องหรือเต้นที่ไหนเลย เรียนเสร็จก็กลับบ้านไปดูการ์ตูน”

และก็เป็นการ์ตูนนั่นเองที่พาให้เฌอปรางได้มารู้จักกับวงไอดอลญี่ปุ่นอย่าง AKB48 จากที่ตอนนั้นทางวงได้มีการสร้างการ์ตูนเกี่ยวกับวงขึ้นมาในชื่อ AKB0048 ซึ่งเฌอปรางก็มีโอกาสได้ดูเช่นกัน

เฌอปราง BNK48

“พอดูแล้วเราก็ได้รู้ว่ามันมีวงของจริงด้วยนะ เฌอก็เลยลองไปติดตามดู จนสุดท้ายก็กลายมาเป็นแฟนคลับของวงจริงๆ” เฌอปรางเล่าความหลังครั้งนั้นให้ผมฟัง “แต่ตอนนั้นเราก็ยังรู้สึกว่ามันเป็นสิ่งที่เราไม่น่าจะเป็นได้นะ เราไม่ใช่สายร้องสายเต้น ไม่ได้อยากเป็นนักแสดงด้วย การอยู่บนเวทีตอนนั้นเป็นสิ่งที่เฌอกลัวมาก เราไม่ชอบอยู่ต่อหน้าคนด้วยซ้ำ”

แต่สุดท้ายแล้วชีวิตของเธอก็ต้องเปลี่ยนไป เมื่อ AKB48 ได้ประกาศออกมาว่าจะมีการสร้างวงสาขาอย่าง BNK48 ที่ประเทศไทย

“มันเป็นโอกาสที่มีแค่หนึ่งในหลายพันคนจะได้ทำ” เธอให้เหตุผลในการตัดสินใจเข้าร่วมการออดิชันครั้งนี้ “เฌอมองว่ามีคนอีกหลายร้อยหลายพันที่อยากมาอยู่ตรงนี้ เมื่อเราได้สิทธิ์ที่มาอยู่ตรงนี้แล้วมันก็ไม่เสียหายที่เราจะลอง เรามองเห็นโอกาสที่เขามอบให้เรา ถึงจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงเยอะ แต่มันก็เป็นสิ่งที่คนไม่กี่คนจะได้สัมผัสเหมือนกันนะ”

แม้จะต้องเจอกับความเปลี่ยนแปลงมากมาย แต่เธอก็อยากเข้าใจความรู้สึกไอดอลของเธอให้มากยิ่งขึ้น อยากรู้ว่าสิ่งที่ไอดอลของเธอต้องเจอระหว่างทางนั้นมันคืออะไร และทำไมไอดอลเหล่านั้นถึงเป็นที่ชื่นชอบของใครหลายๆ คนได้

“ถึงจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงเยอะ แต่เฌอคิดว่ามันคุ้มที่เราจะลอง”

และในที่สุดเธอก็ได้มาเป็น 1 ใน 29 สมาชิกรุ่นแรกของวง BNK48

เฌอปราง BNK48

2

วันที่น้ำตาไหลออกมา

“ความรู้สึกตอนงานเปิดตัวครั้งแรกมันเป็นความรู้สึกที่ใหม่มาก ก่อนขึ้นเวทีตอนนั้นจำได้ว่าเสียงคนดังมาก เราก็ โห รู้สึกได้ถึงสายตาของคนเป็นร้อยเป็นพันเค้ากำลังจะจับจ้องมาที่เรานะ เดี๋ยวเราต้องขึ้นไปอยู่ท่ามกลางเสียงเหล่านั้นแล้วนะ ชื่อของเรากำลังจะออกไปนะ ตอนนั้นกดดันแล้วก็ตื่นเต้นมาก เราก็พยายามจัดการตัวเอง บอกตัวเองว่าพออยู่ตรงนั้นแล้วเราต้องทำให้ดี ขึ้นไปต้องพูดในสิ่งที่ตั้งใจไว้ให้ได้” เธอย้อนเล่าถึงวันแรกที่ก้าวขึ้นเวทีในฐานะสมาชิก BNK48

แล้วพอได้เข้ามาเป็นไอดอลจริงๆ แล้ว เราเข้าใจไอดอลของเรามากขึ้นจริงมั้ย-ผมถาม

“เข้าใจมากขึ้นนะ เข้าใจว่าที่เค้าไม่ค่อยอัพอินสตาแกรมให้เราดูมันเป็นเพราะอะไร” ว่าถึงตรงนี้เธอก็หัวเราะ ออกมา “เราเข้าใจได้ว่ามันมีอะไรหลายๆ อย่างที่เค้าต้องทำเหมือนกัน บางทีแค่อัพสเตตัสสั้นๆ ก็ถือว่าเยอะแล้ว

“อีกอย่าง พอเข้ามาอยู่ในวงแล้วที่เซอร์ไพรส์เรามากก็คืองานเบื้องหลังมีอะไรต้องทำมากกว่าที่เคยคิดไว้เยอะเลย อย่างการโฆษณาสินค้าสักตัว เมื่อก่อนเราคิดว่าคงถ่ายกันแป๊บๆ ก็เสร็จ แต่ความจริงเราใช้เวลาเป็นวัน มันไม่ใช่ง่ายๆ หรืออย่างการทำเพลง กว่าจะแต่งเนื้อ กว่าจะซ้อม กว่าจะทำเอ็มวีออกมา ทำให้เรารู้ว่ามันยากกว่าที่คิดมากนะ”

อีกหนึ่งบทบาทที่เธอได้รับมอบหมายนอกจากการเป็นไอดอลนั้นคือการเป็น ‘กัปตัน’ ของวง ตำแหน่งนี้เปรียบเสมือนหัวหน้าห้องที่ต้องคอยดูแลเพื่อนๆ พี่ๆ และน้องๆ ทั้ง 29 ชีวิต

“ก่อนหน้านั้นเราเคยได้รับแต่งตั้งให้เป็นกัปตันชั่วคราวมาแล้ว แต่เรารู้สึกว่าเราไม่ได้ทำได้ดีขนาดนั้น เพราะมีคนมาบอกว่าเราดุ เราเข้มงวดกับน้องมากเกินไป ทั้งที่เราคิดว่าเราก็ลดลงมาแล้วนะ เลยคิดว่ามันคงไม่เหมาะกับเราล่ะมั้ง พอวันเดบิวต์ที่เค้าประกาศชื่อเฌอออกมาเราก็ยังไม่มั่นใจ แต่พอเราเดินออกมาแล้วมีคนตะโกนชื่อเรา มีคนที่คอยให้กำลังใจเราอยู่นะ จากที่เรากำลังดาวน์เพราะคิดว่าทำได้ไม่ดี พอมีคนที่ดีใจไปกับเราไปด้วยเราก็เลยร้องไห้ออกมา”

เฌอปราง BNK48

“ความจริงตอนนี้ในความรู้สึก เฌอยังไม่ค่อยได้ทำอะไรในฐานะกัปตันเลยนะ เพราะตอนนี้วงก็เพิ่งเริ่ม ยังไม่มีเธียเตอร์ ยังไม่ได้มีการซ้อมเพื่อขึ้นแสดงจริงจังขนาดนั้น กิจกรรมต่างๆ ก็ยังมีพี่ๆ ทีมงานคอยดูแลให้อยู่ ที่ได้ทำจริงๆ ก็คงได้เป็นตัวแทนในการพูดอยู่บ้าง เวลาเจอสัมภาษณ์น้องๆ ก็จะส่งมาให้เฌอพูดกันหมดเลย (หัวเราะ) หรือบางทีก็จะมีน้องๆ มาปรึกษาเราบ้าง อย่างบ่อยสุดก็จะเป็นปัญ ชอบส่งมาว่าพี่เฌอเลือกรูปให้หน่อย เอารูปไหนดี อันนี้เนี่ยจะบ่อยสุด (หัวเราะ) แล้วก็มีให้ช่วยแปลภาษาบ้าง หรือบางก็ถามเรื่องการเตรียมตัวหรือข้อมูลของงาน เพราะเฌอจะเป็นคนที่เมมโมรี่ไว้ในหัวได้เลย”

แล้วกัปตันที่ดีในความคิดของเฌอปรางนั้นเป็นแบบไหน-ผมสงสัย

“กัปตันในอุดมคติเป็นอะไรที่อธิบายยากนะ อย่างใน AKB48 ก็มีหลายคนที่มีจุดเด่นแตกต่างกันไป ซึ่งเฌอก็ไม่ได้อยากจะเป็นเหมือนใครหรอก เพราะเฌอก็เป็นตัวของเฌอเอง ตอนนี้เราอยากเรียนรู้ไปก่อนว่าการเป็นผู้นำต้องเป็นยังไง สิ่งที่เราต้องทำจริงๆ คืออะไร”

แม้จะยังไม่รู้ว่ากัปตันนั้นจริงๆ แล้วต้องเป็นอย่างไร แต่สิ่งที่เฌอปรางน่าจะรู้แน่ๆ ก็คือความรู้สึกของเหล่าแฟนคลับ ในฐานะคนที่เคยเป็นแฟนคลับมาก่อนเหมือนกัน

เฌอปราง BNK48

“บางครั้งเราก็เห็นภาพตัวเองซ้อนทับกับพวกเขาอยู่เหมือนกันนะ” เธอเริ่มเล่า “อย่างตอนที่มีแฟนคลับคนนึงเขียนมาเล่าว่าพอเขาเห็นรูปของเฌอรูปนึงแล้วเค้ากรี๊ดมากเลย เราก็นึกย้อนไปถึงตอนที่เราเห็นรูปไอดอลของเราแล้วเราก็กรี๊ดเหมือนกัน มันคงเป็นความรู้สึกเหมือนกับเราในตอนนั้นเนอะ ไม่เคยคิดว่าวันนึงจะเกิดขึ้นกับเราเหมือนกันนะความรู้สึกนี้”

และในทางกลับกันเธอก็ได้รับรู้ความรู้สึกของไอดอลที่มีต่อแฟนคลับในแบบที่เธอไม่เคยรู้สึกมาก่อน “ตอนที่เป็นแฟนคลับเฌอจะเป็นแฟนคลับประเภทที่ตามอย่างเดียว สนับสนุนไอดอลบ้างตามโอกาส ซื้ออัลบั้ม ซื้อของบ้าง แต่ไม่ได้แสดงตัวตนให้เขารู้ ในโซเชียลฯ เราไม่เคยไปคอมเมนต์อะไรเลย (หัวเราะ) แต่พอมาเจอแฟนคลับของตัวเองหลายๆ แบบ เรากลับรู้สึกว่าเราชอบแฟนคลับที่เขาคอมเมนต์มาหาเราเนอะ เราชอบอ่านเรื่องราวของเขานะ

“แล้วเวลาที่ได้รับจดหมายหรือข้อความตอบกลับมาว่าเราได้ไปเป็นแรงบันดาลใจอะไรสักอย่างให้เขาเราดีใจมากเลยนะ คือปกติได้รับกำลังใจจากคนทั่วไปเราก็โอเคแล้ว แต่พอได้เห็นว่ามีคนที่ชีวิตเค้าติดลบแล้วเค้าลุกขึ้นได้เพราะพวกเรานี่มันสุดยอดมาก มันเป็นสิ่งที่ทำให้เราได้รู้ว่าการเป็นไอดอลจริงๆ แล้วมันไม่ใช่แค่การโด่งดังแล้วขึ้นไปเฉิดฉายอยู่ตรงนั้น แต่มันคือการอินสไปร์ให้กับคนอื่นๆ ด้วย”

แน่นอนว่าแม้จะได้รับดอกไม้จากแฟนๆ มามากแค่ไหน แต่การเปลี่ยนชีวิตมาเป็นบุคคลสาธารณะแบบนี้ก็ต้องมีก้อนหินที่ถูกโยนเข้ามาด้วยเช่นกัน “ปกติเราไม่ชอบการถูกวิพากษ์วิจารณ์เลย ไม่ชอบให้ใครรู้เรื่องส่วนตัวขนาดนั้นด้วย แต่เมื่อเรามาอยู่ตรงนี้แล้วเราก็ต้องพยายามปรับและยอมรับให้ได้ เพราะเราเลือกที่จะมาอยู่ตรงนี้เอง”

“แล้วปกติตามอ่านคอมเมนต์ในโลกออนไลน์บ้างมั้ย” ผมถามต่อ

“อ่านค่ะ ปกติเป็นคนที่ตามอ่านคอมเมนต์ทั้งในเฟซบุ๊กและอินสตาแกรมอยู่แล้ว มันก็มีทั้งด้านบวกด้านลบ ซึ่งเฌอมองว่าข้อติชมพวกนี้มันก็เป็นสิ่งที่เราต้องรับเข้ามา นำไปปรับปรุง แล้วก็ปล่อยวาง คือไม่ไปจมปลักกับมันมากเกินไป เพราะเรารู้ว่าสาเหตุที่ทำให้มันออกมาเป็นแบบนี้จริงๆ แล้วมันเกิดอะไรขึ้น เราก็ยังมีสิ่งที่เราต้องพัฒนาและยังมีหน้าที่ที่รอให้เราทำอยู่อีกมากมาย อาจเป็นเพราะชีวิตเฌอเคยเจอเรื่องเปลี่ยนผันแบบนี้มาสองสามรอบแล้วด้วยมั้ง ซึ่งเราก็ผ่านมันมาได้ แล้วทำไมตรงนี้เราจะผ่านไปไม่ได้”

เฌอปราง BNK48 BNK48

3

นิยามไอดอลของไอดอล

ในฐานะแฟนของ AKB48 เหมือนกัน ผมรู้ดีว่าความน่ากลัวของวงนี้ไม่ได้มีเพียงแค่คอมเมนต์หรือการแข่งขันจากภายนอกเท่านั้น แต่การต้องมาอยู่ในวงที่มีสมาชิกมากมายขนาดนี้ (และสามารถเพิ่มขึ้นได้ตลอดเวลา) แน่นอนว่าไม่ใช่ทุกคนที่จะเปล่งประกายออกมาได้ หลายๆ คนถูกกลืนหายไปในบรรดาสมาชิกจำนวนมหาศาลนั้น ผมนึกสงสัยว่าเธอเคยกลัวบ้างมั้ย

“ก็กลัวนะคะ” เธอตอบแล้วนิ่งคิดไปสักพัก “คิดว่าทุกคนก็คงกลัวกันหมด แต่มันก็ขึ้นอยู่กับว่าใครจะสามารถสร้างความมั่นใจให้กับตัวเองได้ว่าเราจะไม่หายไป สิ่งที่เราทำได้ก็แค่พยายามทำทุกวันให้ดีที่สุด เมื่อเรามีโจทย์ที่ต้องทำต่อไปเราก็ทำอย่างเต็มที่ ถ้าเขายังเห็นศักยภาพของเรา เราก็ต้องทำต่อไป เพราะงานเป็นสิ่งเดียวที่ยังทำให้เราอยู่ในจุดนี้ได้ ในจุดที่ทำให้ได้เจอกับผู้คน ในจุดที่ยังได้เจอกับแฟนๆ”

“ถ้าอย่างนั้นเป้าหมาย BNK48 ของเฌอปรางคืออะไร”

“ตอนคุยกันเล่นๆ ในวง แต่ละคนก็มีความฝัน มีจุดมุ่งหมายไม่เหมือนกัน แต่ที่เหมือนกันก็คืออยากให้วงเป็นที่รู้จัก ซึ่งก็เหมือนกับเฌอที่อยากจะทำให้ BNK48 เป็นที่รู้จักให้ได้ด้วยการทุ่มความสามารถทั้งหมดที่เฌอมี เวลาให้ทำอะไรเราก็ทำ ทำอะไรได้เราทำหมด เพื่อให้วงมั่นคงในไทยจนสามารถมีงานเข้ามาให้เราทำเรื่อยๆ น้องๆ ยังคงมีงานให้แสดง ฐานแฟนคลับมีมากยิ่งขึ้นและเป็นที่รู้จักแม้แต่ในหมู่คนทั่วไป แบบที่พอพูดถึงวงขึ้นมาแล้วอยากไปดูคอนเสิร์ตกันสักครั้งได้ก็คงดี” จากคำพูดและประกายจากตาของเธอ ผมเชื่อว่าเธอตั้งใจแบบนั้นจริงๆ และเชื่อว่าเธอจะทำมันได้ด้วย

ตอนนี้น้ำแข็งในแก้วช็อกโกแลตเย็นที่ผมสั่งมาตั้งแต่ตอนเริ่มสัมภาษณ์ละลายไปหมดแล้ว ด้วยความเสียดาย ผมเลยจึงดื่มช็อกโกแลตเจือจางในแก้วก่อนจะพาเข้าสู่คำถามเบาๆ ว่า ถ้าให้ตัดเกรดความเป็นไอดอลของตัวเองตอนนี้ คิดว่าตัวเองจะได้เกรดอะไร

“โห นี่เบาแล้วเหรอคะ” เธอถามกลับพร้อมหัวเราะเสียงดัง “ถ้าดูตามนิยามความเป็นไอดอลสำหรับเฌอแล้ว การเป็นอินสไปร์ให้คนอื่นตรงนี้เฌอว่าเราทำได้แล้ว เรามีการออกกำลังกาย ร่างกายเราแข็งแรงขึ้น แม้จะมีป่วยไปบ้างแต่ก็ไม่ถึงกับเข้าโรงพยาบาล ยังโอเค ยังทำงานได้ทุกอย่างที่เขามอบให้ก็คิดว่าใช้ได้อยู่ มีเรื่องร้องเพลงกับเรื่องเต้นนี่แหละที่เรายังพยายามฝึกมากกว่าอย่างอื่นอยู่ เพราะเรารู้สึกว่ายังไม่ดีพอ มันยังไม่ถึงขั้นที่จะดึงดูดหรือทำให้คนอื่นประทับใจในความสามารถด้านนี้ของเราได้

“ส่วนเรื่องนิสัยเฌอว่าเราก็เป็นตัวของเราเองนี่แหละ มีความคิดในแบบที่เราเป็น อาจจะไม่ถูกใจใครไปบ้าง แต่มันก็เป็นอะไรที่เมกเซนส์สำหรับเรานะ” เธอพูดจบแล้วเว้นช่วงไปสักพัก “ถ้าตัดเกรดก็คงให้สัก C+ แล้วกัน”

“C+ เองเหรอ” ผมถามกลับเพื่อความแน่ใจ เพราะเมื่อได้เห็นจากสิ่งที่ทำแล้วผมคิดว่าเธอน่าจะอยู่ในจุดที่สูงกว่านั้น “อะๆ งั้นเป็น B ก็ได้ ให้รางวัลตัวเองหน่อยแล้วกัน” เธอเปลี่ยนคำตอบพร้อมยิ้มกว้างอีกครั้ง “ก็สัก 80 คะแนน เพราะเฌอตัด A ของตัวเองไว้ที่ 90 คะแนน แล้วนี่เป็นแบบอิงเกณฑ์ด้วยนะ เพราะถ้าให้อิงกลุ่มนี่เกรดร่วงระนาวแน่”

หญิงสาวหัวเราะเสียงดังหลังแจกแจงวิธีการตัดเกรดของตัวเองแบบละเอียดยิบ ไม่รู้ว่าการเป็นนักศึกษาภาควิชาเคมีของเธอนั้นมีส่วนให้เธอเป็นคนแบบนี้หรือเปล่า

BNK48

4

วันที่จะได้พูดคำว่าขอบคุณกับทุกคน

“ถ้าให้เปรียบเทียบสมาชิกของวงตอนนี้กับวิชาเคมีที่เรียนเหรอ” เฌอปรางทวนคำถามของผม ขณะที่ผมนั่งรอคำตอบ

“เฌอว่ามันเป็นเหมือนธาตุหลายๆ ชนิดที่ผสมกันอยู่ในโหลแก้วที่ตั้งอยู่ในสภาพแวดล้อมที่กว้างใหญ่อีกทีนึง เทียบง่ายๆ ก็คงเหมือนน้ำสมูทตี้ปั่น บางคนเป็นน้ำเชื่อม เป็นน้ำแข็ง เป็นหลอด เป็นแก้ว พอมารวมตัวกันเป็นรสชาติที่ทุกคนอยากลิ้มลอง ซึ่งความจริงแล้วถ้าเราจับส่วนผสมมามิกซ์ใหม่ เอาสมาชิกที่มีมาจับเป็นกลุ่มแยกกันเราก็จะได้รสชาติที่ต่างออกไปและเปลี่ยนไปได้เรื่อยๆ ซึ่งเราหวังว่าพอทุกคนลองแล้วก็อยากให้ติดตลาดและอยู่ไปยาวๆ ไม่รู้ว่าตอบตรงคำถามรึเปล่า แต่เฌอมองว่ามันเป็นเคมีนะ”

ผู้จัดการของเฌอปรางเดินมาบอกกับผมว่าเรามีเวลาคุยกันอีกประมาณ 5 นาทีก่อนที่เธอจะต้องเดินทางเพื่อไปซ้อมเต้นต่อ ในเวลาช่วงสุดท้ายสั้นๆ นี้ ผมตัดสินใจถามเรื่องราวในอีก 5 ปีข้างหน้า ด้วยความอยากรู้ว่าเธอจะมองเห็นภาพตัวเองยืนอยู่ตรงจุดไหน

“อีก 5 ปีเฌอคงเรียนจบแล้ว และคงยังทำงานอยู่กับวง ตอนนั้นคงมีงานหลายๆ อย่างที่ไม่เคยได้ทำและได้ลองทำ อาจจะมีสมาชิกรุ่นที่ 2 ที่ 3 ตามมา วงเราก็คงใหญ่ขึ้น อาจจะได้เล่นคอนเสิร์ตในที่ใหญ่ๆ จุคนได้เป็นพันๆ และทุกคนก็แฮปปี้กับการที่ได้อยู่ในวง ส่วนเรื่องราวหลังจากนั้นเฌอก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่จุดสูงสุดของเฌอที่เคยคิดไว้ก็คงเป็นการได้มีคอนเสิร์ตจบการศึกษาเป็นของตัวเองสักครั้งก่อนออกจากวง

“แต่ถ้าเอาแบบใกล้ๆ ตอนนี้มีอยู่อย่างนึงที่ยังไม่ได้ทำแต่อยากทำมากก็คืองานจับมือ เรารอคอยที่จะได้เจอเลยนะ เฌอตั้งใจไว้เลยว่าจะพูดขอบคุณกับทุกคนไม่ว่าเขาจะมาพูดเรื่องอะไรกับเราก็ตาม เพราะเขามาหาเรา ยอมมาต่อแถวเพื่อคุยกับเราเลยนะ มันก็คงเป็นความรู้สึกที่แปลกดี ก็คิดเยอะนะว่าวันนั้นเราจะทำอะไรได้บ้าง จะพูดคุยกับเขาได้มากแค่ไหนเพราะเวลามันสั้นมาก แล้วหากเจอคนที่ไม่กล้าพูดอะไรออกมาเราก็คงต้องพูดให้เขานะ พยายามจินตนาการในหัวว่าจะได้เจอคนรูปแบบไหนบ้าง เราตื่นเต้นและอยากให้มาถึงไวๆ

“เพราะมันเป็นวันที่เราจะได้พูดว่าขอบคุณกับทุกคนจริงๆ”

การสัมภาษณ์จบลงตรงนี้ เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจ เราต่างบอกลาและแยกจากกัน ไม่รู้เหมือนกันว่ามือของผมกลับมาอุ่นเป็นปกติตั้งแต่เมื่อไหร่

ตอนนี้ผมเริ่มอยากรู้ขึ้นมาแล้วล่ะว่าอาการมือเย็นตอนพบเจอกันมันเกิดจากอะไร และผมคิดว่าความรู้ของนักศึกษาวิทยาศาสตร์อย่างเฌอปรางน่าจะช่วยให้ผมกระจ่างในเรื่องนี้ขึ้นมาได้บ้างไม่มากก็น้อย

ดีเลย เดี๋ยวผมเก็บคำถามนี้ไว้ไปถามเธอที่งานจับมือแล้วกัน ว่าแต่เมื่อถึงตอนนั้น มือผมจะเย็นขึ้นมาอีกครั้งหรือเปล่านะ

BNK48

Writer

Avatar

พีรพิชญ์ ฉั่วสมบูรณ์

นักเขียน, แฟนคลับ AKB48 และเจ้าของเพจ AKBanything ผู้คลั่งไคล้วงนี้มากขนาดต้องเขียนหนังสือออกมาในชื่อว่า 12-4-48

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load