The Cloud x ททท. 

ฉันเป็นเด็กภาคเหนือที่เติบโตมากับการใส่เสื้อม่อฮ่อมไปโรงเรียนเพื่อแสดงถึงวัฒนธรรมพื้นบ้านทุกวันศุกร์ สิ่งที่ฉันรู้เกี่ยวกับเสื้อสีม่วง (ใช่ ที่โรงเรียนฉันม่อฮ่อมสีม่วง!) คือเสื้อม่อฮ่อมมีพื้นเพมาจากภาคเหนือ โด่งดังมากในจังหวัดแพร่… เท่านั้นจริงๆ

เช่นเดียวกับ กุ๊กกิ๊ก-กมลชนก แสนโสภา เด็กจบเแฟชั่นชาวแพร่โดยกำเนิด ผู้รู้เรื่องฮ่อมพอๆ กับฉัน 

กุ๊กกิ๊ก-กมลวรรณ แสนโสภา

ต่างกันตรงที่ตอนฉันรู้ว่าฮ่อมคือชื่อของพืชชนิดหนึ่งซึ่งนำมาย้อมผ้าแล้วให้สีคราม (ไม่ใช่สีม่วงเหมือนเสื้อที่ฉันเคยใส่) ฉันได้แค่ตื่นเต้นอยู่ชั่วครู่ แล้วก็จบลงเพียงเท่านั้น 

แต่เมื่อกุ๊กกิ๊กได้รู้ที่มาของพืชประจำท้องถิ่นแพร่ กุ๊กกิ๊กสงสัยว่าทำไมเธอรู้เรื่องแฟชั่นไกลตัว แต่กลับไม่รู้เรื่องใกล้ตัวอย่างฮ่อมเลย เด็กเอกแฟชั่นจึงเดินทางจากเมืองหลวงกลับบ้าน ลงมือย้อมฮ่อมเพื่อเล่าเรื่องราวของพืชมหัศจรรย์ใบเขียวแต่ให้สีครามนี้ให้ดังยิ่งขึ้น และยังผลิตเสื้อผ้าย้อมสีธรรมชาติลวดลายน่ารักอีกมากมายที่บอกเล่าตัวตนของเธอ บ้านเกิดของเธอ และธรรมชาติรอบตัวได้น่าเอ็นดูเป็นที่สุด

Kamol Indigo แบรนด์เสื้อผ้าย้อมสีธรรมชาติที่เก็บวัตถุดิบและแรงบันดาลใจจากเมืองแพร่

กมล อิน อะไร?

เรื่องเริ่มต้นขึ้นเมื่อหญิงสาวไฟแรงต้องไปสอบสัมภาษณ์เข้าคณะศิลปกรรมศาสตร์ เอกการออกแบบ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เธอจำประวัติศาสตร์ศิลป์ ประวัติศาสตร์แฟชั่นได้แทบทุกแบรนด์ ชาแนล ดิออร์ ขอเพียงอาจารย์ถามมา เธอจะตอบให้ แต่เอาเข้าจริงอาจารย์กลับถามว่า 

“เป็นคนแพร่ รู้จักศิลปินแห่งชาติที่ทอผ้าชาวแพร่ไหม” 

เพียงเท่านั้นความมั่นใจและความรู้ที่เตรียมมาทั้งหมดก็พังทลายลงตรงนั้น เธอตอบอาจารย์ไปตามตรงว่า 

“ไม่รู้จักค่ะ” 

คำพูดเพียงสี่พยางค์ที่สั่นสะท้านก้องในหัวใจมาตลอด แม้สุดท้ายเธอจะสอบติดได้เรียนคณะในฝันก็ตาม

“บ้านเรา เราไม่เคยรู้อะไรเลย แล้วเราท่องอะไรอยู่ พยายามท่องอะไรที่คนเขายอมรับ แต่จริงๆ อะไรที่อยู่รอบตัวเราก็สำคัญไม่แพ้กัน” 

กุ๊กกิ๊กเล่าเรื่องนี้ให้ฟัง ในวันที่ฉันนั่งอยู่ในบ้านของเธอ

กมล อิน ผ้าทอ

เผอิญกับปีนั้นน้ำท่วมครั้งใหญ่พอดี เธอจึงได้โอกาสกลับบ้าน เธอไม่ปล่อยเวลาสูญเปล่าเข้าไปขอเรียนทอผ้าตีนจกกับศิลปินแห่งชาติคนที่อาจารย์ถาม (อาจารย์ประนอม ทาแปง ศิลปินแห่งชาติสาขาประณีตศิลป์ศิลปะการทอผ้า)

ไปกินนอนกับชาวบ้านที่อำเภอลองเลยร่วมเดือน

“ผ้าจกชิ้นหนึ่งเล่าเรื่องตั้งแต่คนเกิดจนถึงตาย มีเรื่องราวตั้งแต่ช่วงเอวลงถึงตีนซิ่น เขาเล่าเรื่องวัฒนธรรม ศาสนา สิ่งที่อยู่รอบตัวเขา ลงบนผ้า เช่นผ้าจกชิ้นหนึ่งใช้เวลา 2 อาทิตย์ถึง 1 เดือน เราคิดว่ามันมีค่า และชอบเรื่องราวที่อยู่ในนั้น เช่นลายนกกินน้ำร่วมต้นก็สื่อถึงความอุดมสมบูรณ์ การอยู่เป็นคู่” เธอเล่า

กุ๊กกิ๊ก-กมลวรรณ แสนโสภา

นอกจากเรียนทอผ้าแล้วเธอยังได้เรียนรู้เรื่องสีธรรมชาติไปด้วย เรียนทั้งเส้นใยประดิษฐ์ เส้นใยธรรมชาติ ฝ้ายจริง ฝ้ายโรงงาน 

“เป็นครั้งแรกที่รู้ว่าก็เลยทำให้รู้ว่าเราสามารถย้อมผ้าจากสีธรรมชาติได้ เราไม่เคยรู้มาก่อน เราเป็นคนบ้านนอก แต่เราไม่ใช่บ้านนอกที่เดินออกจากปากซอยแล้วมีคนทอผ้าเลย ไม่ได้หมายความว่าคนแพร่ทุกคนจะรู้จักสิ่งนี้” 

Kamol Indigo แบรนด์เสื้อผ้าย้อมสีธรรมชาติที่เก็บวัตถุดิบและแรงบันดาลใจจากเมืองแพร่

กมล อิน ม่อฮ่อม

หลังจากเรียนรู้เรื่องสีธรรมชาติ กุ๊กกิ๊กกลับไปเรียนปกติ แม้ช่วงนั้นเธอจะสนใจเรื่องการทอผ้ามากกว่า แต่เหมือนโชคชะตาเล่นตลก เธอได้ไปช่วยครูทำเวิร์กช็อปที่กรุงเทพฯ แล้วเผอิญว่าบูทตรงข้ามที่มาจากแพร่นำต้นไม้มาเรียงหน้าบูท 

นั่นจึงเป็นครั้งแรกที่เธอรู้ว่าที่แท้ฮ่อมคือต้นไม้

“เขาบอกว่าเนี่ยต้นฮ่อม ต้นฮ่อมที่เขาออกมาย้อมผ้าให้เป็นสีม่อฮ่อมไง ก็เลยรู้สึกว่าวิเศษ ผ้าอะไรมาจากใบไม้สีเขียวแต่ได้สีน้ำเงิน! เขาไม่ได้สอนอะไรมาก แต่พูดว่ารอปิดเทอมรอบหน้าก็ไปเรียนกับเขาสิ ก็เลยรอปิดเทอมแล้วไปเรียน” 

เธอเล่าถึงอดีตด้วยแววตาเป็นประกาย เส้นทางอินดิโก้ของสาวแพร่จึงเริ่มต้นขึ้นจากความสนใจพืชจากบ้านเกิด

กมล อิน บ้าน

ความสนใจเรื่องการทอผ้าและสีม่อฮ่อม ทำให้ดีไซเนอร์สาวหมายมั่นปั้นมือว่าเมื่อเรียนจบเธอจะกลับบ้าน กลับมาเล่าเรื่องราวที่บ้านๆ แต่ไม่ธรรมดานี้ให้คนนอกบ้านฟัง ด้วยการเริ่มต้นทำแบรนด์ ‘กมล อินดิโก้’ ที่มาจากชื่อของเธอที่แปลว่า ‘ดวงใจ’ ผสมกับสีครามออกมาหมายถึง ‘หัวใจสีคราม’ นั่นเอง

หญิงสาวไฟแรงจากเมืองกรุงกลับมาเล่าเรื่องราวของที่บ้านต่างจังหวัด ฟังดูเหมือนนิทานชวนฝัน แต่อย่าเพิ่งปิดหน้าต่างไปดูอย่างอื่นกัน จุดพลิกผันกำลังจะมาแล้ว! 

เธอย้อมสีธรรมชาติ เธอขายของโดยบอกว่าเธอย้อมสีธรรมชาติ แต่หารู้ไม่ว่าสิ่งที่เธอทำมันไม่ใช่ธรรมชาติ! 

“ตอนนั้นก็จะไม่รู้ว่าตัวเองทำเคมี เราซื้อเป็นน้ำย้อมสำเร็จรูปมา คนขายบอกว่าเป็นสีธรรมชาติ แล้วต้นทุนมันไม่ได้สูง เราย้อมได้  20 – 30 ตัวต่อวัน แต่ถ้าธรรมชาติจริงๆ วันหนึ่งได้ 5 ตัวถือว่าเยอะแล้ว แต่ตอนนั้นเราไม่รู้ ตอนแรกก็คิดว่าตัวเองทำออร์แกนิก เราภูมิใจมาก” เธอกล่าวติดตลก

Kamol Indigo แบรนด์เสื้อผ้าย้อมสีธรรมชาติที่เก็บวัตถุดิบและแรงบันดาลใจจากเมืองแพร่
Kamol Indigo แบรนด์เสื้อผ้าย้อมสีธรรมชาติที่เก็บวัตถุดิบและแรงบันดาลใจจากเมืองแพร่
Kamol Indigo แบรนด์เสื้อผ้าย้อมสีธรรมชาติที่เก็บวัตถุดิบและแรงบันดาลใจจากเมืองแพร่

เมื่อมีไม่รู้ ก็ต้องมีรู้ เธอไปออกงานขายของคราฟต์แล้วพบว่าทุกคนคือตัวจริง  

“ตอนแรกเราสงสัยก่อนว่าทำไมคนขายของธรรมชาติต้องขายแพงด้วย เราก็ทำของธรรมชาติเหมือนกันแต่ต้นทุนเรานิดเดียว เขาใช้คำว่าธรรมชาติมาเพิ่มราคาหรอ อีกอย่างคือมันมีอะไรที่เราไม่รู้หรือเปล่า” เธอเล่า

เมื่อไม่รู้ก็ต้องถาม คำสอนที่ครูพร่ำบอกสมัยเด็กใช้ได้เสมอ 

“งานขาย 3 วัน วันแรกก็คิดสงสัยอยู่ในใจ วันที่สองก็ชะโงกไปดูบูทข้างๆ ว่าทำไมพี่ขายครามราคาสูงจัง เขาทำเสื้อยืดตัวละ 400 – 500 เราขายตัวละ 250 เราก็คิดว่า เอ หรือเราไม่ได้บวกค่ารถ” เธอเล่าพลางหัวเราะ

กมล อิน สีธรรมชาติ

คำตอบที่ได้มาจากคนทำงานคราฟต์ตัวจริงกลับมาคลุมเครือเสียนี่กระไร พี่เขาบอกว่าให้ไปดูขั้นตอนการผลิตฮ่อมธรรมชาติกันยังไง ของออร์แกนิกต้องสืบที่มาได้ตั้งแต่ต้น

เป็นลูกหลานชาวแพร่ และฮ่อมดังในจังหวัดแพร่ทั้งที ก็ต้องกลับไปถามบรรดาแม่อุ้ยพ่ออุ้ยเพื่อนพี่น้องชาวแพร่ แม้ครามให้สีน้ำเงินอินดิโก้คล้ายกัน แต่กมลสนใจย้อมฮ่อม พืชบ้านเกิดที่คนรู้จักน้อยลงไปทุกที มากกว่าครามที่โด่งดังในอีสาน 

กุ๊กกิ๊ก-กมลวรรณ แสนโสภา

กุ๊กกิ๊กไปเรียนวิชาก่อหม้อครามมาปรับใช้กับม่อฮ่อม วิเคราะห์ค่ากรดด่างและทดลองทำเองร่วมครึ่งปีกว่าจะเจอสูตรที่ใช่ ในแบบที่ชอบ แม้ไม่ใช่เวลายาวนานนัก แต่การสู้กับสิ่งที่พยากรณ์ไม่ได้ เทียบกับการกลับไปทำฮ่อมเคมีเหมือนแต่ก่อนดูเหมือนจะง่ายกว่ามาก 

Kamol Indigo แบรนด์เสื้อผ้าย้อมสีธรรมชาติที่เก็บวัตถุดิบและแรงบันดาลใจจากเมืองแพร่
Kamol Indigo แบรนด์เสื้อผ้าย้อมสีธรรมชาติที่เก็บวัตถุดิบและแรงบันดาลใจจากเมืองแพร่

สิ่งที่ทำให้เธอยังมุ่งมั่นทดลอง-ผิดหวัง-เริ่มใหม่ ทำซ้ำๆ อยู่อย่างนั้นจนผ่าน 6 เดือนหฤโหดมาได้คืออะไร

“เรารู้สึกแย่มาก เราอยากเล่าเรื่อง แต่เรากลับเล่าเรื่องที่มันไม่จริง ก่อนหน้านี้รู้สึกว่าตัวเองเท่ เรียนจบแล้วกลับมาเล่าเรื่องที่บ้านให้คนอื่นรู้จัก คือเราไม่ได้ปฏิเสธเคมีนะ ที่เราเรียนมาก็ไม่ได้ธรรมชาติอยู่แล้ว เราเรียนผสมสีมาว่าต้องใช้สารตัวไหนบ้าง แต่เราแค่รู้สึกขัดแย้งกับความรู้สึกตัวเองตอนนั้น ว่าสิ่งที่เราทำมาทั้งหมดมันผิดหมดเลย ก็เลยต้องมาปรับใหม่”

“มีคนบอกเราว่าฮ่อมตายไม่ได้ แต่ความเชื่อมันตายได้” 

หญิงสาวกอบกู้ทั้งสองอย่างให้รอดชีวิต ไม่ใช่ด้วยโชค แต่ด้วยความมุ่งมั่นไม่ยอมแพ้ของคนกลับบ้าน

กมล อิน สีสัน

นอกจากเหล่าเสื้อผ้าสีฟ้าจากฮ่อมแล้ว กมล อินดิโก้ ยังมีเสื้อผ้าสีเหลืองจากใบหูกวางและดอกดาวเรือง สีชมพูจากครั่ง และสีน้ำตาลจากมะเกลือ ทั้งหมดพลิ้วไหวสดสวยอยู่ในสตูดิโอสังกะสีในเขตบ้านของเธอเอง

Kamol Indigo แบรนด์เสื้อผ้าย้อมสีธรรมชาติที่เก็บวัตถุดิบและแรงบันดาลใจจากเมืองแพร่

“ตอนแรกเด็ดเดี่ยวมาก ไม่ทำสีอื่นเลยนอกจากสีฟ้า แต่เราเป็นคนชอบแต่งตัวสีๆ มาก หลายครั้งก็นึกว่าทำไมจบมาทำงานที่เป็นสีม่อฮ่อมต้องใส่ม่อฮ่อมตลอดเวลาเลย แล้วตัวเองตอนนั้นที่สนุกกับการแต่งตัวหายไปไหน ก็เลยคุยกับ พี่สตางค์-จินตพงศ์ สีพาไชย ว่าทำสีอื่นด้วยก็ดี แล้วเราก็มองว่าคนอื่นก็คงเป็นแบบเดียวกับเราที่ไม่ได้ชอบสีฟ้าอย่างเดียว ฮ่อมก็ไม่ได้มีทั้งปีในช่วงหน้าร้อนก็จะหายากเพราะมันเหี่ยว กรอบ ใช้สีอื่นก็ได้เล่าเรื่องอย่างอื่นไปด้วย”

เมื่อตกลงได้แล้วว่าชีวิตต้องการสีสัน ตัวฉันต้องการแต่งตัวหลากสี เรื่องก็ยังไม่จบเพียงเท่านั้น เพราะกมลเลือกใช้สีที่หาได้ในท้องถิ่น หลีกเลี่ยงการตัดต้นไม้หรือหาวัตถุดิบจากแดนไกล เพราะต้องการเล่าเรื่องถิ่นที่อยู่และธรรมชาติผ่านทุกกระบวนการ

Kamol Indigo แบรนด์เสื้อผ้าย้อมสีธรรมชาติที่เก็บวัตถุดิบและแรงบันดาลใจจากเมืองแพร่
Kamol Indigo แบรนด์เสื้อผ้าย้อมสีธรรมชาติที่เก็บวัตถุดิบและแรงบันดาลใจจากเมืองแพร่

ถึงจะเล่าเรื่องบ้านเกิด แต่เสื้อผ้าของกมล อินดิโก้ กลับวัยรุ่นมาก ไม่ได้หน้าตาเหมือนเสื้อผ้าย้อมสีธรรมชาติรูปแบบเดิม บัณฑิตเอกแฟชั่นนำความรู้ที่เรียนมาตัดเย็บเสื้อผ้าที่เรียบง่าย แต่แตกต่างไม่เหมือนใคร

“เราดูตัวเองก่อนเป็นหลัก อยากใส่เสื้อผ้าแบบไหนก็ทำแบบนั้น แล้วก็ไม่ได้ทำเสื้อผ้าแบบแฟชั่น เพราะเราคิดว่ามันใส่แล้วเบื่อง่าย”

กุ๊กกิ๊กได้แรงบันดาลใจจากเสื้อม่อฮ่อมโบราณที่มักใส่ได้ทุกโอกาส เธอจึงมุ่งเน้นการทำเสื้อผ้าให้ใส่ไปไหนก็ได้ ใส่นอนก็ได้ ใส่ออกไปข้างนอกก็ดี ภาพในอินสตาแกรมของร้านที่เธอไปร่วมงานแต่งงานด้วยชุดม่อฮ่อมสีคราม ตอกย้ำความใส่ง่าย สวยง่าย ของแบรนด์เป็นอย่างดี

กมล อิน ลวดลาย

คุยเรื่องแพตเทิร์นและสีสันจนบันเทิงไปแล้ว อีกสิ่งที่เราสนใจคือลายพิมพ์เทียนแมลงตัวนั้น ตัวนี้ ที่มีเยอะมากมาย แต่สำหรับเธอมันดูไม่คล้ายกันไปซะหมด ทั้งผึ้ง กว่าง ด้วง มด แมลงปอ กุดจี่ ที่สำหรับคนอื่นอาจจะแยกชนิดไม่ออก แต่ไม่ใช่สำหรับเธอแน่ๆ 

Kamol Indigo แบรนด์เสื้อผ้าย้อมสีธรรมชาติที่เก็บวัตถุดิบและแรงบันดาลใจจากเมืองแพร่

ลวดลายบนเสื้อผ้าเกิดจากไอเดียตอนตากผ้าแล้วเห็นแมลงมาเกาะ เธอจึงคิดให้แมลงแถวบ้านมาอยู่บนผ้าจริงๆ เป็นการนำธรรมชาติมาไว้บนธรรมชาติอีกที นอกจากฝูงแมลง เธอยังเก็บลวดลายพืชพรรณไปจนถึงสารพัดดวงดาวมาไว้บนเสื้อผ้า โดยออกแบบแม่พิมพ์เอง และผลิตใหม่เองอยู่เรื่อยๆ โดยใช้กระดาษแข็งสร้างลายแล้วพิมพ์ลายทีละตัว ทีละตัว เสื้อผ้าที่ซื้อไปใส่จึงไม่ซ้ำกันสักตัวเดียว

กุ๊กกิ๊กเสริมว่า เธอไม่ได้จำกัดลวดลายแค่ธรรมชาติเท่านั้น ผ้าทอตีนจกสมัยก่อนก็เล่าเรื่องทั้งการใส่ขันดอกในวัดในวันสงกรานต์ มีลายบุ้ง ลายผักกูด และอีกมากมาย

“เคยคิดเหมือนกันว่าเราอยากสร้างลายรถติด มีห้างสรรพสินค้า เพื่อให้คนในอีก 30 ปีข้างหน้ามาดูผ้าผืนนี้แล้วรู้ว่าในปีที่ทำผ้าผืนนี้มันมีสิ่งเหล่านี้อยู่”

ฟังแค่นี้ก็รู้ว่าเส้นทางออกแบบของกมล อินดิโก้สนุกสนาน ไม่จนมุมง่ายๆ แน่นอน

กมล อิน เรื่องราว

เห็นแค่เสื้อผ้าแล้วชอบ คนก็ซื้อใส่แล้ว ทำไมต้องตั้งใจแฝงเรื่องราวเข้าไปมากขนาดนี้ ฉันถามอย่างประทับใจ

“เราอยากให้คนใส่เห็นคุณค่าสิ่งที่อยู่รอบตัวเขา เหมือนอย่างเราตอนเข้ามหาวิทยาลัย เราไม่เห็นคุณค่าของสิ่งที่อยู่ใกล้เราเลย เรามองว่าการจะไปเรียนที่นู่นต้องอ่านหนังสือดีๆ แต่เราไม่สังเกตเรื่องราวรอบตัวเลย พยายามศึกษาอะไรที่ดังอยู่แล้ว เรากลับมองข้ามสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวที่มีค่ามากเหมือนกัน อีกอย่างคือเรามองว่าการได้เล่าเรื่องธรรมชาติอาจจะทำให้คนรักธรรมชาติมากขึ้น

“เราอยากให้คนเข้าใจกระบวนการทำงาน ถ้าไม่รู้ เราจะไม่เห็นคุณค่าของสิ่งนั้น อย่างสมัยก่อนเราซื้อเสื้อผ้ามือสองมาใส่ เราไม่รู้ว่ามันมาจากไหน เบื่อก็ทิ้งได้ เพราะไม่ได้รู้จัก ไม่รักมัน แต่พอรู้เรื่องราวก็ไม่อยากทิ้ง อยากรักษามัน อยากนำไปให้คนสำคัญของเรา”

เธอกล่าวอย่างจริงใจ เมื่อความมุ่งมั่นผสมกับความเชื่อในธรรมชาติรอบตัว ผลลัพธ์คือพื้นที่ในรั้วบ้านเมืองแพร่ซึ่งได้รับการเปลี่ยนเป็นสตูดิโอย้อมสีธรรมชาติสุดชิค ไม่เพียงแค่ขายของ ที่นี่ยังมีพื้นที่สำหรับการเรียนรู้เรื่องการย้อมสีธรรมชาติ การปั๊มเทียน ทอผ้า หรือใครอยากจะเขียนโปสการ์ด ที่นี่ก็มีสีธรรมชาติที่รอคุณระบายส่งถึง ตัวเองหรือคนรู้ใจได้อีกด้วย

 ใครจะรู้ จากความตั้งใจจะมาฟังเรื่องราวของเธอแต่แรก คุณอาจกลับไปเป็นคนเล่าเรื่องราวบ้างก็เป็นได้

กุ๊กกิ๊ก-กมลวรรณ แสนโสภา

*หมายเหตุ The Cloud สะกดคำว่า ม่อฮ่อม ตามสำนักงานราชบัณฑิตยสภาที่ระบุว่าเขียนได้ทั้ง ม่อห้อม หรือม่อฮ่อม

The Cloud กำลังจะจัดทริปไปเวิร์กช็อปที่เมืองแพร่ที่สตูดิโอของกมล อินดิโก้ และนักออกแบบเมืองแพร่อีกมากมาย สนใจเข้าไปดูรายละเอียดและลงชื่อสมัครได้ที่ The Cloud Journey 06 : เผยแพร่

Writer

เทวรักษ์ รุ่งเรืองวิรัชกิจ

สาวอวบระยะสุดท้ายผู้หลงรักคาปูชิโน่เย็น สิ่งของจุกจิก เสื้อผ้าวินเทจ เเละเสียงเพลงในวันฝนพรำ

Photographer

สโรชา อินอิ่ม

Freelance photographer ชอบความอิสระ ชอบเดินทางท่องเที่ยว บันทึกความทรงจำผ่านภาพถ่าย

Creative Local

ตัวอย่างการใช้ไอเดียสร้างสรรค์ต่อยอดของดีของชุมชน

“ลองนิก่ะ” ประโยคทางเหนือที่แปลเป็นภาษากลางได้ว่า “ลองอันนี้สิ” ดังขึ้นจากหนุ่มลำพูนเบื้องหน้าฉัน 

เราเจอกันในงาน Local Enterprise Social Expo 2022 ‘คน-ของ-ตลาด’ ภายใต้การดูแลของหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) ที่รวบรวมหลากหลายธุรกิจในชุมชนต่าง ๆ มาพูดคุย แลกเปลี่ยน และพัฒนาผู้ประกอบการไปสู่การสร้างผลกำไรเชิงธุรกิจควบคู่กับกำไรทางสังคม จนเกิดเป็นสังคมธุรกิจที่มีฐานของชุมชนเข้มแข็ง เป็นหนึ่งเดียว เกื้อกูล และยั่งยืน 

ปอนด์-ปิยะพันธ์ สุรินทร์ ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Longniga ร่วมกับวิสาหกิจชุมชน กลุ่มผลิตลำไยบ้านเหล่าดู่ ยื่นสินค้าที่ทำจากผลไม้บ้านเกิดให้ฉันดู บนขวดแปะฉลากเผยชื่อแบรนด์ ‘Longniga (ลองนิกา)’ ที่พ้องมาจากประโยคเชื้อเชิญให้รู้จักเมื่อสักครู่ 

ปอนด์-ปิยะพันธ์ สุรินทร์ ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Longniga ไซรัปลำไยเคี่ยวเตาฟืนบ้านเหล่าดู่ หมู่บ้านใน จ.ลำพูน ที่ปลูกลำไยทุกหลัง

นี่คือน้ำตาลลำไยสกัดเข้มข้นที่ทำจากลำไยสด 100 เปอร์เซ็นต์ เก็บเกี่ยวผลผลิตจากสวนในชุมชนมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ พูดอย่างสัตย์จริง ฉันเพิ่งเคยได้ยินชื่อน้ำตาลลำไยครั้งแรก แต่ความหวานนั้นดึงดูดใจเกินกว่าจะเก็บไว้ชิมคนเดียว 

เสน่ห์ของบ้านเหล่าดู่ อำเภอเวียงหนองล่อง จังหวัดลำพูน คือแทบทุกครัวเรือนจะมีสวนลำไยเป็นของตัวเอง ทุกเจนเนอเรชันไม่ว่าเด็ก วัยรุ่น ผู้ใหญ่ หรือผู้สูงอายุ ต่างเติบโตท่ามกลางอาณาจักรลำไยที่กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคนบ้านเหล่าดู่ไปแล้ว และนั่นเป็นเหตุผลที่เขาเลือกมาทำแบรนด์นี้เพื่ออนุรักษ์ไม่ให้มันหายไป

“น้ำตาลลำไยยังไม่เป็นที่พูดถึงมากนัก ผมเลยอยากแนะนำให้รู้จัก” 

เพราะอยากให้คนรู้ว่าน้ำตาลลำไยนั้นมีอยู่จริง แถมเก๋าเกมในเรื่องคุณประโยชน์ที่น้ำตาลสังเคราะห์ให้ไม่ได้ ทั้งช่วยปรับสมดุลร่างกาย มอบความกระปรี้กระเปร่า และยังเหมาะกับผู้ที่มีปัญหาหลับไม่สนิท (ดูทรงแล้ว ท่าจะเหมาะกับคนวัยทำงานอย่างเรา ๆ) โดยใช้กรรมวิธีแบบฉบับของชาวบ้าน คงกลิ่นฟืนอ่อน ๆ จากการเคี่ยวลำไยลูกโตอย่างประณีต แถมธุรกิจนี้ยังช่วยต่อลมหายใจสวนลำไยในท้องถิ่น ด้วยการสร้างงาน สร้างอาชีพให้กับคนในชุมชน ที่ประสบปัญหาลำไยราคาตก แต่ต้นทุนสูงขึ้น จนบางบ้านเลือกจะวางมือจากสวนที่ฟูมฟักกันมารุ่นสู่รุ่น ไปหาทางรอดอื่น และเพื่อไม่ให้สวนลำไยที่บ้านเหล่าดู่รักต้องหายไปจนหมด ปอนด์จึงมุ่นมั่นที่จะทำให้สวนลำไยกลับมามีชีวิต ผ่านการสร้างแบรนด์ที่ทำให้คนในชุมชนรอดไปด้วยกัน

นอกจากทางรอดด้านเศรษฐกิจ Longniga ยังคำนึงถึงทางรอดด้านสิ่งแวดล้อม ด้วยการยึดมั่นในหลัก Zero Waste สร้างระบบนิเวศสะอาดในชุมชน โดยนำขยะจากลำไยไปทำปุ๋ยหมุนเวียน ทำให้ทุกกระบวนการผลิตไม่หลงเหลือขยะรบกวนธรรมชาติไว้แม้แต่ชิ้นเดียว จนได้รับรางวัลหมู่บ้านดีเด่นจากทางจังหวัด

Longniga ไซรัปลำไยเคี่ยวเตาฟืนบ้านเหล่าดู่ หมู่บ้านใน จ.ลำพูน ที่ปลูกลำไยทุกหลัง
Longniga ไซรัปลำไยเคี่ยวเตาฟืนบ้านเหล่าดู่ หมู่บ้านใน จ.ลำพูน ที่ปลูกลำไยทุกหลัง

แบรนด์ที่เติบโตมาพร้อมสวนลำไย

เจ้าของแบรนด์วัย 36 ปีคนนี้ เดิมทีไม่ได้เริ่มต้นจากการเป็นเกษตรกร แม้จะโตมากับสวนลำไย แต่เขากลับมีเส้นทางหลังเรียนจบไม่ต่างจากคนหมู่มากในสังคม นั่นคือการเป็นพนักงานออฟฟิศ ทำอยู่ 2 ปีก็คิดถึงอนาคตบั้นปลาย เมื่องานประจำนั้นมีอายุงาน และเด็กรุ่นใหม่ก็พร้อมจะผลัดเปลี่ยนขึ้นมาทำในตำแหน่งเดียวกันได้เสมอ ตอนนั้นเองที่ทำให้เขาคิดถึงสวนผลไม้ประจำบ้าน

“ความน่ารักของหมู่บ้านเหล่าดู่คือทุกบ้านปลูกสวนลำไย บ้านผมก็ปลูก ผมโตมากับลำไย ได้รดน้ำ เลี้ยงดู คลุกคลีกับมัน แต่ยังไม่ถึงขั้นสนใจอยากจะต่อยอดอะไร เพราะตอนนั้นพ่อแม่ผมเขาดูแลอยู่ ทีนี้หลังจากได้ลองไปทำงานที่กรุงเทพฯ ผมก็เริ่มคิดว่า เราเป็นลูกคนเดียว ยังไงคงต้องได้กลับไปทำงานที่สวนแน่ ๆ แถมเกษตรกรมันเป็นอาชีพอิสระ ไม่ต้องเข้างานหรือเลิกงานตรงเวลาแบบที่ชาวออฟฟิศส่วนใหญ่ทำ ผมว่ามันไม่กดดันดี”

ปอนด์เลือกกลับมาเป็นเกษตรกรทั้งที่ยังหนุ่ม โดยให้เหตุผลว่าอายุยังไม่มาก อาจจะยังมีเรี่ยวแรงในการคิดสร้างสรรค์อะไรใหม่ ๆ ให้กับสวนลำไยได้ดีกว่า เพราะเขากลัวว่าหากกลับมาในวัยเกษียณจะไม่มีพลังเท่าตอนนี้ แต่เมื่อกลับมา เขาพบกับปัญหาที่ชาวบ้านเจอคือราคาลำไยตก สวนทางกับต้นทุนการปลูกที่สูงขึ้น จึงเกิดการรวมกลุ่มวิสาหกิจขึ้นมา

Longniga ไซรัปลำไยเคี่ยวเตาฟืนบ้านเหล่าดู่ หมู่บ้านใน จ.ลำพูน ที่ปลูกลำไยทุกหลัง

“ตอนแรกผมและชาวบ้านรวมตัวกันทำปุ๋ยหมัก เพื่อจะมาลดต้นทุนการผลิต เนื่องจากปุ๋ยราคาแพงขึ้น ส่งผลกระทบต่อคนในชุมชน เราเลยเอาเศษซากที่เหลือจากการเกษตรทั้งใบลำไย มูลสัตว์ และนำเอาองค์ความรู้เรื่องปุ๋ยไม่กลับกองที่เราเรียนรู้มาจากที่แม่โจ้มาทำกัน แต่มันก็ยังไม่พอช่วยให้เกิดการจ้างงานคนในหมู่บ้านหรือไปต่อได้ เพราะหลายบ้านแบกต้นทุนไม่ไหว เลิกปลูกไปกลางคัน ลำไยในหมู่บ้านเลยลดลงเรื่อย ๆ และผมก็ไม่อยากให้ชุมชนที่มีเสน่ห์เรื่องลำไยมันหายไป เลยเริ่มคิดเรื่องการแปรรูป”

“ผมทดลองหลายอย่าง ทั้งเอาไปต้มเบียร์ เริ่มแบ่งสัดส่วนการปลูกพืชชนิดอื่น เช่น โกโก้และเลม่อน ที่อนาคตเราอาจจะเอามาดัดแปลงทำอะไรสักอย่างควบคู่กับลำไยได้ ประจวบเหมาะกับผมได้พูดคุยกับอาจารย์ด้านแปรรูปอาหารและสมุนไพรท่านหนึ่ง เขาแนะนำให้ผมรู้จักน้ำตาลลำไยสกัด เราเลยเห็นช่องทางว่า ทุกวันนี้คนในท้องถิ่นทำลำไยอบแห้งกันเยอะแล้ว แต่แทบจะไม่มีใครรู้จักน้ำตาลลำไย หรือไปเสิร์ชกูเกิลซื้อน้ำตาลลำไยมาใช้ เราเลยอยากลองทำ เพื่อให้คนได้รู้จักสิ่งนี้ และรู้ว่ามันมีดี แล้วก็มีอยู่จริงนะ”

หนุ่มลำพูนคนนี้พยายามแนะนำน้ำตาลลำไยในรูปแบบไซรัปตรงหน้าให้ฉันรู้จักอย่างตั้งใจ ไม่ต่างจากแนะนำเพื่อนใหม่ให้รู้จัก เขาบอกว่าเพื่อนคนนี้เป็นน้ำตาลผลไม้ มีคุณประโยชน์หลายด้าน โดยศึกษาจากงานวิจัยต่าง ๆ ว่าเมล็ดของมันนั้นมีคนเอาไปทำยาหม่อง แก้ปวดเข่า ปวดข้อ และขึ้นชื่อว่าความหวานจากแหล่งธรรมชาติ ไร้การปรุงแต่ง คุณประโยชน์ที่ได้จึงดีต่อร่างกายอย่างไม่ต้องสืบ แน่นอนว่าเหมาะกับผู้ที่มีภาวะเสี่ยงต่อโรคเกี่ยวเบาหวาน ความดัน หรือหัวใจ บริโภคได้ทั้งแบบเพียว ๆ เป็นซอฟต์ดริงก์ให้ร่างกายสดชื่น หรือใส่ปรุงอาหารตามใจชอบ… ฟังดูแล้วเพื่อนใหม่แบรนด์นี้น่าสนใจไม่ใช่น้อย

Longniga ไซรัปลำไยเคี่ยวเตาฟืนบ้านเหล่าดู่ หมู่บ้านใน จ.ลำพูน ที่ปลูกลำไยทุกหลัง

เสน่ห์น้ำตาลลำไยจากวิถีชุมชน

Longniga เลือกใช้ลำไยพันธุ์อีดอลูกโตซึ่งนิยมปลูกในบ้านเหล่าดู่ เนื่องจากเป็นที่ต้องการของกลุ่มลูกค้าคนจีนที่แวะเวียนมาจับจ่ายใช้สอยในหมู่บ้านอยู่แล้ว แต่การนำลำไยมาสกัดเป็นน้ำตาลนั้น ต้องคว้านเอาแต่เนื้อออกมาหลายกิโลกรัมเพื่อเอาออกมาใช้ต่อหนึ่งขวด ปอนด์จึงคิดว่าจะทำอย่างไรดีให้ขั้นตอนการผลิตรวดเร็วขึ้น คำตอบที่ได้คือใช้เครื่องคว้านเอา ทว่าหากใช้เครื่องคว้าน ต้องแลกมากับการไม่จ้างแรงงานในหมู่บ้าน ซึ่งผิดจากความตั้งใจแรกของเขาอยู่พอสมควร

“เรามานั่งคิดกันในกลุ่ม และเลือกใช้แรงงานคนเหมือนเดิม เพราะเราอยากกระตุ้นให้เกิดการจ้างงาน ให้คนในชุมชนได้มีส่วนร่วม ถึงรู้ว่ามันอาจจะช้ากว่าเครื่องจักร แต่เขาได้มีส่วนร่วมแน่ ๆ ตอนนี้อาจจะมองว่าช้า แต่ผมมองว่าทำบ่อย ๆ ความเร็วจะเกิดขึ้นพร้อม ๆ กับความชำนาญ”

ความมุ่งมั่นของปอนด์ มอบจุดเด่นให้กับแบรนด์อย่างหนึ่ง คือการสร้างรายได้หมุนเวียนกันเองในชุมชน แต่ละคนในวิสาหกิจมีหน้าที่ต่างกัน คนหนึ่งหาผลผลิต อีกคนส่งต่อลำไยไปให้กลุ่มแม่บ้านช่วยกันคว้าน อีกคนไปหาตลาด อีกหน้าที่ทำการดีลกับเกษตรอำเภอ และเกษตรจังหวัด รวมถึงการออกงานอีเวนต์ต่าง ๆ ที่ทำการแบ่งหน้าที่กันไป จึงอาจตอบได้ว่าแบรนด์ Longniga เข้ามาช่วยให้ทั้งชาวบ้านมีรายได้จากปัญหาทางเศรษฐกิจ และปลุกให้บ้านเหล่าดู่ยังเป็นพื้นที่ที่เต็มไปด้วยลำไยอีกครั้ง

น้ำตาลลำไยจากฝีมือคนในชุมชน ผ่านการลองผิดลองถูก แรก ๆ ความตั้งใจแรกของปอนด์ คืออยากผลิตเป็นน้ำตาลกรวด ใช้แทนน้ำตาลทรายสังเคราะห์ แต่เมื่อทดลองแล้วไม่เวิร์ก เพราะน้ำตาลลำไยจะคืนตัวเป็นของเหลวได้ง่ายเมื่ออุณหภูมิเปลี่ยนไป เขาจึงเบนเข็มมาทำรูปแบบไซรัปแทน 

เริ่มจากลองใช้ลำไยแบบไม่ปอกเปลือกก่อน ช่วงแรกได้รสชาติเฝื่อน ๆ กินยาก เขาจึงลองแกะเปลือกเหลือแต่เมล็ด ก็ยังมีรสเฝื่อนอยู่ ถัดมาเลยลองเอาเมล็ดออก เหลือไว้แค่เฉพาะเนื้อ แน่นอนว่าอร่อย กินง่าย แต่ประโยชน์ที่ติดมากับเมล็ดนั้นหายไป ปอนด์เลยค่อย ๆ ทดลองใส่เมล็ดเข้าไปเรื่อย ๆ และดูว่าประมาณเท่าไหร่ถึงจะไม่เฝื่อน ไม่ฝาด จนได้น้ำตาลลำไยที่ยังคงประโยชน์ของเมล็ดลำไยไว้อยู่ แต่รสชาติยังคงความหวานนุ่ม ควบคู่กับการใช้เสน่ห์ชุมชนที่เครื่องจักรมอบให้ไม่ได้ คือการเคี่ยวน้ำตาลด้วยฟืนบนกระทะไปเรื่อย ๆ จนได้ความหวานที่ 50 บริกซ์ ทำให้ได้กลิ่นฟืนอ่อน ๆ ตามภูมิปัญญาดั้งเดิมของชาวบ้าน

Longniga แบรนด์น้ำตาลลำไยลำพูน ตั้งใจอนุรักษ์ผลไม้ซึ่งเป็นหัวใจของบ้านเหล่าดู่ และสร้างอาชีพให้ชุมชน

น้ำตาลลำไยที่เป็นมิตรกับคนและสิ่งแวดล้อม

แนวคิด ‘ไม่หยุดอยู่กับที่’ เป็นสิ่งที่ปอนด์ยึดมั่นมาตลอด 2 ปีในการทำแบรนด์ วันนี้เขาได้ช่วยให้สวนลำไยอยู่คู่บ้านเหล่าดู่เป็นของดีประจำถิ่นต่อไป ได้ช่วยเหลือคนในชุมชนผ่านการจ้างงาน และยังมีเครือข่ายพันธมิตรที่คอยเกื้อหนุนกันในชุมชน ผ่านการแตกไลน์เป็นโปรดักต์ลำไยฟรีซดรายฝืมือคนรุ่นใหม่ในหมู่บ้านเดียวกัน

นอกจากนี้ยังสร้างระบบนิเวศในชุมชนด้วยกระบวนการ Zero Waste ซึ่งทำให้การผลิตไซรัปในหมู่บ้านไม่มีของเสียหลงเหลือแม้แต่น้อย ด้วยการทำปุ๋ยหมักจากกากลำไย

“สิ่งที่เหลืออยู่จากกระบวนการล้างคว้านลำไย คือเปลือกและเมล็ด ซึ่งก่อนหน้านี้หมู่บ้านเราทำปุ๋ยจากใบลำไยอยู่แล้ว และทุกครัวเรือนมักจะนำเศษอาหารหรือเศษใบไม้จากบ้านตัวเองมาทับกันบนกองปุ๋ย ตอนนี้ก็แค่เพิ่มเอาเปลือกและเมล็ดลงไปในกองปุ๋ยด้วย เพื่อให้ชุมชนของเราไม่มีขยะ เพราะผมไม่อยากให้กองขยะนั้นเน่าเสียหรือถูกเผาทิ้ง จนเกิดปัญหามลพิษตามมา”

ไม่แปลกใจว่าทำไมบ้านเหล่าดู่ถึงกลายเป็นชุมชนสะอาด ได้รับรางวัลหมู่บ้านดีเด่นจากทางจังหวัดได้ เพราะนี่คือการหมุนเวียนทรัพยากรภายในให้เกิดประโยชน์สูงสุดอย่างแท้จริง

แบรนด์ชุมชนที่อยากขยายสู่โลกภายนอก

“การดื่มไซรัปลำไยที่เราแนะนำ คือก่อนนอน 1 ช้อน จะช่วยให้หลับลึก ตื่นเช้ามาจะสดชื่น ส่วนช่วงเช้าดื่มได้อีก 1 ช้อนเพื่อฟื้นฟูร่างกาย หากนำไปปรุงอาหาร ใช้ทดแทนน้ำตาลทรายได้เลย ทั้งชงกาแฟ ใส่แทนน้ำผึ้งกินผสมมะนาว หรือกับอาหารคาว ก็ต้ม ผัด แกง ทอด โดยไม่ทำให้รสชาติอาหารเสีย” ปอนด์อธิบายให้ฟัง เขาเสริมว่าปัจจุบันแบรนด์ Longniga ยังเน้นทำธุรกิจแบบ Made to Order อยู่ เนื่องจากลูกค้าส่วนใหญ่ยังเป็นคนในเกษตรอำเภอและคนในจังหวัด แต่ในอนาคตเขาตั้งใจขยายฐานลูกค้าออกนอกชุมชน เพื่อให้คนได้รู้จักน้ำตาลลำไยมากขึ้น และเพื่อจับทางความต้องการของลูกค้านอกชุมชนให้แม่นยำ ซึ่งถือเป็นการบ้านที่ท้าทาย

Longniga แบรนด์น้ำตาลลำไยลำพูน ตั้งใจอนุรักษ์ผลไม้ซึ่งเป็นหัวใจของบ้านเหล่าดู่ และสร้างอาชีพให้ชุมชน

“พวกเราอยากนำสินค้าออกไปสู่สายตาคนแต่ละจังหวัดให้มากขึ้น เพราะการได้พบปะพูดคุยกับลูกค้าตามงานอีเวนต์ หรือเอาสินค้าไปไปแนะนำให้ชุมชนอื่น ๆ ได้เห็น ได้รู้จัก มันทำให้เรานำฟีดแบ็กกลับมาพัฒนาแบรนด์ต่อไป”

“ผมเคยคิดว่าน้ำตาลลำไยที่ช่วยเรื่องการหลับลึก กลุ่มลูกค้าส่วนมากน่าจะเป็นช่วงอายุ 40 – 60 ปี ซึ่งมีปัญหานอนยาก แต่พอได้เอาแบรนด์เราไปออกงานจริง ๆ กลับพบว่า คนส่วนใหญ่ที่เข้ามาถาม เข้ามาสนใจ เป็นช่วงวัย 30 ต้น ๆ ถึง 30 ปลาย ๆ ซึ่งคือวัยทำงานที่มีปัญหานอนยากและชอบตื่นมากลางดึก ทำให้เราได้ข้อคิดว่า บางทีจากสมมติฐานที่ตั้งไว้ อาจจะไม่ได้เป็นอย่างที่คิดทั้งหมด เราจึงต้องพัฒนาตัวเองอยู่เรื่อย ๆ

Longniga แบรนด์น้ำตาลลำไยลำพูน ตั้งใจอนุรักษ์ผลไม้ซึ่งเป็นหัวใจของบ้านเหล่าดู่ และสร้างอาชีพให้ชุมชน

“ทุกวันนี้เราพอมองลูกค้าออกว่าเป็นกลุ่มรักสุขภาพ เรารู้ว่าลูกค้าคือใคร แต่เรายังเข้าถึงเขาไม่ทั่วถึง นี่ยังเป็นโจทย์ที่พวกเราต้องจัดการต่อไป” นั่นทำให้ปอนด์พาแบรนด์ Longniga ของเขามาแนะนำให้คนรู้จักในงาน Local Enterprise Social Expo 2022 ‘คน-ของ-ตลาด’ ในครั้งนี้

“ในอนาคตผมจะผลักดันให้ชาวบ้านผลิตสินค้าเป็นของตัวเองได้ และทางวิสาหกิจจะช่วยกันพัฒนาทางด้านการตลาด เพื่อให้คนในชุมชนได้เห็นว่า เรายังมีทิศทางอื่นนอกจากขายลำไยสด แต่มันแปรรูปเป็นอะไรได้อีกหลายอย่าง”

ปอนด์-ปิยะพันธ์ สุรินทร์ ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Longniga แบรนด์น้ำตาลลำไยลำพูน ตั้งใจอนุรักษ์ผลไม้ซึ่งเป็นหัวใจของบ้านเหล่าดู่ และสร้างอาชีพให้ชุมชน

แนวคิดของปอนด์ไม่ต่างอะไรจากคอนเซ็ปต์ ‘คน-ของ-ตลาด’ เพราะเขาต้องการมุ่งเน้นให้ทั้งระบบเติบโตอย่างยั่งยืน ตั้งแต่ต้นน้ำไปยังปลายน้ำ ต้นน้ำที่เริ่มจาก ‘คน’ ซึ่งเป็นหัวใจหลักในการประกอบธุรกิจ ถัดมาคือ ‘ของ’ ที่มาจากวัตถุดิบซึ่งโดดเด่นในชุมชน และปิดท้ายด้วย ‘ตลาด’ ที่เน้นการพัฒนาแบรนด์ให้ลงไปอยู่ในใจของลูกค้าหลาย ๆ คน

หากตอนนี้คุณมองหาความหวานให้กับร่างกาย น้ำตาลลำไยถือเป็นตัวเลือกใหม่ที่แวะเวียนมาทักทายคุณท่ามกลางสารพัดน้ำตาลในตลาด แต่ต่างกันตรงที่ผลิตภัณฑ์จากแบรนด์ Longniga เป็นน้ำตาลลำไยที่นอกจากช่วยดูแลร่างกายจากสารให้ความหวานที่เกิดจากธรรมชาติแล้ว ยังช่วยดูแลคนในชุมชนผ่านการจ้างงาน และหล่อเลี้ยงสิ่งแวดล้อมด้วยวิถีชุมชนที่เป็นมิตรต่อธรรมชาติ เพื่อให้ทั้งคน ธุรกิจ และสิ่งแวดล้อม เติบโตไปพร้อม ๆ กัน

Writer

พัชญ์สิตา ไพบูลย์ศิริ

นัก (ชอบ) เขียนบ้ากล้องที่ชอบถ่ายรูปตัวเองเป็นพิเศษ เสพติดเสียงธรรมชาติ กลิ่นฝน และสีเลือดฝาดบนใบหน้า ที่ใช้เวลาเขียนงานไปพร้อมๆ กับติ่งอปป้าอย่างใจเย็น

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load