The Cloud x ททท. 

ฉันเป็นเด็กภาคเหนือที่เติบโตมากับการใส่เสื้อม่อฮ่อมไปโรงเรียนเพื่อแสดงถึงวัฒนธรรมพื้นบ้านทุกวันศุกร์ สิ่งที่ฉันรู้เกี่ยวกับเสื้อสีม่วง (ใช่ ที่โรงเรียนฉันม่อฮ่อมสีม่วง!) คือเสื้อม่อฮ่อมมีพื้นเพมาจากภาคเหนือ โด่งดังมากในจังหวัดแพร่… เท่านั้นจริงๆ

เช่นเดียวกับ กุ๊กกิ๊ก-กมลชนก แสนโสภา เด็กจบเแฟชั่นชาวแพร่โดยกำเนิด ผู้รู้เรื่องฮ่อมพอๆ กับฉัน 

กุ๊กกิ๊ก-กมลวรรณ แสนโสภา

ต่างกันตรงที่ตอนฉันรู้ว่าฮ่อมคือชื่อของพืชชนิดหนึ่งซึ่งนำมาย้อมผ้าแล้วให้สีคราม (ไม่ใช่สีม่วงเหมือนเสื้อที่ฉันเคยใส่) ฉันได้แค่ตื่นเต้นอยู่ชั่วครู่ แล้วก็จบลงเพียงเท่านั้น 

แต่เมื่อกุ๊กกิ๊กได้รู้ที่มาของพืชประจำท้องถิ่นแพร่ กุ๊กกิ๊กสงสัยว่าทำไมเธอรู้เรื่องแฟชั่นไกลตัว แต่กลับไม่รู้เรื่องใกล้ตัวอย่างฮ่อมเลย เด็กเอกแฟชั่นจึงเดินทางจากเมืองหลวงกลับบ้าน ลงมือย้อมฮ่อมเพื่อเล่าเรื่องราวของพืชมหัศจรรย์ใบเขียวแต่ให้สีครามนี้ให้ดังยิ่งขึ้น และยังผลิตเสื้อผ้าย้อมสีธรรมชาติลวดลายน่ารักอีกมากมายที่บอกเล่าตัวตนของเธอ บ้านเกิดของเธอ และธรรมชาติรอบตัวได้น่าเอ็นดูเป็นที่สุด

Kamol Indigo แบรนด์เสื้อผ้าย้อมสีธรรมชาติที่เก็บวัตถุดิบและแรงบันดาลใจจากเมืองแพร่

กมล อิน อะไร?

เรื่องเริ่มต้นขึ้นเมื่อหญิงสาวไฟแรงต้องไปสอบสัมภาษณ์เข้าคณะศิลปกรรมศาสตร์ เอกการออกแบบ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เธอจำประวัติศาสตร์ศิลป์ ประวัติศาสตร์แฟชั่นได้แทบทุกแบรนด์ ชาแนล ดิออร์ ขอเพียงอาจารย์ถามมา เธอจะตอบให้ แต่เอาเข้าจริงอาจารย์กลับถามว่า 

“เป็นคนแพร่ รู้จักศิลปินแห่งชาติที่ทอผ้าชาวแพร่ไหม” 

เพียงเท่านั้นความมั่นใจและความรู้ที่เตรียมมาทั้งหมดก็พังทลายลงตรงนั้น เธอตอบอาจารย์ไปตามตรงว่า 

“ไม่รู้จักค่ะ” 

คำพูดเพียงสี่พยางค์ที่สั่นสะท้านก้องในหัวใจมาตลอด แม้สุดท้ายเธอจะสอบติดได้เรียนคณะในฝันก็ตาม

“บ้านเรา เราไม่เคยรู้อะไรเลย แล้วเราท่องอะไรอยู่ พยายามท่องอะไรที่คนเขายอมรับ แต่จริงๆ อะไรที่อยู่รอบตัวเราก็สำคัญไม่แพ้กัน” 

กุ๊กกิ๊กเล่าเรื่องนี้ให้ฟัง ในวันที่ฉันนั่งอยู่ในบ้านของเธอ

กมล อิน ผ้าทอ

เผอิญกับปีนั้นน้ำท่วมครั้งใหญ่พอดี เธอจึงได้โอกาสกลับบ้าน เธอไม่ปล่อยเวลาสูญเปล่าเข้าไปขอเรียนทอผ้าตีนจกกับศิลปินแห่งชาติคนที่อาจารย์ถาม (อาจารย์ประนอม ทาแปง ศิลปินแห่งชาติสาขาประณีตศิลป์ศิลปะการทอผ้า)

ไปกินนอนกับชาวบ้านที่อำเภอลองเลยร่วมเดือน

“ผ้าจกชิ้นหนึ่งเล่าเรื่องตั้งแต่คนเกิดจนถึงตาย มีเรื่องราวตั้งแต่ช่วงเอวลงถึงตีนซิ่น เขาเล่าเรื่องวัฒนธรรม ศาสนา สิ่งที่อยู่รอบตัวเขา ลงบนผ้า เช่นผ้าจกชิ้นหนึ่งใช้เวลา 2 อาทิตย์ถึง 1 เดือน เราคิดว่ามันมีค่า และชอบเรื่องราวที่อยู่ในนั้น เช่นลายนกกินน้ำร่วมต้นก็สื่อถึงความอุดมสมบูรณ์ การอยู่เป็นคู่” เธอเล่า

กุ๊กกิ๊ก-กมลวรรณ แสนโสภา

นอกจากเรียนทอผ้าแล้วเธอยังได้เรียนรู้เรื่องสีธรรมชาติไปด้วย เรียนทั้งเส้นใยประดิษฐ์ เส้นใยธรรมชาติ ฝ้ายจริง ฝ้ายโรงงาน 

“เป็นครั้งแรกที่รู้ว่าก็เลยทำให้รู้ว่าเราสามารถย้อมผ้าจากสีธรรมชาติได้ เราไม่เคยรู้มาก่อน เราเป็นคนบ้านนอก แต่เราไม่ใช่บ้านนอกที่เดินออกจากปากซอยแล้วมีคนทอผ้าเลย ไม่ได้หมายความว่าคนแพร่ทุกคนจะรู้จักสิ่งนี้” 

Kamol Indigo แบรนด์เสื้อผ้าย้อมสีธรรมชาติที่เก็บวัตถุดิบและแรงบันดาลใจจากเมืองแพร่

กมล อิน ม่อฮ่อม

หลังจากเรียนรู้เรื่องสีธรรมชาติ กุ๊กกิ๊กกลับไปเรียนปกติ แม้ช่วงนั้นเธอจะสนใจเรื่องการทอผ้ามากกว่า แต่เหมือนโชคชะตาเล่นตลก เธอได้ไปช่วยครูทำเวิร์กช็อปที่กรุงเทพฯ แล้วเผอิญว่าบูทตรงข้ามที่มาจากแพร่นำต้นไม้มาเรียงหน้าบูท 

นั่นจึงเป็นครั้งแรกที่เธอรู้ว่าที่แท้ฮ่อมคือต้นไม้

“เขาบอกว่าเนี่ยต้นฮ่อม ต้นฮ่อมที่เขาออกมาย้อมผ้าให้เป็นสีม่อฮ่อมไง ก็เลยรู้สึกว่าวิเศษ ผ้าอะไรมาจากใบไม้สีเขียวแต่ได้สีน้ำเงิน! เขาไม่ได้สอนอะไรมาก แต่พูดว่ารอปิดเทอมรอบหน้าก็ไปเรียนกับเขาสิ ก็เลยรอปิดเทอมแล้วไปเรียน” 

เธอเล่าถึงอดีตด้วยแววตาเป็นประกาย เส้นทางอินดิโก้ของสาวแพร่จึงเริ่มต้นขึ้นจากความสนใจพืชจากบ้านเกิด

กมล อิน บ้าน

ความสนใจเรื่องการทอผ้าและสีม่อฮ่อม ทำให้ดีไซเนอร์สาวหมายมั่นปั้นมือว่าเมื่อเรียนจบเธอจะกลับบ้าน กลับมาเล่าเรื่องราวที่บ้านๆ แต่ไม่ธรรมดานี้ให้คนนอกบ้านฟัง ด้วยการเริ่มต้นทำแบรนด์ ‘กมล อินดิโก้’ ที่มาจากชื่อของเธอที่แปลว่า ‘ดวงใจ’ ผสมกับสีครามออกมาหมายถึง ‘หัวใจสีคราม’ นั่นเอง

หญิงสาวไฟแรงจากเมืองกรุงกลับมาเล่าเรื่องราวของที่บ้านต่างจังหวัด ฟังดูเหมือนนิทานชวนฝัน แต่อย่าเพิ่งปิดหน้าต่างไปดูอย่างอื่นกัน จุดพลิกผันกำลังจะมาแล้ว! 

เธอย้อมสีธรรมชาติ เธอขายของโดยบอกว่าเธอย้อมสีธรรมชาติ แต่หารู้ไม่ว่าสิ่งที่เธอทำมันไม่ใช่ธรรมชาติ! 

“ตอนนั้นก็จะไม่รู้ว่าตัวเองทำเคมี เราซื้อเป็นน้ำย้อมสำเร็จรูปมา คนขายบอกว่าเป็นสีธรรมชาติ แล้วต้นทุนมันไม่ได้สูง เราย้อมได้  20 – 30 ตัวต่อวัน แต่ถ้าธรรมชาติจริงๆ วันหนึ่งได้ 5 ตัวถือว่าเยอะแล้ว แต่ตอนนั้นเราไม่รู้ ตอนแรกก็คิดว่าตัวเองทำออร์แกนิก เราภูมิใจมาก” เธอกล่าวติดตลก

Kamol Indigo แบรนด์เสื้อผ้าย้อมสีธรรมชาติที่เก็บวัตถุดิบและแรงบันดาลใจจากเมืองแพร่
Kamol Indigo แบรนด์เสื้อผ้าย้อมสีธรรมชาติที่เก็บวัตถุดิบและแรงบันดาลใจจากเมืองแพร่
Kamol Indigo แบรนด์เสื้อผ้าย้อมสีธรรมชาติที่เก็บวัตถุดิบและแรงบันดาลใจจากเมืองแพร่

เมื่อมีไม่รู้ ก็ต้องมีรู้ เธอไปออกงานขายของคราฟต์แล้วพบว่าทุกคนคือตัวจริง  

“ตอนแรกเราสงสัยก่อนว่าทำไมคนขายของธรรมชาติต้องขายแพงด้วย เราก็ทำของธรรมชาติเหมือนกันแต่ต้นทุนเรานิดเดียว เขาใช้คำว่าธรรมชาติมาเพิ่มราคาหรอ อีกอย่างคือมันมีอะไรที่เราไม่รู้หรือเปล่า” เธอเล่า

เมื่อไม่รู้ก็ต้องถาม คำสอนที่ครูพร่ำบอกสมัยเด็กใช้ได้เสมอ 

“งานขาย 3 วัน วันแรกก็คิดสงสัยอยู่ในใจ วันที่สองก็ชะโงกไปดูบูทข้างๆ ว่าทำไมพี่ขายครามราคาสูงจัง เขาทำเสื้อยืดตัวละ 400 – 500 เราขายตัวละ 250 เราก็คิดว่า เอ หรือเราไม่ได้บวกค่ารถ” เธอเล่าพลางหัวเราะ

กมล อิน สีธรรมชาติ

คำตอบที่ได้มาจากคนทำงานคราฟต์ตัวจริงกลับมาคลุมเครือเสียนี่กระไร พี่เขาบอกว่าให้ไปดูขั้นตอนการผลิตฮ่อมธรรมชาติกันยังไง ของออร์แกนิกต้องสืบที่มาได้ตั้งแต่ต้น

เป็นลูกหลานชาวแพร่ และฮ่อมดังในจังหวัดแพร่ทั้งที ก็ต้องกลับไปถามบรรดาแม่อุ้ยพ่ออุ้ยเพื่อนพี่น้องชาวแพร่ แม้ครามให้สีน้ำเงินอินดิโก้คล้ายกัน แต่กมลสนใจย้อมฮ่อม พืชบ้านเกิดที่คนรู้จักน้อยลงไปทุกที มากกว่าครามที่โด่งดังในอีสาน 

กุ๊กกิ๊ก-กมลวรรณ แสนโสภา

กุ๊กกิ๊กไปเรียนวิชาก่อหม้อครามมาปรับใช้กับม่อฮ่อม วิเคราะห์ค่ากรดด่างและทดลองทำเองร่วมครึ่งปีกว่าจะเจอสูตรที่ใช่ ในแบบที่ชอบ แม้ไม่ใช่เวลายาวนานนัก แต่การสู้กับสิ่งที่พยากรณ์ไม่ได้ เทียบกับการกลับไปทำฮ่อมเคมีเหมือนแต่ก่อนดูเหมือนจะง่ายกว่ามาก 

Kamol Indigo แบรนด์เสื้อผ้าย้อมสีธรรมชาติที่เก็บวัตถุดิบและแรงบันดาลใจจากเมืองแพร่
Kamol Indigo แบรนด์เสื้อผ้าย้อมสีธรรมชาติที่เก็บวัตถุดิบและแรงบันดาลใจจากเมืองแพร่

สิ่งที่ทำให้เธอยังมุ่งมั่นทดลอง-ผิดหวัง-เริ่มใหม่ ทำซ้ำๆ อยู่อย่างนั้นจนผ่าน 6 เดือนหฤโหดมาได้คืออะไร

“เรารู้สึกแย่มาก เราอยากเล่าเรื่อง แต่เรากลับเล่าเรื่องที่มันไม่จริง ก่อนหน้านี้รู้สึกว่าตัวเองเท่ เรียนจบแล้วกลับมาเล่าเรื่องที่บ้านให้คนอื่นรู้จัก คือเราไม่ได้ปฏิเสธเคมีนะ ที่เราเรียนมาก็ไม่ได้ธรรมชาติอยู่แล้ว เราเรียนผสมสีมาว่าต้องใช้สารตัวไหนบ้าง แต่เราแค่รู้สึกขัดแย้งกับความรู้สึกตัวเองตอนนั้น ว่าสิ่งที่เราทำมาทั้งหมดมันผิดหมดเลย ก็เลยต้องมาปรับใหม่”

“มีคนบอกเราว่าฮ่อมตายไม่ได้ แต่ความเชื่อมันตายได้” 

หญิงสาวกอบกู้ทั้งสองอย่างให้รอดชีวิต ไม่ใช่ด้วยโชค แต่ด้วยความมุ่งมั่นไม่ยอมแพ้ของคนกลับบ้าน

กมล อิน สีสัน

นอกจากเหล่าเสื้อผ้าสีฟ้าจากฮ่อมแล้ว กมล อินดิโก้ ยังมีเสื้อผ้าสีเหลืองจากใบหูกวางและดอกดาวเรือง สีชมพูจากครั่ง และสีน้ำตาลจากมะเกลือ ทั้งหมดพลิ้วไหวสดสวยอยู่ในสตูดิโอสังกะสีในเขตบ้านของเธอเอง

Kamol Indigo แบรนด์เสื้อผ้าย้อมสีธรรมชาติที่เก็บวัตถุดิบและแรงบันดาลใจจากเมืองแพร่

“ตอนแรกเด็ดเดี่ยวมาก ไม่ทำสีอื่นเลยนอกจากสีฟ้า แต่เราเป็นคนชอบแต่งตัวสีๆ มาก หลายครั้งก็นึกว่าทำไมจบมาทำงานที่เป็นสีม่อฮ่อมต้องใส่ม่อฮ่อมตลอดเวลาเลย แล้วตัวเองตอนนั้นที่สนุกกับการแต่งตัวหายไปไหน ก็เลยคุยกับ พี่สตางค์-จินตพงศ์ สีพาไชย ว่าทำสีอื่นด้วยก็ดี แล้วเราก็มองว่าคนอื่นก็คงเป็นแบบเดียวกับเราที่ไม่ได้ชอบสีฟ้าอย่างเดียว ฮ่อมก็ไม่ได้มีทั้งปีในช่วงหน้าร้อนก็จะหายากเพราะมันเหี่ยว กรอบ ใช้สีอื่นก็ได้เล่าเรื่องอย่างอื่นไปด้วย”

เมื่อตกลงได้แล้วว่าชีวิตต้องการสีสัน ตัวฉันต้องการแต่งตัวหลากสี เรื่องก็ยังไม่จบเพียงเท่านั้น เพราะกมลเลือกใช้สีที่หาได้ในท้องถิ่น หลีกเลี่ยงการตัดต้นไม้หรือหาวัตถุดิบจากแดนไกล เพราะต้องการเล่าเรื่องถิ่นที่อยู่และธรรมชาติผ่านทุกกระบวนการ

Kamol Indigo แบรนด์เสื้อผ้าย้อมสีธรรมชาติที่เก็บวัตถุดิบและแรงบันดาลใจจากเมืองแพร่
Kamol Indigo แบรนด์เสื้อผ้าย้อมสีธรรมชาติที่เก็บวัตถุดิบและแรงบันดาลใจจากเมืองแพร่

ถึงจะเล่าเรื่องบ้านเกิด แต่เสื้อผ้าของกมล อินดิโก้ กลับวัยรุ่นมาก ไม่ได้หน้าตาเหมือนเสื้อผ้าย้อมสีธรรมชาติรูปแบบเดิม บัณฑิตเอกแฟชั่นนำความรู้ที่เรียนมาตัดเย็บเสื้อผ้าที่เรียบง่าย แต่แตกต่างไม่เหมือนใคร

“เราดูตัวเองก่อนเป็นหลัก อยากใส่เสื้อผ้าแบบไหนก็ทำแบบนั้น แล้วก็ไม่ได้ทำเสื้อผ้าแบบแฟชั่น เพราะเราคิดว่ามันใส่แล้วเบื่อง่าย”

กุ๊กกิ๊กได้แรงบันดาลใจจากเสื้อม่อฮ่อมโบราณที่มักใส่ได้ทุกโอกาส เธอจึงมุ่งเน้นการทำเสื้อผ้าให้ใส่ไปไหนก็ได้ ใส่นอนก็ได้ ใส่ออกไปข้างนอกก็ดี ภาพในอินสตาแกรมของร้านที่เธอไปร่วมงานแต่งงานด้วยชุดม่อฮ่อมสีคราม ตอกย้ำความใส่ง่าย สวยง่าย ของแบรนด์เป็นอย่างดี

กมล อิน ลวดลาย

คุยเรื่องแพตเทิร์นและสีสันจนบันเทิงไปแล้ว อีกสิ่งที่เราสนใจคือลายพิมพ์เทียนแมลงตัวนั้น ตัวนี้ ที่มีเยอะมากมาย แต่สำหรับเธอมันดูไม่คล้ายกันไปซะหมด ทั้งผึ้ง กว่าง ด้วง มด แมลงปอ กุดจี่ ที่สำหรับคนอื่นอาจจะแยกชนิดไม่ออก แต่ไม่ใช่สำหรับเธอแน่ๆ 

Kamol Indigo แบรนด์เสื้อผ้าย้อมสีธรรมชาติที่เก็บวัตถุดิบและแรงบันดาลใจจากเมืองแพร่

ลวดลายบนเสื้อผ้าเกิดจากไอเดียตอนตากผ้าแล้วเห็นแมลงมาเกาะ เธอจึงคิดให้แมลงแถวบ้านมาอยู่บนผ้าจริงๆ เป็นการนำธรรมชาติมาไว้บนธรรมชาติอีกที นอกจากฝูงแมลง เธอยังเก็บลวดลายพืชพรรณไปจนถึงสารพัดดวงดาวมาไว้บนเสื้อผ้า โดยออกแบบแม่พิมพ์เอง และผลิตใหม่เองอยู่เรื่อยๆ โดยใช้กระดาษแข็งสร้างลายแล้วพิมพ์ลายทีละตัว ทีละตัว เสื้อผ้าที่ซื้อไปใส่จึงไม่ซ้ำกันสักตัวเดียว

กุ๊กกิ๊กเสริมว่า เธอไม่ได้จำกัดลวดลายแค่ธรรมชาติเท่านั้น ผ้าทอตีนจกสมัยก่อนก็เล่าเรื่องทั้งการใส่ขันดอกในวัดในวันสงกรานต์ มีลายบุ้ง ลายผักกูด และอีกมากมาย

“เคยคิดเหมือนกันว่าเราอยากสร้างลายรถติด มีห้างสรรพสินค้า เพื่อให้คนในอีก 30 ปีข้างหน้ามาดูผ้าผืนนี้แล้วรู้ว่าในปีที่ทำผ้าผืนนี้มันมีสิ่งเหล่านี้อยู่”

ฟังแค่นี้ก็รู้ว่าเส้นทางออกแบบของกมล อินดิโก้สนุกสนาน ไม่จนมุมง่ายๆ แน่นอน

กมล อิน เรื่องราว

เห็นแค่เสื้อผ้าแล้วชอบ คนก็ซื้อใส่แล้ว ทำไมต้องตั้งใจแฝงเรื่องราวเข้าไปมากขนาดนี้ ฉันถามอย่างประทับใจ

“เราอยากให้คนใส่เห็นคุณค่าสิ่งที่อยู่รอบตัวเขา เหมือนอย่างเราตอนเข้ามหาวิทยาลัย เราไม่เห็นคุณค่าของสิ่งที่อยู่ใกล้เราเลย เรามองว่าการจะไปเรียนที่นู่นต้องอ่านหนังสือดีๆ แต่เราไม่สังเกตเรื่องราวรอบตัวเลย พยายามศึกษาอะไรที่ดังอยู่แล้ว เรากลับมองข้ามสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวที่มีค่ามากเหมือนกัน อีกอย่างคือเรามองว่าการได้เล่าเรื่องธรรมชาติอาจจะทำให้คนรักธรรมชาติมากขึ้น

“เราอยากให้คนเข้าใจกระบวนการทำงาน ถ้าไม่รู้ เราจะไม่เห็นคุณค่าของสิ่งนั้น อย่างสมัยก่อนเราซื้อเสื้อผ้ามือสองมาใส่ เราไม่รู้ว่ามันมาจากไหน เบื่อก็ทิ้งได้ เพราะไม่ได้รู้จัก ไม่รักมัน แต่พอรู้เรื่องราวก็ไม่อยากทิ้ง อยากรักษามัน อยากนำไปให้คนสำคัญของเรา”

เธอกล่าวอย่างจริงใจ เมื่อความมุ่งมั่นผสมกับความเชื่อในธรรมชาติรอบตัว ผลลัพธ์คือพื้นที่ในรั้วบ้านเมืองแพร่ซึ่งได้รับการเปลี่ยนเป็นสตูดิโอย้อมสีธรรมชาติสุดชิค ไม่เพียงแค่ขายของ ที่นี่ยังมีพื้นที่สำหรับการเรียนรู้เรื่องการย้อมสีธรรมชาติ การปั๊มเทียน ทอผ้า หรือใครอยากจะเขียนโปสการ์ด ที่นี่ก็มีสีธรรมชาติที่รอคุณระบายส่งถึง ตัวเองหรือคนรู้ใจได้อีกด้วย

 ใครจะรู้ จากความตั้งใจจะมาฟังเรื่องราวของเธอแต่แรก คุณอาจกลับไปเป็นคนเล่าเรื่องราวบ้างก็เป็นได้

กุ๊กกิ๊ก-กมลวรรณ แสนโสภา

*หมายเหตุ The Cloud สะกดคำว่า ม่อฮ่อม ตามสำนักงานราชบัณฑิตยสภาที่ระบุว่าเขียนได้ทั้ง ม่อห้อม หรือม่อฮ่อม

The Cloud กำลังจะจัดทริปไปเวิร์กช็อปที่เมืองแพร่ที่สตูดิโอของกมล อินดิโก้ และนักออกแบบเมืองแพร่อีกมากมาย สนใจเข้าไปดูรายละเอียดและลงชื่อสมัครได้ที่ The Cloud Journey 06 : เผยแพร่

Writer

เทวรักษ์ รุ่งเรืองวิรัชกิจ

สาวอวบระยะสุดท้ายผู้หลงรักคาปูชิโน่เย็น สิ่งของจุกจิก เสื้อผ้าวินเทจ เเละเสียงเพลงในวันฝนพรำ

Photographer

สโรชา อินอิ่ม

Freelance photographer ชอบความอิสระ ชอบเดินทางท่องเที่ยว บันทึกความทรงจำผ่านภาพถ่าย

Creative Local

ตัวอย่างการใช้ไอเดียสร้างสรรค์ต่อยอดของดีของชุมชน

ผ้าเนื้อกระด้าง สีสันแสบทรวง เขียนลวดลายท้องทะเลด้วยเทียนไข 

ขอบอกว่าคุณสมบัติข้างต้นไม่ใช่ผ้าบาติกที่แขวนโชว์อยู่ในร้านของ อารีย์ และ ฉัตรชนก ขุนทน เป็นแน่

แม่ลูกคู่นี้เป็นเจ้าของแบรนด์ Kiree ผ้าบาติกสีพาสเทลหนึ่งเดียวที่ซ่อนตัวอยู่ในหุบเขาหมู่บ้านคีรีวง จ.นครศรีธรรมราช ด้วยการยืนยันที่จะไม่เล่าเรื่องทะเล ไม่มีแพตเทิร์นในการเขียนลาย ใช้สีธรรมชาติจากพืชผลทางการเกษตร และถ่ายทอดวิถีคีรีวงลงบนผืนผ้า จนเสื้อผ้าไม่มีซ้ำกันสักตัวจากการเขียนมือครั้งละหนึ่งชิ้น

Kiree ผ้าบาติกสีพาสเทลจากพืชผลคีรีวง งานคราฟต์ทีละชิ้นจากหมู่บ้านที่อากาศดีสุดในไทย

ผ้ามัดย้อมของยาย

ย้อนเวลาไปหลายสิบปีก่อน ตอนที่แบรนด์ Kiree ยังไม่เกิดขึ้นแม้ในความฝัน ป้าอารีย์เริ่มสนใจเรื่องผ้าจากความอยาก

อยากที่จะสร้างอาชีพเสริมให้กับคนในหมู่บ้านคีรีวงรวมถึงตัวเธอเอง

พูดถึง ‘คีรีวง’ ก็เป็นอันรู้กันว่าหมู่บ้านนี้ตั้งอยู่ในอ้อมกอดของหุบเขา ท่ามกลางต้นไม้ใหญ่นานา ขึ้นชื่อเรื่องอากาศบริสุทธิ์จนสูดดมได้เต็มปอด แต่ก่อนจะเป็นชุมชนแห่งการท่องเที่ยวอย่างทุกวันนี้ ป้าอารีย์เล่าว่าตลอด 30 ปี หมู่บ้านของเธอเผชิญกับภัยพิบัติมาบ่อยครั้ง ชุมชนที่มีอาชีพหลักคือการทำสวนบนภูเขา และตั้งรกรากอยู่บนที่ราบเพียงเท่านั้น ก็เกือบถึงคราวล่มสลายใน พ.ศ. 2531 

เหตุการณ์นี้ทำให้ป้าหวั่นใจว่า อาชีพหลักจะมีส่วนสร้างความไม่สมดุลทางธรรมชาติ จึงคิดหาอาชีพเสริมใหม่ ๆ ในยามที่วิกฤตถามหา ป้าอารีย์ตั้งกฎกับตัวเองเอาไว้ 3 ข้อว่า หนึ่ง อาชีพเสริมนี้จะต้องสอดคล้องกับวิถีเกษตรกรในชุมชน สอง อาชีพเสริมนี้จะต้องใช้องค์ความรู้และภูมิปัญญาของหมู่บ้านให้ได้ และสาม กระบวนการผลิตของอาชีพเสริมนี้จะต้องไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเป็นอันขาด

บวกกับการเป็นหลานของช่างทอผ้าประจำหมู่บ้าน พืชที่ยายใช้ย้อมสีธรรมชาติตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็ยังคงหลงเหลืออยู่ในปัจจุบัน ทำไมตัวเธอจะสานต่ออาชีพนี้ไม่ได้ คำตอบอาจเป็นเพราะทั้งป้าอารีย์และแม่ต่างไม่มีใครทอผ้าเป็น และอาชีพนี้ก็ห่างหายจากหมู่บ้านมานานปีเห็นจะได้ เธอจึงเบนเข็มมาสนใจเรื่องไม่ใกล้ไม่ไกลอย่างผ้ามัดย้อมเป็นการทดแทน

Kiree ผ้าบาติกสีพาสเทลจากพืชผลคีรีวง งานคราฟต์ทีละชิ้นจากหมู่บ้านที่อากาศดีสุดในไทย
Kiree ผ้าบาติกสีพาสเทลจากพืชผลคีรีวง งานคราฟต์ทีละชิ้นจากหมู่บ้านที่อากาศดีสุดในไทย

“ป้าลองเอาพืชที่คุณยายเคยใช้มาทำผ้ามัดย้อม แต่พอย้อมเสร็จก็ยังไม่พอใจเรื่องลวดลาย เพราะใคร ๆ ก็ทำได้ ป้าต้องการสร้างลวดลายที่แตกต่างจากที่อื่น ตอนนั้นภาคใต้ยังไม่มีใครทำเรื่องสีธรรมชาติเลย เราก็พยายามศึกษา เรียนรู้ ว่าวัสดุที่กำหนดลวดลายได้มีอะไรอีกนอกจากยางหรือเชือกฟาง 

“จนไปเจออาจารย์คนหนึ่ง เขาแนะนำว่าให้ใช้ไม้ไผ่ในการกำหนดลาย เพราะถ้าใช้ไม้ จะต่อลาย แตกลาย ได้อีกเป็นร้อยเป็นพัน”

กลุ่มมัดย้อมสีธรรมชาติบ้านคีรีวงจึงเกิดขึ้นใน พ.ศ. 2539 เพื่อสร้างอาชีพให้กับเหล่าแม่บ้านในชุมชน และก่อกำเนิดแบรนด์ Kiree ในอีก 3 ปีต่อมา จากความสงสัยว่าวิถีชีวิตของคนใต้นั้นเป็นอย่างไร

Kiree ผ้าบาติกสีพาสเทลจากพืชผลคีรีวง งานคราฟต์ทีละชิ้นจากหมู่บ้านที่อากาศดีสุดในไทย

ผ้าบาติกของแม่

สุราษฎร์ธานีมีผ้าไหมพุมเรียง นครศรีฯ มีผ้ายก สงขลามีผ้าเกาะยอ ยะลาชอบผ้าปาเต๊ะ ฝั่งอันดามันก็ทำผ้าบาติก จำแนกได้เป็นผ้าทอ ผ้าปาเต๊ะ และผ้าบาติก 

ป้าอารีย์กลับมาถามใจตัวเองว่า ใน 3 เรื่องนี้มีอะไรที่เราพอจะไปได้ – ผ้าบาติกคือสิ่งนั้น 

ด้วยความคิดแน่วแน่ว่าจะยึดถือสีธรรมชาติจากรุ่นยายเป็นสำคัญ ในยุคสมัยที่ผ้าบาติกมีสีสันจัดจ้าน เต็มไปด้วยลวดลายกุ้งหอยปูปลาและดอกไม้ใต้ทะเล

“หลายคนบอกป้าว่าสีธรรมชาติเอามาทำผ้าบาติกไม่ได้ มันจะเพนต์ไม่ติด นี่คือโจทย์ที่เราต้องแก้ให้ได้ ศึกษาทดลองอยู่ 3 – 4 ปี ว่าเพนต์แล้วสีติดไหม ล้างน้ำแล้วหลุดลอกเท่าไหร่ จนทำได้จริง”

ความทนทานของสีคล้ายจะขึ้นอยู่กับความอดทนของผู้ผลิตด้วยเช่นกัน โดยพืชที่จะนำผลผลิตมาสกัดสีต้องมีอายุ 2 ทศวรรษขึ้นไป เนื่องจากความสมบูรณ์ของต้นจะส่งผลให้มีเม็ดสีที่เข้มข้น มียาง ติดแน่นไม่หลุดง่าย การเคี่ยวผ้าบาติกก็ต้องใช้เวลาหมักแช่ผ้าไว้นานมาก บางครั้งก็ยาวนานถึง 1 เดือน ที่สำคัญ ต้องเลือกผ้าจากเส้นใยธรรมชาติเพื่อให้สีมีความสม่ำเสมอ 

Kiree ผ้าบาติกสีพาสเทลจากพืชผลคีรีวง งานคราฟต์ทีละชิ้นจากหมู่บ้านที่อากาศดีสุดในไทย
Kiree ผ้าบาติกสีพาสเทลจากพืชผลคีรีวง งานคราฟต์ทีละชิ้นจากหมู่บ้านที่อากาศดีสุดในไทย

กรรมวิธีที่พิถีพิถันเหล่านี้ ส่งผลให้ Kiree ย้อมผ้าได้ไม่เกิน 10 ผืนในหนึ่งวัน ใครได้ไปครองก็คงรับรู้ถึงความใส่ใจเป็นแน่ เราขออนุญาตชวนป้าอารีย์พูดคุยต่อถึงเอกลักษณ์ของแบรนด์ Kiree ที่พิเศษกว่าใครเกือบทุกกระบวนการ 

“ผ้าบาติกเราไม่มีแพตเทิร์น ที่บ้านไม่มีดินสอ ไม่มีแบบร่าง เขียนสดเลย คุณต้องมีสมาธิ ต้องวางแผนมา ไม่งั้นผ้าผืนนี้เละแน่

“ผ้าเรามีลายแตก สีไม่เรียบ เป็นผลจากยางไม้ที่แตกกระจายไปทั้งผืน คนอื่นทำลวดลายเกี่ยวกับทะเล แต่เราใช้ลายเส้นเพื่อสื่อสารเรื่องหมู่บ้านคีรีวง อย่างดอกไม้ก็ใช้ใบสิงโตพัดเหลือง ลายเฟิร์นยักษ์ ลายบัวแฉก เป็นลายเฉพาะที่มีแค่หมู่บ้านเราเท่านั้น” 

Kiree ผ้าบาติกสีพาสเทลจากพืชผลคีรีวง งานคราฟต์ทีละชิ้นจากหมู่บ้านที่อากาศดีสุดในไทย

“เราใช้สีจากพืชทางใต้ในหมู่บ้าน เช่น ใบมังคุด ฝักสะตอ เปลือกผลเงาะ เปลือกลูกเนียง สีของป้าเลยซีดที่สุด เป็นผ้าสีพาสเทล เพราะสีจากพืชดิบ ๆ จะเป็นแบบนี้ เช่น มังคุดปลูกที่ไหนก็ได้ แต่ทำไมสีมังคุดที่คีรีวงถึงเป็นสีชมพูหรือสีส้มหมากสุก เพราะธาตุในดินไม่เหมือนกัน น้ำ อากาศ ก็แตกต่างกัน ผ้าทุกผืนจึงมีสีไม่เหมือนกัน จะเหมือนแค่เพราะต้มจากหม้อเดียวกัน รอบแรกเหมือน รอบสองไม่เหมือนแล้ว

“ดังนั้น ใครซื้อไปก็จะได้ของแบบผืนเดียวในโลก มีตัวเดียว ลายเดียว สีเดียว ไซส์เดียว บางตัวก็มีไม่ครบทุกไซส์ เพราะเราเขียนเสื้อผ้าได้ทีละชิ้น เด็กบ้านเราก็ไม่ชอบเขียนลายซ้ำ เขาชอบสร้างลายใหม่ตลอดเวลา”

ร่วม 20 ปีที่ Kiree ยังคงยืนหยัดทำผ้าบาติกย้อมสีธรรมชาติจากผลิตผลของชาวสวนคีรีวง มีผู้ช่วยเป็นเยาวชนและคนมีฝีมือในหมู่บ้าน ช่วยกันแปรรูปเป็นสินค้าหลากหลายให้คนได้เข้ามาจับจ่ายในร้านค้าของพวกเขา แต่แน่นอนว่ากาลเวลาย่อมสร้างความเปลี่ยนแปลง และอาจถึงคราวต้องเปลี่ยนมือให้รุ่นลูก

เพราะความลับสุดยอดที่ป้าอารีย์แง้มบอกในประโยคต่อไป จะทำให้คุณประหลาดใจมาก

“ป้าเขียนผ้าไม่เป็น” 

Kiree ผ้าบาติกสีพาสเทลจากพืชผลคีรีวง งานคราฟต์ทีละชิ้นจากหมู่บ้านที่อากาศดีสุดในไทย
ผ้าบาติกย้อมสีธรรมชาติเจ้าแรกในภาคใต้ เขียนด้วยมือแบบฟรีแฮนด์ และมีวิถีชีวิตคนคีรีวงเป็นเอกลักษณ์

ผ้าบาติกของลูก

ป้าอารีย์ศึกษาแก้โจทย์ผ้าบาติก ตั้งแต่ฉัตรชนก ขุนทน หรือ พิงค์ อายุได้ 3 เดือน พิงค์จึงเป็นเด็กที่โตมากับกองผ้าและสีสันธรรมชาติของแม่ 

การลงมือเขียนผ้าครั้งแรกตอนอายุ 7 ขวบ ก็มีน้ำตาหยดลงบนผ้าบ้างเป็นธรรมดาของคนไม่เคยเขียน จนผู้เชี่ยวชาญเรื่องผ้าที่สุดในชีวิตของเธอ แนะนำให้พิงค์เขียนเลข ๑ ไทยกลับหัวกลับหางไปมา เป็นเหมือนการต่อลาย เธอจึงเริ่มมีกำลังใจในการเขียนต่อ

ตลอด 20 ปี แม้แม่จะเขียนผ้าไม่เป็น แต่ก็พิสูจน์ได้ว่าป้าอารีย์เป็นครูผู้สอนได้ยอดเยี่ยมขนาดไหน ผ่านการจุดไฟให้เยาวชนได้ปลดปล่อยจินตนาการลงบนผืนผ้า และการที่ลูกสาวเติบโตมารับช่วงต่อกิจการ Kiree ได้อย่างสร้างสรรค์

“ครูเคยถามว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร เราตอบว่าอยากเป็นนักประดิษฐ์น้อย คุณแม่หลอกล่อเรามาตั้งแต่เด็กโดยที่เราไม่รู้ตัว ซื้อหนังสืองานประดิษฐ์ เย็บผ้า ออกแบบผ้า เห็นป้า ๆ แม่ ๆ ทำอยู่ทุกวัน คิดว่ามันน่าลอง น่าสนุก มีแอบไปทำเองบ้าง แม่ก็อยู่ตัวคนเดียว รู้สึกว่าที่เขาทำมาทั้งหมด ไม่ช้าก็เร็วเราก็ต้องกลับมาสานต่อ”

หลังได้ทักษะศิลปะมาเต็มเปี่ยมจากการเรียน ปวช. ช่างศิลป์ พิงค์ก็เลือกเข้ามาศึกษาต่อที่กรุงเทพฯ ในสาขาวิชาศิลปประยุกต์และออกแบบผลิตภัณฑ์ เพื่อนำความรู้มาพัฒนากิจการของครอบครัว แม้จะมีจักรส่วนตัวและเฟรมสำหรับเขียนผ้าให้แม่อยู่ในห้อง ถึงกระนั้น เธอก็แวะเวียนกลับไปหาความสงบที่บ้านเกิดเป็นประจำทุกเดือน

ผ้าบาติกย้อมสีธรรมชาติเจ้าแรกในภาคใต้ เขียนด้วยมือแบบฟรีแฮนด์ และมีวิถีชีวิตคนคีรีวงเป็นเอกลักษณ์

เมื่อถามเธอว่าปัจจุบันถือว่ารับช่วงต่อจากแม่เต็มตัวแล้วหรือยัง พิงค์ตอบว่ายังไม่ 100 เปอร์เซ็นต์ เพราะแม่ยังคงรับบทเป็นพี่เลี้ยง คอยช่วยเรื่องการติดต่อสื่อสารแทนเธอที่พูดไม่ค่อยเก่งนัก แต่พิงค์เข้ามาดูแลควบคุมการผลิตทั้งหมด ตั้งแต่ตระเตรียมสี เขียนลวดลาย ออกแบบเสื้อผ้า จนถึงการตรวจเช็กก่อนส่งให้ถึงมือลูกค้า เรียกได้ว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังยุคใหม่ของ Kiree โดยแท้

หากนับจากรุ่นทวดของเธอ ก็อาจเรียกว่าเป็นทายาทรุ่น 4 เข้าไปแล้ว อะไรที่เป็นเอกลักษณ์ของ Kiree เธอยังคงไว้เดิม แต่กรรมวิธีบางอย่างก็ถูกปรับเปลี่ยนให้เข้ากับยุคสมัยและความต้องการของผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น 

“เรื่องดีไซน์ ลวดลาย ปกติเป็นลายใบไม้ ดอกไม้ก็จะวนอยู่แบบนั้นตลอดไป แต่เราตั้งโจทย์ ตั้งคอนเซ็ปต์ ดึงจุดเด่นของหมู่บ้านมาใช้ เช่น เรามีมังคุด ก็ออกแบบลายจากขั้วมังคุด สร้างเป็นแพตเทิร์นขึ้นมา

“เรื่องโทนสี เราเอาของเดิมที่มีอยู่มามิกซ์ให้เกิดเฉดสีใหม่ พัฒนาโปรดักต์ให้หลากหลาย นอกจากเสื้อผ้า ก็มีเรื่องเฟอร์นิเจอร์เข้ามาด้วย

“ส่วนเรื่องที่อยากทำคือการเพนต์ ไม่ได้จะเปลี่ยนแปลงขั้นตอนนะ แต่เราอยากลงสีไปเลยไม่ต้องเขียนเทียน จะได้ผ้าอีกเวอร์ชันที่ดูอาร์ต ๆ ขึ้นมาหน่อย”

ผ้าบาติกย้อมสีธรรมชาติเจ้าแรกในภาคใต้ เขียนด้วยมือแบบฟรีแฮนด์ และมีวิถีชีวิตคนคีรีวงเป็นเอกลักษณ์
ภาพ : เพจ KKP Quartz

พิงค์กำลังพูดถึง KKP Quartz (เธอเล่าความหมายของชื่อให้เราฟังสั้น ๆ ว่าคือ ‘Kiree-คุณพิงค์-ที่ตกผลึกมาจากคุณแม่’) อีกหนึ่งแบรนด์ที่เธอสร้างขึ้นมาเพื่อขยายฐานลูกค้าให้กว้างขึ้น จากผ้าบาติกที่ต้องใช้เวลาเขียนกันเป็นเดือน ๆ พิงค์หันมาพึ่งพาเทคโนโลยีการพิมพ์ลายจากต้นแบบที่เขียนด้วยมือเช่นเคย เพื่อให้ผลิตสินค้าได้จำนวนมาก 

โดย ‘เถาพริก’ คือคอลเลกชันแรกที่ทำขาย ทั้งลวดลาย เส้นสาย และสีสัน เธอได้ไอเดียมาจากเครื่องแกงข้าวยำที่รสจัดจ้านมากของคนคีรีวง 

ถ้า Kiree ของคุณแม่เน้นขายลูกค้าที่รักในธรรมชาติ คนที่อุดหนุน KKP Quartz ของพิงค์ก็จะเป็นคนอีกกลุ่มที่กล้าแต่งตัวและมีความมั่นใจสูง

ผ้าบาติกย้อมสีธรรมชาติเจ้าแรกในภาคใต้ เขียนด้วยมือแบบฟรีแฮนด์ และมีวิถีชีวิตคนคีรีวงเป็นเอกลักษณ์
ผ้าบาติกย้อมสีธรรมชาติเจ้าแรกในภาคใต้ เขียนด้วยมือแบบฟรีแฮนด์ และมีวิถีชีวิตคนคีรีวงเป็นเอกลักษณ์

ส่วนเรื่องเฟอร์นิเจอร์กับงานเพนต์ก็ไม่ได้เป็นเพียงนิมิตในความคิด พิงค์เลือกคอลแลบกับแบรนด์ Napa Design Studio ของเพื่อนในมหาวิทยาลัยเดียวกัน ร่วมกันรังสรรค์เก้าอี้สุดพิเศษในคอลเลกชัน SeedKiree ที่ลูกค้าออกแบบเฉดสีได้เองตั้งแต่พนักพิง โครงเก้าอี้ เบาะรองนั่ง ด้วยสีธรรมชาติจากคีรีวง เช่น สีน้ำตาลส้มจากใบมังคุดแห้ง สีเขียวอ่อนจากใบเพกา หรือสีเหลืองนวลจากแก่นไม้ขนุน

ความสามารถของลูกสาว นำพาให้ Kiree ยุคใหม่ ได้รับเลือกให้เป็นส่วนหนึ่งของแบรนด์ไทยระดับแถวหน้าอย่าง Theatre ในคอลเลกชันล่าสุดของปีนี้ที่ว่าด้วยความยั่งยืนของทรัพยากรธรรมชาติ ผ่านความคิดสร้างสรรค์และภูมิปัญญาท้องถิ่นอีกด้วย

ผ้าบาติกของคีรีวง

จากจุดเริ่มต้นที่แค่อยากสร้างอาชีพเสริมให้กับคนในหมู่บ้าน การมาถึงจุดนี้นับว่าไกลกว่าที่พวกเธอคาดหวังเอาไว้มากพอดู แต่เป้าหมายของป้าอารีย์กลับยังคงเหมือนวันแรกที่ได้ลงมือทำ

“เรายังมองว่าอาชีพนี้จะต้องเป็นมรดกให้กับลูกหลานในชุมชนของเรา เราทำเพื่อสร้างรายได้ให้กับคนในชุมชนและดูแลทรัพยากรอย่างมีคุณค่าสูงสุด หากสิ่งแวดล้อมยั่งยืน อาชีพของคนในหมู่บ้านก็จะยั่งยืน

“Kiree คือชีวิตของป้า ที่ต้องดูแล รักษา บำรุง สรรหาสิ่งดี ๆ เติมเต็มมันตลอด องค์ความรู้ที่ได้ ทั้งจากประสบการณ์ตรงและจากข้างนอก เราต้องแบ่งปันให้กับทุกคน เราสองคนก็รับเป็นวิทยากรให้กับกลุ่มผู้ที่สนใจอยากสร้างอาชีพ”

พิงค์เองก็บอกกับเราในฐานะคนทำงานว่า Kiree ทำให้เธอไม่รู้สึกถึงวันจันทร์ที่เคร่งเครียดหรือวันศุกร์ที่ต้องตั้งตารอเพื่อได้หยุด ต่อให้กินนอนอยู่กับงานทั้งเช้าเย็น สำหรับเธอ ที่คีรีวงไม่มีอะไรเหมือนเดิมสักวัน และพิงค์ไม่เคยเบื่อที่จะมองเห็นภูเขา

“ถ้าจะนอนกลางวัน นอนบ้านนี่ไม่หลับ ต้องนอนที่ออฟฟิศตามซอกโต๊ะ เพราะถ้าไม่ได้ยินเสียงดังของลูกค้า คนงานคุยกัน ทะเลาะกัน มันนอนไม่หลับ

“เราอยากให้ผู้คนรู้จักคีรีวงหลากหลายเวอร์ชัน เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ เป็นชุมชนที่ผู้คนน่ารัก อัธยาศัยดี และมีผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์การท่องเที่ยวของเราอยู่ด้วย” ป้าอารีย์ปิดท้าย

ผ้าบาติกย้อมสีธรรมชาติเจ้าแรกในภาคใต้ เขียนด้วยมือแบบฟรีแฮนด์ และมีวิถีชีวิตคนคีรีวงเป็นเอกลักษณ์

Kiree

โทรศัพท์ : 09 8073 0566

Facebook : KiRee

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

พิชญ์ แสงพลสิทธิ์

ช่างภาพอิสระ บาริสต้าคุณพ่อลูกหนึ่ง ชื่นชอบการไปคาเฟ่และบทเพลงของ Zentrady

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load