เหตุผลที่ The Cloud เดินทางมาขอนแก่นครั้งนี้ เพราะตั้งใจมาพบ กมลพงศ์ สงวนตระกูล ประธานหอการค้าจังหวัดขอนแก่น ผู้ทำงานเป็นตัวกลางประสานผู้ประกอบการรุ่นเก่าและใหม่ เชื่อมภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน และภาคส่วนต่างๆ ที่ทำงานเรื่องเมืองเข้าด้วยกัน จนขอนแก่นวันนี้สนุกมาก

ซึ่งที่ขอนแก่นเป็นอย่างวันนี้ก็เพราะคนขอนแก่น

ขอนแก่นเป็นเมืองที่ทุกคนพร้อมลุกขึ้นมาเป็นปากเป็นเสียง บางทีก็ลุกขึ้นสู้กับสิ่งที่พวกเขาเห็นว่าไม่ถูกต้อง ทั้งยังเปิดกว้างรับฟังสิ่งใหม่ๆ เพราะอยากเห็นเมืองพัฒนา

ที่น่าสนใจคือ ขอนแก่นมีวิธีแก้ปัญหาการทำงานที่เกิดจากช่องว่างระหว่างวัย จากการเตรียมพร้อมคนรุ่นใหม่มาสานต่อสิ่งที่รุ่นเก่าทำซึ่งเกิดขึ้นตลอดเวลา บรรยากาศดีมากจนอยากให้ขอเป็นสะใภ้ขอนแก่น

เริ่มจากการจดทะเบียนบริษัทขอนแก่นพัฒนาเมือง ขับเคลื่อนเมืองผ่านโครงการมากมาย เช่น ริเริ่มการสร้างศูนย์ประชุมในจังหวัด และขอนแก่นซิตี้บัสที่ฮือฮาเมื่อหลายปีก่อน โดยตอนนี้กำลังจะทำรถไฟฟ้ารางเบา ขนส่งมวลชนเพื่อชาวเมือง 

ใครที่กำลังสนใจเรื่องการสร้างพลังท้องถิ่น เชื่อเรื่องการกระจายความเจริญว่ามีส่วนขับเคลื่อนประเทศ ไม่หวังหรือรอการช่วยเหลือจากส่วนกลางอีกต่อไป ขอให้ดูขอนแก่นเป็นตัวอย่าง

คอลัมน์ กัปตันทีม ตอนนี้ นอกจากจะคุยกับกมลพงศ์ในฐานะประธานหอการค้าที่ทำงานเรื่องเมืองแล้ว เราสนใจวิธีคิดการบริหารองค์กรและคนของเขาในอีกบทบาทหนึ่ง อย่างการเป็นทายาทธุรกิจเก่าแก่ในขอนแก่น และเป็นผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท โตโยต้าขอนแก่น ผู้จำหน่ายโตโยต้า จำกัด

ซึ่งประวัติเขาสนุกมาก เราขอใช้เวลาสั้นๆ นี้เล่าให้ฟัง

กมลพงศ์เป็นหลานชายคนโตของ ชวน คุณวาสี พ่อค้าชาวอีสานเชื้อสายจีน ที่เริ่มต้นทำธุรกิจนำเข้าจักรเย็บผ้าจากญี่ปุ่น และเป็นดีลเลอร์รายแรกที่นำเข้ารถยนต์โตโยต้าเข้ามาในประเทศเมื่อ พ.ศ. 2499 ในชื่อ ‘สกลภัณฑพินิจ’ ตามชื่อหลวงสกลภัณฑพินิจ บรรพบุรุษผู้เป็นนายอากรบ่อนเบี้ยที่จังหวัดอุดรธานี ซึ่งภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็น โตโยต้าขอนแก่น

หลังเรียนจบปริญญาตรีจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ และปริญญาโทจากคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กมลพงศ์ผู้สนใจงานด้านนโยบายการเงินและการคลัง ตัดสินใจเดินทางไปเรียนต่อด้านวิศวกรรมการเงิน หรือ Financial Engineering ที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ (University of California, Berkeley) ซึ่งเป็นวิชาแขนงใหม่ในยุคนั้น หลังโลกเจอวิกฤตและการโจมตีของค่าเงินที่ดุเดือด หลังเรียนจบ กมลพงศ์เริ่มทำงานด้าน Equity Research ที่ Bear Stearns ซึ่งเป็น Investment Bank อันดับ 8 ของอเมริกาในตอนนั้น ก่อนกลับมาช่วยงานครอบครัวที่ขอนแก่น เปลี่ยนจากคนขายรถเป็นคนแก้ปัญหาเพื่อขับเคลื่อนชีวิต

กับเรื่องเมือง กมลพงศ์ก็ทำเต็มที่ ขอเชิญพบกับนักขับเคลื่อนตัวจริงเสียงจริง

อะไรคือลักษณะพิเศษของชาวขอนแก่น ที่ทำให้พวกคุณทำงานด้านการพัฒนาเมืองได้เป็นรูปธรรมที่สุด

ขอนแก่นไม่ได้เกิดที่รุ่นผม แต่เกิดมาก่อนนานแล้ว แค่มาตกผลึกที่รุ่นนี้ จริงๆ คนรุ่นเราเหมือนมดงาน ที่ผ่านมามีการพูดถึงเรื่องเมืองในวงกาแฟอยู่แล้ว และเวลาที่เมืองขอนแก่นเกิดเรื่องอะไร เราทุกคนจะมารวมตัวช่วยกัน โดยคิดถึงผลประโยชน์ของเมืองเป็นสำคัญ เหมือนทุกคนฝากความหวังไว้ที่นี่

อะไรคือที่มาของการรวมทุนจดทะเบียนบริษัทขอนแก่นพัฒนาเมือง

เดิมที่ระบบบริหารเมืองทุกอย่างมาจากศูนย์กลางคือกรุงเทพฯ เวลาที่คนท้องถิ่นคิดจะทำโครงการอะไรขึ้นมา มักจะมีเรื่องงบประมาณเป็นปัจจัยที่ทำให้สิ่งนั้นไม่เกิดขึ้นหรือสำเร็จได้จริง เช่น เมื่อเมืองอยากเริ่มจะทำอะไรใหม่ จะต้องมีการทำวิจัยซึ่งใช้งบประมาณก้อนใหญ่ แต่เมื่อถึงเวลานำไปต่อยอดทำงานจริงกลับติดปัญหาเรื่องงบประมาณ เวลาผ่านไปสี่ห้าปี มีคนอยากรื้อโครงการมาทำใหม่ ก็เสียเวลาและงบประมาณกับการทำวิจัยครั้งใหม่ จนตอนนี้เรามีงานวิจัยเต็มตู้ไปหมด แต่ไม่มีอะไรใหม่เกิดขึ้นในจังหวัดเลย

เริ่มอย่างไร

ขอนแก่นพัฒนาเมือง เป็นการรวมตัวของคนรุ่นใหม่ที่อยากทำเพื่อบ้านเกิดสามสิบถึงสี่สิบคน รวมตัวเพื่อคุยกันว่าอยากทำอะไรให้เมืองบ้าง จนได้โครงการกว่าสามสิบโครงการ ก่อนสรุปสองโครงการที่ต้องทำก่อน โครงการแรก คือศูนย์ประชุม เราเป็นเมืองใหญ่หนึ่งในห้าของประเทศ

แต่ที่ผ่านมา นอกจากศูนย์ประชุมของมหาวิทยาลัย ขอนแก่นยังไม่เคยมีศูนย์ประชุมสำหรับจัดงานโดยเฉพาะมาก่อน ซึ่งพอออกข่าวไป ก็มีเอกชนสนใจ เกิดเป็นศูนย์ประชุมนานาชาติขอนแก่น แม้เราจะไม่ได้เป็นเจ้าของก็ไม่เป็นไร ขอเพียงแค่ให้เมืองเรามี โครงการที่สอง คือระบบขนส่งมวลชนในจังหวัด LRT หรือรถไฟรางเบา

แล้วเราจะแก้ปัญหางบประมาณที่มีอยู่อย่างไร

เราต้องสร้างกระเป๋าเงินของเมืองขึ้นมา ด้วยการระดมทุนผ่านตลาดหลักทรัพย์ นั่นคือ กองทุนโครงสร้างพื้นฐานจังหวัด โดยมีข้อจำกัดเรื่องขนาดของโครงการที่ทำ จำเป็นต้องเป็นโครงการที่เกี่ยวข้องกับระบบใหญ่ๆ อย่างโครงสร้างพื้นฐานของเมือง ซึ่งก็เหลือระบบขนส่งมวลชนแบบรางที่ยังไม่มีเจ้าของ

ระบบขนส่งมวลชนแบบรางสำคัญกับการพัฒนาเมืองอย่างไร

ต้นทุนการใช้ชีวิตหรือค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันของคน ประกอบด้วยค่าที่อยู่อาศัยและค่าเดินทาง ถ้ารวมกันแล้วมีจำนวนมากกว่าครึ่งหนึ่งของรายได้ เราก็ไม่มีทางมีเงินเหลือเก็บ ซึ่งในต่างประเทศ เรื่องนี้ถือเป็นงานของรัฐบาลที่จะทำให้เมืองมีระบบขนส่งมวลชนที่ดี มีบ้านในราคาที่เหมาะสม เพื่อให้ค่าใช้จ่ายต่อหัวกว่าห้าสิบเปอร์เซ็นต์เกิดขึ้นในระบบเศรษฐกิจ ซึ่งเราอยากทำตรงนี้ เราอยากลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางให้ประชาชน

เรียนรู้อะไร จากการทำ ‘ขอนแก่นซิตี้บัส’ มาก่อน

เราทำขอนแก่นซิตี้บัส เพื่อแก้ปัญหาการใช้ขนส่งมวลชนของผู้คน และสร้างความปลอดภัยจากการใช้รถสาธารณะในช่วงเวลาเร่งด่วน เช่น เมื่อรู้ว่าคนไม่ใช้ขนส่งมวลชนเพราะไม่รู้ว่ารถจะมาเมื่อไหร่ เราก็ทำแอปพลิเคชัน อากาศร้อนและมีฝนตก เราก็ติดแอร์ที่รอรถ หรือหากกลัวโจรกรรม เราก็ติดกล้องวงจรปิด ซึ่งตลอดสามปีที่ผ่านมา เก้าสิบเปอร์เซ็นต์ของรถที่หายนั้นได้คืนเพราะกล้องตัวนี้ รวมถึงสร้างมาตรฐานงานบริการ คนขับรถของเราจะแต่งตัวเรียบร้อย มีเงินเดือนหมื่นห้าพันบาท สร้างความภูมิใจทำให้เขาเคารพและรักในหน้าที่

ดังนั้น กลุ่มคนแรกๆ ที่เราไปคุยตอนคิดจะทำ LRT ไม่ใช่หน่วยราชการ แต่เป็นผู้ประกอบการรถสองแถว เพราะได้รับผลกระทบที่สุด ไปเพื่อบอกว่าเราทุกคนจะได้อะไร เมืองจะได้อะไร ถ้าไม่ทำ ปล่อยให้เมืองพัฒนาไปแบบไร้ทิศทาง เศรษฐกิจโดยรวมอาจจะดี มีคนหรือองค์กรจากส่วนกลางมาลงทุน แต่เมื่อใช้ทรัพยากรแล้วก็จะขนเงินกลับไป ไม่เกิดการพัฒนาในท้องถิ่นจริงๆ เราต่อต้านโลกาภิวัตน์ไม่ได้ แต่ถ้าเราร่วมมือกัน โตไปด้วยกัน เมืองก็จะเติบโต

มีแนวทางขอความร่วมมือจากคนที่มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างไร

ชวนเขาคิดตามว่า สมมติทุกวันต้องขับรถสองแถวระยะทางสองร้อยกิโลเมตร ได้เงินร้อยบาท แต่ถ้าเปลี่ยนจากเดินรถตลอดสาย มาเป็นรับส่งจากย่านชุมชนถึงสถานีรถไฟฟ้า เท่ากับว่าระยะทางที่ขับรถจริงสั้นลง แต่ได้เงินเท่าเดิม แล้วขอให้ลองดู แสดงความจริงใจระหว่างกัน 

เวลากว่าแปดสิบเปอร์เซ็นต์ในการทำขอนแก่นพัฒนาเมืองจึงไม่ใช่ทำรถไฟฟ้า แต่เป็นการออกไปคุย ทั้งขอความรู้และให้ความรู้ สำคัญคือการสื่อสารในทุกระดับ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน ในกลุ่มคนที่ช่วงวัยและความเข้าใจปัญหาแตกต่างกัน ไปจนถึงผู้ใหญ่ของเมืองที่อยู่ในกลุ่มยี่สิบสี่องค์กรจีน ซึ่งขอนแก่นมีวิธีแก้ปัญหาการทำงานที่เกิดจากช่องว่างระหว่างวัย ได้แก่ การเตรียมพร้อมคนรุ่นใหม่มาสานต่อสิ่งที่รุ่นเก่าทำซึ่งเกิดขึ้นตลอด โดยที่ผมมีหน้าที่อำนวยความสะดวก พาทุกคนไปถึงจุดหมาย

อะไรคือหลักการทำงานของขอนแก่นพัฒนาเมือง

หนึ่ง เป็นการลงทุนที่ไม่มีเงินปันผล กำไรที่เกิดขึ้นจะนำไปใช้ทำโครงการอื่นๆ ต่อไป สอง หากใครคิดจะลงสนามการเมือง จะต้องถอดหุ้นที่มีออกไปทั้งหมด สาม ความเป็นเจ้าของ เจ้าของรถไฟรางเบาไม่ใช่ขอนแก่นพัฒนาเมือง แต่เป็นเทศบาลห้าเทศบาลที่รถไฟวิ่งผ่าน 

และการเริ่มโครงการรถไฟรางเบาเป็นแค่ขาหนึ่ง จริงๆ เราต้องการปลูกฝังหรือทำให้เห็นการเคลื่อนไหวของเมือง ไม่ใช่แค่แก้ปัญหารถติด แต่แก้เรื่องเชิงโครงสร้าง ซึ่งหากทำสำเร็จ ก็เท่ากับว่าเมืองที่พึ่งพาตัวเองได้จะพัฒนาได้ สร้างแรงบันดาลใจให้เมืองอื่นๆ เรื่องนี้ทำคนเดียวไม่ได้ ต้องรวมคนที่เชื่อเหมือนกันมาไว้ด้วยกัน ซึ่งไม่เพียงดึงดูดชาวขอนแก่นเท่านั้น คนตัวเล็กๆ ที่ทำงานแก้ปัญหาเรื่องเมืองตามที่ต่างๆ ก็มาช่วยกัน เช่น MAYDAY! กลุ่มนักออกแบบที่ลุกขึ้นมาแก้ปัญหารถสาธารณะ และกลุ่มเอกชนที่มาลงทุนติดตั้งเสาไฟระบบ ioT และอื่นๆ เพื่อทดลองทำ Smart City กับเมือง

แต่ธุรกิจหลักของคุณคือขายรถยนต์ ที่ผ่านมารถยนต์ขายดีเพราะระบบขนส่งมวลชนไม่ดี ถ้าระบบขนส่งมวลชนดี คุณจะขายรถได้น้อยลงจริงไหม

จะคิดอย่างนั้นก็ได้ ถ้าเราคิดว่าเค้กมีเท่านี้ จริงๆ แล้ว ถ้าเมืองเราน่าอยู่และเติบโตดี ก้อนเค้กก็จะขยายใหญ่ขึ้น ถ้าธุรกิจเราเติบโต แต่ชุมชนไม่โตตามเราก็ไม่มีทางอยู่ได้ ผมคิดเสมอว่าถ้าเมืองดี โอกาสที่ดีอื่นๆ ก็จะตามมา

คุณเรียนรู้อะไรจากงานขายรถ

ช่วงกลับมาทำงานที่บ้าน ตอนแรกคิดว่าจะได้นั่งขายรถอยู่ในโชว์รูมเท่ๆ แต่พ่อให้มาดูแลฝ่ายบริการหลังการขาย ท่านบอกว่านี่คือหัวใจของธุรกิจ ในโชว์รูมขายรถ ลูกค้ามาเพื่อซื้อรถเขาจะอารมณ์ดีและมีความสุข แต่ที่แผนกบริการ ลูกค้ามาเพื่อซ่อม เขากำลังกลุ้มใจเพราะรถเสีย ถ้าเราดูแลและสร้างความประทับใจได้ ลูกค้าจะกลับมาหาเราอีกครั้ง 

พ่อเป็นคนที่ให้ความสำคัญกับงานช่างมากๆ ท่านทำแผนกฝึกอบรมมาสามสิบปี ทำให้โตโยต้าขอนแก่นเป็นดีลเลอร์ขายรถเจ้าแรกที่มีแผนกฝึกอบรมช่างจริงจัง เริ่มจากเป็นพาร์ตเนอร์กับโรงเรียนสายอาชีพสร้างช่างฝีมือปีละห้าสิบคน ให้ทำงานกับเราในสิบสามสาขา ทั้งที่ขอนแก่น เลย และบุรีรัมย์

อะไรคือสิ่งที่โตโยต้าขอนแก่นแตกต่างจากคนอื่น

ไม่ใช่แค่ขายรถใหม่ แต่ให้บริการตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ ตั้งแต่ทำเรื่องไฟแนนซ์ ดูแลประกันภัย พาไปตีราคารถเก่า เพื่อหาเงินดาวน์คันใหม่ อำนวยความสะดวก สร้างบรรยากาศให้ลูกค้าแวะมาที่โชว์รูมบ่อยๆ ด้วยการยกเว้นค่าธรรมเนียมลูกค้าที่มาจ่ายค่างวด ทำให้เจอลูกค้าทุกเดือน แทนที่จะเจอแค่ปีละสองครั้ง คือวันที่เอารถมาเช็กกับวันที่เอารถมาซ่อมสี เมื่อได้พูดคุยก็รู้ความต้องการของลูกค้า เกิดการต่อยอดเป็นธุรกิจใหม่ๆ เช่น เราทำระบบดิจิทัลสำหรับการบริหารงาน ซึ่งทางโตโยต้ามอเตอร์ประเทศไทย ชอบมาก จนได้กลายเป็นทีมเขียนโปรแกรมให้ทั้งบริษัท 

เรามีโรงเรียนสร้างช่างอีสานมืออาชีพ รับเป็นที่ปรึกษาธุรกิจเกี่ยวกับซ่อมบำรุงรถยนต์แก่บริษัทใหญ่ทั้งในและต่างประเทศ 

ทั้งๆ ที่ประเทศเรามีชื่อเสียงเรื่องอุตสาหกรรมยานยนต์ แต่ก็ไม่มีที่ไหนทำโรงเรียนช่างเป็นของตัวเอง

ใช่ครับ ไม่มีใครคิดจะทำ เพราะใช้เงินลงทุนสูงมากในช่วงแรก

ในฐานะผู้บริหารโตโยต้าขอนแก่น อะไรคือเป้าหมายในการทำงานของคุณ

ผมมีความฝันอยากสร้างและพาเด็กอีสานไปเวทีโลก ซึ่งจริงๆ อีสานมีประชากรประมาณหนึ่งในสามของประเทศ เมื่อมีพื้นที่แสดงความสามารถน้อย เขาเลยต้องไปหางานที่อื่น ช่วงที่ผมเดินทางไปดูงานที่ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และออสเตรเลีย เห็นว่าช่างเขาเท่มากๆ เขาไม่เรียกตัวเองว่าช่างเทคนิค แต่มองว่าตัวเองเป็นวิศวกรรมผู้เชี่ยวชาญ ดูแลระบบและเครื่องยนต์ เราก็ยิ่งอยากสร้างคนแบบนั้น 

ผมเชื่อว่าทักษะเหล่านี้สำคัญต่อการสร้างชาติ ประเทศเรามีคนอยู่ในสายบริหารธุรกิจเยอะแล้ว แต่สำหรับสายการผลิต โดยเฉพาะการผลิตที่ต้องการความคิดสร้างสรรค์มาสร้างมูลค่าเพิ่ม เพื่อหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง คนสายอาชีพนี่แหละที่จะขับเคลื่อนประเทศ

หลังจากใช้ถึงเวลา 5 ปี สร้างโรงเรียนสำหรับช่างฝีมือชาวอีสาน ในที่สุดก็ได้ส่งเด็กอีสานไปยืนในเวทีโลกตามฝัน

ปีที่ผ่านมา เราส่งเด็กไปแข่งขันสาขาเทคโนโลยียานยนต์ ในสนามการแข่งขันฝีมือแรงงานนานาชาติ ที่เมืองคาซาน สหพันธรัฐรัสเซีย (World Skills Kazan 2019) ยิ่งใหญ่ระดับเดียวกับมหกรรมกีฬาโอลิมปิกของชาวช่าง ซึ่งมีตั้งแต่ช่างซ่อม ช่างยนต์ ช่างสี ก่อสร้าง รวมทุกๆ ทักษะฝีมือ 

สำหรับการแข่งขันปี 2020 จัดขึ้นที่ประเทศจีน เราส่งเด็กเข้าแข่งขันเพิ่มอีกสองสาขา ได้แก่ ช่างสีรถยนต์ และช่างเครื่องหรือช่างเคาะตัวถัง ซึ่งก่อนหน้านี้ ไทยไม่เคยมีเครื่องนี้มาก่อน ผมไปเจอแท่นดึงถังนี้ตอนดูงานที่อเมริกา ก่อนจะถามไปทางโตโยต้าจนได้เจอบริษัทที่นำเข้าเครื่อง จึงทำงานด้วยกันโดยมีจุดประสงค์เพื่อฝึกอบรมทักษะฝีมือ ก่อนต่อยอดเป็นธุรกิจที่ปรึกษา ความสำคัญคือ เวลาที่รถชนจนบุบ ช่างจะใช้เครื่องดึงส่วนที่บุบนั้นออกมา ช่วยลดเวลาการซ่อมลงจากสามเดือนเหลือเพียงหนึ่งเดือน 

อนาคตของธุรกิจรถยนต์ส่งผลต่อการบริหารงานอย่างไร

คุณอาคิโอะ โทโยดะ (Akio Toyoda) เจ้าของโตโยต้า บอกว่า การใช้รถยนต์ในอนาคตจะเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิงจากสี่ปัจจัย ได้แก่ CASE โดย C มาจาก Connected หรือการเชื่อมต่อกันระหว่างรถแต่ละคันด้วยระบบ 5G A มาจาก Autonomous หรือระบบไร้คนขับ S มาจาก Sharing และ E มาจาก Electrification หรือรถยนต์ไฟฟ้า เมื่ออุปกรณ์เครื่องภายในไม่ใช้น้ำมัน ค่าบำรุงรักษาก็จะถูกลง และทำให้รถวิ่งได้ระยะทางไกลขึ้น

และจากการสำรวจความคุ้มค่าในการใช้งานรถยนต์หนึ่งคัน พบว่าส่วนใหญ่ใช้งานไม่ถึงสิบเปอร์เซ็นต์ของประสิทธิภาพรถที่มี และหมดเก้าสิบเปอร์เซ็นต์นั้นไปกับการจอดไว้ในที่ทำงานและที่บ้าน มีโอกาสที่คนจะเช่าใช้มากกว่าซื้อใช้ รถคันหนึ่งให้บริการคนได้สิบคน เท่ากับว่ารถยนต์จะหายไปจากตลาดเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ ผมจึงบอกทีมงานเสมอว่า ถ้าเรามัวแต่ขายรถ เราตายแน่ๆ เพราะในอนาคตคนจะเป็นเพียงผู้ใช้ไม่ใช่เจ้าของ

ถ้าไม่ให้ขายรถ แล้วจะให้ไปทำอะไร

โตโยต้าเองก็เปลี่ยนตัวเอง จากผู้ผลิตรถยนต์เป็นองค์กรแห่งการขับเคลื่อน 

เราก็เช่นกัน เราเปลี่ยนตัวเองจากคนขายรถเป็นนักแก้ปัญหาการเคลื่อนที่ของผู้คน นั่นคือ เราเชื่อว่าในชีวิตของคนยังต้องมีการเคลื่อนที่ เคลื่อนไหว รับส่งคน รับส่งของ เพียงแต่ไม่ได้อยู่ในรูปแบบการเป็นเจ้าของรถอีกต่อไป เราต้องทำให้พนักงานมองเห็นภาพที่เรากำลังจะไปเป็นภาพเดียวกัน

เช่น

เกษตรกรที่อำเภอกระนวน อยากจะส่งแตงโมมาขายที่ตลาดเมืองขอนแก่น มีความจำเป็นต้องใช้รถ โจทย์คือเราจะเสนอวิธีขนส่งแตงโมมาขายในราคาที่ถูก ตรงเวลา และปลอดภัยกว่าเดิม โดยที่เกษตรกรไม่จำเป็นต้องซื้อรถได้อย่างไร ขนส่งมวลชนก็เช่นกัน การมาถึงของรถไฟฟ้า เราจะช่วยออกแบบวิธีการขนส่งผู้โดยสารจากสถานีไปชุมชนย่อย และจากชุมชนย่อยถึงบ้านอย่างไร 

อีกตัวอย่าง โรงงานน้ำแข็งต้องการลงทุนทำรถขนส่งห้าสิบคัน ใช้เงินหนึ่งแสนบาทดัดแปลงช่วงล่าง และอีกหนึ่งแสนบาทสำหรับต่อเติมตู้บรรทุกน้ำแข็ง ถ้าเขามีรถห้าสิบคัน เขาต้องมีเงินสิบล้านบาท ยังไม่รวมเงินดาวน์รถ

งานของเราได้แก่ ออกแบบวิธีเช่าใช้ พูดคุยกับโตโยต้า ลีสซิ่ง เรื่องการเสริมเพลา ซึ่งหากลูกค้าไปดัดแปลงเองประกันจะไม่ครอบคลุมค่าใช้จ่าย จากนั้นเชิญโตโยต้ามาคุย บอกให้เห็นความสำคัญของการปรับตัวนี้จนเขายอมรับ และช่วยดูแลประกันให้ ลูกค้าก็ได้รถใหม่โดยจ่ายเป็นค่าเช่าแทน และจากเดิมที่ต้องขนส่งน้ำแข็งสามรอบต่อวัน เหลือเพียงสองรอบ ประหยัดค่าน้ำมันวันละหกร้อยบาท หรือเดือนละหมื่นแปดพันบาท เป็นโครงการแรกที่โตโยต้าทำให้ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีที่มาจากทีมงานเราเจออินไซด์ของปัญหาจริงๆ

ทั้งๆ ที่ยากกว่าการขายรถให้ได้มากๆ ทำไมยังเลือกทำ

จะเห็นว่าไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจแบ่งปันหรือการตอบสนองความต้องการ ถ้าเราทำได้ เราก็จะอยู่รอดในธุรกิจนี้ได้ จริงๆ ก็เชื่อมโยงกับที่เราทำงานเรื่องเมือง ทั้งนี้ ผมทำคนเดียวไม่ได้ แต่ต้องทำให้ทุกคนเห็นภาพปลายทางเป็นภาพเดียวกัน รวมกันเป็นพลังขับเคลื่อน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องบริษัทหรือเมือง

ในวันนี้ ถ้าถามว่าโตโยต้าขอนแก่นเป็นอะไรสำหรับเมืองนี้ คุณจะบอกว่า

เป็นอะไรก็ได้ เป็นองค์กรแห่งการขับเคลื่อน เป็นธุรกิจที่สนับสนุนการเคลื่อนที่ของผู้คน เป็นธุรกิจโรงเรียน เป็นธุรกิจฝึกอบรมที่สร้างงานสร้างอาชีพ เป็นธุรกิจที่ทำงานด้านการพัฒนาเมืองขอนแก่นหรือจังหวัดอื่นๆ ทั้งหมดนี้อยู่ภายใต้การทำเพื่อคนอีสาน อย่างเข้าใจคนอีสาน เพราะอยากเห็นคนอีสานในเวทีโลก สร้างโอกาสที่นี่ สร้างบรรยากาศให้คนกลับมาอยู่ที่บ้านเกิด โดยเราตั้งใจจะสื่อสารสิ่งที่ทำผ่านแบรนด์ SKP ย่อมาจากชื่อเต็มของหลวงสกลภัณฑพินิจ ผู้เป็นพ่อของอากง

คุณเป็นผู้บริหารสไตล์ไหน

เป็น Facilitator ที่จะคอยอำนวยความสะดวกให้แก่ทุกคน เมื่อสองปีก่อน ตอนที่ผู้ใหญ่มอบหมายให้เป็นประธานหอการค้าจังหวัดขอนแก่น ซึ่งประกอบไปด้วยคนที่มีอายุและประสบการณ์มากกว่าผม ผมบอกทุกคนว่า ผมไม่ได้มาเพื่อนำ แต่จะมาเพื่อรับฟังและอำนวยความสะดวกแก่ทุกคน

ส่วนที่บริษัทผมใช้วิธี OKR มาจาก Objective and Key Results นั่นคือบอกจุดหมายปลายทาง เปิดโอกาสให้ทีมเสนอวิธีการจากข้อมูลที่มี เพื่อไปถึงเป้าหมายอย่างเหมาะสมและไร้ข้อจำกัด นั่นคือเป็นผู้สนับสนุนให้คนเดินทางไปสู่จุดหมายของเขาอย่างมีประสิทธิภาพและมีความสุข

เหมือนที่อยู่ๆ พนักงานโตโยต้าขอนแก่นทุกคนก็ลุกขึ้นมาจัดคอนเสิร์ต 

เริ่มจากสามปีที่แล้ว เราทำเพลงครบรอบหกสิบปีโตโยต้าขอนแก่น ตอนนั้นอยากจัดคอนเสิร์ตแต่ไม่มีโอกาส พอได้มารู้จักพี่บี๋ (ปรารถนา จริยวิลาศกุล) ผู้จัดคอนเสิร์ต Love Is Hear ระดมทุนเพื่อเด็กหูหนวก ก็ปรึกษาความเป็นไปได้ที่จะจัดงานนี้ที่ขอนแก่น หลังจากนั้นงานก็ใหญ่ขึ้น จากพี่นภ พรชำนิ เริ่มมี BNK48, Friday, เป๊ก ผลิตโชค, Tattoo Color, ว่าน ธนกฤต, ไอซ์ พาริส และแพรวา ณิชาภัทร รู้จักใครก็ชวนมา พิเศษมากๆ

เราได้น้องฟ้าใส เด็กหูหนวกคนแรกที่ได้ทุนผ่าตัดประสาทหูเทียมเมื่อยี่สิบปีที่แล้ว จากมูลนิธิอนุเคราะห์คนหูหนวกในพระบรมราชินูปถัมภ์ ซึ่งเป็นเด็กขอนแก่น ตอนนี้เรียนอยู่ปีสองคณะวิทยาศาสตร์ ด้านนาโนฟิสิกส์ ขึ้นมาร้องเพลง ฤดูที่แตกต่าง โดยคอนเซปต์ของคอนเสิร์ตครั้งนี้ เราไม่ได้ขายความน่าสงสาร แต่เปิดโอกาสให้น้องๆ ได้มาโชว์ร้องเต้น เล่นโขน ความสามารถพิเศษ แทนที่เราจะอิ่มใจที่ได้มอบความสุขให้น้องๆ ผู้จัดและคนดูกลับได้รับแรงบันดาลใจมากมายจากพวกเขาแทน

อะไรคือสิ่งที่ชาวโตโยต้าขอนแก่นได้เรียนรู้จากการจัดคอนเสิร์ตร่วมกัน

จากกระบวนการทำงาน ชาวโตโยต้าขอนแก่น แบ่งหน้าที่กันเป็นผู้จัดการดารา ผู้จัดการคิว ทำทุกอย่างที่คอนเสิร์ตต้องมี โดยไม่มีออร์แกไนเซอร์มาช่วย สุดท้ายคือการสร้างทีม ไม่ใช่แค่การขายรถ แต่ยกระดับจิตใจของทุกคนขึ้นมา ผมเชื่อในพลังที่ได้รับจากการทำอะไรเพื่อคนอื่น ซึ่งจะฝังอยู่ในหัวใจคนคนนั้น ผ่านไปครึ่งปีแล้วก็ยังจำความรู้สึกตอนนั้นได้ดี สำคัญคือ ตราบใดที่องค์กรมีบรรยากาศแบบนี้ ไม่ว่าเรื่องที่ทำจะยากแค่ไหนก็สำเร็จได้

ซึ่งคุณใช้วิธีคิดนี้กับช่วง COVID-19 ด้วย

หลังจากเฝ้าระวังสถานการณ์โรคระบาดมาตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ พวกเราที่ทำงานให้เมือง ทั้งภาครัฐ เอกชน ประชาชน สาธารณสุข และการศึกษา มารวมตัวกัน โดยผมใช้หลักการเดียวกับตอนที่ทำคอนเสิร์ตเลย เพราะตอนนั้นจะไปของบประมาณอะไรก็คงไม่ทัน มันปัจจุบันทันด่วนมากๆ

เราคุยกันว่าใครมีอะไร ถนัดอะไรก็ให้เอามากองรวมกัน การทำงานครั้งนั้น ทำให้ได้เจอเด็กอีสานเก่งๆ ที่กลับบ้านมาช่วง COVID-19 เยอะมาก พวกเราทำโปรแกรม ‘Khonkaen Stop COVID-19’ ให้ความรู้และเฝ้าติดตาม ทำสมาร์ทโรงทาน แจ้งจุดช่วยเหลือ ทำสมาร์ทพุ่มพวง พาตลาดไปถึงบ้านคน ด้วยการต่อยอดแอปพลิเคชันของขอนแก่นซิตี้บัส เกิดนวัตกรรมสังคมโดยไม่คิดถึงงบประมาณ

สุดท้ายนี้ถ้าเปรียบขอนแก่นเป็นสนามฟุตบอล คุณเป็นใครในเกมนี้ 

ผมคงเป็นคนเสิร์ฟน้ำ ที่คอยมองทุกคนจากขอบสนาม ช่วยโค้ชซึ่งได้แก่ท่านผู้ว่าฯ มองจุดเล็กๆ ที่คนอาจจะไม่ทันมองเห็น แล้วคอยแนะนำผู้เล่นที่มีแววให้ทีม คอยอำนวยความสะดวกให้ทุกคนเล่น หรือแสดงบทบาทของตัวเองที่ถนัดอย่างเต็มที่


10 Questions answered by President of The Khon Kaen Chamber of Commerce and Assistant Managing Director of Toyota Khon Kaen

  1. ย่านโปรดในขอนแก่น : ถนนศรีจันทร์
  2. เส้นทางเที่ยวชมเมืองที่คุณอยากแนะนำ : ลองขึ้นรถขอนแก่นซิตี้บัส ซึ่งเริ่มจากที่นี่ เลี้ยวไปวัดหนองแวง แวะบึงแก่นนคร ดูเจดีย์ 9 ชั้น จากนั้นผ่านถนนศรีจันทร์ ผ่านตลาดศรีเมืองทอง จากนั้นไปที่ บขส.1 ดูสถานที่ราชการแล้วออกมาที่ประตูเมือง จะผ่านมหาวิทยาลัยขอนแก่น ไปสนามบินก็ทำได้
  3. โปรเจกต์พัฒนาเมืองในฝันแบบที่ไม่มีตัวเลขมากำหนด จะมีหน้าตาหรือออกมาเป็นอย่างไร : เมืองที่ทุกคนเดินทางได้อย่าง สะดวก ปลอดภัย มีต้นทุนการเดินทางที่ต่ำ และไปถึงจุดหมายอย่างอิสระและมีความสุข
  4. ทริปการเดินทางที่เปลี่ยนชีวิต : การไปเรียนต่อที่สหรัฐอเมริกา ช่วง ค.ศ. 2001 – 2003
  5. หนังสือเล่มที่เปลี่ยนชีวิต : Start with Why ของไซมอน ซิเนค (Simon Sinek)
  6. เรื่องใหม่ล่าสุดที่เรียนรู้ : เมื่อก่อนผมคิดว่าทุกอย่างต้องมีงบเป็นที่ตั้ง ถ้าไม่มี ทำไม่ได้ การจัดคอนเสิร์ต Love Is Hear พิสูจน์ให้ผมเห็นว่า จริงๆ แล้วทำได้
  7. คุณชอบทำงานกับคนแบบไหน : คนที่ไม่จำเป็นต้องคิดเห็นตรงกันแต่เปิดใจรับฟัง คนที่ไม่ดูถูกความคิดของคนอื่น
  8. คำพูดติดปาก : ลองดู 
  9. หากต้องขึ้นเวทีกล่าวสุนทรพจน์ในวันปัจฉิมนิเทศนักศึกษาจบใหม่ คุณจะบอกอะไรพวกเขา : ในโลกความเป็นจริง ความรู้เพียงด้านเดียวไม่ทำให้แก้ปัญหาได้ แต่ต้องอาศัยความร่วมมือและพหุวิทยาการหรือศาสตร์หลายด้านในการแก้ไขปัญหา และถ้าเราร่วมมือกันได้ ไม่ว่าปัญหานั้นคืออะไร เราก็จะผ่านไปได้
  10. คุณไปแข่งรายการแฟนพันธุ์แท้ จะแข่งตอนไหนได้บ้าง : ทีมเชลซี

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

กัปตันทีม

บทสนทนานอกตำราวิชาการจัดการและแนวคิดในการทำงานของผู้บริหารองค์กร

ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร เป็นนายธนาคารที่ขึ้นชื่อเรื่องความคิดต่าง คิดนอกกรอบ มีวิธีบริหารงานและบริหารคนที่แตกต่าง เข้ายุคเข้าสมัย บางอย่างก็ดูจะล้ำยุค จนน่าแปลกใจว่าเขาบริหารธนาคารของรัฐบาลแบบนี้ได้ด้วยหรือ

น่าสนใจขนาดนั้น The Cloud ก็เลยชวน ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) มานั่งคุยกันเรื่องแนวคิดในการบริหารธนาคาร ในรายการ Talk of The Cloud ถ้าใครสนใจกลยุทธ์ที่เรียกว่า ‘Quick Win’ สร้างชัยชนะด้วยความรวดเร็ว ในสงครามแบบมหากาพย์ที่ต้องรบกันแบบยาว ๆ ต้องลองชมกันดูครับ

ไหน ๆ ก็มีโอกาสได้นั่งคุยกับสุดยอดผู้บริหารนักคิด เราก็เลยขอคุยกับ ดร.รักษ์ อีกสักเรื่อง เป็นแนวคิดของการเป็นนักบริหาร ที่ผู้อ่านนำไปประยุกต์ใช้ได้แบบง่าย ๆ

ก่อนอื่น เรามาทำความรู้จัก ดร.รักษ์ กันสักนิด

ดร.รักษ์ EXIM BANK นายแบงก์ครีเอทีฟ ผู้สร้าง Quick Win ในสงครามมหากาพย์

เขาจบปริญญาตรีด้านวิศวกรรมศาสตร์ ต่อปริญญาโทด้านบริหารธุรกิจ ตามด้วยปริญญาเอกด้านเศรษฐศาสตร์ เคยนั่งเก้าอี้รองกรรมการผู้จัดการ EXIM BANK เมื่อปี 2559 แล้วย้ายไปรับตำแหน่ง กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ที่นั่นเขาได้ทำโครงการอันโด่งดังอย่าง ‘คลินิกหมอหนี้’ เป็นนายธนาคารที่สวมเสื้อยืดออกไปเดินข้างถนน แก้ปัญหาหนี้สินภาคครัวเรือนให้ประชาชน

ก่อนจะกลับมารับตำแหน่งนายใหญ่ของ EXIM BANK อีกรอบ เมื่อ 1 เมษายน 2564 ในวันที่เขามีอายุ 47 ปี

ถือเป็นหัวเรือใหญ่ของธนาคารที่อายุน้อยที่สุดในประเทศ

สถิตินั้นไม่น่าตื่นเต้นเท่า เขาทำให้ธนาคารบรรลุเป้าสินเชื่อปี 2564 ได้แล้ว ซึ่งตอนนี้ผ่านไปแค่ 5 เดือนเท่านั้น

ถ้าคุณชอบฟังผู้บริหารเล่าความคิดคม ๆ แบบแตกต่าง คุณจะรัก ดร.รักษ์ แน่นอน

ดร.รักษ์ EXIM BANK นายแบงก์ครีเอทีฟ ผู้สร้าง Quick Win ในสงครามมหากาพย์

อะไรคือความยากของการเป็นผู้บริหารธนาคารที่คนทั่วไปนึกไม่ถึง

ผมว่าเป็นเรื่องการบริหารความคาดหวังของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เหมือนคุณเป็นลูกค้าฝากเงินกู้เงินของธนาคารใดก็ตาม คุณก็คาดหวังกับธนาคารนั้น ความคาดหวังนี้เมื่อยี่สิบปีก่อน นายแบงก์หลายคนโดยเฉพาะนายแบงก์ภาครัฐ เขาไม่สนใจ ไม่ฟัง เขาสนใจแค่จะขายของชิ้นนี้ ราคาเท่านี้ เงื่อนไขแบบนี้ ซื้อก็ซื้อ ไม่ซื้อก็ไป พอซื้อแล้วเขาก็ไม่มาสนใจว่าคุณจะรู้สึกยังไง ได้วงเงินสินเชื่อสะดวกรวดเร็วไหม ตอนมีปัญหาโทรมา มีคนรับสายหรือเปล่า หรือต้องคุยกับคอมพิวเตอร์

นี่เป็นเรื่องการบริหารความคาดหวัง ใครบริหารความคาดหวังได้ดีที่สุด จะมีส่วนแบ่งทางการตลาดสูงที่สุด มันเป็นเกมช่วงชิงความคาดหวัง เพราะฉะนั้นนายแบงก์รุ่นใหม่ต้องไม่หูดับ ต้องฟังให้มากขึ้น แต่คนที่ขึ้นบันไดชีวิตขึ้นไปเรื่อย ๆ หูจะพิการ ตาจะเริ่มแคบ ไม่มองกว้าง แล้วมีสิ่งที่เรียกว่าอัตตา ก็คิดแบบนี้ จะทำอย่างนี้

ก่อนที่ EXIM BANK จะออกผลิตภัณฑ์ ผมจะมี Focus Group ให้พนักงานไปคุยกับพันธมิตร คนที่ร่วมปล่อยเงิน ลูกค้าจริงที่เดินเข้ามาในธนาคาร และคนที่เป็นผู้ตรวจประเมินเรา ถ้าเราทำแบบนี้คุณคิดยังไง เราก็จะบริหารความคาดหวังได้สามร้อยหกสิบองศา หลังจากนั้นก็มาดูว่า แล้วเพื่อนพนักงานของเราล่ะ ผมจะเช็กทุกครั้งเวลาที่มีโอกาสได้พูดคุยกันว่าเขาคิดยังไง มีประเด็นอะไรไม่พอใจในสิ่งที่เราดูแลไหม

เราเอาสิ่งที่เรียกว่า Flexi Hours มาใช้ก่อนโควิดอีก จะดีกว่าไหมถ้าไหน ๆ คุณต้องไปส่งลูกตอนเช้าอยู่แล้ว คุณก็เริ่มงานได้ตั้งแต่เจ็ดโมงครึ่ง แล้วสามโมงครึ่งก็ไปรับลูก ทำไมต้องรอให้ถึงสี่โมงครึ่งหรือห้าโมงครึ่ง หลัง ๆ ผมไปไกลกว่านั้น คือ เอางานเป็นตัวตั้ง ผมไม่สนใจการตอกบัตร พอเรามีสัญญาใจระหว่างกัน ก็ถอดเครื่องสแกนนิ้วไปได้เลย สิ่งพวกนี้มาจากการคุยกับเขา ได้บริหารความคาดหวัง แล้วเขาก็รู้ว่าผมคาดหวังอะไรในตัวเขา

ผมไม่ชอบรำวง เพราะฉะนั้นผมจะเอาผลงานเป็นตัวตั้ง บางคนไม่สามารถส่งมอบผลงานได้ จะเอากระบวนการมาเป็นตัวตั้ง อ้างว่าทำไม่ถึงเป้าเพราะปัญหาตรงนั้นตรงนี้ ผมก็จะคุยกับเพื่อนพนักงานอย่างเป็นพี่เป็นน้องกันว่า ผมไม่สนใจกระบวนการว่าคุณจะมากี่โมงกลับกี่โมง หรือคุณจะแบ่งเวลาดูแลลูกครึ่งวัน ขออย่างเดียวว่าวันจันทร์ผมต้องได้ผลงานตามที่เราตกลงกัน

ผลงานก็เป็นการตกลงร่วมกัน ไม่ใช่นายจ้างจะสั่งเท่าไหร่ก็ได้ พวกคุณเสนอมาว่าคุณทำได้กี่ชิ้น คุณบอกแปดสิบ ผมบอกร้อย พบกันครึ่งทางได้ไหม แปดสิบห้า เก้าสิบ แต่เราสัญญากันแล้วนะ จับมือกันแล้ว ออกจากห้องไป วันจันทร์เจอกันเก้าสิบ นี่คือภาพที่ทำให้ทุกคนมีสิทธิ์แสดงความคิดเห็น แล้วตกลงร่วมกันได้

เราต้องฝึกให้ทุกคนเปล่งเสียงความต้องการของตัวเอง เพราะบางคนโดนสะกดจิตตั้งแต่เด็ก ห้ามออกเสียง ห้ามเสนอความเห็น ปัจจุบันเป็นยุคที่ไม่มีชั้นวรรณะ ไม่มีคลานเข่า ไม่มีคำว่านายกับลูกน้อง มันเป็นแค่หัวโขน เราต่างทำหน้าที่ของกันและกัน ผมเป็นนายคุณ ไม่ได้เป็นเจ้าของชีวิตคุณ สิ่งที่เราปฏิบัติต่อกัน เราปฏิบัติด้วยความเคารพ ผมเคารพในวิชาชีพคุณ เคารพความเป็นมืออาชีพคุณ คุณก็ต้องเคารพในความเป็นมืออาชีพของผม ผมเป็นผู้ควบคุมคุณ แต่ควบคุมด้วยมนุษยธรรม ความยุติธรรม และหัวใจ

KPIs ที่นี่เป็นแบบสามร้อยหกสิบองศา ผมอาจจะได้คะแนนประเมินแย่ก็ได้ แต่ลูกน้องจะบอกได้ว่าผมฟัง และทำสิ่งที่ควรต้องทำ และทำมากกว่าที่คนคาดหวัง เพราะผมเชื่อว่าสิ่งต่าง ๆ สามารถเปลี่ยนแปลงให้ดีกว่านี้ได้อีกจากการฟังกันและกันมากขึ้น เพื่อดูแลกันและกันให้ดีขึ้น

การเป็นผู้บริหารองค์กรในวัยสี่สิบกว่า ๆ ต่างจากการเป็นในวัยสามสิบของธุรกิจยุคใหม่ หรือเป็นในวัยห้าสิบขององค์กรยุคเก่ายังไง

คนวัยสี่สิบกว่าคือวัยกลางคน ไม่เร็วเกินไป ไม่ช้าเกินไป บางคนมาอยู่ในตำแหน่งนี้ตอนอายุห้าสิบแปด เขาต้องยกการ์ดสูงเพราะเหลือเวลาน้อย เขาไม่สามารถ Commit อะไรที่ใหญ่เกินตัวได้ การมาอยู่ตรงนี้เร็วเกินไป ก็มีความฝันเยอะ มีความจริงน้อย มาอยู่ตอนวัยกลางคน เป็นรสชาติที่กำลังดี คือไม่ยกการ์ดสูง สร้างอะไรที่เซ็กซี่เฟี้ยวฟ้าวได้ แต่ก็ไม่ประมาท

ยุคนี้ไปลองดูผู้บริหารขององค์กรระดับโลก Top 20 ที่อยู่ใน Forbes หรือ Harvard Business Review เราจะเห็นว่าอายุของผู้บริหารที่เป็นไวน์ที่อร่อยที่สุดในการดื่มคือ สี่สิบเอ็ดบวกลบ ไม่แก่ไป ไม่เด็กไป สิ่งเหล่านี้ประเทศไทยต้องปรับ ถ้าคุณรอให้เขาขึ้นเป็นเบอร์หนึ่งตอนอายุห้าสิบเจ็ด ห้าสิบแปด เขาเหมือนมาพูลวิลล่า มาเพื่อเกษียณ มาเพื่อป้องกันตัว มาเพื่อทำอะไรบางอย่างที่อาจจะไม่เคยทำในอดีต มันเป็นแค่ความฝันของเขา ไม่ใช่ความฝันของประเทศ ไม่ใช่เป็นความฝันของประชาชน

ดร.รักษ์ EXIM BANK นายแบงก์ครีเอทีฟ ผู้สร้าง Quick Win ในสงครามมหากาพย์

อะไรคือทักษะที่ผู้บริหารยุคนี้ควรมีที่สุด

เป็นคำถามที่ตอบยาก เพราะว่ามีคำว่าที่สุด ผมคิดว่าเป็นเรื่องของส่วนผสม ผมอาจจะตอบไม่ตรงคำถามนะ ตอนที่เราโตมา เราอ่านหนังสือได้เป็นเล่ม ๆ แต่วันนี้การอ่านหนังสือแบบนั้นไม่ได้ถูกจริตกับคนยุคนี้อีกต่อไป ต้องเขียนอะไรให้ไม่เกินหนึ่งหน้าไลน์ หรือหนึ่งคืบ ต้องสื่อสารให้อ่านเข้าใจในหนึ่งคืบ ถึงจะโดน เราเปลี่ยนความคิดคนไม่ได้ แต่ปรับการสื่อสารของเราได้ จะไปยากอะไร เรามีหนังสือดีหนึ่งเล่ม แล้วก็มีเรื่องย่อหนึ่งคืบที่สรุปประเด็นไว้ปกหลัง ถ้าคุณอ่านเรื่องย่อแล้วโดนค่อยมาอ่านหนังสือ

ผู้บริหารในอนาคตควรมีทักษะการสื่อสาร ทั้งพูด อ่าน เขียน บางคนจบมาจากสถาบันที่ดีมาก แต่สื่อสารไม่ได้เรื่องเลย พูดสามนาทีบนโพเดียม ผมรู้สึกว่าเอาปืนจุดสามห้ามายิงผมดีกว่า ทนฟังไม่ได้ (หัวเราะ) วันนี้เราไม่ได้ลงทุนสร้างผู้ประกอบการอย่างเดียว แต่ต้องสร้างผู้บริหารที่จะไปโค้ชผู้ประกอบการด้วย

ทักษะหนึ่งที่ต้องสร้างคือ การสื่อสาร ผู้บริหารภาครัฐส่วนใหญ่อาจจะไม่ได้ทำ Media Training แต่ผมทำ ผมลงเรียนของผมเอง ผมทนไม่ได้ถ้าตัวเองอยู่หน้ากล้องแล้วพูดไม่รู้เรื่อง หรือตอบไม่ตรงประเด็น

คุณต้องทำตัวเป็นน้ำครึ่งแก้ว ต้องเติมเนื้อหาใหม่ ๆ เข้าไปได้ แล้วก็ต้องลบความทรงจำเก่า ๆ ได้เหมือนกัน บางเรื่องมันใช้กับโลกอนาคตไม่ได้แล้ว เราต้องปลดพันธนาการของสิ่งที่เคยจดจำมาในอดีต สิ่งเหล่านี้เป็นเสน่ห์ของผู้บริหารยุคใหม่

ถ้าสอนลูกน้องได้แค่เรื่องเดียว คุณอยากสอนอะไร

การถ่อมตัว การโน้มตัวลงมาให้ต่ำกว่าจุดที่คุณคิดว่าคุณจะต่ำได้ โดยยังรักษาความดีของตัวเอง ประนีประนอมให้มากที่สุด แต่ไม่ประนีประนอมกับเรื่องความไม่ถูกต้องและสิ่งไม่ดี ไม่ว่าคุณจะอยู่ตรงไหนของเส้นทางอาชีพ คุณก็จะเปิดใจรับฟังคนได้ในทุกระดับชั้น ผมนั่งทานข้าวและคุยกับพนักงานทำความสะอาดของ กทม. ได้ คุยสนุกสนานกับพี่วินมอเตอร์ไซค์หรือคนขับแท็กซี่ได้ เพราะสิ่งที่เขาเล่า เป็นโจทย์ที่ผมต้องเข้าไปแก้ นี่คือพันธกิจของเจ้าหน้าที่รัฐทุกคน ถ้าเราไม่โน้มตัวลงไป หรือไม่เปิดใจรับฟัง เราจะไม่มีทางได้ยินเสียงของคนเหล่านั้นเลย

แล้วก็ให้พื้นที่ที่ปลอดภัยกับพวกเขา ผมจะพูดกับลูกน้องว่า ทุกอย่างจบที่ห้องนี้ ออกจากห้องไป เราจะกลับไปรู้สึกแบบเดิม ห้องนี้เป็นห้องแห่งความปลอดภัย เราต้องเคารพในความคิดเห็นของเขา ถ้าเป็นประโยชน์กับองค์กรเราก็ให้เครดิตเขา นายบางคนชอบขโมยไอเดียลูกน้อง ไปบอกว่านี่ฉันคิด ฉันทำ ผลออกมาตรงข้าม แต่ยิ่งผมบอกว่า คุณคนนั้นเป็นคนคิด คุณคนนี้เป็นคนทำ ผมเองยิ่งดูดี ผมจะบอกว่าของบางอย่างต้องโค้ชกัน การที่จะทำให้สังคมเรามีคุณภาพ โดยเฉพาะผู้นำของสังคม ต้องอาศัยการเรียนรู้ และการโค้ช

หลายคนถามผมว่า พอหมดเทอมที่นี่ผมจะทำอะไร ผมอยากเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย อยากเป็นเจ้าของโรงเรียนมัธยมที่ดีที่สุดของประเทศ ผมรู้สึกว่ามันต้องเริ่มต้นจากตรงนั้น ตรงนี้มันสายเกินไปแล้ว เราต้องย้อนกลับไปสร้างประชากรที่มีคุณภาพตั้งแต่วัยเรียน

ดร.รักษ์ EXIM BANK นายแบงก์ครีเอทีฟ ผู้สร้าง Quick Win ในสงครามมหากาพย์

คุณว่าการทำงานกับคนวัยยี่สิบหรือวัยห้าสิบแบบไหนยากกว่า

ห้าสิบเป็นน้ำเต็มแก้ว ยี่สิบเป็นแก้วเปล่า ท้าทายกันคนละแบบ น้ำเต็มแก้วก็ต้องพยายามรินน้ำที่เต็มออกโดยไม่ให้หก หรือเปื้อนโต๊ะ แล้วก็ต้องเติมสิ่งที่เราต้องการในตัวตนของเขาเข้าไปใหม่ อายุห้าสิบมีตัวตน มีอัตตา ยากจะเปลี่ยนความคิด หรือแนวทางปฏิบัติเดิมของเขา

วัยยี่สิบเหมือนแก้วเปล่า เติมเท่าไหร่ก็แทบจะไม่เต็ม เพราะการเติมให้เต็มใช้เวลานาน มันเป็นเรื่องของการลงทุน เราต้องลงทุนกับพนักงานที่เพิ่งจบใหม่ เพื่อให้เขามีศักยภาพในการทำงาน หลายคนเขียนเป็นทฤษฎีว่า สามปีแรกของการเริ่มงานที่ไหนก็ตาม นายจ้างขาดทุน เงินเดือนหมื่นห้า สองหมื่น สามหมื่น ที่จ่ายให้ไป เราต้องตามไปโค้ชอีก เขายังทำงานไม่ได้เท่าเงินที่เราจ่ายไป

แต่สิ่งที่ยากยิ่งกว่าก็คือ ทำยังไงให้วัยห้าสิบกับยี่สิบอยู่ด้วยกันได้ เพราะเขาคิดกันคนละแบบ เวลามองปัญหา มองกันคนละมุมเลย ไม่มีใครผิด ไม่มีใครถูก ผมพยายามทำให้มีพื้นที่ปลอดภัย มีสิ่งที่เรียกว่า Community of Practice (CoP) เพื่อให้คนที่ไม่ต้องมีตำแหน่งระดับสูงในองค์กร แต่เป็นคนเก่งที่สุด เช่น ถ้าพูดเรื่องสินเชื่อเอสเอ็มอี อาจจะเป็นพนักงานระดับกลาง แต่เขาเก่งที่สุดในองค์กรนี้ พูดเรื่องเมียนมาอาจจะเป็นหัวหน้าสำนักงานผู้แทนในย่างกุ้งที่เมียนมาซึ่งเก่งมาก เราก็ให้บทบาทเขาขึ้นมา ให้เขาได้แบ่งปันประสบการณ์ของเขา วันนี้ถ้าไปอยู่ในห้องเรียนของ EXIM BANK คนที่มาสอนคือลูกค้านะ ไม่ใช่นายแบงก์ เราเชิญคนที่ประสบความสำเร็จหรือผ่านปัญหานั้นมาได้ มาแบ่งปันประสบการณ์ให้เพื่อน ๆ ฟัง ไม่ใช่นายแบงก์มาสอน ตอนนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไปหมดแล้ว

ตั้งแต่ทำงานมา จุดไหนที่คุณคิดว่าประสบความสำเร็จสูงสุด

คลินิกหมอหนี้ ผมทำตอนอยู่ที่ บสย. (บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม) วันนี้คลินิกหมอหนี้ ได้ยกวิทยฐานะจากธนาคารแห่งประเทศไทยแล้ว เป็นโครงการที่ขอให้ทุกสถาบันการเงินในประเทศไทยทำ กลายเป็นวาระแห่งชาติ กลายเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์

ในวันที่เราเอาระบบอัตโนมัติเข้ามาทำงานแทนคน จะต้องร่ำลาพนักงานเกือบร้อยคนเลย ทำยังไงไม่ต้องลาจากพวกเขา เขาก็มีลูกมีเมีย มีภาระผ่อนบ้าน ผ่อนรถ เราก็เปลี่ยนเขามาเป็นคุณหมอที่ช่วยบริหารจัดการหนี้เสียของประชาชน แทนที่จะแจกซองขาวให้เขา

จากจุดตั้งต้นในการแก้ปัญหาองค์กร วันนี้กลายมาเป็นสิ่งที่ช่วยแก้ปัญหาประเทศ เราทำก่อนที่หนี้ครัวเรือนจะโดดขึ้นมาเป็นเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ในวันนี้ เราเอานายแบงก์ที่ทำงานในปัจจุบันไม่ได้ ออกมาเดินข้างถนน มาช่วยแก้ปัญหาให้ประเทศ

ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร ผู้เชื่อว่า “เราต้องแบ่งเวลาชีวิตเพื่อเติมเต็มจิตวิญญาณตัวเอง โดยไม่เป็นมนุษย์ที่บกพร่องต่อหน้าที่”

ชีวิตของคุณเคยเจอความล้มเหลวบ้างไหม แล้วมันสอนอะไรคุณบ้าง

ห้องประชุมที่อยู่ห่างจากตรงนี้ยี่สิบก้าว คือห้องที่ลูกน้องเคยอุ้มผมไปห้องไอซียู นี่คือความล้มเหลวของผม ผมนั่งประชุมจนเลือดท่วมกระเพาะอาหาร เลือดออกในช่องท้องผมสองลิตรครึ่ง เพราะผมเป็นกรดไหลย้อน ผมเป็นคนที่ถ้าคุณแทงผม ต้องแทงให้ลึกมาก กว่าผมจะร้อง ผมเป็นลูกทหาร ถูกฝึกให้กลืนความเจ็บปวดของตัวเอง ความเจ็บปวดของคนทั่วไปนั้นสำหรับผมถือว่าธรรมดามาก ร่างกายเตือนผมมาหลายปีแล้วนะ แต่ผมก็ไม่เคยฟัง

จนเส้นเลือดใหญ่ในช่องท้องแตก เลือดก็เอ่อขึ้นมา พอลุกเปลี่ยนอิริยาบทก็อาเจียนเป็นเลือด ผมต้องไปนอนเล่นที่ห้องไอซียู ลูกน้องผมเลยเรียกห้องประชุมสะแกวัลย์ (ห้องที่เกิดเหตุ) ว่าห้อง Scary เพราะนายเกือบจะตายคางาน คนที่บอกว่าทำงานหนักไม่ตาย ไม่จริง ผมเกือบตายมาแล้ว

เหตุการณ์นี้ทำให้ผมนึกถึงภาพลูกเมียยืนอยู่หน้าห้องผ่าตัด ถามว่าเอาชีวิตมาทิ้งตรงนี้คุ้มไหม เราเห็นหน้าเศร้า ๆ ของพ่อแม่ตัวเองที่ยังต้องดูแลในวันที่ท่านแก่เฒ่า มันคุ้มกันไหม ทุกวันนี้ผมเลยจัดสรรเวลาอ่านนิทานให้ลูกฟังก่อนมาทำงาน ผมบอกเลขาว่า อย่าโทรหาผมก่อนสิบโมงเช้า ผมรู้ว่านี่คือเวลาที่ผมต้องบอกรักภรรยากับลูก ต้องดูแลคุณพ่อคุณแม่ ผมจะไม่ให้ปัจจัยที่ผมควบคุมได้มารบกวนเวลาของผม

แล้วผมก็พยายามสอนทุกคนว่า คุณต้องมีเวลาส่วนตัว มีเวลาที่จะเติมเต็มจิตวิญญาณของตัวเอง ขณะเดียวกันผมก็มีเวลาที่บอกลูกเมียว่า อันนี้เป็นเวลาของพ่อ ขอพื้นที่ส่วนตัวให้พ่อนะ นี่คือที่มาของการพยายามแบ่งตารางชีวิตตัวเอง ทุกคนมีเวลาเท่ากันคนละยี่สิบสี่ชั่วโมง ทำยังไงให้เติมเต็มจิตวิญญาณของเราได้มากที่สุด แล้วเราก็ไม่ได้เป็นมนุษย์ที่บกพร่องต่อหน้าที่ ภาพตอนใช้ชีวิตในห้องไอซียูสอนผมแบบนี้

คุณอยากให้โลกจำว่าเป็นผู้บริหารแบบไหน

ไม่เคยคิดเลย (คิดนาน) อย่างแรก ผมไม่อยากมีตัวตน ไม่ได้อยากอยู่ในห้องจาริกานุสรณ์ เวลาคุณไปตามบริษัทใหญ่ ๆ จะเห็นภาพอดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่ติดทุก ๆ สองเมตร ให้จำ จำ จำ แต่ผมไม่เชื่อในความทรงจำเหล่านั้น ผมไม่เคยอินกับภาพผู้อาวุโสพวกนั้นเลยนะ

ผมอยากให้คนจำงานของผม จำว่ามีคลินิกหมอหนี้ จำได้ว่าช่วยผู้ประกอบการไทย ทำประโยชน์อะไร ให้กับใคร เราเอามาปรับปรุงให้ดีขึ้น หรือเอากลับมาใช้ใหม่ได้ไหม สิ่งเหล่านี้น่าจดจำมากกว่า

ถ้าเกิดคนชื่นชมผลงานของคุณทั่วประเทศ แต่ไม่รู้ว่าใครทำ คุณจะเสียใจไหม

ไม่เลย มันเป็นความสวยงามมากกว่า พื้นที่สมองมีจำกัด ถ้าเราต้องมานั่งจำว่า นายสมชายทำงานนี้เมื่อปีนั้น นางสมหญิงทำงานนั้นเมื่อปีนี้ มันเปลืองสมอง จำแค่งานและประโยชน์จากงานนั้นน่าจะดีกว่า

ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร ผู้เชื่อว่า “เราต้องแบ่งเวลาชีวิตเพื่อเติมเต็มจิตวิญญาณตัวเอง โดยไม่เป็นมนุษย์ที่บกพร่องต่อหน้าที่”

10 เรื่องของ ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร ที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน

1. วิชาที่ชอบที่สุดสมัยเรียน

ประวัติศาสตร์ เพราะมันสอนให้เราไม่ทำผิดซ้ำซาก

2. ชื่อคนที่มีอิทธิพลต่อความคิดของคุณ

พระพุทธเจ้า ผมรอดจากวิกฤตของชีวิตทุกครั้งด้วยธรรมะ

3. ตอนเช้าคุณทำอะไรก่อนออกจากบ้านบ้าง

ผมตื่นตีสี่ ช่วงตีสี่ถึงตีห้าผมจะอ่านหนังสือที่เติมเต็มจิตวิญญาณ ทั้งธรรมะ บทความ การเรียนรู้ใหม่ๆ ช่วงตีห้าครึ่งถึงหกโมงครึ่ง ผมจะวิ่ง วิ่งวันละหนึ่งชั่วโมง เป็นการเติมเต็มความแข็งแรงให้ร่างกาย แล้วก็ตรวจงานลูกน้อง พอลูกและภรรยาตื่น ก็เป็นเวลาที่อยู่กับครอบครัว อ่านนิทานให้ลูกฟัง ทำอาหารให้ภรรยาทาน แล้วค่อยอาบน้ำแต่งตัวไปทำงาน สิบโมงเช้า ผมพร้อมทำงานเต็มที่

4. ช่วง WFH ถ้าไม่อยู่หน้าจอ คุณจะอยู่ที่ไหน

อยู่กับหนังสือ ผมอ่านหนังสือผ่านจอไม่ได้ ต้องได้กลิ่นกระดาษ กลิ่นหมึก ผมมีห้องสมุดของผมที่บ้าน มนุษย์ทุกคนควรมีเวลาใช้ชีวิตกับโลกแห่งหนังสือนะ

5.วันไหนมาออฟฟิศ คุณทานอาหารเที่ยงที่ไหน กับใคร

ทานข้าวคนเดียว ในห้องประชุม ผมใช้ชีวิตใกล้เคียงคนคุกนะ (หัวเราะ) ถึงเวลาพี่ ๆ น้อง ๆ ก็เอาอาหารมาให้ ผมก็อยู่กับงาน และอาหารตรงหน้า

6. คุณเดินไปแผนกไหนบ่อยที่สุด

สำนักกรรมการผู้จัดการ คือสำนักของผมเอง เพราะต้องไปตามงาน ถัดจากนั้นก็เป็นฝ่ายวิจัยธุรกิจ และทีมที่ดูแลงานพัฒนาผู้ประกอบการ

7. กลุ่มเพื่อนที่สนิทที่สุด

เพื่อนมัธยมปลาย ที่โรงเรียนจิตรลดา

8. ถ้าต้องเปิดร้านขายของออนไลน์ คุณขายอะไรได้บ้าง

ขายวิธีการแก้ปัญหา เป็นบริการให้คำแนะนำแบบออนไลน์

9. ถ้าพักร้อนปิดมือถือได้หนึ่งเดือนจะทำอะไร

ใช้หนี้คนที่ผมติดหนี้ นั่นคือ คุณพ่อคุณแม่ที่เกือบครึ่งปีแล้ว ผมแทบไม่เจอหน้าท่านเลย และลูกกับภรรยาที่ผมไม่เคยได้ทำตามสัญญาเลย เพื่อนที่บอกว่าจะไปกินข้าว ไปเที่ยวเล่นกับเขา แต่ไม่เคยได้ไป

10. เรื่องล่าสุดที่ได้เรียนรู้

การ WFH ทำให้รู้ว่า ภรรยาเรารับภาระหนักแค่ไหนในการดูแลลูกอายุหกขวบ เรามักคิดว่าฉันทำงานเหนื่อย เธอเป็นแม่บ้านสบาย พอวันนี้เราได้อยู่กับเขา เหมือนได้สลับวิญญาณกัน ก็รู้ว่ามันไม่ง่ายเลย ชีวิตแม่บ้านไม่ใช่งานสบายอย่างที่คิด ได้เข้าใจครอบครัว และการสร้างสมดุลชีวิตมากขึ้นด้วย

Writer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ผู้ที่หาความสุขจากสิ่งรอบๆ ตัว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load