เหตุผลที่ The Cloud เดินทางมาขอนแก่นครั้งนี้ เพราะตั้งใจมาพบ กมลพงศ์ สงวนตระกูล ประธานหอการค้าจังหวัดขอนแก่น ผู้ทำงานเป็นตัวกลางประสานผู้ประกอบการรุ่นเก่าและใหม่ เชื่อมภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน และภาคส่วนต่างๆ ที่ทำงานเรื่องเมืองเข้าด้วยกัน จนขอนแก่นวันนี้สนุกมาก

ซึ่งที่ขอนแก่นเป็นอย่างวันนี้ก็เพราะคนขอนแก่น

ขอนแก่นเป็นเมืองที่ทุกคนพร้อมลุกขึ้นมาเป็นปากเป็นเสียง บางทีก็ลุกขึ้นสู้กับสิ่งที่พวกเขาเห็นว่าไม่ถูกต้อง ทั้งยังเปิดกว้างรับฟังสิ่งใหม่ๆ เพราะอยากเห็นเมืองพัฒนา

ที่น่าสนใจคือ ขอนแก่นมีวิธีแก้ปัญหาการทำงานที่เกิดจากช่องว่างระหว่างวัย จากการเตรียมพร้อมคนรุ่นใหม่มาสานต่อสิ่งที่รุ่นเก่าทำซึ่งเกิดขึ้นตลอดเวลา บรรยากาศดีมากจนอยากให้ขอเป็นสะใภ้ขอนแก่น

เริ่มจากการจดทะเบียนบริษัทขอนแก่นพัฒนาเมือง ขับเคลื่อนเมืองผ่านโครงการมากมาย เช่น ริเริ่มการสร้างศูนย์ประชุมในจังหวัด และขอนแก่นซิตี้บัสที่ฮือฮาเมื่อหลายปีก่อน โดยตอนนี้กำลังจะทำรถไฟฟ้ารางเบา ขนส่งมวลชนเพื่อชาวเมือง 

ใครที่กำลังสนใจเรื่องการสร้างพลังท้องถิ่น เชื่อเรื่องการกระจายความเจริญว่ามีส่วนขับเคลื่อนประเทศ ไม่หวังหรือรอการช่วยเหลือจากส่วนกลางอีกต่อไป ขอให้ดูขอนแก่นเป็นตัวอย่าง

คอลัมน์ กัปตันทีม ตอนนี้ นอกจากจะคุยกับกมลพงศ์ในฐานะประธานหอการค้าที่ทำงานเรื่องเมืองแล้ว เราสนใจวิธีคิดการบริหารองค์กรและคนของเขาในอีกบทบาทหนึ่ง อย่างการเป็นทายาทธุรกิจเก่าแก่ในขอนแก่น และเป็นผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท โตโยต้าขอนแก่น ผู้จำหน่ายโตโยต้า จำกัด

ซึ่งประวัติเขาสนุกมาก เราขอใช้เวลาสั้นๆ นี้เล่าให้ฟัง

กมลพงศ์เป็นหลานชายคนโตของ ชวน คุณวาสี พ่อค้าชาวอีสานเชื้อสายจีน ที่เริ่มต้นทำธุรกิจนำเข้าจักรเย็บผ้าจากญี่ปุ่น และเป็นดีลเลอร์รายแรกที่นำเข้ารถยนต์โตโยต้าเข้ามาในประเทศเมื่อ พ.ศ. 2499 ในชื่อ ‘สกลภัณฑพินิจ’ ตามชื่อหลวงสกลภัณฑพินิจ บรรพบุรุษผู้เป็นนายอากรบ่อนเบี้ยที่จังหวัดอุดรธานี ซึ่งภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็น โตโยต้าขอนแก่น

หลังเรียนจบปริญญาตรีจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ และปริญญาโทจากคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กมลพงศ์ผู้สนใจงานด้านนโยบายการเงินและการคลัง ตัดสินใจเดินทางไปเรียนต่อด้านวิศวกรรมการเงิน หรือ Financial Engineering ที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ (University of California, Berkeley) ซึ่งเป็นวิชาแขนงใหม่ในยุคนั้น หลังโลกเจอวิกฤตและการโจมตีของค่าเงินที่ดุเดือด หลังเรียนจบ กมลพงศ์เริ่มทำงานด้าน Equity Research ที่ Bear Stearns ซึ่งเป็น Investment Bank อันดับ 8 ของอเมริกาในตอนนั้น ก่อนกลับมาช่วยงานครอบครัวที่ขอนแก่น เปลี่ยนจากคนขายรถเป็นคนแก้ปัญหาเพื่อขับเคลื่อนชีวิต

กับเรื่องเมือง กมลพงศ์ก็ทำเต็มที่ ขอเชิญพบกับนักขับเคลื่อนตัวจริงเสียงจริง

อะไรคือลักษณะพิเศษของชาวขอนแก่น ที่ทำให้พวกคุณทำงานด้านการพัฒนาเมืองได้เป็นรูปธรรมที่สุด

ขอนแก่นไม่ได้เกิดที่รุ่นผม แต่เกิดมาก่อนนานแล้ว แค่มาตกผลึกที่รุ่นนี้ จริงๆ คนรุ่นเราเหมือนมดงาน ที่ผ่านมามีการพูดถึงเรื่องเมืองในวงกาแฟอยู่แล้ว และเวลาที่เมืองขอนแก่นเกิดเรื่องอะไร เราทุกคนจะมารวมตัวช่วยกัน โดยคิดถึงผลประโยชน์ของเมืองเป็นสำคัญ เหมือนทุกคนฝากความหวังไว้ที่นี่

อะไรคือที่มาของการรวมทุนจดทะเบียนบริษัทขอนแก่นพัฒนาเมือง

เดิมที่ระบบบริหารเมืองทุกอย่างมาจากศูนย์กลางคือกรุงเทพฯ เวลาที่คนท้องถิ่นคิดจะทำโครงการอะไรขึ้นมา มักจะมีเรื่องงบประมาณเป็นปัจจัยที่ทำให้สิ่งนั้นไม่เกิดขึ้นหรือสำเร็จได้จริง เช่น เมื่อเมืองอยากเริ่มจะทำอะไรใหม่ จะต้องมีการทำวิจัยซึ่งใช้งบประมาณก้อนใหญ่ แต่เมื่อถึงเวลานำไปต่อยอดทำงานจริงกลับติดปัญหาเรื่องงบประมาณ เวลาผ่านไปสี่ห้าปี มีคนอยากรื้อโครงการมาทำใหม่ ก็เสียเวลาและงบประมาณกับการทำวิจัยครั้งใหม่ จนตอนนี้เรามีงานวิจัยเต็มตู้ไปหมด แต่ไม่มีอะไรใหม่เกิดขึ้นในจังหวัดเลย

เริ่มอย่างไร

ขอนแก่นพัฒนาเมือง เป็นการรวมตัวของคนรุ่นใหม่ที่อยากทำเพื่อบ้านเกิดสามสิบถึงสี่สิบคน รวมตัวเพื่อคุยกันว่าอยากทำอะไรให้เมืองบ้าง จนได้โครงการกว่าสามสิบโครงการ ก่อนสรุปสองโครงการที่ต้องทำก่อน โครงการแรก คือศูนย์ประชุม เราเป็นเมืองใหญ่หนึ่งในห้าของประเทศ

แต่ที่ผ่านมา นอกจากศูนย์ประชุมของมหาวิทยาลัย ขอนแก่นยังไม่เคยมีศูนย์ประชุมสำหรับจัดงานโดยเฉพาะมาก่อน ซึ่งพอออกข่าวไป ก็มีเอกชนสนใจ เกิดเป็นศูนย์ประชุมนานาชาติขอนแก่น แม้เราจะไม่ได้เป็นเจ้าของก็ไม่เป็นไร ขอเพียงแค่ให้เมืองเรามี โครงการที่สอง คือระบบขนส่งมวลชนในจังหวัด LRT หรือรถไฟรางเบา

แล้วเราจะแก้ปัญหางบประมาณที่มีอยู่อย่างไร

เราต้องสร้างกระเป๋าเงินของเมืองขึ้นมา ด้วยการระดมทุนผ่านตลาดหลักทรัพย์ นั่นคือ กองทุนโครงสร้างพื้นฐานจังหวัด โดยมีข้อจำกัดเรื่องขนาดของโครงการที่ทำ จำเป็นต้องเป็นโครงการที่เกี่ยวข้องกับระบบใหญ่ๆ อย่างโครงสร้างพื้นฐานของเมือง ซึ่งก็เหลือระบบขนส่งมวลชนแบบรางที่ยังไม่มีเจ้าของ

ระบบขนส่งมวลชนแบบรางสำคัญกับการพัฒนาเมืองอย่างไร

ต้นทุนการใช้ชีวิตหรือค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันของคน ประกอบด้วยค่าที่อยู่อาศัยและค่าเดินทาง ถ้ารวมกันแล้วมีจำนวนมากกว่าครึ่งหนึ่งของรายได้ เราก็ไม่มีทางมีเงินเหลือเก็บ ซึ่งในต่างประเทศ เรื่องนี้ถือเป็นงานของรัฐบาลที่จะทำให้เมืองมีระบบขนส่งมวลชนที่ดี มีบ้านในราคาที่เหมาะสม เพื่อให้ค่าใช้จ่ายต่อหัวกว่าห้าสิบเปอร์เซ็นต์เกิดขึ้นในระบบเศรษฐกิจ ซึ่งเราอยากทำตรงนี้ เราอยากลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางให้ประชาชน

เรียนรู้อะไร จากการทำ ‘ขอนแก่นซิตี้บัส’ มาก่อน

เราทำขอนแก่นซิตี้บัส เพื่อแก้ปัญหาการใช้ขนส่งมวลชนของผู้คน และสร้างความปลอดภัยจากการใช้รถสาธารณะในช่วงเวลาเร่งด่วน เช่น เมื่อรู้ว่าคนไม่ใช้ขนส่งมวลชนเพราะไม่รู้ว่ารถจะมาเมื่อไหร่ เราก็ทำแอปพลิเคชัน อากาศร้อนและมีฝนตก เราก็ติดแอร์ที่รอรถ หรือหากกลัวโจรกรรม เราก็ติดกล้องวงจรปิด ซึ่งตลอดสามปีที่ผ่านมา เก้าสิบเปอร์เซ็นต์ของรถที่หายนั้นได้คืนเพราะกล้องตัวนี้ รวมถึงสร้างมาตรฐานงานบริการ คนขับรถของเราจะแต่งตัวเรียบร้อย มีเงินเดือนหมื่นห้าพันบาท สร้างความภูมิใจทำให้เขาเคารพและรักในหน้าที่

ดังนั้น กลุ่มคนแรกๆ ที่เราไปคุยตอนคิดจะทำ LRT ไม่ใช่หน่วยราชการ แต่เป็นผู้ประกอบการรถสองแถว เพราะได้รับผลกระทบที่สุด ไปเพื่อบอกว่าเราทุกคนจะได้อะไร เมืองจะได้อะไร ถ้าไม่ทำ ปล่อยให้เมืองพัฒนาไปแบบไร้ทิศทาง เศรษฐกิจโดยรวมอาจจะดี มีคนหรือองค์กรจากส่วนกลางมาลงทุน แต่เมื่อใช้ทรัพยากรแล้วก็จะขนเงินกลับไป ไม่เกิดการพัฒนาในท้องถิ่นจริงๆ เราต่อต้านโลกาภิวัตน์ไม่ได้ แต่ถ้าเราร่วมมือกัน โตไปด้วยกัน เมืองก็จะเติบโต

มีแนวทางขอความร่วมมือจากคนที่มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างไร

ชวนเขาคิดตามว่า สมมติทุกวันต้องขับรถสองแถวระยะทางสองร้อยกิโลเมตร ได้เงินร้อยบาท แต่ถ้าเปลี่ยนจากเดินรถตลอดสาย มาเป็นรับส่งจากย่านชุมชนถึงสถานีรถไฟฟ้า เท่ากับว่าระยะทางที่ขับรถจริงสั้นลง แต่ได้เงินเท่าเดิม แล้วขอให้ลองดู แสดงความจริงใจระหว่างกัน 

เวลากว่าแปดสิบเปอร์เซ็นต์ในการทำขอนแก่นพัฒนาเมืองจึงไม่ใช่ทำรถไฟฟ้า แต่เป็นการออกไปคุย ทั้งขอความรู้และให้ความรู้ สำคัญคือการสื่อสารในทุกระดับ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน ในกลุ่มคนที่ช่วงวัยและความเข้าใจปัญหาแตกต่างกัน ไปจนถึงผู้ใหญ่ของเมืองที่อยู่ในกลุ่มยี่สิบสี่องค์กรจีน ซึ่งขอนแก่นมีวิธีแก้ปัญหาการทำงานที่เกิดจากช่องว่างระหว่างวัย ได้แก่ การเตรียมพร้อมคนรุ่นใหม่มาสานต่อสิ่งที่รุ่นเก่าทำซึ่งเกิดขึ้นตลอด โดยที่ผมมีหน้าที่อำนวยความสะดวก พาทุกคนไปถึงจุดหมาย

อะไรคือหลักการทำงานของขอนแก่นพัฒนาเมือง

หนึ่ง เป็นการลงทุนที่ไม่มีเงินปันผล กำไรที่เกิดขึ้นจะนำไปใช้ทำโครงการอื่นๆ ต่อไป สอง หากใครคิดจะลงสนามการเมือง จะต้องถอดหุ้นที่มีออกไปทั้งหมด สาม ความเป็นเจ้าของ เจ้าของรถไฟรางเบาไม่ใช่ขอนแก่นพัฒนาเมือง แต่เป็นเทศบาลห้าเทศบาลที่รถไฟวิ่งผ่าน 

และการเริ่มโครงการรถไฟรางเบาเป็นแค่ขาหนึ่ง จริงๆ เราต้องการปลูกฝังหรือทำให้เห็นการเคลื่อนไหวของเมือง ไม่ใช่แค่แก้ปัญหารถติด แต่แก้เรื่องเชิงโครงสร้าง ซึ่งหากทำสำเร็จ ก็เท่ากับว่าเมืองที่พึ่งพาตัวเองได้จะพัฒนาได้ สร้างแรงบันดาลใจให้เมืองอื่นๆ เรื่องนี้ทำคนเดียวไม่ได้ ต้องรวมคนที่เชื่อเหมือนกันมาไว้ด้วยกัน ซึ่งไม่เพียงดึงดูดชาวขอนแก่นเท่านั้น คนตัวเล็กๆ ที่ทำงานแก้ปัญหาเรื่องเมืองตามที่ต่างๆ ก็มาช่วยกัน เช่น MAYDAY! กลุ่มนักออกแบบที่ลุกขึ้นมาแก้ปัญหารถสาธารณะ และกลุ่มเอกชนที่มาลงทุนติดตั้งเสาไฟระบบ ioT และอื่นๆ เพื่อทดลองทำ Smart City กับเมือง

แต่ธุรกิจหลักของคุณคือขายรถยนต์ ที่ผ่านมารถยนต์ขายดีเพราะระบบขนส่งมวลชนไม่ดี ถ้าระบบขนส่งมวลชนดี คุณจะขายรถได้น้อยลงจริงไหม

จะคิดอย่างนั้นก็ได้ ถ้าเราคิดว่าเค้กมีเท่านี้ จริงๆ แล้ว ถ้าเมืองเราน่าอยู่และเติบโตดี ก้อนเค้กก็จะขยายใหญ่ขึ้น ถ้าธุรกิจเราเติบโต แต่ชุมชนไม่โตตามเราก็ไม่มีทางอยู่ได้ ผมคิดเสมอว่าถ้าเมืองดี โอกาสที่ดีอื่นๆ ก็จะตามมา

คุณเรียนรู้อะไรจากงานขายรถ

ช่วงกลับมาทำงานที่บ้าน ตอนแรกคิดว่าจะได้นั่งขายรถอยู่ในโชว์รูมเท่ๆ แต่พ่อให้มาดูแลฝ่ายบริการหลังการขาย ท่านบอกว่านี่คือหัวใจของธุรกิจ ในโชว์รูมขายรถ ลูกค้ามาเพื่อซื้อรถเขาจะอารมณ์ดีและมีความสุข แต่ที่แผนกบริการ ลูกค้ามาเพื่อซ่อม เขากำลังกลุ้มใจเพราะรถเสีย ถ้าเราดูแลและสร้างความประทับใจได้ ลูกค้าจะกลับมาหาเราอีกครั้ง 

พ่อเป็นคนที่ให้ความสำคัญกับงานช่างมากๆ ท่านทำแผนกฝึกอบรมมาสามสิบปี ทำให้โตโยต้าขอนแก่นเป็นดีลเลอร์ขายรถเจ้าแรกที่มีแผนกฝึกอบรมช่างจริงจัง เริ่มจากเป็นพาร์ตเนอร์กับโรงเรียนสายอาชีพสร้างช่างฝีมือปีละห้าสิบคน ให้ทำงานกับเราในสิบสามสาขา ทั้งที่ขอนแก่น เลย และบุรีรัมย์

อะไรคือสิ่งที่โตโยต้าขอนแก่นแตกต่างจากคนอื่น

ไม่ใช่แค่ขายรถใหม่ แต่ให้บริการตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ ตั้งแต่ทำเรื่องไฟแนนซ์ ดูแลประกันภัย พาไปตีราคารถเก่า เพื่อหาเงินดาวน์คันใหม่ อำนวยความสะดวก สร้างบรรยากาศให้ลูกค้าแวะมาที่โชว์รูมบ่อยๆ ด้วยการยกเว้นค่าธรรมเนียมลูกค้าที่มาจ่ายค่างวด ทำให้เจอลูกค้าทุกเดือน แทนที่จะเจอแค่ปีละสองครั้ง คือวันที่เอารถมาเช็กกับวันที่เอารถมาซ่อมสี เมื่อได้พูดคุยก็รู้ความต้องการของลูกค้า เกิดการต่อยอดเป็นธุรกิจใหม่ๆ เช่น เราทำระบบดิจิทัลสำหรับการบริหารงาน ซึ่งทางโตโยต้ามอเตอร์ประเทศไทย ชอบมาก จนได้กลายเป็นทีมเขียนโปรแกรมให้ทั้งบริษัท 

เรามีโรงเรียนสร้างช่างอีสานมืออาชีพ รับเป็นที่ปรึกษาธุรกิจเกี่ยวกับซ่อมบำรุงรถยนต์แก่บริษัทใหญ่ทั้งในและต่างประเทศ 

ทั้งๆ ที่ประเทศเรามีชื่อเสียงเรื่องอุตสาหกรรมยานยนต์ แต่ก็ไม่มีที่ไหนทำโรงเรียนช่างเป็นของตัวเอง

ใช่ครับ ไม่มีใครคิดจะทำ เพราะใช้เงินลงทุนสูงมากในช่วงแรก

ในฐานะผู้บริหารโตโยต้าขอนแก่น อะไรคือเป้าหมายในการทำงานของคุณ

ผมมีความฝันอยากสร้างและพาเด็กอีสานไปเวทีโลก ซึ่งจริงๆ อีสานมีประชากรประมาณหนึ่งในสามของประเทศ เมื่อมีพื้นที่แสดงความสามารถน้อย เขาเลยต้องไปหางานที่อื่น ช่วงที่ผมเดินทางไปดูงานที่ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และออสเตรเลีย เห็นว่าช่างเขาเท่มากๆ เขาไม่เรียกตัวเองว่าช่างเทคนิค แต่มองว่าตัวเองเป็นวิศวกรรมผู้เชี่ยวชาญ ดูแลระบบและเครื่องยนต์ เราก็ยิ่งอยากสร้างคนแบบนั้น 

ผมเชื่อว่าทักษะเหล่านี้สำคัญต่อการสร้างชาติ ประเทศเรามีคนอยู่ในสายบริหารธุรกิจเยอะแล้ว แต่สำหรับสายการผลิต โดยเฉพาะการผลิตที่ต้องการความคิดสร้างสรรค์มาสร้างมูลค่าเพิ่ม เพื่อหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง คนสายอาชีพนี่แหละที่จะขับเคลื่อนประเทศ

หลังจากใช้ถึงเวลา 5 ปี สร้างโรงเรียนสำหรับช่างฝีมือชาวอีสาน ในที่สุดก็ได้ส่งเด็กอีสานไปยืนในเวทีโลกตามฝัน

ปีที่ผ่านมา เราส่งเด็กไปแข่งขันสาขาเทคโนโลยียานยนต์ ในสนามการแข่งขันฝีมือแรงงานนานาชาติ ที่เมืองคาซาน สหพันธรัฐรัสเซีย (World Skills Kazan 2019) ยิ่งใหญ่ระดับเดียวกับมหกรรมกีฬาโอลิมปิกของชาวช่าง ซึ่งมีตั้งแต่ช่างซ่อม ช่างยนต์ ช่างสี ก่อสร้าง รวมทุกๆ ทักษะฝีมือ 

สำหรับการแข่งขันปี 2020 จัดขึ้นที่ประเทศจีน เราส่งเด็กเข้าแข่งขันเพิ่มอีกสองสาขา ได้แก่ ช่างสีรถยนต์ และช่างเครื่องหรือช่างเคาะตัวถัง ซึ่งก่อนหน้านี้ ไทยไม่เคยมีเครื่องนี้มาก่อน ผมไปเจอแท่นดึงถังนี้ตอนดูงานที่อเมริกา ก่อนจะถามไปทางโตโยต้าจนได้เจอบริษัทที่นำเข้าเครื่อง จึงทำงานด้วยกันโดยมีจุดประสงค์เพื่อฝึกอบรมทักษะฝีมือ ก่อนต่อยอดเป็นธุรกิจที่ปรึกษา ความสำคัญคือ เวลาที่รถชนจนบุบ ช่างจะใช้เครื่องดึงส่วนที่บุบนั้นออกมา ช่วยลดเวลาการซ่อมลงจากสามเดือนเหลือเพียงหนึ่งเดือน 

อนาคตของธุรกิจรถยนต์ส่งผลต่อการบริหารงานอย่างไร

คุณอาคิโอะ โทโยดะ (Akio Toyoda) เจ้าของโตโยต้า บอกว่า การใช้รถยนต์ในอนาคตจะเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิงจากสี่ปัจจัย ได้แก่ CASE โดย C มาจาก Connected หรือการเชื่อมต่อกันระหว่างรถแต่ละคันด้วยระบบ 5G A มาจาก Autonomous หรือระบบไร้คนขับ S มาจาก Sharing และ E มาจาก Electrification หรือรถยนต์ไฟฟ้า เมื่ออุปกรณ์เครื่องภายในไม่ใช้น้ำมัน ค่าบำรุงรักษาก็จะถูกลง และทำให้รถวิ่งได้ระยะทางไกลขึ้น

และจากการสำรวจความคุ้มค่าในการใช้งานรถยนต์หนึ่งคัน พบว่าส่วนใหญ่ใช้งานไม่ถึงสิบเปอร์เซ็นต์ของประสิทธิภาพรถที่มี และหมดเก้าสิบเปอร์เซ็นต์นั้นไปกับการจอดไว้ในที่ทำงานและที่บ้าน มีโอกาสที่คนจะเช่าใช้มากกว่าซื้อใช้ รถคันหนึ่งให้บริการคนได้สิบคน เท่ากับว่ารถยนต์จะหายไปจากตลาดเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ ผมจึงบอกทีมงานเสมอว่า ถ้าเรามัวแต่ขายรถ เราตายแน่ๆ เพราะในอนาคตคนจะเป็นเพียงผู้ใช้ไม่ใช่เจ้าของ

ถ้าไม่ให้ขายรถ แล้วจะให้ไปทำอะไร

โตโยต้าเองก็เปลี่ยนตัวเอง จากผู้ผลิตรถยนต์เป็นองค์กรแห่งการขับเคลื่อน 

เราก็เช่นกัน เราเปลี่ยนตัวเองจากคนขายรถเป็นนักแก้ปัญหาการเคลื่อนที่ของผู้คน นั่นคือ เราเชื่อว่าในชีวิตของคนยังต้องมีการเคลื่อนที่ เคลื่อนไหว รับส่งคน รับส่งของ เพียงแต่ไม่ได้อยู่ในรูปแบบการเป็นเจ้าของรถอีกต่อไป เราต้องทำให้พนักงานมองเห็นภาพที่เรากำลังจะไปเป็นภาพเดียวกัน

เช่น

เกษตรกรที่อำเภอกระนวน อยากจะส่งแตงโมมาขายที่ตลาดเมืองขอนแก่น มีความจำเป็นต้องใช้รถ โจทย์คือเราจะเสนอวิธีขนส่งแตงโมมาขายในราคาที่ถูก ตรงเวลา และปลอดภัยกว่าเดิม โดยที่เกษตรกรไม่จำเป็นต้องซื้อรถได้อย่างไร ขนส่งมวลชนก็เช่นกัน การมาถึงของรถไฟฟ้า เราจะช่วยออกแบบวิธีการขนส่งผู้โดยสารจากสถานีไปชุมชนย่อย และจากชุมชนย่อยถึงบ้านอย่างไร 

อีกตัวอย่าง โรงงานน้ำแข็งต้องการลงทุนทำรถขนส่งห้าสิบคัน ใช้เงินหนึ่งแสนบาทดัดแปลงช่วงล่าง และอีกหนึ่งแสนบาทสำหรับต่อเติมตู้บรรทุกน้ำแข็ง ถ้าเขามีรถห้าสิบคัน เขาต้องมีเงินสิบล้านบาท ยังไม่รวมเงินดาวน์รถ

งานของเราได้แก่ ออกแบบวิธีเช่าใช้ พูดคุยกับโตโยต้า ลีสซิ่ง เรื่องการเสริมเพลา ซึ่งหากลูกค้าไปดัดแปลงเองประกันจะไม่ครอบคลุมค่าใช้จ่าย จากนั้นเชิญโตโยต้ามาคุย บอกให้เห็นความสำคัญของการปรับตัวนี้จนเขายอมรับ และช่วยดูแลประกันให้ ลูกค้าก็ได้รถใหม่โดยจ่ายเป็นค่าเช่าแทน และจากเดิมที่ต้องขนส่งน้ำแข็งสามรอบต่อวัน เหลือเพียงสองรอบ ประหยัดค่าน้ำมันวันละหกร้อยบาท หรือเดือนละหมื่นแปดพันบาท เป็นโครงการแรกที่โตโยต้าทำให้ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีที่มาจากทีมงานเราเจออินไซด์ของปัญหาจริงๆ

ทั้งๆ ที่ยากกว่าการขายรถให้ได้มากๆ ทำไมยังเลือกทำ

จะเห็นว่าไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจแบ่งปันหรือการตอบสนองความต้องการ ถ้าเราทำได้ เราก็จะอยู่รอดในธุรกิจนี้ได้ จริงๆ ก็เชื่อมโยงกับที่เราทำงานเรื่องเมือง ทั้งนี้ ผมทำคนเดียวไม่ได้ แต่ต้องทำให้ทุกคนเห็นภาพปลายทางเป็นภาพเดียวกัน รวมกันเป็นพลังขับเคลื่อน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องบริษัทหรือเมือง

ในวันนี้ ถ้าถามว่าโตโยต้าขอนแก่นเป็นอะไรสำหรับเมืองนี้ คุณจะบอกว่า

เป็นอะไรก็ได้ เป็นองค์กรแห่งการขับเคลื่อน เป็นธุรกิจที่สนับสนุนการเคลื่อนที่ของผู้คน เป็นธุรกิจโรงเรียน เป็นธุรกิจฝึกอบรมที่สร้างงานสร้างอาชีพ เป็นธุรกิจที่ทำงานด้านการพัฒนาเมืองขอนแก่นหรือจังหวัดอื่นๆ ทั้งหมดนี้อยู่ภายใต้การทำเพื่อคนอีสาน อย่างเข้าใจคนอีสาน เพราะอยากเห็นคนอีสานในเวทีโลก สร้างโอกาสที่นี่ สร้างบรรยากาศให้คนกลับมาอยู่ที่บ้านเกิด โดยเราตั้งใจจะสื่อสารสิ่งที่ทำผ่านแบรนด์ SKP ย่อมาจากชื่อเต็มของหลวงสกลภัณฑพินิจ ผู้เป็นพ่อของอากง

คุณเป็นผู้บริหารสไตล์ไหน

เป็น Facilitator ที่จะคอยอำนวยความสะดวกให้แก่ทุกคน เมื่อสองปีก่อน ตอนที่ผู้ใหญ่มอบหมายให้เป็นประธานหอการค้าจังหวัดขอนแก่น ซึ่งประกอบไปด้วยคนที่มีอายุและประสบการณ์มากกว่าผม ผมบอกทุกคนว่า ผมไม่ได้มาเพื่อนำ แต่จะมาเพื่อรับฟังและอำนวยความสะดวกแก่ทุกคน

ส่วนที่บริษัทผมใช้วิธี OKR มาจาก Objective and Key Results นั่นคือบอกจุดหมายปลายทาง เปิดโอกาสให้ทีมเสนอวิธีการจากข้อมูลที่มี เพื่อไปถึงเป้าหมายอย่างเหมาะสมและไร้ข้อจำกัด นั่นคือเป็นผู้สนับสนุนให้คนเดินทางไปสู่จุดหมายของเขาอย่างมีประสิทธิภาพและมีความสุข

เหมือนที่อยู่ๆ พนักงานโตโยต้าขอนแก่นทุกคนก็ลุกขึ้นมาจัดคอนเสิร์ต 

เริ่มจากสามปีที่แล้ว เราทำเพลงครบรอบหกสิบปีโตโยต้าขอนแก่น ตอนนั้นอยากจัดคอนเสิร์ตแต่ไม่มีโอกาส พอได้มารู้จักพี่บี๋ (ปรารถนา จริยวิลาศกุล) ผู้จัดคอนเสิร์ต Love Is Hear ระดมทุนเพื่อเด็กหูหนวก ก็ปรึกษาความเป็นไปได้ที่จะจัดงานนี้ที่ขอนแก่น หลังจากนั้นงานก็ใหญ่ขึ้น จากพี่นภ พรชำนิ เริ่มมี BNK48, Friday, เป๊ก ผลิตโชค, Tattoo Color, ว่าน ธนกฤต, ไอซ์ พาริส และแพรวา ณิชาภัทร รู้จักใครก็ชวนมา พิเศษมากๆ

เราได้น้องฟ้าใส เด็กหูหนวกคนแรกที่ได้ทุนผ่าตัดประสาทหูเทียมเมื่อยี่สิบปีที่แล้ว จากมูลนิธิอนุเคราะห์คนหูหนวกในพระบรมราชินูปถัมภ์ ซึ่งเป็นเด็กขอนแก่น ตอนนี้เรียนอยู่ปีสองคณะวิทยาศาสตร์ ด้านนาโนฟิสิกส์ ขึ้นมาร้องเพลง ฤดูที่แตกต่าง โดยคอนเซปต์ของคอนเสิร์ตครั้งนี้ เราไม่ได้ขายความน่าสงสาร แต่เปิดโอกาสให้น้องๆ ได้มาโชว์ร้องเต้น เล่นโขน ความสามารถพิเศษ แทนที่เราจะอิ่มใจที่ได้มอบความสุขให้น้องๆ ผู้จัดและคนดูกลับได้รับแรงบันดาลใจมากมายจากพวกเขาแทน

อะไรคือสิ่งที่ชาวโตโยต้าขอนแก่นได้เรียนรู้จากการจัดคอนเสิร์ตร่วมกัน

จากกระบวนการทำงาน ชาวโตโยต้าขอนแก่น แบ่งหน้าที่กันเป็นผู้จัดการดารา ผู้จัดการคิว ทำทุกอย่างที่คอนเสิร์ตต้องมี โดยไม่มีออร์แกไนเซอร์มาช่วย สุดท้ายคือการสร้างทีม ไม่ใช่แค่การขายรถ แต่ยกระดับจิตใจของทุกคนขึ้นมา ผมเชื่อในพลังที่ได้รับจากการทำอะไรเพื่อคนอื่น ซึ่งจะฝังอยู่ในหัวใจคนคนนั้น ผ่านไปครึ่งปีแล้วก็ยังจำความรู้สึกตอนนั้นได้ดี สำคัญคือ ตราบใดที่องค์กรมีบรรยากาศแบบนี้ ไม่ว่าเรื่องที่ทำจะยากแค่ไหนก็สำเร็จได้

ซึ่งคุณใช้วิธีคิดนี้กับช่วง COVID-19 ด้วย

หลังจากเฝ้าระวังสถานการณ์โรคระบาดมาตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ พวกเราที่ทำงานให้เมือง ทั้งภาครัฐ เอกชน ประชาชน สาธารณสุข และการศึกษา มารวมตัวกัน โดยผมใช้หลักการเดียวกับตอนที่ทำคอนเสิร์ตเลย เพราะตอนนั้นจะไปของบประมาณอะไรก็คงไม่ทัน มันปัจจุบันทันด่วนมากๆ

เราคุยกันว่าใครมีอะไร ถนัดอะไรก็ให้เอามากองรวมกัน การทำงานครั้งนั้น ทำให้ได้เจอเด็กอีสานเก่งๆ ที่กลับบ้านมาช่วง COVID-19 เยอะมาก พวกเราทำโปรแกรม ‘Khonkaen Stop COVID-19’ ให้ความรู้และเฝ้าติดตาม ทำสมาร์ทโรงทาน แจ้งจุดช่วยเหลือ ทำสมาร์ทพุ่มพวง พาตลาดไปถึงบ้านคน ด้วยการต่อยอดแอปพลิเคชันของขอนแก่นซิตี้บัส เกิดนวัตกรรมสังคมโดยไม่คิดถึงงบประมาณ

สุดท้ายนี้ถ้าเปรียบขอนแก่นเป็นสนามฟุตบอล คุณเป็นใครในเกมนี้ 

ผมคงเป็นคนเสิร์ฟน้ำ ที่คอยมองทุกคนจากขอบสนาม ช่วยโค้ชซึ่งได้แก่ท่านผู้ว่าฯ มองจุดเล็กๆ ที่คนอาจจะไม่ทันมองเห็น แล้วคอยแนะนำผู้เล่นที่มีแววให้ทีม คอยอำนวยความสะดวกให้ทุกคนเล่น หรือแสดงบทบาทของตัวเองที่ถนัดอย่างเต็มที่


10 Questions answered by President of The Khon Kaen Chamber of Commerce and Assistant Managing Director of Toyota Khon Kaen

  1. ย่านโปรดในขอนแก่น : ถนนศรีจันทร์
  2. เส้นทางเที่ยวชมเมืองที่คุณอยากแนะนำ : ลองขึ้นรถขอนแก่นซิตี้บัส ซึ่งเริ่มจากที่นี่ เลี้ยวไปวัดหนองแวง แวะบึงแก่นนคร ดูเจดีย์ 9 ชั้น จากนั้นผ่านถนนศรีจันทร์ ผ่านตลาดศรีเมืองทอง จากนั้นไปที่ บขส.1 ดูสถานที่ราชการแล้วออกมาที่ประตูเมือง จะผ่านมหาวิทยาลัยขอนแก่น ไปสนามบินก็ทำได้
  3. โปรเจกต์พัฒนาเมืองในฝันแบบที่ไม่มีตัวเลขมากำหนด จะมีหน้าตาหรือออกมาเป็นอย่างไร : เมืองที่ทุกคนเดินทางได้อย่าง สะดวก ปลอดภัย มีต้นทุนการเดินทางที่ต่ำ และไปถึงจุดหมายอย่างอิสระและมีความสุข
  4. ทริปการเดินทางที่เปลี่ยนชีวิต : การไปเรียนต่อที่สหรัฐอเมริกา ช่วง ค.ศ. 2001 – 2003
  5. หนังสือเล่มที่เปลี่ยนชีวิต : Start with Why ของไซมอน ซิเนค (Simon Sinek)
  6. เรื่องใหม่ล่าสุดที่เรียนรู้ : เมื่อก่อนผมคิดว่าทุกอย่างต้องมีงบเป็นที่ตั้ง ถ้าไม่มี ทำไม่ได้ การจัดคอนเสิร์ต Love Is Hear พิสูจน์ให้ผมเห็นว่า จริงๆ แล้วทำได้
  7. คุณชอบทำงานกับคนแบบไหน : คนที่ไม่จำเป็นต้องคิดเห็นตรงกันแต่เปิดใจรับฟัง คนที่ไม่ดูถูกความคิดของคนอื่น
  8. คำพูดติดปาก : ลองดู 
  9. หากต้องขึ้นเวทีกล่าวสุนทรพจน์ในวันปัจฉิมนิเทศนักศึกษาจบใหม่ คุณจะบอกอะไรพวกเขา : ในโลกความเป็นจริง ความรู้เพียงด้านเดียวไม่ทำให้แก้ปัญหาได้ แต่ต้องอาศัยความร่วมมือและพหุวิทยาการหรือศาสตร์หลายด้านในการแก้ไขปัญหา และถ้าเราร่วมมือกันได้ ไม่ว่าปัญหานั้นคืออะไร เราก็จะผ่านไปได้
  10. คุณไปแข่งรายการแฟนพันธุ์แท้ จะแข่งตอนไหนได้บ้าง : ทีมเชลซี

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

กัปตันทีม

บทสนทนานอกตำราวิชาการจัดการและแนวคิดในการทำงานของผู้บริหารองค์กร

การทำงานกับหลายจังหวัดทำให้ The Cloud สังเกตเห็นความจริงข้อหนึ่ง แต่ละจังหวัดมักมีคนขับเคลื่อนด้านต่าง ๆ หรือที่เราเรียกกันเองในกองบรรณาธิการว่า ‘พ่อเมือง-แม่เมือง’ โดยมากเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่กลับมาพัฒนาอำเภอบ้านเกิดให้ดีและสนุก เป็นบุคคลที่รู้จักและรักในจังหวัดเป็นชีวิตจิตใจ 

การมาขอนแก่นครั้งนี้ก็เหมือนกัน พิเศษขึ้นตรงที่ขอนแก่นไม่ได้มีแค่คนกลุ่มที่ว่า แต่ยังมีการรวมตัวของนักธุรกิจ ไม่ใช่แค่ 1 หรือ 2 แต่มากถึง 20 บริษัท เกิดเป็นบริษัท ขอนแก่นพัฒนาเมือง (เคเคทีที) จำกัด ที่ร่วมลงทุนพัฒนาจังหวัดโดยเริ่มจากการคมนาคมรถไฟฟ้ารางเบา จนเป็นต้นแบบ ‘ขอนแก่นโมเดล’ ที่ภาคเอกชนและท้องถิ่นเข้ามามีบทบาทอย่างจริงจัง

หนึ่งใน 20 รายชื่อนั้นคือ บริษัท ช ทวี จำกัด (มหาชน) ภายใต้การบริหารของ คุณสุรเดช ทวีแสงสกุลไทย ทายาทรุ่นสองคนสุดท้องที่เข้ามารับช่วงกิจการครอบครัวที่เริ่มจากโรงสีของอากง ตัวแทนจำหน่ายรถบรรทุกของป๊า ก่อนต่อยอดมาให้บริการออกแบบ ผลิต ประกอบ ติดตั้งระบบวิศวกรรมตัวถัง พัฒนานวัตกรรมอีกมากมาย จนครองตลาดรถลำเลียงอาหารขึ้นเครื่องบินในทวีปเอเชีย และอยู่คู่เมืองขอนแก่นมานานกว่า 50 ปี

ในบรรดาพี่น้อง 11 คน เขาคือคนที่เลือกสานต่อโรงงานแห่งนี้

นอกจากฝีมือการบริหารที่เก่งกาจ วิสัยทัศน์ที่เฉียบขาด และสไตล์การทำงานแบบลงมือทำ ชีวิตของคุณสุรเดชยังมันสุด ๆ ไม่ต่างจากออฟฟิศส่วนตัวของเขา ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นบ้านของครอบครัวที่ลูกสาวทั้งสี่เติบโตมา 

ด้านหนึ่งเป็นครัวทำอาหารที่มีเครื่องไม้เครื่องมือพร้อมสรรพ ตรงกลางเป็นโต๊ะทำงานขนาดใหญ่ ส่วนด้านหลังมีอุปกรณ์เครื่องมือช่างแขวนไว้มากมาย ถ้าไม่อยู่ในบ้านต้องเข้าใจผิดว่าเป็นโรงรถ เขาทำเฟอร์นิเจอร์เองเกือบทั้งหมด ส่วนใหญ่ดัดแปลงจากอะไหล่รถอย่างโต๊ะจากล้อแม็ก หรือโคมไฟจากพวงมาลัยที่มีก้านไฟเลี้ยวเป็นสวิตช์เปิดปิด

ถ้าให้เล่าประวัติสั้น ๆ คุณสุรเดชย้ายโรงเรียน 7 ครั้ง แล้วจึงไปเรียนต่อระดับมหาวิทยาลัยที่ญี่ปุ่น เข้าบริหาร ช ทวี ก่อนวิกฤต พ.ศ. 2540 ถึงพาบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ จนเจอกับวิกฤตอีกครั้งใน พ.ศ. 2563 

การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้เขาหันกลับมาพิจารณาธุรกิจที่มี พร้อมเตรียมตัวถูกแทรกแซงในอนาคตด้วยการเข้าระดมทุนในตลาดหุ้น Nasdaq ที่สหรัฐอเมริกา วางแผนปรับเปลี่ยนบริษัทให้เป็น Tech Company ที่สนใจ 3 เรื่อง คือ การออกโทเคน KGO การทำ NFT (Non-Fungible Token) และ Metaverse พัฒนาพนักงานให้โตเท่าทันความเปลี่ยนแปลง ขณะเดียวกันก็มุ่งพัฒนาเมืองขอนแก่นที่เขารักไปด้วย

ชั้นสองของออฟฟิศทำเป็นเหมืองขุดบิตคอยน์ ด้านข้างเป็นแปลงองุ่นที่ให้พนักงานช่วยกันปลูก และภาพขอนแก่นในหัวของเขา ใคร ๆ ก็บอกว่าเป็นแค่ฝัน

ส่วนเรื่องยาว ๆ จะเป็นอย่างไร ถ้าคุณได้อ่านคำพูดเขาเองน่าจะสนุกกว่า… แถมมันกว่าด้วย

คุณเป็นผู้บริหารที่ทำแชนแนลท่องเที่ยว

ใช่ (หัวเราะ) ผมมียูทูบชื่อ ‘ถนัดจริง กินเที่ยว’ คนดูคิดว่าผมมีทีมถ่ายทำเยอะ นึกว่าไปทีเป็นกองถ่าย แต่จริง ๆ แล้วทำอยู่คนเดียวนะ ทุกครั้งที่มีเวลาจะทำคอนเทนต์บนช่องนี้ อย่างเราชอบรถก็ไปแข่งรถ ขับโกคาร์ตขึ้นภูกระดึง ทำโน่นทำนี่ อีกเรื่องคือความรู้เกี่ยวกับเมืองขอนแก่น เล่าแผนพัฒนาจังหวัดไปเลย 16 ปี 

ผมจบจากญี่ปุ่น เลยมีคอนเทนต์แปลทวิตเตอร์คนญี่ปุ่นที่บอกว่ามาจากโลกอนาคตในปี 2058 น่าจะเป็นเหมือน AI ที่วันนี้ของญี่ปุ่นล้ำหน้าไปมาก คนบอกว่าต้องเอาข้อมูลให้ AI เยอะ ๆ พอมีข้อมูลเยอะ แต่ไม่มีคำถาม ก็ไม่รู้ว่ารู้เรื่องไหน เลยต้องใส่คำถามของมนุษย์เข้าไป จะได้รู้ว่ามันมีข้อมูลอะไรบ้าง คำตอบแต่ละเรื่องก็ใช้ได้นะ

หรือเรื่องโดรนผมก็ชอบ วิดีโอจากโดรนเราก็ถ่ายเอง ลูก ๆ ก็ไป

ลูก ๆ ก็ชอบเที่ยวเหมือนกันเหรอ

ลูกสาวผมก็ชอบ ไปเยอรมนี ไปฝรั่งเศส ก็พกโดรนตัวเล็ก วิดีโอแรก ๆ ไปมัลดีฟส์กับลูก แล้วผมมีลูกสาว 4 คน เขาก็จะ ‘ป๊ามุมนี้ ๆ’ ‘มุมนี้ต้องถ่ายแบบนี้’ เราก็ต้องขึ้นโดรนล็อกไว้ แล้วถือ Go Pro วิ่งตามลูก บางอันลูกก็ถ่ายให้ (หัวเราะ)

ออฟฟิศนี้เลยเป็นเหมือนพิพิธภัณฑ์รวบรวมสิ่งที่คุณชอบ

มันเป็นเหมือน Experiment ที่เราอยากทำอะไรก็ได้ อยากเอาจักรยานมาซ่อมเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ทำส่วนที่เป็นห้องช็อปเอาไว้ จริง ๆ ตรงกลางนี่ต้องเป็นโต๊ะช็อป แล้วห้องทำงานผมอยู่ชั้นบน แต่มีอาจารย์มาดูฮวงจุ้ยออฟฟิศเขาให้เปลี่ยน เขาบอกดูแล้วให้เอาโต๊ะทำงานมาอยู่ตรงนี้ ตรงนี้ดี ตอนนี้ห้องเดิมข้างบนเลยกลายเป็นที่สำหรับเครื่องขุดบิตคอยน์ที่กำลังทดลองอยู่

คุณสนใจเรื่องนวัตกรรม เทคโนโลยี และเครื่องยนต์ มาตั้งแต่เมื่อไหร่

เราชอบเรื่องพวกนี้ตั้งแต่เด็ก ผมเรียนจบปริญญาตรีตอนปี 1992 จบจากญี่ปุ่น กลับมาก็ชวนพี่สาวกู้เงินธนาคารทำ Search Engine สมัยนั้นมีน้อย มีแค่ AltaVista ส่วน Google ยังเป็นวุ้นอยู่เลย 

ไปถึงธนาคาร เขาก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไร ธนาคารไทยจะปล่อยกู้เฉพาะสิ่งที่จับต้องได้ มีที่ดินค้ำประกัน เพราะฉะนั้นในปี 1992 เรื่องเทคฯ มันไกลเกินไปมาก ก็ต้องล้มเลิก

เลยเลือกทำธุรกิจโรงงานของที่บ้าน ซึ่งต่างจากพี่น้องคนอื่น

เราเรียนจบวิศวกรรมยานยนต์ สนใจเรื่องนี้อยู่แล้วก็เลยเลือกโรงงานนี่แหละ แล้วค่อย ๆ นำนวัตกรรมใหม่ ๆ มาใส่ ทำให้โรงงานเรามีสินค้าแปลกใหม่ออกมาเยอะแยะไปหมด พอวิกฤตต้มยำกุ้ง (พ.ศ. 2540) ก็เจอปัญหาที่ต้องแก้มาเรื่อย ๆ 

12 ปีจากวิกฤตนั้น เราพาบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ ทำให้ธุรกิจเติบโตขึ้น จนมาเจอโรคโควิด-19 ทำให้รู้ว่า นวัตกรรมต่าง ๆ ที่เราวิจัยพัฒนามากำลังเปลี่ยนไปแล้ว

กลายเป็นว่าในปี 1992 เราอยากทำอะไร เราทำไม่ได้ เพราะขาดฟังก์ชันอยู่หลายอย่าง เช่น เรื่องเงินที่เราหาทุนไม่ได้

แต่วันนี้คุณทำได้

ปีนี้เราอยากทำหลายเรื่อง

2 ปีก่อน เราตัดสินใจระดมทุนในรูปแบบ SPAC (Special Purpose Acquisition Companies) เพราะกองทุนเมืองนอกพร้อมที่จะลงทุนกับนวัตกรรมใหม่ ๆ เราต้องการพาบริษัทนี้ข้ามจากการเป็นบริษัทธรรมดาไปเป็นบริษัทเทค เพราะโควิด-19 บังคับเลยว่าของที่เรามีถูกทุบทิ้งหมด ของที่ขายดีเมื่อวาน วันนี้สายการบินเขาไม่บินกันแล้ว ก็ขายไม่ได้ เงินไม่มี 

โมเดลธุรกิจที่เราวางแผนไว้ตอนนี้เลยมี 2 ส่วน หนึ่งคือของเก่าที่ทำอยู่แล้ว เช่น เราเป็นเจ้าแรกที่นำเทคโนโลยีมาใส่ในรถบัส หรือเรื่อง Bus Operation เราก็ทำ เรื่องยานพาหนะทางทหารก็ทำมานาน มีโครงการใหญ่ ๆ เข้ามาต่อเนื่องเรื่อย ๆ รถลำเลียงอาหารขึ้นเครื่องบิน (Ground Support Equipment : GSE) เราขายทั้งโลก และตอนนี้สายการบินก็ค่อย ๆ กลับมาให้บริการแล้ว ศูนย์ซ่อมรถที่เรามีทั่วประเทศก็น่าจะยังไม่โดน Disrupt เร็ว ๆ นี้ เราเลยเก็บไว้

มาส่วนที่เรากำลังเดินไป อย่างแรกคือรถ EV ที่เรากำลังทำกันอยู่ อีกตัวที่เพิ่งเซ็นสัญญาไปคือตัวราง Light Rail Transit ซึ่งผมว่าเราเข้าใจเทคโนโลยีดีพอสมควร ยังมีทำเรื่อง Blockchain ทำเรื่อง Smart City ให้ขอนแก่น นอกจากนี้ก็มีเรื่องบิตคอยน์ Fintech รถไฟฟ้าไร้คนขับ (Autonomous Car) และ Metaverse

นักลงทุนในประเทศไม่เข้าใจทิศทางที่คุณกำลังเดินไปเหรอ ถึงต้องไประดมทุนในต่างประเทศ

ภาษาวัยรุ่นเขาเรียกว่าอะไรล่ะ ใจไม่กล้าเหรอ

ใจไม่ถึง?

ใช่ ๆ ใจไม่ถึง คือหยอดกับเด็กไม่พอยังเอาเปรียบเด็กอีก ลองคิดดูว่ามีเด็กรุ่นใหม่ หัวคิดดี ๆ แต่ไม่มีเงิน พอไปหาแหล่งเงินทุนก็หมดกำลังใจ ก่อนเราจะไประดมทุนผ่าน SPAC อธิบายให้ใครฟังในบ้านเรา ไม่มีใครเอาเลย เขาไม่เห็นภาพ จนวันที่เราไปซื้อบริษัท AROGO และควบรวมกับ EON Reality Inc. เพื่อทำธุรกิจ Metaverse ด้านการศึกษา ตอนนี้มีมูลค่ารวมราว ๆ 655 ล้านเหรียญฯ

คนก็ตกใจ มันมีแบบนี้ด้วยเหรอวะ เอาเงินไป 4 – 5 ล้านเหรียญฯ แล้วก็ทำกองทุนมูลค่าร้อยล้านเหรียญ แล้วก็ไปควบรวมกับอีกบริษัทหนึ่งจนมีค่าถึง 655 ล้านเหรียญฯ 

คนไทยจะปิดหู เป็นไปไม่ได้หรอก ประเทศนี้เหมือนกับ Monkey see, Monkey believe อย่างเราทำเรื่องพัฒนาเมืองขอนแก่นหรืออะไรบ้า ๆ วันแรกก็ไม่มีใครเชื่อว่ามันจะเป็นไปได้นะ 

แล้วจะทำให้คนเชื่อได้ยังไง

พูดไปเขาอาจจะฟังแค่ 50 – 50 สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องทำให้เห็น อย่างเรื่องเมื่อกี้ก็ต้องทำให้ดูเลยว่าบริษัทมันซื้อได้จริงนะโว้ย ซื้อแล้วเดี๋ยว 9 เดือนมันเสร็จแล้วโว้ย แม่งบันทึกกำไรได้แล้วโว้ย แล้วก็กลับไปอย่างที่บอก เราถูกทุบทิ้ง แต่เรามีทางออก เราคิดตั้งนานแล้วว่าจะไปที่ใหม่ 

สิ่งที่ยากที่สุดในการบริหาร ช ทวี คืออะไร

คือเรื่องคนมั้ง โดยเฉพาะเวลาที่เราต้องแสดงให้เขาเห็นทางข้างหน้าเหมือนกับเรา 

สมมติเราบอกว่าจะไปเชียงใหม่ บางคนเขาไม่เคยไปเชียงใหม่ ความท้าทายคือเราพูดให้เขาเห็นภาพเชียงใหม่ได้ไหม การสื่อสารพวกนี้จึงสำคัญ เราต้องคุยกับคน คุยกับพนักงานทั้งหลายที่จะมาช่วยระดมสมองกันว่าจะทำยังไงดี 

อีกเรื่องคือความไว้ใจ (Trust) และความเชื่อ (Believe) ที่ต้องสร้าง ขณะที่ทำให้คนในเชื่อ ก็ต้องทำให้คนนอกเชื่อด้วย 

ฟังดูเหมือนเลือกเดินทางยากมาโดยตลอดตั้งแต่เริ่มทำธุรกิจ แต่ไม่เคยยอมแพ้เลยสักครั้ง

ตั้งแต่ตอนเรียนจบปี 1992 เรารู้ตัวว่าอยากทำอะไร แต่ไม่มีทุน เปรียบเทียบเหมือนกับอยากไปเชียงใหม่ แต่เครื่องมือไม่ครบ มันมีดินแดนเชียงใหม่ที่อยากไป ถ้าไปก็ไปได้ แต่เราไปไม่ได้เพราะไม่มีเงินเติมน้ำมัน ไม่มีใครให้เงินเติม และถ้าถีบจักรยานที่มีอยู่ก็คงไม่ถึงแน่ 

ผ่านมา 20 กว่าปี เราพบแหล่งให้ยืมเงินเติมน้ำมันใหม่ ใหญ่เบ้อเริ่ม เพราะฉะนั้นรอบนี้ไม่ต้องไปแค่เชียงใหม่แล้ว ไปดาวอังคารเลย เรามีทั้งประสบการณ์ มีโครงสร้าง มีทีมที่จะทำให้เราไปถึงตรงนั้นได้ และเมื่อไหร่ที่เราไปอยู่ตรงนั้นจะไม่มีใครตามทันแล้ว

ตั้งแต่ปี 1992 จนถึงตอนนี้ เราไม่เคยลืมสิ่งที่อยากทำ ก่อนหน้านี้อยากทำเทคฉิบหาย แต่พอจะเอาจริงไม่กล้าว่ะ บริษัทก็ยังต้องรันอยู่ ทำไปทำมาเป็นได้แค่งานอดิเรก 

คุณมีเป้าหมายใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ทำยังไงให้พนักงานเดินไปพร้อมกันได้

เราให้ทุกคนค่อย ๆ ทำไปด้วยกัน พนักงานของเราเริ่มอบรม Upskill และ Reskill มาตั้งแต่ปีที่แล้ว ทุกคนมีกระเป๋าตังค์วอลเล็ต ทุกคนรู้เรื่อง Token เข้าใจเรื่อง Digital Currency หรือการ Stake เหรียญ สิ่งสำคัญคือ เราต้องสอนให้เขาเข้าใจในทางที่เราจะไป

หนึ่ง เราให้แต่ละแผนกขุดบิตคอยน์ เอาเครื่องที่เร็วที่สุดขุด สอง เราให้ทุกคนทำเรื่องพลังงานทดแทน และสาม เราให้เขาทำเกษตร 

เรามีที่ดินพันไร่ พันไร่ของเราจะทำการเกษตร แต่เป็นการเกษตรประณีตซึ่งแบ่งเป็น 3 ธุรกิจ เริ่มจากโซลาร์เซลล์ เราทำได้เกือบร้อยเมกะวัตต์ในพื้นที่พันไร่นี้ ร้อยเมกะวัตต์เอาไปทำอะไรได้บ้าง ถ้าเราไม่รู้ก็คงรอภาครัฐ ขายไฟได้เงินนิด ๆ หน่อย ๆ แต่เรามีเหมืองบิตคอยน์ไปด้วย ซึ่งใช้ไฟเยอะมาก พอผลิตไฟได้เองเราก็เอามาใช้ตรงนี้ มีไฟเท่าไหร่เราเอาหมด ส่วนเหมืองเราก็ไม่ได้ทำขึ้นมาให้ได้เหรียญ แต่ทำให้วันหนึ่งมีคนมา Take over เหมืองเราอีกที แล้วทีมงานเราก็ต้องมีความรู้เรื่องพืชด้วย เพราะเราเห็นว่าจากนี้ไปความมั่นคงทางอาหารคือการเกษตร มันอาจพัฒนาไปเป็นพื้นที่ท่องเที่ยวได้ ซึ่งพืชที่เราเริ่มลองปลูกแล้วคือ องุ่น 

ทำไมต้ององุ่น

พนักงานก็ถามว่าเถ้าแก่จะให้เลี้ยงต้นองุ่นไปทำไมวะ (หัวเราะ) ข้าง ๆ ออฟฟิศผมมีต้นองุ่นเต็มไปหมด ต้นเล็ก ๆ ที่แต่ละคนช่วยรับผิดชอบ ผมบอกเสมอว่า ‘มึงอย่าทำตายนะ!’ 

ที่ให้ปลูกองุ่นเพราะเป็นพืชที่ดูแลยากมาก ๆ คนปลูกต้องอ่าน ต้องศึกษา ต้องวิเคราะห์ และเอาใจใส่มันสุด ๆ เลี้ยงให้รอดก่อน ถ้าปลูกองุ่นได้ พืชอื่นแม่งโคตรง่ายเลย

องค์ประกอบเหล่านี้จะพาบริษัทไปสู่อนาคตได้อีกไกลพอสมควร ทั้งยังเชื่อมกับเรื่อง Metaverse ที่เราทำอยู่ พอเอามารวมกันทั้งสามส่วน ทุกคนเห็นภาพชัดเจน แล้วแต่ละส่วนก็เป็นธรุกิจได้ อนาคตเราไม่ต้องแข่งกับใคร ไม่มีใครมาตามเรา ธุรกิจของเราเลยครบจบในระบบนิเวศตัวเอง เพราะสิ่งที่ยากในประเทศนี้คือการพึ่งพาภาครัฐ

ซึ่งเป็นข้อจำกัดของหลาย ๆ ธุรกิจ

ถูกต้อง ภาครัฐของไทยคือ ภาคที่บอกจะส่งเสริม แต่ส่งเสริมแบบมีข้อจำกัด 

เราทำธุรกิจมาเยอะ เราคุยกับคนเยอะ คุยกับกระทรวงต่าง ๆ พอเป็นระดับนั้น คนที่ไปคุยก็ต้องเป็นเถ้าแก่ ไม่ก็ซีอีโอ มองกลับมา ถ้าให้ลูกน้องหรือลูกเราไปคุยกับรัฐมนตรีจะได้เรื่องไหม เพราะของแบบนี้มันเป็นศิลปะ มันต้องเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ที่มี และแทบจะสอนกันไม่ได้เลย

เรามองแบบนี้ ถ้าวันหนึ่งไม่เหลือคนคุยกับภาครัฐแล้ว บริษัทเราก็ต้องปิด แล้วกระบวนการที่ต้องไปคุยเหล่านั้นมันถูกต้องแต่แรกหรือเปล่า เพราะฉะนั้น เราหันมาทำธุรกิจที่ยั่งยืนที่เราอยู่ได้ด้วยตัวเราเองดีกว่าไหม เป็นแผนการระยะยาวที่คิดรอบนี้แล้วอีก 40 ปีค่อยมาคิดใหม่ 

บริษัทเราซื้อเหรียญคริปโตเก็บไว้ทุกเดือน ครึ่งหนึ่งบิตคอยน์ ครึ่งหนึ่งอีเธอเรียม เก็บไปเรื่อย ๆ ในอัตราที่จะไม่เป็นภาระของบริษัท ขณะที่อีก 4 ปีข้างหน้าคนจะเริ่มรู้งี้ซื้อไว้ดีกว่า รู้งี้ไม่น่าทำคีย์หายเลย ไอ้ ‘รู้งี้’ มันจะมาในอีก 3 – 4 ปีถัดไป

ชีวิตคุณมีอะไรที่ ‘รู้งี้’ บ้างไหม

มี (นิ่งคิด) 

เฮ้ย ไม่มีว่ะ เราอยากทำอะไรก็ได้ทำทุกอย่างเลย หลายอย่างได้ลองแล้วพลาดจนเลิก ผมโชคดีที่เป็นลูกคนเล็กในพี่น้อง 11 คน แล้วที่บ้าน พ่อแม่ก็เอาใจลูกชายคนสุดท้าย เป็นคนที่ได้ไปเรียนเมืองนอก แต่กว่าจะได้ไปย้ายโรงเรียนมา 7 ที่

หลักสูตร 15 ปีรวมอนุบาล คุณย้ายโรงเรียน 7 ครั้งเลยเหรอ

เขาไม่ค่อยให้ผมเรียน (หัวเราะ) ตั้งแต่อนุบาลที่มีให้นอนกลางวัน แล้วก็ร้อนฉิบหาย อาบน้ำเสร็จให้เรานอน อยู่ดี ๆ ก็มีเด็กผู้หญิงมานอนข้าง ๆ ผมไม่ไหว บอกแม่ไม่เรียนแล้ว ออก!

จากนั้นก็ไปเรียนโรงเรียนอนุบาลพระกุมารเยซูขอนแก่น เรียนได้ 2 ปี มีคนบอกว่าถ้าอยากเป็นข้าราชการ ให้ไปเข้าวชิราวุธวิทยาลัย แต่โดนซ้ำชั้น เพราะผมทำข้อสอบไม่ได้ มันเป็นเรื่องกวางที่มองเงาในน้ำแล้วคิดว่าตัวเองสวยมาก พอเสือมาก็วิ่งหนีจนเขาไปพันกับเถาวัลย์ นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า สิ่งสวยงามอาจเป็นภัยกับตัวเรา ไอ้เราเป็นเด็กอีสาน เขาให้เขียน ‘กวาง’ เราไปเขียน ‘กวง’ กวงตัวหนึ่ง เลยโดนซ้ำชั้น อยู่ได้ 2 ปี แล้วแอบขึ้นรถหนีกลับขอนแก่นเลย (หัวเราะ)

ตอนนั้นอยู่ ป. อะไร

ป.2 เองมั้ง สมัยนั้น พ่อผมต้องไปรับรถ HINO กลับขอนแก่น แล้วทุกวันผมต้องเดินไปบ้านญาติที่เจริญผล เพื่อขึ้นรถไปโรงเรียนกับเขา วันนั้นระหว่างทางเจอรถป๊าที่กำลังจะกลับขอนแก่นพอดี เลยแอบขึ้นรถซ่อนอยู่ข้างหลัง พอถึงสระบุรีคิดว่าเขาคงไม่เลี้ยวรถกลับไปส่งแล้วเลยเคาะกระจก ป๊าตกใจ มึงมาได้ไง กูนึกว่ามึงอยู่โรงเรียน (หัวเราะ)

พอออกจากวชิรวุธก็กลับมาโดนซ้ำชั้นที่โรงเรียนมหาไถ่ศึกษาขอนแก่น แล้วก็อีก 2 โรงเรียน จนโตหน่อยอยากเตะบอล โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยเขาเตะบอลกัน เลยขอพ่อแม่ไปสอบ เขาบอกว่าจะเข้าสวนกุหลาบฯ ต้องเรียนพิเศษ ผมก็เรียน ง่ายมาก สอบได้แน่ ทีนี้พอถึงตอนสัมภาษณ์ มีคนเอากระดาษมาให้ใบหนึ่ง บอกให้ไปห้องนี้ ตอนแรกก็นึกว่าทุกคนได้เหมือนกัน แต่กลายเป็นว่าคนอื่นสุ่มหยิบกระดาษเอง หยิบได้เบอร์ไหน ไปห้องนั้น เราก็งงว่าทำไมเขาหยิบกันเองหมดเลย

แล้วทำยังไง

ไม่ได้! เราต้องเหมือนคนอื่น เลยทิ้งใบที่เขาให้มาแล้วไปหยิบใหม่ เดินเข้าไปสัมภาษณ์เสร็จก็ตกสัมภาษณ์เลย เพราะเสือกไม่ไปห้องนั้น ผมเลยไม่ชอบเรื่องเส้นสายแต่เด็ก สิ่งที่ทำกับขอนแก่นคือเราต้องการ Disrupt บางอย่าง ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความโปร่งใส ด้วยพลังที่พวกเรามี

สุดท้ายพ่อบอกว่า ‘มึงอยากเตะบอลมากใช่ไหม’ มีที่หนึ่งมีสนามบอลเยอะ ก็พาไปเรียนที่อัสสัมชัญศรีราชา แต่มีเรื่องจนไม่ได้เรียนต่อ เลยกลับมาจบ ม.ปลาย ที่ขอนแก่น 

แต่ล่าสุดเขาก็เรียกไปรับรางวัลศิษย์เก่าดีเด่นนะ ครูบอกว่าไม่เป็นไรหรอก เขาลืมกันหมดแล้ว (หัวเราะ)

การเป็นคนคิดต่างในยุคนั้นเป็นยังไง

บางทีคนเขาจะคิดว่าเราเป็นพวกต่อต้าน

ผมชอบเด็กสมัยนี้ ลูกผมมาถามว่า ‘ป๊า ขอไปประท้วงกับเขาได้ไหม’ ผมบอก ไปเลยลูก แต่ระวังตัวดี ๆ ไม่ต้องลงถนน ให้อยู่ตรงสกายวอร์ก แต่ถ้าจะลงไปให้อยู่บนเวทีนะ อย่าอยู่บนถนน

เราเห็นประวัติศาสตร์การเมืองมาหมดแล้ว ตอนเหตุการณ์เดือนตุลา พ่อผมพาไป นักศึกษาบอกเราชนะแล้ว เชิญพี่ ๆ ไปเลือกตั้ง ปรากฏนักการเมืองที่รับช่วงต่อก็ไปแย่อีก บางงานที่ผมทำเลยเขียนเองทำเอง ส่งโครงการไปให้รัฐบาล เขาถามว่าเอาใครมาทำ เอาเรานี่แหละ หรือจังหวัดถามว่าแล้วตำแหน่งนี้ใครนั่ง 

เราเอง

คนก็สงสัยว่าทำไมทำเองชงเอง เรามองว่าถ้าขึ้นไปแล้วแย่ เราลงเอง ดีกว่าที่เอาใครขึ้นไปทำแล้วคุมไม่ได้ คนที่มีอำนาจในมือแล้วเปลี่ยนไปก็เห็นมาเยอะแล้ว นั่นคือปัญหาของประเทศนี้

ลองคิดดูว่าเด็ก ๆ ที่ประท้วง สมมติได้ค่าขนมเดือนละหมื่นกว่าบาท ถ้าพ่อแม่รวย ๆ ให้เดือนละ 3 หมื่น แต่อยู่ดี ๆ ไปเจอกระเป๋าใบหนึ่งมีเงิน 17 ล้าน มันคนละเรื่องเลยนะ 

ประเทศนี้มีปัญหาทั้งระบบ เอาคนดีมาปกครองก็อยู่ไม่ไหว ผมเกลียดเรื่องแบบนี้เลยเป็นคนมีอะไรต้องทำเอง และไม่เคยไปขอใคร ถ้าจะขอก็ขอเพื่อจังหวัด ธุรกิจที่พยายามทำเลยต้องไปของมันเองได้ ไม่ต้องยุ่งกับการเมือง

ถ้ามีคนเสนอให้เป็นนายกรัฐมนตรี จะเป็นไหม

เป็นไปก็ไม่มีประโยชน์ วันหนึ่งที่ประชาชนกับราชการเชื่อมต่อกันโดยตรงได้ก็ไม่ต้องมีตัวแทน เพราะตัวแทนที่ส่งไปสุดท้ายก็บิดเบี้ยว ไม่ทำตามที่ประชาชนต้องการ ถ้าวันหนึ่งที่ประชาชนออกเสียงเองได้ บางตำแหน่งหรือบางหน่วยงานอาจไม่มีบทบาทอีกต่อไป จริงอยู่ที่ระดับนิติบัญญัติต้องมี ข้าราชการทำงานต้องมี แต่ระดับบริหารอาจไม่จำเป็นแล้ว ในขอนแก่นน่าจะอีก 4 ปีถึงได้เห็นสิ่งนี้

ผูกพันอะไรกับขอนแก่นถึงทุ่มเท่กับการพัฒนาเมืองขนาดนี้

ไม่ว่าจะไปไหนก็ตาม ผมแม่งจะอยากกลับขอนแก่น 

กลับขอนแก่นดีกว่า สนุกกว่า เราอยู่ที่นี่มาตั้งแต่เด็ก เราขี่จักรยาน เราเดินเที่ยว บางอย่างที่เคยเห็นแต่เด็ก ถ้าออกแรงหน่อยแล้วทำให้มันดี ให้มันสวยขึ้น จะดีไหม พอมันดีขึ้น ทั้งเมืองและคนก็ดีขึ้นไปด้วย

เราเป็นพ่อค้า พ่อค้าต้องการลูกค้า ถ้าช่วยให้คนที่เงินน้อยรวยขึ้นอีก ให้เขาพ้นเส้นความยากจน ลูกค้าก็เยอะขึ้น 

การบริหารประเทศนี้วันนี้เป็นแบบเลี้ยงไข้ เหมือนกลัวเขารวย อย่ารวย แล้วก็อย่าตาย ฝรั่งบอกทำธุรกิจแล้วต้องคืนสังคม เกิดเป็นโครงการ CSR (Corporate Social Responsibility) แบบที่ถ่ายรูปก็ถือว่าทำแล้ว แต่วันนี้สิ่งที่เรากำลังทำคือตรงกันข้าม เรารวมธุรกิจในขอนแก่น 20 เจ้า เกิดเป็นกลุ่มขอนแก่นพัฒนาเมือง ทำ CSR ขนาดใหญ่เพื่อสร้างเศรษฐกิจในจังหวัด แล้วเดี๋ยวธุรกิจของพวกเราจะดีขึ้นเอง

มันคือการแก้ปัญหาที่ต้นทาง ไม่ใช่การแจกเงินเหมือนที่เห็นบ่อย ๆ 

มันคือการแจกโอกาสให้คนตัวเล็ก ๆ มากกว่า เวลาข้าราชการไปแจกเงิน ชาวบ้านที่ได้รับอาจรู้สึกยกย่องเขา แต่ถามว่าเงินนั้นเงินใคร ก็เงินภาษีของพวกเราเอง พอเป็นโอกาส เขาจะภูมิใจในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ทำให้เขายืนบนขาของตัวเองได้

การที่เอกชนลุกขึ้นมาทำเรื่องการพัฒนาเมืองและสังคม มีข้อดี-ข้อเสียต่างจากรัฐทำอย่างไร

เรามีความคล่องตัวมากกว่า ถ้ารัฐบาลทำก็จะเป็นขั้นตอนแบบหนึ่ง แต่ละหน่วยงานเริ่มเขียนภารกิจว่าจะทำอะไร เพราะอย่างนั้นมันจึงไม่มีการบูรณาการ เนื่องจากระเบียบเขียนเอาไว้หมดแล้ว 1 -10 ทำแค่นี้ปลอดภัย ถ้าทำขาดโดน ทำเกินก็โดน ส่วนประชาชนจะเป็นยังไงช่างมัน

สิ่งที่เราทำอยู่คือการบูรณาการโดยมีเป้าหมาย คือ แก้จน ลดความเหลื่อมล้ำ ดังนั้น ภารกิจเราเลยมีหลากหลาย เป็นคนละแบบกับภาครัฐ แต่ไม่ได้หมายความว่าเราทิ้งข้าราชการนะ

อย่างขอนแก่น สมมติหน่วยงานหนึ่งบอกจะทำ 1 – 10 เราก็ติดต่อไปส่วนกลางที่กรุงเทพฯ บอกกระทรวงให้ไปบอกหน่วยงานนี้หน่อยว่า ให้ทำเรื่อง 11 กับ 12 ด้วย พอหน่วยงานนั้นเห็นกระดาษ 11, 12 ก็เห็นว่าดี ถ้าอย่างนั้นก็ไปช่วยเอกชนด้วยเลย

ขอนแก่นอยากเป็นแบบเมืองไหน

ผมว่าจริง ๆ แล้วไม่มี เราเคยไปดูพอร์ตแลนด์ แต่ก็ไม่ใช่ ขอนแก่นเลยเป็นโมเดลที่เราพยายามทำให้แมตช์กับประเทศไทย เพราะประเทศไทยมีปัญหา เราจึงทำให้ยั่งยืนและเกิดความร่วมมือระหว่างภาครัฐส่วนกลาง ภาครัฐ และภาคเอกชน 

ในขอนแก่นมีโอกาสอะไรที่คนส่วนใหญ่ยังไม่เห็นบ้าง

เยอะแยะเลย เราไม่ได้บอกว่าตัวเองเป็นเมืองท่องเที่ยวระดับโลก และไม่ได้ตั้งเป้าว่าจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ แต่ขอนแก่นเป็นเมืองแห่งโอกาส โอกาสที่ว่าอาจจะหมายถึงการทำธุรกิจ ทำการค้า หรือย้ายออฟฟิศมาอยู่ที่ดีกันดีกว่า

เรามีศูนย์วิจัย มี Infrastructure ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านดิจิทัล ด้านคมนาคมขนส่ง เรามี Sea, Land, Air ครบ มีท่าเรือบกที่เชื่อมต่อกับท่าเรือแหลมฉบัง สนามบินของเราก็อันดับต้น ๆ โรงพยาบาลก็ดี จะแพงถูกมีหมด 

ต่อไปมนุษย์จะเริ่มตัดสินใจเรื่องความครบความพร้อม เพราะฉะนั้นแต่ละเมืองจะต้องรู้ว่าตัวเอง Need อะไร Want อะไร ไม่ใช่จังหวัดข้าง ๆ มี เราอยากได้บ้าง ถามกลับว่าจะเอาไปทำไม ไม่รู้เหมือนกันแต่อยากได้ นั่นคือเมืองที่ไม่คิด แต่เมืองนี้คิด 

คุณวาดภาพขอนแก่นไว้สวยงาม เคยมีคนบอกไหมว่าสิ่งที่คิดอาจเป็นได้แค่ฝัน

มี (หัวเราะ) ผมเคยให้สัมภาษณ์กับนักข่าวคนหนึ่ง พอพูดจบ เขาอุทานเลยว่า ‘ฝัน’ แต่ผมโคตรชอบคำนี้เลย มนุษย์แม่งต้องมีฝัน แล้วก็ตั้งใจทำฝันนั้น ทำไปทำมาผ่านมา 6 ปี ขอนแก่นเริ่มเข้าใกล้สิ่งที่เราฝันไว้ วันนี้ก็ยังคิดว่ามันจะเป็นไปได้อยู่

Questions answered by CEO of Cho Thavee Plc.

01 ร้านอาหารที่กินบ่อยที่สุดในขอนแก่น…

ไข่กระทะมินเทียน อาหารญี่ปุ่นก็ Hayashi ถ้าอิตาเลียนจะเป็น Pomodoro 

02 ร้านกาแฟเจ้าประจำ…

Trinity Cafe’ กับ Cafe de’ Forest

03 นวัตกรรมที่เจ๋งที่สุดในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา…

Blockchain

04 โปรเจกต์พัฒนาเมืองที่ท้าทายที่สุด…

ระบบรางที่ขอนแก่น

05 เรื่องที่ได้เรียนรู้ล่าสุด…

องุ่นปลูกยาก!

06 หนังสือที่อยากแนะนำต่อ…

เศรษฐศาสตร์ความจน อ่านแล้วทำให้เห็นเลยว่าวิธีแก้จนของโลกนี้แม่งผิดมา 20 – 30 ปี สิ่งที่เราทำกับขอนแก่นตอนแรกก็ไม่รู้หรอกว่าถูกหรือผิด พออ่านเล่มนี้เลยรู้ว่า มาถูกทางแล้ว

07 ถ้าได้เขียนหนังสือจะเขียนเรื่อง…

เรื่องขอนแก่นโมเดล

08 แนวทางการทำธุรกิจที่เรียนรู้จากป๊า…

ป๊าบอกว่า หิวยังไงก็ต้องอมไม้จิ้มฟันไว้ให้คนคิดว่า เรากินข้าวมาแล้ว ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้กิน แปลว่าเราต้องถ่อมตัวและมุ่งทำสิ่งที่ตั้งใจไปเรื่อย ๆ

09 รถที่ ช ทวี อยากผลิตแต่ยังไม่ได้ผลิต…

กำลังจะทำ Autonomous ไร้คนขับ กำลังจะทดลองขับแล้วด้วย 

10 คุณเป็นพ่อที่…

ตามใจลูกหมดเลย แล้วก็ค่อย ๆ สอน สอนได้ถึง ป.5 ป.6 สอนแบบตามใจ ก่อนนอนจะเล่านิทานให้ลูกฟัง แต่นิทานไม่ใช่หนูน้อยหมวกแดง นิทานคือเรื่องของอนาคตของเรา เราเล่าฝันให้ลูกฟัง แล้วมันก็เข้าไปอยู่ในตัวลูกเราหมด เพราะฉะนั้น โครงสร้างของลูกถูกต้องแล้ว ส่วนการตัดสินใจก็แล้วแต่บุญแต่กรรม แล้ววันหนึ่งเรื่องที่เคยฟังจะสะกิดใจเขา บางทีเขาจำได้เป็นฉาก เรายังงง ๆ ว่านี่โม้ถึงตอนไหนแล้ววะ ลูกมันจำได้ (หัวเราะ)

Writer

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load