ด้วยความตื่นเต้นบวกกับอากาศที่หนาวจนนอนไม่หลับ ทำให้เราตื่นตั้งแต่ตี 3 ซึ่งเร็วกว่าเวลาที่ตั้งนาฬิกาไว้ครึ่งชั่วโมง เราลุกขึ้นยืนแต่งตัวเต็มยศ เสื้อ 5 ชั้น กางเกง 4 ชั้น ถุงเท้า 3 ชั้น ถุงมือ 2 ชั้น ความกลัวหนาวขั้นสุดนี้ทำให้ผู้หญิงร่างผอมสูงอย่างเรากลายร่างเป็นหมียักษ์ในทันที

อีก 15 นาทีจะถึงเวลานัด เราจึงนั่งรออย่างเงียบๆ อยู่คนเดียวในห้องพักท่ามกลางความมืด พยายามข่มความตื่นเต้นและความกลัวที่เกิดขึ้นในตอนนี้ ความพยายามฝึกซ้อมร่างกายตลอดหลายเดือนที่ผ่านมาจะได้รับการทดสอบและจบลงภายในเช้าวันนี้ โดยเนินเขาที่มีชื่อว่า คาลาปาทาร์ (Kala Patthar)

เมื่อ 7 วันที่แล้ว เราเริ่มเดินเทรคในประเทศเนปาล ตั้งแต่เมืองลุคลา (Lukla) จนมาถึงเมืองโกรักเชป (Gorakshep) เมืองที่พักสำหรับนักเดินเขาที่ต้องการไป Everest Base Camp (EBC) และเมืองนี้ยังเป็นที่ตั้งของเนินเขาสูงใหญ่คาลาปาทาร์ เป้าหมายของเราในวันนี้

นักเดินเขาส่วนใหญ่ที่มาที่นี่ จุดหมายหลักคือการไป EBC ดังนั้น จึงไม่ค่อยมีใครอยากเสียพลังงานไปกับการเดินขึ้นเนินเขาที่อยู่ระหว่างทาง ด้วยความสูงที่มากถึง 5,545 ม. ซึ่งสูงกว่า EBC ที่มีความสูง 5,380 ม. ทำให้การเดินขึ้นคาลาปาทาร์นั้นค่อนข้างยาก ทั้งอากาศที่เบาบาง ความชัน และความหนาว จึงทำให้เนินเขานี้ไม่ใช่ที่ฮิตสักเท่าไหร่สำหรับนักเดินเขามือใหม่ และถูกมองเหมือนเป็นตัวเลือกเสริมสำหรับนักเดินเขาที่มีพลังงานเหลือมากกว่า

จริงอยู่ที่สักครั้งในชีวิตของนักเดินเขาทุกคนคงอยากไป EBC การได้ไปยืนอยู่ที่จุดเริ่มต้นของยอดเขาที่สูงที่สุดในโลกคือสิ่งที่ฝัน น่าเสียดายที่จุดนั้นเป็นเพียงจุดเดียวที่มองไม่เห็นยอดเขาเอเวอเรสต์ แต่ฝันของนักเดินเขาไม่ได้จบอยู่แค่นั้น เพราะยังมีบริเวณที่มองเห็นยอดเขาเอเวอเรสต์ได้ใกล้ที่สุดเท่าที่นักเดินเขามือสมัครเล่นจะทำได้ คือบนเนินเขาคาลาปาทาร์นั่นเอง บนจุดสูงสุดของเนินเขานั้น นักเดินเขาที่มุ่งมั่นจะได้รับรางวัลตอบแทนเป็นภาพพระอาทิตย์ขึ้นที่ด้านหลังยอดเขาเอเวอเรสต์ ท่ามกลางเทือกเขาหิมาลัยที่แสนจะอลังการ และแน่นอนว่า เราก็ต้องการรางวัลนี้ด้วยเหมือนกัน

ดังนั้น วันที่เราบอก ‘จาหนัก’ ไกด์รุ่นใหญ่ชาวเนปาลจอมกวนว่าจะขึ้นคาลาปาทาร์ จาหนักจึงมีสีหน้าประหลาดใจนิดหน่อย คงคิดว่ามือใหม่อย่างเราไม่น่าจะอยากขึ้นเนินเขานี้ และเพราะความสะบักสะบอมที่เราแสดงให้จาหนักเห็นมาตลอด 7 วัน ว่าเราเป็นนักเดินเขาที่อ่อนแอขนาดไหน จาหนักยิ้มมุมปากพร้อมพูดกับเราอย่างสบายๆ ว่า

“ดี! เทพคาลาปาทาร์จะเป็นคนบอกคุณเองว่าคนที่แข็งแกร่งที่สุดคือใคร”

Kala Patthar, เอเวอเรสต์ Kala Patthar, เอเวอเรสต์

ถึงเวลานัดแล้ว เราเปิดประตูห้องพักที่ทำจากไม้อัดแบบบางเฉียบแล้วเดินลงมาพบกับจาหนักและนักเดินเขาคนอื่นๆ ในทีมที่รอคอยอยู่ที่ห้องอาหาร จาหนักเป็นชาวเนปาลรุ่นใหญ่ อายุ 40 กว่าๆ เกิดและเติบโตในภูเขาสูงของเนปาล แต่หลังจากที่พวกเราได้เดินทางมาด้วยกันพักใหญ่ จึงได้รู้ว่าจริงๆ แล้วจาหนักควรเป็นชาวอำเภอท่าแซะมากกว่า ขนาดคำพูดติดปากยังเป็นคำว่า “โอเค ซันเต๋อ” ซึ่งแปลว่า “โอเค สุดหล่อ” ปกติจาหนักจะพูดจากวนๆ ทีเล่นทีจริงทุกครั้ง แต่เช้านี้ ในช่วงการอธิบายเรื่องการเดินขึ้นเขา น้ำเสียงของจาหนักไม่มีการล้อเล่นอยู่ในนั้นเลยแม้แต่นิดเดียว

“เดินช้าๆ จิบน้ำบ่อยๆ พยายามทำตัวให้อบอุ่นเพราะข้างบนคุณจะหนาวแบบสุดๆ ระหว่างทางคุณอาจเกิดอาการ AMS (โรคแพ้ความสูง) หากปวดหัว และเริ่มอยากอาเจียน คุณต้องเดินลง อย่าพยายามดันทุรังเดินขึ้นเขาต่อ หากวันนี้คุณเดินไม่ถึงยอด ก็ไม่เป็นไร เพราะคุณจะกลับมาขึ้นคาลาปาทาร์เมื่อไหร่ก็ได้ แต่ถ้าคุณตายวันนี้ คุณจะไม่สามารถกลับมาขึ้นยอดเขายอดไหนได้อีกเลย”

เราทุกคนมองหน้ากันท่ามกลางความเงียบ จาหนักไม่ได้ขู่พวกเรา เพียงแต่พูดความจริงที่อยู่ตรงหน้า การเดินขึ้นเขาคือการทรมานร่างกายตัวเองอย่างช้าๆ ทุกๆ ก้าวคือพาตัวเองไปอยู่ในจุดที่อากาศน้อยลงไปเรื่อยๆ เป็นการท้าทายร่างกายและจิตใจของตัวเองอย่างที่สุด

แม้ว่านี่ไม่ใช่ยอดเขายอดแรกของเรา แต่ครั้งนี้จะเป็นยอดที่สูงที่สุดเท่าที่เคยผ่านมา เราเข้าใจความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น และจะไม่ประมาทกับสิ่งนี้เป็นอันขาด เราพยักหน้ารับคำจาหนัก จากนั้นจึงสะพายเป้น้ำขึ้นหลัง ใส่ถุงมือ หยิบไม้ Pole จิตใจเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและความมุ่งมั่น โดยไม่ได้รู้ตัวเลยว่าในอีก 2 ชั่วโมงข้างหน้า เราจะได้พบกับความทรมานที่สุดทั้งทางร่างกายและจิตใจของเรา

ตีสี่สิบห้า พวกเราใส่ไฟฉายคาดหัว แล้วเริ่มออกเดินทางท่ามกลางความมืดสู่ยอดเขาคาลาปาทาร์ ตามคำบอกเล่าของจาหนัก พื้นที่บนยอดเขานั้นมีหลายแบบ เริ่มด้วยดินที่มีความแข็ง ตามด้วยกรวดร่วน และด้านบนสุดเป็นก้อนหินยักษ์ทับกันไปมาที่ปกคลุมด้วยหิมะ

ช่วงแรกๆ เส้นทางเดินไม่ยากนัก แต่ด้วยความชันที่ไม่ธรรมดาและระดับความสูง 5 พันกว่าเมตรเหนือน้ำทะเล ออกซิเจนเบาบางมาก หลังจากเดินไปได้ราวๆ ครึ่งชั่วโมงก็พบกับอาการเหนื่อยผิดปกติ หัวใจเต้นรัวๆ เหมือนกับจะระเบิดออกมา อาการหอบถี่ๆ และไอเริ่มมาเป็นพักๆ ยิ่งเหนื่อยมากเท่าไหร่ยิ่งทำให้เริ่มหายใจทางปากมากขึ้น ซึ่งเป็นสัญญาณที่ไม่ดีเลย เพราะนั่นจะทำให้คอยิ่งแห้ง ทุกครั้งที่สูดลมหายใจเข้าจะรู้สึกได้ถึงความเย็นที่ผ่านปากและจมูกเข้าไปในร่างกาย เหมือนเวลาที่ดื่มเหล้าเพียว จะรู้สึกร้อนวาบลงไปถึงข้างใน แต่ครั้งนี้กลับกัน กลายเป็นความเย็นเฉียบที่ไหลเข้าสู่ร่างกายแทน

จาหนักไม่ได้พูดเกินจริงเรื่องความหนาวเลย ทุกครั้งที่มีลมพัดมาร่างกายจะหนาวสั่นไปหมด ผ้าบัฟที่ใส่คลุมใบหน้าเหลือไว้แค่บริเวณดวงตาช่วยป้องกันความหนาวเย็นได้ดี แต่กลับทำให้หายใจได้อย่างยากลำบาก เราต้องคอยเปิดผ้าบัฟเพื่อหายใจเป็นพักๆ แต่ทุกครั้งที่เปิดผ้าผิวหน้าก็จะแสบไปหมด เพราะต้องปะทะกับลมหนาว ริมฝีปากเริ่มแห้งแตก เจ็บหลายจุด และค่อยๆ กลายเป็นสีม่วงคล้ำ เราก้มลงมองที่เท้าตัวเอง แต่ไม่รู้สึกถึงนิ้วเท้าเลย มันชาไปหมด ได้แต่สงสัยว่าถ้าถอดรองเท้าออกมานิ้วเท้าจะหลุดออกมาจากเท้าไหม ภาพนิ้วเท้ากุดดำของคนที่โดนหิมะกัดผ่านเข้ามาในหัว เราสะบัดหน้าหนีเพื่อให้ภาพอันสยดสยองหายไป แล้วตั้งใจเดินต่อ

Kala Patthar, เอเวอเรสต์

 

ความชันค่อยๆ เพิ่มขึ้น รู้สึกได้จากน่องขาที่ปวดร้าวมากกว่าเดิม แต่เราก็ยังคงเดินต่อไปท่ามกลางความมืด ทั้งเหนื่อย หนาว และฟุ้งซ่าน ความมืดทำให้มองไม่เห็นอะไรเลย มีเพียงแสงจากไฟฉายคาดหัวคอยส่องทางให้เห็นพื้นที่ตัวเองกำลังเดินอยู่ และเมื่อเงยหน้าขึ้นมาก็จะเห็นเพียงขบวนแสงไฟดวงเล็กๆ จากไฟฉายคาดหัวของเหล่านักเดินเขาที่ทอดยาวสู่เนินเขาด้านบนท่ามกลางความมืดมิด สำหรับบางคนภาพนี้อาจดูสวยงาม จนต้องหยิบกล้องขึ้นมาบันทึกไว้ แต่สำหรับเรานั้น ขบวนแสงไฟเหล่านี้กลับเป็นสิ่งที่สร้างความท้อใจอย่างมาก เพราะมันยิ่งทำให้มองเห็นความชันและระยะทางอีกยาวไกลซึ่งดูเหมือนไม่มีที่สิ้นสุด

นี่เรามาทำอะไรที่นี่กันแน่?

มาทรมานตัวเองทำไม (วะ) ?

คำถามมากมายเริ่มเกิดขึ้นในหัว ทำให้ใจยิ่งร้อนรน กังวลว่าจะเดินขึ้นไปไม่ทันดูภาพพระอาทิตย์ขึ้นและบางทีก็กังวลว่าจะเดินขึ้นไม่ไหวควรตัดใจเดินลงแทน ความสับสนภายในจิตใจนั้นทำให้ช่วงเวลาสั้นๆ กลายเป็นยาวนานเหมือนชั่วนิรันดร์ เมื่อเรากังวลเรื่องที่ 1 หลังจากฟุ้งซ่านจนจบ มีสติได้สักพัก ก็จะเริ่มกังวลเรื่องที่ 2 และ 3 วนไปแบบนี้เรื่อยๆ ทุกก้าวเดินคือความทรมานทั้งร่างกายและจิตใจอย่างสาหัส

หลังจากฝืนทนเดินไปเรื่อยๆ ในที่สุดเราก็มาถึงครึ่งทางของคาลาปาทาร์ เราเงยหน้ามองหาเพื่อนคนอื่นๆ แต่ทุกๆ คนเดินแยกกันไปหมดแล้ว เราจึงหยุดพักเพื่อทานขนมเพิ่มพลังงาน แล้วเมื่อหันไปดูดน้ำในเป้ ปรากฏว่าดูดไม่ขึ้น เพราะน้ำดื่มกลายเป็นน้ำแข็งไปหมดแล้ว!

ด้วยอุณหภูมิที่ต่ำกว่า 0 องศาเซลเซียสทำให้น้ำในเป้เปลี่ยนสภาวะจากของเหลวกลายไปเป็นน้ำแข็งจนหมด

“ทำไมถึงลืมกระติกน้ำเก็บความร้อน!”

เราโวยวายอยู่ในใจ โมโหตัวเองที่ลืมเรื่องนี้ไปสนิท การไม่ได้ดื่มน้ำจะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดอาการ AMS ให้สูงขึ้น เรานั่งหมดแรงอยู่ตรงนั้น มันคือที่สุดแล้วจริงๆ ไม่เหลืออะไรอีกแล้วทั้งพลังกายและพลังใจ ได้แต่รู้สึกท้อใจ…หนาว…เหนื่อย…หิวน้ำ และโมโห นี่เราต้องเดินลงจริงๆ แล้วใช่ไหม?

เราเงยหน้ามองไปที่ยอดเขา ก็ยังคงมองไม่เห็นอะไรเลยนอกจากความมืด ภาพในหัว Flashback ไปถึงรีวิวกระทู้ที่เคยอ่านก่อนมาเดินขึ้นเขาที่เนปาล เหล่าผู้คนมากมายที่บรรยายถึงความโหดบนเส้นทางคาลาปาทาร์ และมักจะจบลงที่ตรงครึ่งทาง วันนี้รู้ซึ้งแล้ว เสียงนักเดินทางที่เจอกันในเมืองก่อนหน้านี้ดังก้องอยู่ในหัว

“คาลาปาทาร์ ไปแค่ครึ่งทางก็พอแล้ว ตรงนั้นก็เห็นยอดเขาเอเวอเรสต์แล้ว วิวครึ่งทางก็เหมือนๆ กับที่ยอดนั่นแหละ”

แต่เมื่อยิ่งทบทวนคำพูดนั้น กลับยิ่งรู้สึกว่า “มันเป็นแบบนั้นจริงๆ น่ะหรอ?”

Kala Patthar, เอเวอเรสต์ Kala Patthar, เอเวอเรสต์

ในระหว่างที่กำลังนั่งหมดอาลัยตายอยากอยู่นั้น แสงอาทิตย์เริ่มสาดส่อง ความอบอุ่นเริ่มเข้ามาแทนที่ พระอาทิตย์ขึ้นแล้ว แม้จะยังไม่โผล่ออกมาจากด้านหลังยอดเขาเอเวอเรสต์ แต่ก็สร้างความสว่างให้กับบริเวณโดยรอบ เรามองขึ้นไปที่ยอดเนินอีกครั้ง ในที่สุดตอนนี้ก็ได้เห็นยอดคาลาปาทาร์แล้ว เราสังเกตพื้นบริเวณยอดเขาราว 100 เมตรอันแสนชันนั้น คือก้อนหินก้อนขนาดใหญ่ที่ซ้อนทับกันไปมา และถูกปกคลุมไปด้วยหิมะ

ในเวลาอีกไม่นาน หิมะเหล่านี้จะโดนแสงแดดละลาย มันคงลื่นและเดินยากขึ้นไปอีกแน่นอน กะจากสายตาคิดว่าน่าจะต้องเดินขึ้นไปอีกราวๆ 1 ชั่วโมงจึงจะถึงยอด ไม่รู้ว่าทำไมแต่เมื่อมองเห็นเป้าหมายชัดเจนขึ้นแล้วกลับทำให้เรามีแรงฮึดขึ้นมา ทั้งแรงกายและแรงใจ คิดในใจว่าอีกไม่ไกล เราต้องทำได้แน่ๆๆๆ เราบอกตัวเอง ย้ำๆ อยู่แบบนั้น

เราลุกขึ้นยืนลองเช็กสภาพร่างกายของตัวเองอีกครั้ง ไม่หนาวมากแล้ว ความเหนื่อยยังไหว น้ำยังพอมีขลุกขลิก ยังไม่มีอาการโรคแพ้ความสูง เราค่อยๆ หายใจเข้า สูดอากาศเย็นเข้าเต็มปอด รวบรวมพลังทุกอย่างที่ยังเหลืออยู่ในร่าง แล้วก้าวเดินสู่ยอดเขาคาลาปาทาร์

Kala Patthar, เอเวอเรสต์ Kala Patthar, เอเวอเรสต์

 

ในที่สุดเราก็ได้เห็นภาพพระอาทิตย์ขึ้นที่ด้านหลังยอดเขาเอเวอเรสต์ท่ามกลางเทือกเขาหิมาลัย มันสวยงาม ยิ่งใหญ่ และคุ้มค่ากับความทรมานตลอดหลายชั่วโมงที่ผ่านมา การเตรียมความพร้อมร่างกายที่ก่อนหน้านี้คิดว่าเพียงพอแล้วแต่ก็ยังไม่พอจนเกือบทำให้เราไม่ได้มายืนที่จุดนี้

การเดินเขาคือการพยายามด้วยตัวเอง ไม่มีทางลัด มีแต่ต้องเตรียมพร้อมทั้งร่างกายและจิตใจ แล้วพาตัวเองผ่านความมุ่งมั่นไปให้ถึงจุดหมาย ภาพวิวครึ่งทางกับวิวบนยอดเหมือนหรือต่างกันนั้น เป็นสิ่งที่เราทุกคนล้วนมีคำตอบในใจที่ไม่เหมือนกัน เพราะการให้คุณค่าของสิ่งเหล่านั้นแตกต่างกัน ไม่มีคำตอบที่ถูกและคำตอบที่ผิด สิ่งที่เราทำได้คือการไปพิสูจน์ด้วยตัวเอง และหาคำตอบให้กับตัวเอง

ในตอนแรกเราคิดว่ารางวัลที่ยิ่งใหญ่จากคาลาปาทาร์คือภาพวิวสุดอลังการตรงหน้า แต่ที่จริงแล้วสิ่งที่เราได้รับคือ ‘การได้เห็นตัวเอง’ ในช่วงเวลาแห่งความสับสนตลอดเส้นทางนั้น ทำให้เราเข้าใจตัวเองมากขึ้น เห็นด้านที่ดีที่สุดและด้านที่แย่ที่สุดของตัวเอง ทุกก้าวของการเดินขึ้นคือการถอดเปลือกสิ่งที่ติดอยู่กับตัวเรา ถอดเงื่อนไข ถอดภาพลักษณ์ ถอดพันธะในตัวเราออกไป เราไม่สามารถพาสิ่งใดติดตัวขึ้นไปบนยอดเขาได้ สุดท้ายสิ่งเดียวที่จะเหลืออยู่บนนั้นคือตัวตนที่แท้จริงของเรา

ที่จุดสูงสุดของคาลาปาทาร์เรายืนมองพระอาทิตย์ขึ้นที่หลังยอดเขาเอเวอเรสต์ด้วยความสงบ แสงแดดไล่ความหนาวและความมืดออกไปจากทุกพื้นที่ รวมทั้งจิตใจเราด้วยเช่นกัน เรายิ้มให้กับตัวเอง มีบางอย่างในตัวเราได้เปลี่ยนไปนิดหนึ่ง

Kala Patthar, เอเวอเรสต์ Kala Patthar, เอเวอเรสต์ Kala Patthar, เอเวอเรสต์

หลังจากที่เราเดินกลับลงมาถึงด้านล่าง จาหนักและลูกหาบคนอื่นๆ ยืนรอพวกเราอยู่ที่หน้าโรงแรม ทุกคนตื่นเต้นที่จะได้เจอกับเรา จึงไม่มีใครเข้าไปนั่งรอในห้องอาหารเลย เราโบกมือสุดแขนเพื่อบอกพวกเขาว่าเราปลอดภัยดี ทุกคนพากันตะโกนโห่ร้องเชียร์และปรบมือต้อนรับ ดีใจไปกับเรา จาหนักยิ้มกว้างให้พวกเรา นี่เป็นครั้งแรกในรอบ 8 วันที่จาหนักไกด์รุ่นพ่อคนนี้ยิ้มกว้างอย่างจริงใจแบบไม่กวนประสาท
“You did it!!! Very very very good. Welcome back Jan.”

เราพยักหน้าตอบพร้อมน้ำตาคลอเบ้า

“Thank you Janak.”

ถ้าคุณมีประสบการณ์เดินทางแปลกใหม่จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญส่งเรื่องราวของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’

ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะมีสมุดบันทึกปกหนังเทียมเล่มสวยส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

สุธีรา โมรา

ชอบพาร่างกายและจิตใจไปทรมาน เพียงเพื่อเฝ้ามองการวิวัฒนาการของตัวเอง เสพย์ติดชา รักการอ่าน Manga และแพ้ทางอาม่าอากง

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

28 สิงหาคม 2564
989

ที่อวีดาฮ์ (Ouidah) เมืองขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ของประเทศเบนิน (Republic of Benin) อดีตอาณานิคมฝรั่งเศสในภูมิภาคแอฟริกาตะวันตก ปรากฏสิ่งก่อสร้างทรงเหลี่ยมที่เรียกขานกันว่า ‘ประตูไม่หวนกลับ’ (La Porte de Non Retour) ตั้งตระหง่านอยู่บนชายหาดริมมหาสมุทรแอตแลนติก ในอดีตประตูไม่หวนกลับเป็นเพียงแค่ช่องไม้กำกับให้ชายหญิงแอฟริกันเดินเรียงแถวไปลงเรือเล็ก ก่อนไปขึ้นเรือใหญ่กลางทะเลลึก เพื่อจากบ้านเกิดเมืองนอนไปตลอดกาล

ล่องเรือเที่ยวก็องวิเย่ เวนิสแห่งแอฟริกาที่รอดพ้นการค้าทาสจนเป็นเมืองเสรีชนบนผืนน้ำ
ประตูไม่หวนกลับ (La Porte de Non Retour)

สันนิษฐานกันว่ามีชายหญิงแอฟริกันจำนวนตั้งแต่ 12 – 25 ล้านชีวิตที่โดนบีบบังคับให้เดินทางออกจากชายฝั่งแอฟริกาตะวันตก เพื่อข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกไปยัง ‘โลกใหม่’ บนแผ่นดินทวีปอเมริกาในฐานะสินค้าที่เรียกว่า ทาส ภายใต้กระบวนการค้าที่เรียกว่า Transatlantic Slave Trade อันกินเวลากว่า 300 ปีระหว่างศตวรรษที่ 16 – 19

ล่องเรือเที่ยวก็องวิเย่ เวนิสแห่งแอฟริกาที่รอดพ้นการค้าทาสจนเป็นเมืองเสรีชนบนผืนน้ำ

ชายหญิงแอฟริกันหลายล้านชีวิตในวันนั้น ครึ่งหนึ่งคือประชากรชาวบราซิลและประเทศแถบอเมริกาใต้ในปัจจุบัน อีกเกือบ 1 ใน 3 กลายเป็นชาวแอฟริกันอเมริกัน รวมทั้งประชากรในหมู่เกาะแคริบเบียนทั้งหมด และมีอีกมากมายที่อาศัยอยู่ทั่วภาคพื้นยุโรปและกลุ่มประเทศอาหรับ จากเหตุการณ์ที่น่าเศร้าสะเทือนใจคราวนั้น ยังมีชนเผ่าอยู่ชนเผ่าหนึ่งที่หลบหนีการค้าทาสได้สำเร็จ และยืนหยัดเป็นเสรีชนด้วยความภาคภูมิใจมาจนถึงทุกวันนี้ 

พวกเขาไม่ได้อาศัยบนผืนแผ่นดิน แต่ใช้ทะเลสาบขนาดใหญ่เป็นที่หลีก เร้น และหลบ จนสำเร็จ แม้ว่าการค้าทาสจะจบสิ้นไปนานแล้ว แต่พวกเขายังคงยืนหยัดอยู่บนพื้นที่เดิม และดินแดนนี้ได้รับขนานนามว่า ‘เวนิสแห่งแอฟริกาตะวันตก’

ผมขอพาทุกท่านไปยังเมืองก็องวิเย่ (Ganvié) เมืองแห่งเสรีชนบนผืนน้ำ

นักบวชวูดูผู้มากับเหยี่ยวและจระเข้ศักดิ์สิทธิ์

ล่องเรือเที่ยวก็องวิเย่ เวนิสแห่งแอฟริกาที่รอดพ้นการค้าทาสจนเป็นเมืองเสรีชนบนผืนน้ำ
Hugo Van Tilborg
ภาพ : www.flickr.com

รถตู้คันมอมวิ่งฝ่าอากาศร้อนไปตามท้องถนนจากเมืองโกโตนู (Cotonou) สู่ก็องวิเย่โดยใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมง เลยทำให้เรามีเวลาสนทนาจ๊ะจ๋ากันบนรถ 

“ชนเผ่าโตฟินูว่ายน้ำเป็นก่อนจะเดินได้อีกนะ” เสียงลุงโคฟี่ ไกด์อารมณ์ดีของเราดังขึ้นบนรถ

“ก็น่าจะเป็นแบบนั้นนะครับลุง เพราะเกิดและโตอยู่บนน้ำเลย แล้วทำไมพวกเขาถึงมาลงหลักปักฐานสร้างเมืองกันกลางทะเลสาบแบบนี้ล่ะครับ” ผมตั้งคำถามซึ่งพาให้ลุงโคฟี่ต้องหันหน้ามาเล่าตำนานอันเป็นประวัติศาสตร์ท้องถิ่นของเมืองนี้

“เราปฏิเสธไม่ได้เลยว่ามีชาวแอฟริกันร่วมอยู่ในกระบวนการค้าทาสด้วย คนยุโรปและอเมริกันไม่ใช่ผู้กวาดต้อนชนพื้นเมืองมาเป็นทาสนะครับ หลายคนเข้าใจผิด คนขาวคือผู้ขายและผู้ซื้อเท่านั้น แต่หัวหน้าเผ่าหรือกษัตริย์ของราชอาณาจักรเล็กๆ ในพื้นที่แอฟริกาตะวันตกต่างหากที่เป็นผู้กวาดต้อนเชลยสงคราม หรือประชากรจากเผ่าที่อ่อนแอกว่า แม้กระทั่งจับราษฎรของตนมาขายเป็นทาส โดยมีผลประโยชน์มากมายที่ได้รับแลกเปลี่ยนเป็นของกำนัล” ลุงโคฟี่อธิบาย

 “ทาสแข็งแรงล่ำสันสักหนึ่งคน อาจหมายถึงสินค้าฟุ่มเฟือยทั้งหลายจากยุโรป ไม่ว่าเหล้า ไวน์ ยาสูบ หรืออาวุธยุทโธปกรณ์หลากชนิด เช่น ปืนสั้น ปืนยาว ปืนใหญ่ หรือกระสุน ที่หัวหน้าเผ่าและกษัตริย์ในภูมิภาคนี้ต้องการเพื่อใช้ทำสงครามระหว่างเผ่า และของกำนัลเหล่านั้นก็มีอำนาจพอจะเปลี่ยนคนผู้นั้นให้ละทิ้งความเป็นมนุษย์ของตนได้” 

และหนึ่งในเผ่าที่สมรู้ร่วมคิดกับชาวยุโรปและอเมริกันในครั้งนั้นก็คือเผ่าฟอน (Fon) กล่าวกันว่าเป็นเผ่าที่ยิ่งใหญ่และทรงอำนาจที่สุดเผ่าหนึ่งในขณะนั้น รวมทั้งมีความดุร้ายและมีกองกำลังที่เกรียงไกรมากกว่าเผ่าอื่นๆ 

เรื่องเล่ามีอยู่ว่า พวกเผ่าฟอนได้ไล่ล่าบรรพบุรุษของเผ่าไอโซ (Aïzo) จากป่ามาจนถึงชายน้ำริมทะเลสาบโนกูเอ (Nokoué) นักบวชวูดูซึ่งเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณที่หลบหนีมาพร้อมกันได้เริ่มท่องมนตร์ศักดิ์สิทธิ์ขึ้น อีกไม่นานเหยี่ยวตัวใหญ่ปรากฏร่างขึ้น นำนักบวชวูดูผู้นั้นขึ้นขี่หลัง และพาบินลัดฟ้าไปจนถึงเกาะเล็กๆ แห่งหนึ่งกลางทะเลสาบโนกูเอ 

ขณะนั้นพวกฟอนกำลังไล่ตามมาอย่างกระชั้นชิด เสียงโห่ร้องดังขึ้นอื้ออึงเมื่อเห็นชนเผ่าไอโซยืนรวมกลุ่มอย่างหวาดหวั่นอยู่ริมน้ำ ไม่นานเหยี่ยวตัวเดิมก็พานักบวชวูดูผู้นั้นกลับมายังชายฝั่ง ท่านรีบท่องมนตร์ศักดิ์สิทธิ์ขึ้นอีกบทหนึ่ง คราวนี้มีจระเข้ตัวใหญ่ปรากฏกายขึ้น นักบวชวูดูรีบต้อนชาวเผ่าไอโซขึ้นขี่หลังจระเข้ตัวนั้น แล้วจระเข้ก็ว่ายน้ำพาพวกเขาไปยังเกาะเล็กๆ ที่เหยี่ยวนำนักบวชวูดูมาก่อนหน้านี้ เมื่อพวกเขาลงจากหลังจระเข้ ก็สังเกตได้ว่าไม่มีพวกฟอนไล่ตามพวกเขามาอีก เสียงโห่ร้องอื้ออึงเมื่อสักครู่กลับเงียบสงบลงทันที บรรพบุรุษของเผ่าไอโซจึงตัดสินใจอาศัยอยู่บนเกาะกลางทะเลสาบแห่งนั้น โดยไม่คิดจะกลับขึ้นไปเหยียบพื้นดินอีกเลย 

ล่องเรือเที่ยวก็องวิเย่ เวนิสแห่งแอฟริกาที่รอดพ้นการค้าทาสจนเป็นเมืองเสรีชนบนผืนน้ำ
ภาพ : www.commons.wikimedia.org

ดินแดนเหนือทะเลสาบแห่งนี้จึงเป็นดินแดนแห่งความสงบที่พวกเขาขนานนามว่า ก็องวีเย่ (Ganvié) ผู้ที่อาศัยอยู่ ณ ที่นี้จะมีแต่ความปลอดภัย พ้นจากความเป็นทาส และเป็นเสรีชนไปตลอดกาล 

ต่อมาชนเผ่าไอโซจึงได้รับการขนานนามว่าโตฟินู (Tofinu) คำว่าโตฟิน (Tofin) แปลว่าคน ส่วนคำว่าฟินู (Finu) หมายถึงน้ำ สองคำนี้จึงหมายถึงคนที่อาศัยอยู่บนผืนน้ำ โตฟินูจึงเป็นหนึ่งในชนเผ่าที่หนีรอดจากการค้าทาสได้สำเร็จ

“หากไปถึงก็องวิเย่แล้วจะเห็นรูปปั้นเหยี่ยวกับจระเข้ศักดิ์สิทธิ์ตั้งอยู่ใกล้ๆ เกาะที่บรรพบุรุษโตฟินูหนีพวกฟอนมาลงหลักปักฐานเป็นครั้งแรก” ลุงโคฟี่กล่าวสรุปพอดีกันกับที่เรามาถึงก็องวิเย่เป็นที่เรียบร้อย

เวนิสแห่งแอฟริกา

เวนิสแห่งแอฟริกาไม่มีเรือกอนโดลา ไม่มีคนแจวเรือที่คอยขับกล่อมด้วยเพลงนาโปลิตานหวานซึ้ง ที่นี่มีแต่เรือยนต์สีสด ลำใหญ่ นั่งสบาย ที่กำลังพาผมกับลุงโคฟี่ออกจากฝั่ง ลัดเลาะไปตามท้องน้ำของทะเลสาบโนกูเอ

ล่องเรือเที่ยวก็องวิเย่ เวนิสแห่งแอฟริกาที่รอดพ้นการค้าทาสจนเป็นเมืองเสรีชนบนผืนน้ำ

“จากตำนานที่เล่าให้ฟังเมื่อสักครู่ หากวิเคราะห์จากบริบทอื่นๆ ก็จะพบว่าชาวเผ่าโตฟินูเป็นชาวประมง และอาศัยอยู่ริมชายฝั่งทะเลสาบโนกูเอมาก่อน ในขณะที่เผ่าฟอนอาศัยอยู่ในป่าลึก ชำนาญเฉพาะพื้นดิน เมื่อเผ่าโตฟินูถูกคุกคามและรุกรานหนักเข้า จึงตัดสินใจย้ายถิ่นฐานบ้านเรือนมาอาศัยในน้ำแทนเสียเลย วิธีนี้ได้ผลมาก เพราะชาวเผ่าฟอนไม่มีทักษะการเอาตัวรอดในน้ำได้ดีเท่าเผ่าโตฟินู จึงไม่กล้าตามลงไป พวกเขาจึงอยู่รอดปลอดภัยจนหมดยุคการค้าทาส 

“ตั้งแต่นั้นมาชาวโตฟินูก็ไม่เคยกลับขึ้นไปอยู่บนแผ่นดินอีกเลย”

บ่ายวันนั้นเรือแล่นฉิวฝ่าลมพัดแรง อากาศไม่ร้อนแม้แดดจะจ้าพอสมควร ชาวบ้านพายเรือไม้ที่ขุดจากท่อนซุงสวนกันไปมาดูคึกคัก เรือบางลำเป็นเรือไม้ลำใหญ่ กางใบเรือที่ทำจากวัสดุรีไซเคิลอย่างถุงปุ๋ยหรือเศษผ้าที่นำมาปะชุนต่อๆ กัน เครื่องแต่งกายของหญิงชาวบ้านไม่ว่าจะเป็นชุดหรือผ้าโพกผม ล้วนทำจากผ้าพื้นเมืองแอฟริกันสีสันสดใส ช่วยแต่งแต้มบรรยากาศให้มีชีวิตชีวาและน่าบันทึกภาพมากๆ แต่เมื่อผมยกกล้องขึ้นครั้งใด นายแบบ/นางแบบของผมจะหันหน้าหนีทันที ไม่ก็เอามือหรือตะกร้าบังใบหน้า และมีอีกหลายคนที่ยกมือห้ามพร้อมส่งสายตาปรามอย่างโกรธๆ

ล่องเรือเที่ยวก็องวิเย่ เวนิสแห่งแอฟริกาที่รอดพ้นการค้าทาสจนเป็นเมืองเสรีชนบนผืนน้ำ

เวลาเดินทางในประเทศทางแถบแอฟริกา ผมมักจะได้รับคำเตือนเรื่องการถ่ายภาพอยู่เสมอ ไม่ว่าภาพบุคคลหรือภาพสถานที่ และผมก็พยายามไม่ทำให้ใครต้องอารมณ์เสีย หากผมจะถ่ายรูปใคร ก็จะขออนุญาตทุกครั้ง ถ้าได้รับการปฏิเสธ ผมก็จะกล่าวขอโทษและจากไปด้วยความเข้าใจ ตามข้อมูลที่ผมได้รับทราบมานั้นระบุว่า สาเหตุที่คนแอฟริกันไม่ถูกกับกล้อง เพราะบางประเทศเคยตกอยู่ในภาวะสงครามมานานจนไม่ไว้ใจกัน บางดินแดนมีความเชื่อเรื่องขวัญที่อาจจะออกจากร่างเมื่อโดนถ่ายภาพ แต่ส่วนใหญ่คิดว่านักท่องเที่ยวชอบนำภาพของพวกเขาไปขายหาผลประโยชน์ หรือไม่ก็นำไปเผยแพร่ในทางเสียหาย เช่น ทำให้คนเข้าใจผิดว่าแอฟริกาเป็นดินแดนยากจนข้นแค้น เป็นการสร้างภาพจำในเชิงลบให้พวกเขา

สำรวจชีวิตบนผืนน้ำของชาวเผ่าโตฟินู ฟังประวัติศาสตร์เที่ยวเมืองก็องวิเย่ ‘เวนิสแห่งแอฟริกาตะวันตก’ ที่รอดพ้นจากการค้าทาส

แต่สำหรับวันนี้ การจะขออนุญาตชาวบ้านที่กำลังพายเรืออยู่นั้น คงเป็นไปแทบไม่ได้ จะให้ผมล่องเรือเข้าไปข้างๆ แล้วเอ่ยปากขออนุญาตถ่ายภาพก็ดูจะลำบากทั้งเขาและเรา ดังนั้น หลังจากที่ผมลองยกกล้องเพื่อเตรียมบันทึกภาพไปสักระยะ จนเริ่มรู้สึกว่าพวกเขาไม่ชอบอย่างจริงจัง ผมจึงตัดสินใจบันทึกภาพแต่เฉพาะจากด้านหลังเท่านั้น และงดการบันทึกภาพใบหน้าโดยเด็ดขาด ดังนั้น บันทึกนี้จึงมีภาพด้านหลังของชาวเผ่าโตฟีนูเป็นหลักนะครับ

เรือพาเราลัดเลาะร่องน้ำไปตามแนวใบปาล์มแห้งๆ สีน้ำตาลที่เรียงตัวคดเคี้ยวไปมาเสมือนแนวเขื่อนที่ซ้อนทับกันไปเรื่อยๆ ลุงโคฟี่อธิบายว่า นี่คือการสร้างโครงข่ายดักปลาตามภูมิปัญญาท้องถิ่น มีชาวบ้านมาตกเบ็ดทอดแหทอดอวนกันอยู่บริเวณนั้นมากมาย อาจกล่าวได้ว่าชาวก็องวิเย่มีอาชีพอันเกี่ยวเนื่องกับการประมงในอัตราร้อยเปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว และตลาดรองรับสินค้าของพวกเขา ก็คือเมืองศูนย์กลางอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจของประเทศเบนินอย่างโกโตนู

สำรวจชีวิตบนผืนน้ำของชาวเผ่าโตฟินู ฟังประวัติศาสตร์เที่ยวเมืองก็องวิเย่ ‘เวนิสแห่งแอฟริกาตะวันตก’ ที่รอดพ้นจากการค้าทาส

เรือพาเราชมทิวทัศน์ที่สวยงามไปเรื่อยๆ จากเขตประมงชายฝั่งก็เริ่มออกสู่พื้นทะเลสาบโนกูเอที่กว้างใหญ่ อยู่ดีๆ เราก็เห็นหมู่บ้านขนาดใหญ่ปรากฏตัวขึ้นมากลางทะเลสาบ หมู่บ้านนี้แน่นขนัดไปด้วยเรือนไม้หลายร้อยหลังที่ปลูกอยู่บนเสาสูง แผ่อาณาบริเวณกว้างไกล จากการสำรวจพบว่ามีประชากรกว่า 30,000 คน ที่อาศัยอยู่บนเมืองน้ำแห่งนี้ 

เมื่อเข้าสู่หมู่บ้าน เราพบว่ามีคลองสายหลักที่เป็นเหมือนถนนใหญ่ และมีคลองย่อยที่เป็นดั่งซอยเล็กซอยน้อยที่พาลัดเลาะไปยังบ้านที่อยู่ลึกๆ เข้าไป ยิ่งเข้าเขตหมู่บ้านก็ยิ่งพบชาวบ้านที่ยังคงสัญจรไปมาด้วยเรือพายมากขึ้น ผมรีบเก็บกล้องลงเป้ แล้วส่งยิ้มหวานพร้อมโบกมือแสดงความเป็นมิตร คราวนี้ผมเริ่มได้รับรอยยิ้มตอบกลับมาบ้างแล้ว และมันดีกว่าสายตาโกรธเกรี้ยว หรือการหันหน้าหนีที่ได้เผชิญมาเมื่อสักครู่

สำรวจชีวิตบนผืนน้ำของชาวเผ่าโตฟินู ฟังประวัติศาสตร์เที่ยวเมืองก็องวิเย่ ‘เวนิสแห่งแอฟริกาตะวันตก’ ที่รอดพ้นจากการค้าทาส

เรือนไม้หลายหลังทำหน้าที่เป็นโบสถ์ เป็นมัสยิด เป็นโรงเรียน เป็นร้านอาหาร เป็นร้านชำ และมีแม้กระทั่งบาร์และดิสโก้เทค ส่วนมากทาสีสันฉูดฉาดดึงดูดสายตา ร้านที่ผมชอบมากคือร้านเสริมสวยที่สาวๆ ช่างแต่งผมแต่งหน้าอยู่ในเครื่องแบบสีชมพูหวาน พวกเธอกำลังช่วยกันดูแลลูกค้าคนสำคัญที่มีเพียงหนึ่งเดียวในขณะนั้น ทั้งเลือกวิกและจัดแต่งทรงผม เสียงหัวเราะสดใสของพวกเธอลอยแว่วมาตามลม

สำรวจชีวิตบนผืนน้ำของชาวเผ่าโตฟินู ฟังประวัติศาสตร์เที่ยวเมืองก็องวิเย่ ‘เวนิสแห่งแอฟริกาตะวันตก’ ที่รอดพ้นจากการค้าทาส

เราแวะขึ้นไปเดินเล่นที่ร้าน Chez M à Ganvié หนึ่งในร้านขายของที่ระลึกที่มีเพียงไม่กี่ร้านเพื่อเลือกหาสินค้าหัตถกรรมพื้นถิ่นหรือผ้าพิมพ์ลายสวยติดไม้ติดมือกลับไป และลองทานน้ำมะม่วงเรียกความสดชื่นยามบ่าย เราเดินลัดเลาะบนสะพานไม้ที่ทอดตัวผ่านบ้านหลายสิบหลังรวมทั้งผ่านโรงเรียน ผ่านร้านชำ ให้ได้สำรวจความเป็นอยู่พอหอมปากหอมคอ 

สำรวจชีวิตบนผืนน้ำของชาวเผ่าโตฟินู ฟังประวัติศาสตร์เที่ยวเมืองก็องวิเย่ ‘เวนิสแห่งแอฟริกาตะวันตก’ ที่รอดพ้นจากการค้าทาส
ภาพ : www.thewandertheory.com

ก่อนจบการล่องเรือ เราวนไปยังตลาดสดของเมือง ที่นั่นมีเรือหลายลำจอดขายสินค้ามากมาย ไม่ว่าผักผลไม้สด ข้าวสาร อาหารแห้ง แป้ง ข้าวโพด หัวเผือก หัวมัน ตลอดจนเนื้อสัตว์ รวมทั้งแชมพู สบู่ วิกผม ยาทาเล็บ หลอดไฟ ฯลฯ ตามที่พบได้ในตลาดทั่วไป แต่ความเก๋ของที่นี่คือ ทุกอย่างอยู่บนเรือลำนู้นลำนี้เต็มบริเวณ โดยขาช้อปก็พายเรือออกมาซื้อของโดยแวะไปตามเรือลำต่างๆ ผมอยากจะถ่ายภาพมากๆ เลยนะครับ แต่ผมก็ตัดใจว่าผมไม่อยากสร้างความโกรธให้กับใคร และผมก็เลือกใช้สายตาบันทึกภาพไว้แทน

สำรวจชีวิตบนผืนน้ำของชาวเผ่าโตฟินู ฟังประวัติศาสตร์เที่ยวเมืองก็องวิเย่ ‘เวนิสแห่งแอฟริกาตะวันตก’ ที่รอดพ้นจากการค้าทาส

เวลาที่ก็องวิเย่ผ่านไปอย่างเพลิดเพลินตลอดช่วงบ่าย และแล้วก็ถึงเวลาที่เราจะกลับขึ้นฝั่งกันเสียที เรือยนต์หันหัวออกจากตลาด ลัดเลาะคลองเล็กคลองน้อยจนมาออกคลองใหญ่ 

“เมอซิเออร์ เมอซิเออร์… ถ่ายรูปหน่อยสิครับ มีเสียงตะโกนเป็นภาษาฝรั่งเศสดังขึ้น มีคนกำลังชวนให้ถ่ายรูป นี่ผมหูฝาดไปรึเล่าเนี่ย

ผมหันไปหาเด็กชายเจ้าของเสียงที่นั่งแจวเรืออย่างคล่องแคล่ว แล้วก็ยกกล้องขึ้นพร้อมส่งสายตาเป็นเชิงขออนุญาตอีกครั้ง เจ้าหนูยิ้มรับเขินๆ ตามมาด้วยเสียงลั่นชัตเตอร์ดังแชะ ก่อนที่ผมจะหันภาพถ่ายยื่นให้เขาดู นั่นจึงเป็นภาพถ่ายเพียงภาพเดียวที่นายแบบเต็มใจ

สำรวจชีวิตบนผืนน้ำของชาวเผ่าโตฟินู ฟังประวัติศาสตร์เที่ยวเมืองก็องวิเย่ ‘เวนิสแห่งแอฟริกาตะวันตก’ ที่รอดพ้นจากการค้าทาส

“Merci beaucoup ขอบคุณมากๆ นะ” ผมกล่าวขอบคุณน้องชายใจดี เขายิ้มทะเล้นอีกครั้ง ก่อนที่เรือจะแล่นไปช้าๆ จนพ้นเขตหมู่บ้าน และเร่งความเร็วกลับเข้าสู่ฝั่งพร้อมกับความประทับใจเวนิสแห่งแอฟริกานามว่าก็องวิเย่แห่งนี้

ส่งท้ายที่อวีดาฮ์

หลังจากการเดินทางในก็องวิเย่จบลง ผมมีโอกาสเดินทางต่อไปยังเมืองอวีดาฮ์ ไปยืนอยู่ใต้ประตูที่ไม่หวนกลับ และมองออกไปยังมหาสมุทรแอตแลนติกที่ทอดตัวเวิ้งว้างอยู่เบื้องหน้า เลยไปไกลแสนไกลก็คือทวีปอเมริกา ผมอดคิดถึงชาวแอฟริกันนับล้านชีวิตที่หลบหนีการค้าทาสไม่สำเร็จเหมือนชาวโตฟินูแห่งก็องวิเย่

สำรวจชีวิตบนผืนน้ำของชาวเผ่าโตฟินู ฟังประวัติศาสตร์เที่ยวเมืองก็องวิเย่ ‘เวนิสแห่งแอฟริกาตะวันตก’ ที่รอดพ้นจากการค้าทาส

“เมื่อเดินผ่านประตูไม่หวนกลับเพื่อเตรียมลงเรือ ทาสหลายคนทุ่มตัวลงกินทรายเพราะเชื่อว่าอย่างน้อยก็ยังมีอะไรจากแผ่นดินแม่ติดตัวไปบ้าง บางคนก็ถึงขั้นเสียสติทำร้ายตัวเอง และมีอีกหลายคนที่เลือกปลิดชีวิตด้วยการกระโดดน้ำทะเลพร้อมโซ่ตรวน เพราะไม่อยากจากบ้านเกิดไปยังโลกใหม่” ลุงโคฟี่กล่าว เสียงของลุงค่อยๆ แผ่วลงและขาดหายไปพร้อมกับลำแสงสุดท้ายยามอาทิตย์อัสดง ผมยืนนิ่ง มองไปข้างหน้า ลำคอแหบแห้ง รอบตัวมีแต่ความเงียบงัน

ประวัติศาสตร์หน้าหนึ่งได้ปิดฉากลงไปแล้ว สิ่งสำคัญคือเราเรียนรู้อะไรจากประวัติศาสตร์กันบ้าง และเราพยายามกันแค่ไหนที่จะไม่ทำให้สิ่งเลวร้ายเช่นนั้นเกิดขึ้นซ้ำ และเราพยายามกันมากพอแล้วหรือยัง

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีหมวกรุ่นพิเศษจาก Painkiller Atelier X The Cloud ส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer

โลจน์ นันทิวัชรินทร์

หนุ่มเอเจนซี่โฆษณาผู้มีปรัชญาชีวิตว่า "ทำมาหาเที่ยว" เพราะเรื่องเที่ยวมาก่อนเรื่องกินเสมอ ชอบไปประเทศนอกแผนที่ที่ไม่ค่อยมีใครอยากไป เลยต้องเต็มใจเป็น solo backpacker Instagram : LODE_OAK

Photographers

โลจน์ นันทิวัชรินทร์

หนุ่มเอเจนซี่โฆษณาผู้มีปรัชญาชีวิตว่า "ทำมาหาเที่ยว" เพราะเรื่องเที่ยวมาก่อนเรื่องกินเสมอ ชอบไปประเทศนอกแผนที่ที่ไม่ค่อยมีใครอยากไป เลยต้องเต็มใจเป็น solo backpacker Instagram : LODE_OAK

ดวงฤทัย พุ่มชูศรี

ลูกคนกลางที่เกิดวันพฤหัสบดี มีโลกส่วนตัวสูง แต่ชอบตะลุยโลกกว้าง ขีดๆ เขียนๆ บันทึกเอามัน สีน้ำบ้าง ถ่ายรูปด้วยความหลงใหลด้วยฟิล์มบ้าง ดิจิทัลบ้างตามอารมณ์ ติดตามบันทึกการเดินทางประเทศไม่ธรรมดาที่ Facebook และ Instagram)

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load