ด้วยความตื่นเต้นบวกกับอากาศที่หนาวจนนอนไม่หลับ ทำให้เราตื่นตั้งแต่ตี 3 ซึ่งเร็วกว่าเวลาที่ตั้งนาฬิกาไว้ครึ่งชั่วโมง เราลุกขึ้นยืนแต่งตัวเต็มยศ เสื้อ 5 ชั้น กางเกง 4 ชั้น ถุงเท้า 3 ชั้น ถุงมือ 2 ชั้น ความกลัวหนาวขั้นสุดนี้ทำให้ผู้หญิงร่างผอมสูงอย่างเรากลายร่างเป็นหมียักษ์ในทันที

อีก 15 นาทีจะถึงเวลานัด เราจึงนั่งรออย่างเงียบๆ อยู่คนเดียวในห้องพักท่ามกลางความมืด พยายามข่มความตื่นเต้นและความกลัวที่เกิดขึ้นในตอนนี้ ความพยายามฝึกซ้อมร่างกายตลอดหลายเดือนที่ผ่านมาจะได้รับการทดสอบและจบลงภายในเช้าวันนี้ โดยเนินเขาที่มีชื่อว่า คาลาปาทาร์ (Kala Patthar)

เมื่อ 7 วันที่แล้ว เราเริ่มเดินเทรคในประเทศเนปาล ตั้งแต่เมืองลุคลา (Lukla) จนมาถึงเมืองโกรักเชป (Gorakshep) เมืองที่พักสำหรับนักเดินเขาที่ต้องการไป Everest Base Camp (EBC) และเมืองนี้ยังเป็นที่ตั้งของเนินเขาสูงใหญ่คาลาปาทาร์ เป้าหมายของเราในวันนี้

นักเดินเขาส่วนใหญ่ที่มาที่นี่ จุดหมายหลักคือการไป EBC ดังนั้น จึงไม่ค่อยมีใครอยากเสียพลังงานไปกับการเดินขึ้นเนินเขาที่อยู่ระหว่างทาง ด้วยความสูงที่มากถึง 5,545 ม. ซึ่งสูงกว่า EBC ที่มีความสูง 5,380 ม. ทำให้การเดินขึ้นคาลาปาทาร์นั้นค่อนข้างยาก ทั้งอากาศที่เบาบาง ความชัน และความหนาว จึงทำให้เนินเขานี้ไม่ใช่ที่ฮิตสักเท่าไหร่สำหรับนักเดินเขามือใหม่ และถูกมองเหมือนเป็นตัวเลือกเสริมสำหรับนักเดินเขาที่มีพลังงานเหลือมากกว่า

จริงอยู่ที่สักครั้งในชีวิตของนักเดินเขาทุกคนคงอยากไป EBC การได้ไปยืนอยู่ที่จุดเริ่มต้นของยอดเขาที่สูงที่สุดในโลกคือสิ่งที่ฝัน น่าเสียดายที่จุดนั้นเป็นเพียงจุดเดียวที่มองไม่เห็นยอดเขาเอเวอเรสต์ แต่ฝันของนักเดินเขาไม่ได้จบอยู่แค่นั้น เพราะยังมีบริเวณที่มองเห็นยอดเขาเอเวอเรสต์ได้ใกล้ที่สุดเท่าที่นักเดินเขามือสมัครเล่นจะทำได้ คือบนเนินเขาคาลาปาทาร์นั่นเอง บนจุดสูงสุดของเนินเขานั้น นักเดินเขาที่มุ่งมั่นจะได้รับรางวัลตอบแทนเป็นภาพพระอาทิตย์ขึ้นที่ด้านหลังยอดเขาเอเวอเรสต์ ท่ามกลางเทือกเขาหิมาลัยที่แสนจะอลังการ และแน่นอนว่า เราก็ต้องการรางวัลนี้ด้วยเหมือนกัน

ดังนั้น วันที่เราบอก ‘จาหนัก’ ไกด์รุ่นใหญ่ชาวเนปาลจอมกวนว่าจะขึ้นคาลาปาทาร์ จาหนักจึงมีสีหน้าประหลาดใจนิดหน่อย คงคิดว่ามือใหม่อย่างเราไม่น่าจะอยากขึ้นเนินเขานี้ และเพราะความสะบักสะบอมที่เราแสดงให้จาหนักเห็นมาตลอด 7 วัน ว่าเราเป็นนักเดินเขาที่อ่อนแอขนาดไหน จาหนักยิ้มมุมปากพร้อมพูดกับเราอย่างสบายๆ ว่า

“ดี! เทพคาลาปาทาร์จะเป็นคนบอกคุณเองว่าคนที่แข็งแกร่งที่สุดคือใคร”

Kala Patthar, เอเวอเรสต์ Kala Patthar, เอเวอเรสต์

ถึงเวลานัดแล้ว เราเปิดประตูห้องพักที่ทำจากไม้อัดแบบบางเฉียบแล้วเดินลงมาพบกับจาหนักและนักเดินเขาคนอื่นๆ ในทีมที่รอคอยอยู่ที่ห้องอาหาร จาหนักเป็นชาวเนปาลรุ่นใหญ่ อายุ 40 กว่าๆ เกิดและเติบโตในภูเขาสูงของเนปาล แต่หลังจากที่พวกเราได้เดินทางมาด้วยกันพักใหญ่ จึงได้รู้ว่าจริงๆ แล้วจาหนักควรเป็นชาวอำเภอท่าแซะมากกว่า ขนาดคำพูดติดปากยังเป็นคำว่า “โอเค ซันเต๋อ” ซึ่งแปลว่า “โอเค สุดหล่อ” ปกติจาหนักจะพูดจากวนๆ ทีเล่นทีจริงทุกครั้ง แต่เช้านี้ ในช่วงการอธิบายเรื่องการเดินขึ้นเขา น้ำเสียงของจาหนักไม่มีการล้อเล่นอยู่ในนั้นเลยแม้แต่นิดเดียว

“เดินช้าๆ จิบน้ำบ่อยๆ พยายามทำตัวให้อบอุ่นเพราะข้างบนคุณจะหนาวแบบสุดๆ ระหว่างทางคุณอาจเกิดอาการ AMS (โรคแพ้ความสูง) หากปวดหัว และเริ่มอยากอาเจียน คุณต้องเดินลง อย่าพยายามดันทุรังเดินขึ้นเขาต่อ หากวันนี้คุณเดินไม่ถึงยอด ก็ไม่เป็นไร เพราะคุณจะกลับมาขึ้นคาลาปาทาร์เมื่อไหร่ก็ได้ แต่ถ้าคุณตายวันนี้ คุณจะไม่สามารถกลับมาขึ้นยอดเขายอดไหนได้อีกเลย”

เราทุกคนมองหน้ากันท่ามกลางความเงียบ จาหนักไม่ได้ขู่พวกเรา เพียงแต่พูดความจริงที่อยู่ตรงหน้า การเดินขึ้นเขาคือการทรมานร่างกายตัวเองอย่างช้าๆ ทุกๆ ก้าวคือพาตัวเองไปอยู่ในจุดที่อากาศน้อยลงไปเรื่อยๆ เป็นการท้าทายร่างกายและจิตใจของตัวเองอย่างที่สุด

แม้ว่านี่ไม่ใช่ยอดเขายอดแรกของเรา แต่ครั้งนี้จะเป็นยอดที่สูงที่สุดเท่าที่เคยผ่านมา เราเข้าใจความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น และจะไม่ประมาทกับสิ่งนี้เป็นอันขาด เราพยักหน้ารับคำจาหนัก จากนั้นจึงสะพายเป้น้ำขึ้นหลัง ใส่ถุงมือ หยิบไม้ Pole จิตใจเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและความมุ่งมั่น โดยไม่ได้รู้ตัวเลยว่าในอีก 2 ชั่วโมงข้างหน้า เราจะได้พบกับความทรมานที่สุดทั้งทางร่างกายและจิตใจของเรา

ตีสี่สิบห้า พวกเราใส่ไฟฉายคาดหัว แล้วเริ่มออกเดินทางท่ามกลางความมืดสู่ยอดเขาคาลาปาทาร์ ตามคำบอกเล่าของจาหนัก พื้นที่บนยอดเขานั้นมีหลายแบบ เริ่มด้วยดินที่มีความแข็ง ตามด้วยกรวดร่วน และด้านบนสุดเป็นก้อนหินยักษ์ทับกันไปมาที่ปกคลุมด้วยหิมะ

ช่วงแรกๆ เส้นทางเดินไม่ยากนัก แต่ด้วยความชันที่ไม่ธรรมดาและระดับความสูง 5 พันกว่าเมตรเหนือน้ำทะเล ออกซิเจนเบาบางมาก หลังจากเดินไปได้ราวๆ ครึ่งชั่วโมงก็พบกับอาการเหนื่อยผิดปกติ หัวใจเต้นรัวๆ เหมือนกับจะระเบิดออกมา อาการหอบถี่ๆ และไอเริ่มมาเป็นพักๆ ยิ่งเหนื่อยมากเท่าไหร่ยิ่งทำให้เริ่มหายใจทางปากมากขึ้น ซึ่งเป็นสัญญาณที่ไม่ดีเลย เพราะนั่นจะทำให้คอยิ่งแห้ง ทุกครั้งที่สูดลมหายใจเข้าจะรู้สึกได้ถึงความเย็นที่ผ่านปากและจมูกเข้าไปในร่างกาย เหมือนเวลาที่ดื่มเหล้าเพียว จะรู้สึกร้อนวาบลงไปถึงข้างใน แต่ครั้งนี้กลับกัน กลายเป็นความเย็นเฉียบที่ไหลเข้าสู่ร่างกายแทน

จาหนักไม่ได้พูดเกินจริงเรื่องความหนาวเลย ทุกครั้งที่มีลมพัดมาร่างกายจะหนาวสั่นไปหมด ผ้าบัฟที่ใส่คลุมใบหน้าเหลือไว้แค่บริเวณดวงตาช่วยป้องกันความหนาวเย็นได้ดี แต่กลับทำให้หายใจได้อย่างยากลำบาก เราต้องคอยเปิดผ้าบัฟเพื่อหายใจเป็นพักๆ แต่ทุกครั้งที่เปิดผ้าผิวหน้าก็จะแสบไปหมด เพราะต้องปะทะกับลมหนาว ริมฝีปากเริ่มแห้งแตก เจ็บหลายจุด และค่อยๆ กลายเป็นสีม่วงคล้ำ เราก้มลงมองที่เท้าตัวเอง แต่ไม่รู้สึกถึงนิ้วเท้าเลย มันชาไปหมด ได้แต่สงสัยว่าถ้าถอดรองเท้าออกมานิ้วเท้าจะหลุดออกมาจากเท้าไหม ภาพนิ้วเท้ากุดดำของคนที่โดนหิมะกัดผ่านเข้ามาในหัว เราสะบัดหน้าหนีเพื่อให้ภาพอันสยดสยองหายไป แล้วตั้งใจเดินต่อ

Kala Patthar, เอเวอเรสต์

 

ความชันค่อยๆ เพิ่มขึ้น รู้สึกได้จากน่องขาที่ปวดร้าวมากกว่าเดิม แต่เราก็ยังคงเดินต่อไปท่ามกลางความมืด ทั้งเหนื่อย หนาว และฟุ้งซ่าน ความมืดทำให้มองไม่เห็นอะไรเลย มีเพียงแสงจากไฟฉายคาดหัวคอยส่องทางให้เห็นพื้นที่ตัวเองกำลังเดินอยู่ และเมื่อเงยหน้าขึ้นมาก็จะเห็นเพียงขบวนแสงไฟดวงเล็กๆ จากไฟฉายคาดหัวของเหล่านักเดินเขาที่ทอดยาวสู่เนินเขาด้านบนท่ามกลางความมืดมิด สำหรับบางคนภาพนี้อาจดูสวยงาม จนต้องหยิบกล้องขึ้นมาบันทึกไว้ แต่สำหรับเรานั้น ขบวนแสงไฟเหล่านี้กลับเป็นสิ่งที่สร้างความท้อใจอย่างมาก เพราะมันยิ่งทำให้มองเห็นความชันและระยะทางอีกยาวไกลซึ่งดูเหมือนไม่มีที่สิ้นสุด

นี่เรามาทำอะไรที่นี่กันแน่?

มาทรมานตัวเองทำไม (วะ) ?

คำถามมากมายเริ่มเกิดขึ้นในหัว ทำให้ใจยิ่งร้อนรน กังวลว่าจะเดินขึ้นไปไม่ทันดูภาพพระอาทิตย์ขึ้นและบางทีก็กังวลว่าจะเดินขึ้นไม่ไหวควรตัดใจเดินลงแทน ความสับสนภายในจิตใจนั้นทำให้ช่วงเวลาสั้นๆ กลายเป็นยาวนานเหมือนชั่วนิรันดร์ เมื่อเรากังวลเรื่องที่ 1 หลังจากฟุ้งซ่านจนจบ มีสติได้สักพัก ก็จะเริ่มกังวลเรื่องที่ 2 และ 3 วนไปแบบนี้เรื่อยๆ ทุกก้าวเดินคือความทรมานทั้งร่างกายและจิตใจอย่างสาหัส

หลังจากฝืนทนเดินไปเรื่อยๆ ในที่สุดเราก็มาถึงครึ่งทางของคาลาปาทาร์ เราเงยหน้ามองหาเพื่อนคนอื่นๆ แต่ทุกๆ คนเดินแยกกันไปหมดแล้ว เราจึงหยุดพักเพื่อทานขนมเพิ่มพลังงาน แล้วเมื่อหันไปดูดน้ำในเป้ ปรากฏว่าดูดไม่ขึ้น เพราะน้ำดื่มกลายเป็นน้ำแข็งไปหมดแล้ว!

ด้วยอุณหภูมิที่ต่ำกว่า 0 องศาเซลเซียสทำให้น้ำในเป้เปลี่ยนสภาวะจากของเหลวกลายไปเป็นน้ำแข็งจนหมด

“ทำไมถึงลืมกระติกน้ำเก็บความร้อน!”

เราโวยวายอยู่ในใจ โมโหตัวเองที่ลืมเรื่องนี้ไปสนิท การไม่ได้ดื่มน้ำจะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดอาการ AMS ให้สูงขึ้น เรานั่งหมดแรงอยู่ตรงนั้น มันคือที่สุดแล้วจริงๆ ไม่เหลืออะไรอีกแล้วทั้งพลังกายและพลังใจ ได้แต่รู้สึกท้อใจ…หนาว…เหนื่อย…หิวน้ำ และโมโห นี่เราต้องเดินลงจริงๆ แล้วใช่ไหม?

เราเงยหน้ามองไปที่ยอดเขา ก็ยังคงมองไม่เห็นอะไรเลยนอกจากความมืด ภาพในหัว Flashback ไปถึงรีวิวกระทู้ที่เคยอ่านก่อนมาเดินขึ้นเขาที่เนปาล เหล่าผู้คนมากมายที่บรรยายถึงความโหดบนเส้นทางคาลาปาทาร์ และมักจะจบลงที่ตรงครึ่งทาง วันนี้รู้ซึ้งแล้ว เสียงนักเดินทางที่เจอกันในเมืองก่อนหน้านี้ดังก้องอยู่ในหัว

“คาลาปาทาร์ ไปแค่ครึ่งทางก็พอแล้ว ตรงนั้นก็เห็นยอดเขาเอเวอเรสต์แล้ว วิวครึ่งทางก็เหมือนๆ กับที่ยอดนั่นแหละ”

แต่เมื่อยิ่งทบทวนคำพูดนั้น กลับยิ่งรู้สึกว่า “มันเป็นแบบนั้นจริงๆ น่ะหรอ?”

Kala Patthar, เอเวอเรสต์ Kala Patthar, เอเวอเรสต์

ในระหว่างที่กำลังนั่งหมดอาลัยตายอยากอยู่นั้น แสงอาทิตย์เริ่มสาดส่อง ความอบอุ่นเริ่มเข้ามาแทนที่ พระอาทิตย์ขึ้นแล้ว แม้จะยังไม่โผล่ออกมาจากด้านหลังยอดเขาเอเวอเรสต์ แต่ก็สร้างความสว่างให้กับบริเวณโดยรอบ เรามองขึ้นไปที่ยอดเนินอีกครั้ง ในที่สุดตอนนี้ก็ได้เห็นยอดคาลาปาทาร์แล้ว เราสังเกตพื้นบริเวณยอดเขาราว 100 เมตรอันแสนชันนั้น คือก้อนหินก้อนขนาดใหญ่ที่ซ้อนทับกันไปมา และถูกปกคลุมไปด้วยหิมะ

ในเวลาอีกไม่นาน หิมะเหล่านี้จะโดนแสงแดดละลาย มันคงลื่นและเดินยากขึ้นไปอีกแน่นอน กะจากสายตาคิดว่าน่าจะต้องเดินขึ้นไปอีกราวๆ 1 ชั่วโมงจึงจะถึงยอด ไม่รู้ว่าทำไมแต่เมื่อมองเห็นเป้าหมายชัดเจนขึ้นแล้วกลับทำให้เรามีแรงฮึดขึ้นมา ทั้งแรงกายและแรงใจ คิดในใจว่าอีกไม่ไกล เราต้องทำได้แน่ๆๆๆ เราบอกตัวเอง ย้ำๆ อยู่แบบนั้น

เราลุกขึ้นยืนลองเช็กสภาพร่างกายของตัวเองอีกครั้ง ไม่หนาวมากแล้ว ความเหนื่อยยังไหว น้ำยังพอมีขลุกขลิก ยังไม่มีอาการโรคแพ้ความสูง เราค่อยๆ หายใจเข้า สูดอากาศเย็นเข้าเต็มปอด รวบรวมพลังทุกอย่างที่ยังเหลืออยู่ในร่าง แล้วก้าวเดินสู่ยอดเขาคาลาปาทาร์

Kala Patthar, เอเวอเรสต์ Kala Patthar, เอเวอเรสต์

 

ในที่สุดเราก็ได้เห็นภาพพระอาทิตย์ขึ้นที่ด้านหลังยอดเขาเอเวอเรสต์ท่ามกลางเทือกเขาหิมาลัย มันสวยงาม ยิ่งใหญ่ และคุ้มค่ากับความทรมานตลอดหลายชั่วโมงที่ผ่านมา การเตรียมความพร้อมร่างกายที่ก่อนหน้านี้คิดว่าเพียงพอแล้วแต่ก็ยังไม่พอจนเกือบทำให้เราไม่ได้มายืนที่จุดนี้

การเดินเขาคือการพยายามด้วยตัวเอง ไม่มีทางลัด มีแต่ต้องเตรียมพร้อมทั้งร่างกายและจิตใจ แล้วพาตัวเองผ่านความมุ่งมั่นไปให้ถึงจุดหมาย ภาพวิวครึ่งทางกับวิวบนยอดเหมือนหรือต่างกันนั้น เป็นสิ่งที่เราทุกคนล้วนมีคำตอบในใจที่ไม่เหมือนกัน เพราะการให้คุณค่าของสิ่งเหล่านั้นแตกต่างกัน ไม่มีคำตอบที่ถูกและคำตอบที่ผิด สิ่งที่เราทำได้คือการไปพิสูจน์ด้วยตัวเอง และหาคำตอบให้กับตัวเอง

ในตอนแรกเราคิดว่ารางวัลที่ยิ่งใหญ่จากคาลาปาทาร์คือภาพวิวสุดอลังการตรงหน้า แต่ที่จริงแล้วสิ่งที่เราได้รับคือ ‘การได้เห็นตัวเอง’ ในช่วงเวลาแห่งความสับสนตลอดเส้นทางนั้น ทำให้เราเข้าใจตัวเองมากขึ้น เห็นด้านที่ดีที่สุดและด้านที่แย่ที่สุดของตัวเอง ทุกก้าวของการเดินขึ้นคือการถอดเปลือกสิ่งที่ติดอยู่กับตัวเรา ถอดเงื่อนไข ถอดภาพลักษณ์ ถอดพันธะในตัวเราออกไป เราไม่สามารถพาสิ่งใดติดตัวขึ้นไปบนยอดเขาได้ สุดท้ายสิ่งเดียวที่จะเหลืออยู่บนนั้นคือตัวตนที่แท้จริงของเรา

ที่จุดสูงสุดของคาลาปาทาร์เรายืนมองพระอาทิตย์ขึ้นที่หลังยอดเขาเอเวอเรสต์ด้วยความสงบ แสงแดดไล่ความหนาวและความมืดออกไปจากทุกพื้นที่ รวมทั้งจิตใจเราด้วยเช่นกัน เรายิ้มให้กับตัวเอง มีบางอย่างในตัวเราได้เปลี่ยนไปนิดหนึ่ง

Kala Patthar, เอเวอเรสต์ Kala Patthar, เอเวอเรสต์ Kala Patthar, เอเวอเรสต์

หลังจากที่เราเดินกลับลงมาถึงด้านล่าง จาหนักและลูกหาบคนอื่นๆ ยืนรอพวกเราอยู่ที่หน้าโรงแรม ทุกคนตื่นเต้นที่จะได้เจอกับเรา จึงไม่มีใครเข้าไปนั่งรอในห้องอาหารเลย เราโบกมือสุดแขนเพื่อบอกพวกเขาว่าเราปลอดภัยดี ทุกคนพากันตะโกนโห่ร้องเชียร์และปรบมือต้อนรับ ดีใจไปกับเรา จาหนักยิ้มกว้างให้พวกเรา นี่เป็นครั้งแรกในรอบ 8 วันที่จาหนักไกด์รุ่นพ่อคนนี้ยิ้มกว้างอย่างจริงใจแบบไม่กวนประสาท
“You did it!!! Very very very good. Welcome back Jan.”

เราพยักหน้าตอบพร้อมน้ำตาคลอเบ้า

“Thank you Janak.”

ถ้าคุณมีประสบการณ์เดินทางแปลกใหม่จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญส่งเรื่องราวของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’

ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะมีสมุดบันทึกปกหนังเทียมเล่มสวยส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

สุธีรา โมรา

ชอบพาร่างกายและจิตใจไปทรมาน เพียงเพื่อเฝ้ามองการวิวัฒนาการของตัวเอง เสพย์ติดชา รักการอ่าน Manga และแพ้ทางอาม่าอากง

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

24 มิถุนายน 2564
5 K

ผมก้าวลงจากเรือโดยสารสู่หาดสีดำที่ทอดตัวยาวไปไกล ในที่สุดผมก็มาถึงหมู่บ้านรานอน (Ranon) บนเกาะแอมบริม (Ambrym) ประเทศวานูอาตู (Vanuatu) ได้สำเร็จเสียที หลังจากรอนแรมแบบลืมวันลืมคืนนับหมื่นกิโลเมตรจากกรุงเทพฯ สู่สิงคโปร์ เพื่อเปลี่ยนเครื่องมายังบริสเบน (Brisbane) ประเทศออสเตรเลีย แล้วต่อเครื่องอีกครั้งมายังเมืองพอร์ต วิลา (Port Vila) เมืองหลวงของประเทศ เปลี่ยนเป็นเครื่องบินเล็กอีกครั้งเพื่อบินมายังเมืองเครกโคฟ (Craig Cove) เกาะแอมบริม ก่อนจะลงเรือโดยสารเป็นเฮือกสุดท้ายมายังหมู่บ้านรานอนอันไกลโพ้น โอย เหนื่อย

เที่ยววานูอาตูแต่ดันกลายเป็นคุณครูจำเป็น ทำเอาชาวบ้านกรี๊ดทั้งเกาะเพราะมาจากไทย

มนุษย์เอเจนซี่โฆษณาอย่างผมต้องประชุมนำเสนองานเป็นประจำ การพูด พูด และพูด จึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้สำหรับอาชีพนี้ ดังนั้น เมื่อมีโอกาสพักร้อน ผมจึงเล็งเป้าหมายการเดินทางที่ไกลสุดขอบฟ้า เพื่อจะได้นั่งๆ นอนๆ โดยไม่ต้องสนใจใคร และที่ที่ผมเลือกสรรแล้วอย่างดีคือที่นี่ เกาะสวาทหาดสวรรค์ที่จะไม่มีใครมายุ่งกับผม 

ระยะเวลา 10 กว่าวันต่อจากนี้ คือเวลาที่ผมจะอยู่ในความสงบถึงขีดสุด

เที่ยววานูอาตูแต่ดันกลายเป็นคุณครูจำเป็น ทำเอาชาวบ้านกรี๊ดทั้งเกาะเพราะมาจากไทย

ป้าเอ็มม่า (Emma) คือเจ้าของบังกะโลที่ผมจะมาพักอยู่ด้วย เธอเป็นสตรีวัย 60 กว่าๆ ที่ยังแข็งแรงสดใสและดูอ่อนกว่าวัย ยิ่งเธอบอกว่าตลอด 10 กว่าวันนี้มีผมเป็นแขกเพียงคนเดียวของเธอ ผมยิ่งรู้สึกลิงโลดมากกว่าโดดเดี่ยว

แต่ผมกำลังจะได้รับรู้ความจริงในเวลาต่อมาว่าผมคิดผิด

“มาจากเมืองไทยเหรอ กรี๊ดดดดดดด” ป้าเอ็มม่ากรี๊ดออกมาอย่างจริงจัง

“โทนี่ จา เป็นยังไงบ้าง ป้าชอบโทนี่ จา มากๆ คนทั้งเกาะติดเรื่อง องค์บาก กันงอมแงม ทุกคนเป็นแฟนคลับโทนี่ จา กันทั้งนั้น” ป้าเอ็มม่ารัวใส่ผมไม่หยุด เธอชื่นชอบภาพยนตร์เรื่อง องค์บาก เอามากๆ เธอคลั่งไคล้ โทนี่ จา หรือ คุณจาพรม ยีรัมย์ อย่างเห็นได้ชัด และผมคือตัวเชื่อมของเธอกับดาราคนโปรด

ป้าเอ็มม่าออกเสียงองค์บากว่า อุ๊งบัก อย่างน่ารักจนผมต้องกลั้นยิ้ม และประโยคต่อมาก็คือ

“ถ้าป้าบอกคนในหมู่บ้านว่ามีแขกมาจากประเทศอุ๊งบักแล้วล่ะก็ รับรองทุกคนก็จะกรี๊ดเหมือนกัน” 

ที่บังกะโลไม่มีไฟฟ้า ไม่มีประปา มีแต่เรือนที่สร้างขึ้นจากต้นและใบมะพร้าวอย่างเรียบง่าย ในห้องมีเพียงมุ้งและฟูกนอนพร้อมหมอน 1 ใบที่แสนสะอาด ถ้าจะอาบน้ำก็ต้องเดินไปยังบ่อน้ำจืดที่ตั้งอยู่ห่างจากห้องไปเพียง 20 ก้าว แต่ถ้าอยากซื้อขนม ซื้อน้ำ หรือชาร์จแบตเตอรี่กล้องถ่ายรูป ก็ต้องออกแรงเดินเท้าราวๆ 15 – 20 นาที ไปยังร้านชำกลางหมู่บ้าน

เที่ยววานูอาตูแต่ดันกลายเป็นคุณครูจำเป็น ทำเอาชาวบ้านกรี๊ดทั้งเกาะเพราะมาจากไทย
เที่ยววานูอาตูแต่ดันกลายเป็นคุณครูจำเป็น ทำเอาชาวบ้านกรี๊ดทั้งเกาะเพราะมาจากไทย

ร้านชำเป็นเสมือนศูนย์รวมของทุกสรรพสิ่ง นี่มีแผงโซลาร์เซลขนาดใหญ่คอยดูดซับพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้า จึงเป็นเพียงจุดเดียวของหมู่บ้านที่มีไฟฟ้าใช้ พอตกเย็น ใครๆ ก็พากันหอบลูกจูงหลานมานั่งดูแผ่น VCD กันเอิกเกริก และภาพยนตร์ที่ได้รับความนิยมตลอดกาลคืออุ๊งบักหรือ องค์บาก นั่นเอง ส่วนสัญญาณโทรศัพท์กับไวไฟนั้นไม่ต้องพูดถึง โทรศัพท์มือถือทำหน้าที่ได้แค่ถ่ายรูป จะโทรหาใคร จะโพสต์เฟซบุ๊ก ส่งไลน์ หรือตอบอีเมลนั้นลืมไปเลย

วันรุ่งขึ้นผมเดินไปที่ร้านชำแต่เช้าเพื่อไปชาร์จแบตเตอรี่กล้องและมือถือ กะจะซื้อขนมมาตุนๆ ไว้เผื่อหิวเสียหน่อย เด็กๆ ที่เล่นอยู่แถวนั้นเห็นผมจึงรี่เข้ามา

“มาจากเมืองไทยใช่มั้ย” เด็กๆ กลุ่มหนึ่งเข้ามาถาม

“ใช่แล้ว ทำไมรู้ล่ะ” ผมสงสัย

“เมื่อวานเย็นเอ็มม่ามาบอกว่ามีแขกมาจากเมืองไทย เมืองอุ๊งบัก” เด็กๆ เฉลยให้ผมเข้าใจ

“มาต่อยกัน” เด็กๆ เริ่มเข้ามาชวนผมต่อย

“อะ…อะ…อะ…ไรนะ มาต่อยกัน เฮ้ย!!! ไอ้หนู” ผมเริ่มไปไม่เป็น

“ถ้านายมาจากเมืองอุ๊งบักจริงๆ นายต้องมีพลังเตะต่อยตีลังกาได้ ไหนโชว์หน่อยดิ๊” เด็กตื๊อ

เที่ยววานูอาตูแต่ดันกลายเป็นคุณครูจำเป็น ทำเอาชาวบ้านกรี๊ดทั้งเกาะเพราะมาจากไทย

กว่าจะชาร์จแบตโทรศัพท์และกล้องถ่ายรูปจนเต็ม ผมต้องออกแรงทำท่ากังฟูกับเด็กๆ หมู่บ้านรานอนไปหลายยก 

ไม่เพียงแต่เด็กๆ ที่ตื่นเต้นดีใจ ชาวบ้านเองก็ใช่ย่อย

“โทนี่ จา สบายดีมั้ย”

“เขาจะทำอุ๊งบักภาคต่อไปอีกหรือเปล่า”

“ตัวจริงเขาเตะต่อยได้แบบในหนังมั้ย หรือเก่งกว่ามาก”

“คนไทยเตะต่อยตีลังกาได้แบบนี้ทุกคนเลยใช่มั้ย”

อยู่ดีๆ ก็มีคุณพี่คนหนึ่งเดินมาแล้วพูดว่า

“แชง คู ยู ไน” เขากล่าวอะไรบางอย่างพร้อมทำท่าย่อเข่า เอามือซ้าย-ขวา มาทำคล้ายงาช้างอยู่ข้างจมูก

“อะไรนะ” ผมไม่แน่ใจว่าเขาทำอะไร

“แชง คู ยู ไน ไงล่ะ…จากเรื่อง ต้มยำกุ้ง ที่พระเอกตามหาช้างน่ะ” คุณพี่อธิบาย

ทีนี้ผมเข้าใจแล้วว่าเขากำลังจะบอกผมว่า “ช้างกูอยู่ไหน” ประโยคสำคัญที่พระเอกจะกล่าวย้ำตลอดตั้งแต่ต้นจนจบเรื่อง และผมต้องพยายามกลั้นหัวเราะอย่างสุดความสามารถ ความดังของจาพนมไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะเรื่อง องค์บาก แต่ยังรวมถึงภาพยนตร์เรื่อง ต้มยำกุ้ง ด้วย เขาคือทูตทางวัฒนธรรมคนสำคัญของเมืองไทยในประเทศวานูอาตู

บันทึกการเดินทางประเทศวานูอาตู หมู่เกาะๆ เล็กกลางมหาสมุทรแปซิฟิก ที่เที่ยวจนจบทริปแล้วจะกลายเป็นคนที่มีความสุขที่สุดในโลก

นับแต่นั้นมา ที่ผมคิดว่าจะอยู่เงียบๆ ก็เป็นไปได้ยาก เพราะเด็กๆ ชอบมาชวนผมเล่นกังฟูที่หาดรานอนเสมอ พวกเขามากันเป็นกลุ่ม มาชวนเล่นน้ำ เดินป่า ปีนเขา ไปไหนไปกันเป็นพรวน และเวลาที่ผมไปร้านชำเพื่อทำธุระอะไรก็ตาม ชาวบ้านจะเข้ามาทักทายอย่างเป็นมิตร จนเรากลายเป็นเพื่อนกันในที่สุด

วานูอาตูเคยเป็นอาณานิคมของทั้งอังกฤษและฝรั่งเศส ที่นี่มีโรงเรียนที่สอนทั้ง 2 ภาษา และเด็กๆ ก็พูดภาษาเหล่านี้ได้ดีพอๆ กับภาษาบิสลามา (Bislama) ซึ่งเป็นภาษาถิ่นของวานูอาตู ดังนั้น ภาษาจึงไม่เคยเป็นอุปสรรคเลย

หลังจากเฮฮาที่หมู่บ้านรานอนมาพักใหญ่ ผมก็อยากไปหมู่บ้านอื่นๆ บ้าง เอ็มม่าจึงให้ พี่เฟรดดี้ (Freddie) มาเป็นไกด์พาผมไป และผมเลือกเดินป่าไปที่หมู่บ้านฟันลา (Fanla)

บันทึกการเดินทางประเทศวานูอาตู หมู่เกาะๆ เล็กกลางมหาสมุทรแปซิฟิก ที่เที่ยวจนจบทริปแล้วจะกลายเป็นคนที่มีความสุขที่สุดในโลก

พี่เฟรดดี้มารับผมด้วยชุดที่บ้านสุดๆ รองเท้าไม่ต้องใส่ ในมือมีพร้าไว้คอยถางหญ้าที่ขึ้นรกชัฏตามรายทาง หมู่บ้านฟันลามีโรงเรียนที่มิชชันนารีฝรั่งเศสมาตั้งอยู่ จึงเป็นหมู่บ้านที่ใช้ภาษาฝรั่งเศสเป็นหลัก เช่นเดียวกับพี่เฟรดดี้

“เคยอ่านงานของอองเดร ฌี้ด มั้ย” พี่เฟรดดี้เอ่ย และทำให้ผมหงายเงิบไปเลย

“เอ่อ พี่หมายถึง André Gide คนที่เขียนเรื่อง La Symphonie Pastorale เหรอครับ” ผมเริ่มใช้สมองทำงานหนักมากในการนึกถึงวรรณกรรมฝรั่งเศส

“ใช่ แล้ววอลแตร์ล่ะ อ่านมั้ย” พี่เฟรดดี้ไม่หยุด และเริ่มชวนคุยเรื่องวอลแตร์พร้อมกับฌี้ด

ตาย ตาย ตาย นี่ผมกำลังอยู่ชั่วโมงวรรณคดีอยู่หรือเปล่า ผมต้องพยายามใช้ความสามารถในการชักจูงพี่เฟรดดี้ให้เบนความสนใจออกจากเรื่องวรรณกรรม และหันมาเล่าเรื่องชีวิตชาวประมงของพี่ที่ผมค่อยรู้สึกสงบขึ้นมาหน่อย ต่อมาผมได้เรียนรู้ว่าในยุคอาณานิคม ทั้งอังกฤษและฝรั่งเศสต่างพยายามเอาใจชาวเกาะให้หันมาเป็นพวก ทั้งสองชาติพยายามตั้งโบสถ์ สร้างโรงเรียน ห้องสมุด สถานีอนามัย เพื่อให้ชาวเกาะภักดี จึงไม่แปลกที่บางคนจะมีพื้นฐานการอ่านในขั้นเหลือเชื่อ

บันทึกการเดินทางประเทศวานูอาตู หมู่เกาะๆ เล็กกลางมหาสมุทรแปซิฟิก ที่เที่ยวจนจบทริปแล้วจะกลายเป็นคนที่มีความสุขที่สุดในโลก
บันทึกการเดินทางประเทศวานูอาตู หมู่เกาะๆ เล็กกลางมหาสมุทรแปซิฟิก ที่เที่ยวจนจบทริปแล้วจะกลายเป็นคนที่มีความสุขที่สุดในโลก

2 ชั่วโมงต่อมาผมก็มาถึงหมู่บ้านฟันลา เด็กๆ ออกมามองผมกันอย่างสนุกสนาน เพราะผมดูแตกต่างจากพวกเขามาก หมู่บ้านฟันลาเป็นหมู่บ้านเล็กๆ ที่มีบ้านสานขึ้นอย่างง่ายๆ แต่ใส่สีสันเร้าใจสุดๆ พี่เฟรดดี้พาผมไปคารวะหัวหน้าหมู่บ้านตามธรรมเนียม เพื่อให้ผมได้รายงานตัวเสียก่อนว่าเป็นใคร มาจากไหน

“มาจากเมืองไทย งั้นก็ต้องรู้จักโทนี่ จา ด้วยสิ” ท่านหัวหน้าบอก ความดังของอุ๊งบักแผ่ไปทั่วทุกหย่อมหญ้าวานูอาตูจริงๆ

“บ่ายนี้ว่างมั้ย ไปลองสอนเด็กๆ หน่อยสิ เด็กๆ ต้องดีใจที่มีคนมาจากประเทศอุ๊งบักแน่ๆ เด็กๆ ที่นี่ติดหนังเรื่องนี้กันเกรียว” ท่านหัวหน้ากล่าว และผมก็พอจะนึกภาพออก

“สอนอะไรก็ได้ อย่างที่อยากสอน อะไรง่ายๆ สักครึ่งชั่วโมง เด็กๆ จะได้มีโอกาสรู้จักชาวต่างชาติ นะ นะ” หัวหน้าหมู่บ้านพยายามโน้มน้าวใจในขณะที่ผมกำลังครุ่นคิด

เกิดมาผมไม่เคยสอนหนังสือเด็กๆ เลยนะครับ ณ วินาทีนั้นผมคิดว่าผมคงจะปฏิเสธท่านหัวหน้าหมู่บ้านไม่ได้แน่ๆ และก็คงจะเป็นประสบการณ์ชีวิตที่น่าจดจำที่ผมได้มาเป็นคุณครูครั้งแรกที่ประเทศวานูอาตู

บันทึกการเดินทางประเทศวานูอาตู หมู่เกาะๆ เล็กกลางมหาสมุทรแปซิฟิก ที่เที่ยวจนจบทริปแล้วจะกลายเป็นคนที่มีความสุขที่สุดในโลก

พี่เฟรดดี้พาผมเดินไปยังโรงเรียนประถมต้นซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกล ตอนนั้นเด็กๆ ไปพักอยู่ที่ไหนสักแห่ง ทำให้ผมได้มีโอกาสเดินสำรวจในห้องว่าพวกเขากำลังเรียนเรื่องอะไรกัน ผมพบกระดาษวาดรูปพระอาทิตย์ลงสีสันน่ารัก พร้อมเขียนกำกับเป็นภาษาฝรั่งเศสว่า Le Soleil มีตารางการกระจายกริยาภาษาฝรั่งเศสเบื้องต้นอยู่สามสี่แผ่น ตอนนั้นผมรู้แล้วว่าผมต้องสื่อสารกับเด็กๆ ด้วยภาษาฝรั่งเศส แต่ผมจะสอนอะไรเหรอ การที่ท่านบอกว่าสอนอะไรก็ได้ง่ายๆ นี่มันยากมากๆ นะครับ

ไม่กี่นาทีต่อมาเด็กๆ ก็กลับมาจากช่วงพักทานของว่าง พี่เฟรดดี้พาผมไปแนะนำตัวกับคุณครู และคุณครูก็ดีใจมากที่ผมมาจากประเทศอุ๊งบัก และเมื่อคุณครูแนะนำตัวผมด้วยข้อมูลนี้ เด็กๆ ก็ร้องเย่! ออกมากันสนุกสนาน

บันทึกการเดินทางประเทศวานูอาตู หมู่เกาะๆ เล็กกลางมหาสมุทรแปซิฟิก ที่เที่ยวจนจบทริปแล้วจะกลายเป็นคนที่มีความสุขที่สุดในโลก

ตายล่ะ ผมจะต้องสอนเขาแล้วในวินาทีนี้ ผมจะสอนอะไร ผมจะสอนอะไร ในใจผมกรีดร้อง

‘ปิ๊ง’ ในวินาทีสุดท้ายที่ผมกำลังเดินไปหน้าห้องสมองน้อยๆ ก็กระซิบว่า ‘สอนร้องเพลงสิ’

มันเป็นคำตอบที่ใช่มากๆ 

เพลงที่ผมนึกออกในวินาทีนั้นคือเพลง Coucou Hibou เป็นเพลงที่เด็กฝรั่งเศสเล็กๆ จะร้องกัน กุ๊กูคือนกกาเหว่า ส่วนอิบูคือนกฮูก เนื้อเพลงกล่าวถึงนก 2 ชนิดที่ร้องโต้ตอบกันไปมา และต้องแบ่งเด็กเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มหนึ่งร้องกุ๊กูแทนเสียงนกกาเหว่า อีกกลุ่มร้องอิบูแทนเสียงนกฮูก และร้องสลับกันไปมา เด็กๆ น่าจะชอบ และเนื้อเพลงเป็นไวยากรณ์ภาษาฝรั่งเศสที่ไม่ยากเลย

“เอาล่ะน้องๆ วันนี้เราจะร้องเพลง Coucou Hibou ใครอยากเป็น Coucou ใครอยากเป็น Hibou บ้างครับ” ผมเริ่มเปิดการสอน

ได้ผล ได้ผล เด็กๆ แย่งกันเป็นนก 2 ชนิดนี้อย่างสนุกสนาน และผมก็แบ่งเด็กออกเป็น 2 กลุ่ม ก่อนจดเนื้อและร้องนำไปสองสามรอบ

Dans la forêt lointaine,

On entend le coucou.

Du haut de son grand chêne,

Il répond au hibou

Coucou Hibou Coucou Hibou Coucou Hibou Coucou

Coucou Hibou Coucou Hibou Coucou Hibou Coucou

ถ้าให้ผมแปลเป็นภาษาไทย ก็จะได้ประมาณว่า

ในป่าห่างไกล ได้ยินกาเหว่า

ส่งเสียงเร่งเร้า จากต้นโอ๊คใหญ่

นกฮูกได้ยิน ตอบไปทันใด

โต้กันฟังได้ ว่า “กุ๊กู” “อิบู”

กุ๊กู อิบู กุ๊กู อิบู กุ๊กู อิบู กุ๊กู

กุ๊กู อิบู กุ๊กู อิบู กุ๊กู อิบู กุ๊กู

เสียงร้องเพลงเจื้อยแจ้วของเด็กๆ ทำให้ผมรู้สึกมีความสุขมากๆ ยิ่งเวลาพวกเขาตั้งใจทำหน้าที่นกกาเหว่าหรือนกฮูกยิ่งดูน่ารัก เวลาครึ่งชั่วโมงบานปลายออกไปนิดหน่อย แต่คุณครูตัวจริงก็ไม่ได้ว่าอะไร ก่อนจะกลับผมถามเด็กๆ ว่าอยากทำอะไรก่อนจากกัน ทายซิครับว่าเด็กๆ ตอบว่าอะไร พวกเขาตอบว่า “ครูช่วยโดดตีลังกาแบบอุ๊งบักให้ดูหน่อยสิครับ” 

บันทึกการเดินทางประเทศวานูอาตู หมู่เกาะๆ เล็กกลางมหาสมุทรแปซิฟิก ที่เที่ยวจนจบทริปแล้วจะกลายเป็นคนที่มีความสุขที่สุดในโลก

พี่เฟรดดี้พาผมกลับมาส่งที่หมู่บ้านรานอนในเวลาค่ำ วันนี้เป็นวันที่สนุกจริงๆ หลังจากนั้นผมเลิกคิดถึงการปลีกวิเวกไปแล้ว ชาวเกาะน่ารักและเป็นมิตรมาก น้องๆ ยังมาเล่นกับผมอยู่ทุกวัน วันไหนมีตลาดนัด ผมก็ไปเดินเล่นกับป้าเอ็มม่าและช่วยถือของกลับบังกะโล ทุกคนเป็นเพื่อนกับผม และทุกคนรู้จักประเทศไทยเป็นอย่างดี

ตอนที่มาถึงใหม่ๆ ผมเคยคิดว่าที่เขาซี้เราขนาดนั้นก็เพราะภาพยนตร์เรื่อง องค์บาก ที่ชาวเกาะติดงอมแงม 

แต่มีมากกว่านั้น

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 13 มีนาคม ค.ศ. 2015 พายุไซโคลนแพม กำลังแรงกว่า 320 กิโลเมตรต่อชั่วโมงถล่มประเทศวานูอาตูเกือบทั้งประเทศ เกาะน้อยใหญ่เกือบทั้ง 87 เกาะอยู่ในสภาพยับเยิน เดือนตุลาคมปีนั้น ผมเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปยังหมู่บ้านรานอน เกาะแอมบริม ประเทศวานูอาตู และได้มีโอกาสพบเห็นร่องรอยความเสียหายที่ยังค้างคาอยู่

ในเวลาที่ชาวเกาะกำลังเดือดร้อนอย่างที่สุด พวกเขาได้รับ ‘ข้าว’ ที่รัฐบาลไทยส่งไปให้เป็นความช่วยเหลือแก่ประเทศเล็กๆ แห่งนี้ บนกระสอบข้าวมีข้อความเป็นภาษาอังกฤษอ่านได้ว่า ‘ด้วยความปรารถนาดีจากประเทศไทย’ ข้าวไทยนับเป็นความช่วยเหลือชุดแรกๆ จากนานาชาติที่มาถึงประเทศวานูอาตู มาถึงเกาะแอมบริม และมาถึงหมู่บ้านรานอนแห่งนี้

“You are our friend” 

เป็นประโยคที่ผมได้ยินจากเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ชาววานูอาตูบนเกาะนี้ทุกครั้งเวลาเขาเล่าเรื่องข้าวจากเมืองไทย

วานูอาตูเป็นหนึ่งในประเทศที่ดัชนีความสุขสูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก 

และตลอด 10 กว่าวันในประเทศนี้ ผมพบว่าผมได้กลายเป็นคนที่มีความสุขที่สุดในโลกเช่นกัน

บันทึกการเดินทางประเทศวานูอาตู หมู่เกาะๆ เล็กกลางมหาสมุทรแปซิฟิก ที่เที่ยวจนจบทริปแล้วจะกลายเป็นคนที่มีความสุขที่สุดในโลก

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ โรงเรียนนานาชาติ’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีหมวกรุ่นพิเศษจาก Painkiller Atelier X The Cloud ส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

โลจน์ นันทิวัชรินทร์

หนุ่มเอเจนซี่โฆษณาผู้มีปรัชญาชีวิตว่า "ทำมาหาเที่ยว" เพราะเรื่องเที่ยวมาก่อนเรื่องกินเสมอ ชอบไปประเทศนอกแผนที่ที่ไม่ค่อยมีใครอยากไป เลยต้องเต็มใจเป็น solo backpacker Instagram : LODE_OAK

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load