ด้วยความตื่นเต้นบวกกับอากาศที่หนาวจนนอนไม่หลับ ทำให้เราตื่นตั้งแต่ตี 3 ซึ่งเร็วกว่าเวลาที่ตั้งนาฬิกาไว้ครึ่งชั่วโมง เราลุกขึ้นยืนแต่งตัวเต็มยศ เสื้อ 5 ชั้น กางเกง 4 ชั้น ถุงเท้า 3 ชั้น ถุงมือ 2 ชั้น ความกลัวหนาวขั้นสุดนี้ทำให้ผู้หญิงร่างผอมสูงอย่างเรากลายร่างเป็นหมียักษ์ในทันที

อีก 15 นาทีจะถึงเวลานัด เราจึงนั่งรออย่างเงียบๆ อยู่คนเดียวในห้องพักท่ามกลางความมืด พยายามข่มความตื่นเต้นและความกลัวที่เกิดขึ้นในตอนนี้ ความพยายามฝึกซ้อมร่างกายตลอดหลายเดือนที่ผ่านมาจะได้รับการทดสอบและจบลงภายในเช้าวันนี้ โดยเนินเขาที่มีชื่อว่า คาลาปาทาร์ (Kala Patthar)

เมื่อ 7 วันที่แล้ว เราเริ่มเดินเทรคในประเทศเนปาล ตั้งแต่เมืองลุคลา (Lukla) จนมาถึงเมืองโกรักเชป (Gorakshep) เมืองที่พักสำหรับนักเดินเขาที่ต้องการไป Everest Base Camp (EBC) และเมืองนี้ยังเป็นที่ตั้งของเนินเขาสูงใหญ่คาลาปาทาร์ เป้าหมายของเราในวันนี้

นักเดินเขาส่วนใหญ่ที่มาที่นี่ จุดหมายหลักคือการไป EBC ดังนั้น จึงไม่ค่อยมีใครอยากเสียพลังงานไปกับการเดินขึ้นเนินเขาที่อยู่ระหว่างทาง ด้วยความสูงที่มากถึง 5,545 ม. ซึ่งสูงกว่า EBC ที่มีความสูง 5,380 ม. ทำให้การเดินขึ้นคาลาปาทาร์นั้นค่อนข้างยาก ทั้งอากาศที่เบาบาง ความชัน และความหนาว จึงทำให้เนินเขานี้ไม่ใช่ที่ฮิตสักเท่าไหร่สำหรับนักเดินเขามือใหม่ และถูกมองเหมือนเป็นตัวเลือกเสริมสำหรับนักเดินเขาที่มีพลังงานเหลือมากกว่า

จริงอยู่ที่สักครั้งในชีวิตของนักเดินเขาทุกคนคงอยากไป EBC การได้ไปยืนอยู่ที่จุดเริ่มต้นของยอดเขาที่สูงที่สุดในโลกคือสิ่งที่ฝัน น่าเสียดายที่จุดนั้นเป็นเพียงจุดเดียวที่มองไม่เห็นยอดเขาเอเวอเรสต์ แต่ฝันของนักเดินเขาไม่ได้จบอยู่แค่นั้น เพราะยังมีบริเวณที่มองเห็นยอดเขาเอเวอเรสต์ได้ใกล้ที่สุดเท่าที่นักเดินเขามือสมัครเล่นจะทำได้ คือบนเนินเขาคาลาปาทาร์นั่นเอง บนจุดสูงสุดของเนินเขานั้น นักเดินเขาที่มุ่งมั่นจะได้รับรางวัลตอบแทนเป็นภาพพระอาทิตย์ขึ้นที่ด้านหลังยอดเขาเอเวอเรสต์ ท่ามกลางเทือกเขาหิมาลัยที่แสนจะอลังการ และแน่นอนว่า เราก็ต้องการรางวัลนี้ด้วยเหมือนกัน

ดังนั้น วันที่เราบอก ‘จาหนัก’ ไกด์รุ่นใหญ่ชาวเนปาลจอมกวนว่าจะขึ้นคาลาปาทาร์ จาหนักจึงมีสีหน้าประหลาดใจนิดหน่อย คงคิดว่ามือใหม่อย่างเราไม่น่าจะอยากขึ้นเนินเขานี้ และเพราะความสะบักสะบอมที่เราแสดงให้จาหนักเห็นมาตลอด 7 วัน ว่าเราเป็นนักเดินเขาที่อ่อนแอขนาดไหน จาหนักยิ้มมุมปากพร้อมพูดกับเราอย่างสบายๆ ว่า

“ดี! เทพคาลาปาทาร์จะเป็นคนบอกคุณเองว่าคนที่แข็งแกร่งที่สุดคือใคร”

Kala Patthar, เอเวอเรสต์ Kala Patthar, เอเวอเรสต์

ถึงเวลานัดแล้ว เราเปิดประตูห้องพักที่ทำจากไม้อัดแบบบางเฉียบแล้วเดินลงมาพบกับจาหนักและนักเดินเขาคนอื่นๆ ในทีมที่รอคอยอยู่ที่ห้องอาหาร จาหนักเป็นชาวเนปาลรุ่นใหญ่ อายุ 40 กว่าๆ เกิดและเติบโตในภูเขาสูงของเนปาล แต่หลังจากที่พวกเราได้เดินทางมาด้วยกันพักใหญ่ จึงได้รู้ว่าจริงๆ แล้วจาหนักควรเป็นชาวอำเภอท่าแซะมากกว่า ขนาดคำพูดติดปากยังเป็นคำว่า “โอเค ซันเต๋อ” ซึ่งแปลว่า “โอเค สุดหล่อ” ปกติจาหนักจะพูดจากวนๆ ทีเล่นทีจริงทุกครั้ง แต่เช้านี้ ในช่วงการอธิบายเรื่องการเดินขึ้นเขา น้ำเสียงของจาหนักไม่มีการล้อเล่นอยู่ในนั้นเลยแม้แต่นิดเดียว

“เดินช้าๆ จิบน้ำบ่อยๆ พยายามทำตัวให้อบอุ่นเพราะข้างบนคุณจะหนาวแบบสุดๆ ระหว่างทางคุณอาจเกิดอาการ AMS (โรคแพ้ความสูง) หากปวดหัว และเริ่มอยากอาเจียน คุณต้องเดินลง อย่าพยายามดันทุรังเดินขึ้นเขาต่อ หากวันนี้คุณเดินไม่ถึงยอด ก็ไม่เป็นไร เพราะคุณจะกลับมาขึ้นคาลาปาทาร์เมื่อไหร่ก็ได้ แต่ถ้าคุณตายวันนี้ คุณจะไม่สามารถกลับมาขึ้นยอดเขายอดไหนได้อีกเลย”

เราทุกคนมองหน้ากันท่ามกลางความเงียบ จาหนักไม่ได้ขู่พวกเรา เพียงแต่พูดความจริงที่อยู่ตรงหน้า การเดินขึ้นเขาคือการทรมานร่างกายตัวเองอย่างช้าๆ ทุกๆ ก้าวคือพาตัวเองไปอยู่ในจุดที่อากาศน้อยลงไปเรื่อยๆ เป็นการท้าทายร่างกายและจิตใจของตัวเองอย่างที่สุด

แม้ว่านี่ไม่ใช่ยอดเขายอดแรกของเรา แต่ครั้งนี้จะเป็นยอดที่สูงที่สุดเท่าที่เคยผ่านมา เราเข้าใจความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น และจะไม่ประมาทกับสิ่งนี้เป็นอันขาด เราพยักหน้ารับคำจาหนัก จากนั้นจึงสะพายเป้น้ำขึ้นหลัง ใส่ถุงมือ หยิบไม้ Pole จิตใจเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและความมุ่งมั่น โดยไม่ได้รู้ตัวเลยว่าในอีก 2 ชั่วโมงข้างหน้า เราจะได้พบกับความทรมานที่สุดทั้งทางร่างกายและจิตใจของเรา

ตีสี่สิบห้า พวกเราใส่ไฟฉายคาดหัว แล้วเริ่มออกเดินทางท่ามกลางความมืดสู่ยอดเขาคาลาปาทาร์ ตามคำบอกเล่าของจาหนัก พื้นที่บนยอดเขานั้นมีหลายแบบ เริ่มด้วยดินที่มีความแข็ง ตามด้วยกรวดร่วน และด้านบนสุดเป็นก้อนหินยักษ์ทับกันไปมาที่ปกคลุมด้วยหิมะ

ช่วงแรกๆ เส้นทางเดินไม่ยากนัก แต่ด้วยความชันที่ไม่ธรรมดาและระดับความสูง 5 พันกว่าเมตรเหนือน้ำทะเล ออกซิเจนเบาบางมาก หลังจากเดินไปได้ราวๆ ครึ่งชั่วโมงก็พบกับอาการเหนื่อยผิดปกติ หัวใจเต้นรัวๆ เหมือนกับจะระเบิดออกมา อาการหอบถี่ๆ และไอเริ่มมาเป็นพักๆ ยิ่งเหนื่อยมากเท่าไหร่ยิ่งทำให้เริ่มหายใจทางปากมากขึ้น ซึ่งเป็นสัญญาณที่ไม่ดีเลย เพราะนั่นจะทำให้คอยิ่งแห้ง ทุกครั้งที่สูดลมหายใจเข้าจะรู้สึกได้ถึงความเย็นที่ผ่านปากและจมูกเข้าไปในร่างกาย เหมือนเวลาที่ดื่มเหล้าเพียว จะรู้สึกร้อนวาบลงไปถึงข้างใน แต่ครั้งนี้กลับกัน กลายเป็นความเย็นเฉียบที่ไหลเข้าสู่ร่างกายแทน

จาหนักไม่ได้พูดเกินจริงเรื่องความหนาวเลย ทุกครั้งที่มีลมพัดมาร่างกายจะหนาวสั่นไปหมด ผ้าบัฟที่ใส่คลุมใบหน้าเหลือไว้แค่บริเวณดวงตาช่วยป้องกันความหนาวเย็นได้ดี แต่กลับทำให้หายใจได้อย่างยากลำบาก เราต้องคอยเปิดผ้าบัฟเพื่อหายใจเป็นพักๆ แต่ทุกครั้งที่เปิดผ้าผิวหน้าก็จะแสบไปหมด เพราะต้องปะทะกับลมหนาว ริมฝีปากเริ่มแห้งแตก เจ็บหลายจุด และค่อยๆ กลายเป็นสีม่วงคล้ำ เราก้มลงมองที่เท้าตัวเอง แต่ไม่รู้สึกถึงนิ้วเท้าเลย มันชาไปหมด ได้แต่สงสัยว่าถ้าถอดรองเท้าออกมานิ้วเท้าจะหลุดออกมาจากเท้าไหม ภาพนิ้วเท้ากุดดำของคนที่โดนหิมะกัดผ่านเข้ามาในหัว เราสะบัดหน้าหนีเพื่อให้ภาพอันสยดสยองหายไป แล้วตั้งใจเดินต่อ

Kala Patthar, เอเวอเรสต์

 

ความชันค่อยๆ เพิ่มขึ้น รู้สึกได้จากน่องขาที่ปวดร้าวมากกว่าเดิม แต่เราก็ยังคงเดินต่อไปท่ามกลางความมืด ทั้งเหนื่อย หนาว และฟุ้งซ่าน ความมืดทำให้มองไม่เห็นอะไรเลย มีเพียงแสงจากไฟฉายคาดหัวคอยส่องทางให้เห็นพื้นที่ตัวเองกำลังเดินอยู่ และเมื่อเงยหน้าขึ้นมาก็จะเห็นเพียงขบวนแสงไฟดวงเล็กๆ จากไฟฉายคาดหัวของเหล่านักเดินเขาที่ทอดยาวสู่เนินเขาด้านบนท่ามกลางความมืดมิด สำหรับบางคนภาพนี้อาจดูสวยงาม จนต้องหยิบกล้องขึ้นมาบันทึกไว้ แต่สำหรับเรานั้น ขบวนแสงไฟเหล่านี้กลับเป็นสิ่งที่สร้างความท้อใจอย่างมาก เพราะมันยิ่งทำให้มองเห็นความชันและระยะทางอีกยาวไกลซึ่งดูเหมือนไม่มีที่สิ้นสุด

นี่เรามาทำอะไรที่นี่กันแน่?

มาทรมานตัวเองทำไม (วะ) ?

คำถามมากมายเริ่มเกิดขึ้นในหัว ทำให้ใจยิ่งร้อนรน กังวลว่าจะเดินขึ้นไปไม่ทันดูภาพพระอาทิตย์ขึ้นและบางทีก็กังวลว่าจะเดินขึ้นไม่ไหวควรตัดใจเดินลงแทน ความสับสนภายในจิตใจนั้นทำให้ช่วงเวลาสั้นๆ กลายเป็นยาวนานเหมือนชั่วนิรันดร์ เมื่อเรากังวลเรื่องที่ 1 หลังจากฟุ้งซ่านจนจบ มีสติได้สักพัก ก็จะเริ่มกังวลเรื่องที่ 2 และ 3 วนไปแบบนี้เรื่อยๆ ทุกก้าวเดินคือความทรมานทั้งร่างกายและจิตใจอย่างสาหัส

หลังจากฝืนทนเดินไปเรื่อยๆ ในที่สุดเราก็มาถึงครึ่งทางของคาลาปาทาร์ เราเงยหน้ามองหาเพื่อนคนอื่นๆ แต่ทุกๆ คนเดินแยกกันไปหมดแล้ว เราจึงหยุดพักเพื่อทานขนมเพิ่มพลังงาน แล้วเมื่อหันไปดูดน้ำในเป้ ปรากฏว่าดูดไม่ขึ้น เพราะน้ำดื่มกลายเป็นน้ำแข็งไปหมดแล้ว!

ด้วยอุณหภูมิที่ต่ำกว่า 0 องศาเซลเซียสทำให้น้ำในเป้เปลี่ยนสภาวะจากของเหลวกลายไปเป็นน้ำแข็งจนหมด

“ทำไมถึงลืมกระติกน้ำเก็บความร้อน!”

เราโวยวายอยู่ในใจ โมโหตัวเองที่ลืมเรื่องนี้ไปสนิท การไม่ได้ดื่มน้ำจะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดอาการ AMS ให้สูงขึ้น เรานั่งหมดแรงอยู่ตรงนั้น มันคือที่สุดแล้วจริงๆ ไม่เหลืออะไรอีกแล้วทั้งพลังกายและพลังใจ ได้แต่รู้สึกท้อใจ…หนาว…เหนื่อย…หิวน้ำ และโมโห นี่เราต้องเดินลงจริงๆ แล้วใช่ไหม?

เราเงยหน้ามองไปที่ยอดเขา ก็ยังคงมองไม่เห็นอะไรเลยนอกจากความมืด ภาพในหัว Flashback ไปถึงรีวิวกระทู้ที่เคยอ่านก่อนมาเดินขึ้นเขาที่เนปาล เหล่าผู้คนมากมายที่บรรยายถึงความโหดบนเส้นทางคาลาปาทาร์ และมักจะจบลงที่ตรงครึ่งทาง วันนี้รู้ซึ้งแล้ว เสียงนักเดินทางที่เจอกันในเมืองก่อนหน้านี้ดังก้องอยู่ในหัว

“คาลาปาทาร์ ไปแค่ครึ่งทางก็พอแล้ว ตรงนั้นก็เห็นยอดเขาเอเวอเรสต์แล้ว วิวครึ่งทางก็เหมือนๆ กับที่ยอดนั่นแหละ”

แต่เมื่อยิ่งทบทวนคำพูดนั้น กลับยิ่งรู้สึกว่า “มันเป็นแบบนั้นจริงๆ น่ะหรอ?”

Kala Patthar, เอเวอเรสต์ Kala Patthar, เอเวอเรสต์

ในระหว่างที่กำลังนั่งหมดอาลัยตายอยากอยู่นั้น แสงอาทิตย์เริ่มสาดส่อง ความอบอุ่นเริ่มเข้ามาแทนที่ พระอาทิตย์ขึ้นแล้ว แม้จะยังไม่โผล่ออกมาจากด้านหลังยอดเขาเอเวอเรสต์ แต่ก็สร้างความสว่างให้กับบริเวณโดยรอบ เรามองขึ้นไปที่ยอดเนินอีกครั้ง ในที่สุดตอนนี้ก็ได้เห็นยอดคาลาปาทาร์แล้ว เราสังเกตพื้นบริเวณยอดเขาราว 100 เมตรอันแสนชันนั้น คือก้อนหินก้อนขนาดใหญ่ที่ซ้อนทับกันไปมา และถูกปกคลุมไปด้วยหิมะ

ในเวลาอีกไม่นาน หิมะเหล่านี้จะโดนแสงแดดละลาย มันคงลื่นและเดินยากขึ้นไปอีกแน่นอน กะจากสายตาคิดว่าน่าจะต้องเดินขึ้นไปอีกราวๆ 1 ชั่วโมงจึงจะถึงยอด ไม่รู้ว่าทำไมแต่เมื่อมองเห็นเป้าหมายชัดเจนขึ้นแล้วกลับทำให้เรามีแรงฮึดขึ้นมา ทั้งแรงกายและแรงใจ คิดในใจว่าอีกไม่ไกล เราต้องทำได้แน่ๆๆๆ เราบอกตัวเอง ย้ำๆ อยู่แบบนั้น

เราลุกขึ้นยืนลองเช็กสภาพร่างกายของตัวเองอีกครั้ง ไม่หนาวมากแล้ว ความเหนื่อยยังไหว น้ำยังพอมีขลุกขลิก ยังไม่มีอาการโรคแพ้ความสูง เราค่อยๆ หายใจเข้า สูดอากาศเย็นเข้าเต็มปอด รวบรวมพลังทุกอย่างที่ยังเหลืออยู่ในร่าง แล้วก้าวเดินสู่ยอดเขาคาลาปาทาร์

Kala Patthar, เอเวอเรสต์ Kala Patthar, เอเวอเรสต์

 

ในที่สุดเราก็ได้เห็นภาพพระอาทิตย์ขึ้นที่ด้านหลังยอดเขาเอเวอเรสต์ท่ามกลางเทือกเขาหิมาลัย มันสวยงาม ยิ่งใหญ่ และคุ้มค่ากับความทรมานตลอดหลายชั่วโมงที่ผ่านมา การเตรียมความพร้อมร่างกายที่ก่อนหน้านี้คิดว่าเพียงพอแล้วแต่ก็ยังไม่พอจนเกือบทำให้เราไม่ได้มายืนที่จุดนี้

การเดินเขาคือการพยายามด้วยตัวเอง ไม่มีทางลัด มีแต่ต้องเตรียมพร้อมทั้งร่างกายและจิตใจ แล้วพาตัวเองผ่านความมุ่งมั่นไปให้ถึงจุดหมาย ภาพวิวครึ่งทางกับวิวบนยอดเหมือนหรือต่างกันนั้น เป็นสิ่งที่เราทุกคนล้วนมีคำตอบในใจที่ไม่เหมือนกัน เพราะการให้คุณค่าของสิ่งเหล่านั้นแตกต่างกัน ไม่มีคำตอบที่ถูกและคำตอบที่ผิด สิ่งที่เราทำได้คือการไปพิสูจน์ด้วยตัวเอง และหาคำตอบให้กับตัวเอง

ในตอนแรกเราคิดว่ารางวัลที่ยิ่งใหญ่จากคาลาปาทาร์คือภาพวิวสุดอลังการตรงหน้า แต่ที่จริงแล้วสิ่งที่เราได้รับคือ ‘การได้เห็นตัวเอง’ ในช่วงเวลาแห่งความสับสนตลอดเส้นทางนั้น ทำให้เราเข้าใจตัวเองมากขึ้น เห็นด้านที่ดีที่สุดและด้านที่แย่ที่สุดของตัวเอง ทุกก้าวของการเดินขึ้นคือการถอดเปลือกสิ่งที่ติดอยู่กับตัวเรา ถอดเงื่อนไข ถอดภาพลักษณ์ ถอดพันธะในตัวเราออกไป เราไม่สามารถพาสิ่งใดติดตัวขึ้นไปบนยอดเขาได้ สุดท้ายสิ่งเดียวที่จะเหลืออยู่บนนั้นคือตัวตนที่แท้จริงของเรา

ที่จุดสูงสุดของคาลาปาทาร์เรายืนมองพระอาทิตย์ขึ้นที่หลังยอดเขาเอเวอเรสต์ด้วยความสงบ แสงแดดไล่ความหนาวและความมืดออกไปจากทุกพื้นที่ รวมทั้งจิตใจเราด้วยเช่นกัน เรายิ้มให้กับตัวเอง มีบางอย่างในตัวเราได้เปลี่ยนไปนิดหนึ่ง

Kala Patthar, เอเวอเรสต์ Kala Patthar, เอเวอเรสต์ Kala Patthar, เอเวอเรสต์

หลังจากที่เราเดินกลับลงมาถึงด้านล่าง จาหนักและลูกหาบคนอื่นๆ ยืนรอพวกเราอยู่ที่หน้าโรงแรม ทุกคนตื่นเต้นที่จะได้เจอกับเรา จึงไม่มีใครเข้าไปนั่งรอในห้องอาหารเลย เราโบกมือสุดแขนเพื่อบอกพวกเขาว่าเราปลอดภัยดี ทุกคนพากันตะโกนโห่ร้องเชียร์และปรบมือต้อนรับ ดีใจไปกับเรา จาหนักยิ้มกว้างให้พวกเรา นี่เป็นครั้งแรกในรอบ 8 วันที่จาหนักไกด์รุ่นพ่อคนนี้ยิ้มกว้างอย่างจริงใจแบบไม่กวนประสาท
“You did it!!! Very very very good. Welcome back Jan.”

เราพยักหน้าตอบพร้อมน้ำตาคลอเบ้า

“Thank you Janak.”

ถ้าคุณมีประสบการณ์เดินทางแปลกใหม่จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญส่งเรื่องราวของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’

ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะมีสมุดบันทึกปกหนังเทียมเล่มสวยส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

สุธีรา โมรา

ชอบพาร่างกายและจิตใจไปทรมาน เพียงเพื่อเฝ้ามองการวิวัฒนาการของตัวเอง เสพย์ติดชา รักการอ่าน Manga และแพ้ทางอาม่าอากง

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

ผมรอนแรมข้ามน้ำข้ามทะเลกว่า 20 ชั่วโมงจากเมืองไทยมาที่เกาะแอมบริม (Ambrym) ประเทศวานูอาตู (Vanuatu) ประเทศหมู่เกาะเล็กๆ กลางมหาสมุทรแปซิฟิก เพื่อตามหาท่านหัวหน้าเผ่าที่ว่ากันว่ามีเขี้ยวหมูป่าที่สวยและสมบูรณ์ที่สุดในโลก

ไม่ใช่เพียงเท่านั้น ผมอยากมีโอกาสชม ‘ระบำรอม’ อันศักดิ์สิทธิ์ของดินแดนนี้ให้เห็นเป็นบุญตาด้วย

คนที่ช่วยสานฝันให้เป็นจริงครั้งนี้คือคุณพี่เฟรดดี้ ชายชาวนิวานูอาตู วัย 45 ปี ความพิเศษก็คือพี่เฟรดดี้นั้นเป็นชาวหมู่บ้านฟันลาแท้ๆ แต่กำเนิด และหมู่บ้านฟันลา (Fanla) นี้คือหมู่บ้านที่ท่านหัวหน้าเผ่าอาศัยอยู่ และเป็นหมู่บ้านที่มีระบำรอมที่ยิ่งใหญ่สวยงามที่สุดของเกาะ การได้พี่เฟรดดี้มาเป็นคนนำทางคือความโชคดี

ตามธรรมเนียมวานูอาตูนั้น เราไม่สามารถเดินดุ่มๆ ไปเข้าหมู่บ้านนู้นออกหมู่บ้านนี้กันได้เล่นๆ นะครับ เราจำเป็นต้องให้คนท้องถิ่นเขาเจรจากันก่อนว่าจะมีแขกมา และขออนุญาตพาเราเข้าไปในพื้นที่ คนที่ทำหน้าที่นี้ได้ดีที่สุดคือคนจากพื้นที่นั้นนั่นเอง

เกาะแอมบริมเป็นเกาะที่ไม่มีถนน วิธีที่จะเดินทางไปหมู่บ้านฟันลาคือการเดินเท้าเท่านั้น และจากบังกะโลที่ผมพักอยู่นั้น ผมต้องเดินขึ้นเขา บุกป่า ฝ่าดง ไป 2 ชั่วโมงจึงจะถึง ที่สำคัญคือผมต้องจำทางกลับให้ได้ เพราะผมต้องเดินกลับมาเอง…คนเดียว ดังนั้น ผมจึงใช้โทรศัพท์มือถือถ่ายภาพต้นไม้ดอกไม้หรือจุดสังเกตต่างๆ ทุกแยกพร้อมจดบันทึกใน note อยู่รัวๆ

หมู่บ้านฟันลาเป็นหมู่บ้านใหญ่ มีกระท่อมหลายหลังที่สร้างขึ้นอย่างง่ายๆ โดยใช้วัสดุธรรมชาติอย่างไม้ไผ่มาสานเป็นฝากระท่อม หลังคานั้นส่วนมากมุงด้วยจาก และก็มีบ้างประปรายที่เป็นบ้านก่ออิฐถือปูนมุงหลังคากระเบื้องสีพื้นๆ อย่างสีน้ำตาล โชคดีที่ไม่ใช่สีแจ๊ดๆ ทะลุทะลวงตา

“รอตรงนี้ก่อนนะ” พี่เฟรดดี้บอกให้ผมรอใต้ต้นมะม่วงใหญ่ อากาศยามบ่ายอบอ้าว เด็กๆ ในหมู่บ้านออกมาดูผมกันใหญ่ความที่ผมดูแปลกกว่าพวกเขามากๆ

พี่เฟรดดี้เข้าไปพบท่านหัวหน้าในกระท่อมเพื่อขออนุญาตให้ผมเข้าพื้นที่ เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยแล้วพี่เฟรดดี้จึงพาผมไปยังลานศักดิ์สิทธิ์กลางหมู่บ้าน บริเวณที่สงวนไว้สำหรับบุรุษเพศเท่านั้น

ลานศักดิ์สิทธิ์นี้เรียกเป็นภาษาถิ่นว่า ‘นากามาล’ (Nakamal) เป็นลานดินเกลี่ยเรียบจนสะอาด ทั้งเตียนทั้งโล่งและกว้างพอประมาณ ที่รายล้อมลานดินนี้คือต้นไม้ใหญ่ๆ หลายต้นที่ช่วยบังแดดให้ร่มเงาครึ้ม และมี ‘แทมแทม’ (Tam Tam) กลองพื้นเมืองตั้งอยู่หลายต้น ขนาดเล็กบ้าง ใหญ่บ้าง จนมีที่สูงหลายเมตร

กลองแทมแทม เป็นกลองที่สกัดจากไม้เพียงท่อนเดียวเพื่อให้เกิดเป็นร่องกลวงอยู่ตรงกลาง โดยที่ปลายข้างหนึ่งจะตัดเรียบเพื่อใช้วางตั้งไปบนพื้น ส่วนปลายอีกด้านสลักเสลาเป็นเหมือนรูปหน้าเทพเจ้า ชาวบ้านทุกหมู่บ้านบนเกาะแอมบริมใช้การเคาะกลองแทมแทม เพื่อสื่อสารระหว่างกัน เช่นการเคาะเพื่อเรียกลูกบ้านให้มาประชุม การเคาะเพื่อแจ้งเรื่องด่วนจากหัวหน้าเผ่าหนึ่งไปอีกเผ่าหนึ่ง ท่อนไม้ที่ขนาดต่างกันทำให้เสียงออกมาแตกต่างกัน แต่ปัจจุบันนี้ โทรศัพท์มือถือได้เข้ามาทำหน้าที่แทนแทมแทมไปแล้วเรียบร้อย…ฮือ ฮือ ฮือ

ที่ลานศักดิ์สิทธิ์มีเรือนพักของท่านหัวหน้าเผ่าตั้งอยู่ เป็นเรือนไม้หลังใหญ่ชั้นเดียวหลังคามุงจาก ไม้ที่นำมาประกอบเป็นเรือนนั้นสลักเสลาเป็นรูปเทพเจ้าและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ตามความเชื่อ ดูสวยงามมากๆ ผมไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปในเขตบ้านของท่านซึ่งล้อมรั้วด้วยดงต้นเข็มออกดอกสีแดงสด ผมทำได้แต่เพียงยืนรอท่านเงียบๆ อยู่บนลาน

ตอนนั้นผมก็เริ่มเกร็งนะครับ ผมไม่รู้ว่าผมควรจะทำตัวอย่างไร? ท่านหัวหน้าเผ่าจะดุไหม? ผมจะทำอะไรที่ผิดจารีตหรือเปล่า?

ความกังวลของผมจบสิ้นลงทันทีเมื่อท่านปรากฏตัวขึ้น

อย่างแรกคือคอสตูมของท่านนั้นโดนใจผมมากๆ ที่คอของท่านใส่สร้อยเขี้ยวหมูป่า 2 เขี้ยวที่คล้องไขว้กันอยู่ และนั่นสมเป็นเขี้ยวหมูป่าที่งดงามและสมบูรณ์สมคำร่ำลือ ข้อมือทั้งสองของท่านนั้นก็ใส่กำไลที่ทำจากเขี้ยวหมูป่า เขี้ยวสีขาวของมันตัดฉับกับผิวคล้ำของท่าน ท่านหัวหน้านุ่งเพียงใบไม้เพื่อปกปิดร่างกายท่องล่างเท่านั้น ส่วนท่อนบนเปลือยเปล่า ผมสีขาวปนเทาของท่านทัดดอกไม้สีแดงสด

ผมอยากจะหยิบกล้องมาถ่ายท่านรัวๆ เลยนะครับ แต่ผมก็เกรงใจท่านมาก ผมคงดูเป็นแขกที่ไม่มีมารยาทมากๆ หากผมทำเช่นนั้น

อย่างที่สองคือท่านไม่ดุเลย ใจดีมากๆ ด้วยซ้ำ และเมื่อผมขออนุญาตถ่ายภาพท่าน ท่านบอกว่า “โอเค” ทันทีเลย

เมื่อการแนะนำตัวเสร็จสิ้นลง ระบำรอมก็เริ่มต้นขึ้น ณ ลานศักดิ์สิทธิ์แห่งนั้น

ตามประเพณีนั้น ระบำรอมจะเล่นกันในเดือนสิงหาคมของทุกๆ ปี ซึ่งเป็นฤดูเก็บเกี่ยวผลผลิตทางเกษตรกรรมจากฤดูที่แล้วและกำลังจะหว่านไถเพื่อทำการเพาะปลูกในฤดูถัดไป และเชื่อว่าการบูชาเทพเจ้าด้วยระบำนี้จะดลบันดาลให้การไถหว่านครั้งนี้นำผลผลิตมามากๆ เพื่อเลี้ยงปากเลี้ยงท้องชาวเผ่า

การแสดงจะเริ่มด้วยเสียงกลองและเสียงขลุ่ยไม้ไผ่ ตามด้วยเสียงขับเพลงด้วยภาษาถิ่นที่ไพเราะ สอดประสานกับจังหวะการเคาะท่อนไม้ไปเรื่อยๆ ผู้เต้นระบำจะใส่หน้ากากรูปทรงเหมือนสามเหลี่ยมแหลมสูง เปิดเฉพาะตรงดวงตา

บนยอดแหลมประดับขนนกและใบไม้ หน้ากากนั้นแต้มสีแดงสดและเขียวสดเป็นหลัก ซึ่งเป็นสีผลิตจากใบไม้และดอกไม้ในท้องถิ่น ส่วนชุดที่สวมใส่นั้น เป็นชุดคลุมยาวจากคอถึงเท้าที่ทำจากใบตอง

ผู้ร้องจะร้องและเคาะจังหวะไปเรื่อยๆ ผู้เต้นจะโยกตัวไปตามจังหวะและร้องรับเป็นช่วงๆ ระบำรอมใช้เวลาแสดงเกือบ 20 นาทีจึงเสร็จสิ้น และตามประเพณีนั้น เมื่อการแสดงระบำรอมจบลง ผู้แสดงจะนำชุดคลุมที่สวมใส่อยู่นั้นไปทำลายทิ้งทันทีเพื่อป้องกันโชคร้ายและการก่อกวนของภูตผี ผู้ที่จะแสดงระบำรอมได้นั้นคือท่านหัวหน้าเผ่าเองและผู้ที่ท่านคัดเลือกและฝึกฝนมาเท่านั้น

ผมตื่นเต้นกับระบำรอมมากๆ เพราะผมไม่เคยดูการแสดงเช่นนี้มาก่อน ตอนแรกๆ ผมก็นั่งระวังมากๆ ไม่กล้ากระดุกกระดิกหรือแม้แต่จะยกกล้องถ่ายรูปขึ้นมาบันทึกภาพไว้ จนผมต้องแอบกระซิบถามพี่เฟรดดี้ แกถึงกับหัวเราะพรวดออกมาเลยครับเมื่อเห็นผมนั่งระวังตรงราวกับอยู่ในพิธีสงฆ์

“ถ่ายรูปได้เลย เดินไปถ่ายใกล้ๆ ก็ได้ แต่อย่าเข้าไปที่ผู้เล่นระบำ และห้ามโดนเสื้อคลุมที่ทำจากใบตองนั้นเด็ดขาด” พี่เฟรดดี้บอก

จากนั้นผมเดินพล่านทั่วลานเลยครับ ทั้งถ่ายภาพ ถ่ายคลิป จนการแสดงสิ้นสุดลงด้วยความประทับใจ

เมื่อระบำรอมจบลง ผมได้รับอนุญาตให้เข้าไปสัมผัสมือกับท่านหัวหน้าเผ่าและผู้เล่นทุกคน สิ่งที่สังเกตได้ชัดมากคือเขี้ยวโง้งใหญ่ที่ทำเป็นสร้อยคอประดับอยู่บนหน้าอกเปลือเปล่าและตัดสีผิวของผู้สวมใส่อย่างเห็นได้ชัด

มันคือ ‘เขี้ยวหมูป่า’ ที่เป็นมากกว่าเครื่องประดับ และมีเรื่องราวที่น่าสนใจตามวัฒนธรรมเมลานีเซียน

เด็กชายเมื่อก้าวสู่วัยหนุ่มฉกรรจ์ต้องหัดเข้าป่าล่าสัตว์ การล่าหมูป่าเป็นหนึ่งในทักษะเบื้องต้น หมูป่าดุร้ายเพศผู้ที่เด็กหนุ่มสามารถล่าได้และนำกลับมาที่หมู่บ้านจะถูกนำมาเลี้ยง และเขี้ยวหมูป่าจะเป็นบทพิสูจน์ว่าชายหนุ่มผู้นั้นกล้า แกร่ง และเก่ง เพียงไหน

ปกติหมูป่าตัวผู้จะมีเขี้ยวงอกตามธรรมชาติ แต่มันไม่ได้โค้งงอเป็นวง มันยาวตรงโดยธรรมชาติ ดังนั้นการดัดเขี้ยวหมูป่าจนโค้งงอได้รูปสวยจึงเป็นฝีมือมนุษย์ล้วนๆ ชายหนุ่มต้องเอาชนะหมูป่าที่ดุร้ายให้เชื่องต่อเขาให้ได้เสียก่อน จากนั้นจึงค่อยๆ เอามือบิดเขี้ยวทีละนิดๆ ทุกวัน แล้วต้องค่อยๆ ป้อนอาหารหมูป่าตัวนั้นด้วยมะละกอ กล้วย มะม่วงสุก หรือผักหญ้าต่างๆ เป็นอาหารด้วยมือของเขาเอง

เขี้ยวหมูป่าที่เริ่มงอกยาวขึ้นๆ จะได้รับการดัดให้โค้งงอขึ้นจนเป็นวง และใช้เวลาเป็นปีๆ โดยชายหนุ่มจะปล่อยให้หมูป่าหากินเองไม่ได้ เพราะนั่นอาจทำให้เขี้ยวที่อุตส่าห์ดัดมานานต้องหัก บิ่น หรือเสียรูปทรง เขาจึงต้องป้อนอาหารและดูแลมันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

ยิ่งเขี้ยวที่โค้งงอได้รูปเป็นวง มีสีขาวสะอาด และปราศจากรอยขูดขีดเพียงใด ก็ยิ่งแปลว่าชายหนุ่มผู้นั้นสามารถพิชิตหมูป่าได้สำเร็จและดูแลมันได้อย่างดีเท่านั้น เขี้ยวหมูป่าจึงเป็นหมือนสถานะทางสังคมอย่างหนึ่ง

ในกรณีท่านหัวหน้าเผ่า เขี้ยวหมูป่าคู่ที่เห็นนี้ใช้เวลาดัดและดูแลมานานกว่า 15 ปี จึงสมบูรณ์สวยงามอย่างที่เห็นอยู่ ผมมีโอกาสไปดูเขี้ยวหมูที่ได้รับการดัดมา 2 ปีด้วยครับ มันเพิ่งโค้งขึ้นมานิดเดียวเท่านั้น นั่นแปลว่ายังต้องดูแลกันไปอีกนานมาก เสียดายที่วัฒนธรรมนี้กำลังสูญสลายไปจากวานูอาตูและกลุ่มประเทศเมลานีเซียไปเรื่อย ๆ

ก่อนกลับเมืองไทย ผมเห็นเขี้ยวหมูป่าขายที่ตลาดกลางเมืองพอร์ตวิลา (Port Vila) เมืองหลวงของวานูอาตู เขี้ยวเล็กกว่านี้มากและโค้งขึ้นมานิดๆ วางขายชิ้นละ 10,000 วาตู (100 ดอลลาร์สหรัฐ) ของท่านหัวหน้าต้องมีมูลค่ามากกว่านั้นแน่ แต่คงไม่มีค่าเทียบเท่าความพยายามในการสร้างสรรค์เครื่องประดับเกียรติยศชิ้นนี้มานานกว่า 15 ปี ด้วยมือและใจของท่านหัวหน้าเอง

เย็นนั้นผมลาท่านหัวหน้าเผ่าเดินกลับบังกะโลริมหาด ท่านบอกผมว่า

“ขอบคุณที่มาเยี่ยม และขอบคุณที่สนใจเรื่องราวของเรา”

ผมบอกท่านว่า ผมต่างหากที่ต้องขอบคุณท่านที่เปิดหูเปิดตาผม เรื่องราวที่ผมได้รับรู้ในวันนี้ทำให้ผมมองชาวเผ่าบนเกาะเล็กๆ แห่งนี้ในอีกมิติหนึ่งที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน

ที่สำคัญ…เขี้ยวหมูป่านั้นไม่ใช่เพียงเครื่องประดับกาย แต่มันคือเครื่องประดับเกียรติของผู้สวมใส่เลยทีเดียว

ขอบคุณครับ ท่านหัวหน้าเผ่า

ถ้าคุณมีประสบการณ์เดินทางแปลกใหม่จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญส่งเรื่องราวของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’

ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะมีสมุดบันทึกปกหนังเล่มสวยส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

โลจน์ นันทิวัชรินทร์

หนุ่มเอเจนซี่โฆษณาผู้มีปรัชญาชีวิตว่า "ทำมาหาเที่ยว" เพราะเรื่องเที่ยวมาก่อนเรื่องกินเสมอ ชอบไปประเทศนอกแผนที่ที่ไม่ค่อยมีใครอยากไป เลยต้องเต็มใจเป็น solo backpacker Instagram : LODE_OAK

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load