ด้วยความตื่นเต้นบวกกับอากาศที่หนาวจนนอนไม่หลับ ทำให้เราตื่นตั้งแต่ตี 3 ซึ่งเร็วกว่าเวลาที่ตั้งนาฬิกาไว้ครึ่งชั่วโมง เราลุกขึ้นยืนแต่งตัวเต็มยศ เสื้อ 5 ชั้น กางเกง 4 ชั้น ถุงเท้า 3 ชั้น ถุงมือ 2 ชั้น ความกลัวหนาวขั้นสุดนี้ทำให้ผู้หญิงร่างผอมสูงอย่างเรากลายร่างเป็นหมียักษ์ในทันที

อีก 15 นาทีจะถึงเวลานัด เราจึงนั่งรออย่างเงียบๆ อยู่คนเดียวในห้องพักท่ามกลางความมืด พยายามข่มความตื่นเต้นและความกลัวที่เกิดขึ้นในตอนนี้ ความพยายามฝึกซ้อมร่างกายตลอดหลายเดือนที่ผ่านมาจะได้รับการทดสอบและจบลงภายในเช้าวันนี้ โดยเนินเขาที่มีชื่อว่า คาลาปาทาร์ (Kala Patthar)

เมื่อ 7 วันที่แล้ว เราเริ่มเดินเทรคในประเทศเนปาล ตั้งแต่เมืองลุคลา (Lukla) จนมาถึงเมืองโกรักเชป (Gorakshep) เมืองที่พักสำหรับนักเดินเขาที่ต้องการไป Everest Base Camp (EBC) และเมืองนี้ยังเป็นที่ตั้งของเนินเขาสูงใหญ่คาลาปาทาร์ เป้าหมายของเราในวันนี้

นักเดินเขาส่วนใหญ่ที่มาที่นี่ จุดหมายหลักคือการไป EBC ดังนั้น จึงไม่ค่อยมีใครอยากเสียพลังงานไปกับการเดินขึ้นเนินเขาที่อยู่ระหว่างทาง ด้วยความสูงที่มากถึง 5,545 ม. ซึ่งสูงกว่า EBC ที่มีความสูง 5,380 ม. ทำให้การเดินขึ้นคาลาปาทาร์นั้นค่อนข้างยาก ทั้งอากาศที่เบาบาง ความชัน และความหนาว จึงทำให้เนินเขานี้ไม่ใช่ที่ฮิตสักเท่าไหร่สำหรับนักเดินเขามือใหม่ และถูกมองเหมือนเป็นตัวเลือกเสริมสำหรับนักเดินเขาที่มีพลังงานเหลือมากกว่า

จริงอยู่ที่สักครั้งในชีวิตของนักเดินเขาทุกคนคงอยากไป EBC การได้ไปยืนอยู่ที่จุดเริ่มต้นของยอดเขาที่สูงที่สุดในโลกคือสิ่งที่ฝัน น่าเสียดายที่จุดนั้นเป็นเพียงจุดเดียวที่มองไม่เห็นยอดเขาเอเวอเรสต์ แต่ฝันของนักเดินเขาไม่ได้จบอยู่แค่นั้น เพราะยังมีบริเวณที่มองเห็นยอดเขาเอเวอเรสต์ได้ใกล้ที่สุดเท่าที่นักเดินเขามือสมัครเล่นจะทำได้ คือบนเนินเขาคาลาปาทาร์นั่นเอง บนจุดสูงสุดของเนินเขานั้น นักเดินเขาที่มุ่งมั่นจะได้รับรางวัลตอบแทนเป็นภาพพระอาทิตย์ขึ้นที่ด้านหลังยอดเขาเอเวอเรสต์ ท่ามกลางเทือกเขาหิมาลัยที่แสนจะอลังการ และแน่นอนว่า เราก็ต้องการรางวัลนี้ด้วยเหมือนกัน

ดังนั้น วันที่เราบอก ‘จาหนัก’ ไกด์รุ่นใหญ่ชาวเนปาลจอมกวนว่าจะขึ้นคาลาปาทาร์ จาหนักจึงมีสีหน้าประหลาดใจนิดหน่อย คงคิดว่ามือใหม่อย่างเราไม่น่าจะอยากขึ้นเนินเขานี้ และเพราะความสะบักสะบอมที่เราแสดงให้จาหนักเห็นมาตลอด 7 วัน ว่าเราเป็นนักเดินเขาที่อ่อนแอขนาดไหน จาหนักยิ้มมุมปากพร้อมพูดกับเราอย่างสบายๆ ว่า

“ดี! เทพคาลาปาทาร์จะเป็นคนบอกคุณเองว่าคนที่แข็งแกร่งที่สุดคือใคร”

Kala Patthar, เอเวอเรสต์ Kala Patthar, เอเวอเรสต์

ถึงเวลานัดแล้ว เราเปิดประตูห้องพักที่ทำจากไม้อัดแบบบางเฉียบแล้วเดินลงมาพบกับจาหนักและนักเดินเขาคนอื่นๆ ในทีมที่รอคอยอยู่ที่ห้องอาหาร จาหนักเป็นชาวเนปาลรุ่นใหญ่ อายุ 40 กว่าๆ เกิดและเติบโตในภูเขาสูงของเนปาล แต่หลังจากที่พวกเราได้เดินทางมาด้วยกันพักใหญ่ จึงได้รู้ว่าจริงๆ แล้วจาหนักควรเป็นชาวอำเภอท่าแซะมากกว่า ขนาดคำพูดติดปากยังเป็นคำว่า “โอเค ซันเต๋อ” ซึ่งแปลว่า “โอเค สุดหล่อ” ปกติจาหนักจะพูดจากวนๆ ทีเล่นทีจริงทุกครั้ง แต่เช้านี้ ในช่วงการอธิบายเรื่องการเดินขึ้นเขา น้ำเสียงของจาหนักไม่มีการล้อเล่นอยู่ในนั้นเลยแม้แต่นิดเดียว

“เดินช้าๆ จิบน้ำบ่อยๆ พยายามทำตัวให้อบอุ่นเพราะข้างบนคุณจะหนาวแบบสุดๆ ระหว่างทางคุณอาจเกิดอาการ AMS (โรคแพ้ความสูง) หากปวดหัว และเริ่มอยากอาเจียน คุณต้องเดินลง อย่าพยายามดันทุรังเดินขึ้นเขาต่อ หากวันนี้คุณเดินไม่ถึงยอด ก็ไม่เป็นไร เพราะคุณจะกลับมาขึ้นคาลาปาทาร์เมื่อไหร่ก็ได้ แต่ถ้าคุณตายวันนี้ คุณจะไม่สามารถกลับมาขึ้นยอดเขายอดไหนได้อีกเลย”

เราทุกคนมองหน้ากันท่ามกลางความเงียบ จาหนักไม่ได้ขู่พวกเรา เพียงแต่พูดความจริงที่อยู่ตรงหน้า การเดินขึ้นเขาคือการทรมานร่างกายตัวเองอย่างช้าๆ ทุกๆ ก้าวคือพาตัวเองไปอยู่ในจุดที่อากาศน้อยลงไปเรื่อยๆ เป็นการท้าทายร่างกายและจิตใจของตัวเองอย่างที่สุด

แม้ว่านี่ไม่ใช่ยอดเขายอดแรกของเรา แต่ครั้งนี้จะเป็นยอดที่สูงที่สุดเท่าที่เคยผ่านมา เราเข้าใจความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น และจะไม่ประมาทกับสิ่งนี้เป็นอันขาด เราพยักหน้ารับคำจาหนัก จากนั้นจึงสะพายเป้น้ำขึ้นหลัง ใส่ถุงมือ หยิบไม้ Pole จิตใจเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและความมุ่งมั่น โดยไม่ได้รู้ตัวเลยว่าในอีก 2 ชั่วโมงข้างหน้า เราจะได้พบกับความทรมานที่สุดทั้งทางร่างกายและจิตใจของเรา

ตีสี่สิบห้า พวกเราใส่ไฟฉายคาดหัว แล้วเริ่มออกเดินทางท่ามกลางความมืดสู่ยอดเขาคาลาปาทาร์ ตามคำบอกเล่าของจาหนัก พื้นที่บนยอดเขานั้นมีหลายแบบ เริ่มด้วยดินที่มีความแข็ง ตามด้วยกรวดร่วน และด้านบนสุดเป็นก้อนหินยักษ์ทับกันไปมาที่ปกคลุมด้วยหิมะ

ช่วงแรกๆ เส้นทางเดินไม่ยากนัก แต่ด้วยความชันที่ไม่ธรรมดาและระดับความสูง 5 พันกว่าเมตรเหนือน้ำทะเล ออกซิเจนเบาบางมาก หลังจากเดินไปได้ราวๆ ครึ่งชั่วโมงก็พบกับอาการเหนื่อยผิดปกติ หัวใจเต้นรัวๆ เหมือนกับจะระเบิดออกมา อาการหอบถี่ๆ และไอเริ่มมาเป็นพักๆ ยิ่งเหนื่อยมากเท่าไหร่ยิ่งทำให้เริ่มหายใจทางปากมากขึ้น ซึ่งเป็นสัญญาณที่ไม่ดีเลย เพราะนั่นจะทำให้คอยิ่งแห้ง ทุกครั้งที่สูดลมหายใจเข้าจะรู้สึกได้ถึงความเย็นที่ผ่านปากและจมูกเข้าไปในร่างกาย เหมือนเวลาที่ดื่มเหล้าเพียว จะรู้สึกร้อนวาบลงไปถึงข้างใน แต่ครั้งนี้กลับกัน กลายเป็นความเย็นเฉียบที่ไหลเข้าสู่ร่างกายแทน

จาหนักไม่ได้พูดเกินจริงเรื่องความหนาวเลย ทุกครั้งที่มีลมพัดมาร่างกายจะหนาวสั่นไปหมด ผ้าบัฟที่ใส่คลุมใบหน้าเหลือไว้แค่บริเวณดวงตาช่วยป้องกันความหนาวเย็นได้ดี แต่กลับทำให้หายใจได้อย่างยากลำบาก เราต้องคอยเปิดผ้าบัฟเพื่อหายใจเป็นพักๆ แต่ทุกครั้งที่เปิดผ้าผิวหน้าก็จะแสบไปหมด เพราะต้องปะทะกับลมหนาว ริมฝีปากเริ่มแห้งแตก เจ็บหลายจุด และค่อยๆ กลายเป็นสีม่วงคล้ำ เราก้มลงมองที่เท้าตัวเอง แต่ไม่รู้สึกถึงนิ้วเท้าเลย มันชาไปหมด ได้แต่สงสัยว่าถ้าถอดรองเท้าออกมานิ้วเท้าจะหลุดออกมาจากเท้าไหม ภาพนิ้วเท้ากุดดำของคนที่โดนหิมะกัดผ่านเข้ามาในหัว เราสะบัดหน้าหนีเพื่อให้ภาพอันสยดสยองหายไป แล้วตั้งใจเดินต่อ

Kala Patthar, เอเวอเรสต์

 

ความชันค่อยๆ เพิ่มขึ้น รู้สึกได้จากน่องขาที่ปวดร้าวมากกว่าเดิม แต่เราก็ยังคงเดินต่อไปท่ามกลางความมืด ทั้งเหนื่อย หนาว และฟุ้งซ่าน ความมืดทำให้มองไม่เห็นอะไรเลย มีเพียงแสงจากไฟฉายคาดหัวคอยส่องทางให้เห็นพื้นที่ตัวเองกำลังเดินอยู่ และเมื่อเงยหน้าขึ้นมาก็จะเห็นเพียงขบวนแสงไฟดวงเล็กๆ จากไฟฉายคาดหัวของเหล่านักเดินเขาที่ทอดยาวสู่เนินเขาด้านบนท่ามกลางความมืดมิด สำหรับบางคนภาพนี้อาจดูสวยงาม จนต้องหยิบกล้องขึ้นมาบันทึกไว้ แต่สำหรับเรานั้น ขบวนแสงไฟเหล่านี้กลับเป็นสิ่งที่สร้างความท้อใจอย่างมาก เพราะมันยิ่งทำให้มองเห็นความชันและระยะทางอีกยาวไกลซึ่งดูเหมือนไม่มีที่สิ้นสุด

นี่เรามาทำอะไรที่นี่กันแน่?

มาทรมานตัวเองทำไม (วะ) ?

คำถามมากมายเริ่มเกิดขึ้นในหัว ทำให้ใจยิ่งร้อนรน กังวลว่าจะเดินขึ้นไปไม่ทันดูภาพพระอาทิตย์ขึ้นและบางทีก็กังวลว่าจะเดินขึ้นไม่ไหวควรตัดใจเดินลงแทน ความสับสนภายในจิตใจนั้นทำให้ช่วงเวลาสั้นๆ กลายเป็นยาวนานเหมือนชั่วนิรันดร์ เมื่อเรากังวลเรื่องที่ 1 หลังจากฟุ้งซ่านจนจบ มีสติได้สักพัก ก็จะเริ่มกังวลเรื่องที่ 2 และ 3 วนไปแบบนี้เรื่อยๆ ทุกก้าวเดินคือความทรมานทั้งร่างกายและจิตใจอย่างสาหัส

หลังจากฝืนทนเดินไปเรื่อยๆ ในที่สุดเราก็มาถึงครึ่งทางของคาลาปาทาร์ เราเงยหน้ามองหาเพื่อนคนอื่นๆ แต่ทุกๆ คนเดินแยกกันไปหมดแล้ว เราจึงหยุดพักเพื่อทานขนมเพิ่มพลังงาน แล้วเมื่อหันไปดูดน้ำในเป้ ปรากฏว่าดูดไม่ขึ้น เพราะน้ำดื่มกลายเป็นน้ำแข็งไปหมดแล้ว!

ด้วยอุณหภูมิที่ต่ำกว่า 0 องศาเซลเซียสทำให้น้ำในเป้เปลี่ยนสภาวะจากของเหลวกลายไปเป็นน้ำแข็งจนหมด

“ทำไมถึงลืมกระติกน้ำเก็บความร้อน!”

เราโวยวายอยู่ในใจ โมโหตัวเองที่ลืมเรื่องนี้ไปสนิท การไม่ได้ดื่มน้ำจะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดอาการ AMS ให้สูงขึ้น เรานั่งหมดแรงอยู่ตรงนั้น มันคือที่สุดแล้วจริงๆ ไม่เหลืออะไรอีกแล้วทั้งพลังกายและพลังใจ ได้แต่รู้สึกท้อใจ…หนาว…เหนื่อย…หิวน้ำ และโมโห นี่เราต้องเดินลงจริงๆ แล้วใช่ไหม?

เราเงยหน้ามองไปที่ยอดเขา ก็ยังคงมองไม่เห็นอะไรเลยนอกจากความมืด ภาพในหัว Flashback ไปถึงรีวิวกระทู้ที่เคยอ่านก่อนมาเดินขึ้นเขาที่เนปาล เหล่าผู้คนมากมายที่บรรยายถึงความโหดบนเส้นทางคาลาปาทาร์ และมักจะจบลงที่ตรงครึ่งทาง วันนี้รู้ซึ้งแล้ว เสียงนักเดินทางที่เจอกันในเมืองก่อนหน้านี้ดังก้องอยู่ในหัว

“คาลาปาทาร์ ไปแค่ครึ่งทางก็พอแล้ว ตรงนั้นก็เห็นยอดเขาเอเวอเรสต์แล้ว วิวครึ่งทางก็เหมือนๆ กับที่ยอดนั่นแหละ”

แต่เมื่อยิ่งทบทวนคำพูดนั้น กลับยิ่งรู้สึกว่า “มันเป็นแบบนั้นจริงๆ น่ะหรอ?”

Kala Patthar, เอเวอเรสต์ Kala Patthar, เอเวอเรสต์

ในระหว่างที่กำลังนั่งหมดอาลัยตายอยากอยู่นั้น แสงอาทิตย์เริ่มสาดส่อง ความอบอุ่นเริ่มเข้ามาแทนที่ พระอาทิตย์ขึ้นแล้ว แม้จะยังไม่โผล่ออกมาจากด้านหลังยอดเขาเอเวอเรสต์ แต่ก็สร้างความสว่างให้กับบริเวณโดยรอบ เรามองขึ้นไปที่ยอดเนินอีกครั้ง ในที่สุดตอนนี้ก็ได้เห็นยอดคาลาปาทาร์แล้ว เราสังเกตพื้นบริเวณยอดเขาราว 100 เมตรอันแสนชันนั้น คือก้อนหินก้อนขนาดใหญ่ที่ซ้อนทับกันไปมา และถูกปกคลุมไปด้วยหิมะ

ในเวลาอีกไม่นาน หิมะเหล่านี้จะโดนแสงแดดละลาย มันคงลื่นและเดินยากขึ้นไปอีกแน่นอน กะจากสายตาคิดว่าน่าจะต้องเดินขึ้นไปอีกราวๆ 1 ชั่วโมงจึงจะถึงยอด ไม่รู้ว่าทำไมแต่เมื่อมองเห็นเป้าหมายชัดเจนขึ้นแล้วกลับทำให้เรามีแรงฮึดขึ้นมา ทั้งแรงกายและแรงใจ คิดในใจว่าอีกไม่ไกล เราต้องทำได้แน่ๆๆๆ เราบอกตัวเอง ย้ำๆ อยู่แบบนั้น

เราลุกขึ้นยืนลองเช็กสภาพร่างกายของตัวเองอีกครั้ง ไม่หนาวมากแล้ว ความเหนื่อยยังไหว น้ำยังพอมีขลุกขลิก ยังไม่มีอาการโรคแพ้ความสูง เราค่อยๆ หายใจเข้า สูดอากาศเย็นเข้าเต็มปอด รวบรวมพลังทุกอย่างที่ยังเหลืออยู่ในร่าง แล้วก้าวเดินสู่ยอดเขาคาลาปาทาร์

Kala Patthar, เอเวอเรสต์ Kala Patthar, เอเวอเรสต์

 

ในที่สุดเราก็ได้เห็นภาพพระอาทิตย์ขึ้นที่ด้านหลังยอดเขาเอเวอเรสต์ท่ามกลางเทือกเขาหิมาลัย มันสวยงาม ยิ่งใหญ่ และคุ้มค่ากับความทรมานตลอดหลายชั่วโมงที่ผ่านมา การเตรียมความพร้อมร่างกายที่ก่อนหน้านี้คิดว่าเพียงพอแล้วแต่ก็ยังไม่พอจนเกือบทำให้เราไม่ได้มายืนที่จุดนี้

การเดินเขาคือการพยายามด้วยตัวเอง ไม่มีทางลัด มีแต่ต้องเตรียมพร้อมทั้งร่างกายและจิตใจ แล้วพาตัวเองผ่านความมุ่งมั่นไปให้ถึงจุดหมาย ภาพวิวครึ่งทางกับวิวบนยอดเหมือนหรือต่างกันนั้น เป็นสิ่งที่เราทุกคนล้วนมีคำตอบในใจที่ไม่เหมือนกัน เพราะการให้คุณค่าของสิ่งเหล่านั้นแตกต่างกัน ไม่มีคำตอบที่ถูกและคำตอบที่ผิด สิ่งที่เราทำได้คือการไปพิสูจน์ด้วยตัวเอง และหาคำตอบให้กับตัวเอง

ในตอนแรกเราคิดว่ารางวัลที่ยิ่งใหญ่จากคาลาปาทาร์คือภาพวิวสุดอลังการตรงหน้า แต่ที่จริงแล้วสิ่งที่เราได้รับคือ ‘การได้เห็นตัวเอง’ ในช่วงเวลาแห่งความสับสนตลอดเส้นทางนั้น ทำให้เราเข้าใจตัวเองมากขึ้น เห็นด้านที่ดีที่สุดและด้านที่แย่ที่สุดของตัวเอง ทุกก้าวของการเดินขึ้นคือการถอดเปลือกสิ่งที่ติดอยู่กับตัวเรา ถอดเงื่อนไข ถอดภาพลักษณ์ ถอดพันธะในตัวเราออกไป เราไม่สามารถพาสิ่งใดติดตัวขึ้นไปบนยอดเขาได้ สุดท้ายสิ่งเดียวที่จะเหลืออยู่บนนั้นคือตัวตนที่แท้จริงของเรา

ที่จุดสูงสุดของคาลาปาทาร์เรายืนมองพระอาทิตย์ขึ้นที่หลังยอดเขาเอเวอเรสต์ด้วยความสงบ แสงแดดไล่ความหนาวและความมืดออกไปจากทุกพื้นที่ รวมทั้งจิตใจเราด้วยเช่นกัน เรายิ้มให้กับตัวเอง มีบางอย่างในตัวเราได้เปลี่ยนไปนิดหนึ่ง

Kala Patthar, เอเวอเรสต์ Kala Patthar, เอเวอเรสต์ Kala Patthar, เอเวอเรสต์

หลังจากที่เราเดินกลับลงมาถึงด้านล่าง จาหนักและลูกหาบคนอื่นๆ ยืนรอพวกเราอยู่ที่หน้าโรงแรม ทุกคนตื่นเต้นที่จะได้เจอกับเรา จึงไม่มีใครเข้าไปนั่งรอในห้องอาหารเลย เราโบกมือสุดแขนเพื่อบอกพวกเขาว่าเราปลอดภัยดี ทุกคนพากันตะโกนโห่ร้องเชียร์และปรบมือต้อนรับ ดีใจไปกับเรา จาหนักยิ้มกว้างให้พวกเรา นี่เป็นครั้งแรกในรอบ 8 วันที่จาหนักไกด์รุ่นพ่อคนนี้ยิ้มกว้างอย่างจริงใจแบบไม่กวนประสาท
“You did it!!! Very very very good. Welcome back Jan.”

เราพยักหน้าตอบพร้อมน้ำตาคลอเบ้า

“Thank you Janak.”

ถ้าคุณมีประสบการณ์เดินทางแปลกใหม่จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญส่งเรื่องราวของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’

ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะมีสมุดบันทึกปกหนังเทียมเล่มสวยส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

สุธีรา โมรา

ชอบพาร่างกายและจิตใจไปทรมาน เพียงเพื่อเฝ้ามองการวิวัฒนาการของตัวเอง เสพย์ติดชา รักการอ่าน Manga และแพ้ทางอาม่าอากง

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

ไกลบ้าน พระราชนิพนธ์ลายพระราชหัตถเลขาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งเสด็จประพาสยุโรปครั้งที่ 2 ไม่ปรากฏชื่อประเทศสเปน

คนไทยส่วนมากจึงไม่รู้ว่าสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงเคยเสด็จฯ เยือนดินแดนมาทาดอร์เมื่อเสด็จประพาสยุโรปครั้งแรก และไม่รู้ว่าเรื่องราวมากมายของกษัตริย์สยามซ่อนตัวอย่างนิ่งสงบอยู่ในหอสมุดสเปน

“บันทึกของสเปนละเอียดมาก เขาชื่นชมสยามมาก ตีพิมพ์เรื่องรัชกาลที่ 5 ลงหนังสือพิมพ์ทุกวัน ก่อนพระองค์เสด็จมา 2 วัน หนังสือพิมพ์ประจำกรุงมาดริดก็เกริ่นเล่าเรื่องประเทศสยามและราชวงศ์เป็นอย่างดี”

ศาสตราจารย์ ดร.สถาพร ทิพยศักดิ์ เล่าข้อมูลที่น้อยคนจะเคยได้ยิน ในวาระโครงการรำลึก 100 ปี วันสวรรคตพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญภาษาสเปนแห่งคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงตัดสินใจเผยแพร่เกร็ดประวัติศาสตร์นี้ให้คนไทย โดยค้นคว้าข้อมูลสเปนโบราณจากหนังสือพิมพ์ เอกสาร จดหมาย บันทึกต่างๆ เมื่อร้อยกว่าปีที่แล้ว จากนั้นจึงแปลบทความเกี่ยวกับรัชกาลที่ 5 จากหนังสือพิมพ์รายวันของสเปน 11 ฉบับ เป็นหนังสือรวมข่าวการเสด็จประพาสราชอาณาจักรสเปนโดยเฉพาะ

“พระองค์เสด็จฯ ไปยุโรปด้วยเรือพระที่นั่งมหาจักรี เรือล่องผ่านอินเดีย เข้าคลองสุเอซ ผ่านเมดิเตอร์เรเนียน เข้าอิตาลี จากนั้นจึงเสด็จประพาสทั่วยุโรปโดยรถไฟ” อาจารย์สถาพรอธิบายแผนการก่อนยุคเครื่องบินจะมาถึง “การเดินทางใช้เวลานานหลายเดือนมาก รถไฟก็ยังช้า รางเล็กนิดเดียว พระองค์เสด็จฯ โดยทางรถไฟจากฝรั่งเศสเข้าสเปน เป็นประเทศเกือบสุดท้ายที่เสด็จฯ เยือน”

16 – 19 ตุลาคม ฤดูใบไม้ร่วง พ.ศ. 2440 (ค.ศ. 1897) เป็นช่วงเวลาแห่งความทรงจำระหว่างราชสำนักสเปนและสยาม เส้นทางการท่องเที่ยว 4 วัน 3 คืนและการเฝ้าฯ รับเสด็จแสนอบอุ่นที่ทางราชการสเปนถวายแด่พระองค์คือประวัติศาสตร์ล้ำค่า และยังเป็นตัวอย่างแผนเที่ยวดินแดนกว้างใหญ่ทางตอนใต้ของยุโรปที่ยังปรับใช้ได้ในปัจจุบัน

เริ่มต้นจากการมุ่งหน้าลงใต้สู่กรุงมาดริด รัชกาลที่ 5 เสด็จฯ ทอดพระเนตรพระราชฐานซานโลเรนโซเดเอลเอสโกเรียล (Real Sitio de San Lorenzo de El Escorial) หรือที่เรียกย่อๆ ว่า El Escorial (เอล เอสโกเรียล) ที่ประทับโบราณนอกกรุงมาดริดสร้างขึ้นในรัชสมัยพระเจ้าเฟลีเปที่ 2 กษัตริย์ที่ทำให้สเปนได้สมญานามว่า ‘ดินแดนที่พระอาทิตย์ไม่เคยตกดิน’ เพราะมีอาณานิคมอยู่ทั่วโลก

เอลเอสโกเรียลเป็นอาณาจักรย่อมๆ ที่ประกอบด้วยพระราชวังโบราณ มหาวิหาร สุสานหลวง โดยส่วนใต้ดินเป็นที่เก็บพระศพของกษัตริย์โบราณ มีถ้ำเจาะเป็นช่องเก็บพระศพ นอกจากนี้ยังมีพิพิธภัณฑ์ มหาวิทยาลัย ห้องสมุด และโรงพยาบาล อยู่ข้างใน ปัจจุบัน ที่นี่กลายเป็นสำนักงานใหญ่ของคณะสงฆ์แห่งนักบุญออกัสตินและเป็นอนุสรณ์สถานที่น่าไปเยี่ยมชม

“ในเช้าวันเสาร์ เมื่อเสด็จฯ ถึงสถานีรถไฟสายเหนือในกรุงมาดริด มีการเฝ้าฯ รับเสด็จอย่างยิ่งใหญ่สมพระเกียรติ มีขุนนางและประชาชนจำนวนมาก มีวงดนตรีมาเล่นรับเสด็จ ปัจจุบันสถานีรถไฟนั้นชื่อว่า Príncipe Pío ยังเปิดบริการสำหรับรถไฟในย่านชานเมือง รถใต้ดิน ส่วนหนึ่งปรับเป็นศูนย์บันเทิง ร้านค้า ช้อปปิ้งมอลล์ และร้านอาหาร ไปแล้ว โชคดีที่ตอนผมไปยังเหลือร่องรอยอาคารเดิมอยู่ ผมเลยถ่ายด้านหน้าของสถานีรถไฟกลับมา”

ผู้เชี่ยวชาญภาษาสเปนเล่าต่อว่า สมเด็จพระปิยมหาราชเสด็จฯ ไปประทับที่ Palacio Real de Madrid หรือพระบรมมหาราชวังกรุงมาดริดร่วมกับราชวงศ์สเปน ขณะนั้นกษัตริย์สเปนคือพระเจ้าอัลฟอนโซที่ 13 ยังทรงพระเยาว์ ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์จึงเป็นพระนางมาเรีย คริสติน่า ซึ่งเป็นพระบรมราชชนนี

“รัชกาลที่ 5 ทรงเอ็นดูพระเจ้าอัลฟอนโซที่ 13 มาก เพราะกษัตริย์สเปนทรงมีพระชนมพรรษาไล่เลี่ยกับรัชกาลที่ 6 ซึ่งขณะนั้นทรงดำรงพระอิสริยยศเป็นสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ และเสด็จฯ ไปด้วย ส่วนทางราชสำนักสเปนก็ถวายการต้อนรับดีมาก จัดงานเลี้ยงถวายทุกคืน ไม่ที่พระบรมมหาราชวังก็ที่โรงละคร มีการตั้งโต๊ะเสวยพระกระยาหารค่ำแบบฝรั่งเศสตามแฟชั่นสมัยนั้น และมีการแสดงหน้าพระที่นั่งด้วย”

ตามธรรมเนียมสเปน เมื่อมีแขกมาจะต้องต้อนรับเต็มที่ โดยจัดงานเลี้ยงถึงดึกมากและเริ่มวันสาย ตารางการเสด็จฯ ของพระพุทธเจ้าหลวงจึงต้องปรับตามวัฒนธรรม คือตื่นพระบรรทมราว 10 โมง ช่วง 11 โมงจึงเสด็จฯ ออกไปที่ต่างๆ เช่น Museo del Prado หรือพิพิธภัณฑ์ปราโด พิพิธภัณฑ์ศิลปะยุโรปที่เก่าแก่และสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งในยุโรป มีภาพวาดใหญ่ที่สุดในโลก มีงานชิ้นเอกของ Goya และศิลปินอื่นๆ อีกมากมาย และพระองค์ยังเสด็จไป Buen Retiro Park สวนสาธารณะใหญ่ประจำกรุงมาดริดที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากพิพิธภัณฑ์ปราโด ส่วนสถานที่อื่นๆ ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อ ถูกทุบทิ้ง หรือเปลี่ยนการใช้งานอาคาร ไปเกือบหมดแล้ว เช่น พิพิธภัณฑ์กองทัพ หรือโรงงานทอพรมหลวง

“ส่วนใหญ่พระองค์ประทับที่กรุงมาดริด ทางสเปนอยากให้พระองค์เสด็จฯ ไปเมือง Toledo (โตเลโด) เมืองหลวงโบราณของอาณาจักรสเปนสักวันหนึ่ง แต่ต้องเปลี่ยนหมายกำหนดการกะทันหันเพราะพระองค์ทรงสนพระราชหฤทัยจะทอดพระเนตรการสู้วัวกระทิงสักครั้ง มีเกร็ดเล่าว่า ระหว่างที่เสด็จฯ โดยรถไฟพระที่นั่งจากเอสโกเรียลเข้ากรุงมาดริด มีนักสู้วัวกระทิงขึ้นรถไฟมาระหว่างทาง ไม่ว่าจริงหรือไม่ พระองค์ก็เสด็จฯ ไปสนามสู้วัวจริงๆ

“การสู้วัวกระทิงรอบหนึ่งจะใช้กระทิงทั้งหมด 6 ตัว แต่พระองค์ไม่ได้ทอดพระเนตรจนจบการแข่งขัน เมื่อกระทิงตัวที่ 4 ออกมา พระองค์จำเป็นต้องเสด็จฯ ตามกำหนดการต่อไป และข้าราชบริพารที่ตามเสด็จบางคนก็หน้าซีดเซียว เป็นลมเป็นแล้งกันด้วย เพราะไม่เคยเห็นการต่อสู้แบบนี้มาก่อน”

อย่างไรก็ดีพระองค์ได้เสด็จฯ ออกนอกกรุงมาดริด บ่ายวันหนึ่งราชวงศ์สเปนและราชวงศ์สยามเสด็จฯ ไป Palacio Real de El Pardo หรือพระราชวังเอลปาร์โด เพื่อไปเสวยพระสุธารสชาร่วมกันที่ตำหนักเล็กๆ โดยเจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ (รัชกาลที่ 6) ทรงม้าอย่างสง่างาม เป็นที่ประทับใจแก่ผู้พบเห็นมาก

ตำหนักดังกล่าวตั้งอยู่ในเขตพระราชวังเอลปาร์โด มีชื่อเสียงมาก เพราะเคยเป็นสถานที่พำนักของนายพลฟรันซิสโก ฟรังโก จอมพลและผู้นำเผด็จการชาวสเปน ปัจจุบันกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยว และเป็นที่รับรองประมุขประเทศต่างๆ ที่มาเยี่ยมชมกรุงมาดริด

หลังจากประทับอยู่มาดริด 3 วัน ในวันสุดท้ายที่พระองค์ต้องเสด็จฯ ไปประเทศโปรตุเกสตามลำดับต่อไป รัชกาลที่ 5 เสด็จฯ โดยรถไฟไปเมือง Sevilla (เซบียา) ศูนย์กลางวัฒนธรรมทางตอนใต้ของสเปนในตอนเช้า เพื่อทรงเยี่ยมชม Real Alcázar de Sevilla หรือพระราชวังอัลคาซาร์ซึ่งเป็นพระราชวังแขกมัวร์โบราณ มีสวนที่มีน้ำพุและต้นไม้เมืองร้อน เช่น ปาล์ม อินทผลัม ชาวสเปนได้ถวายผลอินทผลัมให้พระองค์เสวยเป็นครั้งแรก จากนั้นเสด็จทอดพระเนตรบ้านเรือนริมแม่น้ำ Guadalquivir (กวาดัลกีวีร์) ซึ่งปลูกต้นไม้ร่มรื่นสวยงามมาก

การเสด็จประพาสสเปนยังไม่จบลงเท่านี้ เนื่องจากรัชกาลที่ 5 จำเป็นต้องเสด็จฯ ย้อนกลับไปลงเรือพระที่นั่งมหาจักรีที่อิตาลี พระองค์จึงเสด็จฯ ผ่านชายแดนสเปนเมื่อเดินทางขึ้นเหนืออีกครั้ง

“ขากลับจากโปรตุเกส พระองค์เสด็จฯ กลับในเส้นทางใหม่ โดยเสด็จฯ ผ่านกรุงมาดริดในช่วงกลางดึก ทรงไม่มีพระราชประสงค์ให้มีการเฝ้าฯ รับเสด็จวุ่นวาย จึงเสด็จฯ เงียบๆ ผ่านเข้าเมือง Cáceres (กาเซเรส) เมืองท่องเที่ยวเล็กๆ ที่มีของโบราณ มีรูปปั้น มากมาย แล้วเสด็จฯ ผ่านนครบาร์เซโลน่า ทรงเสียดายมากที่ไม่ได้เสด็จฯ เยี่ยมนครแห่งนี้เพราะทรงมีเวลาจำกัด แต่พระองค์ทรงรู้จักนครนี้จากหนังสือตั้งแต่ก่อนเสด็จประพาส รัชกาลที่ 5 ประทับยืนสูบพระโอสถมวนเพื่อเปลี่ยนพระอิริยาบถที่ชานชาลา และมีรับสั่งว่าอยากกลับมาเยือนที่นี่อีก”

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวตั้งพระราชหฤทัยว่าจะเสด็จฯ มาสเปนอีกครั้ง และทางการสเปนก็มีหลักฐานเรื่องเอกสารเตรียมการต้อนรับเมื่อครั้งเสด็จประพาสยุโรปครั้งที่ 2 แต่ด้วยตารางเวลาอันจำกัดทำให้หมายกำหนดการนี้ต้องยกเลิกไป

แม้จะไม่ได้เสด็จฯ กลับไปอีก แต่ความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทยและสเปนก็ได้หยั่งรากลึกลงใน 2 ประเทศ และยังสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

“คนไทยสมัยก่อนไม่ค่อยได้อ่านเรื่องสเปนมากนัก จึงไม่รู้จักสเปนหรือเห็นภาพชัดเท่าประเทศอื่นๆ เช่น อิตาลี เยอรมนี ฝรั่งเศส แต่จริงๆ แล้วที่นี่เป็นแหล่งอารยธรรมโบราณที่น่าสนใจมาก ทุกวันนี้ยังมีร่องรอยความรุ่งเรืองของอาณาจักรโบราณให้เราเห็น สถานที่ที่รัชกาลที่ 5 เสด็จฯ ไปในสเปนยังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าไปจริงๆ”

อาจารย์สถาพรผู้เคยใช้ชีวิตในกรุงมาดริดหลายปียืนยัน คงไม่มีอะไรพิสูจน์เรื่องนี้ได้ นอกจากไปเยือนสเปนให้เห็นกับตาด้วยตนเอง

 

ภาพ: สถาพร ทิพยศักดิ์, ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข, Unsplash

ถ้าคุณมีประสบการณ์เดินทางแปลกใหม่จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญส่งเรื่องราวของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’

ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะมีสมุดบันทึกปกหนังเทียมเล่มสวยส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load