ตอนนี้เป็นช่วงบ่ายโมงของวันศุกร์ เวลาที่คนส่วนมากว้าวุ่นกับการทำงาน และเป็นเวลาที่ร้านอาหารส่วนใหญ่ไม่คึกคักเท่าช่วงเย็น แต่เมื่อเดินเข้าไปในร้านอาหารญี่ปุ่นสีขาวเหลืองแห่งนี้ กลับพบลูกค้ามากมายทั้งเด็ก วัยรุ่น และผู้ใหญ่ จับจองที่นั่งเกือบเต็มร้าน และกำลังใจจดใจจ่อกับการหยิบซูชิคำโตเข้าปาก

ภายในร้านตกแต่งด้วยรูปปั้นมาสคอตเด็กชายชาวญี่ปุ่น ต้นซากุระสีชมพูกระจัดกระจายในร้านสร้างบรรยากาศความเป็นญี่ปุ่นให้แก่ผู้มาเยือนไม่น้อย

ที่นี่คือ ‘ไข่หวานบ้านซูชิ’

การเติบโตของ ไข่หวานบ้านซูชิ หลังการ Take Over ธุรกิจแฟรนไชส์ และ Drive-thru ครั้งแรก
การเติบโตของ ไข่หวานบ้านซูชิ หลังการ Take Over ธุรกิจแฟรนไชส์ และ Drive-thru ครั้งแรก

วันนี้เราได้นั่งพูดคุยกับ อัม-อมรา ไทยรัตน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไข่หวานบ้านซูชิ (ประเทศไทย) ถึงเรื่องราวของร้านซูชิแห่งนี้ เริ่มจากบทบาทลูกแฟรนไชส์สาขาหนึ่ง สู่การเข้ามา Take Over กิจการเมื่อ 3 ปีก่อน เพราะมองเห็นศักยภาพของธุรกิจนี้ จึงพัฒนาการบริการ สร้างระบบจัดการหลังบ้าน และกำหนดมาตรฐานของทุกสาขา

จาก 70 สาขาแฟรนไชส์เดิมเมื่อ 3 ปีที่แล้ว เติบโตจนมีมากกว่า 180 สาขาทั่วประเทศ และกำลังจะเปิดตัวซูชิ Drive-thru ที่แรกในไทย พร้อมวางแผนเจาะตลาดประเทศเพื่อนบ้าน และผลิตสินค้าใหม่ ๆ ตามมาเร็ว ๆ นี้

สูตรลับของซูชิร้านนี้คืออะไร

ทำไมเธอถึงมองเห็นโอกาสการเติบโตของร้านเล็ก ๆ ในวันที่ร้านอาหารญี่ปุ่นแข่งขันกันอย่างดุเดือด

เธอมีเคล็ดลับการบริหารธุรกิจอย่างไรให้เติบโตได้รวดเร็วเช่นนี้

และทำไมซูชิร้านนี้ถึงขายดีแม้ไม่ใช่เวลาคนเลิกงาน

การเติบโตของ ไข่หวานบ้านซูชิ หลังการ Take Over ธุรกิจแฟรนไชส์ และ Drive-thru ครั้งแรก
การเติบโตของ ไข่หวานบ้านซูชิ หลังการ Take Over ธุรกิจแฟรนไชส์ และ Drive-thru ครั้งแรก

จุดเริ่มต้น

เมื่อซูชิคำโตทำสดใหม่จากบาร์มาเสิร์ฟถึงโต๊ะ อัมก็เริ่มเล่าเรื่องราวตั้งแต่ต้นให้เราฟัง

แต่เดิม ไข่หวานบ้านซูชิก่อตั้งโดย เจี๊ยบ-ปุณิกา ธรรมขันธ์ และ นิกร คลังทอง เจี๊ยบประกอบอาชีพพยาบาล ส่วนนิกรเชี่ยวชาญการทำอาหารญี่ปุ่นและซอสปรุงรสต่าง ๆ จึงตัดสินใจเปิดร้านซูชิ โดยบริหารแบบธุรกิจในครอบครัว

ทางร้านวางกลยุทธ์การขายโดยตั้งราคาตั้งแต่ 10 – 40 บาท แต่ใช้วัตถุดิบคุณภาพสูง รสชาติดี ให้น้ำส้มและโชยุเป็นตัวชูโรง มีรสชาติเป็นเอกลักษณ์ติดปากผู้บริโภค

กิจการภายใต้การบริหารของเจี๊ยบเติบโตอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางการรายล้อมของร้านอาหารญี่ปุ่นในไทย โดยมียอดขายเดือนละเกือบ 2 ล้านบาท ใช้แซลมอนเกือบ 3 ตันต่อเดือน ซึ่งยังไม่ได้รวมเมนูปลาอื่น ๆ เข้าไปด้วย

หากเทียบกับเนื้อหาภาพยนตร์ฮอลลีวูด คงเป็นเหมือนภาพยนต์เรื่อง Forrest Gump ที่ตัวเอกไปซื้อเรือกุ้ง ในวันที่มีเรือกุ้งเจ้าเก่าแล่นอยู่เต็มทะเลสาบ ใครจะไปนึกว่าวันหนึ่งเรือกุ้งลำใหม่นี้จะกลายเป็นบริษัทกุ้งที่เติบโตและมีรายได้อันดับต้น ๆ ของอเมริกา

จากร้านซูชิขนาดเล็กที่ศูนย์อาหารเมืองทองธานี ขยายตัวอย่างรวดเร็วจนมีศูนย์ฝึกอบรมลูกแฟรนไชส์ และสาขาแฟรนไชส์กว่า 20 สาขาภายในระยะเวลาไม่กี่ปี

วันหนึ่งอัมได้ทานซูชิที่ร้านของเจี๊ยบ เกิดเป็นความประทับใจแรกในคุณภาพของอาหารและการทำธุรกิจของร้าน

ซูชิที่นี่ชิ้นใหญ่ ใช้วัตถุดิบสดใหม่ และราคาไม่แพงเมื่อเทียบกับเจ้าอื่นในตลาด

คุณภาพของอาหาร ยอดขายในแต่ละวัน ความนิยม เสียงตอบรับทางบวกจากผู้บริโภคจำนวนมาก และการมีผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารญี่ปุ่นอย่างนิกรคอยดูแลเรื่องสูตรอาหาร คือแรงดึงดูดให้นักศึกษาจบใหม่ผู้กำลังหาอาชีพที่มั่นคงคนนี้ เลือกลงทุนในธุรกิจที่มองด้วยตาก็รู้ว่าดี

“เราน่าจะเป็นแฟรนไชส์ประมาณลำดับที่ 22 เป็นรุ่นแรก ๆ”

การเติบโตของ ไข่หวานบ้านซูชิ หลังการ Take Over ธุรกิจแฟรนไชส์ และ Drive-thru ครั้งแรก

ยังเจ๋งได้มากกว่านี้

กิจการแฟรนไชส์เป็นไปด้วยดีเรื่อยมา ยอดขายในแต่ละวันอยู่ในระดับน่าพึงพอใจสำหรับผู้ประกอบการอย่างเธอ แต่ในทางธุรกิจไม่มีอะไรดีไปตลอด

2 ปีของการเป็นลูกแฟรนไชส์ อัมพบกับข้อจำกัดที่ทำให้กิจการเติบโตไปมากกว่านี้ไม่ได้

เดิมทีหากมีผู้สนใจเปิดแฟรนไชส์ จะได้รับการอบรมสอนสูตรการทำซูชิ ส่วนเรื่องการบริหารจัดการร้าน เมนูอาหาร โปรโมชัน การบริการ แต่ละสาขาจัดการได้เองโดยอิสระ ไม่ต้องขึ้นอยู่กับแบรนด์แม่ มาตรฐานจึงต่างกันเพราะไม่มีการควบคุมคุณภาพจากส่วนกลาง

แต่เธอยังมองว่าไข่หวานบ้านซูชิมีพื้นฐานแข็งแกร่ง เติบโตได้ในระยะยาว เพราะจุดแข็งด้านรสชาติยังครองใจลูกค้าเหนียวแน่น รวมถึงมีคนสอบถามเรื่องการขอซื้อแฟรนไชส์ตลอดเวลา เธอเชื่อว่าธุรกิจไปไกลกว่านี้ได้ หากมีระบบระเบียบในการบริหารจัดการที่ชัดเจนขึ้น

เธอจึงติดต่อเจ้าของเพื่อขอซื้อกิจการมาบริหารเองทั้งหมด

การเจรจาซื้อกิจการเป็นไปอย่างราบรื่น เพราะเจ้าของเดิมคิดจะปล่อยธุรกิจให้คนอื่นมาบริหารต่อ เนื่องจากเหตุผลส่วนตัวหลายประการ

“แรกมีบริษัทใหญ่ ๆ มาติดต่อซื้อเหมือนกัน แต่เจ้าของเดิมยังเป็นห่วงสาขาที่เคยดูแลมา ว่ารูปแบบจะเปลี่ยนไปทิศทางไหน”

“น้องอัมน่าจะทำได้ดี” เป็นคำพูดที่เจี๊ยบบอกกับเธอ “เขาคงมองว่าเราจะทำธุรกิจแบบไม่ได้หวังผลประโยชน์อย่างเดียว”

เธอเป็นลูกแฟรนไชส์สาขาแรก ๆ จึงสนิทกันเหมือนพี่น้อง ประกอบกับความมั่นใจว่า ธุรกิจทางบ้านของเธอช่วยสนับสนุนด้าน Marketing และ Branding ให้กิจการนี้พัฒนาต่อไปได้

การเติบโตของ ไข่หวานบ้านซูชิ หลังการ Take Over ธุรกิจแฟรนไชส์ และ Drive-thru ครั้งแรก

ร้านเดิม คุณภาพใหม่

ประสบการณ์สั่งสมจากการเคยเป็นลูกแฟรนไชส์ ทำให้เข้าใจว่าร้านมีข้อจำกัดตรงไหน และสาขาต้องการอะไร ไข่หวานบ้านซูชิโฉมใหม่จึงต้องมีมาตรฐานเดียวกัน แต่การเข้ามาเปลี่ยน Mindset ลูกแฟรนไชส์เดิมที่ทำแบบเดิมจนอยู่ตัวไม่ใช่เรื่องง่าย

“เราพยายามทำให้เขาเห็นว่า วันนี้เราเข้ามาพัฒนาแบรนด์ให้เติบโตไปในทิศทางไหน แล้วมันจะส่งผลกับธุรกิจเขายังไง เราเข้ามาสร้างระบบการจัดการที่ดี เช่น การจัดการวัตถุดิบ การจัดเก็บ การคิดต้นทุน เป็นต้น”

เริ่มจากตั้งศูนย์ฝึกอบรมวิธีการทำอาหารที่ถูกต้อง เรียนทั้งหมด 13 วัน เพราะอาหารเปรียบเสมือนหน้าตาของร้าน จึงต้องมีคุณภาพทั้งแง่ความสดใหม่และกระบวนการทำ

ด้านวัตถุดิบ ซึ่งเป็นหนึ่งในหัวใจหลักของธุรกิจนี้ ทางสาขาใหญ่สนับสนุนเรื่องการหาวัตถุดิบที่ดีในราคาเหมาะสม ผ่านการแนะนำซัพพลายเออร์ หรือช่วยต่อรองราคาช่วงที่ต้นทุนวัตถุดิบสูงขึ้น ช่วยลดค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นโดยไม่จำเป็น มาตรฐานนี้รับประกันได้ว่า หากผู้อ่านแวะทานไข่หวานบ้านซูชิสาขาใด ปริมาณ ราคา และรสชาติอาหารก็จะใกล้เคียงกัน

การเติบโตของ ไข่หวานบ้านซูชิ หลังการ Take Over ธุรกิจแฟรนไชส์ และ Drive-thru ครั้งแรก
การเติบโตของ ไข่หวานบ้านซูชิ หลังการ Take Over ธุรกิจแฟรนไชส์ และ Drive-thru ครั้งแรก

มาถึงด้านการตลาด เธอฝึกอบรมลูกแฟรนไชส์เรื่องการโฆษณา เทคนิคเรียกยอดขาย และสิ่งจำเป็นสำหรับการสร้างแบรนด์ให้แข็งแกร่ง เพื่อให้สร้างยอดขายได้ตลอด แม้ช่วงที่ตลาดร้านอาหารญี่ปุ่นกำลังแข่งขันกันอย่างดุเดือด

การออกโปรโมชันกระตุ้นยอดขายจากส่วนกลางก็เป็นหนึ่งในกลยุทธ์การขาย หรือกรณีที่สาขาลูกแฟรนไชส์ออกเมนูใหม่ที่มีเฉพาะสาขานั้น สาขาใหญ่ก็พร้อมสนับสนุนด้านโฆษณาให้เช่นกัน

สุดท้ายคือการจัดการภายใน มีการเปลี่ยนแปลงระบบการจัดการ ฝึกอบรมลูกแฟรนไชส์ในเรื่องที่จำเป็นต่อการทำธุรกิจ เช่น การบริหารต้นทุน การจัดการเรื่องต่าง ๆ ภายในร้าน พร้อมทั้งตรวจสอบสาขาเป็นระยะเพื่อความโปร่งใส หากเกิดปัญหาก็แก้ไขได้ทันทีและมีประสิทธิภาพ

“เรื่องวัตถุดิบ เราเน้นความสดใหม่ คุณภาพที่ดีคือต้องวันต่อวัน ถ้าวันนี้ใช้ปลาของเมื่อวาน ลูกค้าก็ไม่แฮปปี้แล้ว ต้องมีทักษะการจัดการ ควรจัดการกับแซลมอนยังไง ถ้าปลาเหลือควรทำยังไง จะนำกลับมาใช้ใหม่ยังไง คิดเมนูใหม่ ๆ ยังไง เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดจากวัตถุดิบนั้น ๆ”

การเติบโตของ ไข่หวานบ้านซูชิ หลังการ Take Over ธุรกิจแฟรนไชส์ และ Drive-thru ครั้งแรก

เธอยกตัวอย่างเพิ่มว่า วิธีการหั่นก็มีส่วนอย่างมาก จะหั่นอย่างไร ใช้ส่วนไหน หั่นแบบนี้ ปลา 1 ตัวอาจขายได้แค่เมนูเดียว แต่ถ้าหั่นอีกแบบ จะเอาไปทำเมนูอื่น ๆ เพิ่มได้อีก และเป็นเหตุผลที่ทำให้ไข่หวานบ้านซูชิตรึงราคาไว้ที่คำละไม่เกิน 40 บาท

“รายละเอียดในการทำอาหารสำคัญมาก เพราะทำให้เกิดความเสียหายได้ วัตถุดิบบางอย่างเราอาจมองข้าม เช่น ก้างปลาที่นำมาใช้ประกอบเมนูอื่นได้ กำไรขาดทุนแต่ละชิ้นจะเฉลี่ยออกไป อย่างเมนูแซลมอน เราได้กำไรน้อยมาก ก็ไปถัวเฉลี่ยกับเมนูอื่น

“ลูกแฟรนไชส์หลายคนที่มาเพื่อต้องการอาชีพ ก็ต้องการระบบการจัดการด้วย ไม่ใช่แค่วันนี้จะปั้นซูชิยังไง”

อัมเปลี่ยนโมเดลธุรกิจจาก ‘แตะมือเแล้วปล่อย’ มาเป็น ‘เดินจับมือไปด้วยกัน’ จนทำให้ไข่หวานบ้านซูชิกลายเป็นแฟรนไชส์ที่มีมาตรฐานและเติบโตอย่างรวดเร็วในเวลาไม่นาน

อะไรอยู่ในซูชิ

หลังจากพาไปทัวร์ระบบการทำงานหลังบ้านของร้าน คราวนี้ถึงเวลาทำความรู้จักพระเอกของร้านอย่าง ‘ซูชิ’ ว่ามีอะไรที่ครองใจลูกค้าตลอดระยะเวลาหลายปีมานี้

วัตถุดิบสดใหม่ รสชาติดี ราคาคุ้มค่า ความหลากหลาย คือจุดเด่นของร้าน

“ซูชิคือหน้าตาของร้าน รสชาติที่ดีคือการสร้างความประทับใจ ให้ลูกค้ากลับมาทานที่ร้านเราอยู่เสมอ” เธอกล่าว

ทางร้านปฏิเสธการใช้เนื้อปลาแช่แข็งและเนื้อปลาเก่า เลือกใช้แต่เนื้อปลาที่สดใหม่วันต่อวัน และต้องราคาไม่เกิน 40 บาทต่อชิ้น ซึ่งเป็นราคาที่ผู้บริโภคทุกกลุ่มจับต้องได้ และอีกหนึ่งอาวุธลับของร้านคือ ซูชิสั่งหน้าได้เอง ลูกค้าเลือกวัตถุดิบหลายอย่างมาผสมรวมกันได้ โดยจะมีพนักงานประจำซูชิบาร์คอยบริการอย่างใกล้ชิด

และที่ขาดไม่ได้เลยคือน้ำส้ม น้ำซอส “น้ำส้มเป็นสูตรเฉพาะ เราหมักเอง ผลิตเอง ปรุงเอง สิ่งหนึ่งที่ทำให้ไข่หวานฯ เติบโตได้คือสิ่งนี้แหละ เป็นปัจจัยที่ลูกค้าทานแล้วถูกปากถูกใจ โชยุเราก็หมักเอง ปรุงเองทั้งหมด หรือเมนูอื่น ๆ นอกเหนือจากซูชิ อย่างน้ำดองแซลมอน ก็ทำจากโชยุของเราเอง ถึงขนาดมีลูกค้ามาถามว่ามีขายแยกหรือไม่”

ไข่หวานบ้านซูชิ หลังการ Take Over ธุรกิจของ อมรา ไทยรัตน์ พร้อม Drive-thru ครั้งแรกและระบบคุณภาพที่เหมือนกันทุกสาขา
ไข่หวานบ้านซูชิ หลังการ Take Over ธุรกิจของ อมรา ไทยรัตน์ พร้อม Drive-thru ครั้งแรกและระบบคุณภาพที่เหมือนกันทุกสาขา

ไปด้วยกัน ไปได้ไกล

เหมือนอย่างที่เธอบอก การบริหารสาขาเกือบ 200 แห่ง ให้อยู่ในมาตรฐานเดียวกันไม่ใช่เรื่องง่าย

“ท้าทายมาก” เธอพูดลากเสียงเพื่อเน้นย้ำ “ปัญหาคือเรื่องต้นทุน บางคนไม่ยอมใช้น้ำส้ม น้ำซอสเรา เพราะอยากลดต้นทุน ซึ่งเราตรวจสอบอยู่แล้วว่าแต่ละสาขามียอดขายเท่าไหร่ ใช้น้ำส้ม น้ำซอสเท่าไหร่ แล้วตอนนี้มีจัดมีตติ้งให้ลูกแฟรนไชส์มาเจอกัน เพื่อทำความรู้จัก ให้ฟีดแบ็ก พอเขาเปิดใจ เราก็เริ่ม Audit เพื่อคุมคุณภาพให้เหมือนกันทุกสาขา แต่การ Audit ไม่ใช่การจับผิด มันคือการพัฒนาพร้อมเติบโตไปด้วยกัน ซึ่งสุดท้ายเขายินดีมาก ๆ เพราะนี่คืออาชีพของเขา เราเองก็เคยเป็นลูกแฟรนไชส์มาก่อน เราเห็นจุดอ่อน เห็นความต้องการ เรานำสิ่งนั้นมาพูดคุยกับเขา ให้รู้ว่าเราไม่ได้มาเพื่อหวังผลกำไร แต่มาเพื่อเติบโตไปพร้อมกัน”

โมเดลธุรกิจของที่นี่คือการซื้อแฟรนไชส์ครั้งแรก ไม่มีการเก็บ GP หรือส่วนแบ่งกำไรหลังจากนั้น การสนับสนุนทางการตลาดต่าง ๆ ก็ไม่คิดค่าใช้จ่าย เพราะรายได้หลักของธุรกิจนี้คือการขายน้ำส้ม น้ำซอสให้กับสาขาต่าง ๆ เมื่อแฟรนไชส์เติบโตและมีรายได้มั่นคงก็เป็นผลดีต่อบริษัทแม่ มันคือการพึ่งพากันและกัน

“เรามาเพื่อให้เติบโตไปด้วยกัน เขาขายได้ดี น้ำส้ม น้ำซอสเราก็ขายได้”

อัมเลือกทำธุรกิจอย่างช้า ๆ และยั่งยืน แม้จะเห็นการเติบโตแบบก้าวกระโดดจนมีสาขาเพิ่มมานับร้อย แต่การเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกิจการนี้ก็มีเงื่อนไขมากมาย และไม่ใช่ทุกคนที่จะผ่านการคัดเลือก

เริ่มแรกคือทำเล ทีมงานต้องพิจารณาจากที่ตั้งว่าอยู่ใกล้สถานที่สำคัญ เช่น หมู่บ้าน โรงเรียน โรงพยาบาล มากน้อยแค่ไหน มีกำลังซื้อของคนในพื้นที่เท่าไหร่ เพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่มเป้าหมายหลัก อย่างวัยทำงานและครอบครัวอายุประมาณ 26 – 30 ปีขึ้นไป

ทั้งนี้ ต้องคำนึงถึงระยะทางระหว่างสาขานี้และสาขาอื่น ๆ เพื่อไม่ให้เกิดการแข่งขันในพื้นที่ และเพิ่มความมั่นใจว่าสาขานี้จะสร้างกำไร รวมถึงดำเนินต่อไปได้อย่างยั่งยืน

อย่างที่สองคือเงินทุน ด้วยความที่เป็นธุรกิจร้านอาหาร จึงจำเป็นต้องมีกระแสเงินสดจำนวนมากไว้ใช้จัดการในแต่ละวัน แฟรนไชส์จึงต้องมีความพร้อมต่อราคาวัตถุดิบที่เปลี่ยนแปลงตลอด ส่งผลโดยตรงกับ Operating Cost ประจำวัน

อย่างที่สามคือความตั้งใจ อัมย้ำเสมอว่า “การซื้อแฟรนไชส์เหมือนการซื้อครอบครัว คือความเป็นครอบครัวที่ต้องทำทุกอย่างเพื่อดูแลกัน เราดูแลเขา เขาก็ต้องให้ความสำคัญกับแบรนด์ ทั้งสองอย่างต้องไปพร้อมกัน

“เคยมีนักลงทุนท่านหนึ่งมาถามว่า ขอแค่ลงทุนอย่างเดียว แต่ไม่ลงมาดูแลกิจการได้ไหม เราตอบได้ทันทีเลยว่า ไม่ได้เด็ดขาด ร้านจะเติบโตได้ ส่วนหนึ่งต้องมาจากความใส่ใจของผู้บริหาร หากเขาไม่ตั้งใจทำร้านจริง ๆ ทางเราก็ไม่ขายแฟรนไชส์”

Have a Drive-thru

ไข่หวานบ้านซูชิ สาขาเลียบทางด่วนเอกมัย-รามอินทรา เปิดใช้งานครั้งแรกในฐานะสาขาใหญ่ ประกอบไปด้วยร้านอาหาร โรงงานผลิตซอส ศูนย์กระจายสินค้า และศูนย์ฝึกอบรมครบวงจร เปรียบเสมือนหัวใจหลักในการบริหารจัดการสาขาแฟรนไชส์ที่มีมากกว่า 180 สาขาทั่วประเทศ พร้อมระบบใหม่อย่าง Drive-thru ที่นับเป็นครั้งแรกของร้านซูชิ

เหตุผลที่เลือกใช้สาขานี้เป็นที่ทดลองระบบ เนื่องจากเป็นสาขาใหญ่เพียงสาขาเดียว และมีกลุ่มลูกค้าขับขี่รถยนต์จำนวนมาก

“สาขาเลียบด่วนเปรียบเสมือน Sandbox หากไม่ทดลองก่อนอาจเป็นความเสี่ยง ในอนาคตถ้าผลตอบรับเป็นไปในทางบวก อาจมีการขยายรูปแบบ Drive-thru ไปสู่ลูกแฟรนไชส์มากขึ้น”

ไข่หวานบ้านซูชิ หลังการ Take Over ธุรกิจของ อมรา ไทยรัตน์ พร้อม Drive-thru ครั้งแรกและระบบคุณภาพที่เหมือนกันทุกสาขา

ร้านซูชิคู่คนไทย

“ความตั้งใจของเราคือ อยากให้ไข่หวานบ้านซูชิอยู่คู่คนไทย มีหลายร้านอาหารมากมายที่มีชื่อเสียงขึ้นและหายลับไปกับกาลเวลา แต่ร้านของเราไม่ใช่แบบนั้น” อัมพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

ร้านอาหารญี่ปุ่นแห่งนี้ยังไม่หยุดพัฒนาสิ่งใหม่ ๆ เพื่อให้ธุรกิจเติบโตต่อไปได้อย่างแข็งแกร่ง ทั้งด้านแบรนด์ดิ้งที่ทำให้ทุกสาขาเป็นภาพจำเดียวกัน การขยายไปในห้างสรรพสินค้าเพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าใหม่ การพัฒนาสูตรอาหารเพื่อตอบสนองความต้องการที่เปลี่ยนไป และการนำน้ำซอสสูตรพิเศษไปวางขายตามซูเปอร์มาร์เก็ตและร้านค้าชั้นนำ พร้อมแผนธุรกิจระยะใกล้ที่มีเป้าหมายเปิดสาขาในประเทศใกล้เคียง 

ธุรกิจที่ดีจึงต้องยืนหยัดในพันธกิจแรก ขณะเดียวกันก็พร้อมที่จะปรับตัวตามบริบทของโลกที่เปลี่ยนแปลงในทุก ๆ วัน และการมีโครงสร้างภายในที่แข็งแรงก็ทำให้มีชัยไปกว่าครึ่ง

เริ่มต้นจากลูกแฟรนไชส์สาขาหนึ่ง สู่การเข้ามาสานต่อธุรกิจ จนทุกวันนี้ร้านซูชิที่เธอรักมีมากกว่า 180 สาขาทั่วประเทศ

“ถ้าเราบอกว่าไม่สนใจร้านตั้งแต่แรก มันจะส่งผลระยะยาว การดูแลเอาใจใส่ลูกค้าเป็นหัวใจหลักที่จะทำให้ธุรกิจเติบโตต่อไปได้อย่างยั่งยืน”

ก่อนจะทิ้งท้ายว่า

“200 สาขามาแน่ในปีนี้”

ไข่หวานบ้านซูชิ หลังการ Take Over ธุรกิจของ อมรา ไทยรัตน์ พร้อม Drive-thru ครั้งแรกและระบบคุณภาพที่เหมือนกันทุกสาขา

Lessons Learned

  • ซื่อสัตย์ จริงใจ เอาใจใส่ต่อผู้เกี่ยวข้องในธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นพนักงาน ลูกค้า แฟรนไชส์ หรือแม้กระทั่งตัวเอง เพื่อเติบโตไปข้างหน้าแบบไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
  • สร้างมาตรฐานที่แข็งแรงภายใน ระบบที่โปร่งใส เพื่อคุณภาพที่ดีของสินค้า ซึ่งเป็นส่วนสำคัญให้ธุรกิจเติบโตไปอย่างแข็งแรง
  • เปิดใจมองหาโมเดลธุรกิจใหม่ ๆ แม้ไม่เคยมีใครทำมาก่อน เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไปของลูกค้าและสร้างโอกาสให้ธุรกิจได้เติบโต
  • ไม่ทำธุรกิจเพราะหวังเพียงผลกำไร หาเป้าหมายของตัวเองให้เจอ
  • ทำธุรกิจแบบน้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่า เอาใจเขามาใส่ใจเรา ไม่ว่าจะกับคู่ค้า ลูกค้า หรือพนักงาน เพื่อให้ความสำเร็จไม่ใช่แค่ของคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นของทุกคน

Writers

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

สตางค์ พูลสวัสดิ์

วัยรุ่นผู้ชื่นชอบอาหารเวียดนาม ภาษาเวียดนาม ชอบสะสมรองเท้าและหนังสือพิมพ์เก่า ฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์และมาดริด

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

ภายนอกของ ‘Mattaya Vision Center’ ดูเป็นคลินิกมากกว่าจะเป็นร้านตัดแว่น

คอนเซ็ปต์ของร้านนี้คือการตัดแว่นด้วยเลนส์โปรเกรสซีฟและเลนส์สายตาเฉพาะบุคคล ทำให้กลุ่มเป้าหมายส่วนใหญ่คือคนอายุมากกว่า 40 ปี

ร้านแว่นนี้เริ่มต้นจากจักษุแพทย์ที่เห็นความสำคัญของการวัดสายตา และเชื่อว่าการมองเห็นที่ดีช่วยให้คุณภาพชีวิตผู้คนดีขึ้น หัวใจหลักจึงไม่ใช่ผลิตภัณฑ์ แต่เป็นบริการ เพราะร้านแว่นไม่ใช่งานขายที่จบเฉพาะหน้าร้าน

ด้วยประสบการณ์ในการตรวจรักษาคนไข้โรคตามากว่า 10 ปีของ แพทย์หญิงมัทยา ขวัญอโนชา หรือ หมอหลิน ผู้เชี่ยวชาญด้านจักษุแพทย์ เธอพบว่าคนไข้ที่มาหาหมอตาส่วนใหญ่ มีปัญหาเรื่องสายตาเป็นจำนวนมาก นอกเหนือจากโรคตาทั่วไป เธอจึงอยากแก้ปัญหาสายตาให้กับผู้คนได้มากกว่าแค่หมอคนเดียวจะทำได้ การสร้างร้านแว่นตาที่มีคุณภาพจึงเป็นสิ่งที่เธอเล็งเห็นว่าสามารถช่วยผู้คนได้มากยิ่งขึ้น

ส่วน แจน-เกียรติ​ศักดิ์​ วารวิจิตร วิศวกรที่ผันตัวเองมาเป็นเจ้าของธุรกิจ และเข้าเรียนคอร์สเกี่ยวกับการทำแว่นและวัดสายตาโดยตรง ด้วยพื้นฐานทางด้านวิศวกรรมทำให้เขาเข้าใจกลไกของแว่นตาและเลนส์เป็นอย่างดี และกลายเป็นหัวกะทิของชั้นเพราะความชอบในวิชาที่เรียน

“Pain Point ที่เจอบ่อย ๆ คือคนไข้ตัดแว่นมาแล้วใส่ไม่ดี ใช้ชีวิตลำบาก เพราะแว่นที่ได้ค่าสายตาไม่ตรงบ้าง ไม่ตอบโจทย์บ้าง” หมอหลินเล่า “เราอยากทำร้านแว่นดี ๆ ที่รู้ใจ เข้าใจปัญหาของสายตาเขาจริง ๆ จะได้แก้ปัญหาได้ตรงจุด”

Mattaya Vision Center ร้านตัดแว่นโปรเกรสซีฟที่มอบคุณภาพชีวิตผ่านการตัดแว่นดี ๆ
01

ร้านแว่นของทั้งคู่ที่แรกอยู่ย่านลาดพร้าว เพราะเป็นร้านตัดแว่นของจักษุแพทย์ มีความน่าเชื่อถือ จึงได้รับคำชักชวนให้ไปเปิดร้านที่โรงพยาบาลพญาไท 1

ร้านแรกย่านลาดพร้าวคือร้านแว่นทั่วไป ไม่มีคอนเซ็ปต์อะไรพิเศษ แต่ Mattaya Vision Center สาขาถัดมาที่โรงพยาบาลพญาไท 1 และสาขา The Crystal Ekamai-Ramintra มีเป้าหมายที่เปลี่ยนไป

“พอได้ทำร้านแรก เราได้รู้ว่าเลนส์มีหลายเจ้า มีหลายแบบ ทำให้ได้รู้จักเลนส์โปรเกรสซีฟ ซึ่งเป็นเลนส์ที่ตัดยากที่สุดในบรรดาเลนส์ทั้งหมด” หมอหลินเล่าถึงที่มาของที่แห่งนี้

เลนส์โปรเกรสซีฟคือเลนส์สำหรับการมองชัดทุกระยะ พัฒนามาจากเลนส์ 2 ชั้น ส่วนความยากในการตัดแว่นของเลนส์ชนิดนี้ คือการตัดให้ตรงความต้องการของลูกค้า และใช้งานจริงได้เลย

“ถ้าสายตายาว แปลว่าเขามองไกลกับใกล้ได้ชัดไม่เท่ากัน สมมติไกลชัด ใกล้ไม่ชัด หรือใกล้ชัด ไกลไม่ชัด เลนส์นี้จะทำให้มองชัดทุกระยะ”

ลองนึกภาพตามว่า เรามักเห็นคนรุ่นพ่อแม่พกแว่นสายตายาวไว้สำหรับการอ่านหนังสือใกล้ ๆ 

แต่การตัดเลนส์ประเภทนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องใช้ศาสตร์ ความแม่นยำในการวัดสายตา และไม่ใช่ว่าทุกคนจะเหมาะกับการใส่แว่นเลนส์โปรเกรสซีฟ เพราะเลนส์ชนิดนี้ก็มีหลายรุ่น หลายยี่ห้อ จึงต้องใช้ศิลป์ในการพิถีพิถันช่วยลูกค้าเลือกสรร

เหมาะหรือไม่เหมาะ ถ้าเหมาะ เหมาะกับแบบไหน หมอหลินดูจากไลฟ์สไตล์ผู้สวมใส่เป็นหลัก กระบวนการสัมภาษณ์เพื่อทำความเข้าใจลูกค้าจึงสำคัญที่สุด อาจจะยิ่งกว่าขั้นตอนการวัดสายตาด้วยซ้ำ เพราะการวัดสายตาที่ดีเป็นแค่พื้นฐานของร้านแว่นเท่านั้น แต่สิ่งสำคัญคือความเข้าใจปัญหาของลูกค้า

Mattaya Vision Center ร้านตัดแว่นโปรเกรสซีฟที่มอบคุณภาพชีวิตผ่านการตัดแว่นดี ๆ

“เริ่มจากซักประวัติ ให้เขาเล่าให้ฟังเลยว่าในวันหนึ่งเขาทำอะไรบ้าง ถามคำถามที่จะช่วยให้เราวินิจฉัยได้เลยว่าคนคนนี้เหมาะกับเลนส์แบบไหน

“เช่น คุณเข้ามาที่ร้าน คำถามแรกที่เราจะถามคืออายุเท่าไหร่ เพราะอายุก็เป็นตัววัดหนึ่งที่จะบอกได้ว่าคุณเริ่มสายตายาวหรือยัง ต่อมาจะถามว่า ที่เข้ามาวันนี้ต้องการให้เราช่วยอะไร เพราะปัญหาบางคนอาจจะไม่ได้จบที่เลนส์โปรเกรสซีฟ อาจจะเหมาะกับเลนส์ชนิดอื่นมากกว่า”

การพูดคุยและขั้นตอนการตรวจวัดสายตาใช้เวลา 1 – 2 ชั่วโมง เพื่อทำความเข้าใจวิถีชีวิตลูกค้าให้มากที่สุด เพื่อให้ได้แว่นที่ตอบโจทย์การใช้งานที่สุด

02

 ไม่ว่าจะเดินไปห้างสรรพสินค้าไหน ก็ต้องพบร้านแว่น ถ้าห้างเล็กหน่อย อย่างน้อยก็ 1 ร้าน ห้างใหญ่ ๆ บางทีมีมากกว่า 5 แบรนด์

แล้วอะไรคือสิ่งที่ทำให้ Mattaya Vision Center เป็นที่รักของลูกค้าและประสบความสำเร็จในธุรกิจที่มีคู่แข่งมากมายเพียงนี้

คำตอบอยู่ในสิ่งที่พวกเขาคิดและลงมือทำ

มัทยาคลินิกนี้ต้องการพัฒนาคุณภาพชีวิต ไม่เพียงแค่ประกอบแว่นตาที่ทำให้คนมองเห็นได้ชัดเจน ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข แต่รวมไปถึงคุณค่าของเวลาและเงิน ซึ่งประหยัดได้จากกระบวนการตัดแว่นที่แม่นยำและถูกต้องเหมาะสม

Mattaya Vision Center ร้านตัดแว่นโปรเกรสซีฟที่มอบคุณภาพชีวิตผ่านการตัดแว่นดี ๆ
Mattaya Vision Center ร้านตัดแว่นโปรเกรสซีฟที่มอบคุณภาพชีวิตผ่านการตัดแว่นดี ๆ

แจนเสริมว่า “สิ่งที่มีค่ามากที่สุดคือเวลาและสุขภาพ ถ้าลูกค้ามาตัดแว่น ได้แว่นที่ถูกใจ เหมาะกับการใช้งาน ทำทีเดียวแล้วจบ เขาก็ไม่ต้องเสียเวลามาแก้ไขหลายรอบ ไม่เสียเวลาเขา แล้วก็ทำให้คุณภาพชีวิตเขาดีขึ้น ไปใช้ชีวิตได้เลย ไม่ต้องมาพะวงเรื่องนี้อีก”

เริ่มจากพนักงานดูแลลูกค้าที่เป็นนักทัศนมาตรทั้งหมด 100% ไม่มีพนักงานขาย แก้ปัญหาที่เกิดระหว่างทางของการที่คนวัดสายตากับคนขายแว่นและเลนส์เป็นคนละคนกัน

“ถ้าเปรียบเทียบกับขั้นตอนในร้านแว่นปกติ เข้าไปเจอพนักงานขายก่อน เลือกกรอบเสร็จก็ไปวัดสายตากับหมอ วัดเสร็จได้ค่าสายตาแล้วก็ออกมาเจอพนักงานขายอีกทีเพื่อเลือกซื้อเลนส์” แจนเล่าก่อนหมอหลินจะเสริมต่อ

“มันเหมือนขาดการสื่อสาร คนวัดไม่ได้เลือกเลนส์ คนเลือกเลนส์ไม่ได้วัด เขาอาจไม่รู้ว่าลูกค้าคนนี้ต้องการอะไร เพราะไม่ได้คุยกันตั้งแต่ต้น ปัญหาที่ทำให้ลูกค้าตัดแว่นแล้วใส่ไม่ได้ คือการสื่อสารที่ไม่ตรงกัน เลยทำให้ได้แว่นไม่ตรงความต้องการของตัวเอง”

Mattaya Vision Center ร้านตัดแว่นโปรเกรสซีฟที่มอบคุณภาพชีวิตผ่านการตัดแว่นดี ๆ

ที่นี่จึงเป็นนักทัศนมาตรให้บริการตลอดทุกขั้นตอน แม่นยำเรื่องรายละเอียดในการวัดสายตา และรู้ว่าแต่ละไลฟ์สไตล์เหมาะกับเลนส์แบบไหน 

ร้านทั่วไปอาจมีนักทัศนมาตรประจำอยู่ 1 – 2 คน แต่ที่มัทยาคลินิกมี 8 คน สลับให้บริการใน 2 สาขา

ทันทีที่ลูกค้าเปิดประตูเข้ามา แทนที่จะให้เลือกกรอบ จะต้องมานั่งคุยกันก่อน คุยกันจนกว่าจะเข้าใจความต้องการ ปัญหา และการใช้ชีวิตของเขา

หลักการบริการมีแค่ 1 ข้อ คือให้คิดว่าลูกค้าคือพ่อแม่ ญาติผู้ใหญ่ หรือเพื่อนของเรา เราจะดูแลเขาด้วยความหวังดีและใส่ใจเอง

หารือจนได้คำตอบแล้วก็ถึงกระบวนการวัดสายตา วัดเสร็จก็ลองใส่แว่นกับเลนส์ชนิดและยี่ห้อเดียวกับที่ต้องการได้เลย

“เราลงทุนกับตัวอย่างเลนส์มาก ๆ ยี่ห้อหนึ่งโดยเฉลี่ยมีประมาณ 5 – 6 รุ่น เลนส์มีทั้งหมดประมาณ 5 – 6 ยี่ห้อ เฉพาะเลนส์โปรเกรสซีฟนะ ยังไม่รวมเลนส์เฉพาะทางอีก เลนส์เฉพาะทางก็จะมีอีกประมาณ 3 – 4 รุ่น รุ่นหนึ่งก็มีหลายค่าสายตา นี่คือต้นทุนที่เพิ่มขึ้น แต่เราเลือกทำ เพราะมันจะทำให้ลูกค้าได้ลองเลยว่าสิ่งที่เขาจะได้คืออะไร ถ้าลองรุ่นนี้ไม่สบายตา ก็ลองเปลี่ยนรุ่นใหม่ให้ถูกใจที่สุดก่อนตัดแว่นจริง”

Mattaya Vision Center ร้านตัดแว่นโปรเกรสซีฟที่มอบคุณภาพชีวิตผ่านการตัดแว่นดี ๆ

การทดลองว่าเลนส์ที่นักทัศนมาตรเลือกให้เหมาะกับการใช้งานตัวเองหรือเปล่า ก็ไม่ใช่เพียงแค่ใส่เดิน ถ้าพื้นไม่ลอยเป็นอันว่าใช้ได้ แต่มัทยาคลินิกมองไกลว่านั้น

ใน Experience Zone จะมีอุปกรณ์หรือสิ่งของที่จำลองจากการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น โต๊ะทำงาน จอคอมพิวเตอร์ ชั้นวางหนังสือที่เทียบเท่าชั้นวางสินค้าในซูเปอร์มาร์เก็ต ซิงก์ล้างจานในบ้าน ฯลฯ

ทดสอบในร้านเรียบร้อยก็พาไปเดินขึ้นลงบันไดนอกร้าน ลูกค้าบางคนขับรถเป็นประจำ นักทัศนมาตรที่ดูแลก็พาไปลองขับรถเลยจริง ๆ 

ขั้นตอนเลือกกรอบที่เราคุ้นชินว่าเป็นขั้นตอนแรกเพิ่งมาถึงตอนนี้ หลังได้เลนส์ที่ถูกต้องก็ไปเลือกกรอบที่ถูกใจ ซึ่งกรอบก็มีหลายยี่ห้อ ยี่ห้อใหม่ ๆ แปลก ๆ ที่ไม่ค่อยเห็นกัน เลือกสรรมาเพราะเหมาะกับเลนส์ประเภทนี้ และไม่ว่าจะหยิบจับอันไหน หมอหลินก็เล่าที่มาและความตั้งใจของแบรนด์นั้นได้จนอยากเป็นเจ้าของขึ้นมาทันที หลังจากได้กรอบแล้วก็ไปฟิตติ้งความโค้ง ความพอดีของเลนส์กับดวงตา โดยวัดด้วยมือกับเครื่องวัดดิจิทัลสามมิติ แล้วนำทั้งสองค่ามาคิดร่วมกันอีกที

03

รอ 1 – 2 สัปดาห์ ลูกค้าก็จะได้รับแว่นที่ตัดด้วยความเอาใจใส่ แต่นั่นไม่ใช่จุดสุดท้ายของการขาย เหมือนที่แจนและหมอหลินบอกไว้ตอนต้น การตัดแว่นไม่ใช่ครั้งเดียวจบ แต่เป็นการบริการระยะยาว

“การตัดแว่นโดยเฉพาะเลนส์โปรเกรสซีฟ บริการหลังการขายเผลอ ๆ สำคัญกว่าก่อน ต่อให้เราพยายามเข้าใจลูกค้ามากแค่ไหน ก็ไม่ได้แปลว่าเขาได้แว่นไปแล้วจะใช้งานได้ดีทันที เราจะขอให้เขามารับแว่นเองเพื่ออธิบายและให้ลูกค้าฝึกการใช้งานอีกรอบหนึ่ง

“แต่ฝึกแล้วก็อาจจะใส่ไม่ได้ทุกคนนะครับ” แจนว่าอย่างนั้น “ใส่แล้วอาจมีปัญหา แต่เราไม่ทิ้งเขา เราจะดูแลให้รู้ว่าปัญหาเกิดจากอะไร ยกตัวอย่างเคสคุณแม่ของหมอหลิน เราเป็นคนตัดแว่นให้เองเลย ลองใส่ครั้งแรก เขาอยากจะถอดทิ้ง เขาบอกว่าแว่นสายตายาวสำเร็จรูปที่ขายกันยังใส่ดีกว่านี้ เราเลยบอกว่าอดทนก่อนนะ ลองทำอย่างนั้น จนตอนนี้ไม่ถอดแว่นเลย เพราะใช้แล้วชีวิตดีขึ้น ไม่ต้องถอดเข้า ๆ ออก ๆ เหมือนแว่นสำเร็จรูปที่ใช้จนชิน ในตอนแรกถ้าตัดไปแล้วมีปัญหา เราจะถามว่าคุณลูกค้ามีเวลาไหม เข้ามาคุยกันว่าปัญหาเกิดจากอะไร

Mattaya Vision Center ร้านตัดแว่นโปรเกรสซีฟที่มอบคุณภาพชีวิตผ่านการตัดแว่นดี ๆ
Mattaya Vision Center ร้านตัดแว่นโปรเกรสซีฟที่มอบคุณภาพชีวิตผ่านการตัดแว่นดี ๆ

“ร้านแว่นมักบอกให้ลูกค้าไปปรับตัวเองถ้ามีปัญหา เดี๋ยวก็ชิน แต่เราไม่ใช่ เมื่อไหร่ก็ตามที่ลูกค้า Complain เป็นเรื่องใหญ่ของเรา” หมอหลินย้ำอีกครั้ง

การมีลูกค้าขอเคลมสินค้าเป็นเรื่องใหญ่เช่นกัน ไม่ใช่ในแง่ของต้นทุน แต่คือความพอใจและคุณภาพชีวิตของลูกค้า หมอและนักทัศนมาตรต้องประชุมหารือกันถึงปัญหาและวิธีแก้ไข เพื่อให้การแก้ปัญหาเด็ดขาด ไม่เกิดซ้ำซ้อนขึ้นอีก 

“การเคลมไม่ควรเกิดขึ้นเกิน 1 ครั้ง ลูกค้าบางคนที่เคยตัดจากร้านอื่นเข้ามา เคลมไปแล้ว 5 รอบ เราตกใจเลย ลูกค้าอดทนมาก ถามว่าทำไมต้องให้ความสำคัญกับการเคลมแต่ละครั้งขนาดนั้น เคลม 10 รอบเราก็ทำให้ได้ ขอแค่ลูกค้าใส่ได้ดี 

“แต่ถ้ามีปัญหาก็เคลม ไม่ได้หาต้นตอและวิธีแก้ไขให้ตรงจุด ก็เหมือนเกาไม่ถูกที่คัน เป็นการเสียเวลาลูกค้า

“หลักการที่เราใช้คือ Win-win Situation คือ Win ทั้งเราและลูกค้า เราต้องรู้ปัญหาที่ชัดเจนก่อนถึงเคลม เพราะหนึ่ง ลูกค้าจะได้ไม่ต้องเสียเวลามาแก้หลายรอบ ไม่เสียความรู้สึก สอง คือ ลูกค้าเห็นถึงความ Professional ในการแก้ปัญหา และเห็นถึงความจริงใจของเราว่าไม่ทอดทิ้งเขา ถ้าจะเคลม ขอครั้งเดียวก็พอ อย่าหลายรอบเลย มันเสียเวลาลูกค้า” หมอหลินหัวเราะ

Mattaya Vision Center ร้านตัดแว่นเลนส์โปรเกรสซีฟที่ตั้งใจส่งมอบความสุขให้ผู้คนผ่านการตัดแว่นดี ๆ
04

การทำธุรกิจของคนเป็นหมอ ต่างจากนักธุรกิจคนอื่น ๆ ไหม – เราถามก่อนจากกันในวันนั้น

หมอหลินคิดครู่ใหญ่ก่อนตอบ “คนเป็นหมอชอบคิดให้ยาก” เธอหัวเราะ “เราจะเปิดร้านแว่นทั่วไปก็ได้ แต่ด้วยจริตที่มี เราทำไม่ได้ เราปล่อยผ่านไม่ไหว มันเป็นเหตุผลหนึ่งที่ร้านเราเลือกทำเลนส์โปรเกรสซีฟด้วยนะ มันยาก มันท้าทาย มันต้องเรียนรู้ให้ลึกขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งเราแบกความคาดหวังของลูกค้าไว้เยอะมาก แต่เวลาที่ทำสำเร็จ ลูกค้าแฮปปี้ ได้ใช้ชีวิตดีขึ้น มันมีความสุขมาก ๆ”

การวัดความสำเร็จของธุรกิจ นอกจากเรื่องยอดขายและผลกำไร ก็เป็นความพึงพอใจของลูกค้า ความไว้เนื้อเชื่อใจ การบอกต่อ บางคนพาญาติ พาพ่อแม่ พาเพื่อนมาตัด และการกลับมาของลูกค้า 

“เพราะเขาเห็นคุณค่าของสิ่งที่เรามอบให้ เขาจึงกลับมา”

Mattaya Vision Center ร้านตัดแว่นเลนส์โปรเกรสซีฟที่ตั้งใจส่งมอบความสุขให้ผู้คนผ่านการตัดแว่นดี ๆ

Lessons Learned

  • รู้ลึกในสิ่งที่ทำ เพื่อที่จะได้ทำสิ่งนั้นอย่างสุดความสามารถ ทำให้ดีสมกับที่ลูกค้าไว้ใจให้เราทำ
  • หาเป้าหมายที่ใหญ่กว่าสิ่งที่ธุรกิจทำ เช่น หมอหลินและแจนอยากให้คุณภาพชีวิตคนดีขึ้น เพื่อที่ทุกก้าวในดำเนินการจะได้มุ่งไปหาสิ่งนั้น และทำออกมาได้จริง ๆ
  • คิดแทนลูกค้าในตลอดเส้นทาง หา Pain Point ที่ธุรกิจจะแก้ปมให้เขาได้ เพื่อทำให้สินค้าและบริการตอบโจทย์ได้จริง ๆ

Mattaya Vision Center

Website : www.mattayaclinic.com

Facebook : Mattaya Clinic by Be My Glasses มัทยาคลินิก – คลินิกแว่นตาโปรเกรสซีฟ

Writer

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load