พูดถึงเนื้อวัวชั้นดีของญี่ปุ่น เรามักจะนึกถึงน้องวัวชื่อดังจากหลายท้องถิ่น เช่น เนื้อวัวโกเบ เนื้อวัวมัตซึซะกะ เนื้อวัวโยะเนะซะวะ แต่เมื่อเป็นเนื้อหมูล่ะก็ มีเพียงชื่อเดียวที่ผุดขึ้นมาในใจ นั่นคือ น้องหมูคุโระบุตะจากจังหวัดคะโกะชิมะ

คุโระ แปลว่า ดำ 

บุตะ แปลว่า หมู 

คุโระบุตะ แปลตรงตัวตามนั้นว่า หมูดำ 

แม้หมูดำจะไม่ใช่หมูสัญชาติญี่ปุ่นแท้ ๆ แต่ก็อยู่เคียงข้างกระเพาะอาหารชาวยุ่นมากว่า 400 ปี มีหลายทฤษฎีวิเคราะห์ว่าอาจจะข้ามทะเลมาจากจีน แล้วเข้าสู่ญี่ปุ่นผ่านทางโอกินาว่า ถึงจับพลัดจับผลูมาอยู่คิวชู สมัยก่อนที่จังหวัดคาโกะชิมะ แต่ละครัวเรือนจะเลี้ยงน้องหมูดำติดบ้านไว้บ้านละตัวสองตัว จนถึงกับมีอาชีพใหม่ขึ้นมา คือการพาหมูดำไปเดินเล่นเลยทีเดียว ในที่สุดความอร่อยก็ผลักดันให้ชาวเมืองขยับขยายมาทำฟาร์มหมูจริงจัง จนคุโระบุโตะจากคะโกะชิมะมีชื่อเสียงไปทั่วประเทศ

แม้มีเนื้อวัวเลิศรสให้เลือกกินมากมาย แต่คุโระบุตะก็ป๊อปมากไม่น้อยหน้า ในยุค 1960 เคยเกิดกระแสคุโระบุตะฟีเวอร์ในโตเกียวจนหมูขาดตลาด เลี้ยงไม่ทัน ไม่มีขายไปช่วงหนึ่งเลยทีเดียว 

ความอร่อยอันโดดเด่นของน้องหมูดำนั้น คิดว่าหลายคนคงเข้าใจกันดีอยู่แล้ว ความนุ่มละมุนเหนือระดับที่กัดแล้วขาดอย่างง่ายดายแม้เป็นส่วนสันนอก อีกทั้งยังมีความหวานและรสอุมะมิในเนื้อมากกว่าเนื้อหมูขาวทั่วไป สมาคมผู้ผลิตหมูคุโระบุตะประจำจังหวัดคะโกะชิมะเคยทำวิจัย พบว่าคุโระบุตะของคะโกะชิมะนั้นมีอุมะมิมากกว่าหมูขาวเมดอินเจแปนถึง 3.7 เท่า และมากกว่าหมูนำเข้าถึง 4.5 เท่า มีความหวาน (​​Threonine ซึ่งเป็นกรดอะมิโนชนิดหนึ่ง) มากกว่าหมูขาวเมดอินเจแปนถึง 6.7 เท่า รวมไปถึงเคี้ยวกัดขาดง่าย และเคี้ยวง่ายกว่าหมูขาวเกือบเท่าตัว

คะโกะชิมะเลี้ยงคุโระบุตะยังไง ให้กลายเป็นหมูทอดทงคัตสึที่อร่อย
คะโกะชิมะเลี้ยงคุโระบุตะยังไง ให้กลายเป็นหมูทอดทงคัตสึที่อร่อย

ที่มาของความอร่อยนั้นอยู่ที่จังหวัดคะโกะชิมะ ต้นกำเนิดของความป๊อป อย่างที่บอกไปตอนต้นว่าหมูดำเป็นสายพันธุ์ที่มีอยู่แล้วทั่วไป แต่ Kagoshima Kurobuta นั้นเป็นชื่อทางการค้าที่จดทะเบียนไว้เรียบร้อย เพราะแตกต่างจากหมูดำอื่น ๆ อย่างพันธุ์ Berkshire หลายอย่างยากจะเลียนแบบ 

อันดับแรก Kagoshima Kurobuta ได้กินแต่ของดี ๆ อร่อย ๆ ในท้องถิ่น 

จังหวัดคะโกะชิมะมีภูเขาไฟที่ยังไม่สงบ ดินในท้องถิ่นจึงเป็นดินภูเขาไฟที่เต็มไปด้วยแร่ธาตุ พืชพรรณที่ปลูกในย่านนี้จึงมีคุณภาพดี เต็มไปด้วยโภชนาการ และหนึ่งในอาหารหลักของเจ้าหมู ก็คือของดังประจำจังหวัดอย่างมันหวาน

การได้ชื่อว่าเป็นคะโกะชิมะคุโระบุตะนั้น นอกจากต้องเกิดและเติบโตในจังหวัดแล้ว ยังต้องได้รับอาหารที่มีมันหวานเป็นส่วนผสมมากกว่า 10 – 20 เปอร์เซ็น ต่อเนื่องเกิน 60 วัน ก่อนนำหมูพร้อมส่ง นอกจากนี้หมูดำยังกินของอร่อยอื่น ๆ อีกมากมาย เช่น ข้าวโพดหรือปลาจากทะเลในท้องถิ่น แม้จะไม่ได้กินเบียร์แบบวะกิว แต่หมูดำคะโกะชิมะก็ได้กินของอร่อยจนน่าอิจฉาไม่แพ้กัน

อันดับสอง น้องหมูชีวิตดี มีความเป็นอยู่สะดวกสบาย ท่ามกลางอากาศอบอุ่นของคะโกะชิมะ

ภาพคอกหมูอาจจะดูแน่น ๆ แออัด แต่หมูดำคะโกะชิมะได้อยู่กันอย่างสบาย ๆ มีระยะห่างทางสังคมมาตั้งแต่ไหนแต่ไร เพราะเคล็ดลับสำคัญของความอร่อยอีกอย่าง คือการที่น้องหมูไม่เครียด ได้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี ยิ่งจังหวัดคะโกะชิมะมีธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ อากาศอบอุ่นตลอดปี น้อง ๆ ยิ่งแฮปปี้ ถ้าอากาศร้อนหรือหนาวไป คนเลี้ยงก็สแตนด์บายรอปรับอุณหภูมิให้เสมอ

อันดับสาม เจ้าของฟาร์มหมูดำในจังหวัดคะโกะชิมะมีความเชี่ยวชาญด้านการเลี้ยงดูและการพัฒนาสายพันธุ์มายาวนาน

กินของดี มีความสุข น้องหมูก็อร่อยแล้ว แต่เจ้าของฟาร์มยังไม่หยุดพัฒนาต่อ นอกจากพวกเขาจะถ่ายทอดเทคนิคและความรู้ เกี่ยวกับการเลี้ยงดูหมูดำสืบทอดกันมารุ่นต่อรุ่นจนถึงปัจจุบัน คะโกะชิมะคุโระบุตะยังได้รับการพัฒนาสายพันธุ์มาเรื่อย ๆ แต่ละครั้งใช้เวลาวิจัยยาวนานถึง 10 ปี เพื่อให้ได้เนื้อสันนอกที่ใหญ่มากขึ้น ลดปริมาณไขมัน และเพิ่มคุณภาพของเนื้อหมู ปัจจุบันก็ยังมีการวิจัยต่อเนื่องเพื่อปรับปรุงให้อร่อยขึ้นไปอีก 

คะโกะชิมะเลี้ยงคุโระบุตะยังไง ให้กลายเป็นหมูทอดทงคัตสึที่อร่อย
เจาะลึกความอร่อยกว่า 400 ปี ของ Kagoshima Kurobuta เนื้อหมูตัวท็อปจากญี่ปุ่น

เนื้อหมูคุณภาพดี อร่อยมาตั้งแต่แรกแบบนี้ แค่ทำให้สุกก็อร่อยแล้ว ไม่ว่าจะต้ม นึ่ง ทอด หรือแม้แต่นำไปแปรรูปเป็นไส้กรอกหรือแฮม แต่ชาวคะโกะชิมะแอบแนะนำเรามาว่า การนำไปทอด เช่น หมูทงคัตซึ ยิ่งทำให้เราสัมผัสความอร่อยของหมูดำได้ดีขึ้นไปอีก เพราะว่าไขมันในหมูดำจะละลายที่อุณหภูมิสูงกว่าหมูทั่วไป เมื่อนำมาทอดเลยไม่แฉะ ไม่เลี่ยน ในทางกลับกัน เราจะสัมผัสถึงรสหวานของมันหมูดำอันเป็นเอกลักษณ์ได้ชัดเจนขึ้นไปอีก 

เจาะลึกความอร่อยกว่า 400 ปี ของ Kagoshima Kurobuta เนื้อหมูตัวท็อปจากญี่ปุ่น

นุ่มอร่อยกินง่ายแบบนี้ ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมปริมาณการส่งออกหมูดำคะโกะชิมะต่อปีถึงเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ อย่างปี 2020 ส่งหมูดำออกเกือบ 70 ตันเลยทีเดียว 

ที่ผ่านมาในไทยมีคุโระบุตะขายก็จริง แต่เป็นการนำสายพันธุ์หมูดำมาเลี้ยงในไทย ไม่ใช่ 1 ใน 70 ตันที่บินตรงมาจากญี่ปุ่น แต่ตอนนี้ใครอยากลองชิมหมูคุโระบุตะแท้ ๆ จากคะโกะชิมะ กำเงินไว้ได้เลย เพราะไมเซนนำหมูคะโกะชิมะคุโระบุตะเข้ามาให้ได้ลองกินกันถึง 3 เมนู ได้แก่ Kagoshima Kurobuta Loin Katsu Set, Kagoshima Kurobuta Loin Curry Rice Set และ Kagoshima Kurobuta Loin Katsu With Egg Bowl Set 

เจาะลึกความอร่อยกว่า 400 ปี ของ Kagoshima Kurobuta เนื้อหมูตัวท็อปจากญี่ปุ่น

นอกจากนี้ยังนำเข้าชิ้นส่วนสุดแรร์อย่าง Toku Rosu ซึ่งเป็นพาร์ตที่มีเพียงน้อยนิดในหนึ่งตัว ชิ้นส่วนนี้นุ่มเป็นพิเศษ เพราะมีมันลายหินอ่อนพาดอยู่ตรงกลาง นำมาซึ่งความฉ่ำหวานและนุ่มละมุนแต่ไม่เลี่ยน ใครอยากลองต้องไวหน่อย เพราะมีจำนวนจำกัด 5 ชามต่อวัน ต่อสาขาเท่านั้น

ตอนนี้บินไปเที่ยวไม่ได้ แต่กินหมูคะโกะชิมะคุโระบุตะได้นะ

Writer

ณิชมน หิรัญพฤกษ์

นักศึกษาเอกภาษาญี่ปุ่นที่คิดเลขไม่ได้ อ่านแผนที่ไม่ออก แต่รักการเดินทาง / ผู้ประสานงานใน a day และ HUMAN RIDE ฉบับญี่ปุ่น / เจ้าของคอลัมน์ made in japan และหนังสือ 'ซะกะ กัมบัตเตะ!' ปัจจุบันใช้เวลาว่างจากการหาร้านคาเฟ่กรุบกริบไปนั่งเรียนปริญญาโทที่โตเกียว และโดนยัดเยียดความเป็นไกด์เถื่อนให้อยู่เป็นระยะ

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

ไทยกับญี่ปุ่นมีความสัมพันธ์อันดีต่อกันมายาวนานทั้งทางเศรษฐกิจและสังคม เรามีการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งป๊อปคัลเจอร์ อาหาร และการท่องเที่ยว ยิ่งปี 2017 นี้ถือเป็นช่วงที่เข้มข้นมาก ความนิยมของผักชีในญี่ปุ่นพุ่งทะลุจุดพีก วงไอดอลแฟรนไชส์ญี่ปุ่นอย่าง BNK48 ก็เปรี้ยงปังดังไปทั่วเมืองไทย

ปีนี้ยังมีความพิเศษอีกอย่างคือ ครบรอบ 130 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทย-ญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการ เราเลือกเรื่อง ‘ฮะนะโกะ’ ช้างไทยที่ทำหน้าที่ทูตเชื่อมเจริญไมตรีอย่างแข็งขันมาตลอดเกือบ 70 ปีมาเล่าให้ฟัง

“สำหรับคนญี่ปุ่น ช้างเป็นสัตว์ที่สื่อถึงความสุขนะ ใครๆ ก็รักช้างทั้งนั้นแหละ”

เจ้าของร้านกาแฟเคยอธิบายให้เราฟังถึงเหตุผลที่เลือกช้างเป็นโลโก้ร้าน ทั้งๆ ที่มันไม่น่าเกี่ยวข้องกับกาแฟสักนิด

คนญี่ปุ่นที่อายุ 50 – 60 ปีขึ้นไปน่าจะเห็นด้วยกับแนวคิดนี้กันทั้งนั้น เพราะฮะนะโกะในวัย 2 ขวบถูกส่งตัวไปอยู่สวนสัตว์อุเอะโนะตั้งแต่ปี 1949 ตามคำขอของรัฐบาลญี่ปุ่น เพื่อช่วยฟื้นฟูจิตใจของเด็กๆ และผู้คน หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง สมัยนั้นรูปแบบความบันเทิงยังมีจำกัด การได้เห็นช้างซึ่งเป็นสัตว์อิมพอร์ตจากต่างประเทศ ตัวใหญ่มหึมาแต่ยังคาวาอี้ จึงสร้างความสุขให้ชาวเมืองได้มาก เกิดกระแสช้างบูมที่ร้อนแรงไปทั่วประเทศ ฮะนะโกะและอินทิรา ช้างอีกเชือกที่รัฐบาลญี่ปุ่นขอมาจากอินเดีย กลายเป็นขวัญใจมหาชนที่มีพิธีต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่พร้อมแฟนคลับไปรอกรี๊ดตั้งแต่เท้าแตะแดนปลาดิบ

ความคลั่งไคล้นี้คงคล้ายกับการที่ชาวไทยให้ความรักและเอ็นดูช่วงช่วงและหลินฮุ่ยจากประเทศจีน จะต่างกันก็ตรงที่สมัยก่อนไม่มีการถ่ายทอดสดให้ดูได้จากที่บ้าน คนส่วนมากไม่รู้ด้วยซ้ำว่าช้างหน้าตาเป็นอย่างไร การได้มาเห็นของจริงที่สวนสัตว์เลยยิ่งเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ที่สร้างความประทับใจให้อย่างจัง มีคนมาดูปีละเป็นล้านคน ในที่สุดก็เกิดโครงการสวนสัตว์เคลื่อนที่เพื่อกระจายความสุขให้ทั่วถึง อินทิรารับหน้าที่เดินสายโชว์ตัวต่างจังหวัด ส่วนฮะนะโกะที่ยังเด็กรับผิดชอบงานอีเวนต์ในโตเกียว

ความป๊อปส่งผลให้สวนสัตว์ Inokashira Park Zoo ทำเรื่องขอตัวฮะนะโกะย้ายไปอยู่ที่นั่นถาวร ตั้งแต่อายุ 7 ขวบจวบจนวาระสุดท้ายในวัย 69 ปี ฮะนะโกะสร้างตำนานช้างเซเลบที่อายุยืนที่สุดในญี่ปุ่นและกลายเป็นสัญลักษณ์ของสวนสัตว์แห่งนี้

ชีวิตดาราจะขาดดราม่าไปได้ยังไง ฮะนะโกะเองก็เคยถูกสังคมโจมตีเช่นกัน เมื่อเกิดอุบัติเหตุเหยียบคนตายในโรงเลี้ยงช้าง รอบแรกเป็นคนเมาที่แอบบุกเข้าไปหากลางดึก แต่รอบที่ 2 เป็นคนเลี้ยงที่คุ้นเคยกันดี ฮะนะโกะจึงเริ่มถูกเกลียดชัง มีคนมาตะโกนว่าและเอาหินมาปา จนฮะนะโกะที่เคยขี้เล่น ชอบทักทายผู้คน ทานอาหารไม่ลง ไม่ร่าเริง ไม่ออกไปเจอผู้คนข้างนอกเช่นเคย จนกระทั่งได้คุณยะมะคะวะ คนเลี้ยงคนใหม่และทีมงานอีก 3 คนเข้ามาดูแลอย่างใส่ใจ ฮะนะโกะจึงค่อยๆ เริ่มเปิดใจให้มนุษย์อีกครั้งและกลับมาร่าเริงดังเดิม ทีมคุณยะมะคะวะและฮะนะโกะสนิทกันมาก ดูแลกันมาตลอด 30 ปีจนเขาเกษียณ เรื่องราวความผูกพันระหว่างคุณยะมะคะวะและฮะนะโกะเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้คนประทับใจมาก ลูกชายของเขาซึ่งก็เคยตามพ่อมาช่วยดูแลฮะนะโกะเช่นกันถึงกับเขียนหนังสือเล่าเรื่องราวความรักที่พ่อมีให้กับช้างเชือกนี้ออกมาและได้รับความนิยมจน Fuji TV ซื้อลิขสิทธิ์ไปทำละครในปี 2007

นอกจากงานละคร ฮะนะโกะยังรับงานมาสคอตทีมฟุตบอล มีสารคดี งานนิทรรศการ สินค้าและของเล่นต่างๆ เป็นของตนเอง แม้แต่กรมขนส่งในท้องถิ่นทำป้ายทะเบียนรถรูปช้างออกมาด้วย นางมี follower เยอะที่สุดในสวนสัตว์ Inokashira Park Zoo (วัดจากยอดเงินบริจาคให้สวนสัตว์ซึ่งผู้บริจาคเลือกสัตว์ที่ตนเองต้องการซัพพอร์ตได้) แถมยังมีปาร์ตี้วันเกิดที่มีคนหลายวัยมาร่วมฉลองนับร้อย ชื่อเสียงเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย ถ้า Hachiko = สุนัขพันธุ์ชิบะ ฮะนะโกะ = ช้าง เช่นกัน ขนาดในหนังสือการ์ตูน โดราเอมอน ตอนหนึ่งที่กล่าวถึงช้าง ยังตั้งชื่อว่า ‘ฮะนะโอะ’ ให้พ้องกับฮะนะโกะเลย

ฮะนะโกะรับทั้งงานแมสและงานอาร์ต แอบไปสร้างแรงบันดาลใจในวงการศิลปะด้วย ‘I’m calling you. rebirth of humans and the elephant’ คือ photobook ที่จัดทำโดย Kichijoji Art Museum และทีม AHA! (Archive for Human Activities) ซึ่งรวบรวมภาพของผู้คนที่เคยถ่ายกับฮะนะโกะในยุคสมัยต่างๆ ตั้งแต่เล็กจนโต เพื่อย้อนมองความเปลี่ยนแปลงของวิถีชีวิตของชาวญี่ปุ่นตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จนถึงปัจจุบัน มีคนร่วมส่งรูปถ่ายเข้ามาจำนวนมาก ตั้งแต่รูปฟิล์ม 8 ม.ม. ยันภาพจากสมาร์ทโฟน จุดเริ่มต้นของโปรเจกต์นี้คือ ทีมงานคนหนึ่งค้นพบว่า ในคลังรูปถ่ายที่พวกเขามี ฮะนะโกะมักจะปรากฏตัวอยู่ในช่วงชีวิตใดสักช่วงของคนในเมืองเสมอ

สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือ ฮะนะโกะและผู้คนในเมืองนี้เติบโตไปพร้อมๆ กัน ตลอดระยะเวลาหกสิบกว่าปีที่อยู่ที่นี่ ฮะนะโกะคือสิ่งที่เชื่อมสัมพันธ์ของคนในครอบครัวแต่ละรุ่น ตั้งแต่คุณตาคุณยายยังเด็ก จนลูกโต พาแฟนมาเดตที่นี่ แต่งงานและมีหลานให้พามาเที่ยวสวนสัตว์อีกครั้ง

เจ้าหน้าที่สวนสัตว์เล่าให้ฟังว่า สำหรับบางคนการได้แวะมาที่สวนสัตว์แห่งนี้ คือการได้กลับมาเจอเพื่อนสมัยเด็ก คนจำนวนมากพาลูกหลานมาด้วยความประทับใจในอดีตที่ได้เจอช้างครั้งแรกที่นี่ แม้เวลาจะผ่านไปเนิ่นนานแต่ช้างตัวนั้นก็ยังอยู่ การได้แชร์ความทรงจำที่ดีเหล่านั้นกับคนในครอบครัวถือเป็นเรื่องพิเศษสำหรับผู้สูงอายุ ส่วนเด็กๆ เองก็ตื่นเต้นที่ได้เจอสัตว์ตัวใหญ่ใจดีที่น่ารัก

เวลาผ่านไป เด็กมีจำนวนลดน้อยลง ความบันเทิงหลากหลายมากขึ้น คนหันไปนิยมเล่นกับสัตว์ตัวเล็กๆ น่ารักๆ ในสวนสัตว์อย่างหนูตะเภาหรือกระรอก สถานภาพทางสังคมของฮะนะโกะเปลี่ยนจากความบันเทิงระดับมหภาคของผู้คนในยุคหลังสงคราม เป็นเพียงความน่ารัก ความยิ่งใหญ่ของสัตว์โลกอีกชนิดในยุคที่โซเชียลมีเดียเป็นใหญ่

แต่มันก็ไม่ได้ทำให้ความผูกพันของชาวญี่ปุ่นกับฮะนะโกะลดน้อยลง

หนึ่งในวิธีที่จะวัดระดับความเป็นที่รัก คือความโศกเศร้าและความคิดถึงของคนที่ยังอยู่ทางนี้

ฮะนะโกะเสียชีวิตเมื่อเดือนพฤษภาคมปีที่แล้ว ตลอดระยะเวลา 2 เดือนที่ทางสวนสัตว์เปิดโอกาสให้คนมาวางดอกไม้ เขียนข้อความส่งถึงฮะนะโกะเป็นครั้งสุดท้าย มีคนนำดอกไม้มาวางมากกว่า 5,300 ช่อ และเขียนจดหมายมอบให้เกือบ 10,000 ฉบับ งานอำลาอาลัยซึ่งจัดในเดือนกันยายน มีคนมาร่วมงานถึง 2,800 คน ทั้งงานพิธีและมินิคอนเสิร์ตจากศิลปินที่มีความผูกพันกับฮะนะโกะ นอกจากนี้ ผู้คนบริจาคเงินให้จำนวนมากเพื่อนำไปสร้างรูปปั้นฮะนะโกะที่หน้าสถานี Kichijoji (คิชิโจจิ) แม้แต่ในป้ายบอกเวลารถไฟในสถานียังขึ้นข้อความแสดงความเสียใจอยู่ช่วงหนึ่ง

ที่น่าปลื้มใจแทนฮะนะโกะคือ ทุกวันนี้ก็ยังมีคนแวะเวียนไปโรงเลี้ยงที่ไร้ช้าง ซึ่งปรับห้องด้านในเป็นงานนิทรรศการฮะนะโกะย่อมๆ เสมอ เราถามครูประจำชั้นที่พาเด็กอนุบาลมาเยี่ยมบ้านฮะนะโกะว่าทำไมยังอุตส่าห์พาเด็กๆ มาดูรูปช้างในสวนสัตว์

คุณครูตอบว่า “ต้องพามาสิ พวกเราคิดถึงฮะนะโกะนี่นา”

ใครๆ ก็รักช้างจริงด้วย

จากคุณหนูสู่วัยคุณยาย ฮะนะโกะตั้งใจทำหน้าที่ในฐานะทูตสัมพันธไมตรีอย่างดีที่สุดเสมอมา เริ่มต้นจากงานสร้างขวัญกำลังใจ สู่การสร้างสายสัมพันธ์ ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับญี่ปุ่น หรือแม้แต่ความสัมพันธ์ระหว่างคนญี่ปุ่นด้วยกันเองในแต่ละรุ่น

เราจึงไม่แปลกใจเลยที่ข้อความส่วนใหญ่ในหมื่นข้อความที่ส่งให้ฮะนะโกะนั้นไม่ใช่คำอำลาอย่าง ‘sayonara’ แต่เป็นคำว่า ‘arigato’

ขอบคุณนะ

ขอบคุณคุณ Naoya Ohashi จาก Inokashira Park Zoo สำหรับข้อมูลและเอกสารต่างๆ

Writer & Photographer

ณิชมน หิรัญพฤกษ์

นักศึกษาเอกภาษาญี่ปุ่นที่คิดเลขไม่ได้ อ่านแผนที่ไม่ออก แต่รักการเดินทาง / ผู้ประสานงานใน a day และ HUMAN RIDE ฉบับญี่ปุ่น / เจ้าของคอลัมน์ made in japan และหนังสือ 'ซะกะ กัมบัตเตะ!' ปัจจุบันใช้เวลาว่างจากการหาร้านคาเฟ่กรุบกริบไปนั่งเรียนปริญญาโทที่โตเกียว และโดนยัดเยียดความเป็นไกด์เถื่อนให้อยู่เป็นระยะ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load