The Cloud x การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

คุณจำคำขวัญจังหวัดตัวเองได้ไหม

หากไม่ได้กำลังจะมีสอบวิชาสังคมศึกษาในวันรุ่งขึ้น หรือไม่ได้เป็นตัวแทนโรงเรียนไปแข่งตอบปัญหาความรู้รอบตัว อาจไม่ได้จำข้อความจนขึ้นใจ

เมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว ชายชาวแพร่คนหนึ่งสังเกตว่าคำขวัญจังหวัดของตนเขียนว่า ‘ม่อฮ่อมไม้สัก ถิ่นรักพระลอ ช่อแฮศรีเมือง ลือเลื่องแพะเมืองผี คนแพร่นี้ใจงาม’ 

แต่ตอนนั้นแพร่แทบไม่หลงเหลือการย้อมฮ่อมแบบธรรมชาติอยู่เลย

ไกร-วุฒิไกร ผาทอง

ไกร-วุฒิไกร ผาทอง จึงคิดอยากรื้อฟื้นภูมิปัญญาแสนล้ำค่านี้ขึ้นมา เพื่อให้ผู้คนจดจำฮ่อมที่แท้จริงได้อีกครั้ง และคนเมืองแพร่จะได้ภูมิใจในมรดกสีน้ำเงินของจังหวัด

ก่อนกระแสจะมา

เรานัดคุยกับไกร กูรูเจ้าของแบรนด์ม่อฮ่อมชาวแพร่ และ พยอม คำวาง ผู้จัดการและมือย้อมอันดับหนึ่งของร้านแก้ววรรณา สิ่งแรกที่พวกเขาอยากพาไปดูคือโรงย้อมฮ่อมหลังร้าน โรงเรือนท่ามกลางธรรมชาติเต็มไปด้วยฝ้ายที่ผ่านการย้อมด้วยฮ่อมและมะเกลือเต็มราว และหม้อฮ่อมที่ผ่านสมรภูมิมานักต่อนักกว่า 10 หม้อ 

พยอม คำวาง

แม้ไม่ได้เป็นสตูดิโอหรูหราแสนทันสมัย แต่ความเรียบง่ายและภาพตรงหน้าทำให้เราเข้าใจว่า หากจะคุยเรื่องม่อฮ่อม ทำไมทั้งสองจึงพาเรามาที่นี่ก่อน

แก้ววรรณา แบรนด์ผ้าม่อฮ่อมที่ย้อมผ้าสีธรรมชาติ 100% มาตลอด 20 ปี

ไกรเล่าว่า หลายปีก่อนเขาและพยอมได้เข้าร่วมเป็นอนุกรรมการจังหวัดแพร่ ทั้งคู่วิเคราะห์ว่านอกจากไม้สักแล้ว ของที่ระลึกประจำจังหวัดที่เป็นตัวแทนแท้ๆ ของแพร่คือ ‘ม่อฮ่อม’ 

“เราบอกว่าเราจะฟื้นเมืองแพร่ แต่ตอนนั้นคนแพร่ไม่รู้สึกภูมิใจในตัวเอง ถ้าถามว่ามาแพร่ต้องเที่ยวที่ไหน ก็ไม่รู้สิ ไม่มีที่เที่ยว เราเลยคิดสิ่งแรกสุดที่ควรทำคือเรื่องรากเหง้า คุณต้องเอาให้ชัดก่อนว่าคุณมีที่มายังไง” 

ในตอนแรกไกรไม่คิดว่าแก้ววรรณาจะย้อมฮ่อมเอง คิดเพียงว่าจะนำเส้นด้ายไปย้อมตามชุมชนต่างๆ แล้วส่งให้ช่างทอในขั้นตอนถัดไป แต่กลับค้นพบความจริงที่ทำเอาคนแพร่อย่างเขาสะอึก ว่าแทบไม่มีชุมชนไหนที่ใช้วิธีการย้อมธรรมชาติเหลืออยู่เลย 

คำถามถัดไปคือ ทั้งสองจะกลับไปทำตามวิธีเดิมหรือเริ่มต้นทุกอย่างใหม่ด้วยตนเอง ไกรและพยอมเลือกข้อสอง เลือกที่จะถางทางย้อมฮ่อมธรรมชาติด้วยตนเอง

แก้ววรรณา แบรนด์ผ้าม่อฮ่อมที่ย้อมผ้าสีธรรมชาติ 100% มาตลอด 20 ปี
แก้ววรรณา แบรนด์ผ้าม่อฮ่อมที่ย้อมผ้าสีธรรมชาติ 100% มาตลอด 20 ปี

กว่า 20 ปีที่แล้ว ในยุคที่กระแสรักษ์โลกและรักงานคราฟต์ยังไม่แพร่สะพัด มีหนุ่มสาวชาวแพร่กลุ่มเล็กๆ ที่หวังจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้คนกลับมาสนใจวิถีธรรมชาติ ทั้งสองคนตระเวนถามสูตรจากผู้เฒ่าผู้แก่ ทดลอง ผิดพลาด วันแล้ววันเล่ากว่าจะสำเร็จได้ผืนผ้าสีครามกลิ่นหอมจากฮ่อมมาครอบครอง

กว่า 20 ปีที่แล้ว ณ เวลาที่ทุกคนขายเสื้อตัวละร้อยกว่าบาท แล้วอะไรทำให้ทั้งสองคิดว่าการย้อมฮ่อมธรรมชาติจะทำให้อยู่รอด 

“ก็ไม่มั่นใจหรอก แต่อยากทำ อยากพิสูจน์ให้เขาเห็นว่าฮ่อมธรรมชาติ จากรูปแบบกุยเฮงเฉยๆ มันสามารถทำเป็นอย่างอื่นได้อีกไหม คุยกับพยอมว่า ถ้าเกิดปีนี้ไม่รอด อย่างน้อยที่สุดเราก็มีเสื้อผ้าใช้ตลอดชีพละ” ไกรตอบพร้อมหันไปมองเสื้อสีฟ้าครามที่ตนใส่

บางทีอาจเริ่มจากความกล้า และคงต้องมี ‘ความบ้า’ ประกอบ

แก้ววรรณา แบรนด์ผ้าม่อฮ่อมที่ย้อมผ้าสีธรรมชาติ 100% มาตลอด 20 ปี

กล้าไม่พอ ต้องบ้าด้วย

ในขั้นแรก ไกรไปตามหาฮ่อมจากหมู่บ้านบนดอย เนื่องจากฮ่อมต้องอาศัยร่มเงาของต้นไม้ชนิดอื่น และเจริญเติบโตได้ดีตามแนวป่า

“ฮ่อมต้องอาศัยที่ชุ่มชื้น ไม่งั้นจะไม่ขึ้น ถ้าเกิดจะให้ชุ่มชื้นต้องมีป่า ทีนี้ถ้าเราอยากได้รายได้จากป่า เราทำยังไงได้บ้างนอกจากตัดไม้ ก็ต้องปลูกกาแฟ ผักกูด พริก ฮ่อม ให้มันปนกันอยู่ แนวคิดป่าชุมชน ป่าได้ ชุมชนได้”

หลังจากพากเพียรหาแหล่งเนื้อฮ่อมมานาน ฮ่อมที่ได้จากหมู่บ้านนาตอง จังหวัดแพร่ ก็ยังมีไม่เพียงพอต่อความต้องการ ไกรจึงต้องนำเข้าฮ่อมเปียกจากประเทศลาวด้วย

“เราไม่ได้หลอกใครว่าเราใช้แค่ฮ่อมจากแพร่เท่านั้น เรามองว่าการฟื้นเรื่องม่อฮ่อมคือการฟื้นกลับมาหาธรรมชาติ ภูมิภาคเดียวกัน เราไม่ได้ถือว่าเป็นประเทศฉันประเทศเธอ ถามคนปลูก ลูกชายแม่บุญตา ว่าดีไหมที่เรามาเอาฮ่อมไปใช้ เขาบอกว่าดีสิ ทำไมไม่ดี เพราะลูกเขา 4 – 5 คนเรียนจบ เพราะได้เงินจากที่เราไปซื้อฮ่อมนั่นแหละ เลยกลายเป็นญาติกันเลยทางนู้น” ไกรกล่าวด้วยความภาคภูมิใจ 

แก้ววรรณาเลือกที่จะย้อมม่อฮ่อมด้วยกรรมวิธีธรรมชาติ 100 เปอร์เซ็นต์จริงๆ ตั้งแต่ขั้นตอนการล้างเส้นฝ้าย ที่พยอมไม่ยอมใช้สารเคมีหรือผงซักล้างแม้แต่น้อย เธอเลือกใช้น้ำหมักจากผลไม้รอบตัวแทน 

“ทำยังไงให้ทุกอย่างจบที่เรา พี่ไม่ใช้สารส้ม ก็เอาผลไม้มาทำเอนไซม์ ผลไม้ได้ทุกอย่างเลย ตั้งแต่มะเฟือง มะกรูด อะไรที่แถวบ้านมี ฤดูกาลมันออกมา เราก็หมักไป ปีสองปีค่อยเอาน้ำใสๆเขามาทำ ไม่ต้องรีบใช้ พี่มีโจทย์อยู่อย่างหนึ่งว่าเราทำวันนี้ พรุ่งนี้เราได้ ถ้าเราไม่ตายซะก่อนยังไงก็ได้ใช้อยู่แล้ว”  

พยอมเล่าถึงกรรมวิธีหมักพลางหัวเราะ น้ำหมักที่แก้ววรรณาใช้จึงผ่านการหมักมานานตั้งแต่ 1 – 10 ปีเลยทีเดียว

กรรมวิธีแสนคราฟต์ในการย้อมฮ่อมยังไม่จบเพียงเท่านี้ การก่อหม้อฮ่อมต้องบำรุงด้วยกล้วย หมักไปเรื่อยๆ จนได้ที่เสมือนทำไวน์ ในขั้นตอนนี้ระยะเวลาจะเป็นตัวช่วย 

แก้ววรรณา แบรนด์ผ้าม่อฮ่อมที่ย้อมผ้าสีธรรมชาติ 100% มาตลอด 20 ปี

“แต่ละวันคนย้อมต้องดูแลเขาด้วย ไม่ให้ขาดอากาศ ไม่ให้ขาดน้ำตาล ไม่ให้ขาดความเป็นด่าง ให้พอดีพอควรของเขา ถ้าด่างสูงเกิน สีก็จะขุ่นๆ ย้อมไม่สวย ถ้าด่างลดต่ำเป็นบูด ไม่มีสีให้ย้อม ด่างที่เข้มข้นของพี่มีขีดจำกัด พี่ใช้ขี้เถ้าที่หาได้จากชาวบ้าน จากฟืนที่ตัวเองต้มฝ้ายก่อนเพื่อทำความสะอาด เพราะพี่ไม่ใช้สารสังเคราะห์ ถึงงานของเราไม่ใช่ Zero Waste แต่ใกล้เคียง น้ำย้อมที่เราใช้ เราไม่ได้เททิ้ง เราใช้ซ้ำ ที่เทก็จะเป็นสารอินทรีย์ทั้งหมด”

“นั่นแหละค่ะ สิ่งที่ไม่ค่อยมีใครทำ แต่พี่บ้าทำ” 

ส่งต่อถึงคนทอผ้า

เมื่อผ่านไป 3 – 4 เดือน จึงจะได้เส้นด้ายในปริมาณที่ต้องการแล้วจึงนำไปปรึกษาคนทอ (ซึ่งคือผู้เฒ่าผู้แก่ที่น่าจะมีอายุรวมกันเฉียด 500 ปีได้) ตกลงกันว่าจะทอเป็นอะไรได้บ้าง แล้วจึงให้ปราชญ์ด้านการทอเหล่านี้รับไม้ต่อต่อไป

แก้ววรรณา แบรนด์ผ้าม่อฮ่อมที่ย้อมผ้าสีธรรมชาติ 100% มาตลอด 20 ปี

“ผู้เฒ่าวัย 70 กว่าปีก็ทอผ้าคลุมไหล่ผืนเล็กๆ ให้แกสามารถเหวี่ยงได้ ก็ต้องยอมตามสภาพ  อย่างน้อยก็มีพวกเขาทำงานให้เรา ถ้าเราไม่มีพวกเขาก็ใครจะทอให้ ถ้าเกิดพี่หยุดย้อม เขาก็บอกอย่าหยุดเลย ต่ออีกนิดหนึ่ง ก็เหมือนได้อยู่ร่วมกัน เสริมชีวิตให้กัน 

“พี่คิดว่ามีความหมายในการดำรงอยู่ หายใจเพื่ออะไร อยู่เพื่อรู้ว่าชีวิตไม่ได้มีอะไรมาก ก็เป็นผลลัพท์จากการตัดสินใจว่าวันนี้มีชีวิตเพื่อย้อมผ้านี่แหละ” 

ท่ามกลางฝ้ายย้อมสีน้ำเงิน นักย้อมผ้ามือฉมังกล่าวถึงโลกทั้งใบของเธอ

แก้ววรรณา แบรนด์ผ้าม่อฮ่อมที่ย้อมผ้าสีธรรมชาติ 100% มาตลอด 20 ปี

ของขวัญจากเมืองแพร่

จากการประคบประหงมฮ่อมตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ ผลลัพธ์คือ เสื้อ ซิ่น ผ้าคลุมไหล่ ผ้าขาวม้า หมอนอิง ผืนผ้า ทั้งหลายนอนสงบในร้าน หรือที่เราเรียกเอาเองว่าเป็นพิพิธภัณฑ์มีชีวิตขนาดย่อมนามว่า แก้ววรรณา ทั้งสองเลือกที่จะเน้นให้ผลิตภัณฑ์ของที่นี่มีดีไซน์ที่โล่ง โปร่ง สบาย เพราะเชื่อในการสัมผัสกับธรรมชาติให้มากที่สุด

แก้ววรรณา แบรนด์ผ้าม่อฮ่อมที่ย้อมผ้าสีธรรมชาติ 100% มาตลอด 20 ปี
แก้ววรรณา แบรนด์ผ้าม่อฮ่อมที่ย้อมผ้าสีธรรมชาติ 100% มาตลอด 20 ปี

“ล่าสุดมีชาวญี่ปุ่นเอาชุดชั้นในมาให้ย้อม เพราะเขาคิดว่าของที่ใกล้ชิดกับร่างกายที่สุดควรเป็นของจากธรรมชาติ  แต่ลูกค้าประจำคือลูกค้าคนไทย ซื้อเพื่อสวมใส่ในทุกวัน ไม่ได้ซื้อแค่เอาไปโชว์ เพราะว่าสวมใส่สบาย” พยอมอธิบายข้อดีของผ้าฝ้ายย้อมฮ่อม

“เราดึงสิ่งที่อยู่ในอดีตกลับมาใช้ในชีวิตประจำวัน มันเป็นการอนุรักษ์อีกอย่างหนึ่ง มันไม่ใช่การอนุรักษ์แบบโชว์อยู่ในพิพิธภัณฑ์ ไม่มีการใช้” ไกรเสริม

มีชาวแพร่ซื้องานคราฟต์มรดกทางวัฒนธรรมของจังหวัดนี้มากไหม เราสงสัย 

“ส่วนมากคนแพร่จะซื้อเป็นของฝาก เขารู้ว่าเราทำของดี ซึ่งเราประสบความสำเร็จที่ทำให้เขาเห็นว่าฮ่อมเป็นของที่ระลึกที่มีคุณค่า ปัจจุบันม่อฮ่อมดึงดูดคนแพร่รุ่นใหม่ให้กลับบ้านเกิดมาทำงานเรื่องนี้มากขึ้น

แก้ววรรณา แบรนด์ผ้าม่อฮ่อมที่ย้อมผ้าสีธรรมชาติ 100% มาตลอด 20 ปี
แก้ววรรณา แบรนด์ผ้าม่อฮ่อมที่ย้อมผ้าสีธรรมชาติ 100% มาตลอด 20 ปี
แก้ววรรณา แบรนด์ผ้าม่อฮ่อมที่ย้อมผ้าสีธรรมชาติ 100% มาตลอด 20 ปี

“เราก็ไม่ได้รู้มากหรอก แต่ก็เป็นหลักให้เขา ถ้าทำงานอย่างนี้ ก็มีแก้ววรรณาที่ทำได้ไง เรารอดมาแล้ว 20 ปีนะ” ไกรกล่าวพร้อมยิ้มกว้าง 

แก้ววรรณา แบรนด์ผ้าม่อฮ่อมที่ย้อมผ้าสีธรรมชาติ 100% มาตลอด 20 ปี

ความพอใจสูงสุดเป็นเศรษฐศาสตร์

เมื่อได้ฟังกรรมวิธีล้านแปดเทียบกับจำนวนผลิตภัณฑ์ที่ได้มา เราชักสงสัยว่าเศรษฐศาสตร์สอนให้กำไรสูงสุด แต่ทำไมทิศทางของแบรนด์แก้ววรรณาดูจะตรงข้ามกับหลักคิดของอุตสาหกรรมเสื้อผ้าโดยสิ้นเชิง

“มันไม่ใช่กำไรสูงสุด แต่มันเป็น ‘ความพอใจสูงสุด’ เศรษฐศาสตร์คือการเฉลี่ยทรัพยากร ลดความเหลื่อมล้ำ และเราก็ทำงานเพื่อความพอใจสูงสุดของเรา ก็ถือว่าได้กำไรแล้วนะ” ไกร-บัณฑิตเศรษฐศาสตร์ตัวจริงเสียงจริง ตอบเรา 

แก้ววรรณา แบรนด์ผ้าม่อฮ่อมที่ย้อมผ้าสีธรรมชาติ 100% มาตลอด 20 ปี
แก้ววรรณา แบรนด์ผ้าม่อฮ่อมที่ย้อมผ้าสีธรรมชาติ 100% มาตลอด 20 ปี

รอบโรงย้อมและตัวร้านมีแผ่นป้ายมากมายที่บ่งบอกว่าทั้งสองได้รับเชิญให้ไปเวิร์กช็อปที่โตเกียว โอซาก้า สะหวันนะเขต ฟิลิปปินส์ ลาว หรือแม้กระทั่งสอนทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยตัวต่อตัวมาแล้ว 

“พี่ยินดีสอนค่ะ พี่ก็ไม่ได้คิดว่าจะเอาไปด้วยหรอกความรู้พวกนี้ เพราะกว่าพี่จะได้มาพี่ก็ต้องตระเวนถามผู้เฒ่ามากมายกว่าจะสะสมความรู้ได้” พยอมกล่าวเมื่อเราถามถึงการเรียนวิชาฮ่อมที่นี่

ไกร-วุฒิไกร ผาทอง

การแบ่งปันความรู้ของแก้ววรรณาไม่จบแค่หน้าโรงย้อม แบรนด์สีธรรมชาติแห่งแพร่นี้พยายามผลักดัน GI ม่อฮ่อม (สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ หรือ Geographical Indications) ว่าฮ่อมเป็นพืชท้องถิ่นประจำจังหวัดกับกรมทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อส่งต่อมรดกภูมิปัญญานี้ให้ชาวแพร่รุ่นหลังต่อไป

เราเคยสงสัยว่าครามและฮ่อมคล้ายกันมาก ให้สีอินดิโก้เหมือนกัน มีเหตุผลอะไรที่ต้องสนับสนุน ‘ม่อฮ่อม’ ต่อไป

พยอม คำวาง

คำตอบอาจอยู่ที่การรักษามรดกทางวัฒนธรรมของแพร่

คำตอบอาจอยู่ที่การเป็นส่วนหนึ่งในการอนุรักษ์ป่าต้นน้ำ 

คำตอบอาจอยู่ที่เงินก้อนนี้จะกระจายให้ชุมชนชาวแพร่บนภูเขา และส่งไปไกลถึงคนปลูกต้นฮ่อมประเทศลาว ให้ลูกหลานพวกเขาได้โอกาสศึกษาจนจบมหาวิทยาลัย 

คำตอบอาจจะอยู่ที่การสนับสนุนผู้เฒ่าผู้แก่อายุกว่า 70 ปีให้มีงานทำ แม้คนทอผ้าบางคนจะมีอายุมากจนสามารถทอได้แค่เพียงผ้าผืนเล็กๆ

บางทีคำตอบอาจอยู่ที่คุณเอง

*หมายเหตุ The Cloud สะกดคำว่า ม่อฮ่อม ตามสำนักงานราชบัณฑิตยสภาที่ระบุว่าเขียนได้ทั้ง ม่อห้อม หรือม่อฮ่อม

Writer

เทวรักษ์ รุ่งเรืองวิรัชกิจ

สาวอวบระยะสุดท้ายผู้หลงรักคาปูชิโน่เย็น สิ่งของจุกจิก เสื้อผ้าวินเทจ เเละเสียงเพลงในวันฝนพรำ

Photographer

สโรชา อินอิ่ม

Freelance photographer ชอบความอิสระ ชอบเดินทางท่องเที่ยว บันทึกความทรงจำผ่านภาพถ่าย

Creative Local

ตัวอย่างการใช้ไอเดียสร้างสรรค์ต่อยอดของดีของชุมชน

“ลองนิก่ะ” ประโยคทางเหนือที่แปลเป็นภาษากลางได้ว่า “ลองอันนี้สิ” ดังขึ้นจากหนุ่มลำพูนเบื้องหน้าฉัน 

เราเจอกันในงาน Local Enterprise Social Expo 2022 ‘คน-ของ-ตลาด’ ภายใต้การดูแลของหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) ที่รวบรวมหลากหลายธุรกิจในชุมชนต่าง ๆ มาพูดคุย แลกเปลี่ยน และพัฒนาผู้ประกอบการไปสู่การสร้างผลกำไรเชิงธุรกิจควบคู่กับกำไรทางสังคม จนเกิดเป็นสังคมธุรกิจที่มีฐานของชุมชนเข้มแข็ง เป็นหนึ่งเดียว เกื้อกูล และยั่งยืน 

ปอนด์-ปิยะพันธ์ สุรินทร์ ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Longniga ร่วมกับวิสาหกิจชุมชน กลุ่มผลิตลำไยบ้านเหล่าดู่ ยื่นสินค้าที่ทำจากผลไม้บ้านเกิดให้ฉันดู บนขวดแปะฉลากเผยชื่อแบรนด์ ‘Longniga (ลองนิกา)’ ที่พ้องมาจากประโยคเชื้อเชิญให้รู้จักเมื่อสักครู่ 

ปอนด์-ปิยะพันธ์ สุรินทร์ ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Longniga ไซรัปลำไยเคี่ยวเตาฟืนบ้านเหล่าดู่ หมู่บ้านใน จ.ลำพูน ที่ปลูกลำไยทุกหลัง

นี่คือน้ำตาลลำไยสกัดเข้มข้นที่ทำจากลำไยสด 100 เปอร์เซ็นต์ เก็บเกี่ยวผลผลิตจากสวนในชุมชนมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ พูดอย่างสัตย์จริง ฉันเพิ่งเคยได้ยินชื่อน้ำตาลลำไยครั้งแรก แต่ความหวานนั้นดึงดูดใจเกินกว่าจะเก็บไว้ชิมคนเดียว 

เสน่ห์ของบ้านเหล่าดู่ อำเภอเวียงหนองล่อง จังหวัดลำพูน คือแทบทุกครัวเรือนจะมีสวนลำไยเป็นของตัวเอง ทุกเจนเนอเรชันไม่ว่าเด็ก วัยรุ่น ผู้ใหญ่ หรือผู้สูงอายุ ต่างเติบโตท่ามกลางอาณาจักรลำไยที่กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคนบ้านเหล่าดู่ไปแล้ว และนั่นเป็นเหตุผลที่เขาเลือกมาทำแบรนด์นี้เพื่ออนุรักษ์ไม่ให้มันหายไป

“น้ำตาลลำไยยังไม่เป็นที่พูดถึงมากนัก ผมเลยอยากแนะนำให้รู้จัก” 

เพราะอยากให้คนรู้ว่าน้ำตาลลำไยนั้นมีอยู่จริง แถมเก๋าเกมในเรื่องคุณประโยชน์ที่น้ำตาลสังเคราะห์ให้ไม่ได้ ทั้งช่วยปรับสมดุลร่างกาย มอบความกระปรี้กระเปร่า และยังเหมาะกับผู้ที่มีปัญหาหลับไม่สนิท (ดูทรงแล้ว ท่าจะเหมาะกับคนวัยทำงานอย่างเรา ๆ) โดยใช้กรรมวิธีแบบฉบับของชาวบ้าน คงกลิ่นฟืนอ่อน ๆ จากการเคี่ยวลำไยลูกโตอย่างประณีต แถมธุรกิจนี้ยังช่วยต่อลมหายใจสวนลำไยในท้องถิ่น ด้วยการสร้างงาน สร้างอาชีพให้กับคนในชุมชน ที่ประสบปัญหาลำไยราคาตก แต่ต้นทุนสูงขึ้น จนบางบ้านเลือกจะวางมือจากสวนที่ฟูมฟักกันมารุ่นสู่รุ่น ไปหาทางรอดอื่น และเพื่อไม่ให้สวนลำไยที่บ้านเหล่าดู่รักต้องหายไปจนหมด ปอนด์จึงมุ่นมั่นที่จะทำให้สวนลำไยกลับมามีชีวิต ผ่านการสร้างแบรนด์ที่ทำให้คนในชุมชนรอดไปด้วยกัน

นอกจากทางรอดด้านเศรษฐกิจ Longniga ยังคำนึงถึงทางรอดด้านสิ่งแวดล้อม ด้วยการยึดมั่นในหลัก Zero Waste สร้างระบบนิเวศสะอาดในชุมชน โดยนำขยะจากลำไยไปทำปุ๋ยหมุนเวียน ทำให้ทุกกระบวนการผลิตไม่หลงเหลือขยะรบกวนธรรมชาติไว้แม้แต่ชิ้นเดียว จนได้รับรางวัลหมู่บ้านดีเด่นจากทางจังหวัด

Longniga ไซรัปลำไยเคี่ยวเตาฟืนบ้านเหล่าดู่ หมู่บ้านใน จ.ลำพูน ที่ปลูกลำไยทุกหลัง
Longniga ไซรัปลำไยเคี่ยวเตาฟืนบ้านเหล่าดู่ หมู่บ้านใน จ.ลำพูน ที่ปลูกลำไยทุกหลัง

แบรนด์ที่เติบโตมาพร้อมสวนลำไย

เจ้าของแบรนด์วัย 36 ปีคนนี้ เดิมทีไม่ได้เริ่มต้นจากการเป็นเกษตรกร แม้จะโตมากับสวนลำไย แต่เขากลับมีเส้นทางหลังเรียนจบไม่ต่างจากคนหมู่มากในสังคม นั่นคือการเป็นพนักงานออฟฟิศ ทำอยู่ 2 ปีก็คิดถึงอนาคตบั้นปลาย เมื่องานประจำนั้นมีอายุงาน และเด็กรุ่นใหม่ก็พร้อมจะผลัดเปลี่ยนขึ้นมาทำในตำแหน่งเดียวกันได้เสมอ ตอนนั้นเองที่ทำให้เขาคิดถึงสวนผลไม้ประจำบ้าน

“ความน่ารักของหมู่บ้านเหล่าดู่คือทุกบ้านปลูกสวนลำไย บ้านผมก็ปลูก ผมโตมากับลำไย ได้รดน้ำ เลี้ยงดู คลุกคลีกับมัน แต่ยังไม่ถึงขั้นสนใจอยากจะต่อยอดอะไร เพราะตอนนั้นพ่อแม่ผมเขาดูแลอยู่ ทีนี้หลังจากได้ลองไปทำงานที่กรุงเทพฯ ผมก็เริ่มคิดว่า เราเป็นลูกคนเดียว ยังไงคงต้องได้กลับไปทำงานที่สวนแน่ ๆ แถมเกษตรกรมันเป็นอาชีพอิสระ ไม่ต้องเข้างานหรือเลิกงานตรงเวลาแบบที่ชาวออฟฟิศส่วนใหญ่ทำ ผมว่ามันไม่กดดันดี”

ปอนด์เลือกกลับมาเป็นเกษตรกรทั้งที่ยังหนุ่ม โดยให้เหตุผลว่าอายุยังไม่มาก อาจจะยังมีเรี่ยวแรงในการคิดสร้างสรรค์อะไรใหม่ ๆ ให้กับสวนลำไยได้ดีกว่า เพราะเขากลัวว่าหากกลับมาในวัยเกษียณจะไม่มีพลังเท่าตอนนี้ แต่เมื่อกลับมา เขาพบกับปัญหาที่ชาวบ้านเจอคือราคาลำไยตก สวนทางกับต้นทุนการปลูกที่สูงขึ้น จึงเกิดการรวมกลุ่มวิสาหกิจขึ้นมา

Longniga ไซรัปลำไยเคี่ยวเตาฟืนบ้านเหล่าดู่ หมู่บ้านใน จ.ลำพูน ที่ปลูกลำไยทุกหลัง

“ตอนแรกผมและชาวบ้านรวมตัวกันทำปุ๋ยหมัก เพื่อจะมาลดต้นทุนการผลิต เนื่องจากปุ๋ยราคาแพงขึ้น ส่งผลกระทบต่อคนในชุมชน เราเลยเอาเศษซากที่เหลือจากการเกษตรทั้งใบลำไย มูลสัตว์ และนำเอาองค์ความรู้เรื่องปุ๋ยไม่กลับกองที่เราเรียนรู้มาจากที่แม่โจ้มาทำกัน แต่มันก็ยังไม่พอช่วยให้เกิดการจ้างงานคนในหมู่บ้านหรือไปต่อได้ เพราะหลายบ้านแบกต้นทุนไม่ไหว เลิกปลูกไปกลางคัน ลำไยในหมู่บ้านเลยลดลงเรื่อย ๆ และผมก็ไม่อยากให้ชุมชนที่มีเสน่ห์เรื่องลำไยมันหายไป เลยเริ่มคิดเรื่องการแปรรูป”

“ผมทดลองหลายอย่าง ทั้งเอาไปต้มเบียร์ เริ่มแบ่งสัดส่วนการปลูกพืชชนิดอื่น เช่น โกโก้และเลม่อน ที่อนาคตเราอาจจะเอามาดัดแปลงทำอะไรสักอย่างควบคู่กับลำไยได้ ประจวบเหมาะกับผมได้พูดคุยกับอาจารย์ด้านแปรรูปอาหารและสมุนไพรท่านหนึ่ง เขาแนะนำให้ผมรู้จักน้ำตาลลำไยสกัด เราเลยเห็นช่องทางว่า ทุกวันนี้คนในท้องถิ่นทำลำไยอบแห้งกันเยอะแล้ว แต่แทบจะไม่มีใครรู้จักน้ำตาลลำไย หรือไปเสิร์ชกูเกิลซื้อน้ำตาลลำไยมาใช้ เราเลยอยากลองทำ เพื่อให้คนได้รู้จักสิ่งนี้ และรู้ว่ามันมีดี แล้วก็มีอยู่จริงนะ”

หนุ่มลำพูนคนนี้พยายามแนะนำน้ำตาลลำไยในรูปแบบไซรัปตรงหน้าให้ฉันรู้จักอย่างตั้งใจ ไม่ต่างจากแนะนำเพื่อนใหม่ให้รู้จัก เขาบอกว่าเพื่อนคนนี้เป็นน้ำตาลผลไม้ มีคุณประโยชน์หลายด้าน โดยศึกษาจากงานวิจัยต่าง ๆ ว่าเมล็ดของมันนั้นมีคนเอาไปทำยาหม่อง แก้ปวดเข่า ปวดข้อ และขึ้นชื่อว่าความหวานจากแหล่งธรรมชาติ ไร้การปรุงแต่ง คุณประโยชน์ที่ได้จึงดีต่อร่างกายอย่างไม่ต้องสืบ แน่นอนว่าเหมาะกับผู้ที่มีภาวะเสี่ยงต่อโรคเกี่ยวเบาหวาน ความดัน หรือหัวใจ บริโภคได้ทั้งแบบเพียว ๆ เป็นซอฟต์ดริงก์ให้ร่างกายสดชื่น หรือใส่ปรุงอาหารตามใจชอบ… ฟังดูแล้วเพื่อนใหม่แบรนด์นี้น่าสนใจไม่ใช่น้อย

Longniga ไซรัปลำไยเคี่ยวเตาฟืนบ้านเหล่าดู่ หมู่บ้านใน จ.ลำพูน ที่ปลูกลำไยทุกหลัง

เสน่ห์น้ำตาลลำไยจากวิถีชุมชน

Longniga เลือกใช้ลำไยพันธุ์อีดอลูกโตซึ่งนิยมปลูกในบ้านเหล่าดู่ เนื่องจากเป็นที่ต้องการของกลุ่มลูกค้าคนจีนที่แวะเวียนมาจับจ่ายใช้สอยในหมู่บ้านอยู่แล้ว แต่การนำลำไยมาสกัดเป็นน้ำตาลนั้น ต้องคว้านเอาแต่เนื้อออกมาหลายกิโลกรัมเพื่อเอาออกมาใช้ต่อหนึ่งขวด ปอนด์จึงคิดว่าจะทำอย่างไรดีให้ขั้นตอนการผลิตรวดเร็วขึ้น คำตอบที่ได้คือใช้เครื่องคว้านเอา ทว่าหากใช้เครื่องคว้าน ต้องแลกมากับการไม่จ้างแรงงานในหมู่บ้าน ซึ่งผิดจากความตั้งใจแรกของเขาอยู่พอสมควร

“เรามานั่งคิดกันในกลุ่ม และเลือกใช้แรงงานคนเหมือนเดิม เพราะเราอยากกระตุ้นให้เกิดการจ้างงาน ให้คนในชุมชนได้มีส่วนร่วม ถึงรู้ว่ามันอาจจะช้ากว่าเครื่องจักร แต่เขาได้มีส่วนร่วมแน่ ๆ ตอนนี้อาจจะมองว่าช้า แต่ผมมองว่าทำบ่อย ๆ ความเร็วจะเกิดขึ้นพร้อม ๆ กับความชำนาญ”

ความมุ่งมั่นของปอนด์ มอบจุดเด่นให้กับแบรนด์อย่างหนึ่ง คือการสร้างรายได้หมุนเวียนกันเองในชุมชน แต่ละคนในวิสาหกิจมีหน้าที่ต่างกัน คนหนึ่งหาผลผลิต อีกคนส่งต่อลำไยไปให้กลุ่มแม่บ้านช่วยกันคว้าน อีกคนไปหาตลาด อีกหน้าที่ทำการดีลกับเกษตรอำเภอ และเกษตรจังหวัด รวมถึงการออกงานอีเวนต์ต่าง ๆ ที่ทำการแบ่งหน้าที่กันไป จึงอาจตอบได้ว่าแบรนด์ Longniga เข้ามาช่วยให้ทั้งชาวบ้านมีรายได้จากปัญหาทางเศรษฐกิจ และปลุกให้บ้านเหล่าดู่ยังเป็นพื้นที่ที่เต็มไปด้วยลำไยอีกครั้ง

น้ำตาลลำไยจากฝีมือคนในชุมชน ผ่านการลองผิดลองถูก แรก ๆ ความตั้งใจแรกของปอนด์ คืออยากผลิตเป็นน้ำตาลกรวด ใช้แทนน้ำตาลทรายสังเคราะห์ แต่เมื่อทดลองแล้วไม่เวิร์ก เพราะน้ำตาลลำไยจะคืนตัวเป็นของเหลวได้ง่ายเมื่ออุณหภูมิเปลี่ยนไป เขาจึงเบนเข็มมาทำรูปแบบไซรัปแทน 

เริ่มจากลองใช้ลำไยแบบไม่ปอกเปลือกก่อน ช่วงแรกได้รสชาติเฝื่อน ๆ กินยาก เขาจึงลองแกะเปลือกเหลือแต่เมล็ด ก็ยังมีรสเฝื่อนอยู่ ถัดมาเลยลองเอาเมล็ดออก เหลือไว้แค่เฉพาะเนื้อ แน่นอนว่าอร่อย กินง่าย แต่ประโยชน์ที่ติดมากับเมล็ดนั้นหายไป ปอนด์เลยค่อย ๆ ทดลองใส่เมล็ดเข้าไปเรื่อย ๆ และดูว่าประมาณเท่าไหร่ถึงจะไม่เฝื่อน ไม่ฝาด จนได้น้ำตาลลำไยที่ยังคงประโยชน์ของเมล็ดลำไยไว้อยู่ แต่รสชาติยังคงความหวานนุ่ม ควบคู่กับการใช้เสน่ห์ชุมชนที่เครื่องจักรมอบให้ไม่ได้ คือการเคี่ยวน้ำตาลด้วยฟืนบนกระทะไปเรื่อย ๆ จนได้ความหวานที่ 50 บริกซ์ ทำให้ได้กลิ่นฟืนอ่อน ๆ ตามภูมิปัญญาดั้งเดิมของชาวบ้าน

Longniga แบรนด์น้ำตาลลำไยลำพูน ตั้งใจอนุรักษ์ผลไม้ซึ่งเป็นหัวใจของบ้านเหล่าดู่ และสร้างอาชีพให้ชุมชน

น้ำตาลลำไยที่เป็นมิตรกับคนและสิ่งแวดล้อม

แนวคิด ‘ไม่หยุดอยู่กับที่’ เป็นสิ่งที่ปอนด์ยึดมั่นมาตลอด 2 ปีในการทำแบรนด์ วันนี้เขาได้ช่วยให้สวนลำไยอยู่คู่บ้านเหล่าดู่เป็นของดีประจำถิ่นต่อไป ได้ช่วยเหลือคนในชุมชนผ่านการจ้างงาน และยังมีเครือข่ายพันธมิตรที่คอยเกื้อหนุนกันในชุมชน ผ่านการแตกไลน์เป็นโปรดักต์ลำไยฟรีซดรายฝืมือคนรุ่นใหม่ในหมู่บ้านเดียวกัน

นอกจากนี้ยังสร้างระบบนิเวศในชุมชนด้วยกระบวนการ Zero Waste ซึ่งทำให้การผลิตไซรัปในหมู่บ้านไม่มีของเสียหลงเหลือแม้แต่น้อย ด้วยการทำปุ๋ยหมักจากกากลำไย

“สิ่งที่เหลืออยู่จากกระบวนการล้างคว้านลำไย คือเปลือกและเมล็ด ซึ่งก่อนหน้านี้หมู่บ้านเราทำปุ๋ยจากใบลำไยอยู่แล้ว และทุกครัวเรือนมักจะนำเศษอาหารหรือเศษใบไม้จากบ้านตัวเองมาทับกันบนกองปุ๋ย ตอนนี้ก็แค่เพิ่มเอาเปลือกและเมล็ดลงไปในกองปุ๋ยด้วย เพื่อให้ชุมชนของเราไม่มีขยะ เพราะผมไม่อยากให้กองขยะนั้นเน่าเสียหรือถูกเผาทิ้ง จนเกิดปัญหามลพิษตามมา”

ไม่แปลกใจว่าทำไมบ้านเหล่าดู่ถึงกลายเป็นชุมชนสะอาด ได้รับรางวัลหมู่บ้านดีเด่นจากทางจังหวัดได้ เพราะนี่คือการหมุนเวียนทรัพยากรภายในให้เกิดประโยชน์สูงสุดอย่างแท้จริง

แบรนด์ชุมชนที่อยากขยายสู่โลกภายนอก

“การดื่มไซรัปลำไยที่เราแนะนำ คือก่อนนอน 1 ช้อน จะช่วยให้หลับลึก ตื่นเช้ามาจะสดชื่น ส่วนช่วงเช้าดื่มได้อีก 1 ช้อนเพื่อฟื้นฟูร่างกาย หากนำไปปรุงอาหาร ใช้ทดแทนน้ำตาลทรายได้เลย ทั้งชงกาแฟ ใส่แทนน้ำผึ้งกินผสมมะนาว หรือกับอาหารคาว ก็ต้ม ผัด แกง ทอด โดยไม่ทำให้รสชาติอาหารเสีย” ปอนด์อธิบายให้ฟัง เขาเสริมว่าปัจจุบันแบรนด์ Longniga ยังเน้นทำธุรกิจแบบ Made to Order อยู่ เนื่องจากลูกค้าส่วนใหญ่ยังเป็นคนในเกษตรอำเภอและคนในจังหวัด แต่ในอนาคตเขาตั้งใจขยายฐานลูกค้าออกนอกชุมชน เพื่อให้คนได้รู้จักน้ำตาลลำไยมากขึ้น และเพื่อจับทางความต้องการของลูกค้านอกชุมชนให้แม่นยำ ซึ่งถือเป็นการบ้านที่ท้าทาย

Longniga แบรนด์น้ำตาลลำไยลำพูน ตั้งใจอนุรักษ์ผลไม้ซึ่งเป็นหัวใจของบ้านเหล่าดู่ และสร้างอาชีพให้ชุมชน

“พวกเราอยากนำสินค้าออกไปสู่สายตาคนแต่ละจังหวัดให้มากขึ้น เพราะการได้พบปะพูดคุยกับลูกค้าตามงานอีเวนต์ หรือเอาสินค้าไปไปแนะนำให้ชุมชนอื่น ๆ ได้เห็น ได้รู้จัก มันทำให้เรานำฟีดแบ็กกลับมาพัฒนาแบรนด์ต่อไป”

“ผมเคยคิดว่าน้ำตาลลำไยที่ช่วยเรื่องการหลับลึก กลุ่มลูกค้าส่วนมากน่าจะเป็นช่วงอายุ 40 – 60 ปี ซึ่งมีปัญหานอนยาก แต่พอได้เอาแบรนด์เราไปออกงานจริง ๆ กลับพบว่า คนส่วนใหญ่ที่เข้ามาถาม เข้ามาสนใจ เป็นช่วงวัย 30 ต้น ๆ ถึง 30 ปลาย ๆ ซึ่งคือวัยทำงานที่มีปัญหานอนยากและชอบตื่นมากลางดึก ทำให้เราได้ข้อคิดว่า บางทีจากสมมติฐานที่ตั้งไว้ อาจจะไม่ได้เป็นอย่างที่คิดทั้งหมด เราจึงต้องพัฒนาตัวเองอยู่เรื่อย ๆ

Longniga แบรนด์น้ำตาลลำไยลำพูน ตั้งใจอนุรักษ์ผลไม้ซึ่งเป็นหัวใจของบ้านเหล่าดู่ และสร้างอาชีพให้ชุมชน

“ทุกวันนี้เราพอมองลูกค้าออกว่าเป็นกลุ่มรักสุขภาพ เรารู้ว่าลูกค้าคือใคร แต่เรายังเข้าถึงเขาไม่ทั่วถึง นี่ยังเป็นโจทย์ที่พวกเราต้องจัดการต่อไป” นั่นทำให้ปอนด์พาแบรนด์ Longniga ของเขามาแนะนำให้คนรู้จักในงาน Local Enterprise Social Expo 2022 ‘คน-ของ-ตลาด’ ในครั้งนี้

“ในอนาคตผมจะผลักดันให้ชาวบ้านผลิตสินค้าเป็นของตัวเองได้ และทางวิสาหกิจจะช่วยกันพัฒนาทางด้านการตลาด เพื่อให้คนในชุมชนได้เห็นว่า เรายังมีทิศทางอื่นนอกจากขายลำไยสด แต่มันแปรรูปเป็นอะไรได้อีกหลายอย่าง”

ปอนด์-ปิยะพันธ์ สุรินทร์ ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Longniga แบรนด์น้ำตาลลำไยลำพูน ตั้งใจอนุรักษ์ผลไม้ซึ่งเป็นหัวใจของบ้านเหล่าดู่ และสร้างอาชีพให้ชุมชน

แนวคิดของปอนด์ไม่ต่างอะไรจากคอนเซ็ปต์ ‘คน-ของ-ตลาด’ เพราะเขาต้องการมุ่งเน้นให้ทั้งระบบเติบโตอย่างยั่งยืน ตั้งแต่ต้นน้ำไปยังปลายน้ำ ต้นน้ำที่เริ่มจาก ‘คน’ ซึ่งเป็นหัวใจหลักในการประกอบธุรกิจ ถัดมาคือ ‘ของ’ ที่มาจากวัตถุดิบซึ่งโดดเด่นในชุมชน และปิดท้ายด้วย ‘ตลาด’ ที่เน้นการพัฒนาแบรนด์ให้ลงไปอยู่ในใจของลูกค้าหลาย ๆ คน

หากตอนนี้คุณมองหาความหวานให้กับร่างกาย น้ำตาลลำไยถือเป็นตัวเลือกใหม่ที่แวะเวียนมาทักทายคุณท่ามกลางสารพัดน้ำตาลในตลาด แต่ต่างกันตรงที่ผลิตภัณฑ์จากแบรนด์ Longniga เป็นน้ำตาลลำไยที่นอกจากช่วยดูแลร่างกายจากสารให้ความหวานที่เกิดจากธรรมชาติแล้ว ยังช่วยดูแลคนในชุมชนผ่านการจ้างงาน และหล่อเลี้ยงสิ่งแวดล้อมด้วยวิถีชุมชนที่เป็นมิตรต่อธรรมชาติ เพื่อให้ทั้งคน ธุรกิจ และสิ่งแวดล้อม เติบโตไปพร้อม ๆ กัน

Writer

พัชญ์สิตา ไพบูลย์ศิริ

นัก (ชอบ) เขียนบ้ากล้องที่ชอบถ่ายรูปตัวเองเป็นพิเศษ เสพติดเสียงธรรมชาติ กลิ่นฝน และสีเลือดฝาดบนใบหน้า ที่ใช้เวลาเขียนงานไปพร้อมๆ กับติ่งอปป้าอย่างใจเย็น

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load