เช้าวันเสาร์ของช่วงหยุดยาว เรามีนัดกับ แก้ว-จริญญา ศิริมงคลสกุล หรือที่รู้จักกันในชื่อ แก้ว วงเฟย์ฟางแก้ว วันนี้เธออยู่ในชุดกระโปรงพลีตสีขาวชวนฝัน แปลกตา

แน่นอนว่าลุคนี้ช่างขัดกับสิ่งที่คนชินตาในสมัยแรกเข้าวงการ ที่เธอเป็นนักร้องวัยรุ่นลุคทอมบอย ผมซอยสั้น หน้าตาเข้าขั้นหล่อเหลาเอาการ จนหลายคนเชื่อว่าตัวตนของเธอเป็นเช่นนั้นมานานหลายปี

เวลาผ่านไป แก้ว จริญญา เริ่มผันตัวมาสู่วงการแสดง ในลุคสาวสวยใส สลัดคราบความเป็น ‘หนุ่มน้อย’ (เธอเรียกอย่างนั้น) ไปจนแทบไม่เหลือเค้าเดิม

“เราโตขึ้นตามวัย ก็เลยดูเปลี่ยนไป เป็นสาวมากขึ้น” เธอยิ้มพร้อมบอกให้เราหายแคลงใจกับภาพลักษณ์ที่เปลี่ยนไปในวันนี้ แถมยังทำท่าทะเล้นเหมือนเอนเตอร์เทนให้เราหัวเราะไปกับเธอ

เพียงไม่กี่นาทีที่ได้พบกันก็สัมผัสได้ว่าเธอเป็นสาวอารมณ์ดี ขี้เล่น มีรอยยิ้มและเสียงหัวเราะร่าเริงอยู่ตลอดเวลา คล้ายกับเธอไม่เคยเหน็ดเหนื่อยกับงานตรงหน้า หรือคำถามที่อาจเคยตอบซ้ำไปซ้ำมากับใครๆ หลายคน

เมื่อชวนคุยเรื่องการท่องเที่ยวเดินทาง ตาของเธอส่องประกายตาความหลงใหล เธอเขินอายเล็กน้อยเมื่อพูดถึงความรัก และแสดงความมุ่งมั่นเมื่อถึงแผนการในวันหน้า

ตลอดการสนทนาที่คล้ายค่อยๆ กะเทาะไปถึงแก่น เราได้ยินแก้วพูดคำว่า ‘เติบโต’ เสมอ

 

ทอมบอย-คาแรกเตอร์ที่ถูกดึงจากตัวตน

แรกเริ่มเราอยากคุยกับแก้วถึงตัวตนวันนี้ที่เธอไม่มีคอนเซปต์การเป็นนักร้องตีกรอบไว้ ซึ่งช่วงวัยนี้น่าจะเป็นเวลาที่เธอได้แสดงความเป็นตัวเองอย่างแท้จริง

“จริงๆ แล้วแก้วก็เป็นตัวเองมาตลอดนะคะ” เธอตอบพร้อมยิ้มกว้าง ก่อนจะย้อนเล่าถึงช่วงแรกที่ปรากฏตัวในวงการให้ฟัง

“ลุคทอมบอยจัดๆ ในช่วงแรกมาจากคอนเซปต์อัลบั้ม คาแรกเตอร์จริงๆ ของเราไม่ได้จัดขนาดนั้น เราเป็นแค่เด็กผู้หญิงวัย 13 – 14 ที่ออกจะแมนแบบลุยๆ  ไม่ชอบใส่กระโปรง แต่ชอบใส่กางเกง รองเท้าผ้าใบ เท่านั้นเอง”

แก้วเข้าวงการจากการที่ฝ่ายแคสติ้งของค่ายเพลงไปเห็นเธอขณะกำลังชกมวยในฟิตเนส จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมคาแรกเตอร์ของแก้วจึงออกมาในแนวสาวหล่อและแมนเช่นนั้น

“พอต้องมาทำอัลบั้มเป็นศิลปินวงเฟย์ฟางแก้ว ทางค่ายต้องชูภาพคาแรกเตอร์ของ 3 คนที่แตกต่างกันออกมาให้ชัด เขาเลยดึงความเป็นสาวห้าวของเราออกมาให้เด่น ตอนนั้นต้องซอยผมสั้น ต้องใส่ท่าทีที่ดูจัดจ้านเวลาอยู่บนเวที แม้ว่าตัวตนของเราจะซอฟต์กว่านั้นอยู่เยอะเหมือนกัน แต่ก็ไม่ได้รู้สึกอึดอัดว่านี่ไม่ใช่ตัวฉันเลยหรืออะไร เรากลับสนุกที่ได้แต่งตัวทำผมแปลกๆ มากกว่า เพราะถ้าให้ไปแต่งตัวเป็นผู้ญิ้งผู้หญิง ใส่ส้นสูง อย่างนั้นคงไม่ไหว”

หลายปีที่ต้องคงคาแรกเตอร์ในการเป็นนักร้อง คนส่วนใหญ่เข้าใจกันเป็นจริงเป็นจังว่าเธอคือสาวหล่อ จนทำให้เธอมีแฟนคลับเป็นเด็กสาวมากมายที่คอยตามกรี้ด

“เวลาไปเล่นคอนเสิร์ตก็จะมีน้องๆ ผู้หญิงวิ่งมาถาม ‘พี่เป็นทอมจริงหรือเปล่า’ เราก็ยิ้มๆ แล้วโบกมือบ๊ายบาย ไม่ตอบ” เธอเล่าแล้วเหมือนขำตัวเอง

ช่วง 12 ปีก่อนที่แก้วได้รับการชักชวนเข้ามาทำงานในวงการบันเทิงได้ น่าจะเป็นโอกาสเพียงหนึ่งในล้าน เพราะในยุคนั้นไม่ได้เปิดโอกาสมากมายเหมือนในตอนนี้ แต่การเข้ามาด้วยวัยเพียง 13 ปี ทำให้เด็กหญิงคนนั้นต้องมาเผชิญโลกการทำงานก่อนเพื่อนวัยเดียวกัน และรับความกดดันที่เด็กทั่วไปคงไม่ได้สัมผัสนัก

“ไม่รู้จะเรียกว่าเป็นความโชคดีหรือเปล่าที่เราเข้าวงการมาได้ทั้งที่ไม่ได้เก่งอะไรขนาดนั้น พอเป็นอย่างนี้จึงมีคนรอบข้างคอยดูถูกตลอดเวลา แก้วเคยได้ยินเขาพูดกันว่า ‘ไม่เห็นจะเก่งเลย ร้องก็ไม่ดี เต้นก็ไม่ดี เข้ามาวงการนี้ได้ยังไง’ พอฟังแล้วก็รู้สึกเสียใจจังเลย แต่ก็ถูก ที่เขาพูดก็จริง” เธอยอมรับตรงๆ  

แล้วเด็กหญิงแก้วทำอย่างไร เราถามต่อไป

“พอยอมรับ เราก็ฮึดว่าจะต้องพัฒนาตัวเองให้เขาเห็นแล้วกันว่าการที่เราเข้าได้ก็ต้องมีแววอะไรสักอย่างสิที่เขาเห็นว่าเราทำได้ จากนั้นแก้วก็พยายามพัฒนาตัวเองทุกอย่าง ทั้งร้องทั้งเต้น สุดท้ายก็รู้สึกว่าตัวเองค่อยๆ พัฒนาขึ้นเรื่อยๆ นะ คนรอบข้างก็เริ่มเห็น เราเองก็รู้สึกว่าเราร้องและเต้นดีขึ้น” เธอพูดอย่างภูมิใจที่ผ่านพ้นวัยวันเช่นนั้นมาได้

 

สาวสะพรั่ง-การเติบโตตามวัยและความท้าทายใหม่

แก้วเล่าว่า ไม่กี่ปีที่ผ่านมาเธอเริ่มเข้ามาสู่วงการแสดงเต็มตัว นั่นเป็นสาเหตุหนึ่งที่ให้เด็กทอมบอยคนนั้นเติบโตเป็นสาวสะพรั่ง ไว้ผมยาว แต่งหน้าแต่งตา เพื่อพร้อมสู่การรับบทบาทเป็นนางเอกละคร

“พอเราเริ่มเข้ามาในวงการการแสดง มาเป็นนางเอก ก็ต้องไว้ผมยาว จะมาซอยผมเหมือนพระเอกไม่ได้ ก็ต้องปรับลุคกันบ้าง แต่ก็ไม่ได้ถึงขั้นว่าเป็นสาวเรียบร้อยหรือเปลี่ยนแปลงตัวเองอะไรมากมาย เพียงแต่เราโตไปตามวัยมากกว่าค่ะ พอโตขึ้นก็ดูเป็นสาวขึ้น ดูเป็นผู้หญิงมากขึ้นด้วย”

การผันตัวเองจากนักร้องสู่การเป็นนักแสดง เธอต้องปรับตัวครั้งใหญ่ แต่สุดท้ายผลจากความทุ่มเทยังส่งผลให้เธอเข้าใจชีวิตมากขึ้น

“การเป็นนักแสดงมีความท้าทายมาก เราต้องทำการบ้านหนัก เพราะการสวมบทบาทเป็นตัวละครหนึ่งต้องรู้ลึกไปถึงแบ็กกราวนด์ เช่น ตอนเด็กๆ เขาเคยเจออะไรมา อะไรทำให้เขาเป็นแบบนี้ เมื่อแบ็กกราวนด์ต่างกัน ถึงเจอเรื่องเดียวกัน รีแอคชั่นก็ไม่เหมือนกัน นี่คือสิ่งที่เราต้องคอยศึกษาหาข้อมูลตลอด เวลาเวิร์กช็อปก่อนถ่ายละคร เราก็จะถามข้อมูลเพื่อทำความเข้าใจตัวละครให้ได้มากที่สุด ต้องทำการบ้าน คิด และสังเกต ถ้าไม่เข้าใจตรงไหนก็จะถามผู้กำกับเลย

“พอได้เล่นละคร สวมบทบาทเป็นคนอื่นที่ไม่เหมือนเรา ทำให้ได้รู้จักและเข้าใจอารมณ์ต่างๆ เยอะมาก มีผลให้เรารู้สึกว่าเราเข้าใจความรู้สึกของคนมากขึ้นนะ แล้วก็ละเอียดอ่อนมากขึ้น เวลาเห็นใครเป็นอะไรเราก็คอยสังเกตเขา เข้าใจเขามากขึ้น เหมือนกับได้เรียนรู้ชีวิตไปด้วย”

 

นักเดินทาง-แพสชันและการใช้ชีวิตในแบบที่ใช่

เมื่อคุยเรื่องงาน แก้วเล่าให้ฟังว่า ที่ผ่านมามีช่วงที่ทำงานหนัก ถ่ายละครติดกัน 7 วัน ต้องตื่นแต่เช้ามาทำงานทั้งวัน ถ่ายกลางแดดจัดบ้าง เลิกงานตี 1 ตี 2 บ้าง หรือบางวันก็ทำงานครบ 24 ชั่วโมง เธอรู้สึกว่าการโหมงานหนักขนาดนี้ไม่ใช่ชีวิตที่ต้องการ เธออยากมีเวลาใช้ชีวิตของตัวเองบ้าง

แล้วการชีวิตในแบบของแก้วเป็นอย่างไร เราถาม

“แก้วไม่อยากทำงานหนักจนเวลาชีวิตที่เหลือหายไปหมด อยากใช้ชีวิตที่เป็นชีวิตของเราจริงๆ ได้เลือกทำในสิ่งที่ชอบ ที่ผ่านมาดำเนินชีวิตด้วยความชอบเป็นส่วนใหญ่ เพราะรู้ว่าจะทำให้ตัวเองมีความสุขและทำได้ดี การเข้ามาทำงานในวงการนี้มีงานเข้ามามากมาย คนอื่นมักจะบอกว่ามีงานอะไรก็ให้รับให้หมด แต่เรารู้สึกว่าไม่ใช่ ถ้าเรารับงานที่ไม่ชอบก็จะทำออกมาได้ไม่ค่อยดี

“การเที่ยวเป็นหนึ่งการใช้ชีวิตแบบที่ชอบใช่ไหม” เราถามทั้งที่รู้ เพราะเห็นเธอโพสต์รูปทริปท่องเที่ยวถี่ชนิดไม่เคยว่างเว้น

เธอหัวเราะแทนคำตอบก่อนขยายความว่า “ช่วงที่ผ่านมาแก้วเที่ยวเยอะจริงๆ ค่ะ เพิ่งมารู้ตัวว่าชอบออกไปเห็นสิ่งใหม่ๆ ได้ไม่นานเหมือนกัน เมื่อก่อนอาจจะชอบเที่ยวประเทศเดิมๆ เที่ยวอยู่ในเมือง แต่ช่วงหลังตามดูบล็อกเกอร์ท่องเที่ยวมากขึ้น ดูภาพของเขาแล้วเรารู้สึกมีแรงบันดาลใจจังเลย เรารู้สึกว่าอยากจะไปอยู่ตรงนั้น ยืนอยู่ในภาพนั้น อยากไปสัมผัสเอง ไปรับรู้ความรู้สึกจริงๆ ว่าเวลายืนอยู่บนเขาลูกนั้นเป็นยังไง หรือผู้คนและวัฒนธรรมของสถานที่นั้นเป็นแบบไหน นี่คือจุดเริ่มต้นที่อยากไปที่แปลกๆ ไม่ใช่ดูแต่ในภาพ ซึ่งก็ทำให้เราชอบถ่ายรูปมากขึ้นด้วย เพราะฉะนั้น ในช่วงที่มีแรงก็อยากไปให้ได้มากที่สุด”

เราสังเกตเห็นประกายความสุขในดวงตาของเธอเมื่อพูดถึงการท่องเที่ยว ไม่น่าเชื่อว่าแต่ละทริปเดินทางเธอจะเป็นคนวางแผนเองทุกอย่าง ตั้งแต่การเลือกสถานที่ จองตั๋วเครื่องบิน จองโรงแรม จัดแจงวางแผนละเอียดยิบไม่แพ้ทัวร์ทีเดียว

“แก้วเป็นคนชอบแพลนและชอบทำเองทุกอย่าง แพลนเที่ยวเหมือนทัวร์เลยนะ เวลานี้ต้องไปตรงนี้ๆ แต่ช่วงหลังก็แพลนไม่แน่นแล้ว เพราะไม่อยากเป็นทัวร์ชะโงก เราอยากมีเวลานั่งดูภูเขาลูกนี้ นั่งดูพระอาทิตย์ตก ใช้เวลากินบรรยากาศตรงหน้าให้มากขึ้น เพื่อนๆ จะรู้ว่าเราแพลนเที่ยวแบบนี้ ก็มีมาแนะนำว่าไปตรงนี้นั้นสิ ตรงนี้สิ แล้วก็เริ่มติดนิสัยให้เราแพลนแล้วก็ขอแปะไปด้วย ช่วงหนึ่งแก้วเลยลองไปเที่ยวคนเดียวบ้าง”

เราออกจะตกใจเล็กน้อย เพราะที่ผ่านมาเห็นตามคลิปหรือในอินสตาแกรมว่าเธอเที่ยวกับกลุ่มเพื่อนเป็นส่วนใหญ่ แต่เชื่อว่าการไปเที่ยวคนเดียวคงไม่ได้เป็นเพียงการไปพิชิตจุดหมายปลายทางที่น่าตื่นตาตื่นใจ แต่น่าจะทำให้เธอกลายเป็นนักเดินทาง ทั้งการไปสู่หมุดหมายและการเดินทางภายใน (ใจ) ที่ให้ความหมายบางอย่างกับชีวิต

“ตอนนั้นแก้วไปเยอรมนี ไปเจอเพื่อนที่ไปเรียนต่อที่โน่นบ้าง แต่หลักๆ คือขับรถลุยไปคนเดียวเลย เราอยากไปถ่ายรูปตรงไหนก็จุดไว้แล้วลากเป็นเส้นทาง แล้วก็ขับรถไป

“การเดินทางคนเดียวทำให้เราได้เปิดใจเจอเพื่อนใหม่ระหว่างทาง แต่ก็ได้อยู่กับตัวเองมากขึ้น ได้คิดอะไรเยอะ มีเวลาที่จะศึกษาความคิดและความรู้สึกของตัวเอง และละเอียดอ่อนกับความรู้สึกของตัวเองมากขึ้น แตกต่างกับตอนที่ไปกับเพื่อน แบบนั้นก็มีความสุขไปอีกแบบหนึ่ง เพราะเราะมีคนคอยแชร์เรื่องราวระหว่างทางด้วยกัน อย่างไปเจอเหตุการณ์ที่ตลกมากก็จะได้มานั่งคุยกันได้”

พอเข้าเรื่องท่องเที่ยวแล้วก็คงหยุดคุยไม่ได้ง่ายๆ เพราะดูเหมือนว่าเธอจะมีเรื่องเล่าให้เราฟังอีกมากมาย เราจึงถามขยายไปถึงทริปโมรอกโก ทริปล่าสุดที่เธอเพิ่งกลับมา และบอกว่าเป็นทริปที่ประทับใจที่สุด ด้วยมนตร์เสน่ห์ความงามอันหลากหลายของภูมิประเทศที่มีตั้งแต่ทะเลทรายที่แห้งแล้งไปจนถึงภูเขาน้ำแข็ง รวมไปถึงการรักษาความเก่าแก่ของเมืองโบราณไว้ได้อย่างไม่ผิดเพี้ยน ถือเป็นประสบการณ์ที่น่าตื่นตาตื่นใจในดินแดนที่ไม่คุ้นเคย

“โมรอกโกเป็นประเทศที่อยู่เหนือสุดในทวีปแอฟริกา จึงกลายเป็นประเทศที่อากาศหนาวเย็นที่สุดในทวีปที่ร้อนที่สุด อากาศดีมาก เดินเที่ยวสนุก ที่เห็นว่าแก้วเอาผ้ามาพันตัวตอนเที่ยวคือไม่ได้ร้อนนะ หนาวมาก” เธอหัวเราะมีความสุขที่เหมือนได้อวดกลายๆ ให้คนที่ไม่ได้ไปอิจฉาเล่น

“แต่คนไม่ได้มีงานทำกันทุกคน เวลาที่เจอนักท่องเที่ยวเขาจะทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้เงิน เราเดินตามหาที่พักเขาก็จะมาเดินนำหน้า บอกว่าจะพาไป แต่สุดท้ายเขาก็ขอเงิน ก็บอกเขาว่าไม่ชอบให้ทำแบบนี้นะ อยากให้จริงใจ อยากได้เท่าไหร่บอกมาเลย เขาก็อธิบายให้ฟังว่าเขาเป็นประเทศโลกที่สามนะ ต้องเอาตัวรอดให้ได้ เมื่อเราไปเห็นและสัมผัสตรงนั้น พอกลับมาก็รักตัวเองมากขึ้นนะ พอใจในสิ่งที่ตัวเองมี เห็นใครที่มีชีวิตดีกว่าก็ไม่อยากจะเป็นเหมือนเขา เรามีเท่านี้ก็ดีมากแล้ว คนอื่นประเทศอื่นเขาลำบากกว่าเราอีกเยอะ”

 

นักลงมือทำ-ความกล้าที่ขับเคลื่อนชีวิตเสมอ

แต่ละช่วงชีวิตของแก้วเหมือนกับการเดินทางไปสู่สถานที่ที่ไม่คุ้นเคยเสมอ ตั้งแต่เด็กสาวธรรมดาที่ได้รับโอกาสหนึ่งในล้าน เข้าวงการมาได้แบบไม่ต้องไปประกวดแข่งขันกับใคร ได้เป็นนักร้องออกอัลบั้ม ก้าวเข้าสู่การเป็นนักแสดงเต็มตัว ทุกอย่างเธอบอกว่าเป็นเพราะความกล้า

“แก้วขอบคุณตัวเองเสมอที่มีความกล้า เป็น Doer ที่พร้อมจะลุยกับทุกอย่างที่อยากทำ และได้ประสบการณ์ชีวิตมากมาย อยากไปเที่ยวที่ไหนก็วางแผนไปเลย จะยากลำบากอย่างไรก็ไม่กลัว หรือการตัดสินใจทำร้านอาหารเกาหลีที่ไม่เคยมีความรู้อะไรมาก่อนเลย แต่เราชอบและอยากเรียนรู้ระบบของร้านอาหาร อยากจีบเขาให้มาเปิดที่ไทย แก้วก็ลุยเลย ไปคุยกับเขา ใครจะบอกว่าเดี๋ยวจะเจ๊งก็ไม่เป็นไร จะขอลองดู ถ้าไม่รอดก็เป็นบทเรียนไป จนวันนี้ร้านก็ยังอยู่ได้”

 

หมุดหมายต่อไปในเส้นทางชีวิต

เมื่อได้ชื่อว่าเป็นนักลงมือทำที่เชื่อว่าทุกอย่างทำได้และเป็นไปได้ แก้วจึงวางหมุดหมายเพื่อต่อยอดให้พบความเป็นไปได้ต่อไม่รู้จบ จากทริปท่องเที่ยวส่วนตัวก็เกิดเป็นคลิปวิดีโอให้อารมณ์พาเที่ยวใน YouTube ที่เธอลงมือทำเองทั้งหมดทุกขั้นตอนอีกเช่นเคย นอกจากนี้ก็ยังมีโปรเจกต์ใหญ่ในใจที่มั่นหมายว่าต้องลงมือทำให้เป็นจริง

“ตอนไปโมรอกโกก็อยากจะถ่ายวิดีโอมาทำคลิป เราก็ถ่าย กลับมาก็นั่งตัดเอง โดยเรียนรู้จากยูทูบเพราะเราทำไม่เป็นเลย เราลุยดูที่เขาสอนในยูทูบจนตาแฉะ ดูแล้วก็หัดทำบ้าง ผ่านไป 1 สัปดาห์เราก็ทำได้สำเร็จจนได้ แก้วคิดว่าทุกอย่างถ้าเราตั้งใจทำอย่างไรก็ต้องสำเร็จ ขอแค่ให้ลงมือก่อน

“ล่าสุดที่วางแผนไว้คือจะทำแบรนด์เสื้อผ้าเดินทางร่วมกับพี่โทนี่ พอดีว่าก่อนหน้านี้แก้วไปเจอเสื้อแบรนด์วิ่งของฝรั่งเศสที่เนื้อผ้าดีมาก ลงน้ำลงทะเลขึ้นมาแป๊บเดียวแห้ง เหมาะกับนักเดินทางที่ไม่อยากแบกอะไรไปมาก แต่ก็มาคิดต่อว่าอยากจะทำให้เป็นแนวแฟชั่นด้วย เลยคิดกันว่าทำเองแล้วกัน พี่โทนี่มีความครีเอทีฟเขาก็คิด เขาเป็น Thinker ส่วนเราเป็น Doer คือคิดมาเลยเราทำให้ ส่วน YouTube Channel ก็คิดไว้ว่าน่าจะต่อยอดอะไรออกไปได้อีกเยอะ”

ส่วนอีกหนึ่งงานที่ไม่พูดถึงคงไม่ได้ เพราะเราได้เห็นเธอในลุคสาวสวยใสในฐานะแบรนด์แอมบาสเดอร์ของ Hada Labo ที่น่าจะเรียกว่าเปิดเผยตัวตนในมุมน่ารักสดใสกว่าเดิม เราบอกไปว่าได้เห็นโฆษณาแล้วนะ เธอยิ้มกว้างดีใจ

“ตอนถ่ายโฆษณาสนุกมากค่ะ ทุกคนไม่คิดว่าจะออกมาเป็นอย่างนี้ เพราะเราไม่เคยใช้เสียง Range นั้นมาก่อน ตอนอัดเสียงก็เขินตัวเองอยู่นะ ได้ทำอะไรน่ารักๆ แบบนี้ก็ชอบค่ะ อาจจะเป็นอีกตัวตนที่ซ่อนอยู่ของแก้วก็ได้” แก้วหัวเราะเสียงใส พร้อมทำเสียงที่เธอบอกว่าเป็นเสียงน่ารักอย่างในโฆษณาให้ฟัง

“ตอนที่ทาง Hada Labo ติดต่อมาแก้วดีใจมาก เพราะส่วนตัวก็ใช้ผลิตภัณฑ์อยู่แล้ว ยิ่งแก้วผิวแพ้ง่ายมาก พอได้ลองใช้ผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับผิวคนเอเชียจริงๆ แล้วเราไม่มีปัญหาก็ใช้มาตลอด เพราะได้มาทำงานร่วมกันก็รู้สึกอินนะ เราใช้จริง ก็ไม่เขินที่จะบอกคนอื่นว่าดี” ว่าแล้วเธอก็ทำท่าสาธิตการตบโลชั่น Hada Labo บนใบหน้าอย่างน่ารักน่าเอ็นดูให้เราชมอีกครั้ง เรียกว่าทำหน้าที่เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ประจำประเทศไทยได้อย่างดีจริงๆ

ตลอดช่วงเช้าที่เฝ้าดูแก้วทำงาน จนได้มานั่งคุยกันอย่างเป็นกันเองอยู่นาน เราคิดว่าการทำงานอยู่ในวงการได้กว่า 10 ปีของเธอน่าจะพิสูจน์ได้ว่าเธอมีดีหลายอย่าง แม้กว่าจะถึงวันนี้เธอต้องผ่านประสบการณ์ชีวิตที่หลากหลาย เป็นเหมือนการเดินทางผ่านช่วงวัย ผ่านการผันแปรของความคิด ตัวตน และชีวิต ที่ค่อยๆ กะเทาะให้เธอได้พบกับความชอบ ความสุข และในชีวิตในแบบที่ตัวเองต้องการอย่างแท้จริง

เวลานี้ ในวัย 26 ปี มีช่วงไหนที่แก้วชอบที่สุดไหม  เราถามทิ้งท้าย

“จริงๆ แล้วแก้วชอบตัวตนและทุกอย่างที่ผ่านมาทั้งหมด ไม่ว่าเราจะเคยเป็นอย่างไร ต้องพบเจออะไรมากมายแค่ไหน สุดท้ายทุกอย่างก็ทำให้เราเป็นตัวเราได้อย่างในทุกวันนี้” เธอยิ้มสดใส และเหมือนบอกเป็นนัยว่าตอนนี้เธอเข้าใจแก่นสำคัญของชีวิตตัวเองแล้ว

Writer

เชิญพร คงมา

อดีตเด็กยอดนักอ่านประจำโรงเรียน ชอบอ่านพอๆ กับชอบเขียน สนุกกับการเล่าเรื่องราวรักการเที่ยวเล่น ติดชิมของอร่อย และสนใจธรรมะ

Photographer

นินทร์ นรินทรกุล ณ อยุธยา

นินทร์ชอบถ่ายรูปมาตั้งแต่เด็ก พ่อแม่ซื้อฟิล์มให้ไม่ยั้ง ตื่นเต้นกับเสียงชัตเตอร์เสมอต้นเสมอปลาย เพื่อนชอบชวนไปทะเล ไม่ใช่เพราะนินทร์น่าคบเพียงอย่างเดียวแน่นอน :)

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

แม้นางงามที่ชื่อ แอนชิลี สก๊อต-เคมมิส จะไปไม่ถึงฝันในเวทีประกวดระดับจักรวาล แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าผู้หญิงที่ชื่อ แอนชิลี สก็อต-เคมมิส มอบบางสิ่งบางอย่างที่มีคุณค่ามากกว่าความสวยให้กับประเทศไทย

ก่อนที่แฮชแท็ก #RealSizeBeauty จะโลดแล่นอยู่บนหน้าจอมือถือ พร้อมกับรูปภาพผู้คนที่อวดโฉมเรือนร่างของตนด้วยความมั่นใจ 

สำหรับแอนชิลี แสงไฟบนเวทีอาจมีไว้ให้ใครบางคนเฉิดฉาย มงกุฎหรือสายสะพายก็อาจมีไว้แค่เป็นสัญลักษณ์ เธอตั้งใจมาที่นี่เพื่อบอกว่าความสวยไม่เคยมีมาตรฐาน

แอนก้าวขาขึ้นมาบนเวทีนางงามพร้อมกับค่านิยมใหม่สุดกล้าหาญ ด้วยโครงร่างสูงใหญ่ 183 เซนติเมตรของสาวลูกครึ่งออสเตรเลีย-ไทย และร่างกายแข็งแรงแบบฉบับกัปตันทีมวอลเลย์บอล 2 ปีซ้อน แต่ถึงกระนั้นเธอก็ยังฉีกยิ้มกว้าง ทำลายทุกข้อครหา ตอบคำถามอย่างชาญฉลาด ปิดท้ายด้วยการสร้างตำนาน คว้ารางวัลชนะเลิศจากความแตกต่างที่เธอมี 

บอกตามตรงว่าเราเข้าใจได้ทันทีตั้งแต่แรกเห็น ว่านางงามผู้ทรงอิทธิพลทางความคิดเป็นเช่นไร จากละอองไอแห่งความมั่นใจที่ปกคลุมรอบตัวเธอ และจากทุกคำตอบที่ชัดถ้อยชัดคำ แม้จะมีบางคำถามที่เข้าใจยาก แต่สาวลูกครึ่งก็พยายามอย่างสุดฝีมือ อาจเพราะรู้ว่าทุกการกระทำของเธอจะเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้คนอีกมากมาย ต่อให้แสงไฟบนเวทีจะดับลงแล้วก็ตาม

พบกันคราวนี้ เราขออนุญาตชวนแอนชิลี ในฐานะพรีเซนเตอร์คนใหม่ของคอลเกต กลับไปออดิชันรอบ Keyword อีกครั้งโดยไม่จับเวลา และถามเธอถึงเรื่องราวสำคัญที่ซ่อนอยู่ภายใต้รอยยิ้มกว้าง 

คอลเกตอ๊อพติคไวท์โอทู,Smile Out Loud,ยิ้มมั่นสวยมั่น,Colgate,แอนชิลี สก๊อต-เคมมิส,

Keyword No.1 ผู้หญิง

“ผู้หญิงเป็นหนึ่งในสิ่งมีชีวิตที่ทรงพลังที่สุด เราทุกคนมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ผู้หญิงคิดในมุมมองที่แตกต่าง ผู้หญิงไม่อยากทำเหมือนใคร ไม่มีอะไรจะให้พลังผู้หญิงมากไปกว่าการที่ผู้หญิงให้กำลังใจซึ่งกันและกัน เพื่อให้เราได้เป็นตัวของตัวเองอย่างเต็มที่ เมื่อไรที่คุณยอมรับในสิ่งที่คุณเป็น เมื่อนั้นคุณจะสู้สุดกำลัง และจะไม่มีใครหยุดยั้งคุณได้”

ชีวิตเปลี่ยนไปยังไงบ้างหลังจบการประกวด

เปลี่ยนมาก จากคนที่มีชีวิตสนุกมาก เที่ยวทะเล อาบแดด อิสระ ไม่มีข้อจำกัด หลังได้มงกุฎ เรารู้ว่าเราเป็นต้นแบบให้กับใครหลายคน เรามีหน้าที่ต้องรับผิดชอบ 

เพราะแอนเชื่อว่าเด็ก ๆ ที่กำลังมองอยู่เขาจะเลียนแบบหลายอย่างที่แอนทำ ซึ่งเด็กเหล่านี้เขาต้องการ Role Model ที่ดี ที่ไม่ได้สอนอะไรผิด ๆ ให้เขา แอนเลยตั้งใจย้อนกลับมาดูตัวเองว่าแอนเป็นคนยังไง เราจะพัฒนาตัวเองยังไงให้เด็กพวกนี้เติบโตมาในโลกที่ไม่วัดคุณค่าของเขาจากรูปร่าง ที่ปฏิบัติต่อทุกคนอย่างเคารพ กล้าที่จะพูด แต่ขณะเดียวกันก็ให้เกียรติคนอื่นด้วย 

ถ้า Role Model ของเด็ก ๆ คือแอน แล้ว Role Model ของแอนคือใคร

คุณพ่อค่ะ เขาเป็นคนที่ฉลาดมาก ไม่เคยหยุดเรียนรู้ ไม่เคยคิดว่าตัวเองรู้เยอะเกินไป ถ้าไม่รู้อะไรเขาจะยอมรับว่าไม่รู้ เขาเลือกด้วยว่าอะไรที่ควรใช้เวลา อะไรไม่ควร แล้วเขาก็เชื่อว่าทุกคนมีข้อดีในตัวเอง 

คุณหยิบอะไรจากพ่อมาปรับใช้กับตัวเองบ้าง

My curiosity ความอยากรู้ แอนชอบการเรียนรู้มาก (ลากเสียง) อยากรู้อะไรก็จะอ่าน แล้วก็การฟัง พ่อเป็นคนที่ตั้งใจฟังมาก พ่อฟังโดยไม่ได้คิดว่าจะตอบอะไร แต่คิดว่าจะช่วยเขาได้ยังไง

คอลเกตอ๊อพติคไวท์โอทู,Smile Out Loud,ยิ้มมั่นสวยมั่น,Colgate,แอนชิลี สก๊อต-เคมมิส,

คุณเป็นคนมั่นใจแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไร

แอนมั่นใจตั้งแต่เด็ก เพราะแอนไม่เคยมองคุณค่าของตัวเองหรือคนอื่นจากภายนอก คุณค่าของแอนไม่ได้มาจากภาพลักษณ์ เสื้อผ้าที่แอนใส่ จากสิว กระบนใบหน้า หรือแผลเป็น 

แอนเห็นคุณค่าของตัวเองจากการคิดว่า ฉันปฏิบัติต่อคนอื่นดีไหม ฉันพัฒนาตัวเองตลอดไหม ฉันช่วยเหลือเพื่อนหรือเปล่า แอนมองแบบนั้นแทน แอนไม่เคยไม่มั่นใจเรื่องรูปร่าง มันไม่ใช่เรื่องที่แอนคิดในชีวิตประจำวัน 

พอเรากลับมาไทย แล้วเรามีหุ่นฝรั่ง ชอบมีคนบอกว่าเราอ้วน เราตัวใหญ่ คือปฏิเสธไม่ได้ว่าบางทีก็เจ็บ แต่กลับมาคิดดูแล้ว แอนว่ามันเป็นโอกาสมากกว่าที่เราจะพูดเรื่องนี้ 

ทุกวันนี้เวลาโดนว่าเรื่องหุ่น ความมั่นใจของแอนมาจากแคมเปญ #RealSizeBeauty แอนเชื่อว่ามันไม่ได้เป็นแคมเปญที่แอนสร้างมาเอง แต่มันเป็นของทุกคนที่ร่วมกันสร้างแรงบันดาลใจ

รู้ไหมว่าหลายคนไม่ได้ชื่นชอบคุณแค่เพราะหุ่นหรือหน้าตา แต่ชอบเพราะสิ่งที่คุณทำ 

เวลาคนมาพูดว่าชอบทัศนคติ ชอบความคิดของแอน แอนภูมิใจมาก เพราะคนเห็นคุณค่าของแอนที่ไม่ได้มาจากภายนอก แอนขอบคุณพ่อแม่ที่สอนแอนมาอย่างดี แล้วก็ทำให้แอนเป็นคนที่พัฒนาตัวเองอยู่เสมอ แอนคิดว่าการเลี้ยงลูกเป็นสิ่งที่ยากมาก ๆ อยากขอบคุณที่เขาใช้เวลากับแอน 

แสดงว่าการเลี้ยงดูของครอบครัวส่งผลต่อความมั่นใจ

การที่แอนเป็นผู้หญิงแบบทุกวันนี้ แอนต้องยกความดีความชอบให้คุณพ่อ คุณแม่ น้องชาย เพราะเขาจะถามตลอดว่าเรียนเป็นยังไงบ้าง เรียนหนังสือเพิ่มไหม ถามว่าแอนปฏิบัติต่อเพื่อนที่โรงเรียนยังไง เขาสอนให้แอนเคารพความเป็นมนุษย์ของคนอื่น และทุกคนมีศักดิ์ศรีในตัวเอง 

ความมั่นใจเลยมาจากข้างใน จากจิตใจของแอนเอง สะท้อนออกมาว่าแอนเป็นคนแบบไหน แอนให้ของขวัญคนไหม ทำกับข้าวให้คนกินรึเปล่า ไม่เคยมีอะไรมาจากรูปลักษณ์ภายนอกของแอนเลย

ฟังดูเหมือนคุณเป็นเด็กที่เติบโตมาอย่างดี แล้วเริ่มรู้ตัวตอนไหนว่า Beauty Standard ส่งผลกับชีวิต

แอนเคยไปแคสงานตอนอายุ 13 ปี แล้วโดนบอกให้ไปลดน้ำหนัก 10 กิโล ตอนนั้นแอนยังไม่รู้เลยว่า Beauty Standard คืออะไร เพราะยังเด็กมาก จำได้แค่เราโกรธ แต่ไม่รู้ว่าโกรธอะไร แล้วแอนก็กลับไปคิด ว่าทำไมเราต้องลดน้ำหนักด้วย เราก็ยังเรียนดี เพื่อนก็ยังรักเรา เล่นกีฬาก็ได้ มันเกี่ยวอะไรกับน้ำหนัก 

แอนโดนล้อเรื่องปากเยอะมากด้วย เพราะแอนเป็นคนปากใหญ่ เคยกลับไปบ้านแล้วร้องไห้ถามคุณแม่ว่า ‘Mom, Can I make my lips smaller?’ ให้เขาตัดปากออกให้เล็กลงได้ไหม แต่สังคมมันเปลี่ยนไปแล้ว 

เช่น เรื่องหุ่น เมื่อก่อน Muscular Body หุ่นแบบนักกีฬา มีกล้ามเนื้อ เขาไม่ค่อยชอบกัน ทุกวันนี้คือแสดงถึงความแข็งแรง สวยมาก 

ทำไมเราต้องมาเป็นเหยื่อของมาตรฐานสังคมที่ไม่เหมือนเดิมตลอดเวลา แค่ฉลองให้ตัวเอง เป็นตัวของตัวเอง ถามตัวเองให้มั่นใจว่าฉันชอบตัวเองแล้วหรือยัง แอนคิดว่าชีวิตจะสบายขึ้น เป็นอิสระ ไม่ต้องคอยต่อสู้กับตัวเอง

โตมาแบบฝรั่ง มีความมั่นใจเต็มเปี่ยม สนุกกับการเล่นกีฬา ทำไมคุณถึงต้องมาประกวดนางงาม

เราเป็นลูกครึ่ง มีคุณยายคนไทยที่การดูนางงามคือความสุขของเขา อยากให้หลานเป็นตั้งแต่เด็ก คุณแม่ก็ชอบแซวให้เราเป็น แอนก็ไม่เคยคิดว่าจะไปเป็นนะ แค่เก็บไว้ในใจตัวเองว่า โอเค อาจจะไปก็ได้ แต่แอนรู้ว่าถ้าแอนจะไปประกวดหรือไปทำอะไร แอนต้องมีจุดประสงค์ 

ตอนย้ายกลับไปออสเตรเลีย แอนเห็นวัฒนธรรมที่แตกต่างกันมาก โดยเฉพาะเรื่อง Beauty Standard ที่ออสเตรเลียมันก้าวผ่านไปได้แล้ว ถึงเวลาที่ประเทศไทยของเราควรสนับสนุนเรื่องนี้ แอนเลยมาประกวดด้วยจุดประสงค์ที่อยากช่วยเหลือสังคม

คิดยังไงถึงกล้าทำเรื่อง #RealSizeBeauty บนเวทีนางงามที่มีมาตรฐานกำหนดชัดเจน

แอนเห็นว่ามันจำเป็น สิ่งที่แอนกำลังทำคือสิ่งที่สังคมต้องการ 

ถ้าเราอยากทำเพื่อสังคมจริง ๆ เราจะไม่กลัวว่าใครจะว่าอะไรไหม ความกล้าหาญมันจะมาเอง แต่ก็ต้องยอมรับว่าทีมที่ส่งแอนไป ครอบครัวแอน สนับสนุนทุกอย่าง นี่เป็นจุดแข็งของแอน มีพวกเขาเป็นพื้นที่ปลอดภัย ทำให้แอนหยัดยืนได้ตลอด แอนก็เลยมีความกล้า เพราะแอนรู้ว่าถ้าไม่ประสบความสำเร็จ เรายังมีคนอยู่ข้าง ๆ

ชีวิตที่เปลี่ยนอดีตให้เป็นพลังของ แอนชิลี ผู้หญิงที่เชื่อว่าความสวยไม่ต้องมีมาตรฐาน

Keyword No.2 ความสวย

ความสวยจะออกมาจากตัวตนที่แท้จริงข้างใน สะท้อนให้เห็นว่าคุณเป็นใครในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง คุณมีวิธีปฏิบัติหรือโต้ตอบกับเพื่อนมนุษย์อย่างไร สิ่งที่งดงามที่สุดคือการที่คุณอนุญาตให้ตัวเองเปล่งประกาย มอบทุกความจริงใจ มอบทุกความสุขให้คนอื่นได้สัมผัส 

“เราจะสวยได้มากกว่าถ้าเราทุกคนแตกต่างกัน เพราะความสวยนั้นหลากหลาย เป็นเอกลักษณ์ เป็นตัวคุณ แอนหวังว่าคุณจะเฉลิมฉลองและภาคภูมิใจกับการเป็นตัวเอง ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม”

นอกจากเรื่องรูปร่าง คุณเคยโดนล้อเรื่องอะไรอีกบ้างไหม

ส่วนมากจะเป็นเรื่องเชื้อชาติ ด้วยความที่เราเป็นลูกครึ่ง เขาจะเรียกเราว่า ‘ฝรั่ง’ ซึ่งทำให้เรารู้สึกแปลกแยกมาก แต่แอนโชคดีที่คุณพ่อเป็นคนบอกว่า หนูเกิดที่ไทย เติบโตที่ไทย ความคิด ทัศนคติ การเคารพผู้ใหญ่ มันมาจากการที่หนูเป็นคนไทย ถึงแม้รูปร่างหน้าตาอาจจะไม่ใช่ แต่ข้างในเราเป็นคนไทย

หรือความ Feminine แอนไม่ค่อยได้ทำตัวเหมือนผู้หญิงหวาน ๆ แอนเป็นคนพูดเยอะ พูดเก่ง กล้าแสดงออก ไม่ใช่ผู้หญิงที่ตรงตามวัฒนธรรมไทย เขาจะชอบแซวกันว่า ‘เป็นแบบนี้จะหาแฟนได้ไหมเนี่ย’ 

อีกเรื่องคือฟันกระต่ายของแอน ตอนเด็ก ๆ โดนล้อเยอะมากนะ เมื่อก่อนก็ไม่ค่อยยิ้มโชว์ฟัน เพราะไม่อยากโดนเรียกว่ากระต่าย บางคนอาจจะคิดว่าน่ารัก แต่แอนไม่ค่อยมั่นใจ 

ตอนนั้นคุณผ่านมาได้ยังไง

เราเริ่มหัวเราะกลับ เพื่อนเรียกเราว่า Bugs Bunny แอนก็ตอบกลับว่า Yes, I am. มันเป็นสัญลักษณ์ของแอน แอนเป็นคนปากใหญ่ ยิ้มก็ต้องใหญ่ แอนเลือกไม่ให้คำพูดของคนอื่นมีผลกระทบกับชีวิต 

แอนเชื่อว่าไม่มีใครฟันไม่สวย มันคือเอกลักษณ์ของเขา ต่อให้โดนล้อเรื่องฟันกระต่ายเยอะมาก แต่ฟันคู่นี้ก็ทำให้แอนเป็นแอน เวลาแอนยิ้ม คนจะยิ้มตาม เพราะแอนยิ้มแบบจริงใจ ยิ้มแบบ Smile Out Loud ถ้าเรายิ้มแล้วคนอื่นมีความสุข ทำไมเราจะไม่ยิ้ม 

สำหรับคนที่ต้องการกำลังใจ ไม่ว่ารอยยิ้มของคุณจะเป็นแบบไหน ทุกคนสวยได้ในแบบของตัวเอง รอยยิ้มของทุกคนแตกต่างกันก็จริง แต่สิ่งที่เหมือนกันคือคุณกำลังเติมความสดใสให้กับโลก ไม่ต้องกังวลค่ะ

เพราะอะไรทุกคนถึงต้องยอมรับตัวเอง หรือหัวเราะกลับไปแบบที่คุณทำเวลาโดนล้อ

เพราะความแตกต่างจะอยู่กับเราตลอดไป มันเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ทุกคนมีสิทธิ์เลือกว่าเราจะเสียใจขนาดไหน มีความสุขขนาดไหน นี่คือร่างกายของเรา หน้าตาของเรา รอยยิ้มของเรา และแอนเลือกที่จะไม่เศร้าไปกับมัน

แล้วในวงการนางแบบที่การทำหน้านิ่ง ขึงขัง เวลาถ่ายภาพ กลายเป็นลุคของผู้หญิงทำงาน มากกว่าการยิ้มสดใส 

แอนว่าแล้วแต่สไตล์นะ เราไม่ยิ้มเพราะเรากำลังขายเสื้อผ้า ซึ่งหน้าเฟียส (Fierce) ก็กลายเป็นงานอีกแบบหนึ่งไปแล้ว 

หรือมันเป็นเรื่องของประวัติศาสตร์ที่ผู้หญิงไม่เคยเป็นผู้นำ ต้องต่อสู้อย่างหนักเพื่อสิทธิ เพื่อสวัสดิการ ไม่ได้ถูกมองว่าเป็นเด็กผู้หญิงที่ร่าเริงตลอดเวลา การไม่ยิ้มคงทำให้รู้สึกเหมือน ฉันไม่ได้มาเล่น ๆ ฉันมาสู้กลับ แต่แอนว่าถ้ายิ้มมันจะคอนเนกกับคนได้มากกว่านะ

ทำไมคุณถึงคิดว่ารอยยิ้มเป็นสัญลักษณ์ของความมั่นใจ

Because It’s you เพราะมันเป็นตัวคุณไง เหมือนกับประโยคที่บอกว่า Eyes don’t lie ดวงตาไม่เคยโกหก เวลาเรายิ้ม ตาเราก็จะยิ้มไปด้วย มันเห็นเลยว่าคุณกำลังมีความสุขหรือกำลังมั่นใจจริง ๆ รึเปล่า

ชีวิตที่เปลี่ยนอดีตให้เป็นพลังของ แอนชิลี ผู้หญิงที่เชื่อว่าความสวยไม่ต้องมีมาตรฐาน

กลัวไหมถ้าคนจะมองว่าคุณมั่นใจเกิน

คนคิดไปแล้วค่ะว่าแอนมั่นใจเกิน

เพราะแอนไม่อยากให้คนที่มองแอนเป็นต้นแบบ เห็นแอนไม่โอเค เห็นแอนไม่มั่นใจ เขาอาจจะไม่โอเคมากกว่าแอนอีก 

แอนเองก็ไม่ได้มั่นใจตลอดเวลา เวลาเราโดนบูลลี่เรื่องรูปร่าง ทั้งที่เราพยายามมาก ๆ ที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลง บางทีแอนก็รู้สึกว่านี่ไม่ต่างอะไรกับ Me VS The World 

คนที่รู้จักแอนจริง ๆ จะรู้ว่าแอนเจ็บปวดมากที่คนชอบคิดว่าแอนมั่นใจเกินไป เพราะแอนไม่ใช่คนแบบนั้น แอนรู้ว่าลิมิตของความมั่นใจอยู่ตรงไหน แต่หลังได้ตำแหน่ง แอนก็ยอมให้คนคิดว่าแอนมั่นใจเกินไปเลย เพราะแอนรู้ว่าแอนมีบทบาทสำคัญมาก ๆ ต่อสังคม แอนกำลังทำเรื่อง Beauty Standard เพื่อเปลี่ยนแปลงค่านิยม ให้ทุกคนมีความมั่นใจ เป็นตัวของตัวเองได้โดยไม่ต้องฟังเสียงของใคร

นอกจากเรื่องรูปร่าง รอยยิ้ม มีเรื่องอะไรอีกที่คุณอยากรณรงค์เพื่อให้คนมองข้ามความสวยและวัดกันที่ความสามารถ

Cyberbullying แอนคิดว่าเราควรรณรงค์เรื่องนี้ด้วยกันถ้าอยากให้สังคมพัฒนา ควรพูดถึงเยอะ ๆ ไม่ควรทำเป็นมองไม่เห็นอีกต่อไปแล้ว 

สำหรับแอน มันคือการไม่ให้เกียรติ เรามีหน้าที่สอนเด็กรุ่นใหม่ที่กำลังใช้โซเชียลว่า คำบางคำสร้างความเจ็บปวดได้ มนุษย์คนหนึ่งไม่มีสิทธิ์มาทำให้มนุษย์อีกคนเจ็บปวดขนาดนั้นโดยไม่มีเหตุผล และถ้าจะแชร์ความคิดเห็น แอนว่าอย่างน้อยต้องติเพื่อก่อ สมมติมีคนไม่ชอบชุดที่แอนใส่ ก็บอกว่าชุดนี้ไม่ค่อยสวย อยากให้ใส่อีกชุดหนึ่ง แทนที่จะบอกว่าไม่สวยเพราะแอนใส่แล้วหน้าอกห้อย มันมีวิธีที่เราจะช่วยให้เขาสวยขึ้นได้ โดยไม่ด้อยค่าเขา

แล้วกับคนธรรมดาที่ไม่มีชื่อเสียงโด่งดัง เขาจะร่วมรณรงค์ยังไง

Educate yourself เราควรให้ความรู้แก่ตัวเอง เรียนรู้ว่าการบูลลี่มีผลกระทบรุนแรงขนาดไหน ทุกคนควรรู้ว่าการบูลลี่คืออะไร มีแบบไหนบ้าง ไม่ว่าจะในอินเทอร์เน็ต ในโรงเรียน ในชีวิตจริง เราทุกคนมีหน้าที่ เพราะเราอยู่ในสังคมเดียวกัน แล้วก็อย่าทำเป็นมองไม่เห็น เรียกร้องเลย กล้าที่จะพูดออกมาว่ามันผิด ถ้าเราทำจนสิ่งนี้เป็นเรื่องธรรมดา สังคมมันจะเปลี่ยนแปลงได้

อยากบอกอะไรกับคนที่ยังคิดว่าคุณมาถึงจุดนี้ได้ง่าย ๆ เพราะ Beauty Privilege 

ไม่อยาก ไม่ต้องรู้หรอกว่ามันยากขนาดไหน แอนไม่ชอบพูดเลย แต่แอนจะใช้เวลา ใช้พลังงานทั้งหมดที่มีของแอน ผลักดันประเด็นสังคมให้กับคนที่เขาอยากฟัง ส่วนคนที่ไม่อยาก แอนจะรอจนกว่าเขาจะพร้อม เพราะนั่นก็เป็นสิทธิ์ของเขาเช่นกัน

แอนมี Beauty Privilege ไหม แอนต้องยอมรับว่ามี แต่แอนทำอะไรกับสิ่งนี้ล่ะ แอนรณรงค์เรื่องรูปร่างหน้าตา เรื่องความมั่นใจในตัวเอง เรื่องรอยยิ้มให้ไปไกลขึ้น ให้สังคมนี้เกิดการเปลี่ยนแปลง ทำลายมาตรฐานความสวย ค่านิยมแบบเดิม ๆ

การที่เรามี Privileges ไม่ใช่เฉพาะหน้าตา แค่เราได้เรียนโรงเรียนดี ๆ  เกิดในครอบครัวดี ๆ เราก็มีความรับผิดชอบต่อสังคมแล้วนะ เพราะคนที่เขามีความยากลำบาก มันไม่ใช่ความผิดของเขาคนเดียว 

คุณเหนื่อยกับสิ่งที่ทำอยู่บ้างไหม

เหนื่อยเรื่องโดนบูลลี่ แต่ว่าไม่ท้อ เพราะแอนท้อไม่ได้ สิ่งที่แอนต้องก้าวข้ามมาเพื่อจะมาอยู่จุดนี้ทำให้เราท้อไม่ได้ มีหลายคนกำลังมองแอนเป็นต้นแบบ มีทีมที่ตั้งใจช่วยแอนทุกวินาที ทำให้แอนต้องมั่นใจ เดินหน้าต่อ แล้วแอนก็รักในสิ่งที่แอนทำ

แอนชิลี สก๊อต-เคมมิส นางงามที่กล้าพูดเรื่อง #RealSizeBeauty บนเวทีประกวด และคว้ารางวัลชนะเลิศด้วยทรวดทรงอันแท้จริง

Keyword No.3 รอยยิ้ม

“เวลาที่ใครสักคนยิ้มออกมา เหมือนเขามอบทั้งความสดใส ความสุข ความจริงใจ โลกใบนี้งดงามขึ้นได้จากทุกรอยยิ้มที่ส่งต่อถึงกัน ถ้าสามารถบอกอะไรกับทุกคนได้หนึ่งอย่าง แอนอยากจะบอกให้ทุกคนยิ้มต่อไป และขอให้ยิ้มออกมาอย่างมั่นใจค่ะ”

จากวันที่คุณยังเด็ก ผ่านมาแล้วเป็นสิบปี ทำไมทุกวันนี้ยังมีการล้อเลียนกันอยู่

เพราะว่าเรายังไม่มีคนต้นแบบที่กล้าโชว์ความแตกต่าง ต้นแบบที่เด็ก ๆ เห็นแล้วจะโตมาเอาเยี่ยงอย่าง ทุกวันนี้โซเชียลมีเดียมีแต่ความสวยงามตามมาตรฐาน แอนว่ามันคล้าย ๆ กับ Soft Power

วัฒนธรรมเราก็เป็นแบบนี้ เราคอมเมนท์รูปร่างหน้าตากันทุกวัน มันถูกส่งต่อกันมาจนกลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว ทำให้คนไทยไม่กล้าที่จะมั่นใจในตัวเองสักที

แล้วคุณรับมือยังไง

เราเข้าใจว่าทุกคนมีความแตกต่าง และความแตกต่างเป็นเอกลักษณ์ที่ทำให้เราโดดเด่น มีออร่าของตัวเอง คนจะว่าเรื่องรูปร่างก็ว่าได้ แต่แอนรู้ว่าแอนแข็งแรง แอนสุขภาพดี แอนก็ปล่อยวางได้ในระดับหนึ่ง 

แต่ในมุมมองที่แอนก็เป็นมนุษย์ เป็นผู้หญิง อายุแค่ 22 ปี บางทีเราก็รับมือไม่ได้เป็นธรรมดาค่ะ ซึ่งแอนกล้าที่จะยอมรับว่าแอนไม่โอเค แอนคิดว่า การที่ทุกคนกล้าที่จะยอมรับว่าตัวเองไม่โอเค มันจะช่วยสร้างความมั่นใจให้คนอื่นได้ ว่าเราทุกคนไม่ต้องรู้สึกดีตลอดเวลา

ในวันที่คุณยิ้มไม่ออก รู้สึกท้อ คุณดึงเอาความมั่นใจกลับมาด้วยวิธีไหน

เราเลือกได้ว่าจะให้สิ่งเหล่านั้นเข้ามามีผลกับชีวิตหรือปล่อยวาง เวลามีคนบอกให้เราไปทำฟันให้เท่ากัน บางทีเราก็ไม่ยิ้มดีกว่า ทำหน้านิ่งไปเลย เพราะจิตใจเราไม่พร้อมรับความคิดเห็นแย่ ๆ แล้วแอนเป็นคนยิ้มปลอม ๆ ไม่ได้ จะเห็นเลยว่า แอนยิ้มพร้อมกับตา 

แต่ต้องยอมรับว่าการได้เป็นพรีเซนเตอร์งานนี้ดึงความมั่นใจของแอนกลับมานะ เพราะแบรนด์ระดับโลกมองเห็นความแตกต่างของแอน ช่วยทำให้แอนมั่นใจมากขึ้นว่าแอนไม่ได้พยายามขับเคลื่อนสังคมอยู่คนเดียว และถ้าเราช่วยกันทำทุกคนมันจะดีขนาดไหน สังคมมันจะเปลี่ยน

แอนชิลี สก๊อต-เคมมิส นางงามที่กล้าพูดเรื่อง #RealSizeBeauty บนเวทีประกวด และคว้ารางวัลชนะเลิศด้วยทรวดทรงอันแท้จริง

อะไรบ้างที่จะเปลี่ยน หลังจากแคมเปญนี้ออกไป

ทัศนคติ ความคิด การตัดสินกันที่รูปร่างหน้าตา มันจะเปลี่ยนไป ถามว่ายังมีอยู่ไหม มีแน่นอนค่ะ แต่ทุกคนจะมีความมั่นใจมากขึ้น เป็นตัวของตัวเองได้มากขึ้น ไม่ยอมให้ใครมาตัดสินเราจากภายนอกอีก คิดดูว่าสังคมที่เต็มไปด้วยความแตกต่างหลากหลายจะงดงามมากขึ้นขนาดไหน เพราะประเทศไทยเรามีความสวยงามมากอยู่แล้ว มีวัฒนธรรมที่ดี เพียงแต่ตัวตนที่แท้จริงของเราถูกกดทับด้วยมาตรฐานความสวยมานานเกินไป 

อยากให้สังคมก้าวข้ามผ่านเรื่องรูปร่างและมองที่ความสามารถมากกว่า เพราะมาตรฐานของความสวยเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ เราเป็นใครถึงไปบังคับให้ใครเป็นแบบไหน เราต้องภูมิใจในสิ่งที่เราเป็น ทั้งรูปร่าง สีผิว ความสูง ฯลฯ

คุณจะขับเคลื่อน #SmileOutLoud ในฐานะพรีเซนเตอร์ของคอลเกต ไปพร้อม ๆ กับแคมเปญ #RealSizeBeauty ยังไง

สำหรับแอน สิ่งที่คอลเกตทำมันมากกว่าการขายยาสีฟันออกใหม่นะ แต่เขากำลังเปลี่ยนแปลงค่านิยมของสังคม เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้แอนเลือกรับงานนี้ ทุกคนจะได้รู้ว่าความเป๊ะมันไม่มีในโลก เราไม่ต้องเป็นคนที่สวยเป๊ะทุกอย่างก็ได้ 

#RealSizeBeauty ไม่ใช่แค่เรื่องหุ่น แต่คือการเฉลิมฉลองให้กับการเป็นตัวเอง ส่วน #SmileOutLoud ก็คือความมั่นใจที่สะท้อนออกมาผ่านรอยยิ้ม  ไม่ว่าเราจะมีฟันแบบไหน ฟันไม่สวยแต่เราก็สามารถยิ้มสวยมั่นใจในแบบของเราได้ ซึ่งสองแคมเปญนี้เป็นเรื่องเดียวกันด้วยซ้ำ  ขอบคุณที่คอลเกตมองเห็นความสำคัญในจุดนี้ และเลือกแอน เพราะฟันแอนก็ไม่ได้เท่ากัน แต่มันก็ทำให้แอนเป็นแอน

แอนชิลี สก๊อต-เคมมิส นางงามที่กล้าพูดเรื่อง #RealSizeBeauty บนเวทีประกวด และคว้ารางวัลชนะเลิศด้วยทรวดทรงอันแท้จริง

ตอกย้ำความเชื่อของแบรนด์ Colgate ที่อยากเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความมั่นใจให้ทุกคนผ่าน Smile Out Loud ที่ร่วมกับ แอนชิลี สก๊อต-เคมมิส, ซูซี่-ณัฐวดี ไวกาโล และผู้หญิงอีกหลายคนทั่วเอเชีย ที่อยากเปลี่ยนนิยามและสนับสนุนให้คนอื่น ๆ มั่นใจในความเป็นตัวเอง เราจึงมี #คอลเกตอ๊อพติคไวท์โอทู ยาสีฟันที่ช่วยเสริมความมั่นใจสำหรับกิจวัตร Beauty Oral Care ที่มี O2 Technology จะช่วยให้ทุกคนมั่นใจที่จะยิ้มแสดงออกความเป็นตัวของตัวเอง พร้อมที่จะ Smile Out Loud กันทั้งประเทศ

และติดตามอ่านเรื่องราวของ ซูซี่-ณัฐวดี ไวกาโล ได้ที่ readthecloud.co/suziewadee/ 

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load