ในยุคที่กล้องถ่ายรูปเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเรา ใครต่อใครต่างบันทึกภาพความทรงจำ ณ ขณะหนึ่งไว้ เพื่อโพสต์ลงสื่อโซเชียลหรือเก็บไว้ดูเล่นเมื่อกาลเวลาผันผ่าน

แต่สำหรับ คาเดีย ฟัน โลฮูสเซิน (Kadir van Lohuizen) นักข่าวชาวดัตช์ผู้เล่าเรื่องผ่านภาพวัย 59 ปี กล้องเป็นมากกว่านั้น

เขาเชื่อเสมอว่ากล้องถ่ายรูปเป็นอาวุธอันทรงพลัง เปี่ยมไปด้วยอำนาจในการสร้างความตระหนักรู้ให้กับผู้คน และสรรสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นจริงได้

หลังริเริ่มโครงการเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมอย่าง ‘Wasteland’ เมื่อ 7 ปีก่อน คาเดียหมายมั่นปั้นมือที่จะออกเดินทางเพื่อตามเก็บภาพกองขยะ และเรียนรู้แนวทางการจัดการสิ่งปฏิกูลของประเทศทั่วโลก 

Kadir van Lohuizen ช่างภาพดัตช์ กับนิทรรศการภาพถ่ายภูเขาขยะจากทั่วโลก จัดแสดงในสวนลุม

ถึงตอนนี้เขาแบกเป้สะพายกล้องคล้องคอ ตระเวนข้ามน้ำข้ามทะเลไปสำรวจประเด็นเรื่องขยะ ตามเมืองใหญ่นานาทวีปมาแล้วถึง 6 เมือง ทั้งจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย โตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เลกอส ประเทศไนจีเรีย อัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ เซาเปาโล ประเทศบราซิล และนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา

รางวัลชนะเลิศ World Press Photo ปี 2018 สาขาสิ่งแวดล้อม น่าจะเป็นเครื่องยืนยันความสำเร็จของงานนี้ได้

ในโอกาสที่คาเดียได้รับเชิญจากทางสถานเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ ประจําประเทศไทย มาจัดแสดงงานนิทรรศการถึงสวนลุมพินี เราก็ไม่รอช้า ขอสนทนาแลกเปลี่ยนมุมมองและทัศนคติเกี่ยวกับเบื้องหลังภาพถ่ายกองขยะที่เขาทำทันที

ภาพอดีต

“ผมเกิดในเมืองอือเตร็คต์ (Utrecht) ประเทศเนเธอร์แลนด์ ตอนเด็กผมไม่ได้คิดว่าจะมาเป็นช่างภาพ แต่ตอนใกล้จบมัธยมปลายถึงรู้ว่าอยากเรียนถ่ายภาพ เลยสมัครเรียนไปถึง 2 มหาวิทยาลัยด้วยกัน แต่ก็โดนปฏิเสธหมด” คาเดียเริ่มต้นบทสนทนากับเราผ่านหน้าจอแบบข้ามทวีป

แต่ 3 ปีให้หลัง คาเดียก็ได้จับกล้องถ่ายรูปผ่านความสนใจในงานสื่อสารมวลชนและวิชาเคมี

“ผมชอบกระบวนการทำงานในห้องมืดล้างฟิล์ม มันเหมือนมีเวทมนตร์บางอย่าง ในตอนนั้นการถ่ายรูปเป็นงานคราฟต์ และไม่ใช่ว่าทุกคนจะมีกล้อง แต่ตอนนี้ทุกคนมีกล้องและเป็นช่างภาพได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าคุณจะเป็นนักข่าวได้อยู่ดี”

Kadir van Lohuizen ช่างภาพดัตช์ กับนิทรรศการภาพถ่ายภูเขาขยะจากทั่วโลก จัดแสดงในสวนลุม

เขาเริ่มต้นการทำงานในฐานะช่างภาพอาชีพครั้งแรกในปี 1988 กับประเด็นการลุกฮือต่อต้านการยึดครองเขตเวสต์แบงก์และฉนวนกาซาของอิสราเอล ตามมาด้วยการสำรวจพื้นที่ความขัดแย้งในหลากหลายภูมิภาค เช่น แอฟริกา ในประเทศแองโกลา โมซัมบิก และสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก รวมถึงเป็นผู้ริเริ่มงานภาพถ่ายต่อต้านความรุนแรงต่อสตรีทั่วโลก ร่วมกับช่างภาพข่าวอเมริกัน สแตนลีย์ กรีน (Stanley Greene) และช่างภาพอีก 6 คน 

ภาพขยะ

จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้คาเดียตัดสินใจเบนเข็มจากภาคสนามความขัดแย้งมาโฟกัสกับปัญหาสิ่งแวดล้อม เกิดจากการเล็งเห็นว่า มันเป็นเรื่องที่ใครหลายคนต่างหลับตาข้างเดียวมาโดยตลอด

“ผมสนใจเกี่ยวกับประเด็นสิ่งแวดล้อม เพราะมันเป็นปัญหาหลักที่ไม่ได้รับการกล่าวถึงมากพอ รัฐบาลในหลายประเทศให้สัญญาว่าจะจัดการ แต่ก็ทำตามที่รับปากไว้ไม่ได้ จนทุกวันนี้เรื่องของสิ่งแวดล้อมและวิกฤตการณ์การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศกลายเป็นเรื่องนามธรรม

“ตอนนี้ฤดูร้อนของเราอุณหภูมิเกิน 40 องศาเซลเซียสไปแล้ว ช่วงนี้ในเนเธอร์แลนด์ฝนเพิ่งตก จากที่เคยไม่ตกมา 3 เดือนจึงแห้งแล้งมาก ผมอยากให้ภาพถ่ายของผมเป็นเหมือน Wake-up Call สำหรับคนทั่วไป” คาเดียกล่าวด้วยแววตามุ่งมั่น

Kadir van Lohuizen ช่างภาพดัตช์ กับนิทรรศการภาพถ่ายภูเขาขยะจากทั่วโลก จัดแสดงในสวนลุม

จากโครงการศึกษาผลกระทบของระดับน้ำทะเลที่หนุนสูงในแถบมหาสมุทรแปซิฟิก (Where Will We Go? : The human consequences of rising sea levels) ต่อยอดกลายมาเป็นโครงการสำรวจกองขยะ Wasteland

“ในพื้นที่ห่างไกลอย่างเกาะมาร์แชลล์และคิริบาส เต็มไปด้วยพลาสติกตามชายหาด ผมซักถามคนละแวกนั้น จนรู้ว่าขยะมาจากที่อื่น แล้วมารวมกันตรงนี้ ผมเลยเห็นว่าปัญหามันหนักขนาดไหน”

เขาอธิบายต่อว่า พอมองกลับมา เมืองอัมสเตอร์ดัมดูสะอาดสะอ้านอย่างเห็นได้ชัด 

ความย้อนแย้งของ 2 สถานที่นี้ กลายมาเป็นจุดเริ่มต้นที่สะกิดให้ช่างภาพดัตช์ตระหนักว่า แท้จริงแล้วปัญหามันเชื่อมโยงกัน และเขาเป็นคนหนึ่งที่เคยมองข้ามขยะในส่วนที่เกิดจากตัวเขาเอง 

คาเดียจึงมุ่งหน้าตามรอยเส้นทางขยะ เพื่อสืบหาสาเหตุและศึกษาวิธีจัดการขยะที่เหมาะสม

ข้างหลังภาพ

“เราสร้างขยะเยอะกว่าที่เคย เพราะเดี๋ยวนี้คนสั่งอาหาร สั่งของออนไลน์จากเว็บไซต์ ไหนจะกระบวนการทำบรรจุภัณฑ์ที่ส่งมาในกล่องขนาดใหญ่ และด้านในซ้อนด้วยกล่องย่อยอีกหลายชั้น” คาเดียพูดถึงปัญหารูปแบบใหม่ที่ใกล้ตัวเรามาก

พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง (Single-use) กลายเป็นสาเหตุหลักของกองขยะที่เราเห็นอยู่ทั่วไป ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเรานำพลาสติกมาใช้สอยในชีวิตประจำวัน จนแทบจะขาดมันไม่ได้แล้ว

“นิวยอร์กเป็นเมืองที่เล็กกว่าเม็กซิโกซิตี้เกือบ 2 เท่า แต่กลับผลิตขยะมากที่สุดในโลก ถ้าคุณไปซูเปอร์มาร์เก็ต เขาจะใส่สินค้าทุกอย่างลงในถุงพลาสติกแล้วกลายเป็นขยะ”

Kadir van Lohuizen ช่างภาพดัตช์ กับนิทรรศการภาพถ่ายภูเขาขยะจากทั่วโลก จัดแสดงในสวนลุม

ตรงกันข้ามกับโตเกียวที่คาเดียยกให้เป็น ‘เมืองที่จัดการขยะได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด’ ในบรรดา 6 เมือง

“พวกเขาจะคอยคำนวณว่า พื้นที่ฝังกลบสิ่งปฏิกูลจะเต็มเมื่อไหร่ และพบว่าพื้นที่จะรองรับได้อีกประมาณ 40 ปี พวกเขาเลยตัดสินใจรีไซเคิลให้ได้มากที่สุด เพื่อให้มั่นใจว่าจะมีพื้นที่เพียงพอสำหรับขยะ”

คาเดียยกตัวอย่างเมืองเลกอส ที่ภาพลักษณ์อาจจะติดลบในสายตาคนส่วนใหญ่ แต่ในความเป็นจริงกลับผลิตขยะน้อยมากโดยเฉลี่ย เมื่อเปรียบเทียบกับเมืองอื่น

 “หนึ่งในคนที่ทำงานที่นั่นบอกกับผมว่า ในไนจีเรีย พวกเราพยายามกินอาหารให้หมดจาน และไม่เคยทิ้งเศษอาหารเลย อาหารเหลือต่าง ๆ จะถูกนำไปให้สัตว์กิน แต่ไม่เคยเอามาลงกับกองขยะที่นี่แน่ 

“คุณอาจจะเคยไปกองขยะแล้วรู้ว่ากลิ่นมันไม่ดีเลย แต่เลกอสไม่ได้แย่ขนาดนั้น”

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าการเดินทางสำรวจเมืองครั้งนี้ ยังส่งผลให้มุมมองต่อคนเก็บขยะของวิทยากรผู้เชี่ยวชาญด้านการถ่ายภาพเปลี่ยนไป 

“ผมคิดว่าคนเก็บขยะเป็นฮีโร่ของเรื่องราวทั้งหมด เพราะถ้าไม่มีพวกเขา เมืองก็คงจมลงไปนานแล้ว ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือเมืองเซาเปาโล คนเก็บขยะที่นั่นเป็นอาชีพที่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย พวกเขาไม่ใช่ตัวปัญหา แต่พวกเขาคือทางออก”

ภาพหวัง

ในโลกที่ขับเคลื่อนด้วยระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม การเจริญเติบโตเป็นสิ่งสำคัญ 

หากเปรียบโมเดลการเติบโตจากนักเศรษฐศาสตร์ทั้งหลายดั่งเครื่องบินที่พาทุกคนบนโลกทะยานสู่ความยั่งยืน เชื้อเพลิงคือความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ แต่ในไม่ช้า ปัญหาของเครื่องบินลำนี้ที่ชื่อว่าโลก คือจะร่อนลงอย่างไรไม่ให้เสียหาย  

เศรษฐกิจที่มุ่งแต่การเติบโต กอปรกับกลไกการตลาด ส่งผลต่อปริมาณขยะที่แปรผันโดยตรง หนำซ้ำยังกระทบกับสิ่งแวดล้อม

“ขยะไม่ใช่ปัญหาแค่ตัวขยะเท่านั้น แต่มันไปขวางกั้นทางน้ำ จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเมืองถึงเกิดน้ำท่วม”

Kadir van Lohuizen ชวนตั้งคำถามถึงเส้นทางชีวิตขยะ ผ่านนิทรรศการ Wasteland ที่เวียนมาจัดแสดงครั้งแรกถึงสวนลุมพินี

เราถามเขาว่า จุดกึ่งกลางระหว่างระบบเศรษฐกิจกับสิ่งแวดล้อมคืออะไร

ช่างภาพดัตช์กล่าวถึงทฤษฎี ‘เศรษฐศาสตร์โดนัท (Doughnut Economics)’ ของ เคธ เรเวิร์ธ (Kate Raworth) นักเศรษฐศาสตร์ชาวอังกฤษ ซึ่งเป็นโมเดลทางเศรษฐกิจที่ตีความการจัดสรรและการให้คุณค่าของทรัพยากรบนโลกใหม่ ภายใต้แนวคิด ‘จัดสรรทรัพยากรให้เพียงพอกับทุกคน โดยไม่เกินกว่าทรัพยากรที่โลกนี้จะมีได้’

เศรษฐศาสตร์โดนัท ต่อยอดแผนภูมิที่คิดค้นโดยนักวิทยาศาสตร์จากนานาชาติ 28 ท่านในปี 2009 โดยแบ่งขีดจำกัดความปลอดภัยของโลกออกเป็น 9 ด้าน ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ปรากฏการณ์มหาสมุทรเป็นกรด มลภาวะจากสารเคมี ปริมาณไนโตรเจนและฟอสฟอรัส การดึงน้ำจืดมาใช้งาน การเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์จากดิน การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ มลพิษทางอากาศ และการสูญเสียโอโซนในชั้นบรรยากาศ 

Kadir van Lohuizen ชวนตั้งคำถามถึงเส้นทางชีวิตขยะ ผ่านนิทรรศการ Wasteland ที่เวียนมาจัดแสดงครั้งแรกถึงสวนลุมพินี

“เศรษฐศาสตร์โดนัทถกว่า เราต้องรู้จักลดการใช้ทรัพยากร หากเศรษฐกิจเติบโตไปมากกว่านี้ โลกจะถึงจุดสิ้นสุด โจทย์คือเราจะจัดการระบบอย่างไรให้อยู่ในระดับที่ผู้คนจะรับได้ แต่ไม่ให้โตอย่างบ้าคลั่งแบบที่มันกำลังเป็น” 

โดยในปีนี้ โลกของเราพ้นขีดจำกัดความปลอดภัยไปแล้วถึง 5 ด้านจากทั้งหมด 9 ด้าน

ภาพอนาคต

ขยะล้นโลก ปัญหานี้คิดทางแก้อย่างไรก็คิดไม่ออก เพราะมันใหญ่เกินกว่าผู้คนตัวเล็ก ๆ จะรับมือไหว แต่สำหรับคาเดีย ทุกอย่างเริ่มได้ที่ตัวคุณเอง

เขาแนะนำให้ลองมองลงไปในถังขยะของเราเอง เราจะเห็นว่ายังพอมีอะไรที่ใช้การได้ นำมารีไซเคิลได้ หรือยังกินได้อยู่ เพราะแบบนั้น เราจะลดการผลิตขยะไปได้เยอะ 

แน่นอนว่าการเปลี่ยนแปลงแค่ตัวเองไม่สามารถเปลี่ยนภาพใหญ่ของสังคม จำต้องร่วมกับนโยบายจากภาครัฐที่ช่วยส่งเสริมและเร่งให้เป้าหมายนั้นเกิดขึ้นเร็วและได้ผลจริง 

ในช่วงกลางปี 2020 ท่ามกลางการระบาดของโควิด-19 อัมสเตอร์ดัมนำโมเดลเศรษฐศาสตร์โดนัทมาปรับใช้เพื่อผลักดันเมืองสู่ความยั่งยืน โดยวางแผนที่จะลดการใช้วัตถุดิบใหม่ลงครึ่งหนึ่งภายในปี 2030 และตั้งเป้าเป็นเมืองตัวอย่างการหมุนเวียนอย่างครบวงจรภายในปี 2050 

“ผมทำงานกับบริษัทใหญ่ในอัมสเตอร์ดัม เขาเก็บอาหารหมดอายุจากซูเปอร์มาร์เก็ตมาทำให้กลายเป็นก๊าซชีวภาพ (Biogas) มีประมาณ 15,000 ครัวเรือนที่ได้รับกระแสไฟฟ้าจากก๊าซชีวภาพ และพวกเขาก็ผลิตก๊าซธรรมชาติเหลว (Liquefied Natural Gas, LNG) จากเศษอาหารสำหรับรถบรรทุกด้วย” นี่คือตัวอย่างของการสร้างเมืองที่ส่งต่อวัตถุดิบให้เกิดวงจรการหมุนเวียนอย่างสมบูรณ์

ก่อนจากกัน เราถามคาเดียถึงทิศทางการทำงานในอนาคตของเขา 

“ผมยังคงทำโปรเจกต์ Where Will We Go? : The human consequences of rising sea levels ซึ่งทำมาเป็นระยะเวลามากกว่า 10 ปีแล้ว พูดง่าย ๆ คือผมทำเกี่ยวกับเรื่องฉุกเฉิน คนชอบคิดว่าปัญหาจะเกิดผลกระทบกับคนยุคถัดไป แต่ในความเป็นจริง เมืองชายทะเลรวมถึงกรุงเทพฯ รับรู้ถึงผลกระทบของการที่น้ำทะเลหนุนสูงแล้ว รวมถึงชาวนาที่เพาะปลูกไม่ได้อีก

Kadir van Lohuizen ชวนตั้งคำถามถึงเส้นทางชีวิตขยะ ผ่านนิทรรศการ Wasteland ที่เวียนมาจัดแสดงครั้งแรกถึงสวนลุมพินี

 “ผมคิดว่าคนในยุคผมไร้ความหวังแล้ว ยากมากที่จะเปลี่ยนแปลงทัศนคติของคนรุ่นผม แต่เด็ก ๆ เป็นเหมือนอนาคตที่น่าจะตระหนักมากกว่า เพราะคนรุ่นใหม่คือคนที่ต้องอาศัยอยู่กับโลกใบนี้ต่อไป”

คาเดียยังมีอีกหนึ่งงานที่ทำควบคู่กันไป

“ผมกำลังศึกษาว่า ระบบการผลิตอาหารมีกระบวนการอย่างไร โดยเริ่มจากเนเธอร์แลนด์ ซึ่งส่งออกอาหารมากเป็นอันดับ 2 รองจากอเมริกา คุณอาจจะรู้ว่าเนเธอร์แลนด์เล็กขนาดไหน มันน่าทึ่งเหมือนกันว่าเป็นไปได้ยังไง” คาเดียหัวเราะหลังคำตอบ

“ผมคิดว่าโควิดทำให้รู้ว่าระบบของอาหารมันเปราะบางแค่ไหน โดยเฉพาะตอนนี้ที่มีสงครามในยูเครน เรามองข้ามความมั่นคงทางอาหารจนมันกลายเป็นความไม่มั่นคงแทน”

Kadir van Lohuizen ชวนตั้งคำถามถึงเส้นทางชีวิตขยะ ผ่านนิทรรศการ Wasteland ที่เวียนมาจัดแสดงครั้งแรกถึงสวนลุมพินี

ภาพ : Kadir van Lohuizen

นิทรรศการภาพถ่าย Wasteland โดย คาเดีย ฟัน โลฮูสเซิน (Kadir van Lohuizen) จัดแสดง ณ ลานตะวันยิ้ม สวนลุมพินี เข้าชมได้ฟรีตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2565

Writers

Avatar

กชพรรณ ก่อสุวรรณวงศ์

เด็กนิเทศแดนกิมจิ เอ็นดูแมวทุกตัวบนโลก ชื่นชอบการอ่านนิยายในวันฝนพรำ และหลงรักเทศกาลคริสต์มาสเป็นพิเศษ

Avatar

คณิศร สันติไชยกุล

นักเรียนนิเทศศาสตร์ อยากเห็นโลกที่ดีกว่าเดิม ให้ความสำคัญกับการมีอยู่ไม่ต่างจากการจากไป

Photographer

Avatar

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

1 กุมภาพันธ์ 2566
402

“รางวัลกินรีทอง มหาชน ครั้งที่ 8 สาขาอนุรักษ์การแสดงศิลปะพื้นบ้าน ได้แก่…”

ในฮอล์ที่กระหึ่มไปด้วยเสียงเฮฮา จู่ ๆ ก็เงียบดุจดั่งป่าช้า เสมือนรอคอยแสงอาทิตย์สาดส่องให้พื้นที่นี้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง จนกระทั่งทราบว่า รางวัลนี้ตกเป็นของ คลังพลอย ไวยพัฒน์ จากหมอลำเสียงวิหค พ่อยกแม่ยกหมอลำชาวที่ราบสูงหลาย ๆ ท่านคงต้องทำหน้าฉงนสงสัย ว่าเด็กสาวที่ได้รับรางวัลนี้คือใครกันหนอ

แต่พอได้ทราบว่านั่นคือชื่อเสียงเรียงนามที่แท้จริงของ ยูกิ เพ็ญผกา จากใบหน้าที่ฉงนสงสัยก็แปรเปลี่ยนเป็นร้องอ๋อกันทันใด

ยูกิ เพ็ญผกา หมอลำลูกครึ่งญี่ปุ่น-อีสาน กับบทบาทนางเอกคณะที่เริ่มต้นในวัย 13 ปี

ก่อนเริ่มพูดคุยกัน ภาพของสาวชาวอำเภอคอนสวรรค์ จังหวัดชัยภูมิ นางเอกหมอลำในวัยเพียง 15 ปี ได้ปรากฏขึ้นมายังจอคอมพิวเตอร์ ภาพลักษณ์ของสาวน้อยแลดูอ่อนน้อม เหนียมอาย ไร้เดียงสา ช่างแตกต่างจากตอนเธอสวมหัวโขนเป็นนางเอกหมอลำที่พกความมั่นใจและพลังเกินร้อยอย่างสิ้นเชิง

ตอนนี้เรากำลังพูดคุยกับ ‘ยูกิ คลังพลอย’ ไม่ใช่ ‘ยูกิ เพ็ญผกา’ ที่เราและหลาย ๆ ท่านคุ้นเคย

ออกจะเป็นเรื่องแปลกที่นักแสดงหมอลำมีชื่อเล่นเหมือนการ์ตูนอนิเมะ ทั้งที่ปากยังเว้าภาษาอีสานแจ๋ว ๆ ยูกิย้ำว่านี่คือชื่อที่มารดาตั้งให้ เนื่องจากเลือดครึ่งหนึ่งในกายเธอสืบมาจากแดนอาทิตย์อุทัย

“ชื่อ ยูกิ เป็นชื่อตั้งแต่เกิด คุณแม่เป็นคนตั้งให้ค่ะ หนูเป็นลูกครึ่งญี่ปุ่น คุณแม่เป็นคนอีสาน คุณพ่อเป็นคนญี่ปุ่น” เธอตอบคำถามที่หลายคนคาใจ

“ยูกิ (雪) แปลว่า หิมะ ค่ะ” เด็กสาวกล่าวเสริมเผื่อคนที่ไม่มีความรู้ด้านภาษาข้างพ่อเธอ

13 เมษายน พ.ศ. 2550 คือวันที่เด็กหญิงคลังพลอยหรือยูกิลืมตาดูโลก เธอเติบโตมาภายใต้การเลี้ยงดูของคุณแม่และพ่อเลี้ยงแสนดี ห้อมล้อมด้วยกลิ่นอายของวัฒนธรรมลุ่มแม่น้ำโขง ยูกิค้นพบว่าเสียงเพลงคือของขวัญจากฟากฟ้าที่ประทานความสุขสำราญให้กับเธอมาแต่เล็กแต่น้อย เธอจึงหลงใหลในเสียงเพลงและดนตรีนานาชนิด ทั้งเพลงสมัยใหม่และสมัยเก่า

“หนูชอบร้องเพลงมากค่ะ ร้องมาตั้งแต่ 3 ขวบได้ เพลงที่ร้องตอนนั้นก็เป็นเพลงลูกทุ่ง ยังไม่ใช่เพลงหมอลำ เพลงแรกที่ร้องคือเพลง นักร้องบ้านนอก ค่ะ” สาวลูกครึ่งเผยงานอดิเรกของตนด้วยยิ้มพิมพ์ใจ 

ยูกิ เพ็ญผกา หมอลำลูกครึ่งญี่ปุ่น-อีสาน กับบทบาทนางเอกคณะที่เริ่มต้นในวัย 13 ปี

“นอกจากเพลงลูกทุ่งแล้ว หนูชอบฟังพวกเพลงสตริง เพลงแร็ป เพลง K-POP ด้วย พี่ลิซ่า BLACKPINK หนูก็ชอบ ชอบมาก ๆ ค่ะ”

อย่างไรก็ดี ความชอบทั้งหมดทั้งมวลนี้ยังเป็นรองดนตรีหมอลำ

พจนานุกรมภาษาถิ่นไทยอีสานแจงรากศัพท์ของหมอลำออกเป็น 2 คำ ได้แก่ ‘หมอ’ ที่หมายถึงผู้มีความชำนาญ กับ ‘ลำ’ ที่แปลว่าการบรรยายเรื่องราวต่าง ๆ ด้วยทำนองอันไพเราะ ‘หมอลำ’ จึงเป็นคำประสมที่แปลเป็นภาษาไทยกลางได้ว่า ผู้ชำนาญด้านการขับทำนองเล่าเรื่อง

เพลงหมอลำเป็นประเพณีการละเล่นที่แพร่หลายไปทั้ง 2 ฝั่งโขง จะประเทศลาวหรือภาคอีสานของไทย งานวัดงานบุญของ 2 แผ่นดินนี้ไม่เคยขาดเสียงแคนและคำร้องที่มีต้นแบบมาจากเพลงลูกทุ่ง ความแพร่หลายของหมอลำนำไปสู่การพัฒนาต่อยอดเป็นหมอลำสารพัดชนิด

“หมอลำจะมีหลายประเภทค่ะ เช่น หมอลำซิ่ง หมอลำกลอน หมอลำหมู่ ฯลฯ แตกต่างกันออกไปในบางสาขาอาชีพ แต่ที่หนูลำอยู่ทุกมื้อนี้เป็นหมอลำหมู่ ลำเรื่องต่อกลอนทำนองขอนแก่นค่ะ”

นี่คือหมอลำชนิดที่กำเนิดใหม่เมื่อหลายสิบปีก่อน เป็นรูปแบบหมอลำที่เติบโตมาจากการผสมผสานระหว่างหมอลำพื้นกับลิเกของภาคกลาง เห็นได้จากชุดผู้แสดงที่รับมาจากลิเกเต็ม ๆ กับการร้องแบบหมอลำพื้น ร้องรำกันเป็นหมู่คณะ แต่ละคนสวมบทบาทเป็นตัวละครแนวจักร ๆ วงศ์ ๆ เช่น พระราชา เจ้าหญิง ฤๅษี เทวดา ผีสาง เรื่องที่ใช้ลำโดยมากอ้างอิงจากนิทานชาดกท้องถิ่นของภาคอีสาน ใจความของเรื่องที่ใช้แสดงคือการมุ่งสอนให้รู้จักบาปบุญคุณโทษ

แต่หมอลำหมู่ในยุคนี้ได้ปรับปรุงรูปแบบการแสดงให้ถูกจริตคนยุคใหม่ การแสดงของยูกิจึงมีมากกว่าหมอลำตามแบบฉบับดั้งเดิมที่ทุกคนคุ้นเคย

ยูกิ เพ็ญผกา หมอลำลูกครึ่งญี่ปุ่น-อีสาน กับบทบาทนางเอกคณะที่เริ่มต้นในวัย 13 ปี

“จะมีช่วงคอนเสิร์ต ก็ร้องเพลงตลาดทั่วไป เพลงอินดี้ เพลงหมอลำ ร้องสลับกันไป พอตกดึกก็ลำเรื่องต่อกลอน เป็นคล้าย ๆ ลิเก แต่ว่าเป็นภาษาอีสาน คนละทำนองกัน แล้วก็มีแสดงละครเข้าถึงบทบาทกันบ้าง” เธอเริ่มใช้ภาษาบ้านเกิดเมื่อบรรยากาศการพูดคุยอบอวลไปด้วยความสนุกสนาน

เมื่อพิจารณาอายุของยูกิ อาจคิดว่าเส้นทางหมอลำของเธอเพิ่งเริ่มต้นขึ้น แต่ถ้าย้อนกลับไปจริง ๆ แล้ว บนถนนเส้นนี้ได้เริ่มต้นมาตั้งแต่เธอยังเป็นวัยรุ่นฟันน้ำนม เรียนอยู่ชั้น ป.2 โน่นแล้ว

“ตอนเด็ก ๆ คุณพ่อคุณแม่พาเบิ่งหมอลำ ส่วนใหญ่ดูหมอลำซิ่ง ตอนนั้นหนูดูในคลิปอยู่เลยค่ะ ยังไม่ได้ไปดูหน้างาน พอโตขึ้นก็มีโอกาสได้ไปหน้างาน เห็นพี่เขาแต่งตัวสวย มีคนดูเยอะ อยากแต่งตัว อยากเป็นแบบพี่เขาบ้าง” แววตาเป็นประกายถูกส่งทอดจากหน้าจอคอมพิวเตอร์สี่เหลี่ยมเล็ก ๆ ทำให้เหมือนย้อนเห็นภาพเด็กหญิงอายุไม่เกิน 10 ปีที่มีแววตาเต็มไปด้วยความฝัน

“หนูมีไอดอลคือ พี่แอน อรดี แล้วก็ พี่ใหม่ พัชรี ค่ะ หนูชอบดูพวกพี่เขามาก ดูคลิปตลอด ดูทั้งวันเลยค่ะ” ยูกิบอกด้วยสีหน้าภาคภูมิใจ

“หลังจากตอนนั้นก็ได้ไปบอกคุณพ่อคุณแม่ว่าอยากเป็นหมอลำ เลยหาประสบการณ์ด้วยการประกวดร้องเพลงไปเรื่อย ๆ ก่อน จุดเปลี่ยนอยู่ที่เขาพาหนูขึ้นรถแห่ ไปร้องเพลงอยู่บนรถแห่ตอนอายุ 10 ปี ตอนนั้นไปที่อำเภอภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ พ่อกับแม่ค่อยมาตัดสินใจว่าจะพาขึ้นวงหมอลำจริง ๆ เลยมาเป็นหมอลำหมู่ค่ะ” เธอจูงมือพาเราหวนคืนยังอดีตที่เป็นจุดเริ่มต้นในการเดินตามความฝันของเธอ

ยูกิ เพ็ญผกา หมอลำลูกครึ่งญี่ปุ่น-อีสาน กับบทบาทนางเอกคณะที่เริ่มต้นในวัย 13 ปี

เรียกว่าหมอลำเสียงวิหคกับยูกิเติบโตมาด้วยกันคงจะได้ เพราะวันที่คุณพ่อและคุณแม่ของเธอพาไปสมัคร หมอลำเสียงวิหคก็เพิ่งเปิดใหม่ได้ปีแรก

“ตอนคุณพ่อคุณแม่พาไปสมัคร ตอนนั้นคณะเขาเพิ่งเปิดใหม่ปีแรก หนูอายุ 11 จะเข้า 12 ขวบ ตอนนั้นเราแสดงเป็นตัวลูก ยังไม่ได้เป็นนางเอก”

หมอลำรุ่นเยาว์เล่าความรู้สึกวันแรกบนเวทีซึ่งเธอยังจำได้ไม่มีเลือน

“ตอนนั้นไปแสดงที่วัดสีชมพู กรุงเทพฯ ความรู้สึกของการเป็นคนดูกับคนที่ได้ขึ้นแสดงมันต่างกันมาก ๆ เลยนะคะ ตอนดูหน้าเวทีเหมือนเราไปนั่งดูผลงานเขาเฉย ๆ แต่ตอนนี้เราเป็นผู้สร้างผลงานให้ผู้ชมหน้าเวทีดู ตอนแรกก็กดดัน แต่ตอนนี้เริ่มชินแล้วค่ะ”

เพราะคณะหมอลำเสียงวิหค ยูกิ เพ็ญผกา จึงมีตัวตนขึ้นมาท่ามกลางเสียงแคน

“ชื่อ ยูกิ เพ็ญผกา หัวหน้าวงเป็นคนตั้งให้ค่ะ เป็นชื่อที่ใช้ในวงการ หนูว่ามันเพราะดี”

จากสเต็ปการเติบโตของกันและกัน คณะกับนักแสดง ยูกิเข้ามารับบทบาทในฐานะนักแสดงสมทบ ฝึกร้องเพลง ฝึกการแสดง และศึกษาสิ่งที่เกี่ยวกับหมอลำในทุก ๆ วัน

“ท่าทางไม่ยาก เรื่องร้องยากกว่าค่ะ ร้องหมอลำยากกว่าร้องเพลงลูกทุ่งด้วย เพราะเพลงหมอลำจะมีเกริ่น หัวเพลงจะเป็นการเกริ่น แล้วก็จะเป็นทำนองรำซึ่งจะแตกต่างกันออกไป แล้วช่วงถัดมาจะเป็นเพลงธรรมดาเลยค่ะ เป็นทำนองที่แล้วแต่อาจารย์นักแต่งเพลงจะแต่งไป จะมีช่วงรำสลับกันกับท่อนร้อง ส่วนท่อนลงก็จะมีลูกเอื้อนนิดหน่อย ผสมกันไปจนจบเพลง

ยูกิ เพ็ญผกา หมอลำลูกครึ่งญี่ปุ่น-อีสาน กับบทบาทนางเอกคณะที่เริ่มต้นในวัย 13 ปี

“หนูก็ฝึกร้องเพลงอยู่เรื่อย ๆ ร้องเพลงทุกวัน ฝึกการแสดง ดูอะไรหลาย ๆ อย่างที่เกี่ยวกับหมอลำ เวลาซ้อมต้องมาซ้อมเองที่บ้าน ให้คุณพ่อ (พ่อเลี้ยง) ซ้อมให้ เพราะคุณพ่อร้องได้ค่ะ”

ครั้นแล้ววันหนึ่ง โอกาสพลิกชีวิตก็ล่องลอยมาหาเมื่อเธอมีอายุได้ 13 ปี

“หัวหน้าคณะเขามาบอกคุณแม่ค่ะว่าจะให้น้องมาเป็นนางเอก แต่น้องต้องลดหุ่น เพราะตอนนั้นหนูอ้วนอวบ ตัวกลมเลย” กว่ายูกิจะก้าวขึ้นมาเป็นนางเอก ไม่ได้มาด้วยโชคช่วย แต่เป็นความพยายาม มุ่งมั่น พัฒนาทั้งการร้องและภาพลักษณ์ 

“หนูใช้เวลา 2 เดือน ลดน้ำหนักไปเกือบ 10 กิโลกรัม ออกกำลังกาย งดอาหารเย็น บวกกับลดปริมาณอาหาร จากที่เคยกินของหวาน น้ำหวาน ช่วงนั้นหนูก็งดไปเลยค่ะ”

ในวัย 13 ปี เด็กผู้หญิงส่วนใหญ่น่าจะยังดิ้นรนกับชีวิตใหม่ในชั้นมัธยมศึกษา แต่เด็กหญิงยูกิกลับต้องเผชิญความกดดันเพิ่มจากภาระการเรียน นั่นคือการเดินสายออกแสดงไปทั่วภูธร

“หมอลำจะมีงานแสดงตามงานวัดหรืองานอื่น ๆ ที่เจ้าภาพจ้างไป เช่น งานทำบุญบ้านใหม่ ไปภาคอื่นด้วย อย่างเวลาลงกรุงเทพฯ ก็จะมีผู้จัดเขาจ้างไปลง 3 – 4 วัน งานจะไม่ไกลกันมาก แต่กรุงเทพฯ เล่นได้ถึงเที่ยงคืน ปกติเล่นถึงสว่าง”

ในช่วงแรกที่เพชรเม็ดใหม่ในวงการเริ่มเฉิดฉาย ชื่อต้นของเธอเป็นสิ่งที่ดึงดูดความสนใจจากพ่อแก่แม่เฒ่าไม่น้อย หลายคนลุกลี้ลุกลนที่จะได้รู้จักนางเอกอายุ 13 ที่มีชื่อเป็นภาษาญี่ปุ่น

“การที่เป็นลูกครึ่งและอายุน้อย หนูว่าน่าจะมีส่วนให้มีชื่อเสียงนะคะ คนที่เขามาดูพอรู้ว่าชื่อยูกิ ก็สงสัยและตื่นเต้นด้วยค่ะ บางคนก็มีเข้ามาถาม เราก็อธิบายให้เขาฟังไปว่าเป็นลูกครึ่งญี่ปุ่น เลยชื่อยูกิ”

จากตัวสมทบ สู่ตัวหลักของการแสดงหมอลำ ความกดดัน ความตื่นเต้น เสียงติชม เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องพบเจอ

“วันแรกที่ได้ขึ้นเป็นนางเอก ตอนนั้นหนูไปเล่นอำเภอโนนสะอาด จังหวัดอุดรธานี เปิดวงปีที่ 2 ค่ะ ตอนนั้นรู้สึกกดดันมาก ๆ อยู่ในห้องแต่กับเสียงเพลงอย่างเดียวเลยค่ะ ซ้อมทั้งวัน กดดัน กลัวมันออกมาไม่ดีเลยซ้อม ๆ ตลอดเลยค่ะ” เธอยังจดจำเรื่องราวทุกรายละเอียดของวันนั้นได้เป็นอย่างดี

“พอแสดงเสร็จก็โล่งเลยค่ะ โล่งมาก ๆ ความรู้สึกตอนนั้นคือตื่นเต้นแล้วก็ดีใจ เหมือนมันตื้นตันใจอยู่ตลอดเวลาที่มีคนหน้าเวที แล้วก็ดีใจที่ตัวเองได้ขึ้นเป็นนางเอก คืนนั้นก็คือสั่นทั้งคืนเลยค่ะ”

เป็นธรรมดาของมือใหม่ที่ต้องประสบผลตอบรับทั้งแง่บวกแง่ลบ ยูกิได้เก็บคำวิจารณ์เหล่านั้นมาใช้ในการผลักดันตนเองให้มีพลังสู้ต่อ ชั่วเวลาไม่นานก็มีแม่ยกทยอยมาติดพันเธอ

“ก็มีทั้งคนชมแล้วก็คนตินะคะ ปน ๆ กันไป” ยูกิ เพ็ญผกา กล่าวยิ้ม ๆ “หนูก็จำทุกคำพูดของทุกคนที่มาหา เพราะหนูดีใจและปลื้มใจทุกครั้งที่มีคนมาให้กำลังใจ ประทับใจทุกคน ทุกคำพูดเลย”

ยูกิ เพ็ญผกา หมอลำลูกครึ่งญี่ปุ่น-อีสาน กับบทบาทนางเอกคณะที่เริ่มต้นในวัย 13 ปี

ภายในเวลาไม่กี่ปีที่ได้เลื่อนขั้นเป็นนางเอกประจำคณะ หมอลำสาวลูกครึ่งรายนี้ได้ตระเวนไปทั่วภาคอีสาน งานที่จังหวัดไหนเป็นอย่างไร เธอสาธยายได้เป็นฉาก ๆ

“ที่แสดงในอีสาน จะไปแถวอุดรธานี ขอนแก่น มหาสารคาม อุบลราชธานีเป็นส่วนมากค่ะ อีสานใต้ก็ไปบ่อยเหมือนกัน แต่ละงานก็จะเหมือน ๆ กัน จังหวัดที่คนดูเยอะก็มีที่นครพนม บึงกาฬ แล้วก็หลายจังหวัด น่าจะเยอะหลายที่เลยค่ะ แต่หนูก็จำได้ไม่หมด

“เดินทางบ่อย ๆ ก็เหนื่อยอยู่ค่ะ อย่างเวลามีงานติดต่อกันหลายงาน ก็มีเพลียบ้างนิดหนึ่ง”

เสียงไก่ขันมักใช้เป็นสัญญาณของการแจ้งว่าเช้าวันใหม่ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว แต่เหล่าหมอลำใช้เสียงนี้เป็นสัญญาณของการจบการแสดงของพวกเขา

“วันที่มีแสดง หลังจากเล่นจนสว่างของงานที่แล้วมา หนูจะขึ้นรถมาล้างหน้า เสร็จแล้วหนูก็กินข้าวและนอนบนรถค่ะ พอถึงหน้างานก็ลงไปอาบน้ำ แต่งหน้าเตรียมขึ้นแสดงค่ะ แสดงทั้งคืนเลยถึงสว่างอีกเหมือนเดิมค่ะ แล้วก็นอนบนรถอีกเหมือนเดิม” ชีวิตที่วนลูปของเธอถูกบรรยายเหมือนวงกลมที่ไม่มีวันจบสิ้น แต่เปี่ยมไปด้วยพลังไฟที่เธอสนุกไปกับมัน

ภาพสวยงามบนเวทีหมอลำเบื้องหลังต้องแลกมาด้วยความยากลำบาก เสื้อผ้าสวยงามที่สวมใส่ต้องคอยปกป้องไม่ให้เลอะโคลนดินที่ชื้นแฉะจากฝนที่โหมกระหน่ำ เวทีที่ตกแต่งสวยงาม ด้านหลังต้องเนรมิตให้กลายเป็นเหมือนบ้านเพื่ออยู่อาศัยตลอดคืน

“ชีวิตหมอลำ นอนกลางดิน กินกลางทราย ถ่ายกลางทุ่งนาค่ะ ไปหน้างานบางวันมีแต่ป่า ห้องน้ำไม่มีเลย ลำบากในการเดินทาง ในการใช้ชีวิตอยู่หลังเวที มีบ้างที่มีฝนตก ขึ้นเวทีก็ต้องตากฝนเล่น แต่ถ้าฝนตกหนักก็ต้องหยุด เพราะไม่งั้นฉากเวทีมันอาจจะล้มทับคน อันตรายมากค่ะ” เธอถ่ายทอดชีวิตของหมอลำอีกด้านหนึ่งที่ผู้คนส่วนใหญ่ไม่เคยรู้ “เวลานอนก็มีเต็นท์ที่กาง เป็นเต็นท์ส่วนตัว เต็นท์ใครเต็นท์มัน เอาผ้าสีฟ้า ๆ มาอ้อมเต็นท์ ปูเสื่อนอนกันในนั้น เหมือนเป็นบ้าน”

กาลเวลาผันเปลี่ยน ความคิด และความรู้สึกของผู้คนย่อมแปรเปลี่ยนตาม สิ่งที่เป็นศิลปะการแสดงพื้นบ้านของไทยกลับถูกคนไทยด้วยกันด้อยค่า มองเป็นของราคาถูก

เส้นทางชีวิต ยูกิ เพ็ญผกา ที่กังวานด้วยเสียงแคนของลูกอีสานเชื้อญี่ปุ่น ในวันที่เป็นนางเอกคณะหมอลำหมู่อายุน้อยสุดคนหนึ่งในไทย

“น่าจะมีช่วงหนึ่งที่มีดราม่าบ่อย ๆ ก็จะกดดันตัวเอง ชอบไปอ่านคอมเมนต์ที่เขาเมนต์มา เมนต์ดราม่า เมนต์ด่า แต่ช่วงหลัง ๆ ก็โฟกัสไปที่คนให้กำลังใจ พ่อกับแม่ก็จะคอยบอกว่าอย่าคิดมาก”

แม้จะมีอาชีพการงานที่หาเลี้ยงครอบครัวได้เป็นมั่นเหมาะ แต่ยูกิก็ยังไม่ทอดทิ้งการเรียนเฉกเช่นเยาวชนทุกคน เธอยังคงศึกษาด้านคอมพิวเตอร์ธุรกิจในวิทยาลัยอาชีวศึกษาที่จังหวัดบ้านเกิด

ถึงอย่างไร ความฝันของเธอก็ยังคงมีหมอลำเป็นที่หนึ่งในใจเสมอ

“อยากมีชื่อเสียงโด่งดังค่ะ อนาคตที่วางไว้ก็น่าจะเกี่ยวกับครู อยากสอนหมอลำ”

อนาคตนั้นทำท่าจะเฉียดใกล้ความจริงเข้าไปทุกที ด้วยความเป็นคนกล้าฝัน กล้าลงมือทำ ตั้งใจจริง และไม่ละเลยความอ่อนน้อมถ่อมตน ผู้ใหญ่ในแวดวงหมอลำเพลงลูกทุ่งหลายคนจึงพากันเอ็นดูยูกิ และหยิบยื่นโอกาสแสดงฝีมือให้เธอเนือง ๆ หนึ่งในนั้นคือเจ้าของสมญา ‘ราชินีลูกทุ่งหมอลำ’ จินตหรา พูนลาภ ที่ยูกิออกปากเรียก ‘แม่จิน’ ได้โดยสนิทใจ

เธอเชื่อว่าต่อไปภายภาคหน้า ศิลปะการแสดงที่เธอรักอาจเป็นที่สนอกสนใจมากขึ้น จากการที่สื่อสังคมออนไลน์อย่าง TikTok นิยมเอาคลิปหมอลำไปเผยแพร่กัน

“หนูบังคับความคิดของใครไม่ได้ บางคนไม่ชอบหมอลำ ก็ไม่ได้บังคับให้มาชอบหมอลำ หนูเองแค่อยากอนุรักษ์ อยากสืบสานศิลปะของคนอีสานไว้ ถ้าไม่มีใครสืบสาน มันก็จะหายไป แล้วหนูเองก็ชอบของหนู ใครไม่ชอบก็ไม่เป็นไร” ความคิดที่ดูโตเกินวัยและแรงปราถนาอันแรงกล้าเปล่งออกมาจากสาวลูกครึ่งไทย-ญี่ปุ่นจากเมืองชัยภูมิคนนี้

“อยากฝากสำหรับคนที่ยังไม่รู้จักพวกเรานะคะ หมอลำเสียงวิหคถือว่าเป็นหมอลำน้องใหม่ของวงการหมอลำ เพิ่งตั้งมาได้ 3 ปี อาจจะผิดพลาดบ้าง อยากให้ทุกคนได้ลองมาดู ลองเปิดใจ และมาสนุกร่วมกัน การแสดงรับรองว่าน่าจะม่วน ติดตามคิวงานได้ที่เพจหมอลำเสียงวิหค มีอัปเดตทุก ๆ เดือน ใครไปดูหน้างานไม่ได้ก็มีไลฟ์ออนไลน์อยู่ตลอดค่ะ” นางเอกหมอลำหน้าละอ่อนเชิญชวนทิ้งท้าย

ความพยายามตลอดเส้นทางหมอลำของยูกิ จากจุดเริ่มต้นมันช่างยาวไกล ในระหว่างการเดินทางอาจเจอลูกรัง ดินทรุด การจราจรติดขัดบ้าง แต่ทุกอย่างเป็นเหมือนบทเรียนที่ทำให้เธอกลายเป็นคนที่แข็งแกร่งมากขึ้น และถนนที่มีชื่อว่าหมอลำเส้นนี้คงมีความยาวอีกไกลแสนไกล ให้เธอได้โลดแล่นไปอีกนานแสนนาน

เส้นทางชีวิต ยูกิ เพ็ญผกา ที่กังวานด้วยเสียงแคนของลูกอีสานเชื้อญี่ปุ่น ในวันที่เป็นนางเอกคณะหมอลำหมู่อายุน้อยสุดคนหนึ่งในไทย

Writer

Photographer

Avatar

ทศพล คามะดา

เรียนจบมหาลัย ปี 2555 ทำอาชีพช่างภาพ มาเรื่อยๆ จนถึงปัจจุบัน เป็นคนอารมณ์ดี ชอบเลี้ยงแมวไว้ 2 ตัว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load