อุบลฯ เคยเกือบไม่เหลือคนทอผ้าแล้ว

เป็นประโยคที่ฟังดูไม่น่าเชื่อ เมื่อตอนนี้เรากำลังเดินดูผ้าทอสุดสวยหลายผืนบนผนังของ ‘พิพิธภัณฑ์บ้านคำปุน’ โรงทอผ้าที่ตั้งชื่อตาม คำปุน ศรีใส ช่างทอผ้ามือเอกของอุบลราชธานีผู้ที่เพิ่งได้รับตำแหน่งศิลปินแห่งชาติประจำปี 2561 ไปหมาดๆ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

ไม่ใช่แค่นั้น ล่าสุด ผ้ากาบบัวจากโรงทอผ้าแห่งนี้ได้ส่งผ่านมือคิง เพาเวอร์ นำไปทูลเกล้าฯ ถวายเจ้าชายวิลเลียมและเจ้าหญิงเคท ณ สหราชอาณาจักร ในโอกาสที่พระองค์เสด็จฯ เยือนเมืองเลสเตอร์อีกด้วย โดยได้ถวายผ้าคลุมพระอังสาแด่เจ้าชาย และซิ่นแด่เจ้าหญิง ซึ่งเป็นของขวัญที่ว่ากันว่าทั้งสองพระองค์ทรงโปรดมาก แม้ทรงปิดกล่องแล้ว ก็ยังทรงเปิดกล่องกลับมาพิจารณา

ผ้ากาบบัวที่ว่าต้องเจ๋งขนาดไหนถึงได้รับความไว้วางใจให้เป็นของขวัญตัวแทนประเทศไทยไปอยู่ในพระหัตถ์ของราชวงศ์อังกฤษ ความสงสัยดังกล่าวพาเรามาไกลถึงอำเภอวารินชำราบ ในจังหวัดอุบลราชธานี
เราได้คุยกับ มีชัย แต้สุจริยา ลูกชายของแม่คำปุน ผู้อยู่เบื้องหลังผ้าผืนนี้

เขาเริ่มจากการอธิบายนิยามของผ้ากาบบัว ว่าคือผ้าที่ใช้เทคนิค 4 เทคนิคผสมกัน เริ่มจากเส้นยืนที่ต้องใช้ 2 สีขึ้นไป เพื่อให้เกิดลายทิวหรือลายแนวนอนขวางลำตัวเวลานุ่งซิ่น ส่วนเส้นพุ่งประกอบด้วย 3 เทคนิค นั่นคือยก (หรือ ‘ขิด’ ภาษาอีสาน แปลว่า การสะกิดเส้นยืนเพื่อให้เกิดลวดลายแค่บางจุด) หางกระรอก (หรือ ‘มับไม’ ภาษาอุบลคือการนำเส้นไหม 2 เส้นมาพันเกลียวกันก่อนใส่กระสวยทอ) และมัดหมี่ (คือการใช้เชือกมัดบางจุดก่อนย้อม ทำให้สีติดบางส่วนจนเกิดลวดลาย)

แค่นี้ก็น่าทึ่งแล้ว

แต่นี่เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น เราได้ฟังวิธีคิดเจ๋งๆ ที่ซ่อนอยู่ระหว่างใยผ้ากาบบัวอีกมากมาย จนขอนำมาเล่าให้ฟังต่อ ณ ที่นี้

ผ้ากาบบัว ผ้ากาบบัว ผ้ากาบบัว ผ้ากาบบัว ผ้ากาบบัว

เริ่มจากร่องรอยในอดีต

อุบลราชธานีเคยเป็นเมืองทอผ้าที่ยิ่งใหญ่

จังหวัดนี้เคยเป็นจังหวัดขนาดใหญ่อันดับหนึ่งของอีสาน ในสมัยรัชกาลที่ 5 ทรงมีรับสั่งให้พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ พระอนุชาต่างพระมารดาของพระองค์ รับผิดชอบดูแลมณฑลอีสาน โดยตั้งกองบัญชาการที่จังหวัดอุบลราชธานีในฐานะข้าหลวงต่างพระองค์

พระองค์ทูลเกล้าฯ ถวายผ้าทอจากอุบลราชธานีให้สมเด็จพระเชษฐา และรัชกาลที่ 5 ทรงมีพระหัตถเลขาตอบกลับเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ ร.ศ.114 ความว่า “ส่งผ้าเยียรบับลาวมาให้นั้นได้รับแล้ว ผ้านี้ทอดีมาก เชียงใหม่สู้ไม่ได้เลย ถ้าจะยุให้ทอมาขายคงจะมีผู้ซื้อ ฉันจะรับเป็นนายหน้า ส่วนที่ส่งมาจะให้ตัดเสื้อ ถ้ามีเวลาจะถ่ายรูปให้ดู แต่อย่าตั้งใจคอยเพราะจะถ่ายเมื่อใดบอกไม่ได้”

แต่เมื่อเวลาผ่านไป ในช่วงหลังๆ มีสินค้าและแฟชั่นจากต่างประเทศเข้ามา ทำให้ชาวอุบลฯ หันไปใช้ผ้าเมืองนอก และหลงลืมมรดกอันทรงคุณค่านี้ไป

หนึ่งในไม่กี่ร่องรอยที่ยังหลงเหลือคือที่บ้านของ คุณยายน้อย จิตตะยโศธร ยายของมีชัย

ยายน้อยเป็นทายาทตระกูล ‘จิตตะยโศธร’ สืบเชื้อสายจากเจ้าเมืองยโสธร เจ้านายผู้หญิงในสมัยก่อนต้องทอผ้าใช้เอง และครอบครัวนี้ก็สืบทอดความรู้ด้านการทอผ้ากันมาหลายรุ่น จนลงมาถึงมีชัยในยุคที่คนอื่นเลิกทอกันไปหมดแล้ว

มีชัยเล่าเรื่องในสมัยเด็กว่า “สมัยนั้นคุณตาเป็นคนเดียวที่นุ่งผ้าโสร่ง เวลาใครพูดถึงตาก็จะบอกว่า ผู้บ่าวที่นุ่งผ้างามๆ ใช่มั้ย คือตานุ่งผ้าที่งามที่สุดในยโสธร เพราะเป็นผ้าปูมของทวดซึ่งมีบรรดาศักดิ์”

เพราะรับรู้ถึงมรดกที่ล้ำค่าของตระกูลมาตั้งแต่เด็กๆ เขาจึงแน่วแน่ว่าจะหาทางสืบทอดวัฒนธรรมนี้สู่ลูกหลานให้ได้

ชุบชีวิต เรียกคืนตัวตน

“แค่ดูผ้าที่นุ่งเราก็มองออกว่าผู้นุ่งเป็นคนจากไหน” มีชัยอธิบาย

คนสุรินทร์ชอบผ้าเบาบาง ในขณะที่คนอุบลฯ จะชอบผ้าหนาเล็กน้อย ผ้ายโสธรมักย้อมเป็นสีชมพูกับเขียว ส่วนผ้าอำนาจเจริญจะออกเหลืองๆ จังหวัดเหล่านี้อยู่ใกล้กันนิดเดียว แต่เมื่อข้ามจังหวัดลักษณะผ้ากลับเปลี่ยน ผ้าจึงเป็นเครื่องบ่งชี้ตัวตนได้อย่างชัดเจน

มีชัยมองเห็นคุณค่าของผ้าในด้านนี้ และเก็บความเป็นอุบลฯ ไว้ในผ้ากาบบัว

อันดับแรกคือเรื่องลายทิวหรือลายแนวนอน ซึ่งเป็นที่นิยมในกลุ่มไทและไทยวน รวมถึงชาวอุบลสมัยก่อนด้วย มีชัยก็เห็นว่าควรเป็นคุณสมบัติที่ผ้ากาบบัวทุกผืนต้องมี

ไม่เพียงเท่านั้น ผ้ากาบบัวรุ่นต่อมายังมีการเพิ่มลวดลายจกดาวที่ตีนซิ่น การจกดาวคือการเอานิ้วจกลงไประหว่างเส้นด้ายที่ขึงทออยู่ แล้วปักลวดลายเฉพาะจุดออกมาเป็นรูปดาวระยิบระยับ นี่คือลักษณะเด่นที่ไม่มีในผ้าเก่าของจังหวัดอีสานอื่นใดเลยนอกจากอุบลฯ

ผ้ากาบบัว ผ้ากาบบัว ผ้ากาบบัว

และที่บันทึกตัวตนไว้ชัดเจนที่สุดคือ ผ้ากาบบัวคำ ผ้ากาบบัวรุ่นที่เพิ่มเทคนิคยกทองเข้าไป การยกทองคือการตีโลหะให้เป็นเส้นบางมากๆ แล้วทอแทรกเข้าไประหว่างไหม ทำให้ได้ผ้าออกมาแวววาวและหนักสุดๆ นี่เป็นเทคนิคที่เคยเกือบสูญหายไปจากอุบล เพราะคนธรรมดาสมัยก่อนห้ามใส่ผ้ายกทอง ทำให้มีทอในวังเจ้าวังนายเท่านั้น โชคดีที่ตระกูลของมีชัยสืบทอดเชื้อสายมา ทำให้ยังคงมีภูมิปัญญานี้อยู่

ผ้ากาบบัว ผ้ากาบบัว ผ้ากาบบัว

ชัดเจนแต่ยืดหยุ่น

การรักษาตัวตนเดิมว่ายากแล้ว ก็ยังยากไม่เท่าการคงตัวตนนั้นให้รอดได้ในโลกปัจจุบัน

มีชัยถอดบทเรียนให้เราฟังว่า “การฟื้นวัฒนธรรมผ้าทอไทยจะไม่ประสบความสำเร็จ หากผลผลิตออกมาไม่มีเอกลักษณ์ เช่น การยกผ้าหางกระรอกมาเป็นเอกลักษณ์ประจำจังหวัด แต่เทคนิคหางกระรอกนี่ใช้เยอะทุกจังหวัด ทำให้ไม่โดดเด่นชัดเจนพอ”

นั่นคือสาเหตุที่มีชัยคิดให้ผ้ากาบบัวมีเอกลักษณ์ชัดเจน กล่าวคือการใช้ 4 เทคนิคในผ้าผืนเดียว

แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็มองเห็นว่าวงการแฟชั่นนั้นอนิจจัง สิ่งที่อินเทรนด์อยู่ได้ไม่นานก็ต้องเปลี่ยนใหม่ เขาเลยตั้งกฎกติกาให้ผ้ากาบบัวอย่างยืดหยุ่น ผู้ทอจะเลือกใช้สีอะไรก็ได้ มัดหมี่เป็นลายอะไรก็ได้ ขิดตรงไหนเป็นรูปอะไรก็ได้ ส่วนเส้นยืนที่ต้องมี 2 สีขึ้นไป จะใช้ร้อยสีก็ได้

ผ้ากาบบัวจึงมีเพียงหนึ่งเดียว และมีได้เป็นร้อยเป็นพันแบบไปพร้อมกัน

หนึ่งในตัวอย่างการปรับใช้คือผ้ากาบบัวรุ่นล่าสุด ภายใต้ชื่อ ‘ผ้ากาบบัวแสงแรก’

เรื่องเริ่มมาจากว่า บ้านซะซองเป็นหมู่บ้านที่ได้เห็นพระอาทิตย์ขึ้นเป็นแห่งแรกในประเทศไทย มีชัยจึงใช้หมู่บ้านนี้เป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบเป็นผ้ากาบบัวแสงแรก เขาเก็บสีสันส้มตัดกับฟ้ามาจากพระอาทิตย์ยามเช้า และใช้ลวดลายคล้ายผ้าขาวม้า เพื่อเล่าถึงวิถีชีวิตชาวประมงของหมู่บ้าน ส่วนการมีมัดหมี่เพียงแค่แถบเดียว ก็เพราะหมู่บ้านนี้ยังไม่ชำนาญด้านการทอผ้า เลยฝึกให้ทอมัดหมี่ที่แสนยากทีละน้อยๆ ก่อน

งดงามทั้งภายหน้าและเรื่องราวเบื้องหลัง จนได้ไปอยู่ในพระหัตถ์ของราชวงศ์อังกฤษเลยทีเดียว

ผ้ากาบบัว ผ้ากาบบัว ผ้ากาบบัว ผ้ากาบบัว ผ้ากาบบัว ผ้ากาบบัว

แบบฝึกหัดทอผ้า

ไม่ว่าจะออกแบบผ้ามาดีแค่ไหน แต่ส่วนสำคัญที่ขาดไม่ได้ คือคนทอ

“ตอนที่เราเริ่มทำผ้ากาบบัวยังไม่มีกลุ่มทอผ้าเลย มีบ้านปะอาวบ้านเดียวที่ทอเป็น เราต้องขอทุนจังหวัดเพื่อจัดซื้อเครื่องมือทอผ้าให้หมู่บ้านนำร่อง 5 หมู่บ้าน เพื่อสร้างผ้ากาบบัวขึ้นมาให้ได้” มีชัยเล่าระลึกอดีต ก่อนบอกต่อไปว่า บ้านคำปุนได้ฝึกช่างทอผ้ารุ่นใหม่มาคนแล้วคนเล่า บางคนทอมัดหมี่ไม่เป็นก็ค่อยๆ ฝึกไป ขิดไม่เป็น แรกๆ ก็ให้คนอื่นมาเก็บขิดให้

เป้าหมายของโรงทอผ้าแห่งนี้คือ ฝึกอบรมช่างทอผ้าที่ไม่มีความชำนาญด้านใดด้านหนึ่งให้ทำได้ทุกอย่าง เรียกว่ารวมสรรพวิชาไว้ในผ้ากาบบัวผืนเดียว

การอบรมแต่ละครั้งมีคนมาร่วมมากถึงร้อยสองร้อยคน เพราะมาจากหลายหมู่บ้าน แต่ละหมู่บ้านมีความถนัดต่างกันไป เช่น บ้านหนองบ่อถนัดจกดาวและมีแปลงหม่อนที่สวย บ้านละสมดีถนัดทำซิ่นทิวมุก แต่ตอนแรกเหลือคนเดียวทั้งหมู่บ้านที่ทำลายจกดาวได้ บ้านจากจังหวัดอื่นที่ถนัดใช้กี่กระตุก ทำให้ทอเร็ว ได้วันละ 15 เมตร เทียบกับคนอุบลฯ ที่ได้วันละ 1 เมตรเท่านั้น

20 ปีผ่านไป มีคนหลายร้อยคนทั่วอีสานที่ทอผ้ากาบบัว

ไม่เหลือไหมเหลือ

ข้อดีอีกอย่างหนึ่งที่คนนึกอาจไม่ถึง คือผ้ากาบบัวใช้ไหมคุ้มสุดๆ

โดยทั่วไปแล้ว การจะทอผ้าให้ได้ 1 ผืนนั้นต้องใช้ไหมที่สีอยู่ในเซ็ตเดียวกันเป็นจำนวนมาก เวลาย้อมก็ต้องย้อมเผื่อเหลือ เพราะหากไหมหมดก่อนเสร็จผืน ย้อมใหม่แล้วจะไม่ได้สีเดิม ยกตัวอย่างเช่นผ้ามัดหมี่ต้องใช้ไหมมากถึง 24 – 25 หลอด เพื่อให้ได้ผ้าเป็นผืน คือ 2 หลา หากทอเสร็จผืนแล้ว สมมติว่าไหมเหล่านั้นเหลืออยู่ 5 หลอด ก็จะต้องเสียไปเฉยๆ เพราะการทอได้แค่ 5 คืบนั้นนำไปใช้ทำผ้าอะไรไม่ได้เลย

ผ้ากาบบัวแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ด้วยการเอาไหมเหลือๆ มารวมกัน สีหนึ่งทำขิด อีก 2 สีพันกันเป็นหางกระรอก แล้วแทรกระหว่างไหมมัดหมี่ จนทอยาวออกมาเป็นผ้าซิ่น 1 ผืนได้

“ไหมมันมีค่ามาก กว่าจะปลูกหม่อน เลี้ยงไหม ฟูมฟัก กินใบหม่อนวันละ 8 ครั้ง น้ำยาถูพื้นกลิ่นแรงก็ตาย คือเราเลี้ยงดีกว่าลูก เราเลยอยากนำของเหลือมาใช้ให้คุ้มค่า” เถ่าบอก

การถ่ายทอดวิธีนี้ให้กลุ่มทอผ้าทั่วอีสาน จึงเป็นการถ่ายทอดแนวคิดการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าไปพร้อมกัน

ผ้ากาบบัว ผ้ากาบบัว

ซื้อขายด้วยใจ ไม่ใช่ด้วยเงิน

คุณอาจคิดว่าผ้าดีขนาดนี้ต้องมีแต่คนรวยซื้อแน่ๆ

แต่ในความเป็นจริง ผ้ากาบบัวของคำปุนมีตั้งแต่สนนราคา 150 – 200 บาท หรือแม้แต่ผ้าซิ่นผืนใหญ่ในราคา 400 บาทก็ยังหาได้

มีชัยเล่าให้ฟังว่า ผู้ที่มาซื้อผ้าของคำปุนมีตั้งแต่ครอบครัวชาวนาจะแต่งงาน มาหาซื้อผ้าสำหรับไหว้ผู้ใหญ่ ไปจนถึงร้านกวยจั๊บญวนในเมืองที่จะแต่งงานลูกสาว ก็ขอซื้อผ้าซิ่นผืนเป็นแสนเพื่อให้ตนสวยที่สุดในงานของลูก
“ถามว่าใครกล้าใช้ผ้าผืนเป็นแสน คำตอบคือแม่ค้าพ่อค้าในตลาดสดธรรมดานี่แหละ” มีชัยบอก “มันอยู่ที่คุณค่าว่าเขาให้ความสำคัญกับสิ่งนั้นขนาดไหน”

เพราะมองเห็นความจริงข้อนี้ ผ้ากาบบัวจึงมีราคาหลากหลาย ตั้งแต่ผ้าของดีที่เป็นไหมล้วน ไปจนถึงของที่ใครๆ ก็ใช้ได้อย่างฝ้ายผสมไหมและฝ้ายล้วน โดยมีชัยย้ำอย่างชัดเจนว่า การกำหนดราคาของผ้าทุกผืนเหมาะสมกับมูลค่าแล้ว ไม่มากเกินไป ไม่น้อยเกินไป ตามต้นทุนของผ้าผืนนั้นๆ

“ธุรกิจมีความสำคัญนะ แต่ไม่ใช่อันดับแรก เป็นอันดับสองรองจากใจ” ปรมาจารย์ผ้าพูดด้วยรอยยิ้ม

Writer

อลิษา ลิ้มไพบูลย์

นักอยากเขียนผู้เรียนปรัชญาเพื่อเยียวยาอาการคิดมาก เวลาว่างใช้ไปกับการร้องคอรัสเล่นๆ แบบจริงจัง และดูหนังอย่างจริงจังไปเล่นๆ

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Creative Local

ตัวอย่างการใช้ไอเดียสร้างสรรค์ต่อยอดของดีของชุมชน

‘MAHORI Handcraft’ เป็นแบรนด์ลำโพงสัญชาติไทยที่เลือกใช้ไม้ไทยเป็นวัสดุหลัก

ไม่ต้องเฉลยที่มาก็พอเดาได้ ว่าชื่อที่ปะอยู่หน้าตู้ลำโพง ได้แรงบันดาลใจมาจากวงดนตรีไทยเครื่องผสมอย่าง ‘วงมโหรี’

ใช่ว่าจะเป็นไทยแค่ชื่อและการคัดสรรเอาไม้ไทยและวัสดุจากธรรมชาติมาใช้ ซึ่งเพียงเท่านี้ก็ทวีความแตกต่างจากลำโพงเจ้าอื่น ๆ ที่เคยเห็นมามากโขอยู่แล้ว แต่ที่น่าสนใจยิ่งขึ้นไปอีก คือยังเป็นลำโพงที่ออกแบบมาให้เหมาะกับฟังเพลงไทยอีกด้วย

“ ผมชอบอะไรไทย ๆ ตั้งแต่เปิดบริษัทออกแบบตกแต่งภายในก็ชื่อเสาเอก อินทีเรียดีไซน์ ลูกผมก็ชื่อชบา คือเราควรจะมีความภูมิใจที่เราเป็นคนไทย แล้วเราก็ควรพัฒนาตัวเองให้ดี สมกับที่เราภูมิใจในตัวเรา” หวัง-ศิริชัย หวังศิริเลิศ อินทีเรียดีไซเนอร์และนักออกแบบเฟอร์นิเจอร์วัยเก๋าผู้หลงใหลในเสียงดนตรี เจ้าของ MAHORI Handcraft ลำโพงบลูทูธทำมือเจ้าแรก ๆ ของไทยเริ่มโหมโรงถึงความตั้งใจ 

พร้อมกับเสียงจาก ‘มโหรี’ ที่เล่นเพลงคลาสสิกยุค 50 คลอเคล้าบทสนทนาขึ้นในห้องทำงานในบ้านของมัณฑนากรวัยใกล้เกษียณ

MAHORI Handcraft ลำโพงทำมือจากไม้ไทย ที่อินทีเรียวัยเกษียณตั้งใจดีไซน์ให้คนไทยฟัง

MAHORI โหมโรง

ห้องทำงานที่มีทั้งเทปคาสเซ็ตสูงตั้งเลยหัว เครื่องเสียงลำโพงต่างขนาด แผ่นซีดีที่แทรกตัวอยู่ตามชั้นไม้ และแผ่นเสียงไวนิลเพลงเก่า เป็นสิ่งยืนยันความหลงใหล

หวังเรียบจบด้านการออกแบบภายในมาโดยตรง แต่ความรักในเสียงดนตรีก็มีอยู่คู่กันมาตั้งแต่ยังไม่เข้ามหาลัย ตามประสาวัยรุ่น ฟังเพลง เล่นดนตรี เข้าร้านเทปเป็นส่วนหนึ่งของช่วงอายุ แม้กระทั่งสอบเอ็นทรานซ์ ก็ยังไม่วายขอใส่คณะดนตรีไปด้วย

“แต่ว่ามันติดออกแบบ ก็เลยได้ทำงานด้านนี้มาตลอด” เขาเล่าขำ ๆ

ไม่ผิดนักหากกล่าวว่า บนถนนของนักออกแบบมีเสียงเพลงร่วมทาง เพราะระหว่างการทำงาน 35 ปีที่ผ่านมา มัณฑนากรคนนี้ก็ยังคงฟังเพลงที่รัก ซื้อหาเล่นเครื่องเสียงวินเทจ ตามหาเสียงที่ใช่ โทนดนตรีที่ตัวเองชอบ และนำไปสู่การทดลองออกแบบลำโพงไว้ฟังเอง

“ผมทั้งทำ ทั้งเล่น ทั้งสร้าง เพราะผมชอบออกแบบ คิดว่าลำโพงพวกนี้เราก็ทำได้ เรารู้ว่าเสียงที่ดีควรจะเป็นยังไง ก็ศึกษาอ่านจากเว็บไซต์ นิตยสารเมืองนอก แล้วก็ซื้อมาทดลองทำ ซื้อแบรนด์ดัง ๆ ของเก่ามือสองมารื้อ เอามาดูกลไกข้างในว่าใช้อะไรบ้าง 

“จริง ๆ เราก็รู้หลักการแล้วล่ะจากการอ่านหนังสือ แต่เอามาดูเพื่อความชัวร์ เอามาทดลองเพราะอยากรู้ว่ามันเป็นอย่างนั้นจริง ๆ รึเปล่า ทำมาร่วมสิบปี ทำให้เพื่อนบ้างอะไรบ้าง แต่ก่อนมันมีเว็บบอร์ดของคนที่ชอบเครื่องเสียงชอบฟังเพลง ก็ทำแจกกันทีละ 10 – 20 ตัว ก่อนทำก็ซาวเสียงว่าใครจะเอาบ้าง”

MAHORI Handcraft ลำโพงทำมือจากไม้ไทย ที่อินทีเรียวัยเกษียณตั้งใจดีไซน์ให้คนไทยฟัง

หลังจากลองผิดลองถูกกับลำโพงด้วยตัวเองมาหลายปี สำเร็จเสียงดีตามชอบก็มาก ทำไปทิ้งไปเพราะเสียงที่ออกมาไม่พอใจก็เยอะ จนได้เสียงออกมาเป็นลำโพงสูตรเฉพาะ และกลายเป็นงานอดิเรกที่ทำคู่กับงานหลักอยู่ตลอด แต่ตอนนั้นก็เป็นเพียงการทำไว้ฟังเอง และแลกกับพี่น้องร่วมกลุ่มในวงแคบ ๆ 

พออายุเริ่มมากขึ้น พาให้เขาเริ่มคิดถึงแผนต่อไปในวาระเกษียณ

“เมื่อก่อนทำลำโพงเป็นงานอดิเรก ตอนหลังผมก็เริ่มวางแผนแล้ว เพราะว่างานอินทีเรียเป็นงานใหญ่ ตอนนี้อายุเยอะขึ้น ก็พยายามหางานที่วัยเกษียณก็ทำได้ เป็นแผนที่คิดมาตั้งแต่ต้มยำกุ้ง ปี 40” 

เหตุการณ์เกินคาดคิดของวิกฤตเศรษฐกิจในบ้านเราตอนนั้น แน่นอนว่าเจ้าของบริษัทออกแบบภายในก็ได้รับผลกระทบไปด้วย ช่วงที่ว่าเขาเคยหันไปเปิดเว็บไซต์ขายแผ่นซีดีเพลงเก่าอยู่ช่วงหนึ่ง ก่อนจะกลับมานั่งโต๊ะดราฟต์แบบเช่นเดิมเมื่อธุรกิจฟื้นตัวขึ้น จนกระทั่งโควิด-19 เริ่มระบาดหนักไม่นานมานี้ แผนที่คิดไว้ 20 กว่าปีจึงถึงคราวนำมาใช้จริง

“ผมคิดว่าถ้าเศรษฐกิจมีปัญหา หรือมีเหตุการณ์อะไรเหมือนตอนต้มยำกุ้งอีก ผมก็อยากทำอะไรที่มันเกี่ยวกับลำโพง ดนตรี และก็เฟอร์นิเจอร์ด้วย เอาความรู้สองอย่างนี้มาใช้ ปรากฏว่าโควิดมาจริง ๆ ผมก็เลยเปิดเพจขายลำโพงในเฟซบุ๊กได้ 2 ปีแล้ว ตั้งแต่เมื่อช่วงปลายปี 2019” 

ม่านค่อย ๆ เปิดออก เผยโฉมมโหรีสู่สาธารณชนในวงกว้างนับแต่นั้น

MAHORI Handcraft ลำโพงทำมือจากไม้ไทย ที่อินทีเรียวัยเกษียณตั้งใจดีไซน์ให้คนไทยฟัง

ลำโพงจากไม้ไทย

เอกลักษณ์หนึ่งของ MAHORI คือการใช้ไม้ไทยเป็นวัสดุหลัก

“ผมทำงานสถาปัตย์ งานออกแบบภายในที่คลุกคลีกับงานที่ใช้ไม้เป็นส่วนใหญ่” นักทำลำโพงเปรยขึ้น พลางเปิดภาพผลงานออกแบบที่ผ่าน ๆ มา

ไม้ เป็นของถนัดที่หวังมักหยิบมาใส่ในผลงานออกแบบบ้าน ประจักษ์พยานชัดเจนอย่างห้องทำงานส่วนตัวที่เรานั่งเปิดบทสนทนา ก็มีไม้เป็นส่วนประกอบอยู่แทบทั้งหมด เมื่อทำลำโพงเป็นของตัวเอง มีหรือว่าเขาจะไม่เอาลายเซ็นเข้ามาใส่

“ผมพยายามสร้างเอกลักษณ์ สร้างภาพลักษณ์ว่าเป็นไทย ผมเป็นอย่างนี้มาแต่ไหนแต่ไร มีความฝังใจอย่างนี้มาตลอดว่างานที่เมืองนอกทำได้ เราก็ทำได้ไม่ได้ด้อยไปกว่าเขา ในการทำงานทุกอย่าง ก็เลยใช้ไม้ไทย” ช่างลำโพงไขสาเหตุ

MAHORI Handcraft ลำโพงทำมือจากไม้ไทย ที่อินทีเรียวัยเกษียณตั้งใจดีไซน์ให้คนไทยฟัง
MAHORI Handcraft ลำโพงทำมือจากไม้ไทย ที่อินทีเรียวัยเกษียณตั้งใจดีไซน์ให้คนไทยฟัง

 ไม้ชื่อคุ้นหูอย่างไม้สัก ไม้พะยูง ไม้ประดู่ หรือไม้ชื่อแปลกหายากจำพวก ไม้มะริด ไม้กระพี้เขาควาย ล้วนถูกหยิบนำมาใช้ทำตู้ของลำโพง บางชนิดถึงจะไม่คุ้นเคยกับคนทั่วไป แต่เขาเผยว่าไม้พวกนี้คุณภาพดีและทนทานมาก โดยจะคอยหาซื้อจากทั้งในกลุ่มเฉพาะ หรือเสาะหาไม้จากที่ชาวบ้านนำมาขาย ตามแต่โอกาสว่าจะเป็นไม้ชนิดใด บางครั้งเป็นไม้เก่า หรือบางทีหากไม้ที่ได้มายังสดใหม่ ก็ต้องตากให้แห้งก่อนนำมาใช้

คุณสมบัติของไม้แต่ละชนิดแตกต่างกัน และให้เสียงที่ออกมาไม่เหมือนกัน อย่างไม้พะยูงมีความแน่นและน้ำหนักมาก ทำให้เสียงที่ออกมาหนักแน่นและทุ้มกว่า ส่วนไม้สักมีความแน่นของเนื้อไม้น้อยกว่า โทนเสียงที่ได้ยินก็จะนุ่มกว่า อรรถรสในการฟังเพลงก็ย่อมต่างไปด้วย

คุณสมบัติอีกประการของไม้จริง คือธรรมชาติสร้างสรรค์สีและลวดลายแต่ละแผ่นไว้ไม่เหมือนกัน เมื่อนำมาแปลงโฉมเป็นตู้ลำโพง นั่นหมายความว่าถึงจะใช้ไม้ชนิดเดียวกัน แต่ละชิ้นก็ออกมามีลายเฉพาะตัวเป็นเอกลักษณ์ ทำให้ลำโพงของ MAHORI จึงเป็นเสมือนงานลิมิเต็ดที่มีเพียงชิ้นเดียวในโลก

อีกอย่างหนึ่งนอกเหนือจากไม้ตู้ลำโพงซึ่งเป็นพระเอก พระรองอย่างแผ่นปิดหน้าลำโพงก็ยังเลือกใช้เป็นหวายและอ้อยแห้งสาน ฝีมือชาวบ้านวิสาหกิจชุมชนที่ทำเกี่ยวกับงานสานตะกร้าหวาย ไม่เพียงเข้าคอนเซ็ปต์ไทย ๆ แต่ยังเหมาะเหม็งกันกับดีไซน์ของลำโพง เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม แถมโทนสีก็เข้ากับพอดิบพอดี ซึ่งหวังยังบอกอีกว่า ในอนาคตแบรนด์ตั้งใจสรรหาผลิตภัณฑ์จากวัสดุธรรมชาติอื่น ๆ เข้ามาใช้ร่วมอีก

MAHORI Handcraft ลำโพงทำมือจากไม้ไทย ที่อินทีเรียวัยเกษียณตั้งใจดีไซน์ให้คนไทยฟัง

มากกว่าเครื่องเล่นเสียง แต่เป็นเครื่องใช้

กว่าจะได้เป็นลำโพงของ MAHORI แต่ละรุ่น นักออกแบบรุ่นใหญ่ค่อย ๆ เล่ากรรมวิธีการทำอย่างประณีต ไล่เรียงตั้งแต่การออกแบบขีดเขียนภาพร่างลงบนกระดาษ ก่อนขึ้นรูปลงสีเป็นสามมิติ แล้วจึงนำมาขึ้นแบบทดลอง และนำไปสู่แบบตัวจริงที่ขายทางหน้าเว็บไซต์ พิถีพิถันไม่ต่างจากการสร้างสรรค์เฟอร์นิเจอร์สักชิ้นหนึ่ง

อีกขั้นตอนสำคัญคือการกำหนดขนาดของแต่ละรุ่นให้เข้ากับดอกลำโพง ซึ่งกว่าจะได้เสียงออกมาถูกใจ หวังต้องนำดอกลำโพงขนาดต่าง ๆ มาทดลองเทียบเสียง และยังต้องออกแบบให้มีขนาดรับกันพอดีกับตู้ เพื่อคุณภาพของเสียงที่ออกมาตามมาตรฐานที่ต้องการ

MAHORI Handcraft ลำโพงทำมือจากไม้ไทย ที่อินทีเรียวัยเกษียณตั้งใจดีไซน์ให้คนไทยฟัง

“เราก็เหมือนเป็นผู้ควบคุมดูแลทั้งข้างนอกข้างใน ทั้งเสียงและหน้าตา ก่อนผมจะเรียกช่างมาทำ ผมต้องทำเองก่อน ทำเป็นตัวต้นแบบเพื่อทดลองเสียง อันไหนใช้ไม่ได้ก็ทิ้ง ก็ลองทำใหม่ไปเรื่อย ๆ จนกว่าตัวแบบจะดีแล้วจึงทำเป็นตัวสมบูรณ์” หวังเล่าวิธีการทำงาน

น่าสนใจว่า MAHORI ไม่เคยใช้คำว่า ‘เครื่องเล่นเสียง’ กับชิ้นงานของแบรนด์

“ผมไม่อยากไปอยู่ในกลุ่มคนเล่นเครื่องเสียง เพราะเขาจะเล่นแต่ของแพง ๆ ผมทำแต่ของที่คนทั่วไปซื้อได้ ไม่จำเป็นต้องเงินเยอะ แค่ฟังใช้งานทั่วไป” เจ้าของรีบบอกถึงที่มาของนิยามผลิตภัณฑ์ เขาอยากให้มองว่าลำโพงของ MAHORI เป็นหนึ่งในเครื่องใช้ภายในบ้าน ซึ่งมีคุณสมบัติพื้นฐานอย่างเสียงออกมาไม่เพี้ยน และทนทานต่อการใช้งาน ก็เพียงพอแล้วสำหรับการใช้งานในหมู่คนทั่วไป

แน่นอนว่าส่วนหนึ่งคือลำโพงนี้มีที่มาจากอินทีเรียดีไซเนอร์ ดังนั้นการออกแบบลำโพงทุกไซส์จึงคำนึงถึงหน้าตาเป็นโจทย์ใหญ่ ประหนึ่งเป็นเฟอร์นิเจอร์ที่เมื่อเอามาวางในบ้านแล้ว ดูไม่แปลกแยกจากเครื่องเรือนอื่น ๆ ด้วยรูปลักษณ์เรียบง่าย วินเทจ วางมุมไหนของห้องก็ดูดี

ลำโพงจากไม้ไทยและวัสดุจากธรรมชาติ ตั้งใจออกแบบมาให้ฟังกับเพลงไทยได้ดีที่สุด โดยมัณฑนากรผู้หลงใหลในเสียงดนตรี
ลำโพงจากไม้ไทยและวัสดุจากธรรมชาติ ตั้งใจออกแบบมาให้ฟังกับเพลงไทยได้ดีที่สุด โดยมัณฑนากรผู้หลงใหลในเสียงดนตรี

“เรามองว่าบ้านของคนไทยเป็นบ้านที่มีวัสดุเป็นไม้ มีเฟอร์นิเจอร์ผสมใหม่บ้างเก่าบ้าง บ้านส่วนใหญ่ของคนไทยไม่มีโมเดิร์นจ๋า แต่เป็นของปน ๆ กันไป” จากมุมมองของนักออกแบบ ในอนาคตเราน่าจะได้เห็นลำโพง MAHORI Handcraft เป็นหนึ่งในสมาชิกของโชว์รูมเฟอร์นิเจอร์อย่างเต็มรูปแบบ เพราะหวังกำลังซุ่มทำโปรเจกต์ร่วมกับร้าน เพื่อออกแบบและผลิตลำโพงคอลเลกชันใหม่ ๆ เพิ่มช่องทางการจำหน่าย เป็นเครื่องใช้สำหรับติดบ้านของคนรักเสียงดนตรี

ลำโพงที่ทำให้คนไทยฟัง

ในเว็บไซต์ของ MAHORI Handcraft มีประโยคหนึ่งชวนสะดุดตา ‘ลำโพงที่ทำให้คนไทยฟัง’ เราถามถึงที่มาที่ไป ก่อนได้คำตอบจากปากของช่างลำโพงมา 3 ข้อ

หนึ่ง คือเรื่องราคา เมื่อเทียบกับแบรนด์ใหญ่ ๆ ในขนาดไล่เลี่ยกัน ลำโพงไทยทำมือนี้ถือว่าถูกกว่ามาก คนไทยก็พอเลือกซื้อเลือกหามาใช้ได้

สอง แม้ราคาจะถูกกว่ากันแต่กลับได้วัสดุที่ดีกว่า เพราะเลือกใช้ไม้จริงทั้งแผ่น และในแง่คุณค่าของวัสดุจากไม้ไทยหายากที่รับรองว่ามีเพียงชิ้นเดียว เท่านี้ก็มีมากกว่าแบรนด์ใหญ่ ๆ ที่มักเลือกใช้ไม้อัดมาทำแล้ว

สาม คือเรื่องของเสียง ที่ผ่านการทดสอบจูนเสียงทั้งเพลงไทยและสากล ผสมกับประสบการณ์ด้านการฟังเพลงที่สั่งสมมาของหวัง จนได้เสียงที่เหมาะกับการฟังเพลงไทยมากที่สุด ต่างไปจากลำโพงยี่ห้อต่างประเทศที่ทำขายทั่วโลก จึงเทสต์เสียงให้เป็นกลางเพื่อฟังได้ทุกเพลงในโลก บางครั้งเมื่อมาฟังเพลงไทยจึงขับคุณภาพออกมาไม่ดีเท่า

ระหว่างที่เปิดลำโพงแต่ละไซส์ให้ทดลองฟังเปรียบเทียบ เขาชี้ชวนให้เห็นถึงความแตกต่างทั้งจากยี่ห้อเดียวกันแต่ต่างรุ่น ซึ่งค่อย ๆ ไล่ระดับความละมุนกลมกล่อมของเสียงตามขนาดตัว และความต่างจากลำโพงทั่วไป ซึ่งมักจะให้เสียงสูงหรือเบสหนัก ๆ เป็นหลัก แต่ขณะที่ลำโพงสไตล์ไทยนี้ กลับเลือกใช้เสียงกลางเป็นตัวชูโรง เพราะเป็นย่านเสียงที่รวบรวมรายละเอียดของเพลงไว้ โดยเฉพาะเสียงร้อง ช่วยถ่ายทอดอารมณ์ของบทเพลงที่เปิดฟังอยู่ได้อย่างครบถ้วน

ลำโพงจากไม้ไทยและวัสดุจากธรรมชาติ ตั้งใจออกแบบมาให้ฟังกับเพลงไทยได้ดีที่สุด โดยมัณฑนากรผู้หลงใหลในเสียงดนตรี

“เพราะว่าเราฟังทั้งเพลงไทยและสากล จะทำลำโพงควรค่อย ๆ ปรับปรุงเสียง ซึ่ง ในยุคก่อนช่วง 50 – 60 เขาจะทำลำโพงแบบฟังไปปรับไปแก้ไป ผมก็ย้อนกลับไปทำแบบนั้น” หวังเสริมถึงความแตกต่างจากแบรนด์ทั่วไป

ถึงบรรทัดนี้ หลายคนอาจสงสัยว่า แล้วความต้องการทำมาเพื่อเพลงไทยที่ว่านี้เหมาะกับเพลงแนวไหนกัน

“ผมทำเพื่อฟังเพลงเก่า ฟังเพลงย้อนยุค” เขาว่าถึงเอกลักษณ์ของลำโพงที่จะให้เสียงย้อนยุคไม่เหมือนใคร ก่อนจะพูดต่อเหมือนรู้ความสงสัยที่เรากำลังจะถาม ว่าจริง ๆ แล้วลำโพงของเขาฟังเพลงใหม่ก็ได้นะ เช่น เพลงที่เลียนแบบซาวนด์ของเก่า แต่เพลงเสียงดังตูมตามแบบนักเลงรถกระบะ หรือเพลงแดนซ์เสียงดังอาจไม่เหมาะเท่าไรนัก

“ผมจูนไว้ฟังเพลงเก่า เพลงที่เราพอใจเป็นหลัก อย่างเพลงในยุค 50 – 70 แล้วก็เพลงคลาสสิก ส่วนเพลงใหม่ ๆ คนที่เอามาลองฟัง พวกเพลงแดนซ์เขาว่าไม่เพราะ แต่เพลงร็อกฟังได้นะ เพราะผมก็ฟังร็อก” หวังเล่ายิ้ม ๆ 

ก่อนเสียงประโคมเรื่องราวของมโหรีจะจบลง 

เชื่อว่าสุดท้ายแล้ว ลำโพงบลูทูธ MAHORI Handcraft น่าจะพาทุกคนได้สัมผัสความภูมิใจและคุณค่าของความเป็นไทยที่ หวัง-นักออกแบบภายในผู้กำลังจะเกษียณจากงานประจำ แล้วออกมาทำในสิ่งที่รักอย่างเต็มรูปแบบ ตั้งใจนำเสนอผ่านหลากหลายแง่งามของลำโพงฝีมือคนไทยแบรนด์นี้

ลำโพงจากไม้ไทยและวัสดุจากธรรมชาติ ตั้งใจออกแบบมาให้ฟังกับเพลงไทยได้ดีที่สุด โดยมัณฑนากรผู้หลงใหลในเสียงดนตรี

MAHORI Handcraft

เว็บไซต์ : mahorihandcraft.com/wp/

Facebook : Mahori Handcraft

YouTube : Mahori Handcraft

Writer

พณิช ตั้งวิชิตฤกษ์

นักลองฝึกพิสูจน์อักษร ผู้แสร้งเป็นนักลองฝึกเขียน อดีตเป็นนักเรียนภาษา ผู้สนใจเป็นนักเรียนประวัติศาสตร์ศิลป์ รักในมวลรอบข้างที่ดี กาแฟ ชาเขียว และแมวเหมียว

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load