อุบลฯ เคยเกือบไม่เหลือคนทอผ้าแล้ว

เป็นประโยคที่ฟังดูไม่น่าเชื่อ เมื่อตอนนี้เรากำลังเดินดูผ้าทอสุดสวยหลายผืนบนผนังของ ‘พิพิธภัณฑ์บ้านคำปุน’ โรงทอผ้าที่ตั้งชื่อตาม คำปุน ศรีใส ช่างทอผ้ามือเอกของอุบลราชธานีผู้ที่เพิ่งได้รับตำแหน่งศิลปินแห่งชาติประจำปี 2561 ไปหมาดๆ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

ไม่ใช่แค่นั้น ล่าสุด ผ้ากาบบัวจากโรงทอผ้าแห่งนี้ได้ส่งผ่านมือคิง เพาเวอร์ นำไปทูลเกล้าฯ ถวายเจ้าชายวิลเลียมและเจ้าหญิงเคท ณ สหราชอาณาจักร ในโอกาสที่พระองค์เสด็จฯ เยือนเมืองเลสเตอร์อีกด้วย โดยได้ถวายผ้าคลุมพระอังสาแด่เจ้าชาย และซิ่นแด่เจ้าหญิง ซึ่งเป็นของขวัญที่ว่ากันว่าทั้งสองพระองค์ทรงโปรดมาก แม้ทรงปิดกล่องแล้ว ก็ยังทรงเปิดกล่องกลับมาพิจารณา

ผ้ากาบบัวที่ว่าต้องเจ๋งขนาดไหนถึงได้รับความไว้วางใจให้เป็นของขวัญตัวแทนประเทศไทยไปอยู่ในพระหัตถ์ของราชวงศ์อังกฤษ ความสงสัยดังกล่าวพาเรามาไกลถึงอำเภอวารินชำราบ ในจังหวัดอุบลราชธานี
เราได้คุยกับ มีชัย แต้สุจริยา ลูกชายของแม่คำปุน ผู้อยู่เบื้องหลังผ้าผืนนี้

เขาเริ่มจากการอธิบายนิยามของผ้ากาบบัว ว่าคือผ้าที่ใช้เทคนิค 4 เทคนิคผสมกัน เริ่มจากเส้นยืนที่ต้องใช้ 2 สีขึ้นไป เพื่อให้เกิดลายทิวหรือลายแนวนอนขวางลำตัวเวลานุ่งซิ่น ส่วนเส้นพุ่งประกอบด้วย 3 เทคนิค นั่นคือยก (หรือ ‘ขิด’ ภาษาอีสาน แปลว่า การสะกิดเส้นยืนเพื่อให้เกิดลวดลายแค่บางจุด) หางกระรอก (หรือ ‘มับไม’ ภาษาอุบลคือการนำเส้นไหม 2 เส้นมาพันเกลียวกันก่อนใส่กระสวยทอ) และมัดหมี่ (คือการใช้เชือกมัดบางจุดก่อนย้อม ทำให้สีติดบางส่วนจนเกิดลวดลาย)

แค่นี้ก็น่าทึ่งแล้ว

แต่นี่เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น เราได้ฟังวิธีคิดเจ๋งๆ ที่ซ่อนอยู่ระหว่างใยผ้ากาบบัวอีกมากมาย จนขอนำมาเล่าให้ฟังต่อ ณ ที่นี้

ผ้ากาบบัว ผ้ากาบบัว ผ้ากาบบัว ผ้ากาบบัว ผ้ากาบบัว

เริ่มจากร่องรอยในอดีต

อุบลราชธานีเคยเป็นเมืองทอผ้าที่ยิ่งใหญ่

จังหวัดนี้เคยเป็นจังหวัดขนาดใหญ่อันดับหนึ่งของอีสาน ในสมัยรัชกาลที่ 5 ทรงมีรับสั่งให้พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ พระอนุชาต่างพระมารดาของพระองค์ รับผิดชอบดูแลมณฑลอีสาน โดยตั้งกองบัญชาการที่จังหวัดอุบลราชธานีในฐานะข้าหลวงต่างพระองค์

พระองค์ทูลเกล้าฯ ถวายผ้าทอจากอุบลราชธานีให้สมเด็จพระเชษฐา และรัชกาลที่ 5 ทรงมีพระหัตถเลขาตอบกลับเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ ร.ศ.114 ความว่า “ส่งผ้าเยียรบับลาวมาให้นั้นได้รับแล้ว ผ้านี้ทอดีมาก เชียงใหม่สู้ไม่ได้เลย ถ้าจะยุให้ทอมาขายคงจะมีผู้ซื้อ ฉันจะรับเป็นนายหน้า ส่วนที่ส่งมาจะให้ตัดเสื้อ ถ้ามีเวลาจะถ่ายรูปให้ดู แต่อย่าตั้งใจคอยเพราะจะถ่ายเมื่อใดบอกไม่ได้”

แต่เมื่อเวลาผ่านไป ในช่วงหลังๆ มีสินค้าและแฟชั่นจากต่างประเทศเข้ามา ทำให้ชาวอุบลฯ หันไปใช้ผ้าเมืองนอก และหลงลืมมรดกอันทรงคุณค่านี้ไป

หนึ่งในไม่กี่ร่องรอยที่ยังหลงเหลือคือที่บ้านของ คุณยายน้อย จิตตะยโศธร ยายของมีชัย

ยายน้อยเป็นทายาทตระกูล ‘จิตตะยโศธร’ สืบเชื้อสายจากเจ้าเมืองยโสธร เจ้านายผู้หญิงในสมัยก่อนต้องทอผ้าใช้เอง และครอบครัวนี้ก็สืบทอดความรู้ด้านการทอผ้ากันมาหลายรุ่น จนลงมาถึงมีชัยในยุคที่คนอื่นเลิกทอกันไปหมดแล้ว

มีชัยเล่าเรื่องในสมัยเด็กว่า “สมัยนั้นคุณตาเป็นคนเดียวที่นุ่งผ้าโสร่ง เวลาใครพูดถึงตาก็จะบอกว่า ผู้บ่าวที่นุ่งผ้างามๆ ใช่มั้ย คือตานุ่งผ้าที่งามที่สุดในยโสธร เพราะเป็นผ้าปูมของทวดซึ่งมีบรรดาศักดิ์”

เพราะรับรู้ถึงมรดกที่ล้ำค่าของตระกูลมาตั้งแต่เด็กๆ เขาจึงแน่วแน่ว่าจะหาทางสืบทอดวัฒนธรรมนี้สู่ลูกหลานให้ได้

ชุบชีวิต เรียกคืนตัวตน

“แค่ดูผ้าที่นุ่งเราก็มองออกว่าผู้นุ่งเป็นคนจากไหน” มีชัยอธิบาย

คนสุรินทร์ชอบผ้าเบาบาง ในขณะที่คนอุบลฯ จะชอบผ้าหนาเล็กน้อย ผ้ายโสธรมักย้อมเป็นสีชมพูกับเขียว ส่วนผ้าอำนาจเจริญจะออกเหลืองๆ จังหวัดเหล่านี้อยู่ใกล้กันนิดเดียว แต่เมื่อข้ามจังหวัดลักษณะผ้ากลับเปลี่ยน ผ้าจึงเป็นเครื่องบ่งชี้ตัวตนได้อย่างชัดเจน

มีชัยมองเห็นคุณค่าของผ้าในด้านนี้ และเก็บความเป็นอุบลฯ ไว้ในผ้ากาบบัว

อันดับแรกคือเรื่องลายทิวหรือลายแนวนอน ซึ่งเป็นที่นิยมในกลุ่มไทและไทยวน รวมถึงชาวอุบลสมัยก่อนด้วย มีชัยก็เห็นว่าควรเป็นคุณสมบัติที่ผ้ากาบบัวทุกผืนต้องมี

ไม่เพียงเท่านั้น ผ้ากาบบัวรุ่นต่อมายังมีการเพิ่มลวดลายจกดาวที่ตีนซิ่น การจกดาวคือการเอานิ้วจกลงไประหว่างเส้นด้ายที่ขึงทออยู่ แล้วปักลวดลายเฉพาะจุดออกมาเป็นรูปดาวระยิบระยับ นี่คือลักษณะเด่นที่ไม่มีในผ้าเก่าของจังหวัดอีสานอื่นใดเลยนอกจากอุบลฯ

ผ้ากาบบัว ผ้ากาบบัว ผ้ากาบบัว

และที่บันทึกตัวตนไว้ชัดเจนที่สุดคือ ผ้ากาบบัวคำ ผ้ากาบบัวรุ่นที่เพิ่มเทคนิคยกทองเข้าไป การยกทองคือการตีโลหะให้เป็นเส้นบางมากๆ แล้วทอแทรกเข้าไประหว่างไหม ทำให้ได้ผ้าออกมาแวววาวและหนักสุดๆ นี่เป็นเทคนิคที่เคยเกือบสูญหายไปจากอุบล เพราะคนธรรมดาสมัยก่อนห้ามใส่ผ้ายกทอง ทำให้มีทอในวังเจ้าวังนายเท่านั้น โชคดีที่ตระกูลของมีชัยสืบทอดเชื้อสายมา ทำให้ยังคงมีภูมิปัญญานี้อยู่

ผ้ากาบบัว ผ้ากาบบัว ผ้ากาบบัว

ชัดเจนแต่ยืดหยุ่น

การรักษาตัวตนเดิมว่ายากแล้ว ก็ยังยากไม่เท่าการคงตัวตนนั้นให้รอดได้ในโลกปัจจุบัน

มีชัยถอดบทเรียนให้เราฟังว่า “การฟื้นวัฒนธรรมผ้าทอไทยจะไม่ประสบความสำเร็จ หากผลผลิตออกมาไม่มีเอกลักษณ์ เช่น การยกผ้าหางกระรอกมาเป็นเอกลักษณ์ประจำจังหวัด แต่เทคนิคหางกระรอกนี่ใช้เยอะทุกจังหวัด ทำให้ไม่โดดเด่นชัดเจนพอ”

นั่นคือสาเหตุที่มีชัยคิดให้ผ้ากาบบัวมีเอกลักษณ์ชัดเจน กล่าวคือการใช้ 4 เทคนิคในผ้าผืนเดียว

แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็มองเห็นว่าวงการแฟชั่นนั้นอนิจจัง สิ่งที่อินเทรนด์อยู่ได้ไม่นานก็ต้องเปลี่ยนใหม่ เขาเลยตั้งกฎกติกาให้ผ้ากาบบัวอย่างยืดหยุ่น ผู้ทอจะเลือกใช้สีอะไรก็ได้ มัดหมี่เป็นลายอะไรก็ได้ ขิดตรงไหนเป็นรูปอะไรก็ได้ ส่วนเส้นยืนที่ต้องมี 2 สีขึ้นไป จะใช้ร้อยสีก็ได้

ผ้ากาบบัวจึงมีเพียงหนึ่งเดียว และมีได้เป็นร้อยเป็นพันแบบไปพร้อมกัน

หนึ่งในตัวอย่างการปรับใช้คือผ้ากาบบัวรุ่นล่าสุด ภายใต้ชื่อ ‘ผ้ากาบบัวแสงแรก’

เรื่องเริ่มมาจากว่า บ้านซะซองเป็นหมู่บ้านที่ได้เห็นพระอาทิตย์ขึ้นเป็นแห่งแรกในประเทศไทย มีชัยจึงใช้หมู่บ้านนี้เป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบเป็นผ้ากาบบัวแสงแรก เขาเก็บสีสันส้มตัดกับฟ้ามาจากพระอาทิตย์ยามเช้า และใช้ลวดลายคล้ายผ้าขาวม้า เพื่อเล่าถึงวิถีชีวิตชาวประมงของหมู่บ้าน ส่วนการมีมัดหมี่เพียงแค่แถบเดียว ก็เพราะหมู่บ้านนี้ยังไม่ชำนาญด้านการทอผ้า เลยฝึกให้ทอมัดหมี่ที่แสนยากทีละน้อยๆ ก่อน

งดงามทั้งภายหน้าและเรื่องราวเบื้องหลัง จนได้ไปอยู่ในพระหัตถ์ของราชวงศ์อังกฤษเลยทีเดียว

ผ้ากาบบัว ผ้ากาบบัว ผ้ากาบบัว ผ้ากาบบัว ผ้ากาบบัว ผ้ากาบบัว

แบบฝึกหัดทอผ้า

ไม่ว่าจะออกแบบผ้ามาดีแค่ไหน แต่ส่วนสำคัญที่ขาดไม่ได้ คือคนทอ

“ตอนที่เราเริ่มทำผ้ากาบบัวยังไม่มีกลุ่มทอผ้าเลย มีบ้านปะอาวบ้านเดียวที่ทอเป็น เราต้องขอทุนจังหวัดเพื่อจัดซื้อเครื่องมือทอผ้าให้หมู่บ้านนำร่อง 5 หมู่บ้าน เพื่อสร้างผ้ากาบบัวขึ้นมาให้ได้” มีชัยเล่าระลึกอดีต ก่อนบอกต่อไปว่า บ้านคำปุนได้ฝึกช่างทอผ้ารุ่นใหม่มาคนแล้วคนเล่า บางคนทอมัดหมี่ไม่เป็นก็ค่อยๆ ฝึกไป ขิดไม่เป็น แรกๆ ก็ให้คนอื่นมาเก็บขิดให้

เป้าหมายของโรงทอผ้าแห่งนี้คือ ฝึกอบรมช่างทอผ้าที่ไม่มีความชำนาญด้านใดด้านหนึ่งให้ทำได้ทุกอย่าง เรียกว่ารวมสรรพวิชาไว้ในผ้ากาบบัวผืนเดียว

การอบรมแต่ละครั้งมีคนมาร่วมมากถึงร้อยสองร้อยคน เพราะมาจากหลายหมู่บ้าน แต่ละหมู่บ้านมีความถนัดต่างกันไป เช่น บ้านหนองบ่อถนัดจกดาวและมีแปลงหม่อนที่สวย บ้านละสมดีถนัดทำซิ่นทิวมุก แต่ตอนแรกเหลือคนเดียวทั้งหมู่บ้านที่ทำลายจกดาวได้ บ้านจากจังหวัดอื่นที่ถนัดใช้กี่กระตุก ทำให้ทอเร็ว ได้วันละ 15 เมตร เทียบกับคนอุบลฯ ที่ได้วันละ 1 เมตรเท่านั้น

20 ปีผ่านไป มีคนหลายร้อยคนทั่วอีสานที่ทอผ้ากาบบัว

ไม่เหลือไหมเหลือ

ข้อดีอีกอย่างหนึ่งที่คนนึกอาจไม่ถึง คือผ้ากาบบัวใช้ไหมคุ้มสุดๆ

โดยทั่วไปแล้ว การจะทอผ้าให้ได้ 1 ผืนนั้นต้องใช้ไหมที่สีอยู่ในเซ็ตเดียวกันเป็นจำนวนมาก เวลาย้อมก็ต้องย้อมเผื่อเหลือ เพราะหากไหมหมดก่อนเสร็จผืน ย้อมใหม่แล้วจะไม่ได้สีเดิม ยกตัวอย่างเช่นผ้ามัดหมี่ต้องใช้ไหมมากถึง 24 – 25 หลอด เพื่อให้ได้ผ้าเป็นผืน คือ 2 หลา หากทอเสร็จผืนแล้ว สมมติว่าไหมเหล่านั้นเหลืออยู่ 5 หลอด ก็จะต้องเสียไปเฉยๆ เพราะการทอได้แค่ 5 คืบนั้นนำไปใช้ทำผ้าอะไรไม่ได้เลย

ผ้ากาบบัวแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ด้วยการเอาไหมเหลือๆ มารวมกัน สีหนึ่งทำขิด อีก 2 สีพันกันเป็นหางกระรอก แล้วแทรกระหว่างไหมมัดหมี่ จนทอยาวออกมาเป็นผ้าซิ่น 1 ผืนได้

“ไหมมันมีค่ามาก กว่าจะปลูกหม่อน เลี้ยงไหม ฟูมฟัก กินใบหม่อนวันละ 8 ครั้ง น้ำยาถูพื้นกลิ่นแรงก็ตาย คือเราเลี้ยงดีกว่าลูก เราเลยอยากนำของเหลือมาใช้ให้คุ้มค่า” เถ่าบอก

การถ่ายทอดวิธีนี้ให้กลุ่มทอผ้าทั่วอีสาน จึงเป็นการถ่ายทอดแนวคิดการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าไปพร้อมกัน

ผ้ากาบบัว ผ้ากาบบัว

ซื้อขายด้วยใจ ไม่ใช่ด้วยเงิน

คุณอาจคิดว่าผ้าดีขนาดนี้ต้องมีแต่คนรวยซื้อแน่ๆ

แต่ในความเป็นจริง ผ้ากาบบัวของคำปุนมีตั้งแต่สนนราคา 150 – 200 บาท หรือแม้แต่ผ้าซิ่นผืนใหญ่ในราคา 400 บาทก็ยังหาได้

มีชัยเล่าให้ฟังว่า ผู้ที่มาซื้อผ้าของคำปุนมีตั้งแต่ครอบครัวชาวนาจะแต่งงาน มาหาซื้อผ้าสำหรับไหว้ผู้ใหญ่ ไปจนถึงร้านกวยจั๊บญวนในเมืองที่จะแต่งงานลูกสาว ก็ขอซื้อผ้าซิ่นผืนเป็นแสนเพื่อให้ตนสวยที่สุดในงานของลูก
“ถามว่าใครกล้าใช้ผ้าผืนเป็นแสน คำตอบคือแม่ค้าพ่อค้าในตลาดสดธรรมดานี่แหละ” มีชัยบอก “มันอยู่ที่คุณค่าว่าเขาให้ความสำคัญกับสิ่งนั้นขนาดไหน”

เพราะมองเห็นความจริงข้อนี้ ผ้ากาบบัวจึงมีราคาหลากหลาย ตั้งแต่ผ้าของดีที่เป็นไหมล้วน ไปจนถึงของที่ใครๆ ก็ใช้ได้อย่างฝ้ายผสมไหมและฝ้ายล้วน โดยมีชัยย้ำอย่างชัดเจนว่า การกำหนดราคาของผ้าทุกผืนเหมาะสมกับมูลค่าแล้ว ไม่มากเกินไป ไม่น้อยเกินไป ตามต้นทุนของผ้าผืนนั้นๆ

“ธุรกิจมีความสำคัญนะ แต่ไม่ใช่อันดับแรก เป็นอันดับสองรองจากใจ” ปรมาจารย์ผ้าพูดด้วยรอยยิ้ม

Writer

อลิษา ลิ้มไพบูลย์

นักอยากเขียนผู้เรียนปรัชญาเพื่อเยียวยาอาการคิดมาก เวลาว่างใช้ไปกับการร้องคอรัสเล่นๆ แบบจริงจัง และดูหนังอย่างจริงจังไปเล่นๆ

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Creative Local

ตัวอย่างการใช้ไอเดียสร้างสรรค์ต่อยอดของดีของชุมชน

ทันทีที่เครื่องมือนำทางพาเรามาถึงจุดหมาย เจ้าบ้านก็ต้อนรับเราด้วยน้ำมะพร้าวหอมๆ พร้อมบทบรรยายละลายพฤติกรรมว่าด้วยเรื่องวิชาสังเกตลูกมะพร้าวและวิธีกินน้ำมะพร้าวให้อร่อย 101

อาทิ การเจาะรูเพื่อกินน้ำมะพร้าว หากสังเกตกะลามะพร้าวให้ดี จะพบการแบ่งพื้นที่เป็น 3 ส่วนไม่เท่ากัน ส่วนที่ใหญ่สุดเป็นส่วนเดียวที่มีรูเจาะได้ หากรู้ ก็จะสามารถใช้หลอดเจาะกินน้ำมะพร้าวด้านในโดยไม่ต้องใช้มีดเปิดฝากะลา 

สีเขียวอ่อนกำลังดีของผิวมะพร้าวลูกโตตรงหน้าบอกเราว่า นี่คือมะพร้าวทึนทึก แก่ ดูเหมือนมีตำหนิ แต่ความจริงน้ำหวาน เนื้อเหนียวแต่อร่อย และเหมือนใครจะรู้ว่าเราอินกับเรื่องราวๆ นี้เป็นพิเศษจึงส่งกลิ่นปลาทูทอดมาตัดความสนใจ

มีคนเคยบอกว่า ปลาทูแม่กลอง จังหวัดสมุทรสงคราม ที่อร่อยแท้ ต้องหน้างอ คอหัก

นอกจากปลาทูขึ้นชื่อ วันนี้ที่สมุทรสงครามยังมีน้ำตาลมะพร้าวออร์แกนิกที่กินแล้วหน้ายิ้ม ไม่มีงอ

อันที่จริง เรายิ้มตั้งแต่ได้ยินชื่อแล้ว

เพียรหยดตาล เป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชนที่ทำน้ำตาลร่วมกับชาวสวนมะพร้าวด้วยภูมิปัญญาแบบดั้งเดิม ก่อตั้งโดย เก๋-ศิริวรรณ ประวัติร้อย เจ้าของสวนสุวรรณออร์แกนิกและหัวหน้าศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน และ เอก-อัครชัย ยัสพันธุ์ เจ้าของสวนมะพร้าวอินทรีย์ในจังหวัดราชบุรี ร่วมกันจุดประกายให้กลุ่มเกษตรกรคิดถึงคุณค่าของสิ่งที่มีอยู่ ด้วยการปลุกเตาตาลอายุกว่า 30 ปีที่กำลังหลับใหลให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง

เพียรหยดตาล เพียรหยดตาล

อุปกรณ์ชื่อประหลาดที่ใช้ในกระบวนการทำน้ำตาลจึงถูกเช็ดล้างเป็นการใหญ่เพื่อเตรียมนำกลับมาใช้

และดูเหมือนว่าคุณลุงคุณป้าผู้มีอายุมากกว่า 70 ปีแล้ว ก็ยังเต็มไปด้วยพลัง ฝีมือ ความชำนาญ ความคล่องแคล่ว ที่หาได้ลดลงตามวันเวลา จะว่าไปทั้งคนและอุปกรณ์ดูจะมีชีวิตชีวามากกว่าครั้งก่อน

กระบวนการและความเพียรที่ส่งผ่านทุกรายละเอียดทำให้เราไม่แปลกใจว่าทำไมเพียรหยดตาลจึงกำลังเป็นที่นิยมในหมู่เชฟและคนที่ตามหารสชาติดั้งเดิมของน้ำตาลมะพร้าว เช่น ร้านราบของเชฟแวน เฉลิมพล ที่ท่าพระอาทิตย์ ร้านกาแฟ ROOTS และร้านไอศกรีม Guss Damn Good

ก่อนจะพูดคุยกับเก๋และเอกเรื่องวิสาหกิจชุมชนเพียรหยดตาล หมู่ 1 ตำบลนางตะเคียน อำเภอเมืองฯ จังหวัดสมุทรสงคราม กันแบบยาวๆ คุณลุงคุณป้าเจ้าของถิ่นก็ชวนให้เราตามชาวคณะไปดูการทำน้ำตาลมะพร้าวแบบดั้งเดิมก่อน

ผูกเชือกรองเท้าให้พร้อม สวมหมวกกันแสงแดดให้มั่น แล้วเดินตามมาเลยค่ะ

เพียรหยดตาล

บทเพียรที่ 1

คบคนเพียร เพียรพาไปหาวัตถุดิบ

“ปีนเลยๆ” เสียงคุณป้าต๋อยร้องบอกเราเมื่อเห็นว่ากำลังชะเง้อมองเพื่อนคนที่ตัวสูงกว่าเอื้อมมือแตะชิมน้ำหวานจากงวงตาล

เพื่อรับรู้ความรู้สึกของการ ‘ขึ้นตาล’ อย่างชาวบ้าน เราจึงไม่รอช้าให้เสียแรงเชียร์จากป้าต๋อย

เพียรหยดตาล

วิธีการขึ้นสู่ต้นมะพร้าวนั้นง่ายดายด้วย ‘พะอง’ ไม้ไผ่ลำยาวที่มีตาของไผ่ยาวออกมาประมาณ 3 – 5 นิ้ว ใช้เป็นบันไดเพื่อพาดปีนขึ้นต้นมะพร้าวพันธุ์เตี้ยซึ่งชาวบ้านเรียกเหมารวมว่า ‘ตาล’ ชื่อเรียกแทนน้ำที่ได้จากพืชตระกูลปาล์ม อย่างต้นมะพร้าว ต้นตาล ต้นจาก

ก่อนจะไปถึงวิธีการทำน้ำตาลมะพร้าว เรามาทำความรู้จักการ ‘ขึ้นตาล’ หรือการเก็บน้ำตาลแบบดั้งเดิมกันก่อน ในแต่ละวันชาวบ้านจะขึ้นตาลทั้งหมด 2 รอบ ห่างกันรอบละ 8 ชั่วโมง ความแตกต่างระหว่างสวนมะพร้าวอินทรีย์กับสวนมะพร้าวทั่วไปคือระบบนิเวศที่รายรอบในพื้นที่ รวมถึงบรรดาผึ้งนานาพันธุ์ที่บินกินน้ำผึ้งอย่างขันแข็ง

เพียรหยดตาล

เมื่อชาวบ้านปีนพะองขึ้นไปถึงตำแหน่งของ ‘จั่น’ หรือช่อดอกของต้นมะพร้าว ผู้ขึ้นตาลจะใช้มีดปาดจั่นบางๆ จนเกิดหยดน้ำตาลค่อยๆ ไหลสู่กระบอกที่เตรียมไว้ ก่อนจะใส่ ‘ไม้พะยอม’ สับ มีสรรพคุณเป็นสารกันบูดแบบธรรมชาติ แต่ต้องระวังไม่ให้ใส่มากเกิน เพราะจะทำให้น้ำตาลที่ได้มีรสฝาด

เพียรหยดตาล เพียรหยดตาล

จากนั้นนำน้ำตาลที่ได้ไปต้มที่ ‘เตาตาล’ มีลักษณะพิเศษคือเป็นเตาหลุมซึ่งก่อไฟให้ความร้อนพร้อมกันจากจุดเดียว

ขั้นตอนนี้หากตั้งไฟต้มไม่นาน คุณจะได้น้ำตาลสดรสหวานอร่อยกินกับน้ำแข็งเย็นชื่นใจ แต่หากตั้งไฟต้มนานกว่านี้สักพักคุณก็จะได้น้ำตาลมะพร้าวอร่อยๆ ไว้ปรุงอาหารคาวหวานต่อไป

ค่อยๆ กวนน้ำตาลด้วย ‘โพง’ หม้อตักที่ต่อด้าม ระหว่างที่ต้มน้ำตาลจะเกิดฟองจำนวนมาก ขั้นตอนนี้ชาวบ้านจะนำ ‘โค’ ไม้ไผ่สานทรงกระบอกขนาดเล็กกว่ากระทะต้มตาลเล็กน้อยมาครอบ เพื่อให้ฟองลอยสูงขึ้นไม่ล้นออกนอกกระทะ วิธีแก้ตามภูมิปัญญาชาวบ้านคือ ใช้ทางมะพร้าวแตะเบาๆ ที่ปากโค น้ำมันจากใบมะพร้าวจะทำให้ฟองยุบตัวลงอย่างรวดเร็ว เคี่ยวต่อจนน้ำตาลในกระทะข้นระดับหนึ่ง ให้สังเกตความเข้มข้นและสีของน้ำตาลที่ค่อยๆ เข้มงวดขึ้น แสดงว่าได้ที่แล้ว จากนั้นยกออกจากเตาไปกรองตะกอนออกด้วยผ้าขาวบาง และนำมากระทุ้งด้วยไม้กระทุ้งให้อากาศค่อยๆ เข้าแทรกตัวจนเนื้อน้ำตาลเหนียวได้ที่ ก่อนเทใส่แบบเป็นอันเสร็จ

เพียรหยดตาล เพียรหยดตาล เพียรหยดตาล

ระหว่างที่สังเกตการณ์ท่าทีของคุณลุงคุณป้าชาวบ้านที่ผลัดกันรับส่งไม้กระทุ้งน้ำตาลให้ทีมงานดู เราพบว่า แม้ใครจะบอกว่าท่าทางที่ต่างกันไปจะไม่ส่งผลต่อรสชาติ แต่อย่างน้อยความหวานที่เกิดขึ้นต้องมีผลมาจากความร่วมมือทีละเล็กละน้อยเป็นสำคัญ

ขณะที่ทุกคนกำลังตักน้ำตาลอุ่นใส่ถ้วยคนละไม้คนละมืออยู่นั้น เราไม่อาจละสายตาจากน้ำตาลติดกระทะที่ค่อยๆ แข็งตัวเป็นตังเมอุ่นๆ หอมๆ ได้เลย ร้อนถึงลุงเล็ก เจ้าของเตาตาลแห่งนี้ ต้องหาก้านไม้เล็กๆ พันตังเมให้พวกเราลิ้มลอง

“ขั้นตอนไม่มีอะไรซับซ้อน มันคือการรอ” เอกสรุปขั้นตอนการทำน้ำตาลทั้งหมด โดยทั้งกระบวนการนี้ใช้เวลาประมาณชั่วโมงครึ่งถึง 2 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับความแรงของไฟและปริมาณน้ำตาลที่ใส่

เพียรหยดตาล เพียรหยดตาล

บทเพียรที่ 2

คนเจ้าน้ำตาล

เคล็ดลับน้ำตาลจากชาวหมู่ 1

ทำน้ำตาลไม่มีตำรา: คุณลุงวิชัยบอกว่า บางคนขึ้นมะพร้าว 10 ต้น ได้น้ำตาล 20 ลิตร บางคนได้น้ำตาล 5 ลิตร และในบางครัวเรือนสูตรที่ใช้ทำน้ำตาลก็แตกต่างกันระหว่างสามีและภรรยา

ทำน้ำตาลต้องรู้ใจน้ำตาล: รู้จักต้นมะพร้าวในสวน รู้จักความอ่อนความแก่ของช่อดอกหรือ ‘จั่น’ ชื่อเรียกของแหล่งกำเนิดหยดน้ำตาลก่อนโน้มงวงตาล ส่งผลต่อแรงที่ใช้โน้มงวงตาล และหยดน้ำตาลมะพร้าวที่จะได้

มีหยดน้ำตาก่อนหยดน้ำตาล: หากตื่นคุณตื่นเช้าทันตามคุณลุงวิชัย ใส่หมวกไฟฉายไปปีนต้นมะพร้าวขึ้นตาลตั้งแต่ตีสี่ โปรดระวังแมงป่องบนต้นมะพร้าวที่พิษมีฤทธิ์ทำให้แสบร้อนจนน้ำตาลไหล เอ้ย น้ำตาไหล คุณลุงวิชัยบอกว่า คนทำตาลมีแผลทุกคน ลำพังหากจะใส่ถุงมือป้องกันก็คงทำให้ปีนต้นไม้ไม่สะดวก

ตาลเช้า (ช่วงตี 4 – 6โมงเช้า) ให้น้ำตาลสดที่หอมหวานกว่าตาลเที่ยง (บ่าย 4 โมงเป็นต้นไป)

น้ำตาลมาจากพืชอะไรก็ได้ในตระกูลปาล์ม ชาวสมุทรสงครามนิยมใช้มะพร้าว ขณะที่ชาวเพชรบุรีนิยมใช้ตาลโตนด

เพียรหยดตาล

บทเพียรที่ 3

เพียรกระซิบบอก

“เราทิ้งไม่ได้ นี่คือสิ่งเรารู้สึก” เก๋รีบตอบ ทันทีที่เราถามถึงเหตุผลของการเปลี่ยนบ้านและสวนมะพร้าวออร์แกนิกของเธอให้เป็นศูนย์รวมใจชุมชน ทั้งศูนย์เรียนรู้การทำเกษตรอินทรีย์ ศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน และวิสาหกิจชุมชนเพียรหยดตาล

ผลผลิตจากสวนสุวรรณออร์แกนิกไม่ได้มีแค่พืชท้องถิ่นที่หากินได้เฉพาะที่สมุทรสงคราม เช่น ชะคราม หนามแมงดอหรือหนามพุงดอ เป็นต้น มะพร้าว ชีวภัณฑ์ที่จำเป็นต่อการดูแลสวนด้วยวิถีอินทรีย์ แต่ที่นั้นมีความภูมิใจในความเป็นเกษตรกรของพ่ออยู่

จากน้ำตาลปี๊บขนาด 30 กิโลกรัมของพ่อในอดีต มาวันนี้ น้ำตาลตรงหน้าถูกแบ่งเป็นน้ำตาลปึกก้อนละ 1 กิโลกรัม ก้อนละครึ่งกิโลกรัม

“คนใช้น้ำตาลยังเยอะอยู่นะ แต่เป็นเพราะคนทำน้ำตาลจริงๆ ต่างหากที่มีจำนวนลดน้อยถอยลงไป” เก๋เล่าสถานการณ์น้ำตาลในพื้นที่

เหตุผลที่น้ำตาลมะพร้าวแบบที่เราคุ้นเคยนั้นแข็งจัดจนต้องใช้มีดหั่นเพราะผสมน้ำตาลทรายเข้าไป

ใช่แล้ว คุณอ่านไม่ผิด ภายใต้ป้ายเขียนที่บอกว่าน้ำตาลแท้ๆ นั้นมีน้ำตาลปนอยู่ในน้ำตาล

“น้ำตาลแท้ คือน้ำตาลที่นิ่มๆ นั่นแหละ เพราะมันไม่ได้ผสมอะไร” คำตอบนี้ของเก๋ทำให้เราหันมามองน้ำตาลใหม่อีกครั้ง

เก๋บอกว่า เนื่องจากความเข้าใจของคนในปัจจุบันที่ยอมรับน้ำตาลรูปทรงสวยมากกว่าน้ำตาลมะพร้าวแท้ๆ ที่อ่อนตัวตามอุณหภูมิ ไม่แข็งตัวตลอดเวลา จนคิดว่าเป็นของเสียหรือไม่มีคุณภาพ จึงทำให้กระบวนการผลิตน้ำตาลมะพร้าวแท้ๆ เหล่านี้ค่อยๆ หายไป

กับวัตถุดิบและอาหารการกินอื่นๆ ก็เช่นกัน เราจึงจะเห็นว่าความหลากหลายของสิ่งที่เรากินทุกวันนี้ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะการคัดสรรของผู้จำหน่ายเพื่อความพอใจของผู้บริโภค

เพียรหยดตาล เพียรหยดตาล

บทเพียรที่ 4

เพื่อนพึ่งเพียรยามยาก

จากความสนใจเรื่องเกษตรอินทรีย์ เอกจึงตัดสินใจมาเรียนรู้จากเก๋ ผู้เชี่ยวชาญและทำสวนมะพร้าวอินทรีย์มากว่า 10 ปีที่จังหวัดสมุทรสงคราม เพื่อหวังความรู้กลับไปทำสวนมะพร้าวอินทรีย์ของตัวเองที่จังหวัดราชบุรี นอกจากความรู้และการแบ่งปันปัจจัยการผลิต เช่น การผลิตแตนเบียนบราคอน แมลงกำจัดหนอนหัวดำ ศัตรูพืชเบอร์หนึ่งของมะพร้าว เป็นการเพิ่มห่วงโซ่ในระบบนิเวศทดแทนความไม่สมดุลที่เกิดจากการใช้สารเคมี

แม้ไม่ได้เติบโตในพื้นที่จังหวัดสมุทรสงคราม หนุ่มราชบุรีอย่างเอกบอกว่า เขาหลงเสน่ห์ขั้นตอนการทำน้ำตาล ที่ไม่ต่างจากงานฝีมือแสนประณีต

มีรายละเอียดอีกมากมายที่เอกบอกว่าตามดูไม่เคยหมด ตั้งแต่เลือกไม้พะอง การโน้มจั่นตาลก่อนกรีด 7 วัน การตัดแต่งทางน้ำเมื่อฝนตกไม่ให้น้ำฝนลงมาในกระบอกเก็บตาล ทุกครั้งที่คุยกับชาวบ้านก็จะได้ศัพท์แปลกและความรู้ใหม่ทุกครั้ง

“ธรรมชาติของคนในวงการเกษตรอินทรีย์ค่อยๆ ขัดเกลาความคิดเราจากที่เคยสนใจแต่กระบวนการ ทำให้เรามองภาพที่กว้างกว่านั้น มิติของคน สังคม สิ่งแวดล้อม ยิ่งได้เห็นกระบวนการทำน้ำตาลของคนที่นี่ เรารู้สึกว่าเป็นสิ่งที่มีเสน่ห์มาก ยิ่งรู้ว่าหายากและกำลังจะหายไปในปัจุบัน เรายิ่งอยากสื่อสารออกไปให้คนรับรู้กระบวนการขั้นตอน” เอกเล่าถึงความตั้งใจสร้างการรับรู้ผ่านผลผลิตของกลุ่ม และเปิดโอกาสให้คนทั่วไปเข้ามาเรียนรู้ที่นี่ จึงชวนเก๋และชุมชนหมู่ 1 ร่วมจดทะเบียนก่อตั้งวิสาหกิจชุมชนเพียรหยดตาลขึ้นมา

“จุดเริ่มต้นเราไม่ได้มองว่าเรื่องใดเป็นปัญหาและเราอยากแก้ไข แต่เราทำเพราะเราชอบ เราอยากให้คนรับรู้ และถ้าสุดท้ายสิ่งนี้ทำให้คนสนใจกลับมาทำน้ำตาลมากขึ้นก็คงจะดี” แม้เอกจะบอกว่าเขาไม่แน่ใจว่าสิ่งนี้จะเป็นวิธีแก้ปัญหาหรือเปล่า แต่อย่างน้อยสิ่งที่เขาทำก็ใช่ว่าจะสูญเปล่า เพราะทุกกระบวนการเกิดขึ้นในชุมชนอยู่แล้ว เขาเพียงทำหน้าที่สื่อสารข้อมูลเหล่านี้ไปสู่ผู้บริโภค

เอกมองเห็นศักยภาพของกลุ่มจากพื้นฐานของสมาชิกกลุ่มที่ทำเรื่องเกษตรอินทรีย์อย่างจริงจังอยู่แล้ว เมื่อรวมกับองค์ความรู้จากคุณลุงในกลุ่ม เขาพบว่าแทนที่จะให้ลุงปีนต้นมะพร้าวเก็บน้ำตาล ก็เปลี่ยนให้ลุงเป็นผู้ให้ความรู้ จึงเกิดเป็นโมเดลของกลุ่มที่มีเรื่องการท่องเที่ยวรวมอยู่ด้วย

“กลุ่มมันเหนียวแน่นมากตั้งแต่เป็นกลุ่มเลี้ยงแตนเบียนบราคอนในศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน” เอกเล่า พร้อมชี้ชวนให้รู้ดูที่เพาะแตนเบียนบราคอน

แตนเบียนบราคอนเป็นแมลงที่กินหนอนหัวดำศัตรูหมายเลขหนึ่งของต้นมะพร้าว เพื่อระบบนิเวศที่สมบูรณ์ตามธรรมชาติ ทางกลุ่มจึงเพาะเลี้ยงเพื่อเพิ่มจำนวนแตนเบียนบราคอนทดแทนการสูญหายจากการใช้สารเคมีของสวนใกล้เคียง นอกจากแลกเปลี่ยนความรู้การเพาะพันธุ์แล้วทางกลุ่มยังมอบแตนเบียนบราคอนเพื่อปล่อยในเส้นทางสาธารณะและสวนมะพร้าวทิ้งร้างด้วย เป็นอีกหนึ่งความเข้มแข็งของชาวหมู่ 1 ที่ทำเกษตรมะพร้าวอินทรีย์อย่างยั่งยืน เพราะมีทั้งกระบวนการพึ่งพาตัวเองและการสร้างความร่วมมือตั้งแต่ต้นไปจนถึงปลายทาง

“เราคนเดียวเราไม่สามารถหล่อเลี้ยงและขยายองค์ความรู้สู่ชุมชนได้ แต่ถ้าชุมชนเข้มแข็ง มีเจ้าหน้าที่รัฐและเอกชนร่วมมือเข้ามาช่วยกันเราก็สามารถทำได้” เก๋เสริม

เพียรหยดตาล

บทเพียรที่ 5

เพราะธรรมดาจึงพิเศษ

เอกบอกว่า สิ่งที่ท้าทายที่สุด คือการสื่อสารความพิเศษของน้ำตาลจากกลุ่ม เพราะทั้งหมดคือความธรรมดา

“ผมไม่อยากให้บรรจุภัณฑ์ที่ใส่รบกวนคุณค่าที่แท้จริงของน้ำตาล เพราะเมื่อใดที่มีบรรจุภัณฑ์ดีไซน์สวยงามมันก็เหมือนการขายของฝากมากกว่าคุณค่าที่อยู่ด้านใน” เอกเล่าที่มาของการให้ความสำคัญกับคุณค่าน้ำตาล แทนที่จะเริ่มจากความสวยงามของบรรจุภัณฑ์อย่างวิสาหกิจชุมชนทั่วไป

ปัจจุบันผลผลิตจากเพียรหยดตาลมีขนาด 500 กรัม และ 1 กิโลกรัม ในจำนวนที่จำกัดตามกำลังผลิตที่มี มีลูกค้าประจำเป็นเชฟจากร้านอาหารและลูกค้าปลีกทั่วไปที่สนใจ โดยมีช่องทางจัดจำหน่ายทางออนไลน์และโทรศัพท์

“หากชุมชนอื่นหรือคนรุ่นใหม่สนใจอยากเริ่มต้นรวมตัวกันเพื่อรักษาหรือต่อยอดวิถีชีวิตและภูมิปัญญาท้องถิ่น เขาควรเริ่มต้นหรือความสำคัญกับเรื่องใดเป็นพิเศษ” เราถาม

“ก่อนอื่น ต้องทำความเข้าใจธรรมชาติของคนที่นั่น ในกรณีของเราที่ไม่เติบโตที่นี่ วิถีหรือกระบวนคิดจึงแตกต่างกัน บางเรื่องที่เราคิดว่าจริงจัง ชาวบ้านไม่ได้คิดว่าจริงจัง เหตุผลที่เราไม่ทำเพียรหยดตาลแบบรีบโต ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเราพยายามทำความเข้าใจกัน การเติบโตของกลุ่มจึงจะเป็นไปอย่างธรรมชาติตามความคิดที่ค่อยๆ เปลี่ยนไป ไม่ได้เกิดจากตัวเรากำหนดให้เป็น วัยที่ต่างกันก็ทำให้มีความคาดหวังต่างกัน อย่างลุงจิตอาจจะไม่ได้มองที่รายได้ เพราะทำเพื่อความสนุก ผมอาจจะมองว่าสิ่งนี้ต้องสร้างรายได้ด้วย

“แต่ถึงคิดเห็นไม่ตรงกันก็ไม่ใช่ปัญหานะ เพียงแต่เรามองหาสิ่งที่สอดคล้องกัน แรกๆ เราก็แอบเครียดเหมือนกันว่าทำไมไม่เป็นไปตามอุดมคติในใจ แต่วันนี้พบแล้วว่าต้องค่อยๆ เข้าใจและเพียรสื่อสาร” ถ้าคุณได้มีโอกาสมาอยู่ด้วยกันตรงนี้ คุณจะรู้สึกเหมือนเราว่า คำตอบสุดท้ายของเอกทำให้ขนมต้มน้ำตาลในมือเราหวานขึ้นอีก 3 ระดับ

เพียรหยดตาล เพียรหยดตาลFacbookเพียรหยดตาล

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load