อุบลฯ เคยเกือบไม่เหลือคนทอผ้าแล้ว

เป็นประโยคที่ฟังดูไม่น่าเชื่อ เมื่อตอนนี้เรากำลังเดินดูผ้าทอสุดสวยหลายผืนบนผนังของ ‘พิพิธภัณฑ์บ้านคำปุน’ โรงทอผ้าที่ตั้งชื่อตาม คำปุน ศรีใส ช่างทอผ้ามือเอกของอุบลราชธานีผู้ที่เพิ่งได้รับตำแหน่งศิลปินแห่งชาติประจำปี 2561 ไปหมาดๆ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

ไม่ใช่แค่นั้น ล่าสุด ผ้ากาบบัวจากโรงทอผ้าแห่งนี้ได้ส่งผ่านมือคิง เพาเวอร์ นำไปทูลเกล้าฯ ถวายเจ้าชายวิลเลียมและเจ้าหญิงเคท ณ สหราชอาณาจักร ในโอกาสที่พระองค์เสด็จฯ เยือนเมืองเลสเตอร์อีกด้วย โดยได้ถวายผ้าคลุมพระอังสาแด่เจ้าชาย และซิ่นแด่เจ้าหญิง ซึ่งเป็นของขวัญที่ว่ากันว่าทั้งสองพระองค์ทรงโปรดมาก แม้ทรงปิดกล่องแล้ว ก็ยังทรงเปิดกล่องกลับมาพิจารณา

ผ้ากาบบัวที่ว่าต้องเจ๋งขนาดไหนถึงได้รับความไว้วางใจให้เป็นของขวัญตัวแทนประเทศไทยไปอยู่ในพระหัตถ์ของราชวงศ์อังกฤษ ความสงสัยดังกล่าวพาเรามาไกลถึงอำเภอวารินชำราบ ในจังหวัดอุบลราชธานี
เราได้คุยกับ มีชัย แต้สุจริยา ลูกชายของแม่คำปุน ผู้อยู่เบื้องหลังผ้าผืนนี้

เขาเริ่มจากการอธิบายนิยามของผ้ากาบบัว ว่าคือผ้าที่ใช้เทคนิค 4 เทคนิคผสมกัน เริ่มจากเส้นยืนที่ต้องใช้ 2 สีขึ้นไป เพื่อให้เกิดลายทิวหรือลายแนวนอนขวางลำตัวเวลานุ่งซิ่น ส่วนเส้นพุ่งประกอบด้วย 3 เทคนิค นั่นคือยก (หรือ ‘ขิด’ ภาษาอีสาน แปลว่า การสะกิดเส้นยืนเพื่อให้เกิดลวดลายแค่บางจุด) หางกระรอก (หรือ ‘มับไม’ ภาษาอุบลคือการนำเส้นไหม 2 เส้นมาพันเกลียวกันก่อนใส่กระสวยทอ) และมัดหมี่ (คือการใช้เชือกมัดบางจุดก่อนย้อม ทำให้สีติดบางส่วนจนเกิดลวดลาย)

แค่นี้ก็น่าทึ่งแล้ว

แต่นี่เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น เราได้ฟังวิธีคิดเจ๋งๆ ที่ซ่อนอยู่ระหว่างใยผ้ากาบบัวอีกมากมาย จนขอนำมาเล่าให้ฟังต่อ ณ ที่นี้

ผ้ากาบบัว ผ้ากาบบัว ผ้ากาบบัว ผ้ากาบบัว ผ้ากาบบัว

เริ่มจากร่องรอยในอดีต

อุบลราชธานีเคยเป็นเมืองทอผ้าที่ยิ่งใหญ่

จังหวัดนี้เคยเป็นจังหวัดขนาดใหญ่อันดับหนึ่งของอีสาน ในสมัยรัชกาลที่ 5 ทรงมีรับสั่งให้พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ พระอนุชาต่างพระมารดาของพระองค์ รับผิดชอบดูแลมณฑลอีสาน โดยตั้งกองบัญชาการที่จังหวัดอุบลราชธานีในฐานะข้าหลวงต่างพระองค์

พระองค์ทูลเกล้าฯ ถวายผ้าทอจากอุบลราชธานีให้สมเด็จพระเชษฐา และรัชกาลที่ 5 ทรงมีพระหัตถเลขาตอบกลับเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ ร.ศ.114 ความว่า “ส่งผ้าเยียรบับลาวมาให้นั้นได้รับแล้ว ผ้านี้ทอดีมาก เชียงใหม่สู้ไม่ได้เลย ถ้าจะยุให้ทอมาขายคงจะมีผู้ซื้อ ฉันจะรับเป็นนายหน้า ส่วนที่ส่งมาจะให้ตัดเสื้อ ถ้ามีเวลาจะถ่ายรูปให้ดู แต่อย่าตั้งใจคอยเพราะจะถ่ายเมื่อใดบอกไม่ได้”

แต่เมื่อเวลาผ่านไป ในช่วงหลังๆ มีสินค้าและแฟชั่นจากต่างประเทศเข้ามา ทำให้ชาวอุบลฯ หันไปใช้ผ้าเมืองนอก และหลงลืมมรดกอันทรงคุณค่านี้ไป

หนึ่งในไม่กี่ร่องรอยที่ยังหลงเหลือคือที่บ้านของ คุณยายน้อย จิตตะยโศธร ยายของมีชัย

ยายน้อยเป็นทายาทตระกูล ‘จิตตะยโศธร’ สืบเชื้อสายจากเจ้าเมืองยโสธร เจ้านายผู้หญิงในสมัยก่อนต้องทอผ้าใช้เอง และครอบครัวนี้ก็สืบทอดความรู้ด้านการทอผ้ากันมาหลายรุ่น จนลงมาถึงมีชัยในยุคที่คนอื่นเลิกทอกันไปหมดแล้ว

มีชัยเล่าเรื่องในสมัยเด็กว่า “สมัยนั้นคุณตาเป็นคนเดียวที่นุ่งผ้าโสร่ง เวลาใครพูดถึงตาก็จะบอกว่า ผู้บ่าวที่นุ่งผ้างามๆ ใช่มั้ย คือตานุ่งผ้าที่งามที่สุดในยโสธร เพราะเป็นผ้าปูมของทวดซึ่งมีบรรดาศักดิ์”

เพราะรับรู้ถึงมรดกที่ล้ำค่าของตระกูลมาตั้งแต่เด็กๆ เขาจึงแน่วแน่ว่าจะหาทางสืบทอดวัฒนธรรมนี้สู่ลูกหลานให้ได้

ชุบชีวิต เรียกคืนตัวตน

“แค่ดูผ้าที่นุ่งเราก็มองออกว่าผู้นุ่งเป็นคนจากไหน” มีชัยอธิบาย

คนสุรินทร์ชอบผ้าเบาบาง ในขณะที่คนอุบลฯ จะชอบผ้าหนาเล็กน้อย ผ้ายโสธรมักย้อมเป็นสีชมพูกับเขียว ส่วนผ้าอำนาจเจริญจะออกเหลืองๆ จังหวัดเหล่านี้อยู่ใกล้กันนิดเดียว แต่เมื่อข้ามจังหวัดลักษณะผ้ากลับเปลี่ยน ผ้าจึงเป็นเครื่องบ่งชี้ตัวตนได้อย่างชัดเจน

มีชัยมองเห็นคุณค่าของผ้าในด้านนี้ และเก็บความเป็นอุบลฯ ไว้ในผ้ากาบบัว

อันดับแรกคือเรื่องลายทิวหรือลายแนวนอน ซึ่งเป็นที่นิยมในกลุ่มไทและไทยวน รวมถึงชาวอุบลสมัยก่อนด้วย มีชัยก็เห็นว่าควรเป็นคุณสมบัติที่ผ้ากาบบัวทุกผืนต้องมี

ไม่เพียงเท่านั้น ผ้ากาบบัวรุ่นต่อมายังมีการเพิ่มลวดลายจกดาวที่ตีนซิ่น การจกดาวคือการเอานิ้วจกลงไประหว่างเส้นด้ายที่ขึงทออยู่ แล้วปักลวดลายเฉพาะจุดออกมาเป็นรูปดาวระยิบระยับ นี่คือลักษณะเด่นที่ไม่มีในผ้าเก่าของจังหวัดอีสานอื่นใดเลยนอกจากอุบลฯ

ผ้ากาบบัว ผ้ากาบบัว ผ้ากาบบัว

และที่บันทึกตัวตนไว้ชัดเจนที่สุดคือ ผ้ากาบบัวคำ ผ้ากาบบัวรุ่นที่เพิ่มเทคนิคยกทองเข้าไป การยกทองคือการตีโลหะให้เป็นเส้นบางมากๆ แล้วทอแทรกเข้าไประหว่างไหม ทำให้ได้ผ้าออกมาแวววาวและหนักสุดๆ นี่เป็นเทคนิคที่เคยเกือบสูญหายไปจากอุบล เพราะคนธรรมดาสมัยก่อนห้ามใส่ผ้ายกทอง ทำให้มีทอในวังเจ้าวังนายเท่านั้น โชคดีที่ตระกูลของมีชัยสืบทอดเชื้อสายมา ทำให้ยังคงมีภูมิปัญญานี้อยู่

ผ้ากาบบัว ผ้ากาบบัว ผ้ากาบบัว

ชัดเจนแต่ยืดหยุ่น

การรักษาตัวตนเดิมว่ายากแล้ว ก็ยังยากไม่เท่าการคงตัวตนนั้นให้รอดได้ในโลกปัจจุบัน

มีชัยถอดบทเรียนให้เราฟังว่า “การฟื้นวัฒนธรรมผ้าทอไทยจะไม่ประสบความสำเร็จ หากผลผลิตออกมาไม่มีเอกลักษณ์ เช่น การยกผ้าหางกระรอกมาเป็นเอกลักษณ์ประจำจังหวัด แต่เทคนิคหางกระรอกนี่ใช้เยอะทุกจังหวัด ทำให้ไม่โดดเด่นชัดเจนพอ”

นั่นคือสาเหตุที่มีชัยคิดให้ผ้ากาบบัวมีเอกลักษณ์ชัดเจน กล่าวคือการใช้ 4 เทคนิคในผ้าผืนเดียว

แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็มองเห็นว่าวงการแฟชั่นนั้นอนิจจัง สิ่งที่อินเทรนด์อยู่ได้ไม่นานก็ต้องเปลี่ยนใหม่ เขาเลยตั้งกฎกติกาให้ผ้ากาบบัวอย่างยืดหยุ่น ผู้ทอจะเลือกใช้สีอะไรก็ได้ มัดหมี่เป็นลายอะไรก็ได้ ขิดตรงไหนเป็นรูปอะไรก็ได้ ส่วนเส้นยืนที่ต้องมี 2 สีขึ้นไป จะใช้ร้อยสีก็ได้

ผ้ากาบบัวจึงมีเพียงหนึ่งเดียว และมีได้เป็นร้อยเป็นพันแบบไปพร้อมกัน

หนึ่งในตัวอย่างการปรับใช้คือผ้ากาบบัวรุ่นล่าสุด ภายใต้ชื่อ ‘ผ้ากาบบัวแสงแรก’

เรื่องเริ่มมาจากว่า บ้านซะซองเป็นหมู่บ้านที่ได้เห็นพระอาทิตย์ขึ้นเป็นแห่งแรกในประเทศไทย มีชัยจึงใช้หมู่บ้านนี้เป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบเป็นผ้ากาบบัวแสงแรก เขาเก็บสีสันส้มตัดกับฟ้ามาจากพระอาทิตย์ยามเช้า และใช้ลวดลายคล้ายผ้าขาวม้า เพื่อเล่าถึงวิถีชีวิตชาวประมงของหมู่บ้าน ส่วนการมีมัดหมี่เพียงแค่แถบเดียว ก็เพราะหมู่บ้านนี้ยังไม่ชำนาญด้านการทอผ้า เลยฝึกให้ทอมัดหมี่ที่แสนยากทีละน้อยๆ ก่อน

งดงามทั้งภายหน้าและเรื่องราวเบื้องหลัง จนได้ไปอยู่ในพระหัตถ์ของราชวงศ์อังกฤษเลยทีเดียว

ผ้ากาบบัว ผ้ากาบบัว ผ้ากาบบัว ผ้ากาบบัว ผ้ากาบบัว ผ้ากาบบัว

แบบฝึกหัดทอผ้า

ไม่ว่าจะออกแบบผ้ามาดีแค่ไหน แต่ส่วนสำคัญที่ขาดไม่ได้ คือคนทอ

“ตอนที่เราเริ่มทำผ้ากาบบัวยังไม่มีกลุ่มทอผ้าเลย มีบ้านปะอาวบ้านเดียวที่ทอเป็น เราต้องขอทุนจังหวัดเพื่อจัดซื้อเครื่องมือทอผ้าให้หมู่บ้านนำร่อง 5 หมู่บ้าน เพื่อสร้างผ้ากาบบัวขึ้นมาให้ได้” มีชัยเล่าระลึกอดีต ก่อนบอกต่อไปว่า บ้านคำปุนได้ฝึกช่างทอผ้ารุ่นใหม่มาคนแล้วคนเล่า บางคนทอมัดหมี่ไม่เป็นก็ค่อยๆ ฝึกไป ขิดไม่เป็น แรกๆ ก็ให้คนอื่นมาเก็บขิดให้

เป้าหมายของโรงทอผ้าแห่งนี้คือ ฝึกอบรมช่างทอผ้าที่ไม่มีความชำนาญด้านใดด้านหนึ่งให้ทำได้ทุกอย่าง เรียกว่ารวมสรรพวิชาไว้ในผ้ากาบบัวผืนเดียว

การอบรมแต่ละครั้งมีคนมาร่วมมากถึงร้อยสองร้อยคน เพราะมาจากหลายหมู่บ้าน แต่ละหมู่บ้านมีความถนัดต่างกันไป เช่น บ้านหนองบ่อถนัดจกดาวและมีแปลงหม่อนที่สวย บ้านละสมดีถนัดทำซิ่นทิวมุก แต่ตอนแรกเหลือคนเดียวทั้งหมู่บ้านที่ทำลายจกดาวได้ บ้านจากจังหวัดอื่นที่ถนัดใช้กี่กระตุก ทำให้ทอเร็ว ได้วันละ 15 เมตร เทียบกับคนอุบลฯ ที่ได้วันละ 1 เมตรเท่านั้น

20 ปีผ่านไป มีคนหลายร้อยคนทั่วอีสานที่ทอผ้ากาบบัว

ไม่เหลือไหมเหลือ

ข้อดีอีกอย่างหนึ่งที่คนนึกอาจไม่ถึง คือผ้ากาบบัวใช้ไหมคุ้มสุดๆ

โดยทั่วไปแล้ว การจะทอผ้าให้ได้ 1 ผืนนั้นต้องใช้ไหมที่สีอยู่ในเซ็ตเดียวกันเป็นจำนวนมาก เวลาย้อมก็ต้องย้อมเผื่อเหลือ เพราะหากไหมหมดก่อนเสร็จผืน ย้อมใหม่แล้วจะไม่ได้สีเดิม ยกตัวอย่างเช่นผ้ามัดหมี่ต้องใช้ไหมมากถึง 24 – 25 หลอด เพื่อให้ได้ผ้าเป็นผืน คือ 2 หลา หากทอเสร็จผืนแล้ว สมมติว่าไหมเหล่านั้นเหลืออยู่ 5 หลอด ก็จะต้องเสียไปเฉยๆ เพราะการทอได้แค่ 5 คืบนั้นนำไปใช้ทำผ้าอะไรไม่ได้เลย

ผ้ากาบบัวแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ด้วยการเอาไหมเหลือๆ มารวมกัน สีหนึ่งทำขิด อีก 2 สีพันกันเป็นหางกระรอก แล้วแทรกระหว่างไหมมัดหมี่ จนทอยาวออกมาเป็นผ้าซิ่น 1 ผืนได้

“ไหมมันมีค่ามาก กว่าจะปลูกหม่อน เลี้ยงไหม ฟูมฟัก กินใบหม่อนวันละ 8 ครั้ง น้ำยาถูพื้นกลิ่นแรงก็ตาย คือเราเลี้ยงดีกว่าลูก เราเลยอยากนำของเหลือมาใช้ให้คุ้มค่า” เถ่าบอก

การถ่ายทอดวิธีนี้ให้กลุ่มทอผ้าทั่วอีสาน จึงเป็นการถ่ายทอดแนวคิดการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าไปพร้อมกัน

ผ้ากาบบัว ผ้ากาบบัว

ซื้อขายด้วยใจ ไม่ใช่ด้วยเงิน

คุณอาจคิดว่าผ้าดีขนาดนี้ต้องมีแต่คนรวยซื้อแน่ๆ

แต่ในความเป็นจริง ผ้ากาบบัวของคำปุนมีตั้งแต่สนนราคา 150 – 200 บาท หรือแม้แต่ผ้าซิ่นผืนใหญ่ในราคา 400 บาทก็ยังหาได้

มีชัยเล่าให้ฟังว่า ผู้ที่มาซื้อผ้าของคำปุนมีตั้งแต่ครอบครัวชาวนาจะแต่งงาน มาหาซื้อผ้าสำหรับไหว้ผู้ใหญ่ ไปจนถึงร้านกวยจั๊บญวนในเมืองที่จะแต่งงานลูกสาว ก็ขอซื้อผ้าซิ่นผืนเป็นแสนเพื่อให้ตนสวยที่สุดในงานของลูก
“ถามว่าใครกล้าใช้ผ้าผืนเป็นแสน คำตอบคือแม่ค้าพ่อค้าในตลาดสดธรรมดานี่แหละ” มีชัยบอก “มันอยู่ที่คุณค่าว่าเขาให้ความสำคัญกับสิ่งนั้นขนาดไหน”

เพราะมองเห็นความจริงข้อนี้ ผ้ากาบบัวจึงมีราคาหลากหลาย ตั้งแต่ผ้าของดีที่เป็นไหมล้วน ไปจนถึงของที่ใครๆ ก็ใช้ได้อย่างฝ้ายผสมไหมและฝ้ายล้วน โดยมีชัยย้ำอย่างชัดเจนว่า การกำหนดราคาของผ้าทุกผืนเหมาะสมกับมูลค่าแล้ว ไม่มากเกินไป ไม่น้อยเกินไป ตามต้นทุนของผ้าผืนนั้นๆ

“ธุรกิจมีความสำคัญนะ แต่ไม่ใช่อันดับแรก เป็นอันดับสองรองจากใจ” ปรมาจารย์ผ้าพูดด้วยรอยยิ้ม

Writer

อลิษา ลิ้มไพบูลย์

นักอยากเขียนผู้เรียนปรัชญาเพื่อเยียวยาอาการคิดมาก เวลาว่างใช้ไปกับการร้องคอรัสเล่นๆ แบบจริงจัง และดูหนังอย่างจริงจังไปเล่นๆ

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Creative Local

ตัวอย่างการใช้ไอเดียสร้างสรรค์ต่อยอดของดีของชุมชน

“มารียองสยาม แบรนด์ที่อยากทำให้คนคนหนึ่งเป็นที่รัก”

แพท-ทยิดา อุนบูรณะวรรณ หญิงสาวผู้ตกหลุมรักบาติกจากงานทีสิสบอกกับเราแบบนั้น เธอเติบโตมาในครอบครัวที่ชอบสะสมผ้าพื้นเมืองโบราณ และมีร้านตัดเสื้อผ้าตั้งแต่สมัยอาม่า แพทซึมซับบรรยากาศเหล่านั้นและผูกพันกับผืนผ้ามานาน 

รู้ตัวอีกที สตูดิโอบาติกเล็ก ๆ ภายในครอบครัวก็เกิดขึ้น มีทีมงานคือคุณป้าและพี่สาว บรรยากาศอบอุ่นนี้ส่งผ่านผลงานกระเป๋าและเสื้อผ้าโทนสีพาสเทลอุ่น ๆ แซมด้วยดอกไม้สุดแสนน่ารัก คือเอกลักษณ์ที่มองปุ๊บรู้ปั๊บว่ามาจาก ‘Marionsiam

Marionsiam ผ้าบาติกฉบับโมเดิร์น จ.อยุธยา วาดลายจากจิตรกรรมฝาผนังและย้อมสีเปลือกมะพร้าว

เบื้องหลังการพาบาติกเข้ามาอยู่ในชีวิตประจำวันของผู้คนมากขึ้น เต็มไปด้วยความสนุก ความเหน็ดเหนื่อย การค้นพบตัวตน เห็นคุณค่าของดีชุมชน ไปพร้อม ๆ กับเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ที่ไม่ได้ทำเป็นพิเศษ แต่เป็นหนึ่งในสิ่งธรรมดาที่แบรนด์ทำอยู่เสมอ

ระยะเวลาเพียง 2 ปี นับตั้งแต่เธอเริ่มทำทีสิสในวันนั้น ผ่านการประกวด Talent Thai & Designers’ Room จนมีสิทธิ์พาแบรนด์ไปเดินแฟชั่นโชว์ที่กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย และรับรางวัลรองชนะเลิศจากการประกวด Creative Textiles Award 2020 ประจำปี 2563 ภายใต้การถอดแบบแนวคิด BCG Economy Model จนมาถึงวันนี้ แพทมองว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา

‘เป็นแค่จุดเริ่มต้น’ 

มารียองสยาม

“แบรนด์นี้โตไปกับเรา เป็นพอร์ตโฟลิโอของเรา มันมีความหมายกับเรามาก”

บัณฑิตเอกแฟชั่นดีไซน์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาบัณฑิตคณะบริหารธุรกิจส่วนตัว มหาวิทยาลัยกรุงเทพ เอ่ย หลังจากทำแบรนด์มารียองสยามมาแล้ว 2 ปี แพทภูมิใจและพอใจกับการค่อย ๆ เติบโตของแบรนด์ 

เพราะทุกครั้งที่เธอตื่นมาทำงานผ้า เปรียบเสมือนการพักผ่อน

Marionsiam ผ้าบาติกฉบับโมเดิร์น จ.อยุธยา วาดลายจากจิตรกรรมฝาผนังและย้อมสีเปลือกมะพร้าว

“ปกติเราทำงานที่กรุงเทพฯ ด้วย เทียวไปเทียวมาที่สตูฯ อยุธยา ไปครั้งหนึ่งอยู่เป็นอาทิตย์ ช่วงที่ไปทำผ้าเหมือนเป็นช่วงที่ได้พัก หรือส่วนใหญ่เวลาเราอยากพัก จะชอบวาดรูป สเก็ตช์รูปลงกระดาษ พอต้องไปทำผ้ายาว ๆ เหมือนเป็นช่วงฟื้นฟูเหมือนกันนะ เราต้องมีสมาธิอยู่บนผ้าตลอดเวลา แล้วไม่มีใครมากวนเราเลย เพราะว่ามันเป็นที่ของเรา เราทำได้ตลอดเวลา 

“เราทำเช้าถึงเย็นแบบไม่ต้องไปไหนเลยก็ได้ เคยทำผ้านานที่สุดแบบไม่พักเลย 8 ชั่วโมง เราว่าเวลาผ่านไปเรื่อย ๆ ไม่รู้สึกเหนื่อยเลย” ไม่ใช่เรื่องง่ายกับการเจองานที่เหมือนการพักผ่อนไปในตัว แต่แพทค้นเจอ และทำมันออกมาได้ดีตามที่เธอปรารถนา

ก่อนจะกลายมาเป็นบาติกหนึ่งผืน ผ่านหลากหลายขั้นตอน เริ่มจากเลือกผ้า ขึงผ้า วาดลาย เขียนเทียน ลงสี เคลือบสี ซักทำความสะอาด แล้วนำไปตัดเย็บ แต่ละขั้นตอนของการลงมือทำ ก็เปรียบเสมือนก้าวการเติบโตของมารียองสยามด้วยเช่นกัน

Marionsiam ผ้าบาติกฉบับโมเดิร์น จ.อยุธยา วาดลายจากจิตรกรรมฝาผนังและย้อมสีเปลือกมะพร้าว

เลือกผ้า – เลือกอาชีพ

ผ้าที่เหมาะแก่การนำมาทำบาติก ควรเป็นผ้าจากเส้นใยธรรมชาติ ซึ่งมารียองก็เลือกผ้าจากเส้นใยธรรมชาติ แต่เป็นผ้าเส้นใยธรรมชาติที่เหลือทิ้งจากอุตสาหกรรมสิ่งทอ เพราะทุกการผลิตเสื้อผ้า โรงงานต้องสต็อกผ้าไว้จำนวนมาก เพื่อรองรับการผลิต หลังจากผลิตตามความต้องการของตลาดและแฟชั่น ยังมีผ้าเหลือค้างสต็อกเยอะมาก เพื่อรอปลายทางคือทำลายทิ้ง

“ผ้าที่เหลืออยู่เยอะกว่าที่เราคิดไว้มาก มันมีเยอะมากพอที่จะให้เราไปเลือกได้แบบสบาย ๆ”  ถ้าจินตนาการตามเธอเล่าคงเห็นภูเขาผ้ากองโต แพทตระหนักเรื่องผ้าที่เหลือจากอุตสาหกรรมสิ่งทอมาตั้งแต่สมัยเรียน ซึ่งเกิดขึ้นพร้อม ๆ กับความสนใจบาติก

“ตอนเรียนจบต้องทำทีสิสแฟชั่นโชว์ เราเลยเลือกทำบาติก จริง ๆ เราชอบไปเดินงานโอทอปมาก สนใจพวกผ้าไทย ผ้าทอมาตั้งแต่เด็ก เพราะที่บ้านชอบเก็บ เราก็เลยสนใจผ้าไทยไปด้วย แล้วก็รู้สึกว่าเทคนิคบาติกคล้ายสิ่งที่เราชอบ นั่นคือดรออิ้ง มันเป็นเทคนิคเด็กมากเลย เราเคยทำตั้งแต่สมัยเด็กแล้ว เวลาไปเดินห้าง ตามบูทเล็ก ๆ เพนต์ผ้าบาติกไว้ให้แล้วเราไประบายสีอย่างเดียว มันอยู่ในบูทปูนปลาสเตอร์ เราก็เลยทำมาตั้งแต่เด็ก เรารู้อยู่แล้วว่าบาติกคืออะไร แค่ไม่เคยทำจริงจัง” สาวเจ้าย้อนความหลัง

Marionsiam ผ้าบาติกฉบับโมเดิร์น จ.อยุธยา วาดลายจากจิตรกรรมฝาผนังและย้อมสีเปลือกมะพร้าว
Marionsiam ผ้าบาติกฉบับโมเดิร์น จ.อยุธยา วาดลายจากจิตรกรรมฝาผนังและย้อมสีเปลือกมะพร้าว

จากความสนใจ สู่การตัดสินใจลงมือทำ 

“เพิ่งคิดว่าจะทำบาติกตอนช่วงทำเล่มทีสิส เพราะรู้สึกว่าเราน่าจะต่อยอดบาติกได้ เราทำ Businesswear เป็นบาติก เป็นเสื้อผ้าที่ใส่ไปทำงานในเมืองได้จริง ๆ และตอนนั้นไม่ค่อยมีใครทำ เพราะคนก็ยังรู้สึกว่าเป็นเสื้อผ้าสำหรับชายหาด ต้องอยู่ทะเลถึงจะใส่ เรามาคิดได้ตอนเอาชุดออกมาโชว์แล้วอาจารย์เห็น กรรมการเห็น ทุกคนเห็น ดีไซเนอร์เขาก็แปลกใจว่ามีแบบนี้ด้วยหรอ เราว่าบาติกในแบบของเรามันคงไปต่อได้เลยลองดู ที่บ้านก็บอกว่า ‘ไม่มีอะไรจะเสีย ลองทำเลย’” แพทเล่า

วาดลาย เขียนเทียน – วาดแรงบันดาลใจ เขียนตัวตน

ถ้าพูดถึง Marionsiam ภาพที่ผุดขึ้นมาในหัวเรา คือภาพของบาติกสีละมุนอ่อนหวาน แฝงความสดใสด้วยลวดลายดอกไม้ ดอกไม้ และดอกไม้ ประดับเต็มผืนผ้า ชวนให้คิดว่าศิลปินต้องได้แรงบันดาลใจมาจากดอกไม้เป็นแน่ 

“ไม่เลย” เธอกล่าวกลั้วเสียงหัวเราะ ก่อนจะเฉลยที่มาสุดเซอร์ไพรส์

“จริง ๆ แล้วมาจากงานภาพเขียนฝาผนัง งานสถาปัตยกรรม เวลาไปที่ไหนเราชอบถ่ายรูปเก็บไว้ เราเป็นคนชอบดูตึก ชอบงานดีเทลเล็ก ๆ บนภาพเขียนฝาผนัง พอดูอันนั้นเสร็จ จะเอามาตัดทอนอีกที บางทีก็ชอบแค่ดอกเล็ก ๆ จุดเล็ก ๆ ที่อยู่บนผนังใหญ่ ๆ เราก็เลือกเอาตรงนั้นมาพัฒนา จนกลายมาเป็นดอกไม้อย่างที่ทุกคนเห็น ทั้งที่จริง ๆ แรงบันดาลใจของแพทไม่ได้มาจากดอกไม้เลย”

สถาปัตยกรรมกับศิลปะสมัยโรโกโกและเรเนสซองส์ต่างหาก ที่เป็นแรงบันดาลใจให้กับทุกผืนผ้า แต่เจ้าตัวก็เล่าปนขำว่าไม่รู้ทำไม ถึงออกมาเป็นดอกไม้ทุกที แต่ความบังเอิญนั้นก็นับเป็นเรื่องมหัศจรรย์และเสน่ห์ของมารียองสยามที่ยากจะเลียนแบบ 

Marionsiam ผ้าบาติกฉบับโมเดิร์น จ.อยุธยา วาดลายจากจิตรกรรมฝาผนังและย้อมสีเปลือกมะพร้าว
Marionsiam ผ้าบาติกฉบับโมเดิร์น จ.อยุธยา วาดลายจากจิตรกรรมฝาผนังและย้อมสีเปลือกมะพร้าว

ไม่ว่าจะลายอะไร แพทก็สนุกทุกครั้งที่ได้ลงมือร่าง โดยเฉพาะหนึ่งขั้นตอนสำคัญ

“แพทชอบตอนเขียนเทียน ชอบดูเวลาที่มันขึ้นมาเป็นลายเส้นเทียน เวลาเขียนไป เทียนจะค่อย ๆ ไหลออกมาจากจันติ้ง (Tjunting) ค่อย ๆ ไหลออกมาเป็นสาย เราชอบดูตอนนั้นมากที่สุดเลย” แพทตอบ เมื่อเราถามว่าเธอชอบขั้นตอนไหนที่สุด

บาติกเป็นความลงตัวของชีวิตแพท เพราะผสานความชอบดรออิ้ง สีน้ำ และงานคราฟต์เอาไว้ได้ในเวลาเดียวกัน

ลงสี – ลงใจ

“ความสนุกอีกอย่างก่อนลงสี คือการผสมสีเอง” เธอเกริ่นด้วยรอยยิ้ม

“เราลองเทสต์สีไปเรื่อย ๆ มีสมุดเล่มหนึ่งเราทำสวอชขึ้นมาเลย เขียนบอกว่าสีไหนผสมสีไหนได้สีไหน จากแม่สีแบบไหน โทนสีก็เลยจะเป็นประมาณนี้ทั้งหมด เหมือนอารมณ์คนวาดสีน้ำ นักวาดรูปจะมีชาร์ตสี ถาดสี เป็นพาเลตของตัวเอง อันนี้เหมือนกัน เสื้อผ้า กระเป๋าที่ออกมาก็เลยออกมาในทางเดียวกัน” ถ้าให้นิยาม เราขอเรียกพาเลตชุดนี้ว่า ‘สีโทนละมุน บางเบา อบอุ่น’

Marionsiam ผ้าบาติกฉบับโมเดิร์น จ.อยุธยา วาดลายจากจิตรกรรมฝาผนังและย้อมสีเปลือกมะพร้าว
Marionsiam ผ้าบาติกฉบับโมเดิร์น จ.อยุธยา วาดลายจากจิตรกรรมฝาผนังและย้อมสีเปลือกมะพร้าว

Marionsiam เลือกใช้สีธรรมชาติด้วย ตอนนี้มี 2 สี สีฟ้าจากครามสกลนคร และสีชมพูอ่อนจากเปลือกมะพร้าว

“เราใช้เปลือกมะพร้าว เพราะเป็นของเหลือใช้จริง ๆ จากร้านกาแฟแถวบ้านที่ไปซื้อบ่อย ๆ เขาทำกาแฟมะพร้าวแล้วเปลือกไม่ได้เอาไปทำอะไรต่อ ก็เลยขอมาลองดู พอเวิร์กเลยเลือกมาทำ ทุกวันนี้บอกเขาว่าให้เก็บเปลือกมะพร้าวไว้ให้เลยนะ เดี๋ยวไปเอา” เธอเล่าด้วยความสนุกในฐานะลูกค้าประจำเปลือกมะพร้าว พอได้เปลือกมา ก็ต้องต้มให้ออกสี ปล่อยให้เย็นแล้วจึงนำไปหมัก 

เชื่อหรือไม่ว่า จากกระบวนทั้งหมด เปลือกมะพร้าวสีน้ำตาลกลายเป็นสีชมพูทันที

“สีย้อมธรรมชาติ เราว่าไม่จำเป็นต้องขวนขวายทำเพื่อจะรักโลก มันเป็นสิ่งที่เราทำได้อยู่แล้ว หาวัตถุดิบง่ายด้วย แล้วทำไมถึงจะไม่ทำล่ะ” แพทย้ำความตั้งใจ เรื่องสิ่งแวดล้อมควรเป็นเรื่องที่ต้องนึกถึงและทำอยู่เสมอจนกลายเป็นความธรรมดา

“เราไม่ได้รู้สึกว่าต้องทำให้เรื่องนี้เด่นขึ้นมา เราทำให้มันเป็นเรื่องปกติ จริง ๆ ทำแบรนด์มา 2 ปีแล้ว ตั้งแต่ได้ที่สองงานประกวด หลังจากนั้นก็ใช้ผ้าเหลือทิ้งและสีธรรมชาติมาโดยตลอด แต่ไม่ได้โปรโมต เพราะเราแค่อยากทำให้มันเป็นเรื่องปกติทั่วไป”

แบรนด์เครื่องแต่งกายจาก ผ้าบาติก ที่ใส่ได้จริงจากเทคนิคบาติกริมเล และแนวคิดโมเดิร์นคราฟต์ของดีไซเนอร์รุ่นใหม่
แบรนด์เครื่องแต่งกายจาก ผ้าบาติก ที่ใส่ได้จริงจากเทคนิคบาติกริมเล และแนวคิดโมเดิร์นคราฟต์ของดีไซเนอร์รุ่นใหม่

การลงสีธรรมชาติบนผ้าจากเส้นใยธรรมชาติไปด้วยกันได้ดี แต่ทุกอย่างย่อมมีอุปสรรค 

“การลงสีในบางสภาพอากาศเป็นปัญหามาก อย่างตอนนี้อากาศชื้น ทำงานยากที่สุดแล้ว สิ่งยากที่สุดคือลม พอลมมา เทียนจะแห้งเร็วมาก ต้องเขียนไวมาก บนผ้าที่กระพือตลอดเวลา โหดมากเวลาลงสี ยิ่งรายละเอียดที่เยอะมาก ๆ ต้องใช้สมาธิมาก จะจิ้มสีลงไปให้ถูกช่อง บางทีจิ้มไม่ถูก ออกนอกเส้นบ้าง ด้วยความเป็นบาติก พอสีจิ้มออกข้างนอกนิดหนึ่ง ถ้าพลาดก็คือพลาดเลย”

การลงสีหน้าลมยากพอ ๆ กับการลงพื้นที่หน้าพายุ แพทเล่าย้อนถึงประสบการณ์สนุก ๆ ให้เราฟัง ตอนช่วงทำทีสิส เธอขึ้นเหนือล่องใต้จนกลายเป็นหนึ่งในกิจวัตรประจำวัน แพทไปเรียนรู้เทคนิคบาติกกับครูช่างที่จังหวัดเชียงใหม่และกระบี่

“เราโทรไปคุยกับเขาว่าอยากลองทำบาติก ตอนแรกเขาไม่เชื่อว่าจะทำจริง ๆ คิดว่ามาเล่น ๆ หรือเปล่า ไปทุกที่เป็นแบบนี้ทุกที่ เราก็แสดงให้เขาเห็นอย่างชัดเจนว่า เราตั้งใจมาทำจริง ๆ เขาถึงยอมสอน” แล้วต้องแสดงออกยังไง – เราถาม

“โอ้โห หนักมาก” เธอตอบทันที  “เราไปตอนมีพายุปาบึกที่แรงมาก ทั้งเครื่องบินมีไม่ถึง 10 คน ตอนอยู่ห้องพักหน้าต่างสั่นแรงมากเพราะลมพายุ เราก็แสดงเจตนาชัดเจนว่าเรามาทำจริง ๆ นะ ตั้งใจมาก ถ้ามาเล่น ๆ คงกลับแล้ว มันลำบากนิดหน่อย แต่สนุกดีค่ะ เป็นประสบการณ์ที่ดี เราไปอยู่กับเขา เขาทำแบบไหนเราก็ทำแบบนั้น เขากินอะไรเราก็กินด้วย” 

ความตั้งใจและจริงใจของแพทแสดงออกผ่านการกระทำ ถ้าไม่ตั้งใจมาจริง ๆ เจอพายุปาบึกก็คงตีตั๋วกลับบ้านแล้ว

“ไปอยู่ครั้งหนึ่งก็ประมาณหนึ่งอาทิตย์ อยู่กับเขาตั้งแต่ 9 โมงเช้าถึง 6 โมงเย็น จนเขาเลิกงาน ตอนนั้นเรารู้สึกว่าลำบากมาก ตอนอยู่กระบี่ รถก็ไม่มี เราไปอยู่กับพี่ ๆ ช่างทำผ้า เราอยู่โรงแรมคนเดียวยาว ๆ ไม่รู้จักใครเลย ตอนเช้าไปทำผ้าพร้อมเขา เขาก็ขับรถมาส่ง ตอนเย็นหาร้านข้าวกินเอง ร้านไกลมาก ขับรถก็ไม่เป็น ต้องวิ่งไป 6 กิโลเพื่อซื้อข้าวกลับที่พัก แต่ก็สนุกดีนะคะ”

เพราะตอนนั้นยังไม่มีคนทำบาติกที่กรุงเทพฯ เธอเลยจำเป็นต้องขึ้นเหนือ-ล่องใต้อยู่ครึ่งปีก่อนกลายมาเป็นแบรนด์

แบรนด์เครื่องแต่งกายจาก ผ้าบาติก ที่ใส่ได้จริงจากเทคนิคบาติกริมเล และแนวคิดโมเดิร์นคราฟต์ของดีไซเนอร์รุ่นใหม่

หลายคนรวมถึงเราคงอยากรู้ ว่ามีแวบหนึ่งที่รู้สึกเหนื่อยบ้างไหม

“รู้สึกเหนื่อยตลอดเวลาเลยค่ะ” แพทหัวเราะ ก่อนจะเล่าต่อ “จริง ๆ เตรียมใจตั้งแต่แรกแล้วว่าเหนื่อยแน่เลย เพราะตอนที่บอกอาจารย์ว่าจะทำธีสิสเป็นบาติกชุมชน อาจารย์ก็บอก โห เหนื่อยนะ เพราะว่าปกติ เพื่อนส่วนใหญ่จะไม่ค่อยทำพวกทุนทางวัฒนธรรม พวกงานคราฟต์  เพราะเวลาและพื้นที่จำกัด ส่วนใหญ่เขาจะไปทางแฟชั่นกัน ของเรามันเป็นบาติก ต้องใช้พื้นที่ค่อนข้างกว้างในการขึงเฟรมต่าง ๆ ก็เลยลำบาก ตอนแรกไม่แน่ใจว่าจะลำบากขนาดนั้น แต่พอเริ่มทำไปก็ลำบากจริงด้วย มันเหนื่อยแต่ก็สนุก ยิ่งพอชินมือไปแล้ว ทุกอย่างเริ่มลงตัว เริ่มมีสตูฯ เป็นของตัวเองแล้ว เป็นโฮมสตูดิโออยู่ที่บ้านที่อยุธยา พอเรามีตรงนี้ก็สบายขึ้นมากเลย”

เมื่อวันนั้นลงตัว แพทจึงทำเรื่อยมาจนถึงวันนี้ และจะเรื่อยไปอีกในอนาคต  

ตัดเย็บ – ตัดแต่งคราฟต์ไทยใส่ในชีวิตประจำวัน

ทุกความทุ่มเทและความตั้งใจแสดงออกมาให้เห็นผ่านทุกสินค้าของ Marionsiam ทั้งกระเป๋าและเสื้อผ้า ในลวดลายดอกไม้เทคนิคบาติก แต่แพทไม่เคยคิดจะหยุดอยู่แค่นั้น เธอใช้เทคนิคอื่น ๆ ที่เคยเรียนรู้มาผสมผสานในแบบฉบับของเธอ

“เราชอบทุกอย่างที่เป็นคราฟต์ เคยทำกระดาษสา เบญจรงค์ เซรามิก เคยใช้อีพอกซีมาปั้นกระดุมแทนเซรามิก เราพยายามหาเทคนิคหลายอย่างที่รวมกันได้ ไม่ใช่แค่บาติกอย่างเดียว จริง ๆ แล้วบาติกคือพื้นผิวเรียบ ๆ แต่พื้นฐานเราไม่ได้ชอบให้มันเรียบ เวลาซื้อผ้าจะดูให้มีเท็กซ์เจอร์ เพราะชอบจับผ้า พอมาทำบาติกก็เลยพยายามหาเทคนิคอื่น ๆ มาเสริมและทำให้งานมีมิติมากขึ้น”

แบรนด์เครื่องแต่งกายจาก ผ้าบาติก ที่ใส่ได้จริงจากเทคนิคบาติกริมเล และแนวคิดโมเดิร์นคราฟต์ของดีไซเนอร์รุ่นใหม่
แบรนด์เครื่องแต่งกายจาก ผ้าบาติก ที่ใส่ได้จริงจากเทคนิคบาติกริมเล และแนวคิดโมเดิร์นคราฟต์ของดีไซเนอร์รุ่นใหม่

กระดาษสา เบญจรงค์ เซรามิก บาติก เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่แพทเคยค้นเจอ หญิงสาวที่รักงานคราฟต์ สนุกและตื่นเต้นทุกครั้งเมื่อพบเทคนิคใหม่ และยังคงตามหาต่อไปเรื่อย ๆ ไม่หยุดหย่อน ขับเคลื่อนด้วยความรักในเสน่ห์ของงานคราฟต์

“จริง ๆ แล้วคราฟต์ไทยมีเอกลักษณ์เยอะมาก เยอะกว่าหลาย ๆ ประเทศ สวย เนี้ยบ ประณีต ซึ่งเรามองว่าคราฟต์มี 2 แบบ คือ Traditinal Craft กับ Modern Craft  อันหลังจะเป็นดีไซเนอร์รุ่นใหม่ เราว่าถ้ามีโมเดิร์นคราฟต์เยอะ ๆ มีคนเริ่มทำอะไรใหม่ ๆ ขึ้นมาความเป็น Traditional ก็จะขยายได้เยอะขึ้นด้วย” แพทเชื่อว่าถ้าจะให้ภูมิปัญาคงอยู่ต่อไปและได้รับการต่อยอดก็ควรบอกต่อ

“มันอาจจะต้องมีการสานต่อ เราเข้าใจว่าพอเป็นเทคนิคก็ขึ้นอยู่กับแต่ละบ้าน เหมือนเวลาได้ยินว่า บ้านนี้ช่างทอเก่งมาก เขาก็จะทำกันอยู่ในครัวเรือน ไม่เอาออกมาให้คนอื่นเห็นว่าทำยังไง เหมือนเป็นสูตรลับเฉพาะครอบครัว เราว่าที่มันหายไปเพราะบางคนในบ้านอาจจะไม่อยากทำแล้ว ในขณะที่คนอื่นอยากทำ แต่ด้วยความเป็นสูตรลับก็เลยบอกกันไม่ได้”

แพทเห็นเสน่ห์ของคราฟต์ไทยตั้งแต่เด็กจนโต และอยากให้คนที่สนใจลองสัมผัสมุมมองแบบที่เธอเห็นในฉบับของ Marionsiam ด้วยเช่นกัน

เราเชื่อว่าแบรนด์เล็ก ๆ แบรนด์นี้จะกลายเป็นหนึ่งในแบรนด์อันเป็นที่รักของใครสักคนอย่างแน่นอน

แบรนด์เครื่องแต่งกายจาก ผ้าบาติก ที่ใส่ได้จริงจากเทคนิคบาติกริมเล และแนวคิดโมเดิร์นคราฟต์ของดีไซเนอร์รุ่นใหม่

Marionsiam

โทรศัพท์ : 09 3756 3396

เว็บไซต์ : www.marionsiam.com

Facebook : Marionsiam

Instagram : Marionsiam

Writer

ปิยฉัตร เมนาคม

หัดเขียนจากบันทึกหน้าที่ 21/365 เพิ่งค้นพบว่า สลัดผักก็อร่อย หลงใหลงานคราฟต์เป็นชีวิต ของมือสองหล่อเลี้ยงจิตใจ ขอจบวันง่าย ๆ แค่ได้มองพระอาทิตย์ตกจนท้องฟ้าเปลี่ยนสี วันนั้นก็คอมพลีทแล้ว

Photographer

กษิดิศ พันธารีย์

ช่างภาพอิสระที่คลั่งไคล้ญี่ปุ่น ฟุตบอล หนังสือ คาเฟ่ และ ลาเต้เย็น

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load