อุบลฯ เคยเกือบไม่เหลือคนทอผ้าแล้ว

เป็นประโยคที่ฟังดูไม่น่าเชื่อ เมื่อตอนนี้เรากำลังเดินดูผ้าทอสุดสวยหลายผืนบนผนังของ ‘พิพิธภัณฑ์บ้านคำปุน’ โรงทอผ้าที่ตั้งชื่อตาม คำปุน ศรีใส ช่างทอผ้ามือเอกของอุบลราชธานีผู้ที่เพิ่งได้รับตำแหน่งศิลปินแห่งชาติประจำปี 2561 ไปหมาดๆ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

ไม่ใช่แค่นั้น ล่าสุด ผ้ากาบบัวจากโรงทอผ้าแห่งนี้ได้ส่งผ่านมือคิง เพาเวอร์ นำไปทูลเกล้าฯ ถวายเจ้าชายวิลเลียมและเจ้าหญิงเคท ณ สหราชอาณาจักร ในโอกาสที่พระองค์เสด็จฯ เยือนเมืองเลสเตอร์อีกด้วย โดยได้ถวายผ้าคลุมพระอังสาแด่เจ้าชาย และซิ่นแด่เจ้าหญิง ซึ่งเป็นของขวัญที่ว่ากันว่าทั้งสองพระองค์ทรงโปรดมาก แม้ทรงปิดกล่องแล้ว ก็ยังทรงเปิดกล่องกลับมาพิจารณา

ผ้ากาบบัวที่ว่าต้องเจ๋งขนาดไหนถึงได้รับความไว้วางใจให้เป็นของขวัญตัวแทนประเทศไทยไปอยู่ในพระหัตถ์ของราชวงศ์อังกฤษ ความสงสัยดังกล่าวพาเรามาไกลถึงอำเภอวารินชำราบ ในจังหวัดอุบลราชธานี
เราได้คุยกับ มีชัย แต้สุจริยา ลูกชายของแม่คำปุน ผู้อยู่เบื้องหลังผ้าผืนนี้

เขาเริ่มจากการอธิบายนิยามของผ้ากาบบัว ว่าคือผ้าที่ใช้เทคนิค 4 เทคนิคผสมกัน เริ่มจากเส้นยืนที่ต้องใช้ 2 สีขึ้นไป เพื่อให้เกิดลายทิวหรือลายแนวนอนขวางลำตัวเวลานุ่งซิ่น ส่วนเส้นพุ่งประกอบด้วย 3 เทคนิค นั่นคือยก (หรือ ‘ขิด’ ภาษาอีสาน แปลว่า การสะกิดเส้นยืนเพื่อให้เกิดลวดลายแค่บางจุด) หางกระรอก (หรือ ‘มับไม’ ภาษาอุบลคือการนำเส้นไหม 2 เส้นมาพันเกลียวกันก่อนใส่กระสวยทอ) และมัดหมี่ (คือการใช้เชือกมัดบางจุดก่อนย้อม ทำให้สีติดบางส่วนจนเกิดลวดลาย)

แค่นี้ก็น่าทึ่งแล้ว

แต่นี่เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น เราได้ฟังวิธีคิดเจ๋งๆ ที่ซ่อนอยู่ระหว่างใยผ้ากาบบัวอีกมากมาย จนขอนำมาเล่าให้ฟังต่อ ณ ที่นี้

ผ้ากาบบัว ผ้ากาบบัว ผ้ากาบบัว ผ้ากาบบัว ผ้ากาบบัว

เริ่มจากร่องรอยในอดีต

อุบลราชธานีเคยเป็นเมืองทอผ้าที่ยิ่งใหญ่

จังหวัดนี้เคยเป็นจังหวัดขนาดใหญ่อันดับหนึ่งของอีสาน ในสมัยรัชกาลที่ 5 ทรงมีรับสั่งให้พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ พระอนุชาต่างพระมารดาของพระองค์ รับผิดชอบดูแลมณฑลอีสาน โดยตั้งกองบัญชาการที่จังหวัดอุบลราชธานีในฐานะข้าหลวงต่างพระองค์

พระองค์ทูลเกล้าฯ ถวายผ้าทอจากอุบลราชธานีให้สมเด็จพระเชษฐา และรัชกาลที่ 5 ทรงมีพระหัตถเลขาตอบกลับเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ ร.ศ.114 ความว่า “ส่งผ้าเยียรบับลาวมาให้นั้นได้รับแล้ว ผ้านี้ทอดีมาก เชียงใหม่สู้ไม่ได้เลย ถ้าจะยุให้ทอมาขายคงจะมีผู้ซื้อ ฉันจะรับเป็นนายหน้า ส่วนที่ส่งมาจะให้ตัดเสื้อ ถ้ามีเวลาจะถ่ายรูปให้ดู แต่อย่าตั้งใจคอยเพราะจะถ่ายเมื่อใดบอกไม่ได้”

แต่เมื่อเวลาผ่านไป ในช่วงหลังๆ มีสินค้าและแฟชั่นจากต่างประเทศเข้ามา ทำให้ชาวอุบลฯ หันไปใช้ผ้าเมืองนอก และหลงลืมมรดกอันทรงคุณค่านี้ไป

หนึ่งในไม่กี่ร่องรอยที่ยังหลงเหลือคือที่บ้านของ คุณยายน้อย จิตตะยโศธร ยายของมีชัย

ยายน้อยเป็นทายาทตระกูล ‘จิตตะยโศธร’ สืบเชื้อสายจากเจ้าเมืองยโสธร เจ้านายผู้หญิงในสมัยก่อนต้องทอผ้าใช้เอง และครอบครัวนี้ก็สืบทอดความรู้ด้านการทอผ้ากันมาหลายรุ่น จนลงมาถึงมีชัยในยุคที่คนอื่นเลิกทอกันไปหมดแล้ว

มีชัยเล่าเรื่องในสมัยเด็กว่า “สมัยนั้นคุณตาเป็นคนเดียวที่นุ่งผ้าโสร่ง เวลาใครพูดถึงตาก็จะบอกว่า ผู้บ่าวที่นุ่งผ้างามๆ ใช่มั้ย คือตานุ่งผ้าที่งามที่สุดในยโสธร เพราะเป็นผ้าปูมของทวดซึ่งมีบรรดาศักดิ์”

เพราะรับรู้ถึงมรดกที่ล้ำค่าของตระกูลมาตั้งแต่เด็กๆ เขาจึงแน่วแน่ว่าจะหาทางสืบทอดวัฒนธรรมนี้สู่ลูกหลานให้ได้

ชุบชีวิต เรียกคืนตัวตน

“แค่ดูผ้าที่นุ่งเราก็มองออกว่าผู้นุ่งเป็นคนจากไหน” มีชัยอธิบาย

คนสุรินทร์ชอบผ้าเบาบาง ในขณะที่คนอุบลฯ จะชอบผ้าหนาเล็กน้อย ผ้ายโสธรมักย้อมเป็นสีชมพูกับเขียว ส่วนผ้าอำนาจเจริญจะออกเหลืองๆ จังหวัดเหล่านี้อยู่ใกล้กันนิดเดียว แต่เมื่อข้ามจังหวัดลักษณะผ้ากลับเปลี่ยน ผ้าจึงเป็นเครื่องบ่งชี้ตัวตนได้อย่างชัดเจน

มีชัยมองเห็นคุณค่าของผ้าในด้านนี้ และเก็บความเป็นอุบลฯ ไว้ในผ้ากาบบัว

อันดับแรกคือเรื่องลายทิวหรือลายแนวนอน ซึ่งเป็นที่นิยมในกลุ่มไทและไทยวน รวมถึงชาวอุบลสมัยก่อนด้วย มีชัยก็เห็นว่าควรเป็นคุณสมบัติที่ผ้ากาบบัวทุกผืนต้องมี

ไม่เพียงเท่านั้น ผ้ากาบบัวรุ่นต่อมายังมีการเพิ่มลวดลายจกดาวที่ตีนซิ่น การจกดาวคือการเอานิ้วจกลงไประหว่างเส้นด้ายที่ขึงทออยู่ แล้วปักลวดลายเฉพาะจุดออกมาเป็นรูปดาวระยิบระยับ นี่คือลักษณะเด่นที่ไม่มีในผ้าเก่าของจังหวัดอีสานอื่นใดเลยนอกจากอุบลฯ

ผ้ากาบบัว ผ้ากาบบัว ผ้ากาบบัว

และที่บันทึกตัวตนไว้ชัดเจนที่สุดคือ ผ้ากาบบัวคำ ผ้ากาบบัวรุ่นที่เพิ่มเทคนิคยกทองเข้าไป การยกทองคือการตีโลหะให้เป็นเส้นบางมากๆ แล้วทอแทรกเข้าไประหว่างไหม ทำให้ได้ผ้าออกมาแวววาวและหนักสุดๆ นี่เป็นเทคนิคที่เคยเกือบสูญหายไปจากอุบล เพราะคนธรรมดาสมัยก่อนห้ามใส่ผ้ายกทอง ทำให้มีทอในวังเจ้าวังนายเท่านั้น โชคดีที่ตระกูลของมีชัยสืบทอดเชื้อสายมา ทำให้ยังคงมีภูมิปัญญานี้อยู่

ผ้ากาบบัว ผ้ากาบบัว ผ้ากาบบัว

ชัดเจนแต่ยืดหยุ่น

การรักษาตัวตนเดิมว่ายากแล้ว ก็ยังยากไม่เท่าการคงตัวตนนั้นให้รอดได้ในโลกปัจจุบัน

มีชัยถอดบทเรียนให้เราฟังว่า “การฟื้นวัฒนธรรมผ้าทอไทยจะไม่ประสบความสำเร็จ หากผลผลิตออกมาไม่มีเอกลักษณ์ เช่น การยกผ้าหางกระรอกมาเป็นเอกลักษณ์ประจำจังหวัด แต่เทคนิคหางกระรอกนี่ใช้เยอะทุกจังหวัด ทำให้ไม่โดดเด่นชัดเจนพอ”

นั่นคือสาเหตุที่มีชัยคิดให้ผ้ากาบบัวมีเอกลักษณ์ชัดเจน กล่าวคือการใช้ 4 เทคนิคในผ้าผืนเดียว

แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็มองเห็นว่าวงการแฟชั่นนั้นอนิจจัง สิ่งที่อินเทรนด์อยู่ได้ไม่นานก็ต้องเปลี่ยนใหม่ เขาเลยตั้งกฎกติกาให้ผ้ากาบบัวอย่างยืดหยุ่น ผู้ทอจะเลือกใช้สีอะไรก็ได้ มัดหมี่เป็นลายอะไรก็ได้ ขิดตรงไหนเป็นรูปอะไรก็ได้ ส่วนเส้นยืนที่ต้องมี 2 สีขึ้นไป จะใช้ร้อยสีก็ได้

ผ้ากาบบัวจึงมีเพียงหนึ่งเดียว และมีได้เป็นร้อยเป็นพันแบบไปพร้อมกัน

หนึ่งในตัวอย่างการปรับใช้คือผ้ากาบบัวรุ่นล่าสุด ภายใต้ชื่อ ‘ผ้ากาบบัวแสงแรก’

เรื่องเริ่มมาจากว่า บ้านซะซองเป็นหมู่บ้านที่ได้เห็นพระอาทิตย์ขึ้นเป็นแห่งแรกในประเทศไทย มีชัยจึงใช้หมู่บ้านนี้เป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบเป็นผ้ากาบบัวแสงแรก เขาเก็บสีสันส้มตัดกับฟ้ามาจากพระอาทิตย์ยามเช้า และใช้ลวดลายคล้ายผ้าขาวม้า เพื่อเล่าถึงวิถีชีวิตชาวประมงของหมู่บ้าน ส่วนการมีมัดหมี่เพียงแค่แถบเดียว ก็เพราะหมู่บ้านนี้ยังไม่ชำนาญด้านการทอผ้า เลยฝึกให้ทอมัดหมี่ที่แสนยากทีละน้อยๆ ก่อน

งดงามทั้งภายหน้าและเรื่องราวเบื้องหลัง จนได้ไปอยู่ในพระหัตถ์ของราชวงศ์อังกฤษเลยทีเดียว

ผ้ากาบบัว ผ้ากาบบัว ผ้ากาบบัว ผ้ากาบบัว ผ้ากาบบัว ผ้ากาบบัว

แบบฝึกหัดทอผ้า

ไม่ว่าจะออกแบบผ้ามาดีแค่ไหน แต่ส่วนสำคัญที่ขาดไม่ได้ คือคนทอ

“ตอนที่เราเริ่มทำผ้ากาบบัวยังไม่มีกลุ่มทอผ้าเลย มีบ้านปะอาวบ้านเดียวที่ทอเป็น เราต้องขอทุนจังหวัดเพื่อจัดซื้อเครื่องมือทอผ้าให้หมู่บ้านนำร่อง 5 หมู่บ้าน เพื่อสร้างผ้ากาบบัวขึ้นมาให้ได้” มีชัยเล่าระลึกอดีต ก่อนบอกต่อไปว่า บ้านคำปุนได้ฝึกช่างทอผ้ารุ่นใหม่มาคนแล้วคนเล่า บางคนทอมัดหมี่ไม่เป็นก็ค่อยๆ ฝึกไป ขิดไม่เป็น แรกๆ ก็ให้คนอื่นมาเก็บขิดให้

เป้าหมายของโรงทอผ้าแห่งนี้คือ ฝึกอบรมช่างทอผ้าที่ไม่มีความชำนาญด้านใดด้านหนึ่งให้ทำได้ทุกอย่าง เรียกว่ารวมสรรพวิชาไว้ในผ้ากาบบัวผืนเดียว

การอบรมแต่ละครั้งมีคนมาร่วมมากถึงร้อยสองร้อยคน เพราะมาจากหลายหมู่บ้าน แต่ละหมู่บ้านมีความถนัดต่างกันไป เช่น บ้านหนองบ่อถนัดจกดาวและมีแปลงหม่อนที่สวย บ้านละสมดีถนัดทำซิ่นทิวมุก แต่ตอนแรกเหลือคนเดียวทั้งหมู่บ้านที่ทำลายจกดาวได้ บ้านจากจังหวัดอื่นที่ถนัดใช้กี่กระตุก ทำให้ทอเร็ว ได้วันละ 15 เมตร เทียบกับคนอุบลฯ ที่ได้วันละ 1 เมตรเท่านั้น

20 ปีผ่านไป มีคนหลายร้อยคนทั่วอีสานที่ทอผ้ากาบบัว

ไม่เหลือไหมเหลือ

ข้อดีอีกอย่างหนึ่งที่คนนึกอาจไม่ถึง คือผ้ากาบบัวใช้ไหมคุ้มสุดๆ

โดยทั่วไปแล้ว การจะทอผ้าให้ได้ 1 ผืนนั้นต้องใช้ไหมที่สีอยู่ในเซ็ตเดียวกันเป็นจำนวนมาก เวลาย้อมก็ต้องย้อมเผื่อเหลือ เพราะหากไหมหมดก่อนเสร็จผืน ย้อมใหม่แล้วจะไม่ได้สีเดิม ยกตัวอย่างเช่นผ้ามัดหมี่ต้องใช้ไหมมากถึง 24 – 25 หลอด เพื่อให้ได้ผ้าเป็นผืน คือ 2 หลา หากทอเสร็จผืนแล้ว สมมติว่าไหมเหล่านั้นเหลืออยู่ 5 หลอด ก็จะต้องเสียไปเฉยๆ เพราะการทอได้แค่ 5 คืบนั้นนำไปใช้ทำผ้าอะไรไม่ได้เลย

ผ้ากาบบัวแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ด้วยการเอาไหมเหลือๆ มารวมกัน สีหนึ่งทำขิด อีก 2 สีพันกันเป็นหางกระรอก แล้วแทรกระหว่างไหมมัดหมี่ จนทอยาวออกมาเป็นผ้าซิ่น 1 ผืนได้

“ไหมมันมีค่ามาก กว่าจะปลูกหม่อน เลี้ยงไหม ฟูมฟัก กินใบหม่อนวันละ 8 ครั้ง น้ำยาถูพื้นกลิ่นแรงก็ตาย คือเราเลี้ยงดีกว่าลูก เราเลยอยากนำของเหลือมาใช้ให้คุ้มค่า” เถ่าบอก

การถ่ายทอดวิธีนี้ให้กลุ่มทอผ้าทั่วอีสาน จึงเป็นการถ่ายทอดแนวคิดการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าไปพร้อมกัน

ผ้ากาบบัว ผ้ากาบบัว

ซื้อขายด้วยใจ ไม่ใช่ด้วยเงิน

คุณอาจคิดว่าผ้าดีขนาดนี้ต้องมีแต่คนรวยซื้อแน่ๆ

แต่ในความเป็นจริง ผ้ากาบบัวของคำปุนมีตั้งแต่สนนราคา 150 – 200 บาท หรือแม้แต่ผ้าซิ่นผืนใหญ่ในราคา 400 บาทก็ยังหาได้

มีชัยเล่าให้ฟังว่า ผู้ที่มาซื้อผ้าของคำปุนมีตั้งแต่ครอบครัวชาวนาจะแต่งงาน มาหาซื้อผ้าสำหรับไหว้ผู้ใหญ่ ไปจนถึงร้านกวยจั๊บญวนในเมืองที่จะแต่งงานลูกสาว ก็ขอซื้อผ้าซิ่นผืนเป็นแสนเพื่อให้ตนสวยที่สุดในงานของลูก
“ถามว่าใครกล้าใช้ผ้าผืนเป็นแสน คำตอบคือแม่ค้าพ่อค้าในตลาดสดธรรมดานี่แหละ” มีชัยบอก “มันอยู่ที่คุณค่าว่าเขาให้ความสำคัญกับสิ่งนั้นขนาดไหน”

เพราะมองเห็นความจริงข้อนี้ ผ้ากาบบัวจึงมีราคาหลากหลาย ตั้งแต่ผ้าของดีที่เป็นไหมล้วน ไปจนถึงของที่ใครๆ ก็ใช้ได้อย่างฝ้ายผสมไหมและฝ้ายล้วน โดยมีชัยย้ำอย่างชัดเจนว่า การกำหนดราคาของผ้าทุกผืนเหมาะสมกับมูลค่าแล้ว ไม่มากเกินไป ไม่น้อยเกินไป ตามต้นทุนของผ้าผืนนั้นๆ

“ธุรกิจมีความสำคัญนะ แต่ไม่ใช่อันดับแรก เป็นอันดับสองรองจากใจ” ปรมาจารย์ผ้าพูดด้วยรอยยิ้ม

Writer

Avatar

อลิษา ลิ้มไพบูลย์

นักอยากเขียนผู้เรียนปรัชญาเพื่อเยียวยาอาการคิดมาก เวลาว่างใช้ไปกับการร้องคอรัสเล่นๆ แบบจริงจัง และดูหนังอย่างจริงจังไปเล่นๆ

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Creative Local

ตัวอย่างการใช้ไอเดียสร้างสรรค์ต่อยอดของดีของชุมชน

หากพูดถึงจังหวัดเชียงราย แน่นอนว่าชื่อ ‘สับปะรดนางแล’ ต้องเป็นผลไม้อร่อยที่หลายคนนึกถึง แต่จะมีสักกี่คนที่รู้ว่าสิ่งนี้เข้าใกล้คำว่า ‘สูญพันธุ์’ 

เราก็เพิ่งรู้จากคำบอกเล่าของลูกหลานชาวเชียงรายอย่าง กะปิ-ปีย์ญานันท์ รัตนจันทร์ เธอเป็นเจ้าของ ‘Himlya Cotton’ (ฮิมญยา คอตตอน) กิจการกระดาษและสีธรรมชาติ (ผลิตมือ) จากวัตถุดิบท้องถิ่นในดินแดนบ้านเกิด

กะปิเป็นศิลปินที่ทำแบรนด์เครื่องเขียนเล็ก ๆ จากจังหวัดเชียงราย เพื่อหวังกู้ชีพให้สับปะรดนางแลกลับมาเป็นภาพจำของจังหวัดอีกครั้ง โดยเธอใช้แทบทุกส่วนมาแปรรูปเป็นกระดาษเส้นใยธรรมชาติและสี สนุกดีที่เธอจำแนกสีจากสับปะรดได้มากถึง 12 เฉด ซึ่งกะปิตั้งใจให้ผลิตภัณฑ์ตอบโจทย์การทำงานและความต้องการของเพื่อนศิลปินอย่างแท้จริง 

นี่เป็นฤกษ์งามยามดีที่เราต่อสายไปหาเธอ ชวนพูดคุยถึงความสนใจในของดีบ้านเกิด กับการเล่นแร่แปรสารพัดวัสดุธรรมชาติให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์น่ารัก แม้เริ่มตั้งไข่ แต่ขออวยชัยให้นัก ๆ เจ้า

Himlya Cotton แบรนด์เครื่องเขียนทำมือ จ.เชียงราย โดยคนกลับบ้านที่ตั้งใจชุบชีวิตสับปะรดนางแล

จุดเริ่มต้น

Himlya Cotton บ่มเพาะขึ้นในระหว่างการทำวิจัยปริญญาโท ขณะนั้นเธอทำวิจัยเกี่ยวกับเยื่อสาที่ใช้ทำกระดาษ และนั่นเป็นแรงบันดาลใจชุดแรกที่ทำให้เธอตัดสินใจคิดค้นผลิตภัณฑ์ของตัวเอง

“เริ่มจากเราอยากรู้ว่ากระดาษทำยังไง เลยตัดสินใจไปเวิร์กช็อปที่หมู่บ้านสันต้นเปา จังหวัดเชียงใหม่ เป็นหมู่บ้านทำกระดาษสา ตอนนั้นไปเรียนทำกระดาษเพื่องานศิลปะโดยเฉพาะ” 

Himlya Cotton แบรนด์เครื่องเขียนทำมือ จ.เชียงราย โดยคนกลับบ้านที่ตั้งใจชุบชีวิตสับปะรดนางแล
Himlya Cotton แบรนด์เครื่องเขียนทำมือ จ.เชียงราย โดยคนกลับบ้านที่ตั้งใจชุบชีวิตสับปะรดนางแล

ผลิตภัณฑ์ของ Himlya Cotton ต่อยอดความรู้เกี่ยวกับการทำกระดาษจากเชียงใหม่ ผสมผสานกับเทคนิคจากต่างประเทศที่กะปิออกเดินทางไปศึกษา ทั้งเทคนิคการทำกระดาษจากญี่ปุ่น ไต้หวัน และอินเดีย สู่การออกแบบผลิตภัณฑ์ที่มีทั้งสีน้ำธรรมชาติและกระดาษเส้นใยธรรมชาติจากวัตถุดิบของเชียงราย

“ถ้าเป็นแบรนด์ที่ทำกระดาษอย่างเดียว เราก็ไม่แน่ใจว่าจะขายได้มั้ย” เธอหัวเราะ “ความคิดแรกเราอยากทำสมุดเย็บมือ เป็นสมุดที่ออกแบบเส้นใยกระดาษของตัวเอง พอถึงกระบวนการย้อมสี เราใช้สีเคมี แต่ใช้ไปใช้มามันมีผลกระทบกับร่างกาย เราเป็นไมเกรน เลยหันมาเลือกทำสีธรรมชาติใช้เอง”

ที่สำคัญ ปณิธานอันแรงกล้าของกะปิ คือการทำให้คนรู้จักสับปะรดนางแลจากสินค้าของเธอ

Himlya Cotton แบรนด์เครื่องเขียนทำมือ จ.เชียงราย โดยคนกลับบ้านที่ตั้งใจชุบชีวิตสับปะรดนางแล
Himlya Cotton แบรนด์เครื่องเขียนทำมือ จ.เชียงราย โดยคนกลับบ้านที่ตั้งใจชุบชีวิตสับปะรดนางแล

ปฏิบัติการกู้ชีพสับปะรดนางแล

แท้จริงแล้วสับปะรดพันธุ์ดั้งเดิมที่เป็นของดีประจำจังหวัดเชียงราย คือ สับปะรดนางแล ซึ่งตอนนี้ใกล้สูญพันธุ์ ด้วยลักษณะทางกายภาพที่เปลือกบาง ยากต่อการขนส่ง และส่งออกต่างประเทศไม่ได้ พ่วงกับกระบวนการปลูกที่ต้องใช้ต้นทุนสูง ใช้ปุ๋ย ใช้กำลังคน เมื่อออกดอกก็ต้องใช้ใบมาคลุมกันฝน กันช้ำ

“ด้วยความที่ต้นทุนสูงสวนทางกับราคาขาย ชาวบ้านเลยไม่ค่อยขายสับปะรดพันธุ์นี้กัน หันไปขายพันธุ์ภูแลแทน แต่ตอนนี้ชาวบ้านเริ่มกลับมาปลูกนางแลกันแล้ว แต่ยังไม่เยอะ อีกอย่างพันธุ์นางแลออกผลผลิตแค่ปีละครั้งเท่านั้น ทุกเดือนเมษายน-พฤษภาคม หมดหน้าแล้วก็หมดเลย”

Himlya Cotton แบรนด์เครื่องเขียนทำมือ จ.เชียงราย โดยคนกลับบ้านที่ตั้งใจชุบชีวิตสับปะรดนางแล

เมื่อเล็งเห็นสถานการณ์ที่ไม่สู้ดี ปฏิบัติการชุบชีวิตสับปะรดนางแลจากผลผลิตของชุมชนป่าซางวิวัฒน์ ตำบลนางแล อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย ให้กลับมาเป็นพระเอกประจำจังหวัดอีกครั้งจึงเริ่มต้นขึ้น ทั้งการส่งเสริมการบริโภคและแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้า อย่าง Himlya Cotton ก็ช่วยแปรรูปเป็นเครื่องเขียน อาทิ กระดาษ สมุด สีจากธรรมชาติ เพื่อนำส่วนต่าง ๆ ของสับปะรดมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด 

“ตอนที่เราอยากทำกระดาษก็พยายามหาวัตถุดิบ แต่เชียงรายไม่มีขาย ต้องสั่งจากเชียงใหม่ ใช้เวลาขนส่งนาน เลยคิดหาวัสดุทดแทนเยื่อสา บวกกับเราเห็นสับปะรดนางแลใกล้สูญพันธุ์ ซึ่งน่าจะเป็นการดีที่จะทำให้สับปะรดพันธุ์นี้กลับมาเป็นที่รู้จักอีกครั้งและเป็นการอนุรักษ์ไปในตัว

“เราเลยเข้าไปหา ป้ารัตน์ ในชุมชนป่าซางวิวัฒน์เพื่อเรียนทำกระดาษเส้นใยสับปะรด ซึ่งป้ารัตน์เป็นหลานของคนที่นำพันธุ์นางแลเข้ามาปลูกในเชียงราย เป็นทายาทที่ยังหลงเหลืออยู่ในชุมชน เขาเป็นตัวตั้งตัวตีและเป็นนักวิจัยเกี่ยวกับสับปะรด เขาพยายามชูพันธุ์นางแลอย่างเต็มศักยภาพ” 

ป้ารัตน์เป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจสำคัญของกะปิด้วยเช่นกัน

Himlya Cotton แบรนด์เครื่องเขียนทำมือ จ.เชียงราย โดยคนกลับบ้านที่ตั้งใจชุบชีวิตสับปะรดนางแล

กระดาษจากศิลปินเพื่อศิลปิน

กะปิบอกกับเราในฐานะศิลปินผู้คลุกคลีกับงานศิลปะอยู่บ่อย ๆ คุณสมบัติที่เธอมองหามากที่สุดในกระดาษ 1 แผ่น คือประสิทธิภาพในการซับน้ำ และความสดของสีหลังแต้มลงบนกระดาษ

นี่แหละสำคัญ คนในวงการเดียวกันย่อมเข้าใจหัวอกซึ่งกันและกัน

Himlya Cotton แบรนด์เครื่องเขียนทำมือ จ.เชียงราย โดยคนกลับบ้านที่ตั้งใจชุบชีวิตสับปะรดนางแล
Himlya Cotton แบรนด์เครื่องเขียนทำมือ จ.เชียงราย โดยคนกลับบ้านที่ตั้งใจชุบชีวิตสับปะรดนางแล

“ตอนซื้อกระดาษจากญี่ปุ่น กระดาษเขาทำมาจากเยื่อไผ่ ซับน้ำได้ดีมาก กระดาษบางประเภทลงสีไปแล้วสีซีด แต่กระดาษเขาใช้แล้วสีชัดขึ้น ซึ่งเราพยายามทำให้ผลิตภัณฑ์มีคุณสมบัตินี้”

ซึ่งกระดาษจากใยสับปะรดนางแลดีต่องานศิลปะเป็นพิเศษ เพราะตัวเส้นใยหนา เมื่อจรดปลายพู่กันลงกระดาษก็ซึมซับน้ำได้ดี เมื่อกระดาษแห้งดี สีก็ติดทนทาน ผลงานออกมาสวยเช้ง

“ล่าสุดเราเอากระดาษของเราไปให้เพื่อนที่เป็นศิลปินใช้ เขาบอกว่ากระดาษของเราซับน้ำได้ดี กระดาษแบรนด์เราเหมาะกับการใช้ในงานศิลปะ โดยเฉพาะสีน้ำและสีอะคริลิก”

ส่วนเทคนิคการทำกระดาษ Himlya Cotton เป็นส่วนผสมสุดลงตัวที่มีการปรับใช้จากวิธีและเทคนิคของแต่ละประเทศให้เข้ากับสารตั้งต้นท้องถิ่น ที่สำคัญ กะปิรู้อินไซต์ความต้องการของเพื่อนพ้องศิลปิน ทำให้กระดาษเส้นใยธรรมชาติของแบรนด์นี้ตอบโจทย์การทำงานศิลปะแบบสุด ๆ

Himlya Cotton สีธรรมชาติและกระดาษทำมือเพื่องานศิลปะ ต่อยอดภูมิปัญญาทำกระดาษจาก จ.เชียงราย โดยศิลปิน เพื่อเพื่อนศิลปิน

สีจากศิลปินเพื่อศิลปิน

นอกจากเรื่องสุขภาพที่ไม่สู้ทนต่อสีเคมี กะปิเองก็เป็นแฟนคลับตัวยงของเครื่องเขียนทั้งแบรนด์ไทยและต่างประเทศ โดยเฉพาะสีน้ำ นี่เป็นอีกแรงบันดาลใจให้เธอเริ่มทำสีจากธรรมชาติใช้เอง 

ตอนนี้โทนสีของ Himlya Cotton มีสีจากหิน ดิน ใบไม้ ดอกไม้ สมุนไพร และสับปะรดนางแล ตัวสับปะรดใช้ทุกส่วนมาทำเป็นสี อาทิ ใบ เปลือก น้ำ ซึ่งแน่นอนว่าทุกวัตถุดิบ Made in Chiang Rai

Himlya Cotton สีธรรมชาติและกระดาษทำมือเพื่องานศิลปะ ต่อยอดภูมิปัญญาทำกระดาษจาก จ.เชียงราย โดยศิลปิน เพื่อเพื่อนศิลปิน

“ตอนนี้มีสีจากสับปะรด จำแนกได้ทั้งหมด 12 เฉด จากใบ เปลือก กาก และน้ำ อย่างใบให้โทนสีเขียว เขียวเข้ม เขียวอ่อน ผลสับปะรดกับน้ำให้โทนสีเหลือง เวลาผสมกันให้สีส้ม สีไข่ สีเกือบขาว ส่วนเปลือกให้สีน้ำตาลดำ นอกจากสีตามธรรมชาติ เราเอาชิ้นส่วนของสับปะรดมาผ่านกระบวนการต่าง ๆ ต้ม ตาก และอบ เพื่อให้ได้เฉดสีอีกหลายสี อย่างกาก หลังจากเอาน้ำออก ส่วนน้ำให้อีกโทนสีหนึ่ง ส่วนกากก็เปลี่ยนจากสีเหลืองเป็นสีน้ำตาล เราก็เอากากมาทำต่อได้อีกหนึ่งสี”

Himlya Cotton มีขายทั้งสีน้ำ สีเทียน สีอะคริลิก ซึ่งเคล็ดลับในการทำผงสีของแบรนด์นี้ คือ ดินสอพอง เพราะประสิทธิภาพในการดูดสีอันยอดเยี่ยม แถมยังเป็นวิธีการทำสีของจิตรกรรมไทยโบราณ ซึ่งกะปิมีความรู้ด้านจิตรกรรมไทย เพราะเธอเรียนจบจากคณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

Himlya Cotton สีธรรมชาติและกระดาษทำมือเพื่องานศิลปะ ต่อยอดภูมิปัญญาทำกระดาษจาก จ.เชียงราย โดยศิลปิน เพื่อเพื่อนศิลปิน
Himlya Cotton สีธรรมชาติและกระดาษทำมือเพื่องานศิลปะ ต่อยอดภูมิปัญญาทำกระดาษจาก จ.เชียงราย โดยศิลปิน เพื่อเพื่อนศิลปิน

โอกาสของภูมิปัญญาเชียงราย

นอกจากสีและกระดาษจากสับปะรดที่เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่น ในอนาคต Himlya Cotton อยากทดลองใช้ชา โกโก้ และกาแฟ ในกระบวนการผลิต เนื่องจากเป็นวัตถุดิบท้องถิ่นขึ้นชื่อของเชียงราย 

“เรามองว่าภูมิปัญญาเป็นแนวคิดเฉพาะตัว เป็นเอกลักษณ์และรากเหง้าเฉพาะชุมชน เราไม่อยากให้ภูมิปัญญาสูญหาย เลยต้องสืบทอดและบอกต่อให้คนอื่นรู้จัก อย่างการทำกระดาษจากเส้นใยสับปะรด เราพยายามหาวัตถุดิบใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นในเชียงรายมาทดลองและต่อยอด เพื่อให้ภูมิปัญญาท้องถิ่นยังอยู่ต่อไปได้ และเราตั้งใจให้ Himlya Cotton เป็นแบรนด์จากคนเชียงรายจริง ๆ” 

นอกจากการขับเคลื่อนภูมิปัญญาท้องถิ่นด้วยแบรนด์แล้ว กะปิยังเสนอโครงการศิลปะกับชุมชน เพื่อจุดประสงค์ในการเข้าไปพัฒนาชุมชนป่าซางวิวัฒน์ โดยเน้นสร้างผลิตภัณฑ์และพัฒนาพื้นที่

“เราเป็นส่วนหนึ่งของคนรุ่นใหม่ที่ตั้งใจกลับบ้านเพื่อมาช่วยพัฒนาบ้านเกิดให้ดีขึ้น เราอยากเห็นเชียงรายเป็นเมืองศิลปะจริง ๆ ที่มีกิจกรรมและพื้นที่เอื้อต่อคนทำงานศิลปะและคนรุ่นใหม่

“ถ้ามีพื้นที่ให้ศิลปินหรือคนเรียนศิลปะได้แสวงหาแรงบันดาลใจ อย่างน้อยพวกเขาเหล่านั้นก็ไม่ต้องออกไปทำงานต่างจังหวัด ให้เขาสร้างผลงาน สร้างรายได้อยู่ในบ้านเกิดของเรานี่แหละ” 

Himlya Cotton แบรนด์เครื่องเขียนทำมือ จ.เชียงราย โดยคนกลับบ้านที่ตั้งใจชุบชีวิตสับปะรดนางแล

Himlya Cotton

สั่งซื้อกระดาษเส้นใยธรรมชาติ ที่ Instagram : Himlya Cotton

Writer

Avatar

ญาณินท์ ศรีอุดมพงษ์

อดีตนักพัฒนาผลิตภัณฑ์ในวงการแฟชั่นผู้เชื่อว่าจังหวะชีวิตมีจริง และมีวง safeplanet เป็นเครื่องชุบชูใจ

Photographer

Avatar

จารุเกียรติ หน่อสุวรรณ

งานประจำก็ทำ ช่างภาพก็อยากเป็น

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load