อุบลฯ เคยเกือบไม่เหลือคนทอผ้าแล้ว

เป็นประโยคที่ฟังดูไม่น่าเชื่อ เมื่อตอนนี้เรากำลังเดินดูผ้าทอสุดสวยหลายผืนบนผนังของ ‘พิพิธภัณฑ์บ้านคำปุน’ โรงทอผ้าที่ตั้งชื่อตาม คำปุน ศรีใส ช่างทอผ้ามือเอกของอุบลราชธานีผู้ที่เพิ่งได้รับตำแหน่งศิลปินแห่งชาติประจำปี 2561 ไปหมาดๆ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

ไม่ใช่แค่นั้น ล่าสุด ผ้ากาบบัวจากโรงทอผ้าแห่งนี้ได้ส่งผ่านมือคิง เพาเวอร์ นำไปทูลเกล้าฯ ถวายเจ้าชายวิลเลียมและเจ้าหญิงเคท ณ สหราชอาณาจักร ในโอกาสที่พระองค์เสด็จฯ เยือนเมืองเลสเตอร์อีกด้วย โดยได้ถวายผ้าคลุมพระอังสาแด่เจ้าชาย และซิ่นแด่เจ้าหญิง ซึ่งเป็นของขวัญที่ว่ากันว่าทั้งสองพระองค์ทรงโปรดมาก แม้ทรงปิดกล่องแล้ว ก็ยังทรงเปิดกล่องกลับมาพิจารณา

ผ้ากาบบัวที่ว่าต้องเจ๋งขนาดไหนถึงได้รับความไว้วางใจให้เป็นของขวัญตัวแทนประเทศไทยไปอยู่ในพระหัตถ์ของราชวงศ์อังกฤษ ความสงสัยดังกล่าวพาเรามาไกลถึงอำเภอวารินชำราบ ในจังหวัดอุบลราชธานี
เราได้คุยกับ มีชัย แต้สุจริยา ลูกชายของแม่คำปุน ผู้อยู่เบื้องหลังผ้าผืนนี้

เขาเริ่มจากการอธิบายนิยามของผ้ากาบบัว ว่าคือผ้าที่ใช้เทคนิค 4 เทคนิคผสมกัน เริ่มจากเส้นยืนที่ต้องใช้ 2 สีขึ้นไป เพื่อให้เกิดลายทิวหรือลายแนวนอนขวางลำตัวเวลานุ่งซิ่น ส่วนเส้นพุ่งประกอบด้วย 3 เทคนิค นั่นคือยก (หรือ ‘ขิด’ ภาษาอีสาน แปลว่า การสะกิดเส้นยืนเพื่อให้เกิดลวดลายแค่บางจุด) หางกระรอก (หรือ ‘มับไม’ ภาษาอุบลคือการนำเส้นไหม 2 เส้นมาพันเกลียวกันก่อนใส่กระสวยทอ) และมัดหมี่ (คือการใช้เชือกมัดบางจุดก่อนย้อม ทำให้สีติดบางส่วนจนเกิดลวดลาย)

แค่นี้ก็น่าทึ่งแล้ว

แต่นี่เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น เราได้ฟังวิธีคิดเจ๋งๆ ที่ซ่อนอยู่ระหว่างใยผ้ากาบบัวอีกมากมาย จนขอนำมาเล่าให้ฟังต่อ ณ ที่นี้

ผ้ากาบบัว ผ้ากาบบัว ผ้ากาบบัว ผ้ากาบบัว ผ้ากาบบัว

เริ่มจากร่องรอยในอดีต

อุบลราชธานีเคยเป็นเมืองทอผ้าที่ยิ่งใหญ่

จังหวัดนี้เคยเป็นจังหวัดขนาดใหญ่อันดับหนึ่งของอีสาน ในสมัยรัชกาลที่ 5 ทรงมีรับสั่งให้พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ พระอนุชาต่างพระมารดาของพระองค์ รับผิดชอบดูแลมณฑลอีสาน โดยตั้งกองบัญชาการที่จังหวัดอุบลราชธานีในฐานะข้าหลวงต่างพระองค์

พระองค์ทูลเกล้าฯ ถวายผ้าทอจากอุบลราชธานีให้สมเด็จพระเชษฐา และรัชกาลที่ 5 ทรงมีพระหัตถเลขาตอบกลับเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ ร.ศ.114 ความว่า “ส่งผ้าเยียรบับลาวมาให้นั้นได้รับแล้ว ผ้านี้ทอดีมาก เชียงใหม่สู้ไม่ได้เลย ถ้าจะยุให้ทอมาขายคงจะมีผู้ซื้อ ฉันจะรับเป็นนายหน้า ส่วนที่ส่งมาจะให้ตัดเสื้อ ถ้ามีเวลาจะถ่ายรูปให้ดู แต่อย่าตั้งใจคอยเพราะจะถ่ายเมื่อใดบอกไม่ได้”

แต่เมื่อเวลาผ่านไป ในช่วงหลังๆ มีสินค้าและแฟชั่นจากต่างประเทศเข้ามา ทำให้ชาวอุบลฯ หันไปใช้ผ้าเมืองนอก และหลงลืมมรดกอันทรงคุณค่านี้ไป

หนึ่งในไม่กี่ร่องรอยที่ยังหลงเหลือคือที่บ้านของ คุณยายน้อย จิตตะยโศธร ยายของมีชัย

ยายน้อยเป็นทายาทตระกูล ‘จิตตะยโศธร’ สืบเชื้อสายจากเจ้าเมืองยโสธร เจ้านายผู้หญิงในสมัยก่อนต้องทอผ้าใช้เอง และครอบครัวนี้ก็สืบทอดความรู้ด้านการทอผ้ากันมาหลายรุ่น จนลงมาถึงมีชัยในยุคที่คนอื่นเลิกทอกันไปหมดแล้ว

มีชัยเล่าเรื่องในสมัยเด็กว่า “สมัยนั้นคุณตาเป็นคนเดียวที่นุ่งผ้าโสร่ง เวลาใครพูดถึงตาก็จะบอกว่า ผู้บ่าวที่นุ่งผ้างามๆ ใช่มั้ย คือตานุ่งผ้าที่งามที่สุดในยโสธร เพราะเป็นผ้าปูมของทวดซึ่งมีบรรดาศักดิ์”

เพราะรับรู้ถึงมรดกที่ล้ำค่าของตระกูลมาตั้งแต่เด็กๆ เขาจึงแน่วแน่ว่าจะหาทางสืบทอดวัฒนธรรมนี้สู่ลูกหลานให้ได้

ชุบชีวิต เรียกคืนตัวตน

“แค่ดูผ้าที่นุ่งเราก็มองออกว่าผู้นุ่งเป็นคนจากไหน” มีชัยอธิบาย

คนสุรินทร์ชอบผ้าเบาบาง ในขณะที่คนอุบลฯ จะชอบผ้าหนาเล็กน้อย ผ้ายโสธรมักย้อมเป็นสีชมพูกับเขียว ส่วนผ้าอำนาจเจริญจะออกเหลืองๆ จังหวัดเหล่านี้อยู่ใกล้กันนิดเดียว แต่เมื่อข้ามจังหวัดลักษณะผ้ากลับเปลี่ยน ผ้าจึงเป็นเครื่องบ่งชี้ตัวตนได้อย่างชัดเจน

มีชัยมองเห็นคุณค่าของผ้าในด้านนี้ และเก็บความเป็นอุบลฯ ไว้ในผ้ากาบบัว

อันดับแรกคือเรื่องลายทิวหรือลายแนวนอน ซึ่งเป็นที่นิยมในกลุ่มไทและไทยวน รวมถึงชาวอุบลสมัยก่อนด้วย มีชัยก็เห็นว่าควรเป็นคุณสมบัติที่ผ้ากาบบัวทุกผืนต้องมี

ไม่เพียงเท่านั้น ผ้ากาบบัวรุ่นต่อมายังมีการเพิ่มลวดลายจกดาวที่ตีนซิ่น การจกดาวคือการเอานิ้วจกลงไประหว่างเส้นด้ายที่ขึงทออยู่ แล้วปักลวดลายเฉพาะจุดออกมาเป็นรูปดาวระยิบระยับ นี่คือลักษณะเด่นที่ไม่มีในผ้าเก่าของจังหวัดอีสานอื่นใดเลยนอกจากอุบลฯ

ผ้ากาบบัว ผ้ากาบบัว ผ้ากาบบัว

และที่บันทึกตัวตนไว้ชัดเจนที่สุดคือ ผ้ากาบบัวคำ ผ้ากาบบัวรุ่นที่เพิ่มเทคนิคยกทองเข้าไป การยกทองคือการตีโลหะให้เป็นเส้นบางมากๆ แล้วทอแทรกเข้าไประหว่างไหม ทำให้ได้ผ้าออกมาแวววาวและหนักสุดๆ นี่เป็นเทคนิคที่เคยเกือบสูญหายไปจากอุบล เพราะคนธรรมดาสมัยก่อนห้ามใส่ผ้ายกทอง ทำให้มีทอในวังเจ้าวังนายเท่านั้น โชคดีที่ตระกูลของมีชัยสืบทอดเชื้อสายมา ทำให้ยังคงมีภูมิปัญญานี้อยู่

ผ้ากาบบัว ผ้ากาบบัว ผ้ากาบบัว

ชัดเจนแต่ยืดหยุ่น

การรักษาตัวตนเดิมว่ายากแล้ว ก็ยังยากไม่เท่าการคงตัวตนนั้นให้รอดได้ในโลกปัจจุบัน

มีชัยถอดบทเรียนให้เราฟังว่า “การฟื้นวัฒนธรรมผ้าทอไทยจะไม่ประสบความสำเร็จ หากผลผลิตออกมาไม่มีเอกลักษณ์ เช่น การยกผ้าหางกระรอกมาเป็นเอกลักษณ์ประจำจังหวัด แต่เทคนิคหางกระรอกนี่ใช้เยอะทุกจังหวัด ทำให้ไม่โดดเด่นชัดเจนพอ”

นั่นคือสาเหตุที่มีชัยคิดให้ผ้ากาบบัวมีเอกลักษณ์ชัดเจน กล่าวคือการใช้ 4 เทคนิคในผ้าผืนเดียว

แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็มองเห็นว่าวงการแฟชั่นนั้นอนิจจัง สิ่งที่อินเทรนด์อยู่ได้ไม่นานก็ต้องเปลี่ยนใหม่ เขาเลยตั้งกฎกติกาให้ผ้ากาบบัวอย่างยืดหยุ่น ผู้ทอจะเลือกใช้สีอะไรก็ได้ มัดหมี่เป็นลายอะไรก็ได้ ขิดตรงไหนเป็นรูปอะไรก็ได้ ส่วนเส้นยืนที่ต้องมี 2 สีขึ้นไป จะใช้ร้อยสีก็ได้

ผ้ากาบบัวจึงมีเพียงหนึ่งเดียว และมีได้เป็นร้อยเป็นพันแบบไปพร้อมกัน

หนึ่งในตัวอย่างการปรับใช้คือผ้ากาบบัวรุ่นล่าสุด ภายใต้ชื่อ ‘ผ้ากาบบัวแสงแรก’

เรื่องเริ่มมาจากว่า บ้านซะซองเป็นหมู่บ้านที่ได้เห็นพระอาทิตย์ขึ้นเป็นแห่งแรกในประเทศไทย มีชัยจึงใช้หมู่บ้านนี้เป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบเป็นผ้ากาบบัวแสงแรก เขาเก็บสีสันส้มตัดกับฟ้ามาจากพระอาทิตย์ยามเช้า และใช้ลวดลายคล้ายผ้าขาวม้า เพื่อเล่าถึงวิถีชีวิตชาวประมงของหมู่บ้าน ส่วนการมีมัดหมี่เพียงแค่แถบเดียว ก็เพราะหมู่บ้านนี้ยังไม่ชำนาญด้านการทอผ้า เลยฝึกให้ทอมัดหมี่ที่แสนยากทีละน้อยๆ ก่อน

งดงามทั้งภายหน้าและเรื่องราวเบื้องหลัง จนได้ไปอยู่ในพระหัตถ์ของราชวงศ์อังกฤษเลยทีเดียว

ผ้ากาบบัว ผ้ากาบบัว ผ้ากาบบัว ผ้ากาบบัว ผ้ากาบบัว ผ้ากาบบัว

แบบฝึกหัดทอผ้า

ไม่ว่าจะออกแบบผ้ามาดีแค่ไหน แต่ส่วนสำคัญที่ขาดไม่ได้ คือคนทอ

“ตอนที่เราเริ่มทำผ้ากาบบัวยังไม่มีกลุ่มทอผ้าเลย มีบ้านปะอาวบ้านเดียวที่ทอเป็น เราต้องขอทุนจังหวัดเพื่อจัดซื้อเครื่องมือทอผ้าให้หมู่บ้านนำร่อง 5 หมู่บ้าน เพื่อสร้างผ้ากาบบัวขึ้นมาให้ได้” มีชัยเล่าระลึกอดีต ก่อนบอกต่อไปว่า บ้านคำปุนได้ฝึกช่างทอผ้ารุ่นใหม่มาคนแล้วคนเล่า บางคนทอมัดหมี่ไม่เป็นก็ค่อยๆ ฝึกไป ขิดไม่เป็น แรกๆ ก็ให้คนอื่นมาเก็บขิดให้

เป้าหมายของโรงทอผ้าแห่งนี้คือ ฝึกอบรมช่างทอผ้าที่ไม่มีความชำนาญด้านใดด้านหนึ่งให้ทำได้ทุกอย่าง เรียกว่ารวมสรรพวิชาไว้ในผ้ากาบบัวผืนเดียว

การอบรมแต่ละครั้งมีคนมาร่วมมากถึงร้อยสองร้อยคน เพราะมาจากหลายหมู่บ้าน แต่ละหมู่บ้านมีความถนัดต่างกันไป เช่น บ้านหนองบ่อถนัดจกดาวและมีแปลงหม่อนที่สวย บ้านละสมดีถนัดทำซิ่นทิวมุก แต่ตอนแรกเหลือคนเดียวทั้งหมู่บ้านที่ทำลายจกดาวได้ บ้านจากจังหวัดอื่นที่ถนัดใช้กี่กระตุก ทำให้ทอเร็ว ได้วันละ 15 เมตร เทียบกับคนอุบลฯ ที่ได้วันละ 1 เมตรเท่านั้น

20 ปีผ่านไป มีคนหลายร้อยคนทั่วอีสานที่ทอผ้ากาบบัว

ไม่เหลือไหมเหลือ

ข้อดีอีกอย่างหนึ่งที่คนนึกอาจไม่ถึง คือผ้ากาบบัวใช้ไหมคุ้มสุดๆ

โดยทั่วไปแล้ว การจะทอผ้าให้ได้ 1 ผืนนั้นต้องใช้ไหมที่สีอยู่ในเซ็ตเดียวกันเป็นจำนวนมาก เวลาย้อมก็ต้องย้อมเผื่อเหลือ เพราะหากไหมหมดก่อนเสร็จผืน ย้อมใหม่แล้วจะไม่ได้สีเดิม ยกตัวอย่างเช่นผ้ามัดหมี่ต้องใช้ไหมมากถึง 24 – 25 หลอด เพื่อให้ได้ผ้าเป็นผืน คือ 2 หลา หากทอเสร็จผืนแล้ว สมมติว่าไหมเหล่านั้นเหลืออยู่ 5 หลอด ก็จะต้องเสียไปเฉยๆ เพราะการทอได้แค่ 5 คืบนั้นนำไปใช้ทำผ้าอะไรไม่ได้เลย

ผ้ากาบบัวแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ด้วยการเอาไหมเหลือๆ มารวมกัน สีหนึ่งทำขิด อีก 2 สีพันกันเป็นหางกระรอก แล้วแทรกระหว่างไหมมัดหมี่ จนทอยาวออกมาเป็นผ้าซิ่น 1 ผืนได้

“ไหมมันมีค่ามาก กว่าจะปลูกหม่อน เลี้ยงไหม ฟูมฟัก กินใบหม่อนวันละ 8 ครั้ง น้ำยาถูพื้นกลิ่นแรงก็ตาย คือเราเลี้ยงดีกว่าลูก เราเลยอยากนำของเหลือมาใช้ให้คุ้มค่า” เถ่าบอก

การถ่ายทอดวิธีนี้ให้กลุ่มทอผ้าทั่วอีสาน จึงเป็นการถ่ายทอดแนวคิดการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าไปพร้อมกัน

ผ้ากาบบัว ผ้ากาบบัว

ซื้อขายด้วยใจ ไม่ใช่ด้วยเงิน

คุณอาจคิดว่าผ้าดีขนาดนี้ต้องมีแต่คนรวยซื้อแน่ๆ

แต่ในความเป็นจริง ผ้ากาบบัวของคำปุนมีตั้งแต่สนนราคา 150 – 200 บาท หรือแม้แต่ผ้าซิ่นผืนใหญ่ในราคา 400 บาทก็ยังหาได้

มีชัยเล่าให้ฟังว่า ผู้ที่มาซื้อผ้าของคำปุนมีตั้งแต่ครอบครัวชาวนาจะแต่งงาน มาหาซื้อผ้าสำหรับไหว้ผู้ใหญ่ ไปจนถึงร้านกวยจั๊บญวนในเมืองที่จะแต่งงานลูกสาว ก็ขอซื้อผ้าซิ่นผืนเป็นแสนเพื่อให้ตนสวยที่สุดในงานของลูก
“ถามว่าใครกล้าใช้ผ้าผืนเป็นแสน คำตอบคือแม่ค้าพ่อค้าในตลาดสดธรรมดานี่แหละ” มีชัยบอก “มันอยู่ที่คุณค่าว่าเขาให้ความสำคัญกับสิ่งนั้นขนาดไหน”

เพราะมองเห็นความจริงข้อนี้ ผ้ากาบบัวจึงมีราคาหลากหลาย ตั้งแต่ผ้าของดีที่เป็นไหมล้วน ไปจนถึงของที่ใครๆ ก็ใช้ได้อย่างฝ้ายผสมไหมและฝ้ายล้วน โดยมีชัยย้ำอย่างชัดเจนว่า การกำหนดราคาของผ้าทุกผืนเหมาะสมกับมูลค่าแล้ว ไม่มากเกินไป ไม่น้อยเกินไป ตามต้นทุนของผ้าผืนนั้นๆ

“ธุรกิจมีความสำคัญนะ แต่ไม่ใช่อันดับแรก เป็นอันดับสองรองจากใจ” ปรมาจารย์ผ้าพูดด้วยรอยยิ้ม

Writer

อลิษา ลิ้มไพบูลย์

นักอยากเขียนผู้เรียนปรัชญาเพื่อเยียวยาอาการคิดมาก เวลาว่างใช้ไปกับการร้องคอรัสเล่นๆ แบบจริงจัง และดูหนังอย่างจริงจังไปเล่นๆ

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Creative Local

ตัวอย่างการใช้ไอเดียสร้างสรรค์ต่อยอดของดีของชุมชน

ผ้าเนื้อกระด้าง สีสันแสบทรวง เขียนลวดลายท้องทะเลด้วยเทียนไข 

ขอบอกว่าคุณสมบัติข้างต้นไม่ใช่ผ้าบาติกที่แขวนโชว์อยู่ในร้านของ อารีย์ และ ฉัตรชนก ขุนทน เป็นแน่

แม่ลูกคู่นี้เป็นเจ้าของแบรนด์ Kiree ผ้าบาติกสีพาสเทลหนึ่งเดียวที่ซ่อนตัวอยู่ในหุบเขาหมู่บ้านคีรีวง จ.นครศรีธรรมราช ด้วยการยืนยันที่จะไม่เล่าเรื่องทะเล ไม่มีแพตเทิร์นในการเขียนลาย ใช้สีธรรมชาติจากพืชผลทางการเกษตร และถ่ายทอดวิถีคีรีวงลงบนผืนผ้า จนเสื้อผ้าไม่มีซ้ำกันสักตัวจากการเขียนมือครั้งละหนึ่งชิ้น

Kiree ผ้าบาติกสีพาสเทลจากพืชผลคีรีวง งานคราฟต์ทีละชิ้นจากหมู่บ้านที่อากาศดีสุดในไทย

ผ้ามัดย้อมของยาย

ย้อนเวลาไปหลายสิบปีก่อน ตอนที่แบรนด์ Kiree ยังไม่เกิดขึ้นแม้ในความฝัน ป้าอารีย์เริ่มสนใจเรื่องผ้าจากความอยาก

อยากที่จะสร้างอาชีพเสริมให้กับคนในหมู่บ้านคีรีวงรวมถึงตัวเธอเอง

พูดถึง ‘คีรีวง’ ก็เป็นอันรู้กันว่าหมู่บ้านนี้ตั้งอยู่ในอ้อมกอดของหุบเขา ท่ามกลางต้นไม้ใหญ่นานา ขึ้นชื่อเรื่องอากาศบริสุทธิ์จนสูดดมได้เต็มปอด แต่ก่อนจะเป็นชุมชนแห่งการท่องเที่ยวอย่างทุกวันนี้ ป้าอารีย์เล่าว่าตลอด 30 ปี หมู่บ้านของเธอเผชิญกับภัยพิบัติมาบ่อยครั้ง ชุมชนที่มีอาชีพหลักคือการทำสวนบนภูเขา และตั้งรกรากอยู่บนที่ราบเพียงเท่านั้น ก็เกือบถึงคราวล่มสลายใน พ.ศ. 2531 

เหตุการณ์นี้ทำให้ป้าหวั่นใจว่า อาชีพหลักจะมีส่วนสร้างความไม่สมดุลทางธรรมชาติ จึงคิดหาอาชีพเสริมใหม่ ๆ ในยามที่วิกฤตถามหา ป้าอารีย์ตั้งกฎกับตัวเองเอาไว้ 3 ข้อว่า หนึ่ง อาชีพเสริมนี้จะต้องสอดคล้องกับวิถีเกษตรกรในชุมชน สอง อาชีพเสริมนี้จะต้องใช้องค์ความรู้และภูมิปัญญาของหมู่บ้านให้ได้ และสาม กระบวนการผลิตของอาชีพเสริมนี้จะต้องไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเป็นอันขาด

บวกกับการเป็นหลานของช่างทอผ้าประจำหมู่บ้าน พืชที่ยายใช้ย้อมสีธรรมชาติตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็ยังคงหลงเหลืออยู่ในปัจจุบัน ทำไมตัวเธอจะสานต่ออาชีพนี้ไม่ได้ คำตอบอาจเป็นเพราะทั้งป้าอารีย์และแม่ต่างไม่มีใครทอผ้าเป็น และอาชีพนี้ก็ห่างหายจากหมู่บ้านมานานปีเห็นจะได้ เธอจึงเบนเข็มมาสนใจเรื่องไม่ใกล้ไม่ไกลอย่างผ้ามัดย้อมเป็นการทดแทน

Kiree ผ้าบาติกสีพาสเทลจากพืชผลคีรีวง งานคราฟต์ทีละชิ้นจากหมู่บ้านที่อากาศดีสุดในไทย
Kiree ผ้าบาติกสีพาสเทลจากพืชผลคีรีวง งานคราฟต์ทีละชิ้นจากหมู่บ้านที่อากาศดีสุดในไทย

“ป้าลองเอาพืชที่คุณยายเคยใช้มาทำผ้ามัดย้อม แต่พอย้อมเสร็จก็ยังไม่พอใจเรื่องลวดลาย เพราะใคร ๆ ก็ทำได้ ป้าต้องการสร้างลวดลายที่แตกต่างจากที่อื่น ตอนนั้นภาคใต้ยังไม่มีใครทำเรื่องสีธรรมชาติเลย เราก็พยายามศึกษา เรียนรู้ ว่าวัสดุที่กำหนดลวดลายได้มีอะไรอีกนอกจากยางหรือเชือกฟาง 

“จนไปเจออาจารย์คนหนึ่ง เขาแนะนำว่าให้ใช้ไม้ไผ่ในการกำหนดลาย เพราะถ้าใช้ไม้ จะต่อลาย แตกลาย ได้อีกเป็นร้อยเป็นพัน”

กลุ่มมัดย้อมสีธรรมชาติบ้านคีรีวงจึงเกิดขึ้นใน พ.ศ. 2539 เพื่อสร้างอาชีพให้กับเหล่าแม่บ้านในชุมชน และก่อกำเนิดแบรนด์ Kiree ในอีก 3 ปีต่อมา จากความสงสัยว่าวิถีชีวิตของคนใต้นั้นเป็นอย่างไร

Kiree ผ้าบาติกสีพาสเทลจากพืชผลคีรีวง งานคราฟต์ทีละชิ้นจากหมู่บ้านที่อากาศดีสุดในไทย

ผ้าบาติกของแม่

สุราษฎร์ธานีมีผ้าไหมพุมเรียง นครศรีฯ มีผ้ายก สงขลามีผ้าเกาะยอ ยะลาชอบผ้าปาเต๊ะ ฝั่งอันดามันก็ทำผ้าบาติก จำแนกได้เป็นผ้าทอ ผ้าปาเต๊ะ และผ้าบาติก 

ป้าอารีย์กลับมาถามใจตัวเองว่า ใน 3 เรื่องนี้มีอะไรที่เราพอจะไปได้ – ผ้าบาติกคือสิ่งนั้น 

ด้วยความคิดแน่วแน่ว่าจะยึดถือสีธรรมชาติจากรุ่นยายเป็นสำคัญ ในยุคสมัยที่ผ้าบาติกมีสีสันจัดจ้าน เต็มไปด้วยลวดลายกุ้งหอยปูปลาและดอกไม้ใต้ทะเล

“หลายคนบอกป้าว่าสีธรรมชาติเอามาทำผ้าบาติกไม่ได้ มันจะเพนต์ไม่ติด นี่คือโจทย์ที่เราต้องแก้ให้ได้ ศึกษาทดลองอยู่ 3 – 4 ปี ว่าเพนต์แล้วสีติดไหม ล้างน้ำแล้วหลุดลอกเท่าไหร่ จนทำได้จริง”

ความทนทานของสีคล้ายจะขึ้นอยู่กับความอดทนของผู้ผลิตด้วยเช่นกัน โดยพืชที่จะนำผลผลิตมาสกัดสีต้องมีอายุ 2 ทศวรรษขึ้นไป เนื่องจากความสมบูรณ์ของต้นจะส่งผลให้มีเม็ดสีที่เข้มข้น มียาง ติดแน่นไม่หลุดง่าย การเคี่ยวผ้าบาติกก็ต้องใช้เวลาหมักแช่ผ้าไว้นานมาก บางครั้งก็ยาวนานถึง 1 เดือน ที่สำคัญ ต้องเลือกผ้าจากเส้นใยธรรมชาติเพื่อให้สีมีความสม่ำเสมอ 

Kiree ผ้าบาติกสีพาสเทลจากพืชผลคีรีวง งานคราฟต์ทีละชิ้นจากหมู่บ้านที่อากาศดีสุดในไทย
Kiree ผ้าบาติกสีพาสเทลจากพืชผลคีรีวง งานคราฟต์ทีละชิ้นจากหมู่บ้านที่อากาศดีสุดในไทย

กรรมวิธีที่พิถีพิถันเหล่านี้ ส่งผลให้ Kiree ย้อมผ้าได้ไม่เกิน 10 ผืนในหนึ่งวัน ใครได้ไปครองก็คงรับรู้ถึงความใส่ใจเป็นแน่ เราขออนุญาตชวนป้าอารีย์พูดคุยต่อถึงเอกลักษณ์ของแบรนด์ Kiree ที่พิเศษกว่าใครเกือบทุกกระบวนการ 

“ผ้าบาติกเราไม่มีแพตเทิร์น ที่บ้านไม่มีดินสอ ไม่มีแบบร่าง เขียนสดเลย คุณต้องมีสมาธิ ต้องวางแผนมา ไม่งั้นผ้าผืนนี้เละแน่

“ผ้าเรามีลายแตก สีไม่เรียบ เป็นผลจากยางไม้ที่แตกกระจายไปทั้งผืน คนอื่นทำลวดลายเกี่ยวกับทะเล แต่เราใช้ลายเส้นเพื่อสื่อสารเรื่องหมู่บ้านคีรีวง อย่างดอกไม้ก็ใช้ใบสิงโตพัดเหลือง ลายเฟิร์นยักษ์ ลายบัวแฉก เป็นลายเฉพาะที่มีแค่หมู่บ้านเราเท่านั้น” 

Kiree ผ้าบาติกสีพาสเทลจากพืชผลคีรีวง งานคราฟต์ทีละชิ้นจากหมู่บ้านที่อากาศดีสุดในไทย

“เราใช้สีจากพืชทางใต้ในหมู่บ้าน เช่น ใบมังคุด ฝักสะตอ เปลือกผลเงาะ เปลือกลูกเนียง สีของป้าเลยซีดที่สุด เป็นผ้าสีพาสเทล เพราะสีจากพืชดิบ ๆ จะเป็นแบบนี้ เช่น มังคุดปลูกที่ไหนก็ได้ แต่ทำไมสีมังคุดที่คีรีวงถึงเป็นสีชมพูหรือสีส้มหมากสุก เพราะธาตุในดินไม่เหมือนกัน น้ำ อากาศ ก็แตกต่างกัน ผ้าทุกผืนจึงมีสีไม่เหมือนกัน จะเหมือนแค่เพราะต้มจากหม้อเดียวกัน รอบแรกเหมือน รอบสองไม่เหมือนแล้ว

“ดังนั้น ใครซื้อไปก็จะได้ของแบบผืนเดียวในโลก มีตัวเดียว ลายเดียว สีเดียว ไซส์เดียว บางตัวก็มีไม่ครบทุกไซส์ เพราะเราเขียนเสื้อผ้าได้ทีละชิ้น เด็กบ้านเราก็ไม่ชอบเขียนลายซ้ำ เขาชอบสร้างลายใหม่ตลอดเวลา”

ร่วม 20 ปีที่ Kiree ยังคงยืนหยัดทำผ้าบาติกย้อมสีธรรมชาติจากผลิตผลของชาวสวนคีรีวง มีผู้ช่วยเป็นเยาวชนและคนมีฝีมือในหมู่บ้าน ช่วยกันแปรรูปเป็นสินค้าหลากหลายให้คนได้เข้ามาจับจ่ายในร้านค้าของพวกเขา แต่แน่นอนว่ากาลเวลาย่อมสร้างความเปลี่ยนแปลง และอาจถึงคราวต้องเปลี่ยนมือให้รุ่นลูก

เพราะความลับสุดยอดที่ป้าอารีย์แง้มบอกในประโยคต่อไป จะทำให้คุณประหลาดใจมาก

“ป้าเขียนผ้าไม่เป็น” 

Kiree ผ้าบาติกสีพาสเทลจากพืชผลคีรีวง งานคราฟต์ทีละชิ้นจากหมู่บ้านที่อากาศดีสุดในไทย
ผ้าบาติกย้อมสีธรรมชาติเจ้าแรกในภาคใต้ เขียนด้วยมือแบบฟรีแฮนด์ และมีวิถีชีวิตคนคีรีวงเป็นเอกลักษณ์

ผ้าบาติกของลูก

ป้าอารีย์ศึกษาแก้โจทย์ผ้าบาติก ตั้งแต่ฉัตรชนก ขุนทน หรือ พิงค์ อายุได้ 3 เดือน พิงค์จึงเป็นเด็กที่โตมากับกองผ้าและสีสันธรรมชาติของแม่ 

การลงมือเขียนผ้าครั้งแรกตอนอายุ 7 ขวบ ก็มีน้ำตาหยดลงบนผ้าบ้างเป็นธรรมดาของคนไม่เคยเขียน จนผู้เชี่ยวชาญเรื่องผ้าที่สุดในชีวิตของเธอ แนะนำให้พิงค์เขียนเลข ๑ ไทยกลับหัวกลับหางไปมา เป็นเหมือนการต่อลาย เธอจึงเริ่มมีกำลังใจในการเขียนต่อ

ตลอด 20 ปี แม้แม่จะเขียนผ้าไม่เป็น แต่ก็พิสูจน์ได้ว่าป้าอารีย์เป็นครูผู้สอนได้ยอดเยี่ยมขนาดไหน ผ่านการจุดไฟให้เยาวชนได้ปลดปล่อยจินตนาการลงบนผืนผ้า และการที่ลูกสาวเติบโตมารับช่วงต่อกิจการ Kiree ได้อย่างสร้างสรรค์

“ครูเคยถามว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร เราตอบว่าอยากเป็นนักประดิษฐ์น้อย คุณแม่หลอกล่อเรามาตั้งแต่เด็กโดยที่เราไม่รู้ตัว ซื้อหนังสืองานประดิษฐ์ เย็บผ้า ออกแบบผ้า เห็นป้า ๆ แม่ ๆ ทำอยู่ทุกวัน คิดว่ามันน่าลอง น่าสนุก มีแอบไปทำเองบ้าง แม่ก็อยู่ตัวคนเดียว รู้สึกว่าที่เขาทำมาทั้งหมด ไม่ช้าก็เร็วเราก็ต้องกลับมาสานต่อ”

หลังได้ทักษะศิลปะมาเต็มเปี่ยมจากการเรียน ปวช. ช่างศิลป์ พิงค์ก็เลือกเข้ามาศึกษาต่อที่กรุงเทพฯ ในสาขาวิชาศิลปประยุกต์และออกแบบผลิตภัณฑ์ เพื่อนำความรู้มาพัฒนากิจการของครอบครัว แม้จะมีจักรส่วนตัวและเฟรมสำหรับเขียนผ้าให้แม่อยู่ในห้อง ถึงกระนั้น เธอก็แวะเวียนกลับไปหาความสงบที่บ้านเกิดเป็นประจำทุกเดือน

ผ้าบาติกย้อมสีธรรมชาติเจ้าแรกในภาคใต้ เขียนด้วยมือแบบฟรีแฮนด์ และมีวิถีชีวิตคนคีรีวงเป็นเอกลักษณ์

เมื่อถามเธอว่าปัจจุบันถือว่ารับช่วงต่อจากแม่เต็มตัวแล้วหรือยัง พิงค์ตอบว่ายังไม่ 100 เปอร์เซ็นต์ เพราะแม่ยังคงรับบทเป็นพี่เลี้ยง คอยช่วยเรื่องการติดต่อสื่อสารแทนเธอที่พูดไม่ค่อยเก่งนัก แต่พิงค์เข้ามาดูแลควบคุมการผลิตทั้งหมด ตั้งแต่ตระเตรียมสี เขียนลวดลาย ออกแบบเสื้อผ้า จนถึงการตรวจเช็กก่อนส่งให้ถึงมือลูกค้า เรียกได้ว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังยุคใหม่ของ Kiree โดยแท้

หากนับจากรุ่นทวดของเธอ ก็อาจเรียกว่าเป็นทายาทรุ่น 4 เข้าไปแล้ว อะไรที่เป็นเอกลักษณ์ของ Kiree เธอยังคงไว้เดิม แต่กรรมวิธีบางอย่างก็ถูกปรับเปลี่ยนให้เข้ากับยุคสมัยและความต้องการของผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น 

“เรื่องดีไซน์ ลวดลาย ปกติเป็นลายใบไม้ ดอกไม้ก็จะวนอยู่แบบนั้นตลอดไป แต่เราตั้งโจทย์ ตั้งคอนเซ็ปต์ ดึงจุดเด่นของหมู่บ้านมาใช้ เช่น เรามีมังคุด ก็ออกแบบลายจากขั้วมังคุด สร้างเป็นแพตเทิร์นขึ้นมา

“เรื่องโทนสี เราเอาของเดิมที่มีอยู่มามิกซ์ให้เกิดเฉดสีใหม่ พัฒนาโปรดักต์ให้หลากหลาย นอกจากเสื้อผ้า ก็มีเรื่องเฟอร์นิเจอร์เข้ามาด้วย

“ส่วนเรื่องที่อยากทำคือการเพนต์ ไม่ได้จะเปลี่ยนแปลงขั้นตอนนะ แต่เราอยากลงสีไปเลยไม่ต้องเขียนเทียน จะได้ผ้าอีกเวอร์ชันที่ดูอาร์ต ๆ ขึ้นมาหน่อย”

ผ้าบาติกย้อมสีธรรมชาติเจ้าแรกในภาคใต้ เขียนด้วยมือแบบฟรีแฮนด์ และมีวิถีชีวิตคนคีรีวงเป็นเอกลักษณ์
ภาพ : เพจ KKP Quartz

พิงค์กำลังพูดถึง KKP Quartz (เธอเล่าความหมายของชื่อให้เราฟังสั้น ๆ ว่าคือ ‘Kiree-คุณพิงค์-ที่ตกผลึกมาจากคุณแม่’) อีกหนึ่งแบรนด์ที่เธอสร้างขึ้นมาเพื่อขยายฐานลูกค้าให้กว้างขึ้น จากผ้าบาติกที่ต้องใช้เวลาเขียนกันเป็นเดือน ๆ พิงค์หันมาพึ่งพาเทคโนโลยีการพิมพ์ลายจากต้นแบบที่เขียนด้วยมือเช่นเคย เพื่อให้ผลิตสินค้าได้จำนวนมาก 

โดย ‘เถาพริก’ คือคอลเลกชันแรกที่ทำขาย ทั้งลวดลาย เส้นสาย และสีสัน เธอได้ไอเดียมาจากเครื่องแกงข้าวยำที่รสจัดจ้านมากของคนคีรีวง 

ถ้า Kiree ของคุณแม่เน้นขายลูกค้าที่รักในธรรมชาติ คนที่อุดหนุน KKP Quartz ของพิงค์ก็จะเป็นคนอีกกลุ่มที่กล้าแต่งตัวและมีความมั่นใจสูง

ผ้าบาติกย้อมสีธรรมชาติเจ้าแรกในภาคใต้ เขียนด้วยมือแบบฟรีแฮนด์ และมีวิถีชีวิตคนคีรีวงเป็นเอกลักษณ์
ผ้าบาติกย้อมสีธรรมชาติเจ้าแรกในภาคใต้ เขียนด้วยมือแบบฟรีแฮนด์ และมีวิถีชีวิตคนคีรีวงเป็นเอกลักษณ์

ส่วนเรื่องเฟอร์นิเจอร์กับงานเพนต์ก็ไม่ได้เป็นเพียงนิมิตในความคิด พิงค์เลือกคอลแลบกับแบรนด์ Napa Design Studio ของเพื่อนในมหาวิทยาลัยเดียวกัน ร่วมกันรังสรรค์เก้าอี้สุดพิเศษในคอลเลกชัน SeedKiree ที่ลูกค้าออกแบบเฉดสีได้เองตั้งแต่พนักพิง โครงเก้าอี้ เบาะรองนั่ง ด้วยสีธรรมชาติจากคีรีวง เช่น สีน้ำตาลส้มจากใบมังคุดแห้ง สีเขียวอ่อนจากใบเพกา หรือสีเหลืองนวลจากแก่นไม้ขนุน

ความสามารถของลูกสาว นำพาให้ Kiree ยุคใหม่ ได้รับเลือกให้เป็นส่วนหนึ่งของแบรนด์ไทยระดับแถวหน้าอย่าง Theatre ในคอลเลกชันล่าสุดของปีนี้ที่ว่าด้วยความยั่งยืนของทรัพยากรธรรมชาติ ผ่านความคิดสร้างสรรค์และภูมิปัญญาท้องถิ่นอีกด้วย

ผ้าบาติกของคีรีวง

จากจุดเริ่มต้นที่แค่อยากสร้างอาชีพเสริมให้กับคนในหมู่บ้าน การมาถึงจุดนี้นับว่าไกลกว่าที่พวกเธอคาดหวังเอาไว้มากพอดู แต่เป้าหมายของป้าอารีย์กลับยังคงเหมือนวันแรกที่ได้ลงมือทำ

“เรายังมองว่าอาชีพนี้จะต้องเป็นมรดกให้กับลูกหลานในชุมชนของเรา เราทำเพื่อสร้างรายได้ให้กับคนในชุมชนและดูแลทรัพยากรอย่างมีคุณค่าสูงสุด หากสิ่งแวดล้อมยั่งยืน อาชีพของคนในหมู่บ้านก็จะยั่งยืน

“Kiree คือชีวิตของป้า ที่ต้องดูแล รักษา บำรุง สรรหาสิ่งดี ๆ เติมเต็มมันตลอด องค์ความรู้ที่ได้ ทั้งจากประสบการณ์ตรงและจากข้างนอก เราต้องแบ่งปันให้กับทุกคน เราสองคนก็รับเป็นวิทยากรให้กับกลุ่มผู้ที่สนใจอยากสร้างอาชีพ”

พิงค์เองก็บอกกับเราในฐานะคนทำงานว่า Kiree ทำให้เธอไม่รู้สึกถึงวันจันทร์ที่เคร่งเครียดหรือวันศุกร์ที่ต้องตั้งตารอเพื่อได้หยุด ต่อให้กินนอนอยู่กับงานทั้งเช้าเย็น สำหรับเธอ ที่คีรีวงไม่มีอะไรเหมือนเดิมสักวัน และพิงค์ไม่เคยเบื่อที่จะมองเห็นภูเขา

“ถ้าจะนอนกลางวัน นอนบ้านนี่ไม่หลับ ต้องนอนที่ออฟฟิศตามซอกโต๊ะ เพราะถ้าไม่ได้ยินเสียงดังของลูกค้า คนงานคุยกัน ทะเลาะกัน มันนอนไม่หลับ

“เราอยากให้ผู้คนรู้จักคีรีวงหลากหลายเวอร์ชัน เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ เป็นชุมชนที่ผู้คนน่ารัก อัธยาศัยดี และมีผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์การท่องเที่ยวของเราอยู่ด้วย” ป้าอารีย์ปิดท้าย

ผ้าบาติกย้อมสีธรรมชาติเจ้าแรกในภาคใต้ เขียนด้วยมือแบบฟรีแฮนด์ และมีวิถีชีวิตคนคีรีวงเป็นเอกลักษณ์

Kiree

โทรศัพท์ : 09 8073 0566

Facebook : KiRee

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

พิชญ์ แสงพลสิทธิ์

ช่างภาพอิสระ บาริสต้าคุณพ่อลูกหนึ่ง ชื่นชอบการไปคาเฟ่และบทเพลงของ Zentrady

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load