ณ ดินแดนใต้สุดของประเทศไทยอย่างยะลา ปัตตานี นราธิวาส มีองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ทั้งหมด 215 แห่ง

ตัวเลขนี้อาจไม่ได้น่าตกใจอะไร แต่หากลองพลิกกระดาษดูรายชื่อนายก อบต. จะพบว่ามีเพียง 6 ใน 215 แห่งเท่านั้นที่มีผู้นำระดับนายก อบต. เป็นผู้หญิง

ภายใต้สังคมของอิสลามิกชนที่มีข้อถกเถียงเรื่องบทบาทหน้าที่สตรี ความเชื่อว่าผู้หญิงควรประกอบภารกิจในบ้านเรือนให้ดีครบถ้วนเสียก่อนจะไปทำอะไรอื่น และข้อจำกัดที่เคร่งครัดกว่าผู้ชาย ทั้งการเข้าสถานที่ต่างๆ การแต่งกาย และการประกอบอาชีพ การดำรงตำแหน่งนายก อบต. ของ จุฑามณี หามะ หรือที่ชาวบ้านชุมชนแว้งเรียกเธออย่างเป็นกันเองว่า ‘กะนิง’ (กะหรือก๊ะในภาษามลายูหมายถึง ‘พี่สาว’) คือปรากฏการณ์ที่พบเห็นได้ยาก

จุฑามณี หามะ นายก อบต. หญิงคนแรกของตำบลแว้ง นราธิวาส ผู้ชนะใจประชาชนตลอด 16 ปี

ไม่เพียงเป็นผู้นำหญิงเท่านั้น เธอได้รับความไว้วางใจจากประชาชนให้ดูแลสารทุกข์สุขดิบของสมาชิกราว 7,200 คนในตำบล ต่อเนื่องมายาวนาน 3 สมัย รวมทั้งหมด 16 ปี

ไม่ใช่เรื่องง่ายที่ผู้นำยุคสมัยใหม่จะยืนระยะครองใจพลเมืองได้นานถึงเพียงนี้

จากตำบลห่างไกลแห่งหนึ่งในแผนที่ที่เข้าไม่ถึงโอกาสนานับประการ กะนิงยกระดับแว้งให้กลายเป็นศูนย์เชี่ยวชาญการสร้างโอกาสทางสังคม ที่ผู้นำหลายตำบลต้องขอแวะเวียนมาเยี่ยมชมเป็นตัวอย่าง แว้งมีกลุ่มสังคมกลมเกลียวแน่นแฟ้นแบบไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง สร้างอาชีพให้ชาวบ้านลืมตาอ้าปากได้ด้วยรอยยิ้ม ในจังหวัดที่ถูกจัดอันดับให้มีอัตราความยากจนสูงติด 5 อันดับแรกของประเทศ และรวมพลังคนในชุมชนกันเพื่อฝ่าภัยครั้งแล้วครั้งเล่า รวมถึงภัยวิกฤตอย่าง COVID-19

จุฑามณี หามะ นายก อบต. หญิงคนแรกของตำบลแว้ง นราธิวาส ผู้ชนะใจประชาชนตลอด 16 ปี

ในสังคมที่ปากเสียงส่วนใหญ่มาจากผู้ชาย ผู้นำหญิงคือตัวแทน แรงบันดาลใจ และความเป็นไปได้ใหม่ๆ ในการขับเคลื่อนสังคมและเศรษฐกิจไปข้างหน้า และเป็นผู้ช่วยยืนยันให้ประจักษ์ชัดว่า พลังของสตรีนั้นยิ่งใหญ่ไม่แพ้ใคร

เธอปรับเปลี่ยนชุมชนได้อย่างไร เราขอชวนคุณเก็บสัมภาระลงใต้พร้อมสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ที่ลงไปทำงานร่วมกับชุมชน มุ่งหาคำตอบถึงการนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ เพื่อสนับสนุนการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SEP for SDGs) ที่ชัดเจน จับต้องได้ ตามไปดูกันว่าผู้นำหญิงคนนี้บริหารด้วย ‘สไตล์แว้ง แว้ง’ อย่างไรให้ยั่งยืน และเชื่อมผู้คนเป็นหนึ่งเดียวกันด้วยสันติและความสุขในใจ

01

หญิงแว้ง

“เราเป็นผู้หญิง แต่ค่อนข้างซุกซน ถ้าเพื่อนผู้ชายคนไหนเกเร แกล้งเพื่อน เราจะเป็นคนคอยห้ามปราม อยู่แบบห้าวๆ ครูประถมเจอกันตอนนี้ก็บอกว่าไม่แปลกที่เราโตมาเป็นนายก อบต.” ผู้นำวัย 47 ปีเล่าถึงช่วงเยาว์วัยที่เธอฝึกหัดการเป็นผู้นำของโรงเรียนและเรียนรู้การอยู่ร่วมกับผู้คนที่แตกต่างได้อย่างสบายๆ

ในความทรงจำของเธอ แว้งคือโรงเรียนและทุ่งนาผืนกว้าง ชวนให้วิ่งเล่นเลียบผ่านรวงข้าว กระโดดลงน้ำจับปลา และแม้ผู้คนนับถือความเชื่อแตกต่าง แต่พลเมืองแว้งดูรักใคร่กลมเกลียว เอื้ออาทรต่อกันอย่างดี

จุฑามณี หามะ นายก อบต. หญิงคนแรกของตำบลแว้ง นราธิวาส ผู้ชนะใจประชาชนตลอด 16 ปี

เวลาผ่านไป กะนิงเข้าสู่ชีวิตการทำงานด้วยตำแหน่งคุณครูวิทยาศาสตร์ในโรงเรียน สอนหนังสืออยู่ราว 6 ปี เมื่ออายุถึงเกณฑ์ 30 ปี และมีการจัดการเลือกตั้งนายก อบต. โดยตรงจากประชาชนเป็นครั้งแรกตามแผนกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น เธอตัดสินใจลงสมัครและได้รับแรงสนับสนุนมากมายจากผู้คนรอบข้าง

“ตอนนั้นเป็นช่วง พ.ศ. 2547 ที่เหตุการณ์การเมืองกำลังคุกรุ่น คนรอบตัวก็ถามว่าไม่กลัวเหรอ บางคนก็พูดว่าผู้หญิงจะลงสมัครไปทำไม มันไม่เหมาะ แต่เรามาด้วยใจอยู่แล้ว อยากทำให้ดีที่สุด และพิสูจน์ให้คนเห็นว่าเราทำได้ไม่แพ้ผู้ชาย”

อีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้เธอตัดสินใจเช่นนี้คือ การเห็นตัวอย่างจากพ่อแม่ที่ชอบพบปะพูดคุยและช่วยเหลือชาวบ้านโดยรอบอยู่เสมอแม้ไม่ได้มีตำแหน่ง เป็นแรงบันดาลใจให้เธอคิดอยากทำอะไรเพื่อคนอื่น

แม้ไม่มีประสบการณ์ทางการเมืองมาก่อน แต่เธอเดินหน้าอย่างมุ่งมั่น จนได้รับการเลือกตั้งให้เป็นนายก อบต. หญิงคนแรกของแว้ง พร้อมภารกิจที่ต้องแสดงฝีมือให้คนยอมรับ

จุฑามณี หามะ นายก อบต. หญิงคนแรกของตำบลแว้ง นราธิวาส ผู้ชนะใจประชาชนตลอด 16 ปี
02

ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

เมื่อรับตำแหน่งอันท้าทาย สิ่งที่กะนิงเลือกจัดวางให้อยู่ลำดับความสำคัญแรกๆ คือการรวมกลุ่มชุมชนให้เข้มแข็ง เพราะมองว่าแว้งมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานมาอย่างต่อเนื่องพอสมควร แต่ยังขาดการจัดกิจกรรมรวมพลังของผู้คนเพื่อช่วยกันแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

“เราอยากสร้างกลุ่มคนต่างๆ ในแว้งให้มีความชัดเจน เช่น กลุ่มอาชีพ กลุ่มสตรี สร้างกระบวนการมีส่วนร่วมเพื่อให้เกิดกิจกรรมขึ้นในพื้นที่ มีความแข็งแรง และพลังพอที่จะดึงคนอื่นๆ มาเข้าร่วมด้วยกัน” นายก อบต. ผู้ยิ้มแย้มอย่างเป็นมิตรเผยแนวคิด

จุฑามณี หามะ นายก อบต. หญิงคนแรกของตำบลแว้ง นราธิวาส ผู้ชนะใจประชาชนตลอด 16 ปี

เพื่อให้การดำเนินงานตอบโจทย์ชุมชนอย่างแท้จริง กะนิงร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ เช่น สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) วิจัยและจัดเก็บข้อมูลของชุมชนอย่างละเอียด การสำรวจนี้ทำให้เห็นปัญหา ชีวิตความเป็นอยู่ของชุมชนแต่ละกลุ่มจริงๆ 

เช่น กลุ่มชุมชนดั้งเดิมมีการทำงานที่ผูกพันกับหลักปฏิบัติทางศาสนา กะนิงจึงมักเชิญชวนผู้นำทางศาสนาที่ผู้คนนับถืออย่างโต๊ะอิหม่ามเข้ามามีบทบาทช่วยรวมมวลชน และแปลงมัสยิดเป็นศูนย์กลางจัดกระบวนการมีส่วนร่วมอย่าง ‘สภาซูรอ’ สำหรับรับฟังปัญหาและวางแผนพัฒนาชุมชนร่วมกัน

จุฑามณี หามะ นายก อบต. หญิงคนแรกของตำบลแว้ง นราธิวาส ผู้ชนะใจประชาชนตลอด 16 ปี

ข้อมูลจากพื้นที่เหล่านี้ต่อมาพัฒนากลายเป็นระบบสวัสดิการ กองทุน และนโยบายต่างๆ ที่คำนึงถึงคนทุกเพศ ทุกวัย ทุกเงื่อนไขชีวิต โดยไม่หลงลืมกลุ่มคนเปราะบางใด

เช่น กองทุนซารีกัตมาตี ที่ชวนคนมาบริจาคเข้ากองทุนกลาง เพื่อนำไปช่วยเหลือค่าทำศพคนละ 3,000 – 6,000 บาทแบบไร้ดอกเบี้ยตามหลักอิสลาม ให้แก่ครอบครัวที่ต้องการ 

อีกทั้งกองทุนอัลอัยตามเพื่อเด็กกำพร้า ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก และโรงเรียนผู้สูงอายุที่ไม่เพียงแต่เบิกจ่ายเบี้ยผู้สูงอายุและทำกิจกรรมทั่วไป แต่ปฏิบัติตามหลัก 5 อ. คือ อาหาร อาชีพ ออกกำลังกาย อาสา และออมทรัพย์ มีการชวนกันเก็บเงินร่วมกับเพื่อนๆ อย่างสนุกสนานทุกสัปดาห์เพื่อเก็บไว้ใช้ตามฝันวัยเก๋า ให้ความรู้ด้านสุขภาพและการประกอบอาชีพ มีอาสาสมัครคอยดูแลเยี่ยมเยียน ไม่ต้องเหงาอยู่บ้านเพียงลำพังอีกต่อไป

จุฑามณี หามะ นายก อบต. หญิงคนแรกของตำบลแว้ง นราธิวาส ผู้ชนะใจประชาชนตลอด 16 ปี

ด้วยลักษณะนิสัยของกะนิงที่ไม่ถือตัว ทำงานแบบติดดิน พร้อมอยู่เคียงข้างแม้มีภัยอย่างน้ำท่วมสูงถึงเข่าในยามวิกาล ประชาชนจึงยินดีร่วมมือ ให้ความไว้วางใจถึงขั้นเปิดบ้านให้เธอเดินเข้าไปเอ่ยอัสลามุอะลัยกุม (ขอความสันติสุขจงประสบแด่ท่าน เป็นคำทักทายของชาวมุสลิม) ถึงห้องครัว ทานข้าวร่วมกันแบบไม่ต้องเกร็ง และเกิดเป็นกลุ่มที่เข้มแข็ง

เป็นมิตรภาพที่อาจหาได้ไม่ง่ายนักระหว่างผู้ปกครองและพลเมือง

03

สร้างคนรุ่นใหม่

เมื่อชุมชนร่วมมือกันอย่างดี คนรุ่นใหม่ก็เกิดแรงบันดาลใจอยากช่วยกันขับเคลื่อนไปข้างหน้าผ่านการเลือกใช้เวลาอย่างสร้างสรรค์

“วันนี้มีเยาวชนหลายคนลุกขึ้นมามีบทบาท จัดตั้งกองทุนใหม่ๆ ดูแลจัดการตัวเองในหมู่บ้าน เป็นหลักประกันที่ทำให้เกิดความมั่นคงมากขึ้น” กะนิงเล่าปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมแสดงความเชื่อมั่นที่มีต่อคนรุ่นใหม่ ว่าพวกเขาจะเป็นอนาคตสำคัญของชุมชนและสังคม

การสนับสนุนอย่างเต็มที่จาก อบต. ทำให้คนรุ่นใหม่รู้สึกว่าตัวเองเป็นเจ้าของพื้นที่ (Sense of Ownership) เหมือนกัน เกิดกลุ่มอย่างเยาวชนสร้างสุขกำลังสาม รวมตัวกันเพื่อทำงานจิตอาสา จัดค่ายและกิจกรรมการเรียนรู้ให้ผู้คน และเกิดการพัฒนาเป็นกลุ่มอื่นๆ ต่อยอด เช่น กลุ่มกุมปัง ทำงานด้านศิลปวัฒนธรรม ฝึกหัดและเล่นดนตรีด้วยกัน จนเกิดเป็นรายได้ที่นำมาจัดสรรให้สมาชิก

เห็นได้ว่าการทำงานของ อบต.แว้ง พยายามนึกถึงคนทุกฝ่าย ชุมชนชาวแว้งจึงมั่นใจว่าตัวเองจะได้รับการดูแล ตั้งแต่เกิดจนสิ้นใจ และมีโอกาสเป็นส่วนร่วมในการเปลี่ยนแปลงสังคมของพวกเขา

04

กลับมาที่รากฐาน

อีกหนึ่งเรื่องที่ผู้นำชุมชนทุกคนต้องทำการบ้านอย่างหนักคือ การพัฒนาเศรษฐกิจและส่งเสริมอาชีพให้มีรายได้ยั่งยืน

ที่แว้ง อาชีพหลักเดิมของชุมชนคือเกษตรกรรม การทำนา แต่ราว 10 กว่าปีก่อน ชาวบ้านหันไปผลิตและรับจ้างกรีดยางพาราเพราะผลตอบแทนที่ดึงดูดใจ ผืนนาที่มีกลับกลายเป็นพื้นที่ร้าง แต่เมื่อเวลาผ่านไป ราคายางตกต่ำลงถึงขั้นวิกฤต กะนิงจำเป็นต้องหาทางออกใหม่ให้แก่ชุมชน

“สิ่งที่ต้องทำคือการให้ความรู้แก่ชาวบ้าน ส่งเสริมการลดรายจ่ายให้พอดีกับตัวเอง ผลักดันให้ปลูกพืชผักสวนครัวที่ปลอดภัยไว้กินเอง รวมถึงสนับสนุนโรงเรียนชาวนา และฟื้นฟูนาร้างให้คนกลับมาประกอบอาชีพ” อดีตคุณครูตอบด้วยจิตวิญญาณอาชีพเดิม เธอเชื่อว่าการส่งต่อความรู้เป็นหัวใจสำคัญของสังคมที่ยั่งยืน

จุฑามณี หามะ นายก อบต. หญิงคนแรกของตำบลแว้ง นราธิวาส ผู้ชนะใจประชาชนตลอด 16 ปี

กะนิงขับเคลื่อนให้คนกลับมาดูแลนาอีกครั้งผ่านการฟื้นฟูโรงเรียนชาวนา เพื่อถ่ายทอดความรู้และเน้นย้ำการปลูกแบบเกษตรอินทรีย์ ให้คนปลูกสิ่งที่ตัวเองจะกล้ากิน และช่วยส่งเสริมให้อนุรักษ์ 2 พันธุ์ข้าวท้องถิ่นอย่างชือรีบูกันตัง และมะจานู สร้างรายได้พร้อมเกิดความมั่นคงทางอาหารที่เป็นเสมือนภูมิคุ้มกันของชุมชน เมื่อเกิดน้ำท่วมช่วงที่ฝนตกชุกเป็นพิเศษ 3 – 4 เดือนในจังหวัด ชาวบ้านยังมีข้าวเก็บไว้กินเอง 

วัตถุดิบที่ได้จากการหันมาทำเกษตรยังสามารถนำไปแปรรูปเป็นอย่างอื่นต่อ เช่น ขนมนีเล็งที่ทำจากใบเหลียง สูตรลับของกลุ่มสตรีสร้างสุขเสริมรายได้ และชาเจ๊ะเหมที่ขึ้นชื่อและหาได้เพียงที่นราธิวาส ถือเป็นการสร้างเอกลักษณ์ให้ท้องถิ่น

จุฑามณี หามะ นายก อบต. หญิงคนแรกของตำบลแว้ง นราธิวาส ผู้ชนะใจประชาชนตลอด 16 ปี

“เมื่อก่อนเราเคยเน้นการสนับสนุนงบประมาณให้ลองทำไปก่อน แต่ปรากฏว่าไม่ยั่งยืน เพราะไม่ได้มาจากความสมัครใจสักเท่าไร เราต้องลงไปคุยว่ารักที่จะทำสิ่งนี้จริงไหม และกระตุ้นให้รู้สึกว่าอยากทำให้สำเร็จ” กะนิงเล่า สิ่งสำคัญคือต้องเข้าใจด้วยว่าคนอยากทำอะไร

นอกจากนี้ ยังมีการสนับสนุนอีกหลากหลายกลุ่ม ทั้งกลุ่มส้มโชกุน ปุ๋ยอินทรีย์ กลายเป็นแหล่งรายได้ใหม่ๆ จากสิ่งเดิมที่พอมีอยู่ ที่ทำให้คุณภาพชีวิตชาวแว้งดีขึ้น

05

ชนะภัยแว้ง

แว้งอยู่ในพื้นที่ที่เผชิญภัยพิบัติเสมอมา ทั้งพายุเข้า น้ำท่วม

และล่าสุด หนีไม่พ้นการแพร่ระบาดของ COVID-19 ที่ทำให้แว้งเป็นพื้นที่สีแดงเมื่อปีก่อน แต่โชคดีที่แว้งมีประสบการณ์การรวมกลุ่มที่เหนียวแน่น ทั้งเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานของภาครัฐ ผู้นำศาสนา ผู้ใหญ่บ้าน กำนันและ อสม. เพื่อรับมือกับภัยต่างๆ ทำให้พวกเขารู้จักมักคุ้นและประสานงานกันเพื่อรับมือวิกฤตได้อย่างรวดเร็ว ปิดพื้นที่ ช่วยกันประชาสัมพันธ์ แจกจ่ายหน้ากากอนามัย ข้าวสาร และอาหาร เปิดห้องประชุมของตำบลให้กลายเป็นสถานที่กักกันผู้ป่วย (Local Quarantine) 

จุฑามณี หามะ นายก อบต. หญิงคนแรกของตำบลแว้ง นราธิวาส ผู้ชนะใจประชาชนตลอด 16 ปี

“จากประสบการณ์ที่ผ่านมา เรามีความพร้อมที่จะจัดเตรียมแผนรับมือได้เป็นลำดับว่าต้องทำอะไรก่อนหลังบ้าง หนึ่ง สอง สาม อยู่เสมอ” แม่ทัพผู้คลี่คลายสถานการณ์ตึงเครียดให้ผ่านพ้นไปได้กล่าว

เธอยืนยันว่าจะผ่านวิกฤตไปไม่ได้เลย หากไม่ได้รับความช่วยเหลือของชุมชนที่ร่วมปลูกฝังกันมาเป็นเวลานาน

“ต้องขอบคุณทุกภาคส่วนที่พร้อมทำงานร่วมกัน หากเปิดอกคุยและทำความเข้าใจกัน เราจะมีทีมเวิร์กที่แข็งแกร่ง ฝ่าฟันทุกปัญหาไปได้” กะนิงสรุปหัวใจสำคัญที่ทำให้แว้งเป็นแว้งทุกวันนี้

ไม่มีวิกฤตอะไรน่ากลัว ถ้าผู้นำมีความรู้คู่คุณธรรม ประชาชนย่อมยินดีช่วยเหลือและร่วมฝ่าฟันไปด้วยกัน

06

สมัยต่อไป

“นายก อบต. รับฟังความคิดเห็นของทุกท่าน ชอบให้ทุกคนได้มีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์งานต่างๆ แต่ถึงเวลาตัดสินใจก็เด็ดขาดเหมือนกัน” สะอารี ดีมูเละ ปลัดชายของตำบลที่ทำงานร่วมกับกะนิงเล่าสิ่งที่ผู้คนประทับใจในตัวผู้นำชุมชนคนนี้ ที่ผสมผสานทั้งความอ่อนโยนและแน่วแน่ไว้ในตัวคนเดียว

จุฑามณี หามะ นายก อบต. หญิงคนแรกของตำบลแว้ง นราธิวาส ผู้ชนะใจประชาชนตลอด 16 ปี

ผ่านมา 16 ปี ตั้งแต่วันแรกที่เธอเข้ารับตำแหน่ง กะนิงยังคงทำงานอย่างขยันขันแข็ง และหาหนทางพัฒนาชุมชนอันเป็นที่รักของเธอ นำเทคโนโลยีเข้ามาใช้งาน มีการเก็บข้อมูลชุมชนอย่างละเอียดทุกหลัง เป็นแผนที่สำหรับทำความรู้จัก ช่วยเหลือ และแก้ไขปัญหาอย่างตรงจุด

“ทำนานๆ ก็มีเบื่อบ้างเหมือนกัน ช่วงสมัยที่สองเจออะไรซ้ำๆ เดิม แต่ก็คิดว่าเป็นโอกาสให้เราได้เริ่มทำอะไรใหม่ๆ พอเริ่มทำแล้ว มันหยุดไม่ได้ ต้องเดินหน้าต่อ แต่ไม่ได้เครียดเลยนะ”

จุฑามณี หามะ นายก อบต. หญิงคนแรกของตำบลแว้ง นราธิวาส ผู้ชนะใจประชาชนตลอด 16 ปี

กะนิงพร้อมลุย สู้กับปัญหารูปแบบต่างๆ เสมอ ทำให้สิ่งที่เธอทำสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals) ของสหประชาชาติในหลายประเด็น 

แม้ยังเหลืออีกหลายแง่มุมที่ต้องพัฒนาแก้ไขในแว้ง เช่น การจัดการขยะอย่างมีประสิทธิภาพที่กวนใจกะนิงอยู่เรื่อยมา แต่เราเชื่ออย่างยิ่งว่า เมื่อผู้นำวางรากฐานที่เข้มแข็ง สร้างสายใยระหว่างคนในชุมชนไว้อย่างดี เมล็ดพันธุ์นี้จะช่วยให้ตำบลเล็กๆ อย่างแว้งเติบโตและแสดงศักยภาพในแบบของตัวเอง ให้เป็นกรณีศึกษาที่ประจักษ์ชัดและน่าเรียนรู้

เหมือนที่กะนิงได้พิสูจน์มาแล้วทั้งชีวิตการทำงานของเธอ ในฐานะ นายก อบต. หญิงแว้ง คนแรก

และเราหวังว่าจะไม่ใช่เธอแค่เพียงคนเดียว

สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

ภาพ : สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

Writer

ปัน หลั่งน้ำสังข์

บัณฑิตวิศวฯ ที่ผันตัวมาทำงานด้านสื่อ เพราะเชื่อว่าเนื้อหาดี ๆ จะช่วยให้คนอยากมีชีวิตอยู่ต่อไป

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

“ปริญญาของเราคือความสุข แรงบันดาลใจ และมิตรภาพที่เกิดจากพื้นที่ตรงนี้ที่เราร่วมกันสร้าง” เสียงของ สัญญา มัครินทร์ หนึ่งในครูผู้ก่อตั้งมหา’ลัยไทบ้าน ตอบคำถามข้อสุดท้ายของการสนทนา ว่าอะไรคือปริญญาของมหาลัยกลางทุ่ง

ถึงจะไม่ได้ไปเห็นด้วยตา แต่ตลอดการพูดคุยร่วมชั่วโมง เราสัมผัสได้ถึงความตั้งใจของครูในระบบคนนี้ที่กำลังจะออกมาอยู่นอกระบบในไม่ช้า หลังก่อร่างศูนย์การเรียนรู้แห่งใหม่ในชุมชนมากว่า 2 ปี 

สัญญาเป็นคนสีชมพูโดยกำเนิด เกิดในอำเภอที่ไกลที่สุดของจังหวัดขอนแก่น ในยุคสมัยที่ไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกแม้แต่น้อย เขามีโอกาสได้เข้ามาศึกษาในตัวเมืองก็ตอนมัธยมปลาย พบเจอคุณครูที่เล่าเรื่องชีวิตในวัยเด็กของตัวเองแทนการสอน บรรยากาศในห้องพลันสนุกสนานจากที่เคยเคร่งเครียด สัญญาบอกกับเราว่ายังคงประทับใจการเรียนที่โรงเรียนขามแก่นนครในวันนั้น เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เขานึกฝันอยากเป็นครู 

“พอเป็นเด็กบ้านนอก เราก็จะมีความเป็นอื่นหน่อย ๆ เข้าไปอยู่ในเมือง สำเนียงเราก็ไม่เหมือนใคร เขาพูดภาษากลาง เราพูดลาว เคยเข้าใจว่าเป็นเด็กเก่งนะที่บ้านนอก แต่พอไปอยู่ในเมืองคือเรากระจอกมาก”

แม้เขาจะเรียนไม่เอาอ่าว ตามเพื่อนไม่ค่อยทัน เพราะต้นทุนที่น้อยกว่าตั้งแต่แรก แต่สิ่งหนึ่งที่เขารู้ตัวดีและบรรดาอาจารย์ก็มองเห็น คือสัญญาเป็นคนชอบทำกิจกรรม ชอบอาสา ชอบมีส่วนร่วม มีโอกาสก้าวขาเข้ามาในวงการนักกิจกรรมผ่านการเข้าค่ายอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ก่อนตัดสินใจเดินทางออกจากชนบทเพื่อมาใช้ชีวิตอยู่ในตัวเมืองนับ 20 ปี หลังผ่านการผจญภัยบนพื้นคอนกรีตและกำแพงปูนมาอย่างโชกโชน สิ่งที่เขาคิดถึงคือการกลับมาอยู่บ้าน 

สัญญา มัครินทร์ ครูใหญ่จากมหา'ลัยไทบ้าน การศึกษานอกระบบที่สอนเรื่องใกล้ตัวในบ้านเกิด
ภาพ : พนัสบดินทร์

แบบ ฝึก หัด

“เราโตมากับการศึกษาที่ครูพาไปรู้จักคนรากหญ้า คนเล็กคนน้อย ที่ระบบการศึกษากระแสหลักไม่ค่อยให้เราได้เห็นเขา พอกลับมาอยู่บ้านเกิด เห็นเลยว่าบ้านเรามีศักยภาพ มีทรัพยากร มีความงาม แต่เราก็เห็นว่า จากไป 20 ปี ถนนก็ยังคงแย่ สารเคมีก็หนักกว่าเดิม มีปัญหาขยะ ฝุ่นเยอะมาก ทั้งความงามและความจริงมันยังคงอยู่ ตอนทำงานในเมืองเรามีเครือข่ายพอสมควร ก็เลยเป็นจุดเริ่มต้นที่ไปชวนเพื่อนกลับมาทำงานที่บ้าน เริ่มจากทำท่องเที่ยวชุมชน อย่างน้อยให้คนรู้ว่าบ้านเรามันมีดี”

ขณะเพื่อนที่โตมาด้วยกันหลั่งไหลเข้าเมือง สัญญากลับมาประกอบอาชีพครูที่บ้านเกิด ว่างเว้นจากการทำงาน เขาหยิบโทรศัพท์จับแฮนด์จักรยานคันโปรด ชวนลูกศิษย์ไปตระเวนถ่ายภาพรอบหมู่บ้าน สำรวจชุมชนของตนตามภาพความทรงจำในวัยเด็ก แล้วโพสต์เรื่องราวลงบนเฟซบุ๊กของเขาเอง จนคนในพื้นที่เห็นและตั้งคำถามหนึ่งกับเขาว่า “นี่ขอนแก่นเหรอ บ้านฉันมีแบบนี้ด้วยเหรอ” สัญญาจึงค่อย ๆ มั่นใจว่าเขากำลังมาถูกทาง

ก่อตั้งเพจ เที่ยววิถีสีชมพู โดยกลุ่มคนรุ่นใหม่ ที่ยินดีเปิดบ้านสีชมพูรอรับนักท่องเที่ยวเข้ามาเรียนรู้วิถีชีวิต ทำกิจกรรมร่วมกับชุมชน ในบรรยากาศที่ห้อมล้อมด้วยภูเขาป่าไม้ สร้างรายได้ให้กับคนในพื้นที่ตลอดทั้งปี เป็นส่วนเล็ก ๆ ที่ช่วยขับเคลื่อนการท่องเที่ยวของจังหวัดให้เดินหน้า 

การทำงานร่วมกับคนรุ่นใหม่ เพื่อคนรุ่นใหม่ด้วยกัน จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะได้รับความสนใจจากสื่อมากมาย รวมถึงผู้มีอำนาจในการปกครองส่วนต่าง ๆ ที่พอจะมีทุนเกื้อหนุนให้เพจนี้ดำเนินต่อไป ชื่อเสียงของพวกเขาจึงไม่ได้ดังก้องแค่ในหุบเขา และไม่ได้มีภาพถ่ายจากมือถือของสัญญาเท่านั้นอีกแล้ว

สัญญา มัครินทร์ ครูใหญ่จากมหา'ลัยไทบ้าน การศึกษานอกระบบที่สอนเรื่องใกล้ตัวในบ้านเกิด

ผู้ร่วมขบวนการไม่ใช่คนที่ไหนไกล ย้อนกลับไปเมื่อครั้งที่เขายังใช้ชีวิตในตัวเมือง ‘ก่อการครู’ คือใครคนนั้น โครงการที่ให้มากกว่ามิตรภาพ แต่ส่งต่อวิสัยทัศน์บางประการที่เปลี่ยนทัศนคติของเขาไปโดยสิ้นเชิงด้วยเช่นกัน

“เขามีชุดความเชื่อว่า เอาเข้าจริง ครูนี่ทุกข์มากนะ ถ้าความทุกข์ของครูไม่ถูกคลี่คลาย มันจะสร้างการเปลี่ยนแปลงไม่ได้ เขาเลยเอาครูมาเขย่าความคิดร่วมกัน

“เราเป็นอาชีพที่ถูกสังคมเรียกร้อง เป็นจำเลยสังคม ว่าทำไมไม่ขยับไปไหนหรือถอยหลังลงเรื่อย แต่จริง ๆ แล้วครูคือมนุษย์นะ ครูมีความทุกข์เหมือนกัน ครูเองก็เป็นเหยื่อ ลึก ๆ เรามีความเชื่อร่วมกันว่า อยากสร้างการเปลี่ยนแปลง แต่เราต้องเชื่อก่อนว่าถ้าเราเปลี่ยนหนึ่งคน ห้องเรียนมันจะเปลี่ยน เมื่อห้องเรียนเปลี่ยน สังคมก็จะเปลี่ยน ซึ่งห้องเรียนก็คือสังคมขนาดย่อม

“สิ่งที่เราพยายามทำ คือ ใช้วิธีการเล่าเรื่องนี่แหละ เราอยากเล่าให้เด็กเห็นว่า พวกเอ็งเจ๋งนะเว้ย พวกเอ็งมีศักดิ์ศรีมาก แล้วก็โชคดีมากที่ได้มีโอกาสนั่งเรียนด้วยกัน ใช้พื้นที่ห้องเรียนให้เขาได้เล่าความเป็นตัวเขา ให้เป็นห้องที่ปลอดภัยพอที่จะสนุกกับเรื่องราวของกันและกัน ซึ่งค่อนข้างสวนกระแสครูในระบบพอสมควร เราไม่ได้เชียร์ให้เด็กเก่ง แข่งขันเป็นเลิศ เรากำลังสอนเด็กให้รู้ว่า จะอยู่ร่วมกับคนอื่นได้อย่างสันติยังไง และจะดีมากถ้าเอ็งอยู่อย่างมีความหมาย”

เมื่อสัญญาตกตะกอนความคิดได้จากการเป็นครูแกนนำ บวกกับการท่องเที่ยววิถีชุมชนที่เขาทำอยู่เดิม จึงเกิดเป็น ‘มหา’ลัยไทบ้าน’ การเรียนรู้รูปแบบใหม่ที่ไม่มีที่ไหนในแก่นนคร

สัญญา มัครินทร์ ครูใหญ่จากมหา'ลัยไทบ้าน การศึกษานอกระบบที่สอนเรื่องใกล้ตัวในบ้านเกิด

ผลัดกันเรียน เปลี่ยนกันสอน

“ตลอดชีวิต เห็นชัดเลยว่าการศึกษาบ้านเรามันให้คุณค่ากับเรื่องไกลตัวมาก เช่น เรารู้จักเรื่องกรุงเทพฯ มากกว่าเรื่องขอนแก่น เรารู้จักขอนแก่นมากกว่าอำเภอสีชมพู เพราะเราถูกสอน ถูกเรียน จากตำราที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเราเท่าไร ระบบการศึกษาก็ยังมาจากศตวรรษก่อน คือการออกแบบคนให้ไปเป็นแรงงานหลักของประเทศ แบบที่รัฐอยากให้เป็น แม้กระทั่งหลักสูตรท้องถิ่น ก็ไม่นำพาให้คนเห็นว่าบ้านเขามีปัญหาหรือความดีอะไร 

“เราว่าการเรียนรู้มันคือชีวิต เป็นองค์รวมที่ควรเห็นภาพและขยับร่วมกัน เราเลยอยากทำให้การศึกษาไม่แยกส่วน ชุมชน สิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ ควรเป็นองค์รวมที่ผู้เรียน ครู คนในชุมชน เป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน ไม่ได้แยกปัญหาของใครของมัน 

“หน้าที่ของเราไม่ใช่นักแก้ปัญหา แต่เป็นคนที่เอาตัวละครที่เกี่ยวข้องมาเจอกัน เพื่อมองเห็นปัญหาและหาทางออกร่วมกันอย่างยั่งยืน”

แน่นอนว่ามหาลัยที่แหกเหล่ากอระบบการศึกษาย่อมไม่ได้รับความมั่นใจจากคนรอบข้าง ความท้าทายที่สัญญาต้องรับมือตั้งแต่ยังปั้นน้ำไม่เป็นตัวมี 2 ประการด้วยกัน คือ หนึ่ง การอธิบายให้คนในพื้นที่เข้าใจว่าอะไรคือ มหา’ลัยไทบ้าน และ สอง คือเรื่องเงิน

สัญญา มัครินทร์ ครูใหญ่จากมหา'ลัยไทบ้าน การศึกษานอกระบบที่สอนเรื่องใกล้ตัวในบ้านเกิด
สัญญา มัครินทร์ ครูใหญ่จากมหา'ลัยไทบ้าน การศึกษานอกระบบที่สอนเรื่องใกล้ตัวในบ้านเกิด

ประการแรก มหา’ลัยไทบ้าน คือพื้นที่การศึกษาที่จะพาผู้เรียนไปสู่ความเป็นไท

ไท แปลว่าอิสระ สอดคล้องกับคำว่าไทบ้าน คือเรียบง่าย ให้คุณค่ากับความจริงใจ รวมกันเป็นการศึกษาที่ง่าย ไม่ต้องมีกรอบที่ทำให้รู้สึกอึดอัดหรือถูกควบคุม เป็นพื้นที่การเรียนรู้ที่อิสระ สนุก ก่อให้เกิดความเป็นไปได้ใหม่ ๆ บนรากของเรา ก็คือบ้านหรือชุมชน

มาถึงตรงนี้ หลายคนคงยังไม่หายสงสัยว่า มหา’ลัยไทบ้าน ที่ว่าแปลกไม่เหมือนใคร สอนอะไรแน่

หลักสูตรของที่นี่คือการกินอยู่ร่วมกันเป็นเวลา 4 วัน 3 คืน มีด้วยกัน 4 หมวด ได้แก่

ไทมุง คือ เวทีสร้างความสัมพันธ์ เน้นทำความรู้จัก พูดคุย ต่อยอดไอเดียร่วมกัน

ไททอล์ก คือ การเรียนการสอนจากประสบการณ์ของกันและกัน เชิญคนนอกหรือคนในพื้นที่ที่มีเรื่องราวน่าแบ่งปัน มาร่วมแลกเปลี่ยนชีวิต

ไททำ คือ การเรียนรู้ภาคปฏิบัติ เน้นการมีส่วนร่วมกับชุมชน เช่น ชวนผู้เข้าร่วมไปลองทำสาโท หาปลา ทำกับข้าวด้วยวัตถุดิบในพื้นที่ หรือการสร้างสรรค์ศิลปะจากหินในธรรมชาติ

ไททริป คือ การชวนกันไปเที่ยวสมชื่อ ตะลอนไปตามพื้นที่ในชุมชนที่น่าสนใจ เช่น เกษตรกรที่หันมาทำคาเฟ่ สร้างรายได้รายวัน หรือครูในชุมชนที่เปลี่ยนบ้านตัวเองให้เป็นห้องเรียนธรรมชาติ เป็นต้น

สัญญา มัครินทร์ ครูใหญ่จากมหา'ลัยไทบ้าน การศึกษานอกระบบที่สอนเรื่องใกล้ตัวในบ้านเกิด

หลักสูตรเหล่านี้ได้แรงบันดาลใจมาจาก มหา’ลัยเถื่อน โดยมูลนิธิสื่อชาวบ้าน (มะขามป้อม) ที่สัญญาเองก็เป็นหนึ่งในสมาชิก พวกเขาเชื่อว่าการศึกษาไม่จำเป็นต้องมีใครมารองรับ อยากเรียนอะไรก็ออกแบบหลักสูตรเองเลย ผลัดกันเรียน เปลี่ยนกันสอน ไม่มีอาชีพ ไม่มีอายุ ใครก็เป็นครูและนักเรียนที่นี่ได้อย่างเสรี ครูที่อายุน้อยที่สุดของ มหา’ลัยไทบ้าน แห่งนี้จึงเป็นเพียงเด็กขอนแก่นวัย 13 ปีเท่านั้น

“น้องยูโตะ เป็นนักเรียน ม.1 เขาเขียนหนังสือเรื่อง แมววัด กับสำนักพิมพ์ผีเสื้อ อ่านแล้วประทับใจมาก เพราะมันคือสายตาของเด็กที่มองแมวแล้วได้อะไรกับชีวิต แล้วก็มีเรื่องการศึกษา เรื่องการเลี้ยงดูของแม่ เลยชวนมาคุยเบื้องหลังความคิด สร้างแรงบันดาลใจให้กันต่อ หรือพี่นพมาศ เขาชวนคนแก่สานไม้ไผ่ จนกลายเป็นเฟอร์นิเจอร์ราคา 5,000 บาท ขายแต่กลุ่มลูกค้าตลาดบน เราชวนมาคุยเรื่องการทำงานกับชาวบ้าน โดยเฉพาะคนแก่ที่มีอัตตาเยอะ ซึ่งมันจะสะท้อนว่าการทำงานกับคนในชุมชนมีเทคนิคแบบไหน”

ความท้าทายที่สอง เป็นอย่างต่อไปที่สัญญาจะเล่าให้ฟัง

“เราไม่รู้เอาความเชื่อมั่นมาจากไหน พยายามนำพาเพื่อนว่าทุกอย่างคือการเรียนรู้ จากความล้มเหลว จากความมึนงง เราต้องคุยกับทีมพอสมควรว่ามันเป็นเรื่องใหม่ ต้องทดลองไปด้วยกันนะ แต่เราเชื่อว่ามันจะสร้างความเป็นไปได้ หลังงานเกิด ก็เลยสนุกในการหาเงิน ความยากคือทำให้เพื่อนไปต่อกับเรา เห็นภาพร่วมกัน”

เขาอาศัยความสนุกเชื้อชวนคนรุ่นใหม่ ว่าหาโอกาสไม่ง่ายที่จะรวบรวมคนน่าสนใจมาขึ้นเวที ร่วมแบ่งปันความรู้ เปิดบ้านอันสวยงามของพวกเขาให้คนนอกได้เข้ามาสัมผัส เป็นเหมือนพื้นที่แสดงศักยภาพของคนในทีม เกิดการจับจ่ายใช้สอยในชุมชน ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายของเที่ยววิถีสีชมพู

สำคัญมากไปกว่านั้น คือสัญญาอยากทำให้พื้นที่แห่งนี้เป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ และนั่นต้องพึ่งพาพลังของคนหนุ่มสาวกลับบ้านอย่างเสียมิได้

หนึ่งในผู้ก่อตั้ง มหา'ลัยไทบ้าน การศึกษานอกระบบของคนกลับบ้าน ที่เปลี่ยนบ้านให้เป็นศูนย์การเรียนรู้
ภาพ : แมนเลนส์ไทบ้าน

ลำพังตัวเขาเองก็ลงมือทำล่วงหน้าไปบ้าง ด้วยความที่ยังเป็นครูในระบบ สัญญาเปิดหลักสูตรห้องเรียนธรรมชาติและชุมชน ใช้เวลา 4 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ในการพาเด็ก ๆ ไปทำกิจกรรมร่วมกับคนในพื้นที่ เช่น ดูต้นน้ำ ทำกะลามะพร้าว เที่ยววัดวาอาราม เก็บเกี่ยวมิตรภาพระหว่างการลงมือทำ จากพ่อ ๆ แม่ ๆ ที่เคยให้หยิบยืมถ้วยชามสำหรับรองรับนักท่องเที่ยว ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขากำลังทำอะไร ก็กลายมาเป็นสมาชิกอีกคนของมหา’ลัยไทบ้าน แลกเปลี่ยนความรู้เรื่องการแปรรูปสินค้าจากผลผลิตทางการเกษตรร่วมกันไปแล้ว

เรื่องเงินจะมีปัญหาก็กับคนใจอาสาแต่มีรายได้ทางเดียว สัญญายอมรับว่ามีลูกทีมบางคน ตั้งใจกลับบ้านมาทำงานร่วมกับเขาทันทีที่เรียนจบ ทำได้ไม่นานนักก็ต้องเผชิญหน้ากับความจริง ว่างานแบบนี้ไม่ได้สร้างเม็ดเงินเป็นกอบเป็นกำตลอดปี 

การทำให้มหา’ลัยไทบ้าน เป็นผู้ประกอบการทางสังคมที่อยู่รอดได้อย่างมั่นคง จึงเป็นหมุดหมายต่อไปที่เขาอยากไปให้ถึง รวมทั้งการกรุยทางด้วยการพูดคุยกับโรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว ม.มหิดล เรื่องทิศทางในอนาคตของพวกเขาด้วย

“เขาเชื่อเรื่อง Nature Based Learning เหมือนกัน พอเขามาเกื้อกูลส่งเสริมเรา ก็จะรู้สึกว่าเฮ้ย ไอ้บ้าน ๆ เนี่ย มันมีคนมองเห็นแล้ว

“เรามีเพื่อน มีพันธมิตร เราไม่ได้ทำโดดเดี่ยวนะ มีศูนย์การเรียนรู้ที่เชื่อมโยงการศึกษา ชุมชน สิ่งแวดล้อม 30 ที่ทั่วประเทศ เทรนด์การศึกษาในระบบมันก็ไปต่อได้แหละ แต่จะมีคนที่ปฏิเสธการเรียนในกระแสหลักมากขึ้น เราก็จะเป็นทางเลือกให้เขา

“แล้วเราก็จะทำงานเชิงปัญญากับคน ให้น้อง ๆ ในชุมชนเห็นว่ามันทำได้จริง มีรายได้ ใช้พื้นที่นี้สร้างโอกาสให้กับคนรุ่นใหม่ เป็นโมเดลเล็ก ๆ ที่สร้าง NGO ในพื้นที่ต่อไป โดยใช้ฐาน ใช้บ้านของเรา เป็นสิ่งแวดล้อมที่หล่อหลอมพวกเขา เพื่อให้กลายเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงบ้านเกิดของตัวเอง”

แม้บทเรียนหนึ่งที่ได้จากมหา’ลัยไทบ้าน จะสอนเขาว่า แนวคิดคนรุ่นใหม่กลับบ้านเป็นเรื่องในอุดมคติและไม่โรแมนติกเลยก็ตาม

หนึ่งในผู้ก่อตั้ง มหา'ลัยไทบ้าน การศึกษานอกระบบของคนกลับบ้าน ที่เปลี่ยนบ้านให้เป็นศูนย์การเรียนรู้
หนึ่งในผู้ก่อตั้ง มหา'ลัยไทบ้าน การศึกษานอกระบบของคนกลับบ้าน ที่เปลี่ยนบ้านให้เป็นศูนย์การเรียนรู้

วิชาชีวิต

“ถ้านั่งชิลล์​ เราจะมองว่าพื้นที่สวย แต่พออยู่จริง ๆ มันโคตรร้อน บางทีก็เงียบจนเหงา การกลับบ้านต้องดูด้วยว่า เข้าใจบ้านเรามากกว่าภาพที่ถูกฉายทางสื่อไหม เพราะเขาจะฉายแต่ภาพความสำเร็จ คนเลยกลับมาพร้อมความหวัง พร้อมภาพที่สื่อนำเสนอ แต่ในมุมหนึ่งก็มีความเจ็บปวด ความสัมพันธ์ของคนในทีม ของผู้นำ คนในชุมชนที่ไม่เห็นด้วย หรือเราไปแตะนายทุน แตะความเชื่อของกลุ่มอำนาจเก่า เราต้องประเมินความเสี่ยงและอุปสรรคที่ต้องเจอ แล้วเราจะอยู่ร่วมกับมันยังไง

“เราว่าทุกคนอยากกลับบ้านแหละ มีคนรุ่นใหม่มาถามเราหลายคน เราชวนคุยต่อเลยว่าเขากลับมาทำไม ต้องถามตัวเองให้ชัด เรากลับมา เราจะรอดอย่างไร เราจะทำอะไร เราเชื่ออะไรอยู่ สำคัญคือการมีเพื่อน เราจะไม่โดดเดี่ยว เพื่อนจะคอยพยุงเรา แล้วเราก็จะอยู่รอด ถ้าคนไหนยังไม่พร้อม อย่าเพิ่งมา เพราะการกลับบ้านไม่โรแมนติก มีราคาที่ต้องจ่าย”

สำหรับสัญญา ผู้ต้องจ่ายความเหนื่อยยากเต็มจำนวนทุกวัน หลังเปิดพื้นที่กลางทุ่งของเขาให้คนที่สนใจเข้ามาเรียนรู้ มหา’ลัยไทบ้าน สอนเขามากกว่าตำราในห้องเรียนหลายเท่านัก เราทุกคนคงทราบแล้วว่าสัญญาอยากเป็นครูมาแต่ไหนแต่ไร และอาชีพครูที่เขาอยากเป็นทำหน้าที่มากกว่าแค่สอนหนังสือ รับเงินเดือนเท่านั้น 

สัญญาอยากเป็นนักเล่าเรื่องที่เก่งกาจ เหมือนครั้งที่เด็กชายสัญญามีประกายในแววตาเมื่อฟังเรื่องเล่าของครูในห้อง เขาหอบความหวัง ความเป็นไปได้ใหม่ ๆ กลับอำเภอสีชมพูที่เขารักมากไม่แพ้ใคร พร้อมความคิดอยากเป็นครูผู้นำ ที่คนในชุมชนจะพึ่งพาและเปลี่ยนแปลงบ้านเกิดได้ เขาเชื่อว่าในท้องทุ่งนี้ยังมีคนแก๋ว ๆ อีกมากที่อยากส่องไฟไปให้ถึง

ปริญญาของมหา’ลัยไทบ้านที่เราตั้งคำถาม จึงไม่ได้มาในรูปแบบของเกียรติยศหรือกระดาษแผ่นใด ไม่มีขอบเขต ไม่กำหนดกฎเกณฑ์ ไม่มีจุดสิ้นสุดว่าจะหยุดเมื่อไร 

สัญญาให้คำตอบว่าคือความสุข แรงบันดาลใจ มิตรภาพ ได้มองเห็นตัวเองมากขึ้น กลับไปที่รากเหง้าของพื้นดินที่เหยียบย่ำอยู่ใต้ฝ่าเท้า และเริ่มลุกมาสร้างอะไรบางอย่างแบบที่เขากำลังทำ

“ขอนแก่นเป็นเมืองแห่งโอกาส เราชอบมากเลยนะ เพราะเราเกิดที่นี่ เราเห็นความน่ารักของมันที่ให้คุณค่ากับคนรุ่นใหม่ ขอนแก่นน่าอยู่เพราะคน

“ด้วยความที่เมืองไม่ใหญ่ คนสร้างสรรค์ คนเก่ง ๆ ก็ได้เห็นหน้าเห็นตากันบ่อยมาก เราก็ได้โอกาสศึกษาจากเขา ได้เป็นเพื่อน เป็นลูกศิษย์ เป็นคนที่ริเริ่มอะไรใหม่ ๆ ให้เมือง แต่ในอีกมุม เราก็มีเพื่อนที่ต่อสู้เรื่องสิทธิ ทำงานกับภาคประชาชน ได้เรียนรู้ปัญหารากหญ้าที่ถูกครอบด้วยโครงสร้างอำนาจหรือแหล่งทุน เราว่าเราโชคดีที่ได้เห็นความหลากหลาย 

“ถึงจะไม่ชอบ แต่ลึก ๆ เรารักมันมาก ต่อให้มีความดีงาม หรือความน่าเกลียดน่าชังบางอย่าง แต่เราอยากจะเป็นคนหนึ่งที่ทำให้เมืองของเราน่าอยู่มากขึ้น” ครูบ้านนอกทิ้งท้ายอย่างคนไม่หมดหวัง

หนึ่งในผู้ก่อตั้ง มหา'ลัยไทบ้าน การศึกษานอกระบบของคนกลับบ้าน ที่เปลี่ยนบ้านให้เป็นศูนย์การเรียนรู้

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load