ณ ดินแดนใต้สุดของประเทศไทยอย่างยะลา ปัตตานี นราธิวาส มีองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ทั้งหมด 215 แห่ง

ตัวเลขนี้อาจไม่ได้น่าตกใจอะไร แต่หากลองพลิกกระดาษดูรายชื่อนายก อบต. จะพบว่ามีเพียง 6 ใน 215 แห่งเท่านั้นที่มีผู้นำระดับนายก อบต. เป็นผู้หญิง

ภายใต้สังคมของอิสลามิกชนที่มีข้อถกเถียงเรื่องบทบาทหน้าที่สตรี ความเชื่อว่าผู้หญิงควรประกอบภารกิจในบ้านเรือนให้ดีครบถ้วนเสียก่อนจะไปทำอะไรอื่น และข้อจำกัดที่เคร่งครัดกว่าผู้ชาย ทั้งการเข้าสถานที่ต่างๆ การแต่งกาย และการประกอบอาชีพ การดำรงตำแหน่งนายก อบต. ของ จุฑามณี หามะ หรือที่ชาวบ้านชุมชนแว้งเรียกเธออย่างเป็นกันเองว่า ‘กะนิง’ (กะหรือก๊ะในภาษามลายูหมายถึง ‘พี่สาว’) คือปรากฏการณ์ที่พบเห็นได้ยาก

จุฑามณี หามะ นายก อบต. หญิงคนแรกของตำบลแว้ง นราธิวาส ผู้ชนะใจประชาชนตลอด 16 ปี

ไม่เพียงเป็นผู้นำหญิงเท่านั้น เธอได้รับความไว้วางใจจากประชาชนให้ดูแลสารทุกข์สุขดิบของสมาชิกราว 7,200 คนในตำบล ต่อเนื่องมายาวนาน 3 สมัย รวมทั้งหมด 16 ปี

ไม่ใช่เรื่องง่ายที่ผู้นำยุคสมัยใหม่จะยืนระยะครองใจพลเมืองได้นานถึงเพียงนี้

จากตำบลห่างไกลแห่งหนึ่งในแผนที่ที่เข้าไม่ถึงโอกาสนานับประการ กะนิงยกระดับแว้งให้กลายเป็นศูนย์เชี่ยวชาญการสร้างโอกาสทางสังคม ที่ผู้นำหลายตำบลต้องขอแวะเวียนมาเยี่ยมชมเป็นตัวอย่าง แว้งมีกลุ่มสังคมกลมเกลียวแน่นแฟ้นแบบไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง สร้างอาชีพให้ชาวบ้านลืมตาอ้าปากได้ด้วยรอยยิ้ม ในจังหวัดที่ถูกจัดอันดับให้มีอัตราความยากจนสูงติด 5 อันดับแรกของประเทศ และรวมพลังคนในชุมชนกันเพื่อฝ่าภัยครั้งแล้วครั้งเล่า รวมถึงภัยวิกฤตอย่าง COVID-19

จุฑามณี หามะ นายก อบต. หญิงคนแรกของตำบลแว้ง นราธิวาส ผู้ชนะใจประชาชนตลอด 16 ปี

ในสังคมที่ปากเสียงส่วนใหญ่มาจากผู้ชาย ผู้นำหญิงคือตัวแทน แรงบันดาลใจ และความเป็นไปได้ใหม่ๆ ในการขับเคลื่อนสังคมและเศรษฐกิจไปข้างหน้า และเป็นผู้ช่วยยืนยันให้ประจักษ์ชัดว่า พลังของสตรีนั้นยิ่งใหญ่ไม่แพ้ใคร

เธอปรับเปลี่ยนชุมชนได้อย่างไร เราขอชวนคุณเก็บสัมภาระลงใต้พร้อมสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ที่ลงไปทำงานร่วมกับชุมชน มุ่งหาคำตอบถึงการนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ เพื่อสนับสนุนการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SEP for SDGs) ที่ชัดเจน จับต้องได้ ตามไปดูกันว่าผู้นำหญิงคนนี้บริหารด้วย ‘สไตล์แว้ง แว้ง’ อย่างไรให้ยั่งยืน และเชื่อมผู้คนเป็นหนึ่งเดียวกันด้วยสันติและความสุขในใจ

01

หญิงแว้ง

“เราเป็นผู้หญิง แต่ค่อนข้างซุกซน ถ้าเพื่อนผู้ชายคนไหนเกเร แกล้งเพื่อน เราจะเป็นคนคอยห้ามปราม อยู่แบบห้าวๆ ครูประถมเจอกันตอนนี้ก็บอกว่าไม่แปลกที่เราโตมาเป็นนายก อบต.” ผู้นำวัย 47 ปีเล่าถึงช่วงเยาว์วัยที่เธอฝึกหัดการเป็นผู้นำของโรงเรียนและเรียนรู้การอยู่ร่วมกับผู้คนที่แตกต่างได้อย่างสบายๆ

ในความทรงจำของเธอ แว้งคือโรงเรียนและทุ่งนาผืนกว้าง ชวนให้วิ่งเล่นเลียบผ่านรวงข้าว กระโดดลงน้ำจับปลา และแม้ผู้คนนับถือความเชื่อแตกต่าง แต่พลเมืองแว้งดูรักใคร่กลมเกลียว เอื้ออาทรต่อกันอย่างดี

จุฑามณี หามะ นายก อบต. หญิงคนแรกของตำบลแว้ง นราธิวาส ผู้ชนะใจประชาชนตลอด 16 ปี

เวลาผ่านไป กะนิงเข้าสู่ชีวิตการทำงานด้วยตำแหน่งคุณครูวิทยาศาสตร์ในโรงเรียน สอนหนังสืออยู่ราว 6 ปี เมื่ออายุถึงเกณฑ์ 30 ปี และมีการจัดการเลือกตั้งนายก อบต. โดยตรงจากประชาชนเป็นครั้งแรกตามแผนกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น เธอตัดสินใจลงสมัครและได้รับแรงสนับสนุนมากมายจากผู้คนรอบข้าง

“ตอนนั้นเป็นช่วง พ.ศ. 2547 ที่เหตุการณ์การเมืองกำลังคุกรุ่น คนรอบตัวก็ถามว่าไม่กลัวเหรอ บางคนก็พูดว่าผู้หญิงจะลงสมัครไปทำไม มันไม่เหมาะ แต่เรามาด้วยใจอยู่แล้ว อยากทำให้ดีที่สุด และพิสูจน์ให้คนเห็นว่าเราทำได้ไม่แพ้ผู้ชาย”

อีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้เธอตัดสินใจเช่นนี้คือ การเห็นตัวอย่างจากพ่อแม่ที่ชอบพบปะพูดคุยและช่วยเหลือชาวบ้านโดยรอบอยู่เสมอแม้ไม่ได้มีตำแหน่ง เป็นแรงบันดาลใจให้เธอคิดอยากทำอะไรเพื่อคนอื่น

แม้ไม่มีประสบการณ์ทางการเมืองมาก่อน แต่เธอเดินหน้าอย่างมุ่งมั่น จนได้รับการเลือกตั้งให้เป็นนายก อบต. หญิงคนแรกของแว้ง พร้อมภารกิจที่ต้องแสดงฝีมือให้คนยอมรับ

จุฑามณี หามะ นายก อบต. หญิงคนแรกของตำบลแว้ง นราธิวาส ผู้ชนะใจประชาชนตลอด 16 ปี
02

ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

เมื่อรับตำแหน่งอันท้าทาย สิ่งที่กะนิงเลือกจัดวางให้อยู่ลำดับความสำคัญแรกๆ คือการรวมกลุ่มชุมชนให้เข้มแข็ง เพราะมองว่าแว้งมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานมาอย่างต่อเนื่องพอสมควร แต่ยังขาดการจัดกิจกรรมรวมพลังของผู้คนเพื่อช่วยกันแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

“เราอยากสร้างกลุ่มคนต่างๆ ในแว้งให้มีความชัดเจน เช่น กลุ่มอาชีพ กลุ่มสตรี สร้างกระบวนการมีส่วนร่วมเพื่อให้เกิดกิจกรรมขึ้นในพื้นที่ มีความแข็งแรง และพลังพอที่จะดึงคนอื่นๆ มาเข้าร่วมด้วยกัน” นายก อบต. ผู้ยิ้มแย้มอย่างเป็นมิตรเผยแนวคิด

จุฑามณี หามะ นายก อบต. หญิงคนแรกของตำบลแว้ง นราธิวาส ผู้ชนะใจประชาชนตลอด 16 ปี

เพื่อให้การดำเนินงานตอบโจทย์ชุมชนอย่างแท้จริง กะนิงร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ เช่น สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) วิจัยและจัดเก็บข้อมูลของชุมชนอย่างละเอียด การสำรวจนี้ทำให้เห็นปัญหา ชีวิตความเป็นอยู่ของชุมชนแต่ละกลุ่มจริงๆ 

เช่น กลุ่มชุมชนดั้งเดิมมีการทำงานที่ผูกพันกับหลักปฏิบัติทางศาสนา กะนิงจึงมักเชิญชวนผู้นำทางศาสนาที่ผู้คนนับถืออย่างโต๊ะอิหม่ามเข้ามามีบทบาทช่วยรวมมวลชน และแปลงมัสยิดเป็นศูนย์กลางจัดกระบวนการมีส่วนร่วมอย่าง ‘สภาซูรอ’ สำหรับรับฟังปัญหาและวางแผนพัฒนาชุมชนร่วมกัน

จุฑามณี หามะ นายก อบต. หญิงคนแรกของตำบลแว้ง นราธิวาส ผู้ชนะใจประชาชนตลอด 16 ปี

ข้อมูลจากพื้นที่เหล่านี้ต่อมาพัฒนากลายเป็นระบบสวัสดิการ กองทุน และนโยบายต่างๆ ที่คำนึงถึงคนทุกเพศ ทุกวัย ทุกเงื่อนไขชีวิต โดยไม่หลงลืมกลุ่มคนเปราะบางใด

เช่น กองทุนซารีกัตมาตี ที่ชวนคนมาบริจาคเข้ากองทุนกลาง เพื่อนำไปช่วยเหลือค่าทำศพคนละ 3,000 – 6,000 บาทแบบไร้ดอกเบี้ยตามหลักอิสลาม ให้แก่ครอบครัวที่ต้องการ 

อีกทั้งกองทุนอัลอัยตามเพื่อเด็กกำพร้า ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก และโรงเรียนผู้สูงอายุที่ไม่เพียงแต่เบิกจ่ายเบี้ยผู้สูงอายุและทำกิจกรรมทั่วไป แต่ปฏิบัติตามหลัก 5 อ. คือ อาหาร อาชีพ ออกกำลังกาย อาสา และออมทรัพย์ มีการชวนกันเก็บเงินร่วมกับเพื่อนๆ อย่างสนุกสนานทุกสัปดาห์เพื่อเก็บไว้ใช้ตามฝันวัยเก๋า ให้ความรู้ด้านสุขภาพและการประกอบอาชีพ มีอาสาสมัครคอยดูแลเยี่ยมเยียน ไม่ต้องเหงาอยู่บ้านเพียงลำพังอีกต่อไป

จุฑามณี หามะ นายก อบต. หญิงคนแรกของตำบลแว้ง นราธิวาส ผู้ชนะใจประชาชนตลอด 16 ปี

ด้วยลักษณะนิสัยของกะนิงที่ไม่ถือตัว ทำงานแบบติดดิน พร้อมอยู่เคียงข้างแม้มีภัยอย่างน้ำท่วมสูงถึงเข่าในยามวิกาล ประชาชนจึงยินดีร่วมมือ ให้ความไว้วางใจถึงขั้นเปิดบ้านให้เธอเดินเข้าไปเอ่ยอัสลามุอะลัยกุม (ขอความสันติสุขจงประสบแด่ท่าน เป็นคำทักทายของชาวมุสลิม) ถึงห้องครัว ทานข้าวร่วมกันแบบไม่ต้องเกร็ง และเกิดเป็นกลุ่มที่เข้มแข็ง

เป็นมิตรภาพที่อาจหาได้ไม่ง่ายนักระหว่างผู้ปกครองและพลเมือง

03

สร้างคนรุ่นใหม่

เมื่อชุมชนร่วมมือกันอย่างดี คนรุ่นใหม่ก็เกิดแรงบันดาลใจอยากช่วยกันขับเคลื่อนไปข้างหน้าผ่านการเลือกใช้เวลาอย่างสร้างสรรค์

“วันนี้มีเยาวชนหลายคนลุกขึ้นมามีบทบาท จัดตั้งกองทุนใหม่ๆ ดูแลจัดการตัวเองในหมู่บ้าน เป็นหลักประกันที่ทำให้เกิดความมั่นคงมากขึ้น” กะนิงเล่าปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมแสดงความเชื่อมั่นที่มีต่อคนรุ่นใหม่ ว่าพวกเขาจะเป็นอนาคตสำคัญของชุมชนและสังคม

การสนับสนุนอย่างเต็มที่จาก อบต. ทำให้คนรุ่นใหม่รู้สึกว่าตัวเองเป็นเจ้าของพื้นที่ (Sense of Ownership) เหมือนกัน เกิดกลุ่มอย่างเยาวชนสร้างสุขกำลังสาม รวมตัวกันเพื่อทำงานจิตอาสา จัดค่ายและกิจกรรมการเรียนรู้ให้ผู้คน และเกิดการพัฒนาเป็นกลุ่มอื่นๆ ต่อยอด เช่น กลุ่มกุมปัง ทำงานด้านศิลปวัฒนธรรม ฝึกหัดและเล่นดนตรีด้วยกัน จนเกิดเป็นรายได้ที่นำมาจัดสรรให้สมาชิก

เห็นได้ว่าการทำงานของ อบต.แว้ง พยายามนึกถึงคนทุกฝ่าย ชุมชนชาวแว้งจึงมั่นใจว่าตัวเองจะได้รับการดูแล ตั้งแต่เกิดจนสิ้นใจ และมีโอกาสเป็นส่วนร่วมในการเปลี่ยนแปลงสังคมของพวกเขา

04

กลับมาที่รากฐาน

อีกหนึ่งเรื่องที่ผู้นำชุมชนทุกคนต้องทำการบ้านอย่างหนักคือ การพัฒนาเศรษฐกิจและส่งเสริมอาชีพให้มีรายได้ยั่งยืน

ที่แว้ง อาชีพหลักเดิมของชุมชนคือเกษตรกรรม การทำนา แต่ราว 10 กว่าปีก่อน ชาวบ้านหันไปผลิตและรับจ้างกรีดยางพาราเพราะผลตอบแทนที่ดึงดูดใจ ผืนนาที่มีกลับกลายเป็นพื้นที่ร้าง แต่เมื่อเวลาผ่านไป ราคายางตกต่ำลงถึงขั้นวิกฤต กะนิงจำเป็นต้องหาทางออกใหม่ให้แก่ชุมชน

“สิ่งที่ต้องทำคือการให้ความรู้แก่ชาวบ้าน ส่งเสริมการลดรายจ่ายให้พอดีกับตัวเอง ผลักดันให้ปลูกพืชผักสวนครัวที่ปลอดภัยไว้กินเอง รวมถึงสนับสนุนโรงเรียนชาวนา และฟื้นฟูนาร้างให้คนกลับมาประกอบอาชีพ” อดีตคุณครูตอบด้วยจิตวิญญาณอาชีพเดิม เธอเชื่อว่าการส่งต่อความรู้เป็นหัวใจสำคัญของสังคมที่ยั่งยืน

จุฑามณี หามะ นายก อบต. หญิงคนแรกของตำบลแว้ง นราธิวาส ผู้ชนะใจประชาชนตลอด 16 ปี

กะนิงขับเคลื่อนให้คนกลับมาดูแลนาอีกครั้งผ่านการฟื้นฟูโรงเรียนชาวนา เพื่อถ่ายทอดความรู้และเน้นย้ำการปลูกแบบเกษตรอินทรีย์ ให้คนปลูกสิ่งที่ตัวเองจะกล้ากิน และช่วยส่งเสริมให้อนุรักษ์ 2 พันธุ์ข้าวท้องถิ่นอย่างชือรีบูกันตัง และมะจานู สร้างรายได้พร้อมเกิดความมั่นคงทางอาหารที่เป็นเสมือนภูมิคุ้มกันของชุมชน เมื่อเกิดน้ำท่วมช่วงที่ฝนตกชุกเป็นพิเศษ 3 – 4 เดือนในจังหวัด ชาวบ้านยังมีข้าวเก็บไว้กินเอง 

วัตถุดิบที่ได้จากการหันมาทำเกษตรยังสามารถนำไปแปรรูปเป็นอย่างอื่นต่อ เช่น ขนมนีเล็งที่ทำจากใบเหลียง สูตรลับของกลุ่มสตรีสร้างสุขเสริมรายได้ และชาเจ๊ะเหมที่ขึ้นชื่อและหาได้เพียงที่นราธิวาส ถือเป็นการสร้างเอกลักษณ์ให้ท้องถิ่น

จุฑามณี หามะ นายก อบต. หญิงคนแรกของตำบลแว้ง นราธิวาส ผู้ชนะใจประชาชนตลอด 16 ปี

“เมื่อก่อนเราเคยเน้นการสนับสนุนงบประมาณให้ลองทำไปก่อน แต่ปรากฏว่าไม่ยั่งยืน เพราะไม่ได้มาจากความสมัครใจสักเท่าไร เราต้องลงไปคุยว่ารักที่จะทำสิ่งนี้จริงไหม และกระตุ้นให้รู้สึกว่าอยากทำให้สำเร็จ” กะนิงเล่า สิ่งสำคัญคือต้องเข้าใจด้วยว่าคนอยากทำอะไร

นอกจากนี้ ยังมีการสนับสนุนอีกหลากหลายกลุ่ม ทั้งกลุ่มส้มโชกุน ปุ๋ยอินทรีย์ กลายเป็นแหล่งรายได้ใหม่ๆ จากสิ่งเดิมที่พอมีอยู่ ที่ทำให้คุณภาพชีวิตชาวแว้งดีขึ้น

05

ชนะภัยแว้ง

แว้งอยู่ในพื้นที่ที่เผชิญภัยพิบัติเสมอมา ทั้งพายุเข้า น้ำท่วม

และล่าสุด หนีไม่พ้นการแพร่ระบาดของ COVID-19 ที่ทำให้แว้งเป็นพื้นที่สีแดงเมื่อปีก่อน แต่โชคดีที่แว้งมีประสบการณ์การรวมกลุ่มที่เหนียวแน่น ทั้งเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานของภาครัฐ ผู้นำศาสนา ผู้ใหญ่บ้าน กำนันและ อสม. เพื่อรับมือกับภัยต่างๆ ทำให้พวกเขารู้จักมักคุ้นและประสานงานกันเพื่อรับมือวิกฤตได้อย่างรวดเร็ว ปิดพื้นที่ ช่วยกันประชาสัมพันธ์ แจกจ่ายหน้ากากอนามัย ข้าวสาร และอาหาร เปิดห้องประชุมของตำบลให้กลายเป็นสถานที่กักกันผู้ป่วย (Local Quarantine) 

จุฑามณี หามะ นายก อบต. หญิงคนแรกของตำบลแว้ง นราธิวาส ผู้ชนะใจประชาชนตลอด 16 ปี

“จากประสบการณ์ที่ผ่านมา เรามีความพร้อมที่จะจัดเตรียมแผนรับมือได้เป็นลำดับว่าต้องทำอะไรก่อนหลังบ้าง หนึ่ง สอง สาม อยู่เสมอ” แม่ทัพผู้คลี่คลายสถานการณ์ตึงเครียดให้ผ่านพ้นไปได้กล่าว

เธอยืนยันว่าจะผ่านวิกฤตไปไม่ได้เลย หากไม่ได้รับความช่วยเหลือของชุมชนที่ร่วมปลูกฝังกันมาเป็นเวลานาน

“ต้องขอบคุณทุกภาคส่วนที่พร้อมทำงานร่วมกัน หากเปิดอกคุยและทำความเข้าใจกัน เราจะมีทีมเวิร์กที่แข็งแกร่ง ฝ่าฟันทุกปัญหาไปได้” กะนิงสรุปหัวใจสำคัญที่ทำให้แว้งเป็นแว้งทุกวันนี้

ไม่มีวิกฤตอะไรน่ากลัว ถ้าผู้นำมีความรู้คู่คุณธรรม ประชาชนย่อมยินดีช่วยเหลือและร่วมฝ่าฟันไปด้วยกัน

06

สมัยต่อไป

“นายก อบต. รับฟังความคิดเห็นของทุกท่าน ชอบให้ทุกคนได้มีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์งานต่างๆ แต่ถึงเวลาตัดสินใจก็เด็ดขาดเหมือนกัน” สะอารี ดีมูเละ ปลัดชายของตำบลที่ทำงานร่วมกับกะนิงเล่าสิ่งที่ผู้คนประทับใจในตัวผู้นำชุมชนคนนี้ ที่ผสมผสานทั้งความอ่อนโยนและแน่วแน่ไว้ในตัวคนเดียว

จุฑามณี หามะ นายก อบต. หญิงคนแรกของตำบลแว้ง นราธิวาส ผู้ชนะใจประชาชนตลอด 16 ปี

ผ่านมา 16 ปี ตั้งแต่วันแรกที่เธอเข้ารับตำแหน่ง กะนิงยังคงทำงานอย่างขยันขันแข็ง และหาหนทางพัฒนาชุมชนอันเป็นที่รักของเธอ นำเทคโนโลยีเข้ามาใช้งาน มีการเก็บข้อมูลชุมชนอย่างละเอียดทุกหลัง เป็นแผนที่สำหรับทำความรู้จัก ช่วยเหลือ และแก้ไขปัญหาอย่างตรงจุด

“ทำนานๆ ก็มีเบื่อบ้างเหมือนกัน ช่วงสมัยที่สองเจออะไรซ้ำๆ เดิม แต่ก็คิดว่าเป็นโอกาสให้เราได้เริ่มทำอะไรใหม่ๆ พอเริ่มทำแล้ว มันหยุดไม่ได้ ต้องเดินหน้าต่อ แต่ไม่ได้เครียดเลยนะ”

จุฑามณี หามะ นายก อบต. หญิงคนแรกของตำบลแว้ง นราธิวาส ผู้ชนะใจประชาชนตลอด 16 ปี

กะนิงพร้อมลุย สู้กับปัญหารูปแบบต่างๆ เสมอ ทำให้สิ่งที่เธอทำสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals) ของสหประชาชาติในหลายประเด็น 

แม้ยังเหลืออีกหลายแง่มุมที่ต้องพัฒนาแก้ไขในแว้ง เช่น การจัดการขยะอย่างมีประสิทธิภาพที่กวนใจกะนิงอยู่เรื่อยมา แต่เราเชื่ออย่างยิ่งว่า เมื่อผู้นำวางรากฐานที่เข้มแข็ง สร้างสายใยระหว่างคนในชุมชนไว้อย่างดี เมล็ดพันธุ์นี้จะช่วยให้ตำบลเล็กๆ อย่างแว้งเติบโตและแสดงศักยภาพในแบบของตัวเอง ให้เป็นกรณีศึกษาที่ประจักษ์ชัดและน่าเรียนรู้

เหมือนที่กะนิงได้พิสูจน์มาแล้วทั้งชีวิตการทำงานของเธอ ในฐานะ นายก อบต. หญิงแว้ง คนแรก

และเราหวังว่าจะไม่ใช่เธอแค่เพียงคนเดียว

สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

ภาพ : สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

Writer

ปัน หลั่งน้ำสังข์

บัณฑิตวิศวฯ ที่ผันตัวมาทำงานด้านสื่อ เพราะเชื่อว่าเนื้อหาดี ๆ จะช่วยให้คนอยากมีชีวิตอยู่ต่อไป

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

ในช่วง 2 ปีมานี้ มีคนใจดีลุกขึ้นมาทำจิตอาสาเยอะแยะไปหมด The Cloud เองได้เล่าเรื่องราวของจิตอาสามาแล้วมากมาย ทุกคนล้วนแล้วแต่มีความเชี่ยวชาญ และความตั้งใจที่จะช่วยเพื่อนร่วมสังคมฝ่าฟันวิกฤตการณ์โรคระบาดโควิด-19 ในด้านต่างๆ ด้วยวิธีการตามความถนัดและกำลังที่แต่ละคนพอจะแบ่งปันได้

วันนี้อยากพากลุ่มจิตอาสากลุ่มเล็กๆ ชื่อ ‘1+1 Homerun and Friends for Home Isolation’ หรือเรียกสั้นๆ ได้ว่า ‘Homerun 1+1’ มาแนะนำตัวให้ทุกคนรู้จัก ผ่านการพูดคุยกับ เปิ้ล-ชนิยา นาคะลักษณ์ หรือ เปิ้ล Homerun ผู้เป็นทั้งผู้บริหารและนักวิจัยเชิงคุณภาพที่บริษัท โฮมรัน กรุ๊ป บริษัทวิจัยการตลาดที่มีนักการตลาดต่อคิวอยากร่วมงานด้วยมากมาย และวันนี้เธอก็เพิ่มงานหัวหน้าทีมจิตอาสา Homerun 1+1 นี้เข้าไปในตารางงานประจำวันอีกหนึ่งงาน

Homerun 1+1 กลุ่มจิตอาสาเพื่อผู้ป่วยโควิด ที่ใช้ Deep Listening ออกแบบความช่วยเหลือ

Homerun 1+1 เป็นอีกหนึ่งโครงการที่ประชาชนยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือกันเอง แม้จะเป็นกลุ่มเล็กๆ ช่วยเหลือคนได้หลักพัน แต่ก็เป็นเรื่องสำคัญที่ผู้มีอาชีพทำความเข้าใจความต้องการของผู้คนเห็นว่าไม่สนใจไม่ได้

ณ วันที่คุยกัน Homerun 1+1 มีเคสผู้ป่วยที่พวกเขาให้ความช่วยเหลือสะสมอยู่ที่ 2,290 ครัวเรือนหรือ 9,160 คน หากเฉลี่ยว่า 1 ครัวเรือนมีสมาชิก 4 คน 

Homerun 1+1 ดูแลทั้งผู้ป่วยโควิด-19 และคนรอบๆ ผู้ป่วยที่แม้จะยังตรวจไม่เจอไวรัส แต่ก็ใจแป้วไปถึงตาตุ่มแล้ว โดยการเพิ่มปัจจัยบวกให้พวกเขาได้มีโอกาสเยียวยาตัวเอง

Homerun 1+1 ใช้เครื่องมือของนักวิจัยการตลาด อย่าง Deep Listening หรือการฟังอย่างเข้าใจ และวิเคราะห์ความต้องการจริงๆ ของผู้พูด เพื่อมาออกแบบความช่วยเหลือแบบเฉพาะครอบครัว เฉพาะบุคคล 

เปิ้ลอธิบายว่า “มันคือการอ่านระหว่างบรรทัด ใช้ใจสัมผัสมากกว่าใช้สมอง การแจกข้าวกล่องทำให้เขาอิ่มท้องเป็นมื้อๆ แต่เจตนารมณ์ในการจะพาคนออกจากทุกข์ ในวันที่เขาอ่อนแอที่สุด มันจะช่วยเขาอย่างยั่งยืนได้”

Homerun 1+1 กลุ่มจิตอาสาเพื่อผู้ป่วยโควิด ที่ใช้ Deep Listening ออกแบบความช่วยเหลือ

นักอ่านระหว่างบรรทัด

การรู้จักผู้บริโภคเป็นเรื่องสำคัญลำดับต้นๆ ในงานด้านการตลาด 

นักวิจัยการตลาดคือผู้เข้าใจและรับรู้สิ่งที่ผู้บริโภคต้องการแม้ไม่ได้พูด แล้วนำมาวิเคราะห์ เพื่อให้นักการตลาดเสนอสินค้าเพื่อตอบความต้องการนั้นได้

เปิ้ลเป็นนักวิจัยการตลาดมาหลายสิบปี เชี่ยวชาญเรื่องการอ่านใจคน ผ่านการฟังทั้งสิ่งที่ถูกพูดและไม่ถูกพูด หรือแม้จะพูดแต่จริงๆ แล้วเป็นการพูดเพื่อปิดบังเรื่องที่ไม่อยากพูดถึง แล้วนำมาวิเคราะห์ ว่าสิ่งที่ได้ยินคืออะไร สิ่งที่ไม่ได้ยินคืออะไร

“เลยได้เข้าใจว่าแม้ความเจ็บปวดเกิดขึ้นในทุกเรื่อง ในทุกจังหวะของชีวิตอยู่แล้ว แต่เรื่องโควิดเป็นแผลที่ไม่ได้รับการเยียวยา” เปิ้ลเล่าสิ่งที่เธอค้นพบจากการคุยกับผู้คนในยุคสมัยที่โควิด-19 เข้ามาเปลี่ยนแปลงหลายอย่างในสังคม

ด้วยสายตานักวิจัย เปิ้ลบอกว่า “เรื่องจิตใจเป็นมุมที่หลายคนหลงลืมโควิด-19 ทำให้หลายหัวใจเจ็บปวดมาก”

Homerun 1+1 กลุ่มจิตอาสาเพื่อผู้ป่วยโควิด ที่ใช้ Deep Listening ออกแบบความช่วยเหลือ

ตามหลักทางวิทยาศาสตร์ มนุษย์ต้องการความปลอดภัยทางร่างกาย ต้องการความเติมเต็มด้านปัจจัย 4 แล้วถึงจะคำนึงเรื่องความสบายใจ

แต่เปิ้ลพบว่าหลายครั้ง เวลาเกิดมีปัญหามากระทบ สิ่งแรกที่สั่นไหวคือจิตใจ และแม้ร่างกายกับปากท้องจะได้รับการดูแลแล้ว บางครั้งจิตใจก็ยังไม่หายดี

นอกจากความช่วยเหลือที่เป็นรูปธรรมแล้ว Homerun 1+1 จึงดูแลไปถึงใจด้วย 

เปลี่ยนจากเป็นผู้ดู มาเป็นผู้เล่น

เปิ้ลและทีมงานเริ่มโครงการ Homerun 1+1 ตอนยังไม่มีระบบการรับคนไข้แบบศูนย์พักคอยและการรักษาแบบ Home Isolation 

ความช่วยเหลือยังมีให้อย่างจำกัด ยังมีคนที่โรงพยาบาลไม่รับเข้ารักษาเพราะว่าไม่เข้าเกณฑ์ หรือเทียบกับคนอื่นแล้ว มีคนที่อาการหนักกว่าอยู่เยอะมาก

“จังหวะนั้นการติดเชื้อควบคุมยากแล้ว มีคนป่วยเยอะมากที่ไม่ผ่านเกณฑ์ได้รักษาในโรงพยาบาล แต่ญาติหรือครอบครัวเขารอไม่ได้ เขาทนไม่ได้ที่จะไม่ทำอะไรเลย” เปิ้ลบอกถึงเหตุผลที่เปลี่ยนจากผู้ดูและตั้งคำถาม มาเป็นผู้เล่นที่อยากพาคนออกจากความทุกข์นั้น

แล้วก็เล่าต่อว่า “เราเริ่มจากการดูแลกายด้วยการแจกยา ช่วยเหลือด้านเศรษฐกิจด้วยการแจกอาหารไปกับยาด้วย ของที่เราให้คือปัจจัยบวกที่ใส่เข้าไปในชีวิตเขา และผลจากสิ่งเหล่านั้นเรากำหนดไม่ได้

Homerun 1+1 กลุ่มจิตอาสาเพื่อผู้ป่วยโควิด ที่ใช้ Deep Listening ออกแบบความช่วยเหลือ
Homerun 1+1 กลุ่มจิตอาสาเพื่อผู้ป่วยโควิด ที่ใช้ Deep Listening ออกแบบความช่วยเหลือ

“แต่เมื่อเขาได้รับกล่องจากเรา สิ่งที่เขาได้รับแน่ๆ คือความอุ่นใจว่าเขาไม่ได้สู้อย่างเดียวดาย ความเจ็บปวดทางใจมันดีขึ้นได้ทันที เขารู้ว่าเขามีคนรับฟัง ชีวิตมันมีความหวัง ”

“พี่คือรายแรกที่ติดต่อกลับมาเลย”

“ขอบคุณนะคะ หนูไม่มีใครเลย”

คือถ้อยคำที่จิตอาสา Homerun 1+1 ได้ยินเสมอ จิตอาสามือใหม่ไฟแรงกลุ่มนี้ จึงโดดเด่นเรื่องความไว พอได้รับเคสก็จะรีบโทรทันที และส่วนใหญ่ผู้ป่วยจะได้รับความช่วยเหลือในชั่วข้ามคืน 

เปิ้ลบอกว่า “เขาเห็นเราเป็นที่พึ่ง เราต้องรีบไป”

Homerun 1+1 กลุ่มจิตอาสาเพื่อผู้ป่วยโควิด ที่ใช้ Deep Listening ออกแบบความช่วยเหลือ
Homerun 1+1 กลุ่มจิตอาสาเพื่อผู้ป่วยโควิด ที่ใช้ Deep Listening ออกแบบความช่วยเหลือ

นอกจากความไวแล้ว เปิ้ลยังเล่าความพิเศษของจิตอาสา Homerun 1+1 ให้ฟังอีกว่า “จิตอาสาของเราไม่ใช่แบบเข้ามาแล้วจากไป เพราะเราเชื่อว่าโรคมันไม่หยุดพัฒนา ยาที่ให้ไปจะต้องคอยติดตามและรักษาตามอาการ เฉลี่ยอยู่ที่สองถึงสามครั้ง คนที่อาสาเข้ามาส่วนใหญ่ก็จะเป็นแนวเจ๊าะแจ๊ะ โทรไปถามอาการ หรือไลน์คุยกับลูกเคสจนสนิทสนมกันไป”

จิตอาสากลุ่มแรกคือคนในบริษัท Homerun Group ที่เปิ้ลเป็นผู้บริหารอยู่ แต่จากที่คิดว่าจะมีวันละ 3 เคส เอาเข้าจริงมีเคสติดต่อเข้ามาวันละเฉลี่ย 60 เคส เปิ้ลจึงเปิดรับสมัครจิตอาสาเพิ่ม

 จิตอาสาที่ยกมือเข้ามาก็มีทั้งคนรู้จัก เช่นคนที่เคยร่วมงานกัน แต่ก็มีคนที่ไม่เคยรู้จักกับเปิ้ลหรือ Homerun Group เลยด้วย Homerun 1+1 จึงมีจิตอาสาจากทั้งสายนักวิจัย นักการตลาด สาย Coaching บางคนเป็นคนที่เคยป่วยแล้วหายก็มาเป็นจิตอาสา เขาบอกเปิ้ลว่าอยากจะส่งต่อความช่วยเหลือที่ได้รับให้กับผู้ที่ยังต้องการ

อาสาดูแลใจ

“เราบอกจิตอาสาให้ดูแลลูกเคสดั่งลูก” เปิ้ลพูดถึงนโยบายหลักของกลุ่ม 

“เพราะเวลาที่คนรู้ตัวว่าติดโควิด เขาต้องการคนแคร์ เวลาโทรหาเขาก็อย่าถามแค่เรื่องอาการ แต่ให้ถามไปถึง อาหารการกิน และสภาพจิตใจด้วย”

เปิ้ลเล่าว่าจิตอาสาแต่ละคนก็มีเทคนิคเฉพาะตัว เป็นการสร้างสัมพันธ์กันแบบเพื่อน ไม่ใช่แบบหมอกับคนไข้ ซึ่งเท่าที่เห็นผู้ป่วยจะกล้าถาม กล้าซักมากกว่า 

ดูได้จากคำถาม เช่น ‘หนูเอาหมาออกไปอึนอกบ้านไม่ได้ หมาหนูฝึกมาให้อึนอกบ้านเท่านั้น พอหนูเป็นโควิด หมาก็เลยไม่ได้อึมาสองวัน หนูจะทำยังไงดี’ 

เปิ้ลสวมหมวกนักวิจัยแล้ววิเคราะห์ว่า “ถ้าเป็นชีวิตปกติ เราก็คงหาทางออกได้ แต่นี่เขาต้องมาถามเรา ความมั่นใจมันหายไป สูญเสียตัวตนไปชั่วคราว หน้าที่เราก็คือต้องกอบความมั่นใจขึ้นมาก่อน จะไปบอกให้เขาฮึบๆ อย่างเดียวมันไม่ได้ ”

เคสนี้จิตอาสาจึงแนะนำไปว่า ‘เอาแบบนี้ไหม เราออกไปตอนที่คนอื่นยังไม่ออกจากบ้าน สักตีสี่ ตื่นมาเอาหมาออกไปก่อน หมาจะได้อึ’

เปิ้ลเชื่อว่าบทสนทนาที่มอบความเห็นอกเห็นใจ และเชื่อมโยงคนเข้าด้วยกันแบบนี้ ทำให้ผู้ป่วยไม่รู้สึกโดดเดี่ยว แล้วเขาก็จะค่อยๆ เผยออกมาว่าเขาต้องการอะไรบ้าง ทำให้ทีมจิตอาสาช่วยเหลือเขาได้มากขึ้น

คุยกับกลุ่มจิตอาสาที่ใช้เทคนิควิเคราะห์การตลาดและการรับฟังอย่างเข้าใจ Deep Listening ออกแบบการเยียวยาผู้ป่วยโควิด
คุยกับกลุ่มจิตอาสาที่ใช้เทคนิควิเคราะห์การตลาดและการรับฟังอย่างเข้าใจ Deep Listening ออกแบบการเยียวยาผู้ป่วยโควิด

เหมือนกับงานวิจัยที่การจะทำความเข้าใจสิ่งที่เขาขาดต้องอาศัยข้อมูลแวดล้อมเยอะมาก 

การสอบสวนโรคทางใจคือการต้องเปิดใจและรับฟัง สิ่งที่สำคัญกว่าลิสต์คำถาม คือการฟังระหว่างบรรทัดว่าเขาต้องการอะไร

นอกจากคำถามหลักเช่นอายุเท่าไหร่ ฉีดวัคซีนหรือยัง มีโรคประจำตัวหรือเปล่า ที่บ้านอยู่กันกี่คน เปิ้ลบอกว่าเมื่อคุ้นเคยกันแล้วอาจจะได้ข้อมูลเพิ่ม 

เปิ้ลเล่าว่า ถ้าคุยแล้วพบว่าที่บ้านนั้นมีเด็ก Homerun 1+1 ก็จะแจกของเล่น ขนม สีวาดเขียน เกมอะไรต่างๆ แถมไปด้วย 

“ฟีดแบ็กที่เราได้คือพ่อแม่ถ่ายรูปมาเป็นรูปที่ลูกเขายิ้มตอนเปิดกล่องแล้วเจอของเล่น เขามีความสุขกว่าเรื่องที่ตัวเองได้รับความช่วยเหลืออีก” เปิ้ลเล่าเสียเราเห็นภาพรอยยิ้มน้อยๆนั้นไปด้วย

“หรือถ้าเขาเล่าว่าเขาอยู่บ้านเช่า ประโยคนี้คือประโยคที่มีมูลค่า เราก็จะได้รู้ว่าเขาอาจจะขาดแคลนอาหารหรือมีพื้นที่จำกัด ห้องน้ำอาจจะห้องน้ำเดียว” เปิ้ลอ่านบริบทนี้อย่างตั้งใจไม่แพ้เวลาทำวิจัยให้สินค้าอุปโภคบริโภค

แถมยังแบ่งปันเคล็ดลับให้เอาไปใช้กันได้ด้วย เปิ้ลบอกว่า “อย่างรูปที่เขาใช้ใน LINE ก็บอกอะไรได้หลายอย่าง บางคนโพสท่าแบบเปรี้ยวจี๊ดเลย เราก็จะเดาว่าเขาเป็นสายโซเชียล ก็น่าจะมีศักยภาพในการคุยตอบโต้ทางไลน์ได้ เข้าถึงข้อมูลใหม่ๆ ไวๆ ได้” 

คุยกับกลุ่มจิตอาสาที่ใช้เทคนิควิเคราะห์การตลาดและการรับฟังอย่างเข้าใจ Deep Listening ออกแบบการเยียวยาผู้ป่วยโควิด

ให้ยาหัวใจ

มาถึงระลอกที่ 4 กันแล้ว หลายๆ คนคงนึกภาพออกว่า เวลาใครรู้ตัวว่าเป็นโควิดมักจะช็อก เปิ้ลให้นิยามว่าอาการใกล้เคียงกับตอนรู้ว่าเป็นมะเร็ง หรือเวลาที่รู้ว่าตัวเองอยู่ในกลุ่มเสี่ยงก็จะตกใจจนทำอะไรไม่ถูก

ความสับสนมักเกิดขึ้นเมื่อมีอาการเหมือนเป็นโควิด-19 ทุกอย่าง แต่ตรวจแล้วไม่พบเชื้อ หรือบางคนตรวจแต่ละครั้งผลไม่เหมือนกัน

ในระบบสาธารณสุขแบบเป็นทางการที่ต้องอาศัยตัวชี้วัด จะถือว่าคนเหล่านี้ไม่เป็นคนไข้โควิด-19 แต่สำหรับที่ Homerun 1+1 จะชวนให้ดูร่างกาย เช่น เริ่มมีอาการ มีน้ำมูก เริ่มไอ แม้จะตรวจแล้วได้ผลว่าไม่ติดเชื้อก็ขอความช่วยเหลือเพื่อเริ่มรักษาได้ 

แต่บางคนก็เชื่อเครื่องมากกว่าอาการ

เปิ้ลเล่าว่า “บางคนเป็นกลุ่มเสี่ยงและมีอาการทุกอย่าง แต่ก็ไม่เชื่อว่าตัวเองเป็นเพราะเครื่องบอกว่าไม่เป็น เลยยังไม่ยอมกินยา อาสาของเราต้องไปถามหมอว่า ถ้าเป็นแบบนี้ หมอคิดว่าติดไหม ให้หมอตอบแล้วเราก็สแนปหน้าจอส่งไปให้ ถ้าเป็นหมอพูดเขาก็พอจะเชื่อ” 

และบางคนที่ไม่มีอาการแล้ว แต่ใจมันยังไม่หาย เปิ้ลก็ยินดีให้ยาต่อเป็นยาใจ

“บางครั้งจิตอาสาก็โดนเหวี่ยงว่ากินยาแล้วไม่ได้ดีขึ้น คนไข้เริ่มอารมณ์เสียเพราะคนอื่นดีขึ้นแต่เขาไม่ดีขึ้น เราค้นพบว่าทางออกที่จะทำให้สบายใจกันมากขึ้นคือเราจะส่งยาไปให้เพิ่ม แล้วก็ส่งวิตามินซีไป เขาก็รู้สึกดีขึ้น รู้สึกว่าได้รับการรักษาเพิ่มเติม ไม่นานก็บอกว่าหายแล้ว” 

ตามที่รู้กัน ภูมิต้านทานของคนเราแข็งแรงจากสภาวะร่างกาย การพักผ่อน และจิตใจ 

ใครก็รู้ว่าเวลาจิตตก อะไรๆ มันก็พร่อง 

เปิ้ลเลยเชื่อว่าถ้าเข้าใจธรรมชาติของจิตใจ เราให้ยาเขาไปมันก็จบ แต่ถ้าเราไม่ให้ยาเขา เขาจะไม่มีวันบอกว่าเขาหาย

เปิ้ลบอกว่า “อย่าไปต่อต้าน เพราะนาทีนี้มันเป็นเวลาที่เขาอ่อนแอและกังวล ถ้าเป็นบริบทการทำงาน ลูกน้องมาบอกว่าหนูเป็นอย่างนี้ๆ เราอาจจะยืนยันกลับไปว่าไม่เธอไม่เป็น พี่ไม่ให้ยา พี่ไม่ช่วย แต่ในวันที่เขาอ่อนแอมากๆ มันจำเป็นที่จะต้องดูแลใจ เพราะท้ายที่สุดโรคนี้มันเป็นโรคที่ต้องมีภูมิต้านทาน

คุยกับกลุ่มจิตอาสาที่ใช้เทคนิควิเคราะห์การตลาดและการรับฟังอย่างเข้าใจ Deep Listening ออกแบบการเยียวยาผู้ป่วยโควิด

“คนเรามีศักยภาพในการทนความทุกข์ได้ไม่เท่ากัน” เปิ้ลบอกจากประสบการณ์

“สิ่งที่เราทำได้คือ เพิ่มพลังบวกเข้าไปผ่านทางจิตอาสา ถ้าจิตอาสามีกระแสบวกในตัว เขาก็จะไปส่งต่อให้ผู้ป่วยและผู้ป่วยก็จะส่งต่อให้กับคนรอบข้างได้ 

“และสุดท้าย เชื่อไหมว่าจิตอาสาหลายคนบอกว่าได้รับพลังบวกจากลูกเคสกลับมา มากกว่าที่ให้เขาไปเสียอีก” เปิ้ลเล่าอย่างผู้รวยพลังบวก

ใช้ใจเป็นยา

ด้วยธรรมชาติของไวรัสทำให้ผู้ป่วยโควิด-19 ต้องโดดเดี่ยว ทั้งๆ ที่กายก็ป่วย ทำให้ใจก็อ่อนแอ

การดูแลแบบที่เราเห็นๆ กันชวนให้เปิ้ลคิดว่า มันจำเป็นต้องเป็นอย่างนั้นเสมอไปไหม 

เปิ้ลยกตัวอย่างว่าเวลาใครตรวจแล้วเจอว่าเป็นโควิด-19 คนรอบข้างจะหวาดกลัว ใครๆ ก็ถอยห่าง และอาจโดนรับตัวให้อยู่โรงพยาบาลทันที หลังจากนั้นผู้ป่วยก็จะไม่เจอใครไปสักพัก นอกจากมนุษย์ที่แต่งตัวเหมือนนักบินอวกาศ 

ในขณะที่ถ้าผู้ป่วยอยู่บ้านและเข้าระบบ Home Isolation ได้ ก็จะได้อยู่ในโลกปกติ

เปิ้ลเล่าว่า “มีเคสคุณยายที่ป่วยติดเตียงเป็นโควิด ลูกสาวที่ดูแลใกล้ชิดมาตลอดมาขอชุด PPE จากเรา เราก็ทักว่าคุณดูแลคุณแม่มาใกล้ชิดขนาดนี้ เราคิดว่ายากมากที่จะไม่ติด ใส่ชุด PPE ไปก็ไม่น่าจะช่วย จะทำให้คุณแม่จะนึกว่ามีนักบินอวกาศมาดูแลเสียเปล่าๆ ให้แม่เห็นว่าลูกสาวมาดูแลน่าจะดีกว่า

“คนที่สุขภาพแข็งแรง ไม่ได้มีโรคที่มีความเสี่ยง อย่างเบาหวาน ความดัน เราก็สามารถเพิ่มภูมิ ลดโอกาสจะติดเชื้อไวรัส และอยู่บ้านร่วมกับผู้ป่วยอย่างระมัดระวังได้” เปิ้ลชวนคิด 

อีกหนึ่งวิธีที่จะทำให้ใจไม่สั่นไหวจนเกินควร เมื่อรู้ว่าตัวเองหรือคนใกล้ตัวติดโควิดคือการเตรียมใจ วางแผนซ้อมใหญ่ว่าถ้าหากติดโควิดแล้วเราจะเตรียมอะไรบ้าง จะให้ผู้ป่วยอยู่ห้องไหน แยกใครไว้ที่ไหนบ้าง จะต้องโทรเบอร์อะไรบ้าง ต้องกินยาอะไรบ้าง 

เปิ้ลบอกว่า “อยากเปรียบเทียบเหมือนตอนที่จะคลอดลูก หมอจะบอกให้จัดกระเป๋าที่มีของจำเป็นเตรียมไว้ มีเบอร์หมอเตรียมไว้ เมื่อมันเกิดขึ้นจริงเราจะได้เห็นภาพเป็นขั้นตอน”

จิตอาสาที่ Homerun 1+1 เคยสำรวจว่า อะไรคือสิ่งที่คนไข้อยากทำมากที่สุดหลังจากหายป่วย ผลการสำรวจออกมาว่า ‘การกินหมูกระทะ’ คือสิ่งที่คนอยากทำมากที่สุด

มองอย่างนักการตลาดอาจจะทำแคมเปญโปรโมชันลด แลก แจก แถมหมูกระทะ แบบส่งทั้งหมูและกระทะฟรีถึงบ้าน 

แต่มองอย่างนักวิจัยเชิงลึก เปิ้ลบอกว่า “มันสื่อถึงการได้กลับมาอยู่ร่วมกัน และได้ทำกิจกรรมร่วมกันของคนในครอบครัว 

“เขามองว่ามันเป็นการฉลองชีวิต”

1+1 

1+1 เท่ากับเท่าไหร่ ?

“1 คือคนที่มีเจตนารมณ์จะเพิ่มปัจจัยบวกเข้าไปในสถานการณ์นี้ และเจตนารมณ์ที่ว่ามันมีพลังมากจนทำให้มีอีก 1 คนหรือมากกว่ายกมือขึ้นมาร่วมกับเรา

“แต่ถ้าเราไปควบคุมหรือคาดหวังผลลัพธ์เมื่อไหร่เราจะแพ้”

เปิ้ลบอกเราด้วยเชื่อว่า เวลาตั้งใจจะทำอะไรเราทำได้แค่บวก แต่จงอย่าไปกะเกณฑ์กับผลลัพธ์ที่จะได้

หรือจะมองว่า 1+1 เป็นมิติจิตอาสากับผู้ป่วยก็ได้ แต่ผลลัพธ์คือเท่าไหร่อันนี้ก็ป่วยการจะไปตั้งความหวังด้วยเหมือนกัน

เปิ้ลบอกว่า “เราทำได้แค่เติมปัจจัยบวกให้กับผู้ป่วยแต่เขาจะตอบสนองแค่ไหน หรือผลลัพธ์ด้านสุขภาพเขาจะเป็นอย่างไรมันก็เกินอำนาจที่เราจะไปควบคุม”

“ทีมจิตอาสาของเราต้องคอยเตือนตัวเองอยู่เรื่อยๆ ว่า มันไม่ใช่งานที่เราต้องไปบีบบังคับให้ได้ผลลัพธ์อย่างที่เราคาดหวัง เราจะเอาภาพที่ต้องการแล้วไปบังคับให้เขากินยาแบบที่เราบอกมันไม่ได้ 

“คนป่วยแต่ละคนเขาก็มีพื้นฐานร่างกาย ความเชื่อ และจังหวะชีวิตแบบของเขา เราอาสาเข้ามาช่วย จงให้ใจที่จะเดินไปพร้อมกับเขา” 

อะไรคือเรื่องที่ยากที่สุดในการทำจิตอาสา ?

นักกิจกรรมตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัยอย่างเปิ้ลตอบว่า “การทำจิตอาสาทำให้เราได้เตือนตัวเองให้ทำตัวเล็กลง ต้องเคารพคนที่เข้ามาอาสาร่วมทาง แล้วก็ต้องยอมที่จะไม่ได้ดั่งใจทุกเรื่อง ต้องให้เกียรติซึ่งกันและกัน และเตือนตัวเองบ่อยๆ ว่าเขาอาสาเข้ามา เขามีจังหวะชีวิตของเขา และเราควบคุมทุกอย่างไม่ได้”

เปิ้ลชวนให้คิดว่าในสังคมที่เรามีคนใจดีเยอะมากพอๆ กับคนที่ต้องการความช่วยเหลือ คุณค่าไม่ได้อยู่ที่ปริมาณงานหรือตัววัดผลในการทำความดี แต่อยู่ที่ความปรารถนาดีที่เราจะหยิบยื่นให้กัน

แม้ภารกิจยังไม่จบ แต่เปิ้ลก็บอกว่ารู้สึกอิ่มใจกับภารกิจจิตอาสาขนาดเล็กนี้แบบเต็มหัวใจ 

“ขอบคุณสองพันกว่าครอบครัวที่อนุญาตให้เราได้เข้าไปในบ้านเขาผ่านรูปผ่านบทสนทนา ได้เห็นเรื่องราวของเขา จากที่เป็นคนแปลกหน้า ก็มาเปิดใจเล่าเรื่องความรู้สึกที่ลึกๆ ให้เราฟัง” 

เปิ้ลบอกว่า “วันนี้เรามีลูกเคสประมาณสี่สิบครัวเรือนต่อวัน เทียบกับสิบเจ็ดล้านครัวเรือนทั่วประเทศมันเล็กน้อยมาก ถ้าวันหนึ่งเงินบริจาคหมด หรือคนไข้หมดเราก็ต้องเลิก เราคงไม่ไปต่อสู้เพื่อจะทำต่อไปเรื่อยๆ”

Homerun 1+1 ไม่ได้ตั้งใจจะลุกขึ้นมาเปลี่ยนโลก แต่มีเจตนารมณ์ตั้งใจให้คนพ้นจากทุกข์ แม้จะรู้ว่าการเห็นคนอื่นทุกข์แล้วเก็บมาทุกข์จนอยากจะลุกขึ้นมาจัดการมัน นั่นก็เป็นการพยายามจะควบคุมผลลัพธ์ในรูปแบบหนึ่ง 

“แต่มันเป็นธรรมชาติ เราปล่อยมันไป เดี๋ยวเราก็เรียนรู้ เราไม่ต้องไปตั้งเป้าว่าจะให้ใครมาบอกว่าเราเป็นคนดี แต่เจตนารมณ์ที่เรามี มันจะเปลี่ยนเรา” เปิ้ลกล่าวอย่างนักวิจัยที่รู้จักใจด้วยเอง

คุยกับกลุ่มจิตอาสาที่ใช้เทคนิควิเคราะห์การตลาดและการรับฟังอย่างเข้าใจ Deep Listening ออกแบบการเยียวยาผู้ป่วยโควิด

Writer

พิชญา อุทัยเจริญพงษ์

คนกรุงเทพฯ ที่มีความสนใจหลากหลายตั้งแต่เรื่องมนุษย์ไปจนถึงเรื่องนอกโลก ทำงานโฆษณาเป็นอาชีพ แต่ก็ยังอยากทำอะไรอีกหลายอย่าง ชอบบทสนทนาดีๆ ที่มากับกาแฟอุ่นๆ เป็นที่สุด

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load