จูดี้-จุรีพร ไทยดำรงค์ เป็นครีเอทีฟโฆษณาที่ประสบความสำเร็จระดับโลก มาตลอด 20 ปีที่ผ่านมา

5 ปีก่อน ผมได้ข่าวว่าเธอไปซื้อที่ดิน 300 ไร่ ที่อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อพลิกฟื้นให้กลับคืนเป็นป่า

ปลายปีที่แล้ว ผมได้ข่าวเพิ่มเติมว่า เธอตัดสินใจย้ายแมวพเนจรที่เธอดูแลอยู่ 64 ตัว ไปอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ (แบบมีรั้วรอบขอบชิด) ในพื้นที่ของเธอที่เรียกว่า ‘Mae Wang Sanctuary’ แถมยังเปิดบ้านต้นไม้กลางสวนแมวเป็นที่พักแบบ Airbnb ชื่อ ‘Suan Meow Mae Wang

ครั้งนั้นผมเดินทางไปเยี่ยมเธอเพื่อเขียนเรื่องสวนแมวลงในคอลัมน์ Have a Nice Stay และสัมภาษณ์ถึงจุดเปลี่ยนครั้งต่าง ๆ ในชีวิตการทำโฆษณา ลงในพอดแคสต์รายการ Coming of Age

แล้วผมก็ตั้งใจชวนเธอคุยเรื่องชีวิตปัจจุบัน กับการตัดสินใจมาใช้ชีวิตส่วนใหญ่ท่ามกลางธรรมชาติที่แม่วาง เราคุยกันไม่จบ เลยขอนัดสัมภาษณ์อีกรอบที่บ้านของเธอย่านอโศก ในวันที่เธอมีนัดเลี้ยงรวมรุ่นอดีตพนักงานของ JEH United

ผมอยากทำความรู้จักเธอผ่านบ้าน 3 หลัง ในชีวิต 3 ช่วง ซึ่งเป็นอดีต ปัจจุบัน และอนาคต

ประตูบ้านเปิดแล้ว ขอเชิญเดินเข้ามาด้านใน

บ้านหลังที่หนึ่ง

บ้านยุค 60 บนพื้นที่ไร่ครึ่ง มีสระว่ายน้ำ สนามหญ้า และต้นไม้ใหญ่ในย่านอโศก

สถานะล่าสุดของบ้านหลังนี้คือ บาร์ที่ให้ความรู้สึกเหมือนไปสังสรรค์บ้านเพื่อนที่ชื่อ ‘House 20 Cat and Home Studio Bar’ เปิดเดือนละครั้ง โดยมีลูกเล่นเป็นการออกแบบเครื่องดื่มล้อกับผลงานโฆษณาชิ้นดังของเจ้าบ้าน นอกเหนือจากค่ำคืนพิเศษ ที่นี่คือโฮมสตูดิโอที่เปิดให้คนมาเช่าถ่ายงาน อย่างมิวสิกวิดีโอเพลง รักรักรักรักรักรักรัก ของ D Gerrard

อีกฝั่งของสนามหญ้า เป็นห้องเล็ก ๆ 2 – 3 ห้องใช้ดูแลแมวจรจัดที่ป่วย ส่วนบ้านหลังเล็กริมสระน้ำ คือบ้านของจูดี้ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา แต่ตอนนี้เธอใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ที่เชียงใหม่ กลับมาพักที่นี่ประมาณเดือนละสัปดาห์

ย้อนกลับไปปี 2010 ที่นี่เคยเป็นออฟฟิศสุดท้ายของเอเจนซี่ JEH United ที่เธอเป็นเจ้าของ ก่อนจะรวมตัวกับ Nude Communication ของ ต่อ สันติศิริ เป็น nudeJEH ในปีเดียวกัน แล้วย้ายไปใช้สำนักงานย่านพระรามสี่ พอปี 2015 ก็มีการรวมตัวทางธุรกิจอีกรอบเป็น GREYnJ UNITED

จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว
จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว

Chief Creative Officer และ Chairwoman ของ GREYnJ UNITED เล่าว่าเธอเจอบ้านหลังนี้ครั้งแรกเมื่อปี 2001 ครั้งนั้นเป็นออฟฟิศของ Finito โปรดักชันเฮาส์งานตัดต่อหนัง ซึ่งมีเจ้าของเป็นชาวออสเตรเลีย เธอหลงรักตัวบ้านที่ดูอบอุ่น ต้นไม้ใหญ่ และพื้นที่ที่มีทั้งสนามหญ้าและสระว่ายน้ำ จนเวลาผ่านไป 10 ปี บ้านหลังนี้ก็ว่างลง เพราะ Uppercut โปรดักชันเฮ้าส์หนังของ อู๊ด-ชูพงษ์ รัตนบัณฑูร ผู้เช่ารายล่าสุดขอย้ายออก เนื่องจากทนความวุ่นวายจากการก่อสร้างคอนโดสูงลิ่วที่อยู่ติดกันไม่ไหว เธอจึงขอเช่าต่อซึ่งเป็นช่วงเวลาที่คอนโดสร้างเสร็จพอดี

จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว

“ตรงนี้เคยเป็นห้องนิวมีเดีย” เจ้าบ้านชี้ให้ดูมุมหนึ่งบริเวณชั้นล่างของบ้าน มันคือแผนกใหม่ที่เธอลองตั้งขึ้นมาเพื่อทำงานสนุก ๆ ตั้งแต่ยังไม่มีคำว่า Brand Experience ยุคนั้นเลยเกิดงานใหม่ ๆ ขึ้นที่บ้านหลังนี้มากมาย เช่น การเอาน้ำออกจากสระแล้วใช้เป็นพื้นที่จัดการแสดง รวมไปถึงการทำ Digital Mapping ใส่ตัวบ้าน ซึ่งเป็นลูกเล่นที่ใหม่มากในยุคนั้น

จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว

ตอนที่บ้านหลังนี้เป็นออฟฟิศ จูดี้ไม่ได้พักที่นี่ เมื่อออฟฟิศย้ายออกไปจึงไม่มีเหตุผลอะไรให้เช่าที่นี่ต่อ

“พี่เป็นคนประหลาด ทำอะไรไม่ค่อยถามใคร ไม่งั้นคงไม่ได้ทำ ชอบคิดเอง ทำเอง เราคิดว่าพื้นที่มันดี กว้างขวาง มีต้นไม้ใหญ่ มีสระว่ายน้ำ สนามหญ้า อยู่กลางเมือง แต่ไม่ได้ยินเสียงจากถนน ที่แบบนี้หายากนะ ก็เลยเช่าต่อไปก่อน ยังไม่รู้จะทำอะไรเหมือนกัน แต่มันเป็นรักแรกพบของเราเมื่อ 21 ปีที่แล้ว” ความประหลาดที่เธอว่าก็คือ เธอเช่าบ้านทิ้งไว้เฉย ๆ 1 ปี โดยมียาม 1 คน กับหมาที่เธอเก็บมาเลี้ยง 1 ตัวเฝ้าบ้านให้

จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว
จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว

จากนั้นเธอก็ย้ายเข้ามาอยู่ พร้อมกับเริ่มเก็บแมวพเนจรแถวนี้มาทำหมันแล้วเอามาเลี้ยงในบ้าน นับรวม ๆ ได้ 80 กว่าตัว จนทุกห้องในบ้านกลายเป็นที่อยู่ของแมว ซึ่งเป็นความสุขก้อนใหญ่ของชีวิตของเธอในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา

จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว

ทำงานที่บ้าน

ในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา โลกดิจิทัลทำให้วงการโฆษณาเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่

“งานโฆษณาเริ่มเป็นดิจิทัล เป็นออนไลน์ มันคิดคนละแบบกับโฆษณายุคก่อน แต่ไอเดียที่ดีก็ยังเป็นไอเดียที่ดีนะ เพียงแต่อายุงานมันสั้นลงเรื่อย ๆ เมื่อก่อนหนังโฆษณาเรื่องนึงออนแอร์ไม่ต่ำกว่า 3 เดือน บางเรื่องฉายอยู่ 5 ปี เดี๋ยวนี้เราคิดหัวแทบแตกออนแอร์ไม่ถึงวันคนลืมหมดแล้ว ลูกค้าให้ความสำคัญกับโปรดักชันน้อยลง เมื่ออายุสั้นก็ไม่ต้องลงทุนมาก เน้นถ่ายง่าย ๆ แต่ไปเพิ่มจำนวนชิ้นงานแทน งานก็เลยเยอะขึ้นหลายเท่าตัว งานโฆษณาก็เลยเป็นงานที่หนักและเหนื่อยมาก” คนโฆษณารุ่นใหญ่สรุปภาพรวมของวงการ

เมื่อโฆษณาปรับตัว เธอก็ต้องปรับตัว

จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว
จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว

“เราก็อายุมากขึ้น เราอยู่คาบเกี่ยวระหว่างยุคแอนาล็อกกับดิจิทัลก็จริง แต่เราก็ไม่ได้ทำดิจิทัลเก่งเท่าน้อง ๆ เราเลยลดบทบาทของตัวเองลง ไม่ลงรายละเอียดแล้ว ให้คนหนุ่ม ๆ สาว ๆ ทำไป ส่วนเราก็ไปเน้นเรื่องการมองภาพแบรนด์ในระยะยาว ไอเดียในระยะยาว วิเคราะห์สถานการณ์ ตีโจทย์ ไปเน้นงานวางกลยุทธ์มากขึ้น”

เจ๊จูดี้ของน้อง ๆ ยังคงตรวจงานครีเอทีฟกับทีม แต่เธอเลือกให้น้อง ๆ มานั่งคุยงานกันที่ม้าหินหน้าบ้าน แทนที่เธอจะเข้าออฟฟิศ “ไปออฟฟิศไม่ค่อยได้งาน ประชุมตลอด ถ้าอยากได้งานต้องมาอยู่ที่เงียบ ๆ จะคิดงานได้เร็ว พี่คุยงานกับน้อง ๆ ที่โต๊ะนี้แทบทุกวันมา 4 – 5 ปี งานเคพลัสก็คุยกันที่โต๊ะนี้” เธอหมายถึงหนังโฆษณาเรื่อง Friendshit ที่กวาดรางวัลกรังปรีซ์จากเวทีประกวดโฆษณามาทั่วโลก

บ้านหลังที่สอง

บ้านไม้เรียบง่าย 2 ชั้น ริมบ่อปลา

“พี่อยากหาบ้านที่จะไปอยู่ตอนเกษียณ” จูดี้เปิดบทสนทนาที่โต๊ะรับแขกบนชานบ้านไม้หลังน้อยกลางสวนส้มที่อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ “พี่เริ่มคิดตั้งแต่ตอนอายุ 50 ร่างกายเริ่มไม่ไหว ช่วง 52 นี่เห็นชัดเจน นอนไม่หลับ ถ้าทำงานหามรุ่งหามค่ำอดนอนก็จะพูดจาไม่รู้เรื่องแล้ว เลยเริ่มคิดว่า ถ้าไม่ทำโฆษณาจะทำอะไรดี”

ทีแรกเธออยากไปซื้อบ้านอยู่ใกล้ชิดธรรมชาติที่ต่างประเทศ พอลองหาข้อมูลทั้งฮาวาย ฝรั่งเศส และอีกหลายประเทศ ก็พบว่า ราคาถูกกว่าอยู่กลางเมืองเชียงใหม่เสียอีก แต่การไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่ต่างประเทศในวัย 50 กว่า ๆ ดูจะเป็นเรื่องใหญ่เกินไป แล้วก็ไม่รู้ว่าจะจัดการแมว 80 กว่าตัวยังไง ก็เลยเลือกซื้อที่ในเมืองไทยเพื่อปลูกต้นไม้ ลองทำการเกษตรตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งครั้งหนึ่งเธอเคยทำหนังโฆษณาเรื่องนี้ เลยได้ศึกษาอย่างจริงจังจนติดอกติดใจ แต่ไม่มีโอกาสได้ลองทำสักที

จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว
จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว

“ส่วนใหญ่เราจะเห็นคุณค่าของธรรมชาติตอนอายุมากขึ้น พอได้อยู่ใกล้ต้นไม้ ในที่อากาศดี ๆ เราจะรู้สึกสบายตัว สบายใจ พออายุมากขึ้น ผ่านอุปสรรคปัญหามาเยอะ ๆ แล้วได้กลับไปอยู่กับธรรมชาติ มันเหมือนได้รางวัล” เพื่อนร่วมวงการของเธอหลายคนก็คิดและทำไม่ต่างกันไม่ว่าจะเป็น ต่อ-ธนญชัย ศรศรีวิชัย, ไก่-ธีรศักดิ์ ธนพัฒนากุล, ตุ้ย-เสกสรรค์ อุ่นจิตติ หรือ จอนนอนไร่ ครีเอทีฟต่างชาติก็ไม่ต่างกัน เพื่อนของเธอที่ Wieden+Kennedy ก็ไปซื้อที่ในสหรัฐฯ ทำฟาร์ม เลี้ยงม้า เลี้ยงสัตว์ มาเซโล เซอร์ปา (Marcello Serpa) เทพโฆษณาจากบราซิลก็ไปอยู่ฮาวาย หรือเซอร์ จอห์น เฮกาตี้ (Sir John Hegarty) ครีเอทีฟระดับตำนานของอังกฤษก็ไปทำไร่องุ่น ทำไวน์ไว้กินเอง

จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว

สุดท้ายจูดี้ก็ตกลงปลงใจซื้อที่ดินสวนส้มที่อำเภอแม่วางพื้นที่ 57 ไร่ เพื่อใช้เป็นที่มั่น แต่เธอดันไปเห็นพื้นที่ผืนข้าง ๆ ที่เป็นป่าเบญจพรรณเสื่อมโทรมแห้งแล้ง เพราะมีการเบี่ยงน้ำเพื่อทำการเกษตร เธอก็ไม่เข้าใจว่าทำไมเธอถึงเห็นภาพสัตว์ป่าวิ่งกรูกันหนีตายจากไฟป่าโผล่ขึ้นมาในหัวครั้งแล้วครั้งเล่า ทำงานก็เห็น จะนอนก็เห็น ต่อ ธนญชัย บอกว่า มันคงเป็นสัญญาณให้เธอซื้อที่ตรงนี้เพื่อพลิกฟื้นให้มันกลับมาเป็นป่า

“มาทางนี้มีแต่ได้ ไม่มีเสีย” ต่อแนะนำ ตอกย้ำด้วยความเห็นชอบจาก อาจารย์จุลพร นันทพานิช สถาปนิกผู้ถนัดในการฟื้นป่า จูดี้ก็เลยเป็นเจ้าของโฉนดที่ดินปึกใหญ่ที่นับพื้นที่รวมกันได้ประมาณ 300 ไร่

จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว

ให้ธรรมชาติเยียวยาอย่างเงียบ ๆ

ตอนนี้จูดี้พักอยู่ในบ้านไม้ 2 ชั้นหลังเล็ก มีทุกอย่างเท่าที่จำเป็น ซึ่งเดิมเป็นของผู้ดูแลสวนส้ม เธอรีโนเวตมันเล็กน้อย จนเป็นบ้านที่ดูอบอุ่นน่าอยู่

การใช้ชีวิตในบ้านหลังนี้ช่วงแรกไฟฟ้ายังมาไม่ถึง ต้องใช้น้ำบาดาล สัญญาณอินเทอร์เน็ตกระท่อนกระแท่น และไม่มีน้ำอุ่น ต้องใช้วิธีอาบน้ำตอนเที่ยง จูดี้เริ่มต้นจากการติดโซลาร์เซลล์แบบจริงจัง ตามด้วยโซลาร์เทอร์มอลสำหรับทำน้ำร้อนไว้อาบ และล่าสุดติดอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงจนทำงานออนไลน์ได้ไม่ต่างจากอยู่อโศก

“ตอนแรกก็อึดอัดเหมือนกัน เราเคยอยู่แบบสะดวกสบาย เดินจากบ้านไม่ถึงร้อยเมตรมีเซเว่น 3 สาขา แต่ที่นี่ขับรถไป 15 กิโลยังไม่เจอเซเว่นเลย” จูดี้หัวเราะ “ไปไหนมาไหนก็ต้องขับรถกระบะ ไม่สะดวกเลย แต่พออยู่ไปนาน ๆ ก็เริ่มชิน ในรัศมีหลาย ๆ กิโลรอบบ้าน ไม่มีบ้านใครเลย มีแต่ต้นไม้กับสัตว์ ตอนแรกหลอนมาก อยู่คนเดียวไม่ได้ ได้ยินเสียงอะไรนิดหน่อยก็กลัวไปหมด แต่พออยู่ไปนาน ๆ เหมือนได้อยู่กับตัวเองกลางธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่ เริ่มสบายใจ ธรรมชาติเยียวยาเรา ความเงียบก็เยียวยา เสียงจิ้งหรีด เสียงกบเสียงเขียด เสียงนกฮูกก็เยียวยา”

จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว

สวนส้มแสนรัก

จูดี้ชวนเดินลงจากบ้าน ผ่านหลังบ้านแมว ไปดูสวนส้ม ตอนเธอมาดูที่รอบแรก ส้มเกือบ 3,000 ต้นอยู่ในสภาพใกล้ตาย แห้งเหี่ยวเพราะที่นี่แล้งอย่างรุนแรง เธอแก้ปัญหาด้วยการปลูกต้นไม้เพื่อช่วยกักเก็บน้ำ และเลิกใช้สารเคมีทั้งหมด เปลี่ยนไปปลูกส้มแบบอินทรีย์ ผลลัพธ์คือผลส้มเหลือขนาดเล็กจิ๋วเท่าลูกมะนาว แต่ 5 ปีผ่านไป ส้มก็ปรับสภาพได้และกลับมามีขนาดเท่าผ่ามือเหมือนเดิม

ทำความรู้จัก ‘จุรีพร ไทยดำรงค์’ คนโฆษณาระดับตำนานผ่านบ้าน 3 หลัง และชีวิต 3 ช่วง อดีต ปัจจุบัน อนาคต

“ช่วงหน้าหนาวฝนตกเดือนละครั้งส้มก็ได้น้ำเท่านั้น เมื่อก่อนกลัวส้มตายต้องไปหาน้ำมารด แต่สุดท้ายก็พบว่าเขาอยู่ได้ ธรรมชาติจัดการตัวเองได้ ถ้าได้น้ำเขาจะเอาไปเลี้ยงใบ ถ้าฝนไม่ตกเขาจะเอาอาหารไปเลี้ยงลูก เดี๋ยวเดือนธันวาฯ มกราฯ กุมภาฯ ก็ได้กิน แต่เขาออกลูกไม่พร้อมกัน มันเป็นวิถีธรรมชาติ ถ้าจะให้ออกพร้อมกันมีขนาดเท่านั้นแบบอุตสาหกรรมต้องใช้เคมีจัดการ ซึ่งเราไม่ได้อยากเป็นแบบนั้น” ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกเล่าเรื่องส้มต่ออีกมากมายแบบคนทำจริงรู้จริง

“ลำไยนี่ก็ออร์แกนิกเหมือนกัน” จูดี้เด็ดลำไยสด ๆ จากต้นให้ชิม เธอบอกว่าเจ้าของเดิมปลูกผลไม้ติดสวนไว้หลายอย่าง ยังมีมะม่วง อะโวคาโด ขนุน เกาลัด มะนาวตาฮิติ ฯลฯ เจ้าของใหม่เลยได้อานิสงส์ไปด้วย

ทำความรู้จัก ‘จุรีพร ไทยดำรงค์’ คนโฆษณาระดับตำนานผ่านบ้าน 3 หลัง และชีวิต 3 ช่วง อดีต ปัจจุบัน อนาคต

จูดี้เริ่มปลูกต้นไม้ป่าต้นแรกวันที่ 1 กรกฎาคม ปี 2017 ถึงตอนนี้เธอปลูกไปแล้ว 20,000 กว่าต้น 5 ปีผ่านไป จากที่ช่วงหน้าแล้งต้นไม้เคยใบเหลืองกรอบ ตอนนี้จะฤดูไหนใบไม้ก็ยังเขียว เธอบอกว่า ถ้าอยู่ที่นี่ งานหลักของเธอคือไปช่วยคนงานปลูกต้นไม้

“มันเป็นการทำสมาธิแบบนึง ก่อนจะหย่อนต้นกล้าลงหลุม เราจะพูดกับต้นไม้ พูดกับสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ขอให้เขาเจริญเติบโตแข็งแรงปลอดภัย แล้วหันหลังใบไปทางทิศใต้ แล้วค่อยเอาลงหลุม เพราะเมืองไทยแดดมาทางทิศใต้ ต้นไม้ส่วนใหญ่เลยหันหลังใบไปทางนั้น รากของเขาก็จะไปทางทิศใต้ ทำแบบนี้ต้นไม้จะโตเร็วขึ้น” จูดี้บอกเคล็ดลับที่อาจารย์จุลพรสอน

ทำความรู้จัก ‘จุรีพร ไทยดำรงค์’ คนโฆษณาระดับตำนานผ่านบ้าน 3 หลัง และชีวิต 3 ช่วง อดีต ปัจจุบัน อนาคต

ความสุขจากการปลูกต้นไม้ของเธอคือ การได้เห็นชีวิตเติบโตแผ่กิ่งก้านสวยงาม เปลี่ยนพื้นที่ร้อนตับแลบให้ร่มเย็น พอได้ยืนใต้ร่มเงาของต้นไม้ที่ตัวเองปลูกก็รู้สึกภูมิใจ

การใช้ชีวิตแบบนี้ในวัยปลาย 50 สร้างความสงสัยให้เพื่อนพ้องหลายคน ทำไมเธอถึงไม่เอาเงินจำนวนนี้ไปซื้อบ้านหรูริมทะเลที่ภูเก็ต หรือใช้ชีวิตหรูหราฟู่ฟ่ากลางเมือง

“พี่นึกภาพตัวเองแบบนั้นไม่ออกเลย วัน ๆ จะทำอะไรวะ นั่งเล่นโทรศัพท์เหรอ เป็นง่อยกันพอดี” จูดี้หัวเราะแล้วเล่าเหตุผลที่เธอเลือกเดินทางนี้

“การมาใช้ชีวิตแบบนี้ อาจจะทำให้ตัวเองรู้สึกมีคุณค่ามั้ง เราได้เกิดมาเป็นคน ได้ทำประโยชน์ให้ชีวิตอื่น กับโลกใบนี้ เราเป็นลูกคนเล็ก เป็นลูกสาวคนเดียว เป็นคนอ่อนแอ เปราะบาง แต่ไปช่วยหมาแมวที่ลำบากกว่าเรา ทำให้รู้สึกว่า ไม่มีอะไรที่เราทำไม่ได้ นอกจากจะไม่ทำ พอทำแล้วรู้สึกว่าเราเข้มแข็ง ก็เลยปลูกต้นไม้มาเรื่อย ๆ ตราบใดที่ยังไม่ปวดขา ปวดหลัง ก็จะยังทำไปเรื่อย ๆ นะ”

บ้านหลังที่ 3

บ้านที่ออกแบบเป็นรังนก มองออกไปเห็นต้นไม้สุดสายตา

“ตอนนี้พี่ใช้เวลาอยู่ที่เชียงใหม่ประมาณ 3 ใน 4 แต่พี่ยังทำงานโฆษณาอยู่นะ” ประธานกรรมการเอเจนซี่โฆษณาระดับโลกหัวเราะ “งานของพี่คือการสร้างทีมให้แข็งแกร่ง ทำให้ GREYnJ มีจุดยืนที่มั่นคงในเน็ตเวิร์ก WPP ทำให้บริษัทแข่งขันในตลาดไทยและเอเชียได้ หน้าที่พี่คือเซตทีม เซตทุกอย่างของบริษัทให้แข็งแรง ซึ่งอยู่ตรงนี้ก็เงียบดี คิดอะไรได้ปลอดโปร่ง”

ทำความรู้จัก ‘จุรีพร ไทยดำรงค์’ คนโฆษณาระดับตำนานผ่านบ้าน 3 หลัง และชีวิต 3 ช่วง อดีต ปัจจุบัน อนาคต

ด้วยความที่ต้องคิดงานสร้างสรรค์มาตลอด 30 ปี จูดี้จึงติดนิสัยที่ต้องเริ่มต้นคิดทุกอย่างจากคอนเซปต์ จะได้เห็นว่าภาพรวมคืออะไร การสร้างพื้นที่ผืนนี้ก็เช่นกัน เธอเรียกมันว่า ‘Mae Wang Project’ เป็นการสร้างพื้นที่ให้ ธรรมชาติ ต้นไม้ สัตว์ป่า สัตว์เลี้ยง และคน อยู่ร่วมกันอย่างเกื้อกูล

ทำความรู้จัก ‘จุรีพร ไทยดำรงค์’ คนโฆษณาระดับตำนานผ่านบ้าน 3 หลัง และชีวิต 3 ช่วง อดีต ปัจจุบัน อนาคต
ทำความรู้จัก ‘จุรีพร ไทยดำรงค์’ คนโฆษณาระดับตำนานผ่านบ้าน 3 หลัง และชีวิต 3 ช่วง อดีต ปัจจุบัน อนาคต

งานของเธอจึงมีทั้งปลูกป่า ปลูกพืชผักผลไม้ จนมีสัตว์ป่าหลายชนิดมาอยู่ในพื้นที่ เช่น หมาจิ้งจอก นกยูง ไก่ป่า กระต่ายป่า จากสัตว์ป่าก็มาสู่สัตว์เลี้ยง เมื่อกล้าไม้เติบใหญ่ ก็ได้เวลาของการนำสัตว์เข้ามาในพื้นที่เพื่อช่วยกินหญ้า เพราะการจ้างคนตัดหญ้าในพื้นที่ 300 ไร่มีต้นทุนที่สูงมาก แม่ชีจากสวนปันอิสรภาพที่ราชบุรีทำเรื่องไถ่ชีวิตโคกระบือและม้ามานานจนพื้นที่เต็ม และขาดแคลนหญ้าที่ปลอดภัยเพราะพื้นที่แถวนั้นส่วนใหญ่ใช้ยาฆ่าหญ้า เลยขอส่งควายและม้ามาเลี้ยงในพื้นที่นี้

นอกจากจะได้แรงงานช่วยกำจัดหญ้าแล้ว ก็ยังได้อึเอามาใช้เป็นปุ๋ยให้ส้มของเธอด้วย

ทำความรู้จัก ‘จุรีพร ไทยดำรงค์’ คนโฆษณาระดับตำนานผ่านบ้าน 3 หลัง และชีวิต 3 ช่วง อดีต ปัจจุบัน อนาคต

ศาลาใบไม้ สวนแมว บ้านนก

จูดี้พาเดินต่อมาถึงเนินสักซึ่งเต็มไปด้วยต้นสักขนาดใหญ่ กลางเนินเป็นที่ตั้งของศาลาใบไม้ซึ่งเป็นอาคารไม้ไผ่โมเดิร์นที่สร้างเสร็จเป็นหลังแรก ออกแบบเลียนแบบรูปทรงของใบสัก โดยสถาปนิกผู้หลงรักงานไม้ไผ่ซึ่งอาศัยอยู่ที่เชียงใหม่ เป็นมุมมองที่มีต่องานไม้ไผ่ซึ่งแตกต่างจากนักออกแบบชาวไทย

อาคารหลังนี้มีเพดานสูง มุมหนึ่งของอาคารยกพื้นเป็น 2 ชั้นให้ขึ้นไปชมวิวได้ เป็นศาลาอเนกประสงค์ที่จูดี้เอาไว้ใช้เล่นโยคะ นั่งสมาธิ และอ่านหนังสือ

ทำความรู้จัก ‘จุรีพร ไทยดำรงค์’ คนโฆษณาระดับตำนานผ่านบ้าน 3 หลัง และชีวิต 3 ช่วง อดีต ปัจจุบัน อนาคต
ทำความรู้จัก ‘จุรีพร ไทยดำรงค์’ คนโฆษณาระดับตำนานผ่านบ้าน 3 หลัง และชีวิต 3 ช่วง อดีต ปัจจุบัน อนาคต

เจ้าของบ้านอธิบายต่อว่า ภายใต้ร่มใหญ่ Mae Wang Project มีหน่วยย่อยที่เรียกว่า Mae Wang Sanctuary เป็นงานที่เกี่ยวกับการใช้ชีวิตอยู่อาศัยในพื้นที่นี้ ประกอบไปด้วย ศาลาใบไม้ สวนแมว และบ้านนก

จูดี้พาเดินต่อมาอีกนิดก็ถึงพื้นที่ของบ้านนกที่กำลังก่อสร้าง ซึ่งอยู่ติดกับสวนแมว

บ้านนกคือบ้านของเธอ เป็นบ้านไม้ที่มีหลังคาเป็นรูปนก ข้างในเหมือนรังนก คนที่อยู่ข้างในก็เหมือนแม่นก ลูกนก เธออยากสร้างให้เล็ก ๆ ดูแลง่าย แบบนกน้อยทำรังแต่พอตัว แต่สร้างออกมาก็ใหญ่กว่าที่คิดเล็กน้อย ในบ้านหลังนี้มีห้องนอนของเธอ 1 ห้อง ห้องนอนแขก 2 ห้อง ห้องทำงาน 1 ห้อง มีห้องนั่งเล่น และห้องครัว โดยมีระเบียงที่มองออกไปเห็นวิวภูเขาสีเขียวแบบสุดสายตา

บ้านหลังนี้น่าจะสร้างเสร็จช่วงสงกรานต์ปีนี้ หลังจากนั้นเธอก็จะย้ายมาอยู่ที่นี่ เริ่มต้นใช้ชีวิตตามภาพฝันที่วางไว้ เธอบอกว่าถึงตอนนั้นก็ยังมีอะไรให้ทำอีกมากมาย ยังมีต้นไม้ที่อยากปลูกอีกเยอะ ทั้งกาแฟ โกโก้ รวมถึงสมุนไพรและผักที่ใช้ทำอาหาร เธออวดว่าอาหารกลางวันที่เธอเตรียมไว้เลี้ยงพวกเรา น้ำพริกอ่อง ใช้มะเขือเทศที่ปลูกเอง ยำส้มโอ ใช้ส้มโอที่ปลูกเอง ผักกูด หัวปลี ผักสลัด ก็ปลูกเองทั้งหมด เหลือแค่เป็ดกับไก่เท่านั้นที่ยังไม่ได้เลี้ยงเอง

ทำความรู้จัก ‘จุรีพร ไทยดำรงค์’ คนโฆษณาระดับตำนานผ่านบ้าน 3 หลัง และชีวิต 3 ช่วง อดีต ปัจจุบัน อนาคต

“อยู่แบบนี้ไม่เหงานะ พี่ชอบ ตอนนี้กลายเป็นว่าพอกลับไปอยู่ที่สุขุมวิทแล้วรู้สึกว่างเปล่า อยู่ตรงนั้นเหงากว่า” จูดี้ยิ้มกว้าง

ถ้ามองย้อนกลับไป เธอเติบโตมาในจังหวัดฉะเชิงเทรา ได้เข้ามาเรียนในกรุงเทพฯ เรียนในมหาวิทยาลัยชั้นนำ ทำงานในบริษัทใหญ่ และกลายเป็นครีเอทีฟโฆษณาระดับโลก เป็นผู้บริหารที่ประสบความสำเร็จ การเลือกมาใช้ชีวิตท่ามกลางธรรมชาติ ทำงานแบบเกษตรกรเช่นนี้ หลายคนอาจมองว่า เป็นการเดินถอยหลัง

“ถ้ามองในแง่วัตถุก็คงเป็นภาพชีวิตที่ถอยหลัง เพราะเรากลับไปใช้ชีวิตแบบโลกยุคเก่า อยากหุงข้าวก็ต้องไปหาไม้มาทำฟืน ถ้ามองแบบนั้นทุกวันนี้ึ่คนเยอรมันก็กำลังถอยหลังนะ เพราะเขาหันกลับไปใช้ฟืนกัน ค่าแก๊สมันแพง” จูดี้หัวเราะอย่างอารมณ์ดี

“การมีชีวิตเดินหน้าหรือถอยหลัง ขึ้นกับว่าเรามีสติ รู้จักตัวเองมากแค่ไหน รู้ว่าความสุข ความทุกข์คืออะไร อะไรคือความทุกข์ก็อย่าเข้าใกล้ สุขให้ง่าย ทุกข์ให้ยาก ชีวิตที่มีความสุขได้ง่าย ๆ โดยไม่ต้องใช้เงินเยอะ นั่นคือชีวิตที่ก้าวหน้า ยิ่งอยู่ยิ่งสุข ส่วนชีวิตที่อยู่ท่ามกลางความสะดวกสบาย หรูหรา มีทุกสิ่งทุกอย่าง แต่เราไม่มีความสุข ทำในสิ่งที่ไม่ชอบ เดินในเส้นทางที่เราไม่ได้เชื่อ นั่นแหละชีวิตถอยหลัง มันทำให้เราเครียด ไม่สบายใจ เดี๋ยวก็เป็นมะเร็ง” เจ้าของพื้นที่สีเขียวแห่งความสุขยิ้มกว้าง แล้วชวนพวกเราไปกินอาหารเที่ยงด้วยกัน

จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว

Writer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

Photographers

Avatar

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ ร่ำเรียนมาทางศิลปะจากคณะที่ได้ชื่อว่ามีวงดนตรีลูกทุ่งแสนบันเทิงของเมืองเหนือ มีความสุขกับการกดชัตเตอร์ในแสงเงาธรรมชาติ ชอบแมว หมา และบ้าจักรยานไม่แพ้กิจกรรมกลางแจ้งอื่น ๆ

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

“พนักงานทำความสะอาดอะไรวะ เขียนหนังสือโคตรดีเลย”

ผมพูดสิ่งนี้กับตัวเองและคนรอบข้างหลายรอบระหว่างอ่านหนังสือเรื่อง ‘บริการสุดท้ายแด่ผู้ตาย เก็บกวาดความแตกสลายของชีวิต‘ หนังสือแปลจากภาษาเกาหลี ของนักเขียนที่ชื่อ คิมวัน (Kim Wan)

มันเป็นบันทึกของ ‘พนักงานทำความสะอาดบ้านของผู้ล่วงลับ’ ซึ่งเป็นการทำความสะอาดแบบพิเศษสำหรับบ้านที่มีผู้เสียชีวิตโดยลำพังในบ้าน เป็นบริการที่ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ ในเกาหลีใต้

ทีแรกผมเดาว่า แต่ละบทคงเล่าถึงเรื่องราวของผู้เสียชีวิตแต่ละคน แต่ผิดคาด ผู้เขียนเรียบเรียงเรื่องราวอย่างมีชั้นเชิงกว่านั้น เขาถ่ายทอดเรื่องราวหลากมิติของการเสียชีวิตโดยลำพัง รวมไปถึงความน่าสนใจของงานทำความสะอาดแบบพิเศษของเขา

อ่านแล้วไม่ได้หม่นเศร้า เพราะเป็นเรื่องราวของ ‘ความตาย’ ที่ทำให้เข้าใจความหมายและความงามของ ‘ชีวิต’

เมื่ออ่านมาถึงท้ายเล่ม ก็รู้ว่า คิมวันเรียนมาทางด้านกวีนิพนธ์ เคยทำงานสิ่งพิมพ์ พออายุ 30 ปลาย ๆ ก็ทำงานเป็นนักเขียนเต็มตัวและปลีกตัวไปอยู่บนเขา จากนั้นย้ายไปญี่ปุ่นหลายปีเพื่อเก็บข้อมูลเขียนหนังสือ เขาสนใจเรื่องสิ่งของที่ผู้ล่วงลับทิ้งไว้ และการเก็บกวาดสถานที่เสียชีวิต

เมื่อกลับมาเกาหลี เขาตั้งบริษัท Hardworks รับทำความสะอาดแบบพิเศษ และได้เขียนหนังสือเล่มนี้ จากนั้นเขาก็โด่งดังมาก เพราะทำยอดขายไปกว่า 120,000 เล่ม ได้รับเลือกให้เป็นหนังสือแห่งปี 2020 อันดับ 1 ของร้าน Kyobo Book Center ขายลิขลิทธิ์ไป 5 ประเทศ และแปลเป็นภาษาไทยโดยสำนักพิมพ์ Bibli

Kim Wan นักเขียนชื่อดังและเจ้าของบริษัทรับทำความสะอาดบ้านที่มีผู้ตายโดยลำพังในเกาหลี

นอกจากการให้สัมภาษณ์สื่อแล้ว คิมวันยินดีให้สัมภาษณ์กับนักศึกษา และให้คำปรึกษาคนเขียนบท ผมเลยคิดว่าน่าจะขอสัมภาษณ์เขาได้

สำนักพิมพ์ Bibli ประสานงานให้ผมได้คุยกับเขาผ่านหน้าจอ โดยมี คุณมินตรา อินทรารัตน์ ผู้แปลหนังสือเล่มนี้รับหน้าที่เป็นล่าม

คิมวันยินดีพูดคุยกับ The Cloud อย่างที่คาด เขาขอแค่อย่าเปิดเผยภาพใบหน้าของเขาออกสื่อก็พอ

คุณไม่เปิดเผยใบหน้าเวลาออกสื่อ ทำไมถึงไม่อยากให้คนรู้จัก

ผมไม่ได้เป็นตัวแทนของคนทำงานในด้านนี้ ผมแค่มีเรื่องอยากบอกผู้อ่านผ่านตัวหนังสือ ถ้าเปิดเผยตัวตน คนอาจจะสนใจตัวของผมมากกว่าเรื่องราวในหนังสือ ที่เกาหลีมีรายการวาไรตี้ชื่อดังติดต่อให้ผมไปออก ผมก็ปฏิเสธไปด้วยเหตุผลนี้

คุณไม่อยากดังเหรอ น่าจะเป็นผลดีกับงานของคุณหรือยอดขายหนังสือนะ หล่อแบบนี้เปิดหน้าไปสาวๆ กรี๊ดแน่นอน

สงสัยคุณคงคิดว่ากำลังส่องกระจก เลยมองว่าผมหล่อเหมือนคุณหรือเปล่า (หัวเราะ) ผมไม่อยากดัง งานผมเกิดขึ้นได้เพราะมีคนเสียชีวิต แทนที่จะแสวงหาชื่อเสียง ผมอยากทำงานช่วยเหลืออยู่ข้างหลังเงียบ ๆ แบบนี้มากว่า

Kim Wan นักเขียนชื่อดังและเจ้าของบริษัทรับทำความสะอาดบ้านที่มีผู้ตายโดยลำพังในเกาหลี

การออกหนังสือเล่มนี้เปลี่ยนชีวิตคุณไปยังไงบ้าง

มีเสียงตอบรับหลายอย่างจากผู้อ่าน มีคนเขียนจดหมาย ส่งอีเมล และโทรมาหาผมเยอะขึ้น ผมยังทำงานด้านนี้อยู่ เบอร์ผมหาได้ง่ายมาก นอกจากโทรมาเรื่องงานแล้วก็มีผู้อ่านโทรมาขอบคุณที่เขียนหนังสือ บางคนโทรมาเล่าประสบการณ์ที่ตัวเองสูญเสียคนที่รักไป บางคนก็บอกว่าอ่านหนังสือแล้วเหมือนได้รับการปลอบประโลมจิตใจ

การรับสายเหล่านี้ทำให้คุณลำบากใจไหม

อย่างแรก ผมรู้สึกขอบคุณที่ผู้อ่านโทรหาผม ถ้าจะมีเรื่องหนักใจบ้างก็ตรงหลายคนโทรมาระบายว่า ไม่เคยคิดมาก่อนว่า ถ้าตัวเองตายไปแล้วจะมีจุดจบที่น่ากลัว ผมไม่รู้ว่ากำลังสร้างความกลัวให้ผู้อ่านหรือเปล่า ในอีกด้านหนึ่งผมก็ดีใจ เพราะหลาย ๆ คนอ่านหนังสือแล้วก็โทรไปหาพ่อแม่ที่บ้านเพราะความคิดถึง

อะไรทำให้หนังสือของคุณประสบความสำเร็จอย่างมากทั้งในเกาหลีและต่างประเทศ

อาจเพราะเกี่ยวกับความตาย ไม่ว่าใครก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ สถานการณ์ช่วงโควิดก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้คนอ่านหนังสือเล่มนี้เยอะ เพราะมันเปลี่ยนความคิดคน ไม่ใช่แค่คนอายุมากหรือคนป่วยเท่านั้นที่มีโอกาสเสียชีวิต คนอายุน้อย หรือคนแข็งแรงก็เสียชีวิตได้เช่นกัน ผู้อ่านมีมุมมองว่าความตายใกล้ตัวขึ้น หนังสือเล่มนี้เลยอยู่ในใจคนมากขึ้น

อะไรทำให้คุณเริ่มเขียนหนังสือเล่มนี้

ผมทำงานเขียนทำสำนักพิมพ์มานาน ผมเคยให้สัมภาษณ์สื่อหลายแห่งเรื่องการตายอย่างโดดเดี่ยว การที่มีคนเขียนหนังสือได้มาทำงานด้านนี้เป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้น เลยมีบรรณาธิการของสำนักพิมพ์ติดต่อมา ช่วงแรกผมกังวลว่า สิ่งที่เขียนจะถูกต้องไหม แต่ก็คิดได้ว่า มีเนื้อหาหลายอย่างที่เราสื่อสารให้คนรู้ได้ ก็เลยเริ่มเขียน เวลามีใครสักคนมาขอให้ผมช่วยทำอะไร ผมก็มักจะตอบรับอยู่แล้ว การเขียนก็เช่นกัน

สิ่งที่ยากที่สุดในการเขียนเรื่องนี้คือ

เรื่องที่เขียนยากที่สุดคือตอนที่ต้องไปจัดการศพแมวหลาย ๆ ตัว ผมเป็นคนเจ้าน้ำตากว่าที่คุณคิด บ้านผมไม่ได้มีที่เขียนงาน ผมเลยต้องออกไปเขียนที่คาเฟ่ ร้านที่ผมชอบคือสตาร์บัคส์ เพราะมีห้องน้ำในร้าน เวลาเขียนแล้วร้องไห้ ผมต้องแอบหลบไปร้องไห้ในห้องน้ำ

ระหว่างเขียนอะไรทำให้คุณมีความสุขที่สุด

การเขียนเหมือนกับการทำความสะอาดตรงพอทำเสร็จแล้วจิตใจเราจะสงบสุข การคุยกับคุณทำให้ผมนึกถึง คุณจำลอง ศรีเมือง อดีตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ตอนเด็กผมได้อ่านหนังสือของคุณจำลองแล้วประทับใจมาก เป็นเรื่องเกี่ยวกับโต๊ะเขียนหนังสือที่เขาใช้ตั้งแต่สมัย ม.ต้น จนเป็นผู้ว่าฯ ก็ยังใช้ตัวเดิม มันมีอิทธิพลกับชีวิตในวัยเด็กของผมมาก แล้วก็ส่งผลถึงเรื่องการทำความสะอาดของผมด้วย เพราะคุณจำลองมีฉายาว่า ‘นายสะอาด’ เขาเล่าเรื่องการทำความสะอาด แม้ว่างานของเขาจะเป็นการทำความสะอาดสิ่งที่เห็นด้วยตา แต่อีกด้านก็เกี่ยวกับการทำความสะอาดจิตใจด้วย

ทำไมนักเขียนอย่างคุณถึงอยากเปิดบริษัททำความสะอาดแบบพิเศษ

ตอนผมไปหาไอเดียเขียนต้นฉบับที่ญี่ปุ่น ผมเจอตลาดขายของรีไซเคิลของผู้เสียชีวิต หลังจากเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่ญี่ปุ่น ผมก็กลับมาที่เกาหลี เปิดสำนักพิมพ์เป็นอย่างแรก แต่ไม่เชี่ยวชาญเรื่องการบริหารเลยไปได้ไม่ดีนัก หลังจากนั้นก็เริ่มงานทำความสะอาดเพราะต้องหารายได้ ส่วนหนึ่งเพราะทำงานทำความสะอาดแล้วยังทำงานเขียนควบคู่ไปได้ ช่วงแรกเป็นการทำความสะอาดทั่วไปสำหรับคนย้ายบ้าน หลังจากนั้นมีคนจ้างไปทำความสะอาดแบบพิเศษ เช่น บ้านที่มีกลิ่นแปลก ๆ ผมเพิ่งมารู้ที่หลังว่านั่นคือกลิ่นของผู้เสียชีวิต จากนั้นก็มีงานทำความสะอาดแบบพิเศษเยอะขึ้นเรื่อย ๆ

Kim Wan นักเขียน 'บริการสุดท้ายแด่ผู้ตาย เก็บกวาดความแตกสลายของชีวิต' เจ้าของบริษัททำความสะอาดบ้านที่มีคนตายลำพัง

การเป็นนักเขียนทำให้คุณทำงานต่างจากคนอื่นไหม

เวลาผมไปทำงาน จะได้เจอเพื่อนบ้านด้วย แทนที่เพื่อนบ้านหรือคนรอบตัวจะแสดงความคิดถึงหรือห่วงหา กลับพูดว่าศพของผู้เสียชีวิตสร้างปัญหาให้เขายังไง ให้ผมช่วยกำจัดกลิ่นไม่พึงประสงค์ด้วย มันก็แปลกดี สิ่งที่บริษัทผมแตกต่างจากที่อื่นคงเป็นความเชื่อและจิตใจของพนักงานว่าเรากำลังปฏิบัติต่อบุคคลมากกว่าสิ่งของ

คุณเขียนว่าตอนเข้าไปทำความสะอาด บางครั้งก็เจอคราบของเสียที่แห้งแล้ว บางครั้งก็ยังสดอยู่ หลังจากพบผู้เสียชีวิตแล้ว ต้องมีขั้นตอนอะไรบ้าง คุณถึงจะถูกตามไปทำความสะอาด

ถ้าเป็นการเสียชีวิตตามลำพัง ตำรวจต้องเข้ามาสืบสวนว่าเสียชีวิตเองจากโรค หรือฆ่าตัวตาย หรือจากฆาตกรรม ถ้าทีมทำความสะอาดเข้าไปก่อนตำรวจก็จะเป็นการทำลายหลักฐาน เมื่อตำรวจพิสูจน์หลักฐานแล้ว ทีมของเราก็จะเข้าไป เราไม่มีทางรู้ว่าความเน่าเฟะจะอยู่ในระดับไหน บางกรณีอาจจะเสียชีวิตผ่านไปแค่วันเดียว บางกรณีอาจจะเสียชีวิตแล้ว 3 หรือ 6 เดือน

คราบที่ออกมาจากร่างกายผู้เสียชีวิตจะแตกต่างกันออกไป ขึ้นกับสาเหตุของการเสียชีวิตและจุดที่เสียชีวิต ถ้าเป็นการแขวนคอ โรคหัวใจ หรือโรคปอด จะมีน้ำออกจากร่างกายเยอะ เวลาเข้าไปเราจะเจอของเหลวมากมาย ซึ่งมาจากของเหลวและของเสียในร่างกาย อีกสิ่งหนึ่งที่ส่งผลกับสภาพศพคือ ฤดูกาลหรืออุณหภูมิ

การทำความสะอาดแบบนี้ทำไมญาติ ๆ ถึงไม่ทำกันเอง อะไรคือความเชี่ยวชาญของคุณที่ญาติ ๆ ไม่มี

อย่างแรกคือทักษะในการจัดการ เมื่อเสียชีวิตจะมีแบคทีเรียเกิดขึ้นเยอะมาก เวลาที่สิ่งมีชีวิตตายจะปล่อยสารอีเทนไทออล (Ethanethiol) เป็นสารที่มีกลิ่นแรงที่สุด การกำจัดกลิ่นนั้นต้องใช้ความเชี่ยวชาญพิเศษ งานของผมคือการต่อสู้กับกลิ่นไม่พึงประสงค์ บางครอบครัวก็อยากเข้ามาช่วยทำงานในที่เกิดเหตุด้วย เพราะเชื่อว่าเป็นการร่วมแสดงความอาลัย ทีมผมก็จะเตรียมอุปกรณ์และเครื่องแต่งกายแบบเดียวกันให้ แต่ส่วนใหญ่ไม่เป็นแบบนั้น เพราะการเข้าไปเก็บข้าวของผู้เสียชีวิต จะทำให้เกิดความรู้สึกร่วมและเครียดมาก เพราะสิ่งที่ทิ้งไว้มักเกี่ยวกับความรักที่เขามีต่อครอบครัว อาจจะเป็นเพราะเหตุผลนี้จึงมีอาชีพแบบผมเกิดขึ้น

งานของคุณต้องใช้ความอดทนสูงมาก หาผู้ร่วมงานยากไหม และคนแบบไหนที่อยากมาสมัครงานกับคุณ

ที่เกาหลีมีคนทำงานประเภทนี้เยอะกว่าที่คิด เป็นงานในตลาดที่แข่งขันค่อนข้างสูง เป็น Red Ocean อาจจะเกี่ยวข้องกับรูปแบบครอบครัวของเกาหลีด้วย ตอนนี้เกาหลีมีคนที่อาศัยคนเดียวเพิ่มขึ้นเกือบ 40 เปอร์เซ็นต์ ส่วนในชนบทคนที่ไม่ค่อยมีงานมีเกิน 50 เปอร์เซ็นต์ เมื่อมีคนอาศัยคนเดียวเพิ่ม คนที่เสียชีวิตโดยลำพังก็เพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้นก็มีคนอยากใช้บริการเพิ่มขึ้น คนที่สมัครเข้ามาก็มีทั้งคนที่เพิ่งออกจากเรือนจำ อยากชดใช้ความผิดด้วยการทำงานประเภทนี้ บางคนก็เป็นเหตุผลด้านศาสนา อยากทำบุญ

ค่าจ้างสูงกว่าทำความสะอาดประเภทปกติไหม

เราไม่ได้กำหนดชัดเจนว่าต้องจ่ายเท่าไหร่ แต่ผมคิดว่าน่าจะสูงกว่าการทำความสะอาดทั่วไป 3 เท่า ขึ้นกับกรณีด้วย

ในหนังสือคุณเขียนว่า คุณทิ้งทุกอย่างในห้อง หนังสือทั้งชั้นก็ทิ้ง อะไรคือสิ่งที่คุณจะไม่ทิ้งแน่ ๆ

ผมจะไม่ตัดสินใจเอง จะถ่ายรูปส่งไปถามครอบครัวว่าจะเก็บไว้ไหม ผมจะไม่เอาความเห็นของตัวเองเข้าไปตัดสินว่าของชิ้นนี้สำคัญหรือไม่สำคัญ ควรทิ้งหรือไม่ควรทิ้ง บางครอบครัวก็ขอให้ทิ้งทุกอย่าง เก็บไว้แค่รูปติดบัตรเล็ก ๆ ใบเดียวก็มี

Kim Wan นักเขียน 'บริการสุดท้ายแด่ผู้ตาย เก็บกวาดความแตกสลายของชีวิต' เจ้าของบริษัททำความสะอาดบ้านที่มีคนตายลำพัง

แทนที่จะทิ้งทั้งหมด เราเอาไปขายเป็นของมือสองได้ไหม

ได้ ทรัพย์สินเป็นมรดกของครอบครัวผู้เสียชีวิต มีสิทธิ์ในการตัดสินใจเต็มที่ ถ้าครอบครัวต้องการ ผมจะติดต่อบริษัทรับซื้อของรีไซเคิลมาให้ แต่บางบ้านก็กลิ่นแรงติดเครื่องใช้ไฟฟ้าจนต้องทิ้ง

การเข้าไปเก็บของผู้เสียชีวิตทิ้งบ่อย ๆ ทำให้คุณมองการสะสมวัตถุต่างไปจากเดิมไหม

ชุดของผู้เสียชีวิตในเกาหลีไม่มีกระเป๋า ความหมายคือ สุดท้ายแล้วเราเอาอะไรไปไม่ได้เลย สำหรับผม สิ่งเดียวที่จะยังคงหลงเหลืออยู่ก็คือ จิตใจของเรา

ทั้งเล่มคุณเขียนถึงการจากไปอย่างโดดเดี่ยวและเต็มไปด้วยปัญหา คุณเคยเจอการจากไปที่เป็นสุขบ้างไหม

ผมไม่รู้ว่ามันคือความสุขไหม ผมเคยไปเก็บของแล้วมีคนในครอบครัวแวะมาตลอด บางคนเข้ามาแล้วก็ร้องไห้ บางคนก็กรีดร้องด้วยความเสียใจ การเห็นภาพนั้นค่อนข้างเศร้า แต่ในแง่หนึ่งก็อบอุ่นใจเหมือนกัน

คุณมองความตายเปลี่ยนไปไหม

จะบอกว่าผมมองความตายเปลี่ยนไปก็ได้ แต่ผมมองชีวิตเปลี่ยนไปมากกว่า เมื่อก่อนผมคิดเรื่องอดีตค่อนข้างเยอะ มองย้อนอดีตแล้วก็เสียใจบ่อย ๆ พอมาทำงานนี้ก็กังวลกับอดีตน้อยลง อนาคตด้วย ไม่กังวลกับสิ่งที่ยังไม่เกิดจนปล่อยให้เรื่องปัจจุบันหลุดมือไป แต่ก็ไม่อยู่กับปัจจุบันจนใช้ชีวิตเสเพล

ความคิดเกี่ยวกับผู้คนของผมก็เปลี่ยนไป ตอนนี้ผมไม่ตัดสินคนที่คิดต่างจากผม หรือมีมุมมองการเมืองศาสนาต่างจากผม เวลาที่ผมอยู่ต่อหน้าความตายของใครสักคน ผมไม่มีสิทธิ์ตัดสินเขาเลย ชีวิตยุติธรรมกับทุกคน เราต่างต้องเจอความตายเหมือนกัน

คุณเปลี่ยนอาชีพมาหลายครั้ง อะไรทำให้คุณยังทำ Hardworks อยู่

เหตุผลสำคัญที่สุดคือ ผมชอบงานทำความสะอาด เมื่อเช้าผมก็ทำความสะอาดบ้านก่อนออกมา

ทำไมถึงตั้งชื่อบริษัทว่า Hardworks

นั่นคือความผิดพลาดที่ใหญ่ที่สุดของผม ผมควรเปลี่ยนชื่อบริษัทเป็น Easyworks สงสัยเป็นเพราะชื่อบริษัท งานที่เข้ามาเลยยากขึ้นทุกปี ผมคิดว่าคงไม่มีงานไหนจะยากกว่านี้แล้ว แต่ก็มีงานที่ยากขึ้นมาเรื่อย ๆ ตอนนี้ชื่อบริษัทของผมน่าจะเป็น More than Hardworks มากกว่า

หนังสือเล่มต่อไปของคุณจะเกี่ยวกับอะไร

บางคนมองหนังสือเล่มนี้ว่าเป็นเหมือนการไว้อาลัยให้ผู้เสียชีวิต หรือความเรียงเกี่ยวกับการทำงาน แต่ผมมองว่ามันคือบันทึกเกี่ยวกับความรักมากกว่า ผมไม่ได้เขียนเพื่อบอกว่าชีวิตบนโลกนี้ทุกข์ยาก แต่มันก็สร้างความกลัวให้กับคนที่ไม่คุ้นเคยกับความตาย ผมรู้สึกผิดมาก ฉะนั้น เล่มต่อไปผมอยากจะชดเชยให้หนังสือเล่มแรกด้วยการพูดเรื่องความรักแบบจริงจัง เป็นเหมือนจดหมายที่ผมอยากทิ้งไว้ให้ครอบครัวของผมก่อนที่จะจากโลกนี้ไป ผมอยากส่งต่อความอบอุ่น ความรัก ทำให้เห็นว่าชีวิตคนเราเกิดขึ้นมาได้เพราะความรัก

ถ้าวันหนึ่งที่คุณจากไป แล้วมีคนเข้าไปทำความสะอาดในห้องของคุณ เมื่อสำรวจจากข้าวของแล้ว เขาจะคิดว่าคุณเป็นคนอย่างไร

ผมขอตอบว่า ตัวเองอยากเป็นที่จดจำแบบไหนได้ไหม (หยิบกระดาษมาชูกับกล้อง แสดงข้อความว่า With my heart singing to the stars. I shall love all the things that are dying – Yoon Dong-Joo) นี่คือบทกวีของ ยุนดุงจู เขาเสียชีวิตในเรือนจำตอนอายุ 27 ปี คนเกาหลีมองว่าเขาเป็นคนดี ไม่เคยว่าร้ายใคร ดวงดาวคือสิ่งที่มีความหมายกับเขามาก เป็นสิ่งที่ล้ำค่าสูงส่ง ตอนที่เขากำลังจะเสียชีวิตเขาก็มองดวงดาวแล้วร้องเพลงเกี่ยวกับดวงดาว เขาใช้ชีวิตโดยมองว่าทุกอย่างที่เห็นล้ำค่าและสูงส่ง ผมอยากถูกจดจำว่าเป็นคนที่มีความรักให้ทุกสิ่ง ไม่แบ่งแยกว่าอะไรมีค่า อะไรไม่มีค่า ผมอยากถูกจดจำแบบนั้น

เรียบร้อยครับ ขอบคุณมากครับ

ผมยินดีที่ได้พบกับทุกคนในวันนี้ครับ มีสิ่งหนึ่งที่ผมมักจะพูดหลังจากจบการสัมภาษณ์คือ ผมหวังว่า เราจะเป็นคนที่ใจดีกับตัวเองมากกว่าคนอื่น ๆ บนโลกนี้ ถ้าทำอย่างนั้น ทุกคนจะมีความรักได้ด้วยจิตใจแบบเดียวกัน ขอบคุณมากครับ

Kim Wan นักเขียน 'บริการสุดท้ายแด่ผู้ตาย เก็บกวาดความแตกสลายของชีวิต' เจ้าของบริษัททำความสะอาดบ้านที่มีคนตายลำพัง

ภาพ : Gimm-Young Publishers, Inc.

Writer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load